วันพุธที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2551

๑๒ เชื่อ “อย่างประภาส” … Prapas-like !

๑๒ เชื่อ “อย่างประภาส” … Prapas-like !

ผมไม่ได้เป็นสมาชิก a day (และ ไม่ได้เป็นสมาชิก oom) ทั้งๆ ที่ “รัก” ทั้งคู่
เพราะไม่ชอบการรอไปรษณีย์ อยู่ที่บ้าน
ผมชอบเลียบๆ เคียงๆ … แอบลุ้น ตามแผงหนังสือ มากกว่า

a day เดือนนี้ ไม่ได้ลุ้น และ ถือเป็นเรื่องบังเอิญ … [คุยกับประภาส]

+ + + + +

นอกจาก ป้าวาส(นา วีระชาติพลี) และ The Beatles แล้ว
ก็มี พี่ประภาส นี่แหละ … ที่ผมสมัครเป็นสาวก โดยไม่สนใจขออนุญาต
แต่ก็อีกนั่นแหละ (หมายถึง นั่นแหละอีกครั้ง)

… ผมคงไม่ใช่แฟนประเภท “แฟนพันธุ์แท้”
ที่จะรู้อะไรเกี่ยวกับพวกเขาทั้งสาม จนได้รางวัลจากรายการฯ

ถ้าถามถึงระยะเผาขนที่สุด ที่เคย “ใกล้” กับ พี่ประภาส
ก็น่าจะเป็นครั้งที่ยื่นหนังสือให้พี่เขาเซ็นต์ใน book fair
แต่ถ้าเป็นครั้งที่มีโอกาสใกล้ชิดยิ่งกว่านั้น

… ก็ครั้งที่ น้องสาว (น้องปู – นวลผ่อง ณ ถลาง)
นำพา “พี่ตู้” เข้ามาในชีวิต และ ผมมีโอกาสได้นั่งดูบอลโลก กับ ‘ถาปัด กลุ่มนี้
พี่ตู้ พี่ตั้ว พี่เอ๋ พี่โค้ก พี่ …

นับเป็นการดูบอลโลกครั้งเดียวในชีวิต ที่เต็มไปด้วยน้ำตา
… แม่งขำชิบหาย !

“เลี้ยงลูก(บอล)หยั่งงี้ … เลี้ยงกลับสเปนไปเลยปะ”
“เฮ้ย ล้ำหน้าอะไรวะ ช่วยเตะอ้อมหลัง goal เข้ากบาล line man ให้หน่อยดิ”
“เสื้อสีส้มซะขนาดนั้น ยังมองไม่เห็นอีก ใส่หมวกอินเดียนแดง ซะเลยดีมะ”
ฯลฯ

สำหรับ ผม … พี่ประภาส ไม่ใช่ ฮีโร่ … เฮโรอีน ใกล้เคียงกว่า
การตะแคงมองโลกของพี่เขา
ทำให้ผมหลุดออกจาก “ห้องแคบๆ” ที่ใครหลายคนเรียกว่า “โลก”
โดยเฉพาะ “โลก” ที่มีกระแสตะวันตกครองอยู่

… การกิน การบริโภค การศึกษา การอ่าน การดู ฯลฯ

ใครๆ ก็อยากเป็น “อย่างประภาส” (Prapas-like) - ชื่อเสียง และ เงินทอง
หลังอ่าน check list เหล่านี้ … บางที คุณอาจเป็น “อย่างประภาส” อยู่แล้ว

… ลองดูสิ

๑. ไม่พูดถึงเรื่องการเมือง ในที่สาธารณะ หรือ ในบทสัมภาษณ์ใดๆ
๒. “ถ้าคัน ต้องทำให้หายคัน” แม้ว่า ต้องตัดป้ายยี่ห้อแพงที่คอเสื้อออก
๓. “ไท(ย)นิยม” = ปรับโลกเข้าหา “ไทย”
๔. มีดนตรีในหัวใจ (อย่างน้อย ควร “เคาะโต๊ะ” เป็น)
๕. มีศรัทธา (ต่อสิ่งดีงาม)
๖. มีทัศนคติดี โดยเฉพาะ การชื่นชมคนอื่น
๗. สนใจในสิ่งที่(จะ)ทำ มากกว่า สิ่งที่(จะ)ได้
๘. ตอบปัญหา โดยการตั้งคำถาม
๙. อย่าหยุดคิด แต่ต้องสร้าง “ผลงาน” ด้วย
๑๐. “ความรู้” กับ “ความฝัน – จินตนาการ” ควรสมดุลกัน
๑๑. เชื่อเรื่อง “ตายแล้วเกิดใหม่” เกิดมาเพื่อมีจิตสูงขึ้น จนหลุดพ้นการเกิดแก่เจ็บตาย
๑๒. เชื่อว่า “อย่างประภาส” นั้น ไม่มี (จบ)


เธอเคยถามกับฉัน
ที่ฉันรักเธอว่าอยากจะรู้รักเพราะอะไร
กลับไปคิดไปค้น ใคร่ครวญมากมายไม่เจอ...คำตอบ
ที่ผ่านมานั้นไม่คิดอยากรู้ที่มาและไม่เคยหาเหตุผลใด ๆ
แค่ตัวฉันเพียงรู้ว่าเป็นสุขใจเมื่ออยู่เคียงกัน
อาจจะฟังแล้วไร้เหตุผลว่าสิ่งที่ทำให้คนรักกัน
หรือเป็นเพียงรอยยิ้มรอยนั้นเมื่อวันแรกเจอ
หากจะหาเหตุผลสักคำว่าสิ่งที่ทำให้ฉันรักเธอ
นั่นเป็นเพราะตัวฉันมาเจอเจอสิ่งดีงาม

อาจจะฟังแล้วไร้เหตุผลว่าสิ่งที่ทำให้คนรักกัน
หรือเป็นเพียงรอยยิ้มรอยนั้นเมื่อวันแรกเจอ
หากจะหาเหตุผลสักคำว่าสิ่งที่ทำให้ฉันรักเธอ
นั่นเป็นเพราะตัวฉันมาเจอเจอสิ่งดีงาม

ตั้งแต่วันฉันพบเธอ
ก็เจอแต่สิ่งดีงามตั้งแต่วันฉันพบเธอ
ได้เจอแต่สิ่งดีงาม

ความเป็นมาของเพลงเพราะอะไรช่างน่ารักนัก (ว่าจริงๆ แล้วมีแรงบันดาลใจมาจากลูกชาย)
เมื่อวันหนึ่ง "พี่จิก"ประภาส ถามลูกชายว่า
"รักพ่อไหม"
"รัก"
"แล้วรักเพราะอะไรหรือ"
"ไม่รู้"
ลองคิดตามแล้วได้อารมณ์จากเพลงเลยครับ

"เพลงนี้ พี่จิกแต่งให้ผม"
พี่จุ้ย ศุ บุญเลี้ยง มักจะบอกก่อนที่จะร้องเพลง "เพราะอะไร" (อ้างอิง http://www.prapas.com/song_detail.php?id=91) ทุกครั้งในคอนเสิร์ต
พี่จิกแต่งเพลงนี้ให้พี่จุ้ยร้องจริงๆ วันนั้นพี่จิกกับพี่จุ้ยคุยกันเรื่องอื่น แล้วพี่จุ้ยใส่เนื้อเพลงไว้ในหนังสือเล่มหนึ่ง แล้วลืมหนังสือไว้ รู้สึกว่าจะอยู่ในหนังสือ "เหมือนไขมัน" น่ะค่ะ.. แต่แกดันไปลืมไว้ที่ช่อง 7 ดีที่แม่บ้านเก็บได้แล้วเอามาคืนพี่จิก เพราะกระดาษแผ่นนั้นมีชื่อพี่จิก ไม่ได้มีชื่อพี่จุ้ย

ครั้งหนึ่งพี่ป้าง นครินทร์เจอพี่จิกที่จุฬาฯ พี่ป้างบอก"พี่ครับ ขอเพลงพี่ให้ผมร้องซักเพลง" พี่จิกกลับมาคิดอยู่หลายวัน สุดท้ายเอาเพลง "เพราะอะไร" เพลงนี้ให้พี่ป้าง ไปร้องในคอนเสิร์ตดังอ้างอิงข้างต้น พี่ป้างร้องได้เพราะมาก จนบ้างครั้ง ผมแอบคิด ถ้าเพลงนี้พี่จุ้ยไม่ลืมไว้ที่ช่องเจ็ด และพี่จุ้ยเอาไปร้อง เพลงนี้อาจจะไม่ดังอย่างเดี๋ยวนี้ก็ได้ (ฮา)

พี่จุ้ย: ป้างเอ๊ย ทำไมเอ็งร้องได้กระเส่าขนาดนั้นว๊า
พี่ป้าง: หึๆ ขอโทษครับพี่ ถ้าร้องแบบพี่ก็ไม่ดังสิครับ 555 (จากคอนคอนเสิร์ตเพลงแบบประภาส)