วันจันทร์ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2551

A Cappela 7

คุยกับประภาส : A Cappela 7 ...+...+...+...

มติชนประจำวันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2545

คอลัมน์ คุยกับประภาส
โดย ประภาส ชลศรานนท์


พี่ประภาส

พี่ได้ฟังเพลงของวงดนตรีวงหนึ่งของอาร์เอสแล้วหรือยัง ชื่อวง Acappela Seven ผมว่าฟังๆ ดูเหมือนเฉลียงยังไงไม่รู้ เคยฟังรายการวิทยุดีเจ.เขาพูดว่าเฉลียงเป็นวงดนตรีวงแรกของเมืองไทยที่ทำ เพลงแบบปากเปล่า ใช่มั้ยครับ

ในอัลบั้มนี้เขาเอาเพลงไข่เจียวของเฉลียงไปร้องใหม่ด้วย ไม่รู้ขออนุญาตพี่แล้วหรือยัง ถ้าพี่ฟังแล้ววิจารณ์หน่อยซิครับ

ด๊อง

ได้ยินมาว่า คำถามที่วง Acappela Seven เขาโดนถามจนเบื่อ เพราะถูกถามเป็นร้อยๆ พันๆ ครั้งก็คือคำถามที่ว่า ทำไมเหมือนเฉลียง เป็นผมๆ ก็เบื่อครับ

มีอย่างที่ไหนเวลาที่เรากินแกงส้มเผ็ดๆ แล้วเราจะไปเหมารวมว่าแกงป่าแกงเทโพหรือแกงเลียงทำไมเหมือนแกงส้ม แค่เพียงเหตุผลว่าเพราะมันเผ็ดเหมือนกัน มันเลยเหมือนกัน ผมว่ามันจะอย่างไรๆ อยู่นะครับ

ตอนที่คุณโอปอล์เขียนจดหมายมาขอเอาเพลงไข่เจียวไปร้องใหม่ พร้อมทั้งส่งเพลงที่ทำเสร็จแล้วมาให้ฟังด้วย ผมฟังแล้วผมก็ชอบทันที ยังแอบชมในใจถึงฝีมือการร้องประสานเสียงของเด็กๆ กลุ่มนี้ ตอนนั้นรู้แต่เพียงว่าพวกเขาเป็นเด็กเชียงใหม่ และก็ทำวงอย่างนี้ขึ้นมาร้องในหมู่คนใกล้ชิดและตามโบสถ์

ถ้าจำไม่ผิดตอนนั้นบอกน้องเขาไปทำนองว่าถ้าทำขายกันในวงแคบๆ ยังไม่มีรายได้อะไรก็ไม่ต้องเอาค่าลิขสิทธิ์อะไรมาให้ผม ทำให้ดีๆ ก็แล้วกัน แล้วส่งมาให้ฟังสักหน่อยก็จะดี แต่ถ้าจะขายเป็นเรื่องเป็นราวเป็นการค้าเมื่อไรอย่าลืมให้บริษัทเขาติดต่อ เรื่องลิขสิทธิ์ให้เรียบร้อย

ผมบ้าใจดีอย่างนี้เสมอละครับ ถ้ามันจะช่วยสร้างโอกาสให้กับคนรุ่นใหม่ได้สร้างงานของตัวเองออกมา

ค่อนข้างเข้าใจหัวอกคนไม่ค่อยมีเงินแต่อยากสร้างงานครับ เฉลียงชุดอื่นๆ อีกมากมายที่ผมลงทุนทำแต่แรกนั่นก็ใช้เงินน้อยมากครับ อ้อนวอนทั้งห้องอัดทั้งนักดนตรีที่มาช่วยอัดเสียง ใช้ประโยคคล้ายๆ กันเลยครับว่า ขายกับบริษัทใหญ่ได้เมื่อไรจะเอาเงินมาให้ พี่ทรงวุฒิ ของผมที่เรียบเรียงเพลงชุดนั้นทั้งชุด ก็ได้เงินหลังจากบริษัทครีเอเทียเขารับเพลงชุดนี้ไปขายให้

ถึงตอนนี้เพลงไข่เจียว ทางบริษัทต้นสังกัดของ Acappela Seven ก็ชำระค่าลิขสิทธิ์มาเป็นที่เรียบร้อยแล้วไม่ต้องห่วงนะครับคุณด๊อง นอกจากชำระเรียบร้อยแล้ว ทางอาร์เอสยังส่งซีดีเพลงชุดนี้มาให้ฟังอีกด้วย นั่นคือผมได้ฟังทั้งชุดเรียบร้อยแล้วเช่นกัน คุณด๊องขอให้วิจารณ์ ผมก็ไม่ขัดครับ

เรื่องแรก ผมคงต้องบอกว่าวงนี้ไม่เหมือนเฉลียงเลย

อาจจะมีความอารมณ์ดีอยู่ในเพลงบ้าง แต่วงดนตรีที่นำเสนอเพลงอารมณ์ดีก็มีออกเยอะไป จังหวะจะโคนของตัวโน้ตที่มีกลิ่นอายของสะวิงแจ๊ซ โดยเฉพาะการร้องตัวโน้ตที่มาลงตรงส่วนยกของตัวโน้ต ก็ไม่ใช่มีแต่เพลงวงเฉลียงวงเดียวที่ทำ หรือถ้า Acappela Seven จะได้รับอิทธิพลจากเฉลียงมาบ้าง ผมก็คงต้องบอกว่าเฉลียงเองก็คงได้อิทธิพลจากนิวออลีนส์แจ๊ซและเพลงของสุ นทราภรณ์มาเช่นกัน

เรื่องที่สองวง Acappela Seven ไม่ใช่วงแรกของเมืองไทยที่ทำเพลงแบบปากเปล่าไร้ดนตรีแน่นอน และวงเฉลียงก็ไม่ใช่วงแรกที่ทำเพลงอย่างนี้ วงดิ อิมพอสสิเบิ้ลทำมาก่อนแล้วครับ แม้จะไม่เต็มเพลง ไล่กลับไปยุคก่อนสุเทพคอรัสก็เคยทำมาก่อน

แต่วง Acappela Seven น่าจะเป็นวงแรกที่ทำเพลงแนวนี้อย่างจริงจัง ได้ฟังเขาร้องสดทางคอนเสิร์ตในทีวีบ้างแล้วครับ ฟังดูก็รู้ครับว่าน้องเขาฝึกฝนเรื่องนี้กันหนักหน่วงอยู่ น่าชมเชยครับ

ส่วนวงเฉลียงที่คุณด๊องไปคิดว่า Acappela Sevenไปเหมือนนั้น เป็นวงดนตรีที่ใช้เครื่องดนตรีเปลืองกว่าวง Acappela Sevenไม่กี่เท่าต่อกี่เท่า และใช้เครื่องดนตรีหลากหลายหรือจะเรียกว่าจับฉ่ายที่สุดก็ไม่ผิด บางเพลงเครื่องสายสีกันเกือบสี่สิบตัว และบางเพลงก็ยกมาทั้งวงเครื่องเป่าทองเหลืองชุดใหญ่

วิจารณ์โดยรวมๆ เพลงชุดนี้ผมค่อนข้างชอบ ผมเอาไปฟังในรถบ่อยเลยครับ เพลงตุ่มนี่ความคิดดีทีเดียวที่เอาเสียงเบสมาเปลี่ยนเป็นคำไทยที่มีความหมาย และก็วางเรื่องได้สนุกดี เพลงคู่กันและเคียงเธอก็ฟังกลมกล่อมดี ถ้าจะติก็ขอติเรื่องการผสมสียงหรือที่ฝรั่งเขาเรียกว่าการมิกซ์ดาวน์สัก หน่อย ผมว่ามันฟังแบนไปนิดหนึ่ง

ได้ยินมาว่าเพลงของเขาขายดีทีเดียว น่าดีใจออกครับที่เห็นคนรุ่นใหม่ที่นำเสนอความคิดของตัวเองออกมาแล้วประสบความสำเร็จ

รอฟังชุดสองอยู่ครับ น้องๆ Acappela Seven ชื่อเสียงเราก็มีแล้ว ทุนรอนก็เยอะพอที่จะเอามาทำอะไรได้อีกเยอะแยะ สร้างเพลงที่เนื้อหามีมิติมากกว่านี้อีกสักหน่อย

ดีไหมครับ ฝีมือและลีลาของน้องๆ นั้น ผมไม่ห่วงเลย


ฉบับอาทิตย์นี้มีสามเรื่องค่ะ
สองเรื่องนี้แถม :D

สวัสดีพี่ประภาส

กำลังจะตอบจดหมายเพื่อนใหม่...เขาใช้สรรพนามแทนตัวว่า ผม ... แล้วเราล่ะ จะแทนตัวว่าอย่างไร

เรา -- ก็ดูห้วนไป และไม่สุภาพเท่า

ดิฉัน -- สุภาพเกิน ซ้ำห่างเหิน (แถมฟังดูดัดฯเล็กน้อย)

หมวย -- หมวยยังงั้น...หมวยยังงี้...ไม่เคยเรียกแทนตัวด้วยชื่อตัวเองสักที... ไม่คุ้น... (และรู้สึกว่าหน้าไม่ให้)

ผู้ชาย ใช้ "ผม" -- ได้ในทุกสถานการณ์ ผู้หญิง ถ้าต้องการใช้ในแบบไม่เป็นทางการเกินไป.... ใช้อะไรดีคะ?

หมวย

ถ้าไม่เคยเห็นหน้ากันมาก่อน ไม่เคยได้ยินเสียงกันมาก่อน ลองใช้คำว่า "ฉันกับเธอ" ดู

ผมแนะนำในกรณีไม่อยากใช้ "ดิฉัน" จริงๆ

คำว่า "ฉันกับเธอ" นี่ฟังดูแล้วจะว่าใกล้ก็ใกล้ จะว่าไกลก็ไกล จะว่าสนิทสนมก็ไม่ชัด หรือจะว่าไว้ตัวก็ไม่เชิง ที่น่าสนใจคือคนรุ่นปู่รุ่นทวดเขาก็ใช้กันมานานแล้ว ได้ทั้งความสุภาพกลายๆ และไม่เป็นทางการไปพร้อมๆ กัน

ฉันและเธอกับคนไม่เคยรู้จักกันทำให้นึกอายุไม่ออก ไม่รู้สึกว่าเด็กไปอย่างเรียกชื่อตัวเอง หรือแก่ไปเมื่อใช้คำอย่างดิฉันอย่างที่คุณหมวยรู้สึก แต่สำหรับผมแล้วคำว่า "ดิฉัน" ผมก็ไม่รู้สึกว่ามันจะแก่อะไรเลยนะครับ

หากใช้คำว่า "ฉันกับเธอ" ขณะที่เขียนขอแนะนำให้เขียนด้วยภาษาเขียนอันสวยงาม มากกว่าเขียนให้เป็นภาษาพูด จดหมายที่เพื่อนเขียนถึงเพื่อนใช้สรรพนามฉันเธอกับภาษาที่ไพเราะมีเสน่ห์ดี นะครับ ดูแต่ในเพลงไทยทุกเพลงเถิด ใช้ฉันกับเธอแทบทุกสถานการณ์

ดีไหมเธอ


สวัสดีค่ะพี่ประภาส

อ่านมะเฟืองรอฝานจบแล้ว ชอบตอน "อย่าละเลยในความฝัน" มาก มันทำให้หนูทบทวนความคิดฝันตัวเองอีกครั้งว่าจริงๆ แล้ว เราชอบสิ่งที่เราฝันไว้จริงหรือเปล่า ขอบคุณพี่ประภาสมากที่เขียนเรื่องนี้

มีที่ผิดอยู่ที่หนึ่งในตอนนี้ค่ะ ที่พี่ประภาสบอกว่าตอนเด็กๆ นั่งดูภาพในทีวีดูนีล อาร์มสตรองเหยียบดวงจันทร์ แต่จริงๆ แล้วภาพเท้าที่เหยียบผิวดวงจันทร์ที่เราเห็นกันชัดๆ นั่นไม่ใช่นีล อาร์มสตรองค่ะ แต่เป็นเอ็ดวิน อัลดริน เพราะภาพนี้ถูกถ่ายโดย นีล อาร์มสตรองนี่คะ

จันทร์จิรา

เออ.. จริงด้วยสิครับ