วันอังคารที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2551

ความรักไม่มีในโลก

ความรักไม่มีในโลก

ความรักไม่มีในโลก

สวัสดีค่ะพี่ประภาส

มีเพื่อนอยู่คนหนึ่งที่คิดอะไรแปลกๆ (อย่างน้อยก็ในสายตาเรา) เค้า บอกว่า โลกนี้ไม่มีใครรักใครจริงหรอก ยกเว้นพ่อแม่ แม่รักเราเพราะเราเป็นส่วนหนึ่งของแม่ เรารักแม่เพราะเราเป็นส่วนหนึ่งของแม่ แต่ความรักหนุ่มสาว เป็นความรักที่ทำเพื่อตัวเองทั้งนั้น ทำดีกับเค้าเพราะอยากให้เค้ารักเรา สรุปแล้วทุกคนบนโลกนี้เห็นแก่ตัวค่ะ

คิด เหมือนกันนะคะว่ามันจริงเป็นบางส่วนในเรื่องความรักแบบหนุ่มสาวนะคะ แต่พยายามจะบอกเค้าว่าบางครั้งเราก็ทำอะไรให้ใครซักคนเพราะเราอยากทำนะ เราไม่ได้คิดอยากได้อะไร อีกอย่างหนึ่ง เราเชื่อว่า every relationship needs work ค่ะ ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนหรือแฟนหรือครอบครัวก็ตาม แต่เค้ากลับบอกว่าถ้าต้องทำอะไรมากขนาดนั้น โดยเฉพาะเรื่องแฟน ไม่เอาดีกว่า เหนื่อย ผิดไหมค่ะที่นั่งเถียงเรื่องความคิดกับใครคนหนึ่งที่เราเห็นว่าความคิดเค้า มันฉาบฉวยซะเหลือเกิน เราไม่ได้มองว่าเราคิดถูก แค่อยากให้เค้าลองมองในมุมที่เรามองบ้าง แต่ดูเหมือนจะไม่สำเร็จ เค้าคิดอยู่อย่างเดียวว่าความรักไม่มีในโลกค่ะ

เส้นขนาน


ตอนหนุ่มๆผมเคยนั่งเถียงกับเพื่อนคนหนึ่งตั้งแต่หัวค่ำจนเกือบเช้าว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่มนุษย์ปฏิบัติต่อกันล้วนตั้งอยู่บนความเห็นแก่ตัวแทบทั้ง สิ้น

ผมว่าท่านผู้อ่านหลายคนก็คงเคยเป็นอย่างนี้ นั่งเถียงเรื่องอะไรบางเรื่องจนถึงเช้า โดยเฉพาะเรื่องที่เป็นนามธรรมจับต้องไม่ได้

และผลที่ได้ก็คือไม่เห็นมีใครยอมใคร

ต่อให้คนหนึ่งเสียงดังกว่า หรืออีกคนหนึ่งทำท่าเหมือนศิโรราบไปแล้ว ครั้นเมื่อเดินจากกันไป ทั้งคู่ก็ยังคงยึดความคิดตัวเองอยู่

วันนั้นผมเป็นฝ่ายไม่เชื่อว่า ความเห็นแก่ตัวของมนุษย์จะเป็นจะเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้มนุษย์กระทำในทุกๆสิ่ง ผมจำได้ว่าไม่ว่าผมจะยกพฤติกรรมใดๆขึ้นมา อีกฝ่ายหนึ่งก็สามารถลากเข้าไปหาความเห็นแก่ตัวของเจ้าของพฤติกรรมได้หมด

ตัวอย่าง เช่น เราซื้อดอกไม้ให้ผู้หญิงก็เพราะเราอยากได้เขามาเป็นแฟน เราเขียนการ์ดให้เพื่อนก็เพราะว่าเราอยากให้เพื่อนรักเรา เราสมัครเป็นนักกีฬามหาวิทยาลัยก็เพราะว่าเราอยากเด่นอยากดังอยากเป็นที่ สนใจของผู้คน แม้แต่การทำบุญทำทานเราทำไปก็เพราะว่าเราต้องการให้มันส่งผลถึงชาติหน้าปาง โน้น

ผมจำได้แม่นว่าผมเถียงอย่างไรผมก็เถียงไม่ขึ้น

เรื่อง ที่คุณเส้นขนานเล่ามาก็คงคล้ายๆกัน แต่เพื่อนของคุณเส้นขนานยังดีกว่า ที่ยังยอมรับว่าความรักของพ่อแม่เป็นความรักที่ไม่ต้องการผลตอบแทน

ฝ่ายตรงข้ามของผมวันนั้นหนักข้อกว่ามากครับ

เพราะแม้แต่ความรักที่แม่มีต่อลูก เขายังโต้ได้ว่าที่แม่ทำไปนั้นก็เพื่อจะได้หวังพึ่งพาลูกยามแก่เฒ่า

วัน นั้นเราหยุดเถียงไปด้วยเสียงขุ่นๆของทั้งสองฝ่าย ตอนนั้นราวตีสี่ตีห้าแล้ว ผมลุกออกจากวงสนทนาไปหาน้ำหาท่ากินด้วยทีท่าของคนที่ยอมแพ้ ผมได้มานั่งคิดเรื่องนี้อีกทีก็หลังจากที่อ่านจดหมายของคุณเส้นขนาน ถึงวันนี้ก็เกือบยี่สิบปีแล้วครับที่ผมเถียงแพ้มา แต่ ก็อย่างที่บอก ถึงวันนี้แล้วผมก็ยังไม่เชื่อนะครับ ว่ามนุษย์จะทำทุกอย่างด้วยเหตุผลของหลักเศรษฐศาสตร์เพียงข้อเดียว คือทำทุกอย่างเพื่อผลกำไร

แม่ค้าทอดมันแถมให้เราอีกสองสามชิ้นก็หวังผูกใจให้เรามาอุดหนุ่นบ่อยๆ ชาย หนุ่มผู้ยากจนแต่งงานกับหญิงสาวลูกเศรษฐีก็หวังจะยกฐานะตัวเองให้สูงขึ้นตาม หญิงสาว ผู้จัดการนำของขวัญไปให้ท่านประธานบริษัทก็หวังจะได้การพิจารณาตำแหน่งใหม่ ในปลายปี ฯลฯ ตัวอย่างเหล่านี้เป็นหลักฐานสนับสนุนทฤษฎีของเพื่อนผมเป็นอย่างดี และมีให้เห็นอยู่ทั่วไปจริงๆ ผมยอมรับ

ผมลองสมมุติตัวเองเป็นโค้ช

แล้วกลับ มาประเมินการพันตูทางความคิดเมื่อเกือบยี่สิบปีก่อน เป็นไปได้ไหมที่ผมไปหลงเถียงเรื่องพฤติกรรมมนุษย์ในทางเดียวกับเขา นั่นคือไปคิดว่าหลักจิตวิทยาที่อธิบายการกระทำของมนุษย์มีเพียงตำราแบบเดียว คือตำราของฝรั่ง

นักจิตวิทยาตะวันตกส่วนใหญ่เชื่อว่าทุกพฤติกรรมของมนุษย์ล้วนเกิดมาจากแรงขับ (ทุกแรงขับก็ล้วนเป็นกิเลสประเภทอ๊อกเทนสูงๆแทบทั้งนั้น ฟังชื่อเชื้อเพลิงพวกนี้ดูสิครับ ความทะเยอทะยาน ความริษยา ความฝักใฝ่ในเพศตรงข้าม ความน้อยเนื้อต่ำใจ ฯลฯ )

ถ้าเราเอาความคิดนี้ตั้งเป็นเกณฑ์ การเถียงวันนั้นผมเถียงอย่างไรก็ต้องแพ้วันยังค่ำจริงไหมครับ

แล้วถ้าทฤษฎีของฝรั่งมันถูกต้องทุกอย่าง คงจะต้องถามอีกว่าแล้วเราจะควบคุมความเห็นแก่ตัวของมนุษย์ได้อย่างไร ที่ต้องถามอย่างนี้เพราะถ้าธรรมชาติของมนุษย์มีแต่แรงขับที่เป็นความเห็นแก่ตัวล้วนๆ แล้วคนที่เขาทำดีเขาทำมาจากอะไร

มี การทดลองทางวิทยาศาสตร์อันหนึ่งจะเล่าให้ฟังครับ ไม่น่าเชื่อว่าเรื่องแบบนี้ก็ทดลองกันได้ นักวิทยาศาสตร์ติดตั้งอุปกรณ์ทางการแพทย์อย่างหนึ่งไว้ที่ตัวอาสาสมัครเพื่อ ที่จะค้นหาว่าเวลาเราทำความดีต่อคนอื่น (พฤติกรรมที่ยอมรับกันว่าเป็นการไม่เห็นแก่ตัวเช่น จูงคนแก่ข้ามถนน ให้อาหารสุนัขจรจัด ฯลฯ) ส่วนไหนของสมองรับปฎิกิริยาหลังจากทำความดีไปแล้ว ผลการทดลองออกมาว่ามันเป็นสมองส่วนเดียวกับเวลาได้กินของอร่อยหรือได้ฟังเพลงเพราะๆ

นักวิทยาศาสตร์ที่ทำการทดลองชุดนี้จึงสรุปเอาว่าคนเราทำความดีก็เพื่อความสุขส่วนตัว

แม้ แต่ความดี เขาก็เอาวิถีทางวิทยาศาสตร์มาอธิบายจนได้ ฝรั่งนี่มันเหลือเกินจริงๆ ยังไม่หมดแค่นี้ครับ มีอีกข่าวหนึ่งที่ผมเคยอ่านมา ฟังหูไว้หูนะครับเพราะมันเป็นเพียงแค่ข่าวทางวิทยาศาสตร์

เขาบอกว่าคนที่เป็นคนร้าย(เห็นแก่ตัวมาก) กับคนที่เป็นคนดี(เห็นแก่ตัวน้อย) มี ความแตกต่างกันที่ฮอร์โมนบางชนิด นั่นคือเขากำลังบอกเราว่าคนเราจะดีจะชั่วนั้นอยู่ที่สารเคมีบางอย่างในตัว ฟังแล้วคนพุทธอย่างเรายอมรับยากจริงๆ

และเขายังบอกอีกว่าถ้าอยากให้คนไม่เห็นแก่ตัว ก็สามารถฉีดสารเคมีบางอย่างใส่คนๆนั้นได้

เอากับเขาสิครับ บ้ากันได้ขนาดนี้อีกหน่อยใครอยากเป็นอรหันต์ก็คงมียาฉีดให้ซื้อมาฉีดกัน

ยังไม่หมดครับเรื่องความดีกับวิทยาศาสตร์ เคย อ่านใช่ไหมครับว่าทุกๆส่วนที่ประกอบเป็นมนุษย์ไม่ว่าจะเป็นลักษณะตาสองชั้น ผิวดำแดง พรสวรรค์ทางดนตรี ฯลฯ และก็ไม่เว้นแม้แต่พฤติกรรมเห็นแก่ตัวหรือไม่เห็นแก่ตัว ขี้ลืม ขี้บ่น ล้วนถูกบันทึกอยู่ในดีเอ็นเอของมนุษย์ ประโยคนี้แปลไทยเป็นไทยได้อีกว่า ถ้าอยากให้มนุษย์คนไหนเป็นคนดีก็ตัดต่อพันธุกรรมเอาเสียเลย

ฟังแล้วน่าเศร้านะครับ เหมือนกับจะบอกว่า หนทางเดียวที่จะควบคุมมนุษย์ให้เห็นแก่ตัวน้อยลง (ทำความดี) คือ ต้องควบคุมจากปัจจัยภายนอก นั่นคือการตัดต่อยีน การฉีดสารเคมี เพราะปัจจัยภายในมันล้วนมีแต่แรงขับที่จะทำทุกอย่างด้วยความเห็นแก่ตัว

หรือบางทีฝรั่งเขาคงอยากจะบอกว่าก็ไม่เห็นจะต้องไปควบคุมมันอะไรกับไอ้ความ เห็นแก่ตัวนี่ อย่างน้อยมันก็ทำบ้านเมืองของเขาร่ำรวยมาไม่รู้เท่าไรแล้ว

ด้วยวิธีเอาเปรียบคนผิวดำและผิวเหลืองมาตลอดประวัติศาสตร์นั่นเอง

แล้วผมก็จบบทความวันนี้โดยไม่ได้ตอบอะไรคุณเส้นขนานเลย แม้ผมจะมีความเชื่อส่วนตัวว่า มนุษย์ถูกสร้างขึ้นมาเหมือนใบหน้าที่รองพื้นด้วยครีมยี่ห้อกิเลส บางคนก็รองพื้นเสียหนาจนไม่เห็นผิว แต่ภายใต้ครีมรองพื้นที่พอกอยู่นั้น ใบหน้าผ่องแผ้วนพคุณมีอยู่จริง

และทุกคนรอที่จะล้างมันออก

คิดอีกกี่รอบๆ ผมก็คงต้องยอมรับว่าผมไม่รู้จะหาอะไรไปเถียงเจ้าเพื่อนคนนั้นของผมให้ชนะได้ว่าความรักแท้ๆ(ไม่หวังสิ่งตอบแทน) มันมีในโลก

คืนวันนั้นหลังผมลุกเดินออกไปหาน้ำกิน ผมเดินกลับมาก็เห็นเจ้าเพื่อนตัวดีของผมมันนอนหลับอยู่ที่เก้าอี้กับเพื่อน อีกสองสามคน

ผมจำได้ว่าผมเดินไปย้ายยากันยุงที่อยู่ทีอีกมุมหนึ่งมาวางไว้ข้างๆพวกมัน