วันจันทร์ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2551

ขอชื่อประภาสถึงชาติหน้าตอนบ่าย

ขอชื่อประภาสถึงชาติหน้าตอนบ่าย
นิตยสารวาไรตี้
เมษายน 2538



ประภาส ชลศรานนท์ คนที่เขียนหนังสือ ขอชื่อสุธีสามสี่ชาติ แปลกแหวกตลาด ตั้งแต่ปกไปจนถึงเนื้อใน ขายดิบขายดีพิมพ์ซ้ำแล้วซ้ำอีก พอถูกสร้างเป็นหนังก็ทำสถิติใช้บุคลากรในวงการภาพยนตร์สิ้นเปลืองที่สุด คนที่ร่วมก่อตั้งสำนักศิษย์สะดือ กะแข่งกับสำนักเกจิยุคนั้น เกือบจะเป็นบรรณาธิการคนแรกของนิตยสาร ไปยาลใหญ่ ทว่าโออาน้อยออกแพ้แก่วัชระ แวววุฒินันท์ คนที่ให้กำเนิดสถาบันดนตรีนาม เฉลียง คนเดียวกับโก๋ ลำลูกกา, สารภี

วัยเด็กกระโดดโลดเต้นตรงลานดินแถวหนองมน มาแตกพานที่เตรียมอุดมฯ ต่อด้วยสถาปัตย์ จุฬาฯ เรียนจบวนเวียนอยู่ในวงการบันเทิงตลอด เจเอสแอล, ครีเอเทีย, คีตา, มูเซอ วันนี้ปักหลักอยู่ที่เวิร์คพอยท์ฯ

เป็นเด็กถาปัดใจแตก ไม่ค่อยเขียนแบบ มุ่งกิจกรรม ทำละคร ทำค่าย ทำเพลง ทำหนัง เป็นสมาชิกของ ปั้นจั่นสำอาง ทำเพลงเฉลียงชุดแรก ปรากฏการณ์ฝน เจ๊ง รวมพลเฉลียงอีกครั้งใน อื่นๆ อีกมากมาย, เอกเขนก, เฉลียงหลังบ้าน, แบกบาล, ตะไคร่น้ำสุดขอบฟ้า

มีมุมมองและวิธีคิดในการสร้างงานไม่เหมือนใคร และไม่มีใครทำได้เหมือน ใครก็ไม่รู้บอกว่าถ้าเขาอยู่อเมริกา ป่านนี้โด่งดังไม่แพ้สตีเวน สปีลเบิร์ก

เคยบอกว่า ในฐานะคนแต่งเพลงจะครึ้มอกครึ้มใจไม่น้อยที่เวลาไปงานแต่งงาน แล้วได้ยินเพลง คู่ทรหด ช่วงตัดเค้ก หรือผ่านรถฉิ่งฉับทัวร์แล้วได้ยินเสียงตีกลองร้องเพลง เจ้าภาพจงเจริญ ซึ่งไม่น่าเชื่อว่าจะมาจากคนแต่งคนเดียวกัน

เคยบอกอีกว่า หากมีเงิน 2 บาท ควรใช้ 1 บาทซื้อข้าว อีก 1 บาทซื้อดอกไม้ บาทแรกเป็นเหตุผลเพื่อการยังชีพ บาทหลังเป็นเหตุผลให้เรามีชีวิตอยู่ต่อไป

แต่บางเรื่องที่เขาเพิ่งบอก ก็เช่น เรื่องมูลนิธิเฉลียง หรือเรื่องจะแต่งเพลงใหม่ รักชาติต้องข้ามทางม้าลาย

ยังมีอีกเรื่องที่เขาไม่ได้บอก แต่เราสัมผัสได้ในมุมของพ่อแบบประภาส แบบไหนน่ะหรือ ...เดี๋ยวลองติดตามอ่านต่อไปสิ

การสัมภาษณ์ครั้งนี้ ถ้าถอดเต็มบรรยากาศอาจต้องเพิ่มกระดาษอีกไม่รู้กี่หน้า น้องข้าว (ลูกสาว) นั่งฟังพ่อคุยแล้วก็วาดรูปคนที่มาคุยกับพ่อ พาพวกเราไปดูฝีมือการเล่นเปียโน (ที่เหลือก็คุยต่อ) ขอเรียนวิธีการถ่ายภาพจากช่างภาพ น้องแจ้ง (ลูกชาย) มาขอกินน้ำเขียว กระโดดรัดคอพ่อ ขี่หลังพ่อ เดินทั่วบ้าน ตอนพวกเราคุยกับคุณแม่ คุณจิกพาลูกเตะบอล สัมภาษณ์เสร็จก็ออกมาจากบ้านเกือบจะพร้อมกัน เราไปทำข่าวต่อ พี่จิกพาลูกสองคนไปว่ายน้ำ

พี่จิกทำงานเขียนมาหลายแบบ อะไรสนุกสุดคะ

มาถึงตอนนี้แล้ว ผมว่าเพลงนี่แหละมันส์สุด

เริ่มแต่งเพลงตั้งแต่เมื่อไหร่ครับ

ชั้นประถมเลยนะ แต่งเพลงเชียร์ก่อน เอาเพลงเชียร์ของนิสิตมศว.บางแสน เพลงของสุนทราภรณ์มาแปลง มาเริ่มทำทำนองเองก็ตอน ม.ศ. 3 เพลงง่ายๆ แต่งเองร้องเองเท่าที่ความสามารถของคนเพิ่งกีตาร์เป็นจะเล่นได้ มีคอร์ดน้อยคอร์ด เนื้อหาทะลึ่งๆ หน่อย เพลงรักสมัยนั้นก็เขียนคล้ายๆ กับว่าจะเสกทะเลให้เป็นน้ำมนต์

ทำไมถึงเป็นสุนทราภรณ์ ทั้งที่โตมากับชาตรี, ดิอิมพอสซิเบิ้ล, คาราวาน

ชาตรี, ดิอิมพอสซิเบิ้ลนั่นตอนวัยรุ่นแล้ว ที่ปลูก ฝังกรอกหูเรามาเป็นสุนทราภรณ์, เดอะ บีทเทิล, เอลวิส เพลงคาราวานก็ไม่ได้ปลูกฝังเรามา แต่พี่ชอบการเขียน ที่เป็นกวี ชื่นชมว่าเพลงที่ไม่ได้พูดถึงเรื่องรักอย่างเดียวมันมีคือคาราวาน มาเป็นที่นิยมก็หลังจาก 14 ตุลาแล้ว ก่อนหน้านั้นใครฟังอาจจะถูกจับ

อิทธิพลด้านใดบ้างคะที่ได้รับมา

เป็นผลเรื่องทำนองนะ ดนตรีของครูเอื้อค่อนข้างเป็นบิ๊กแบนด์แจ๊สเหมือนกัน งานของเฉลียงเลยออกแจ๊สหรือว่าสำนวนบางอย่างของครูแก้ว อัจฉริยะกุล ครูศรีสวัสดิ์ก็ติดๆ มา

เคยฝันว่าโตขึ้นจะเป็นนักเขียน นักแต่งเพลงหรือเปล่า

พี่ว่าไม่มีเด็กคนไหนหรอกที่ฝันว่าโตขึ้นจะเป็นวิศวกรโครงการหรือศูนย์ หน้าทีมชาติ มีแต่อยากเป็นหมอ เป็นทหาร ตัวผมไม่เคยฝันเป็นนักเขียนนะ เขียนเลย แล้วก็ไม่รู้สึกว่าต้องพยายามด้วย มันเป็นธรรมชาติ ตอนเด็กผมเขียนกลอนแล้วก็คล้ายๆ กับว่าเขียนได้ดีกว่าทุกคนในโรงเรียน (ทำหน้าภูมิใจในตัวเองมาก) มีงานที่อาจารย์เขียนค้างไว้ก็มาให้เราเขียนต่อ มีประกวดกลอน วัยรุ่นก็ค่อนข้างคะนอง ส่ง 30 ฉบับ ใช้ชื่อเพื่อน พอเค้าติดประกาศ เป็นงานของเราทั้งหมด แล้วผมก็ไม่ได้คิดว่าโตขึ้นจะเขียนเป็นอาชีพ เพราะวัยเด็กมันคิดอ่านบริสุทธิ์ไง ทำเพราะอยากทำ ไม่ได้คิดเรื่องเงินๆ ทองๆ (ช่วงนี้น้องข้าวมาขอแจมน้ำเขียวแก้วเดียวกับพ่อ ท่าทางออกจะเขินพวกเราอยู่ ดื่มน้ำถือแก้วด้วยมือเดียว คุณพ่อเลยให้ประคองสองมือ)

แนวทางใหญ่ในเพลงของพี่จิกเท่าที่สังเกตมักจะพูดถึงเด็ก คนแก่ ความฝัน สิ่งแวดล้อม

มันอัตโนมัตินะ เราจะเขียนอย่างนั้นตลอดเวลา เวลาต้องแต่งตามโจทย์ เช่น อกหัก แบบทุรนทุราย ก็จะเขียนได้ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ เขียนแล้วมันไม่จริงใจน่ะ เราไม่รู้สึกตรงนั้น

ก็เห็น...อย่าง ฟั่นเฟือนของพงษ์พัฒน์ก็ดัง

รู้สึกเพลงนี้เพลงเดียวที่ดัง (หัวเราะกันทั้งโต๊ะ)

มุมมองแปลกๆในเพลง เกิดขึ้นเพราะเป็นคนอย่างนี้อยู่แล้ว หรือว่าตั้งใจให้แปลกครับ

ถ้าเราใช้สูตรว่าแต่งเพลงให้ต่างไปจากคนอื่นถึงดัง มันก็ไม่ถูกนะ เราก็มีแนวทางของเรา เผอิญแนวทางการทำงานของเรามันแปลกไปจากคนอื่นเอง ชีวิตประจำวันพี่ก็เหมือนกับคนอื่น ไม่ชอบพิเศษกว่าคนอื่นด้วย ในความคิดพี่ ทฤษฎีบทที่หนึ่งของนักเรียนศิลปะ คือควรจะคิดไม่ให้เหมือนคนอื่นอยู่แล้ว บางทีพี่ก็เคยคิดนะ หรือว่าศิลปะไทยโดนวัฒนธรรมหรือโดนจารีตของเราล้อมกรอบให้ห้ามคิดแปลกออกไป คิดแหกแล้วเหมือนคิดข้ามครู มันเป็นศิลปที่อิงอยู่กับเชิงช่าง อิงอยู่กับจารีตของช่างอยู่ค่อนข้างมาก เพลงต้องเล่นตามครู วาดรูปวาดลายก็ต้องวาดตามโบราณ

เพลง กล้วยไข่ ชัดที่สุดในเรื่องการช็อคคนฟังคือเค้าสงสัยกันว่าหมายถึงอะไรกันแน่

พี่กลับไม่รู้สึกอะไรเลย...มันแปลกตรงไหนหรือ

ถ้าจะหาเพลงสักเพลงที่แทนความเป็นประภาส ชลศรานนท์ น่าจะเป็นเพลงแบบไหนคะ

(คิดนาน) มันมีหลายช่วงนะ เพลง รู้สึกสบายดี บอกความเป็นตัวเองมากที่สุดในช่วงที่เป็นคนหนุ่ม เพลง เก็บใจ เขียนให้ภรรยาผม เป็นความรักของผมจริงๆ ความหมายคือเก็บมาให้คนนี้เท่านั้น สัมผัสที่หกเลย พรหมลิขิตเลย เจอแล้วก็รู้ว่าคนนี้

มีเพลงที่คิดว่าทรงคุณค่าหรือชอบมากเป็นพิเศษไหม

เพลงล่องแม่ปิงของคุณจรัล มโนเพ็ชร ที่ร้องว่า ดอกบัวตองนั้นบานอยู่บนยอดดอย……..(ร้องเป็นทำนอง) ดอกเอื้องสามปอย บ่ เกยเบ่งบานบนลานพื้นดิน ไม้ใหญ่ไพรสูง นกยูงมาอยู่กิน……เป็นเพลงที่มีงดงามมาก แม้จะไม่ซับซ้อนแต่มันลึกซึ้งด้วยความรู้สึก แต่ฟังแล้วได้บรรยากาศ ฟังแล้วมีความสุข ฟังทีไรเหมือนความรู้สึกที่อยู่ก้นสุดของใจมันลอยขึ้นมาทุกที

เกณฑ์ที่ใช้ตัดสินว่าชอบเพลงนั้นเพลงนี้ มีตรงไหนบ้างครับ

หลายอย่าง อารมณ์ ความคิด ฝีมือ ฝีมืออาจจะง่ายๆ แต่ออกมาฟังแล้วเพราะดี มีผลต่อจิตใจ ที่แบบต้องใช้ความคิดก็มีเพลง ลาทีปากน้ำของสุนทราภรณ์ คนเขียนเค้าเก่งมาก คนฟังรุ่นพ่อยังไม่รู้เลยว่าเค้าเขียนเรื่องอะไร แต่งตัวให้คำจนไม่รู้ว่าจริงๆ แล้วผิดหวังในความรักจะฆ่าตัวตายที่ปากน้ำ จะลอยน้ำมาคือจะลอยเป็นศพมาหาเธอ แต่คำมันสวยจนไม่รู้ว่าพูดอะไร ฝีมือการเขียนแยบยลมาก ครูศรีสวัสดิ์เป็นคนเขียน มันเป็นงานทีครีเอทีฟสมัยนี้ต้องเอามากางศึกษาดูเลย หรืออย่างเพลง ลานเทสะเทือน ผมก็นับถือในการเขียนมาก ในแง่ของกลอนมันเป็นกลบท เป็นการสร้างตาข่ายการเขียนที่มันส์มาก เสียงลมพัดตึง เคล้าคลึงยอดตอง คิดถึงเนื้อทอง สามลั่นทม เจ้าจากลานเท เล่นแต่ตัวT คือตัว ท. กับตัว ต. เล่นสัมผัสอักษรท้ายตรงจังหวะที่มันลงหมดเลยจนจบเพลง ฟังเสร็จก็ โอ้โห ใครเขียนวะเนี่ย ยกมือไหว้ได้เลยเพลงนี้ ของครูชลธีครับ อีกเพลงที่ต้องยกมือไหว้ ของครูไพบูลย์ บุตรขัน มนต์รักลูกทุ่ง ก็ชอบ

...พ่อหายใจไม่ออกลูก (โดนลูกชายล็อกคออยู่)

ลองไปไล่ทีละคำดูสิ เห็นบรรยากาศเลย หอมเอย หอมดอกกระถิน รวยระรินหอมกลิ่นกองฟาง
แนว ทางของพี่ไม่ใช่ทางนี้นะ แต่ในฐานะผู้เสพชอบเพลงอย่างนี้ เพลงของแอ๊ด คาราบาวก็ชอบ มีแกทำได้อยู่คนเดียวเขียนข่าว เขียนความเห็นทางการเมืองให้เป็นเพลงมันๆได้

นักแต่งรุ่นหลังๆ ที่ชื่นชมล่ะคะ

ชอบดี้ นิติพงษ์ ห่อนาค (พวกเราหัวเราะ ได้ยินชื่อนักแต่งเพลงที่ชื่อนิติพงษ์มาสิบปีได้แล้วมั้งไม่น่าจะเป็นรุ่น หลัง พี่จิกเลยรีบแทรก) ถ้ารุ่นแรกของพี่หมายถึงอาจารย์ชลธี ธารทอง, ครูแก้ว อัจฉริยะกุล, อาจารย์สุรพล โทณะวณิก แต่รุ่นหลังชอบดี้ เค้าเขียนเพลงชัดเจนว่าสื่อถึงเรื่องอะไร ได้อารมณ์ แล้วไม่เขียนหลากหลายแบบด้วย เป็นผู้ชำนาญมากในเรื่องเพลงรัก อย่างเพลง หมอกและควัน นี่เปรียบเทียบดี เขียนเพลงเหมือนผู้หญิงฉลาดๆ ยอมรับว่าคนนี้เป็นคนที่เขียนเพลงดีคนหนึ่งในทศวรรษนี้เลย จุ้ยก็เขียนได้ดี เฮ้ย! เฉลียงสองคนแล้วนี่หว่า เอาเกี๊ยงอีกคนไหม (หัวเราะกันครืน) ถ้าต้องการยุคหลังกว่านั้นอีกก็คนที่เขียนเพลง มหัศจรรย์แห่งรัก คนนี้ก็ชอบ

(ช่วงนี้พี่จิกแนะนำเมนูมะม่วงน้ำปลาหวานแบบใส่กะปิ ทำเอง น้ำลายไหล แต่เดี๋ยวนะ...)

ตอนนี้พี่มีเพลงที่ยังไม่ได้แต่งอยู่หรือเปล่าคะ

มีเพลง รักชาติต้องข้ามทางม้าลาย (หัวเราะกันอีกแล้ว) เริ่มจากการข้ามทางม้าลายให้ได้ก่อน แล้วค่อยทำเรื่องอื่นไปทีละเรื่อง(หัวเราะ) ชื่อเพลงอาจจะชื่อ เพื่อชาติ… (คิดสักพัก) ท่อนแรกอาจเขียนว่า เราต้องข้ามทางม้าลายไปอำเภอ ถ้าเจอพวกคัดสำเนาทำหน้าบึ้ง อย่าไปว่าเค้า พอท่อนสองอาจพูดว่า เพื่อชาติเราอย่าทิ้งขยะเลอะพื้น ท่อนแยกก็เน้น เพื่อชาติเราต้องข้ามทางม้าลาย พอท่อนสาม ท่อนสี่อาจจะพูดหนักขึ้นไง เพื่อชาติเราอย่าโกงเลือกตั้ง….(หัวเราะ)

เป็นวิธีการทำงานของพี่จิกหรือเปล่าคะ

วิธีการทำงานที่พี่ชอบเป็นแบบนี้ ตีหน้าผากคนก่อน ให้เค้ารู้สึกอะไรรุนแรง ถูกกระทบด้วยอะไรอย่างหนึ่งก่อน จะต่างกับจุ้ยนิดหนึ่ง จุ้ยจะนุ่ม โรแมนติค เหมือนผ้าฝ้าย

เพลง ขึ้หมาน้อยท่องโลก แต่งเสร็จหรือยังครับ

ยังครับ ยังไม่เสร็จ เดี๋ยวนี้หาขี้หมายาก

เวลาแต่งเพลง พี่แต่งทำนองหรือเนื้อร้องก่อนคะ

ทำนองก่อน อาจจะแต่งเองหรือเอามาจากนักดนตรี มีบ้างที่เขียนเนื้อก่อนแค่เบียงบางท่อนบางคำ แต่น้อยมาก อาจจะมี เช่น เพลงประกอบละคร เทวดาตกสวรรค์ มันอยากได้คำนี้คำเดียวเท่านั้น ก็เขียนก่อน เป็นวิธีที่ไม่ค่อยดีนะ ไม่แนะนำ ทำให้ทำนองถูกจำกัดมันอาจจะทำให้ไม่ค่อยเพราะ วิธีการแต่งเพลงมันมีตั้งแต่ดนตรีมาเค้าไม่ได้คิดอะไรเลย แต่เราฟังแล้วจะนึกถึงอะไร หรือเราบอกนักดนตรีไปเลยว่าต้องการเพลงแบบนี้ จังหวะเป็นอย่างนี้ อารมณ์ไปทางนี้ เช่น เพลงไม้ขีดไฟกับดอกทานตะวัน ผมเล่าเรื่องย่อให้เกี๊ยงฟังว่าเพลงอย่างนี้ ต้องการท่อนแยกที่วน แต่ยังไม่ได้เขียนเนื้อนะ เกี๊ยงก็ทำดนตรีมาให้ ครบทุกท่อน ถึงเริ่มเขียนอีกที

สมัยแรกอย่าง ปรากฏการณ์ฝน, อื่นๆ อีกมากมาย เป็นอย่างนี้หรือเปล่า

สมัยแรกผมทำเองหมดเลย

คำพูดที่ว่า ประภาสคือเฉลียงที่ไม่เคยขึ้นเวที ถูกต้องไหมครับ

ในส่วนของการแสดง การเป็นเอนเตอร์เทนเนอร์ก็คือพวกเขา ผมเป็นส่วนของผู้สร้างวง สร้างเพลงคาแร็คเตอร์นี้ขึ้นมา เรื่องนี้คนทั่วไปที่ฟังเพลงเฉลียงผิวเผินอาจไม่รู้ ผมก็ไม่ต้องการว่าต้องรู้ ถ้าอยากให้รู้ก็ต้องขึ้นบนเวทีแล้ว เคยจะโดนฉุดขึ้นเหมือนกัน แต่ผมเอาควายทุ่มใส่เสียก่อนเลยหนีมาได้

แนวการแต่งเพลงของพี่ บางเพลงฟังยาก เคยมีปัญหากับระดับนโยบายไหมครับ

มีเหมือนกัน เผอิญอยู่ในส่วนที่ตัดสินเอง (อมยิ้ม) ผมเป็นคนที่มีกติกานะ ผมเล่นในทุกกติกา ถ้าเล่นฟุตบอลผมจะไม่เอามือจับลูก ถ้าตีแบดผมจะตีหนึ่งทีไม่ใช่ตีเดาะๆ ไม่มีการขัดกับนิสัย ถ้าขัดก็ออกไปสิ มีสิทธิ์เลือกนี่ ซึ่งตอนนี้ก็ออกมาแล้วไงฮะทำเพลงโฆษณาก็เหมือนกัน ให้ทำเพลงโฆษณาผงชูรส ผมไม่กินนี่ แล้วผมก็ไม่ให้ลูกกินด้วย ถือว่าไม่ใช่ของดีเท่าไหร่ อย่างนี้ก็ต้องคิดหนักล่ะ

เล่าให้ฟังเรื่องมูลนิธิเฉลียงหน่อย

กำลังคุยกันอยู่ครับ ลักษณะตอนนี้มันเป็นกองทุนที่จัดตั้งขึ้นมา ฝากเงินไว้ให้เกิดดอกเบี้ย เพื่อจะได้เอามาให้คนที่อยากทำงานให้สังคมที่ขอเข้ามา คิดไว้ว่าถ้าเน้นไปทางเรื่องเด็กและสิ่งแวดล้อมก็คงจะดี จุ้ยเขาบอกว่ามีคนมาเสนอโครงการแบบนี้บ่อยๆพวก ค่ายละครเด็กเร่ร่อน, ค่ายสอนเด็กพิการแต่งนิทาน ฟังดูแล้วน่าสนใจ ไม่อยากให้เราเอาเงินทั้งหมดไปบริจาคให้ที่ไหนสักแห่งให้หมด อยากให้เอาไปเพื่อการปลูกฝังมากกว่า เพลงเฉลียงเองผมก็จุดมุ่งหมายอย่างนั้นอยู่แล้ว ถ้ามูลนิธิทำเฉลียงทำเรื่องนี้ต่อพวกแฟนๆเฉลียงก็คงจะดีใจ จุ้ยเค้าบอกว่ามีนักศึกษา มีองค์กรเล็กๆ เยอะมาก ที่ทำพวกนี้อยู่แต่ไม่มีเงิน ผมอยากให้มูลนิธิได้ทำหน้าที่ตรงนี้ เฉลียงยังคงพูดเรื่องเด็กและสิ่งแวดล้อมต่อไป ประชุมกันไปแล้ว ทุกคนก็เห็นด้วย ยินดี กำลังหาข้อมูลว่าจะต้องทำอะไรบ้าง ถ้ายุ่งยากในแง่กฎหมายอาจต้องเหลือแค่กองทุน คือมันต้องมีข้อบังคับอะไรบางอย่างค่อนข้างเยอะ แต่มูลนิธิจะดีในเรื่องเงินทอง มันถูกการันตีว่า ต้องอยู่ในมูลนิธิอย่างเดียว เซ็นกันเป็นเรื่องเป็นราว เลิกเมื่อไหร่ต้องโอน ให้หลวงหมด ถ้าตั้งเป็นชมรม เฮ้ย! มันเอาเงินไปทำอะไรวะ ใครเป็นคนเก็บ

แล้วที่มีอัลบั้มของเฉลียงรวมกบาลออกมาช่วงนั้นพอดีล่ะครับ ได้เงินมาช่วยหรือเปล่า

นั่นไม่เกี่ยวกัน

เหมือนถูกแกล้ง

ไม่แกล้งหรอก เค้ามีสิทธิ์ทำมาหากิน มันอยู่ในเกม ผมรับได้ เป็นใครก็ต้องทำ บริษัทเทปต้องทำ เป็นการหารายได้ ฟังดูแล้วเหมือนฉวยโอกาส แต่ผลเสียคืออะไรล่ะ ผมคิดไม่ออกนะ ผลดีคือ ผมได้ซื้อซีดีที่ผมไม่เคยมี เพราะสมัยก่อนเฉลียงไม่มีซีดี แฟนเพลงก็ได้ซื้อเทปมาฟัง ใครมีอยู่แล้วก็ไม่ต้องซื้อ
ตอนนั้นพวกเฉลียงก็รู้สึกมาก พูดกันทุกคนเลย ทำไมมันออกตอนนี้... ผมเลยบอก มันไม่ออก พวกเราก็ไม่มีอะไรขายอยู่แล้ว จะไปคิดทำไม ที่ผมรู้สึกมีอยู่นิดเดียวว่าทำไมชื่ออัลบั้มมันกระจอกนัก ชื่อรวมกบาล เหมือนกับอยากจะเป็นเฉลียง ใช้คำแบบเฉลียงแต่ตั้งไม่เป็นไง

(ช่วงนี้อยู่ระหว่างเกลี้ยกล่อมลูกชายให้ไปเอาคุกกี้มาเลี้ยงพี่ๆ น้องแจ้งถามพ่อว่าจะให้ใส่อะไรมา พี่จิก ใส่จานมาสิลูก ยังไม่ไป ยังอิดออดเล็กน้อย ใส่หัวน้องแจ้งมาก็ได้ ได้ผลน้องแจ้งวิ่งหายเข้าไปในบ้าน)

เห็นท่าทางที่พี่เล่นกับลูกแล้วนึกถึงโรบิน วิลเลี่ยมในหนังมิสซิสเดาท์ไฟร์

พี่ติดลูก ไปไหนนานไม่ได้ ติดลูก ต้องเอาไปด้วย

เป็นมาดคุณพ่อที่แปลก ลูกกระโดดรัดคอ

เล่นกันเหมือนเพื่อนน่ะ ผมอายุเท่าเค้าน่ะ (พี่จิกเก๊กหน้าจนกลั้นหัวเราะไม่ได้ซักคน) ผมหมายความว่า พ่อแม่ควรจะอายุเท่าลูกไปตลอด ลูก 1 ขวบ เราก็ 1 ขวบ ลูก 18 เราก็ควร 18 ด้วย

สมัยพี่โตมากับสิ่งแวดล้อมหนี่ง แต่น้องข้าวกับน้องแจ้งโตมาอีกแบบ ความคิดแบบนี้จะได้รับการถ่ายทอดผ่านสู่รุ่นเค้าหรือเปล่า

ไม่คาดหวัง ไม่เสียใจถ้าเค้าจะไม่มี ไม่พยายามยัดเยียดด้วย ให้เค้าได้เท่าที่เราจะให้ ในเรื่องความรัก ความรู้ มีโอกาสก็สอนหนังสือเค้า เล่นเซร่ามูน เล่นจูเรนเจอร์กับเค้า เค้าเล่นวิดีโอเกมผมก็เล่นด้วย

มีการพูดถึงวิดีโอเกมว่าจะทำให้เด็กก้าวร้าวมุ่งเอาชนะ เด็กบางคนพอแพ้ในเกมก็ฉุนเฉียว ขว้างปาอุปกรณ์ที่เล่น

เรื่องก้าวร้าว อืมม์...พี่ก็ดูไอ้มดแดงมาตั้งแต่เด็กนะ เป็นกาโม่ กระโดดถีบเพื่อน มันเป็นการวิเคราะห์ตื้นเกินไปที่บอกว่าถ้าให้เด็กเล่นปืนกลแล้วโตขึ้นจะไป ยิงคน พี่ว่านักแม่นปืนที่ยิงแม่นมากๆ เค้าไม่เคยฆ่าใครหรอก ถ้าใครฟังเพลง กล้วยไข่ ท่อนบนก็น่าจะเข้าใจในสิ่งที่พยายามบอกแล้ว เด็กจะก้าวร้าว มันมีทั้งสิ่งแวดล้อม การศึกษา มนุษย์เรามีสิทธิ์รับของที่ดีและไม่ดีตลอดเวลา สำหรับวิดีโอเกมพี่ว่ามันเสียเวลา เสียสายตาเท่านั้นเอง (ถึงตอนนี้ก็ได้สมาชิกสมทบหลายคน พี่เจดีย์ น้องข้าว น้องแจ้ง คุยกันสบายๆ เป็นภาคครอบครัวหรรษากันดีกว่า)

รู้จักกันตอนไหนหรือครับ

พี่เจดีย์ : พี่เรียนคณะเภสัชฯ ตึกข้างๆ กับ สถาปัตย์ เดี๋ยวนี้เป็นตึกของคณะศิลปกรรมศาสตร์ เดินผ่านกันไปผ่านกันมา เราก็จะรู้ว่าพวกเด็กถาปัดกลุ่มนี้เค้าตลกๆ ตั้งแต่สมัย ปั้นจั่นสำอาง พี่จิกเค้าเป็นรุ่นพี่ของเพื่อนด้วย แต่ตอนนั้นยังไม่ได้รู้จักกันนะ (เลย แทรกถามว่าเจอครั้งแรก ได้รู้สึกอะไรบ้างไหม พี่เจดีย์หัวเราะ ไม่ได้สนใจเลย พวกผมยาวสงสัยไม่อาบน้ำ พี่จิกบอก อาบครับ สองวันอาบที)

ได้มาเจอกันอีกทีตอนที่พี่มาเล่นละครการกุศลเรื่อง น่านเจ้า พี่ตู้ (จรัสพงษ์ สุรัสวดี) ก็แนะนำคนนี้จิก เราก็ เอ๊ะ ! คนนี้มันรุ่นพี่เพื่อนนี่หว่า เค้าต่างไปจากที่เราเคยเห็นเยอะไง ตัดผมสั้น ดูเป็นผู้เป็นคนหน่อย เลยได้รู้ว่าเค้าชื่ออะไร ทำงานอะไร ตอนนั้นทำงานที่เจเอสแอลแล้ว หลังจากละครก็สนิทกันพอสมควร ก็ติดต่อมาเรื่อยๆ

พี่จิกเค้ามีวิธีการจีบยังไงคะ

พี่เจดีย์ : เค้าขรึมๆ อยู่ไกลๆ (พี่จิกแทรก ฟอร์มอย่างเดียว) แต่โทรศัพท์มาหา ต่อหน้าเพื่อนจะไม่ค่อยมาประจ๋อประแจ๋กับสาวๆ จะเขินๆ

เขินอย่างนี้แสดงว่าไม่กล้าขอเบอร์โทรศัพท์กับพี่ด้วย

พี่เจดีย์ : ขอ (เน้นเสียง) แบบเป็นทางการไงคะ ทำเป็นนัดซ้อมละคร คุยเรื่องงาน

จบจากละครแล้วพี่จิกสานต่อยังไงคะ

พี่เจดีย์ : ตอนแรกพี่ก็ไม่ค่อยแน่ใจนะคะว่า จะเป็นอย่างนี้เฉพาะตอนใกล้ชิดกันหรือเปล่า จบละครแล้วจะเจอกันอีกหรือเปล่าไม่รู้ ก็เลย...เดี๋ยวดูไปก่อน เค้าก็ยังติดต่อมา พี่ก็คิดว่าเค้าคงยังอยู่น่ะ แล้วก็อยู่มาตลอด

พี่จิกแต่งเพลงให้พี่เจดีย์กี่เพลงแล้วคะ ที่ทราบมารู้สึกว่าจะมีสองแล้วคือ เก็บใจ กับ ดอกมะลิ (เพลงหลังแต่งให้เพราะว่าพี่เจดีย์จะร้อยมะลิให้ในวันเกิดพี่จิกทุกปี)

พี่จิก : หลายเพลงครับ เช่น (เงียบอยู่ครู่หนึ่ง) คุณยายกายสิทธิ์ (หัวเราะกันครืน)

ปกติพี่จิกสนุกสนานอย่างนี้ หรือว่าเป็นคนซีเรียสกันแน่

พี่เจดีย์ : อยู่บ้านจะขี้เล่นๆ ไม่ซีเรียสนะคะ เค้าไม่แบกอะไรจากข้างนอกเข้ามา อันนี้ทำให้เค้าเล่นกับลูกได้ ยังมีความเป็นเด็กในตัวอยู่เยอะ ชอบซื้อของเล่น ไปแผนกของเล่นนี่จะหายไปนาน กลับมาก็จะมีของเล่นลูกกับของเล่นตัวเอง จะเป็นพวกมายากล ชอบสงสัยว่าเค้าทำได้ยังไง แล้วก็พยายามจับเค้า พอเค้าเฉลยก็พยายามมาหัดทำเองแล้วไปหลอกชาวบ้าน มีเยอะเป็นหีบเลย

น้องข้าวเคยฟังเพลงคุณพ่อไหมคะ

พี่จิก : ฟังเปล่าลูก ไหนร้องให้คุณอาฟังสิลูก (ฮัมเพลง) เธอกับฉัน
น้องข้าว : รวมกันเป็นสองคน
พี่จิก : เอ๊ะ น้องข้าวเพลงนี้ใครแต่งให้ลูกนะ (ฮัมเพลง) ดึกแล้วหนา หลับเถอะหนอ พ่อจะร้องเพลงกล่อม...
น้องข้าว : พ่อแต่ง
พี่ เจดีย์ : ช่วงนั้นพี่จิกเค้าอยู่ในจุดนั้นพอดี กล่อมลูกนอน ลูกยังเล็กๆ (ตอนนี้พี่จิกกลายเป็นม้าจำเป็น ให้ลูกชายขี่หลังเดินทั่วบ้านอยู่)
พี่ เจดีย์ : เค้าดีนะเหมือนกับเป็นแม่คนหนึ่งเลย พยายามที่จะเรียนรู้ประสบการณ์ตรงนี้ พอลูกอึเค้าก็จะเรียนรู้ที่จะเช็ดเอง ไม่ใช่เอาแต่ส่งให้แม่ (พี่จิกกลับมานั่งต่อ)

ชื่อน้องข้าว น้องแจ้ง แปลกดีนะ มีที่มาจากไหน

พี่จิก : น้องข้าวมาจากชื่อแม่เค้า คล้องจองกัน แม่ชื่อ เจดีย์ ลูกชื่อ พุ่มข้าว เจดีย์ทรงพุ่มข้าวบิณฑ์ น้องแจ้งชื่อ แสงแรก คล้องกับพ่อ ประภาส แปลว่า แสงสว่าง

ทำไมต้องแสงแรก

พี่จิก : มันยังไม่มีแสงสองไง อยู่ดีจะแสงสองเลยได้ไง ต้องมีแสงแรกก่อน

จะมีแสงสองหรือยังคะ

พี่จิก : ยังไม่รู้เลย อาจจะไม่ใช้ชื่อแสงสองก็ได้ เป็นแสงสิบเจ็ดละกัน