วันจันทร์ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2551

วาจาอาจม

วาจาอาจม

คอลัมน์ คุยกับประภาส

มติชน วันอาทิตย์

โดย ประภาส ชลศรานนท์

สวัสดีค่ะคุณประภาส

ได้ ติดตามอ่านงานของคุณมาพอสมควร อ่านแล้วจากสิ้นหวังก็เริ่มมีกำลังใจ แต่ในวันนี้อยากเขียนมาขอกำลังใจด้วยตนเอง เหตุก็เนื่องจากการทำงาน ดิฉันมีอาชีพเป็น call center อยู่ที่บริษัทแห่งหนึ่ง แต่ไม่ขอเอ่ยนามนะคะ ทุกวันรับหน้าที่แก้ไขปัญหาให้ลูกค้าที่ใช้งานแล้วถูกระงับสัญญาณ หรือปัญหาต่างๆ แต่ที่ไม่ค่อยเข้าใจคือ ทุกครั้งที่ลูกค้ามีปัญหาการใช้งาน เราก็ทำตามหน้าที่ อย่างเช่นมีการตรวจสอบความเป็นเจ้าของ ถ้าให้ข้อมูลถูกต้องเราก็แก้ไขปัญหา หรือสามารถดำเนินการเปิดสัญญาณให้ได้ แต่ในกรณีที่ให้ข้อมูลไม่ถูกต้องเราก็ไม่สามารถดำเนินการให้ได้ ลูกค้าบางท่านก็เข้าใจ แต่ลูกค้าบางท่านที่ไม่เข้าใจก็จะด่าเราแบบหยาบคาย (หยาบคายจริงๆ ค่ะ) บางทีถึงขนาดด่าพ่อล่อแม่เรา ทำให้ดิฉันไม่เคยเข้าใจเลยว่า ทำไมมนุษย์ในสังคมเราถึงแตกต่างกันแบบสุดโต่งได้ขนาดนี้ ใครดีก็แสนจะดี ใครร้ายก็แสนจะร้าย โดนแรกๆ ก็พอทำใจได้ค่ะ พยายามคิดว่าถ้าเป็นเราก็อาจจะทำแบบนี้ แต่หลังๆ เริ่มรู้สึกว่ามันมากขึ้นๆ ทุกวันๆ มันบั่นทอนความรักที่เราจะมีให้แก่กันค่ะ

อยากให้ทุกคนที่โทรเข้า มาที่ call center ได้รับความรู้สึกดีๆ หรือมีความรู้สึกดีๆ แม้มันจะเป็นเพียงการพูดคุยผ่านทางโทรศัพท์เท่านั้น

call center

ปีที่แล้วนี่เองที่อยู่ดีดีผมก็ต้องไปรับหน้าที่โต้ตอบกับผู้ที่โทรศัพท์มา เหมือนคุณ call center ทำอยู่ไม่มีผิดเพี้ยน

จะผิดกันก็ตรงที่ผมไม่ได้มีอาชีพอะไรทางด้านนี้เลย

คิด ถึงเรื่องนี้ทีไรผมก็นึกขันทุกที เกือบสี่เดือนได้ที่ต้องคอยรับโทรศัพท์จากคนแปลกหน้า บางคนก็พูดดีและบางคนก็เป็นอย่างที่คุณ call center ว่า นั่นคือโทสะขึ้นเร็วและพูดจาไม่รู้เรื่องถึงขั้นด่าพ่อล่อแม่เอาเสียเฉยๆ

เรื่อง มันเริ่มอย่างนี้ครับ วันหนึ่งจู่ๆ ก็มีคนโทร.มาที่โทรศัพท์มือถือของผม แล้วก็พูดเลยว่าขอสั่งน้ำยาเพิ่มกำลังให้เครื่องยนต์สักโหลหนึ่ง ราคาเท่าไร ผมก็ว่าสั่งอะไรหรือครับ ที่นี่ไม่มีอะไรขายหรอก ทางโน้นก็ส่งเสียงมาว่าที่นั่นพี้คพาวเวอร์ใช่ไหม ผมก็บอกว่าไม่ใช่หรอกครับ ทางโน้นก็ถามเบอร์ ผมก็บอกเบอร์ไป เขาก็เริ่มส่งเสียงไม่พอใจ แล้วก็ว่าอย่าเล่นไอ้น้อง เบอร์นี้แหละพี้คพาวเวอร์ ไปเรียกเฮียมาคุย อย่ามาเล่นกับอั๊ว

ฟังอย่างนี้เข้าผมก็เริ่มหงุดหงิด เพราะโทร.มาผิดเบอร์ แทนที่จะขอโทษ ดันมาไล่ผมไปตามเฮียมาอีก

แล้ว ผมก็ตอบกลับไปด้วยการสะกดไม่ให้น้ำเสียงของความหงุดหงิดโผล่ออกมาว่า เบอร์นี้เป็นเบอร์มือถือของผมเอง ไม่ใช่ของเฮียที่ไหน และก็ที่นี่ไม่ใช่พี้คพาวเวอร์อะไรด้วย

ด่ากลับมาเลยครับ ยาวเป็นชุด ชี้แจงอย่างไรก็ไม่ฟัง จะให้ไปตามเฮียมาพูดให้ได้

หนักเข้าผมก็เลยว่า ผมนี่แหละเฮีย ถึงจะไม่มีใครเรียกผมว่าเฮียประภาส แต่ผมก็อายุอานามพอที่จะเป็นเฮียได้แล้ว คุยกับผมได้เลย

ทางโน้นขึ้นพ่อขึ้นแม่เลยครับ หูชาขนาดนั้นผมก็ต้องวางหูแล้ว

ระหว่าง ที่กำลังลำดับเรื่องราว แล้วก็นึกทบทวนว่าวันสองวันนี้ผมไปยืนฉี่ที่ไหนให้ใครเขาเดือดร้อนจนซวยมา ถึงวันนี้ที่อยู่ดีดีก็โดนด่าพ่อแม่ฟรีหรือเปล่า เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น

มีอีกสายหนึ่งโทรเข้ามาอีก เดาไม่ผิดหรอกครับ พี้คพาวเวอร์เช่นเคย แต่คราวนี้เป็นคนละท่านกับเมื่อกี้ ท่านนี้พูดจารู้เรื่องดีครับ

แล้ว ผมก็รู้ความจริงจากท่านนี้แหละ พี้คพาวเวอร์ไปลงโฆษณาในหนังสือรถยนต์ เพื่อจะขายสินค้านำเข้าเกี่ยวกับอะไรสักอย่างที่มันจะเพิ่มพลังเครื่องยนต์ ได้ แล้วก็ดันเกิดการผิดพลาดขึ้นคือลงเบอร์ผิด ไปลงเป็นเบอร์โทรศัพท์ของผมเข้า

หลังจากนั้นผมก็ต้องคอยลุ้นแล้วละ ครับว่าเสียงโทรศัพท์ที่ดังจะเป็นของผมหรือของพี้คพาวเวอร์เขา ไอ้ครั้นจะเปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์หนีก็กระไรอยู่ เพราะเบอร์นี้ญาติโกโหติกาก็คุ้นเคยดีแล้ว เปลี่ยนใหม่ก็คงวุ่นวายไม่น้อย คิดแต่เพียงว่า ทนรับโทรศัพท์ชี้แจงสักอาทิตย์สองอาทิตย์ก็คงหมดไปเอง

ที่ไหนได้ วิบากกรรมตามผมมาถึงสี่เดือนถึงจะหมด

นึก ออกใช่ไหมครับ หนังสือรถนี่ครับ ถึงจะออกเล่มใหม่ที่ลงเบอร์โทรศัพท์ถูกต้องแล้ว แต่เล่มเก่าก็ยังมีวางอยู่ตามโถงพักคอย ตามห้องรับแขก ใครเห็นโฆษณาของพี้คพาวเวอร์เข้า สนใจสินค้าเขาก็โทรมาหาผมแน่นอน

สี่ เดือนนั้นผมก็เลยทำหน้าที่ call center ไปด้วยเป็นงานอดิเรก อย่างที่เล่าครับหลายคนก็พูดรู้เรื่อง อธิบายสั้นๆ ว่าเขาลงเบอร์ผิด ก็ขอโทษขอโพยกัน แต่บางคนตอแยเหมือนไม่เข้าใจอะไรในโลกนี้เลย ผมจะลองไล่เรียงคำถามบ้าๆ บอๆ ที่ผมพอจะจำได้ให้ฟัง ถึงจะไม่ซับซ้อนอย่างคุณ call center เจอก็เถอะ

"เบอร์ผิด แต่เบอร์น่าจะใกล้ๆ กันนะ คุณว่าน่าจะเป็นเบอร์ไหนระหว่าง 25 หรือ 27….คุณไม่รู้ได้อย่างไร"

"ทำไมถึงเบอร์ผิดเล่า หนังสือต้องรับผิดชอบสิ คุณไปบอกให้หนังสือเขารับผิดชอบหน่อยสิ"

"เฮียเปี๊ยก เฮียอย่าดัดเสียงหนีหนี้หน่อยเลย รำคาญ"

"ผมต้องไปรับแฟนพรุ่งนี้ พี่ช่วยบอกเฮียเปี๊ยกหน่อยสิว่าผมต้องรีบใช้ของ ผมรู้ว่าพี่ต้องรู้ว่าเฮียเขาเบอร์อะไร"

"ไอ้..#$%*$# !…..กูไม่เชื่อมึงหรอก มึงอย่ามาหลอกกูว่าเบอร์ผิด มึงไปตามไอ้เปี๊ยกมาดีกว่า"

แรกๆ ก็หงุดหงิดไปตามแรงน้ำจะพัดพาไป ตอบโต้บ้างปิดเครื่องไม่ฟังบ้าง หลังๆ เข้ามานั่งนึกดูแล้วเราน่าจะลองมองมุมอื่นดู น่าจะสนุกดี ลองนึกเสียว่าท่านผู้โกรธง่ายทั้งหลายเหล่านั้นอาจจะพบพานกับปัญหาที่ท่วม ชีวิตอยู่ ท่านจึงมาลงกับเรา บางทีหลังจากที่ท่านลงกับเราไปแล้ว ท่านอาจจะสบายใจ หายเป็นทุกข์กับชีวิต

คิดอย่างนี้แล้วรู้สึกดีขึ้นครับคุณ call center ลองดูสิครับ

บางทีผมก็เรียกสิ่งที่มาเข้าหูเราเหล่านี้ว่า "วาจาอาจม"

สมัย ที่ผมยังเป็นนิสิต ทำละครเวทีหาเงินเพื่อกิจกรรมนักศึกษาของคณะ ก็เจอวาจาอาจมอย่างนี้อยู่เนืองๆ อาทิ บัตรละครนักศึกษาขายแค่ 20 บาท เล่นใต้ถุนตึก เอาผ้ามาขึงกันแสงง่ายๆ ก็มีท่านผู้ชมบางท่านมาด่าว่าโรงละครเฮงซวย ยุงตอมขาตลอด บ้างก็ด่าว่าทำไมละครจบช้าไปตั้งครึ่งชั่วโมง เขาผิดนัดหมดเลย

ไม่ ว่าจะชี้แจงว่า ละครนักศึกษาเป็นละครสมัครเล่น เก็บเงินถูกๆ เพื่อบำรุงกิจกรรม โรงละครก็เป็นโรงชั่วคราว เล่นจบช้าก็เพราะบางทีนักแสดงเสริมบทกันไปมา เขาก็ไม่ค่อยฟัง และส่วนใหญ่คนพวกนี้จะฝากวาจาอาจมไว้ก่อนจากเสมอ สงสารแต่เพื่อนนิสิตหญิงที่ต้องรับหน้าสิครับ โดนคำพูดขยะๆ เข้าหลายๆ ทีก็ร้องไห้เหมือนกัน

คุณ call center ก็คงจะคล้ายๆ กัน

เวลา เขาโยนอาจมมา อย่าไปเปิดฝารับเก็บไว้นะครับ ปล่อยให้มันลอยผ่านไป แล้วก็ให้มันแห้งกรังที่ท้องทุ่งอยู่อย่างนั้น คิดในทางดีแค่ว่าเมื่อเขาถ่ายออกมาแล้ว เขาคงสบายท้องขึ้น ได้บุญออก

สำคัญที่สุดเราต้องตั้งสติรับให้ดี แล้วก็อย่าไปเอาอาจมเขามาเก็บไว้ในใจเรา

ขอจบเรื่องสุดท้ายด้วย "วาจาอาจม" ที่ไร้เหตุผลที่สุดเท่าที่ผมเคยฟังมา

จำ คุณฐากูร เจ้าของหอดูดาวเกิดแก้วที่ผมเคยเขียนถึงได้ใช่ไหมครับ ถ้าใครไม่เคยอ่านผมก็จะขอแนะนำคุณฐากูรและหอดูดาวเกิดแก้วสั้นๆ ตรงนี้ คุณฐากูรสร้างหอดูดาวส่วนตัวขึ้นที่เมืองกาญจน์ด้วยความรักในวิชาดาราศาสตร์ และก็หวังจะแบ่งปันความรู้และความรักในเรื่องราวบนฟากฟ้าไปยังคนทั่วๆ ไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเยาวชน

คุณฐากูรจึงเปิดบริเวณรอบๆ หอดูดาวให้คนทั่วไปได้เข้าไปพักแรมและสอนดูดาวไปในตัว ของพรรณนี้ถึงมีจิตใจเอื้อเฟื้ออย่างไรก็ต้องมีค่าใช้จ่ายมาสนับสนุนบ้าง จริงไหมครับ และเท่าที่ผมเห็นแกเก็บเงินค่าที่พักกับอาหารแล้ว ดูอย่างไรก็น่าจะขาดทุน

นอกจากความรักในวิชาดาราศาสตร์แล้ว ผมก็ไม่เห็นว่าจะมีเหตุผลอื่นที่ทำให้คุณฐากูรเปิดที่พักให้คนเข้าไปดูดาวในไร่ของตัวเอง

ดาว เต็มฟ้าที่ในป่าเขาที่เมืองกาญจน์นั้น ไม่ว่าใครได้เห็นก็ต้องประทับใจทั้งนั้น ส่วนจะรู้สึกอย่างไร หรือจะศึกษาอะไรก็แล้วแต่บุคคลไป ลองเป็นมนุษย์แล้วละก็ไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ ได้นอนดูดาวระยิบระยับเงียบๆอย่างนั้น ต้องได้รับความรู้สึกดีๆ กลับไปแน่นอน

แต่ถ้าฟ้าปิดและไม่เห็นดาวเล่า จะเกิดอะไรขึ้น

คนที่เข้าใจอะไรง่ายๆ สักหน่อยก็คงเข้าใจได้จริงไหมครับ เมฆปิดฟ้า ดาวไม่โผล่ ใครจะไปทำอะไรได้

แต่เชื่อไหมครับ สถานการณ์อย่างนั้นก็ดันมี "วาจาอาจม" เกิดขึ้นได้

คุณ หญิงและบริวารจากหน่วยงานรัฐแห่งหนึ่งทำท่าดั่งสนใจดาราศาสตร์หรืออาจจะสนใจ จริงๆ ก็ไม่มีใครรู้ได้ ทั้งคณะพากันมาพักแรมเพื่อจะให้คุณฐากูรสอนดูดาว ระหว่างที่คุณหญิงกำลังแต่งตัวหลังอาหารมื้อเย็นเพื่อจะมาเตรียมตัวดูดาว ค่ำคืนนั้นฟ้าก็ดันไม่เป็นใจ เมฆเต็มทั้งฟ้าจนไม่เห็นดาวสักดวง

ทันทีที่คุณฐากูรบอกกับบริวารของคุณหญิงว่า คืนนี้อาจโชคร้ายเพราะเมฆเยอะ พวกลิ่วล้อก็แสดงอาการไม่พอใจขึ้นมาทันที

หลัง จากวิ่งส่งข่าวกันว่าคุณหญิงกำลังจะแต่งตัวใกล้เสร็จ ลิ่วล้อท่านหนึ่งก็ตรงเข้าไปส่งภาษาขยะกับคุณฐากูรซึ่งกำลังยืนมองฟ้าที่ เต็มไปด้วยเมฆอยู่ทันที

"คุณหญิงกำลังจะออกมาแล้ว ถ้าไม่มีดาวให้คุณหญิงเห็น เป็นเรื่องแน่คุณฐากูร"