วันจันทร์ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2551

ผู้ชายที่ตามหาความจริง


พี่ประภาสครับ

ความจริงคืออะไรครับ

ลิ้มสมองเล็ก

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว

ยังมีชายหนุ่มคนหนึ่งที่ใช้เวลาแทบทุกวันนั่งถกเถียงกับเพื่อนๆว่า ความจริงคือสิ่งใด

เมื่อ เถียงกันจนหาข้อยุติในความหมายของความจริงไม่ได้ ชายหนุ่มผู้นั้นก็ตัดสินใจบอกกับเพื่อนๆว่า เขาจะออกเดินทางเพื่อตามหาความจริงให้พบ

แล้วฉันจะกลับมาพร้อมกับคำตอบว่าที่แท้แล้วความจริงคืออะไร ชายหนุ่มตะโกนบอกเพื่อนๆตอนที่เขากำลังจะเดินทางออกจากหมู่บ้าน

ชายหนุ่มก็เดินทางมาถึงตลาดของเมืองอีกเมืองหนึ่ง

ผู้คนส่วนใหญ่เดินผ่านไปมาด้วยความเร่งรีบและมีสีหน้าวิตกกังวล มันทำให้ชายหนุ่มรู้สึกถึงความแปลกแยกและตื่นตัว ชายชราคนหนึ่งเดินผ่านเข้ามาและรู้สึกไม่พอใจอย่างยิ่งกับท่าทีของชายหนุ่ม ที่เดินมองโน่นมองนี่

นี่เจ้าจะเดินชนข้าหรืออย่างไร ชายชรากล่าวขึ้น

ขออภัยท่านผู้เฒ่า ท่านพอจะรู้ไหมว่าความจริงคืออะไรชาวหนุ่มตั้งคำถามทันที

อะไรนะ ชายชรารู้สึกสนเท่ห์ในคำถาม

ข้ากำลังตามหาความจริงอยู่ ท่านพอจะรู้ไหมว่ามันคือสิ่งใด แล้วในเมืองนี้มีความจริงไหม ชายหนุ่มถามอีก

ชายชรามองหน้าชายหนุ่ม มีสิ เมืองนี้มีความจริงแน่นอน

จริงหรือ ชายหนุ่มลิงโลด ถ้าเช่นนั้น ท่านช่วยพาข้าไปพบกับความจริงหน่อยได้ไหม

เจ้ากล้าไปพบจริงๆหรือ ชายชรายังคงมองหน้าชายหนุ่ม

ข้าเดินทางมาแสนไกลก็เพื่อจะตามหาความจริง ทำไมข้าถึงจะไม่กล้าเล่า ชายหนุ่มยืนยัน

ว่าแล้วชายชราก็พาชายหนุ่มเข้าไปในพระราชวัง ทันทีที่ถึงท้องพระโรงชายหนุ่มก็รู้ได้ทันทีว่าที่แท้แล้วชายชราผู้นี้คือ เสนาบดีของพระราชาแห่งเมืองนี้นั่นเอง

ทำความเคารพพระองค์เสียสิ ชายชราบอกกับชายหนุ่ม ชายหนุ่มจึงค้อมหัวลง

เจ้าพาผู้ใดเข้ามา พระราชาตรัสเสียงดังลงมาจากบัลลังค์

ชายผู้นี้กำลังมาตามหาความจริงพ่ะย่ะค่ะเสนาบดีเฒ่ากล่าว

เจ้ามาถูกที่แล้วหนุ่มน้อย ข้านี่แหละคือความจริง พระราชาเอ่ยขึ้น

ชายหนุ่มทำหน้าสงสัย เสนาบดีจึงกระซิบกับชายหนุ่มเจ้าคงไม่เชื่อว่าพระองค์คือความจริง สิ่งใดที่พระองค์พูด สิ่งนั้นจะเป็นตามนั้น

ถ้าเจ้าไม่เชื่อว่าข้าคือความจริง ข้าจะแสดงให้ดู พระราชาลุกขึ้นยืน เจ้าจะต้องถูกโบยสิบทีแล้วเจ้าคอยดูเถิดว่ามันจะเป็นความจริงไหม มิทันขาดคำทหารยามสองคนที่ยืนรักษาประตูก็เดินเข้ามาจับชายหนุ่มให้นอนคว่ำหน้าลง

จะทำอะไรข้า ชายหนุ่มร้องลั่น

ว่าแล้วทหารยามก็ลงมือโบยชายหนุ่มทันทีจนครบสิบครั้ง เสียงหัวเราะของพระราชาดังก้องไปทั่วท้องพระโรง ทีนี้ เจ้าเชื่อหรือยังว่าข้านี่แหละคือความจริง

ขณะที่ชายหนุ่มกำลังลุกขึ้นนั่ง ก็พลันได้ยินเสียงเอะอะมาทางประตู เสียงนั้นเป็นเสียงของผู้คนจำนวนมากกำลังต่อสู้กัน แล้วทหารคนหนึ่งก็วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาในท้องพระโรง

ท่านเสนาบดี ! พวกโจรกำลังจะบุกเข้ามาแล้ว

เสนาบดีได้ยินดังนั้นจึงตะโกนสั่งเหล่าทหาร รีบพาพระองค์ไปหลบในที่ปลอดภัยโดยเร็ว

ขณะ ที่กำลังหันรีหันขวางด้วยทำอะไรไม่ถูก ชายหนุ่มจึงค่อยๆคลานมาแอบอยู่หลังเสาท้องพระโรง แล้วเขาก็เห็นพวกโจรนับสิบๆคนวิ่งกรูกันเข้ามา

จับพวกมันโบยคนละสิบทีแล้วก็เอาไปขังในคุกใต้ดินให้หมด หัวหน้าโจรร้องสั่ง ถึงตอนนี้แม้แต่พระราชาก็ถูกกวาดต้อนไปรวมกับพวกเหล่าเสนาบดี

ปล่อยข้าไป ข้าเป็นพระราชานะ พระองค์ร้องบอกหัวหน้าโจร

หัวหน้าโจรได้ยินดังนั้นจึงร้องกลับไป พระราชาที่รีดนาทาเร้นชาวนาอย่างพระองค์ สมควรถูกโบยคนแรก ว่าแล้วสมุนมือขวาของหัวหน้าโจรก็เดินเข้าไปจับพระราชานอนคว่ำลงแล้วก็ลงมือโบยทันที

ชายหนุ่มมองเห็นพระราชาถูกโบยก็นึกอยู่ในใจ ที่แท้พระองค์ไม่ใช่ความจริง พระองค์เพิ่งพูดคำว่า ปล่อยข้าไป ก็ไม่เห็นมีใครปล่อยพระองค์อย่างที่พระองค์พูดเลย

หลังจากที่พวกโจรจับพระราชาและเหล่าเสนาบดีขังคุกแล้ว พวกโจรก็เข้าไปรื้อเงินและทองที่อยู่ในท้องพระโรงออกมาเพื่อจะขนออกไปนอก เมือง ชายหนุ่มเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดจึงรู้สึกประทับใจในตัวหัวหน้าโจร ที่สามารถบังคับความจริงอย่างพระราชาได้ จึงสมัครเป็นลูกน้องติดตามไปด้วย

หลังจากอยู่กับพวกโจรไม่กี่วัน ทันทีที่สบโอกาส ชายหนุ่มก็ได้เอ่ยปากถามหัวหน้าโจรด้วยความอยากรู้ว่า ท่านหัวหน้า ข้าอยากรู้ว่าความจริงคืออะไร ท่านพอจะให้คำตอบข้าได้ไหม

หัวหน้าโจรมองหน้าชายหนุ่มเหมือนทุกคนที่เคยถูกชายหนุ่มถาม ความจริงนั่นหรือ โลกนี้มันมีความจริงเสียที่ไหน

หมายความว่าอย่างไรท่านหัวหน้า ชายหนุ่มถามต่อ

เจ้าเคยได้ยินคำว่า ไม่มีสัจจะในหมู่โจรไหม คนเป็นโจรนั้นเขาไม่เชื่อหรอกว่ามีอะไรในโลกนี้ที่เชื่อถือได้หัวหน้าหันไปถามสมุนมือขวา จริงไหมสมุนข้า

พูดได้แค่นั้นหัวหน้าโจรก็ตาค้าง

จริงสิหัวหน้า สมุนมือขวาของหัวหน้าโจรแสยะยิ้ม พลางดึงดาบออกจากพุงของหัวหน้า เลือดไหลออกมาเป็นทาง หัวหน้าโจรทรุดลงกองกับพื้นทันที สัจจะข้อเดียวที่มีอยู่ในโลกนี้ก็คือไม่เคยมีสัจจะ

หัวหน้าถูกแทง เสียงสมุนคนหนึ่งร้องขึ้น

มันจะก่อกบฎ อีกเสียงหนึ่งดังขึ้นอีก

ข้าจะอยู่ข้างท่านแล้วก็อีกเสียงหนึ่ง

และในวินาทีต่อมา การพันตูกันของกลุ่มโจรก็เกิดขึ้น ชายหนุ่มผู้ตามหาความจริงอาจจะมองว่านี่คือการแตกคอกันของกลุ่มโจรที่แบ่ง เป็นสองฝ่าย ซึ่งในความเป็นจริงที่ไม่มีใครรู้นั้น บางทีมันอาจจะมากกว่าสองฝ่ายก็เป็นได้

เวลาผ่านไปนานแค่ไหนชายหนุ่มไม่อาจรู้ได้ เขามารู้สึกตัวอีกทีก็ตอนที่มีมือเหี่ยวๆเอาน้ำมาลูบหน้า

ข้าอยู่ที่ไหนชายหนุ่มพูดขึ้นด้วยเสียงแหบพร่า

เจ้าอยู่ในกระท่อมของข้าเสียง หญิงชราตอบ ทันทีที่ชายหนุ่มมองเห็นหน้าของผู้ที่ช่วยชีวิตของเขาชัดเจน ชายหนุ่มก็ผลุนผลันลุกขึ้นถอยตัวห่างออกมาด้วยความตกใจ ใบหน้าที่อยู่ข้างหน้าของเขาเป็นของหญิงชราหลังค่อม มีผมสีขาวโพลน เนื้อตัวเหี่ยวย่นและตามผิวหนังก็มีตุ่มเล็กๆขึ้นเต็มไปหมด มองเผินๆแล้วเหมือนผิวคางคกมากกว่าผิวมนุษย์

ท่านเป็นใคร ชายหนุ่มพูดขึ้น

ข้าชื่อความจริง หญิงชราพูดยิ้มๆ ข้าพบเจ้านอนสลบไสลไม่ได้สติอยู่ที่ลานบ้านของข้า ดูคล้ายๆเจ้าหนีซวนเซมาจากที่ไหนสักแห่ง ชายหนุ่มฟังแล้วจึงค่อยๆนึกเหตุการณ์ตาม

กินข้าวเถิด หญิงชราดันถาดอาหารมาไว้ที่ตรงหน้าชายหนุ่ม แล้วจึงค่อยๆเดินถือไม้เท้าเลี่ยงออกไป มันเป็นอาหารที่แทบจะดูไม่ออกเลยว่าเป็นอาหารอะไร แต่ชายหนุ่มก็กินมันจนหมดด้วยความหิว

หลังจากนั้นชายหนุ่มก็พักอาศัยอยู่กับหญิงชราอีกหลายสัปดาห์เพื่อรักษาตัว ในระหว่างที่พักอาศัยอยู่นั้น ยามใดที่ได้มีโอกาสนั่งคุยกันกัน ชายหนุ่มก็มักจะถามหญิงชราเสมอว่า ความจริงคือสิ่งใด คำตอบเดียวที่ได้รับจากหญิงชราก็คือ ตัวหญิงชราเองนั่นแหละคือความจริง เมื่อได้รับคำตอบนี้บ่อยๆเข้า ชายหนุ่มก็ชักเริ่มเบื่อหน่าย

และเมื่อร่างกายของชายหนุ่มแข็งแรงดีขึ้น เขาจึงเตรียมตัวเดินทางกลับหมู่บ้านของตัวเอง วันที่เขาไปร่ำลาหญิงชรา จู่ๆหญิงชราก็เอ่ยขึ้นมาว่า แล้วเจ้าจะบอกเพื่อนๆของเจ้าว่าอย่างไรเกี่ยวกับความจริง

ชายหนุ่มอ้ำอึ้ง แล้วก็พูดขึ้นอย่างขอไปทีว่า ข้าคงจะบอกพวกเขาว่าข้าได้พบกับความจริงแล้ว

ดีแล้วล่ะ หญิงชราที่มีชื่อว่าความจริงพูดยิ้มๆ อย่าลืมบอกพวกเขาด้วยแล้วกัน

เรื่องอะไรหรือท่านความจริง ชายหนุ่มถาม

หญิงชรามองหน้าชายหนุ่มและพูดด้วยน้ำเสียงเล่นๆกึ่งจริงจัง อย่าลืมบอกพวกเขาว่าข้าสาวและสวยเพียงใด