วันพฤหัสบดีที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2551

ซอยวิสาสะ

ซอยวิสาสะ

คอลัมน์ คุยกับประภาส
มติชนวันอาทิตย์ ที่ 17 พฤศจิกายน 2545
------------------------------------------------------

พี่ประภาสคะ

เคย อ่านที่พี่ตอบจดหมาย(28 ก.พ. 45) ว่า "คนรักกันไม่ได้หมายถึงว่าต้องเห็นพ้องกันไปทุกเรื่อง ถ้าเห็นพ้องกันทุกเรื่อง ก็ไม่จำเป็นต้องมีอีกคน" อ่านแล้วหลายรอบ บางทีเหมือนจะเข้าใจ แต่พอถามตัวเองว่าเข้าใจว่าอย่างไร ก็ตอบตัวเองไม่ได้ หรือได้ไม่ชัดเจน เคยแต่ได้ยินว่าให้เลือกคนที่เข้าใจกัน เห็นตรงกัน ตกลงไม่ดีเหรอคะที่จะเห็นตรงกันทุกเรื่อง ถ้าพี่ประภาสว่างช่วยอธิบายให้หน่อยนะคะ

สุวรรณา

สวัสดีพี่ประภาส

อยาก ฟังความเห็นของพี่เกี่ยวกับเรื่องบั้งไฟพญานาคที่เป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์ตอน นี้ ยิ่งไอทีวีนำภาพของทหารลาวยิงปืนออกมาเผยแพร่ เรื่องนี้ยิ่งน่าสนใจมากขึ้น ผมแปลกใจว่าของแค่นี้นักวิทยาศาสตร์เขาค้นหาความจริงไม่ได้เชียวหรือว่าเป็น แสงจากอะไร

ธนา

มีบ้านอยู่สามหลังตั้งอยู่กลางซอยวิสาสะ เจ้าของบ้านทั้งสามเป็นคู่ผัวตัวเมียที่อยู่กันตามลำพังโดยไม่มีบุตร ใครเดินผ่านไปมาก็มักได้ยินเสียงเจ้าของบ้านคุยกันดังลอดออกมา

บ้าน หลังแรก เจ้าของคือ คุณสมยศ ภรรยาชื่อ คุณเฉิดฉาย เสียงสนทนาของบ้านหลังนี้ ชาวซอยวิสาสะจะได้ยินชัดกว่าหลังอื่นๆ ด้วยเสียงที่ได้ยินมักเป็นเสียงของการวิวาทมากกว่าเสียงฉอเลาะ

น่าแปลกที่ทั้งคู่ไม่เคยเห็นอะไรตรงกันเลย

เรื่องบั้งไฟพญานาคยอดนิยมนี่ก็ใช่ หัวค่ำนี้คนที่เดินผ่านกลางซอยก็เริ่มได้ยินผัวเมียคู่นี้ทะเลาะกันอีกแล้ว

" เดี๋ยวเถอะ..เดี๋ยวคงได้เจอดี แสงไฟจากปืนทหารกับบั้งไฟมันจะไปเหมือนกันได้อย่างไร ไอทีวีนี่พิลึก" เสียงแรกนี้เป็นเสียงสมยศ สมยศกำลังนั่งดูทีวีอยู่ "สงสัยคงอยากดัง เลยถ่ายออกมาให้เป็นอย่างนี้"

"พี่เคยเห็นของจริงหรือว่ามันไม่เหมือน" เสียงนี้เป็นเสียงเฉิดฉาย

"เพื่อนพี่มันเห็นมากับตา มันบอกของจริงนี่ลูกไฟขึ้นช้าๆ ไม่เหมือนแสงจากปืนหรอก" สมยศเถียง

"อ้าว...ก็นั่นเพื่อนพี่ พี่เองก็ไม่เคยเห็นไม่ใช่หรือ" เฉิดฉายเถียงกลับ

"เธอว่าเพื่อนพี่โกหกใช่ไหม" เสียงสมยศดังขึ้น

"เปล่า...ฉันบอกว่าพี่ไม่เคยเห็นต่างหาก" เฉิดฉายขึ้นเสียงบ้าง

"อย่างนั้นแปลว่าเธอว่าพี่โกหก" สมยศเริ่มตะโกน "เธอว่าบั้งไฟเป็นเรื่องโกหกใช่ไหม"

"ก็เขาถ่ายมาให้เห็นแล้วนี่ว่าทหารลาวใช้ปืนยิงขึ้นฟ้า พี่ยังมัวงมงายอยู่ได้ว่าพญานาคมีจริง" เฉิดฉายตะโกนกลับ

" เดี๋ยวเถอะ* *ยังกล้าว่าพญานาคอีกหรือ" สมยศเริ่มเปลี่ยนสรรพนาม ว่าแล้วก็ยกมือพนมขึ้นท่วมหัว "*บอก*หลายครั้งแล้วว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์นี่ไม่เชื่ออย่าไปลบหลู่" พนมมือเสร็จสมยศก็ใช้สองมือที่พนมเมื่อกี้เขย่าเฉิดฉายคล้ายพระเอกเขย่านาง เอกในละครตอนหัวค่ำ แล้วก็ผลักเธอล้มลง

"*ไม่ได้ลบหลู่สิ่ง ศักดิ์สิทธิ์หรอก *ลบหลู่*น่ะแหละ *พวกงมงาย ***ผลัก* เห็นไหมหัว*แตกเลย" ศีรษะของเฉิดฉายคงไปกระแทกขอบโต๊ะตอนถูกผลักล้ม

"*บอก*แล้วว่าอย่า ลบหลู่ กรรมเห็นทันตาเลยละ*ทีนี้ ไป...ไปหายาแดงทาไป" สมยศทำท่าจะเดินหนีไปหน้าบ้าน แล้วก็เปลี่ยนใจเดินวนเวียนอยู่แถวนั้น สุดท้ายก็นั่งลงจุดบุหรี่สูบอย่างเอาเป็นเอาตาย

เสียงที่ได้ยินหลังจากนั้น หากใครยืนฟังต่อก็คงจะได้ยินแต่เสียงร้องไห้ของผู้เป็นภรรยา

บ้าน หลังที่สอง เป็นบ้านของ คุณตามใจ กับ คุณผ่อนฤดี ชื่อของผัวเมียคู่นี้ช่างสมกับลักษณะนิสัยของทั้งคู่ ลองแอบฟังเขาคุยกันดูสิครับ

"เมื่อวานคุณดูใช่ไหมคุณตามใจ โทรทัศน์เขาบอกว่าบั้งไฟน่ะที่แท้เป็นกระสุนของทหารลาว" คุณผ่อนฤดีกำลังชงกาแฟให้สามี

"นั่นสิ ดูแล้วแทบไม่เชื่อเลยว่าบั้งไฟพญานาคที่แท้กลายเป็นกระสุนปืน" คุณตามใจกำลังอ่านหนังสือพิมพ์อยู่

"แต่คุณว่าไหม ผ่อนดูๆ มันก็ไม่ค่อยเหมือนที่เราดูในภาพข่าวนะ แสงมันเร็วกว่าหรือเปล่าพี่" คุณผ่อนฤดีเดินยกกาแฟมาเสิร์ฟสามี

" ใช่..มันดูเร็วๆ กว่า ขอบใจมากจ้ะ" ตามใจวางหนังสือพิมพ์ลง แล้วยกกาแฟขึ้นมาจิบ "กระสุนปืนกับลูกไฟที่ลอยจากน้ำที่เราเห็นในทีวีมันเร็วไม่เท่ากันเลย"

" หรือว่าเป็นเพราะมันอยู่ใกล้กับอยู่ไกล ที่ไอทีวีเขาถ่ายที่ลาวมันอยู่ใกล้ก็เลยเห็นว่าเร็ว ส่วนที่ฝั่งไทยเราเห็นว่ามันช้าเพราะเราอยู่ไกล" ผ่อนฤดีเปิดขวดหยิบคุกกี้มาให้สามี "อุ้ย...สงสัยกาแฟจะลืมใส่น้ำตาล ขอโทษทีค่ะ"

"ไม่เป็นไรจ้ะผ่อน อยากกินขมพอดี"

"มา เดี๋ยวผ่อนเอาไปเติมน้ำตาลก่อน" ภรรยาพูดจบก็ยกถ้วยกาแฟไปที่เคาน์เตอร์ "สองก้อนนะคะ จะได้มีแรงขับรถ"

"ดีเหมือนกัน กินหวานๆ จะได้กระชุ่มกระชวย" สามีผู้เห็นตรงกับภรรยาทุกเรื่องตอบ

ผ่อนฤดีเปิดขวดน้ำตาลออกดู แล้วก็ยิ้มเจื่อนๆ "น้ำตาลหมดค่ะ"

"เขาว่ากินหวานมากแล้วจะทำให้ขับรถเร็ว อย่าไปใส่เลยน้ำตาล ยิ่งอ้วนๆ อยู่" คุณตามใจพูดตามใจ

ศรีภรรยาเดินยกกาแฟมาวางที่เดิม "ปีหน้าเราไปดูด้วยตาตัวเองที่หนองคายกันไหมคะ"

"ผมก็อยากดู" สามีผู้ประเสริฐยิ้มตอบ

"แหมแต่ดูข่าวแล้ว เห็นว่ารถติดตั้งค่อนวัน" เสียงศรีภรรยา

"ดูทีวีอยู่บ้านก็ดีเหมือนกัน" เสียงสามีผู้ประเสริฐ

"แต่ไม่เห็นด้วยตาก็น่าเสียดายนะคะ เราอยู่เมืองไทยแท้ๆ" เสียงศรีภรรยา

"ฝรั่งเขายังมาดูได้เลย เขาอยู่ไกลกว่าเราตั้งเยอะ" เสียงสามีผู้ประเสริฐ

"ไปแล้วคนเยอะๆ จะบังกันจนมองไม่เห็นไหมคะ" เสียงศรีภรรยา

"ดูทีวีอยู่บ้านเห็นชัดกว่านะ" เสียงสามีผู้ประเสริฐ

"ตกลงคุณเชื่อเรื่องพญานาคไหมคะ" ผ่อนฤดีลุกออกจากเก้าอี้ ไปที่ตู้เย็น

"ผ่อนคิดว่าอย่างไรล่ะ" คุณตามใจยิ้มว่างเปล่า

"อ้าว ในตู้เย็นมีนมข้นเหลืออยู่พอดีเลย ใส่กาแฟหน่อยดีกว่าค่ะ จะได้มีรสหวาน" คุณผ่อนฤดียกนมข้นมาที่ถ้วยกาแฟของสามี

"ดีเหมือนกัน กินหวานๆ จะได้มีแรงขับรถ"

ประโยค สุดท้ายที่เราได้ยินคงเป็นประโยคนี้ เพราะหลังจากนั้นสองสามีภรรยาคงคุยอะไรไปทางเดียวกันอีกมากมาย โดยไม่มีการออกความเห็นใดๆ จากตัวสามี หากฟังต่อเราคงต้องหาขิงดองมากินแก้เลี่ยนกันคนละสักสี่ห้าชิ้นเป็นแน่

บ้าน หลังที่สาม เป็นบ้านของ คุณสละ กับ คุณเจนจิต เขาคุยกันเสียงไม่ดังนัก แต่ที่พวกเราได้ยินคงเป็นเพราะเขานั่งคุยกันที่สนามหน้าบ้าน

"สละไม่เชื่อจริงๆ หรือว่าบั้งไฟพญานาคมีจริง" เจนจิตพูดขึ้นระหว่างที่ปอกมะม่วงให้สามีกินหลังอาหารเย็น

"ไม่เชื่อ" สละตอบยิ้มๆ

"เพื่อนเจนเขาไปดูมาสองปีแล้ว เห็นเลยว่าลูกไฟมันขึ้นจากกลางน้ำ ไม่ได้ขึ้นที่ฝั่งลาว" เจนจิตส่งจานมะม่วงที่ปอกแล้วให้สามี

"ผมยังไม่ได้บอกว่าผมไม่เชื่อเรื่องลูกไฟเลยนะเจน" สละหยิบชิ้นมะม่วงใส่ปากเคี้ยว "ผมไม่เชื่อเรื่องพญานาคจุดบั้งไฟต่างหาก"

"ส้อมก็มีไม่ยอมใช้สละนี่ สกปรกจัง"

"แล้วเจนเชื่อหรือ" สละไม่ยอมใช้ส้อม หยิบมะม่วงใส่ปากอีกชิ้น

" เจนเชื่อเพื่อนที่เขาบอกว่าเขาเห็นว่ามันขึ้นจากน้ำ แต่พอสละพูดเมื่อกี้เจนเลยนึกได้ว่าความจริงมันคนละเรื่องกัน เรื่องบั้งไฟพญานาคนั่นเรื่องหนึ่ง เรื่องลูกไฟจากลำน้ำโขงก็เรื่องหนึ่ง แต่ลึกๆ ในใจแล้วเจนเชื่อเรื่องพญานาคนะ"

"แล้วเรื่องปืนที่ทหารลาวยิงขึ้นฟ้าล่ะ" เสียงสละอู้อี้เพราะเคี้ยวมะม่วงอยู่ในปาก

" ไอทีวีกุเรื่องหรือเปล่า" คุณเจนจิตวางมีดปอกผลไม้ด้วยปอกหมดแล้วทั้งสองลูก "แล้วล้างมือหรือยังจ๊ะสละ ส้อมวางอยู่ข้างๆ ก็ไม่ยอมใช้"

"ล้าง แล้วจ้ะ แต่ผมว่าไม่กุหรอก เป็นสถานีโทรทัศน์ที่จุดขายอยู่ที่การรายงานข่าว มากุเรื่องอย่างนี้ถ้าถูกจับได้ ต่อไปใครจะกล้าดูข่าว" สละค้าน

" ไม่แน่.. ใหญ่โตขนาดนาซ่ายังต้องถูกสงสัยว่าหลอกลวงหรือเปล่าเลย" เจนจิตค้านกลับ "พวกนักวิชาการที่ตั้งทฤษฎีว่ามีเรื่องของก๊าซที่สะสมอยู่ใต้ลำน้ำโขงก็ เหมือนกัน อาจจะพยายามกุหลักฐานมาสนับสนุนความคิดตัวเองก็ได้"

" จริงของเจน เรามัวแต่ไปคิดว่าบั้งไฟเป็นเรื่องที่ถูกกุขึ้นว่าเป็นพญานาค ที่ถูกแล้วเราต้องสงสัยหมดทุกฝ่ายว่าบางทีคนรายงานข่าวก็อาจจะกุขึ้นเหมือน กัน" สละยิ้มถูกใจในความคิดภรรยา "ถามจริงๆ เจนเชื่อพญานาคจริงๆ หรือ"

"เอาจริงนะ เจนเชื่อ เรื่องผีก็เชื่อ เรื่องภพหน้าก็เชื่อ ไม่มีเหตุผลนะ"

"แม้จะไม่มีใครพิสูจน์ว่ามันมีจริงให้ดูก็ตาม" สละทัก

"ใช่...แม้ว่าจะไม่มีใครพิสูจน์ว่ามันมีจริงให้ดูก็ตาม" เจนพูดทับคำ

" อันที่จริงนะเจน ในทางกลับกันแล้วการพิสูจน์ของพวกนักวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับเรื่องลี้ลับนั้น มันก็เพียงแค่พิสูจน์ทีละเหตุการณ์ว่ามาจากสาเหตุอะไรเท่านั้น มันไม่ได้สรุปว่ามันจะไม่มี" สละเสริมเหตุผลให้ภรรยา

"แล้วสละเชื่อเรื่องพวกนี้ไหม" เจนจิตถาม

สละหยิบมะม่วงชิ้นสุดท้ายเข้าปาก "ไม่เชื่อ"

นี่ตกลงส้อมที่วางไว้จะไม่ใช้จริงๆ หรือพ่อคุณ" ภรรยาดุยิ้มๆ

"ชอบหยิบด้วยมือ มันกินอร่อยกว่า" สามีตอบยิ้มๆ เช่นกัน

ไม่ รู้สิครับในมุมมองของผม ผมว่าสละกับเจนจิตนี่เขารักกันจริงๆ ยังคงยืนยันประโยคเดิมของผมครับ คนรักกันไม่ได้หมายถึงว่าต้องเห็นพ้องกันไปทุกเรื่อง ถ้าเห็นพ้องกันทุกเรื่อง ก็ไม่จำเป็นต้องมีอีกคน

การยอมรับความคิดที่แตกต่างกันนั่นแหละครับ ที่ผมถือเป็นส่วนประกอบอันสำคัญที่สุดของความรัก