วันศุกร์ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2551

ฝากเอาไว้

ประภาส ชลศรานนท์
ฝากให้เฉลียงร้อง

จะฝากให้เธอไว้ จะฝากให้เธอ
จะฝากให้เธอไว้ จะฝากเอาไว้ที่เธอ

เพราะฉันรู้ว่าเธออ่อนโยน และฉันรู้เธอเอาใจใส่
อยากจะฝากหัวใจดวงหนึ่ง มีสิ่งของมากมายข้างใน

ท้องทะเล และป่าเขา ลำเนาไพร
ฟ้าและเมฆ และหมอกดาว น้อยใหญ่
แดดที่ยังส่องแสง น้ำบนใบหญ้า ลมที่ยังพัดโชย

จะฝากให้เธอไว้ จะฝากให้เธอ
จะฝากให้เธอไว้ จะฝากเอาไว้ที่เธอ

เพราะฉันรู้ว่าเธอห่วงใย รักและหวงมากมายเช่นกัน
จึงได้ฝากของอันสำคัญ ให้เธอเก็บมันให้นานเท่านาน

ท้องทะเล และป่าเขา ลำเนาไพร
ฟ้าและเมฆ และหมอกดาว น้อยใหญ่
แดดที่ยังส่องแสง น้ำบนใบหญ้า ลมที่ยังพัดโชย

ฝากเอาไว้ ฝากเอาไว้ ฝากเอาไว้ ไว้ที่เธอ

ท้องทะเล และป่าเขา ลำเนาไพร
ฟ้าและเมฆ และหมอกดาว น้อยใหญ่
แดดที่ยังส่องแสง น้ำบนใบหญ้า ลมที่ยังพัดโชย

ท้องทะเล และป่าเขา ลำเนาไพร
ฟ้าและเมฆ และหมอกดาว น้อยใหญ่
แดดที่ยังส่องแสง น้ำบนใบหญ้า ลมที่ยังพัดโชย

ฝากเอาไว้ ฝากเอาไว้ ฝากเอาไว้ ไว้ที่เธอ

ท้องทะเล และป่า…… ฝากเอาไว้
ฟ้าและเมฆ และหมอก…… ฝากเอาไว้


อยากจะฝากเอาไว้ ไว้ที่เธอ
จริงๆ นะนี่

วันพฤหัสบดีที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2551

Seasons Change เพราะอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย

Seasons Change เพราะอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย



ถ้าเราต้องยอมเสียความเป็นตัวของตัวเองไป
เพื่อความสุขของใครบางคน หรือใครหลายคน
หรือแม้กระทั่งเพื่อความสุขของตัวเองในบางด้าน
ในที่สุดแล้ว อาจจะไม่มีใครที่มีความสุขเลยก็เป็นได้

" ชอบ " แล้วจึงทำ หรือ " ทำ " แล้วจึงชอบ?

ฮัดเช้ย !เวลาที่เราจาม เป็นเพราะมีคนคิดถึง หรือเพราะอากาศเปลี่ยนกันแน่นะ ?
  • พ่อป้อม "ป้อม จะกินที่นี่หรือกลับไปกินที่บ้าน"
  • ดาว "เธอมาจาก โรงเรียนอะไรหรอ"
  • ป้อม "บดินทร์"
  • ดาว "เฮ้ย มาจาก รร เดียวกะเราเลย แต่ทำไมเราไม่เคยเห็นเธอเลยล่ะ"
  • อ้อม "นึกว่ารักดนตรี ที่แท้ ก็ตามผู้หญิงมา"
  • ป้อม "นี่ อ้อม นอกจากเล่นดนตรีเพี้ยน เธอยังเต้นเพี้ยนอีกหรอเนี่ย"
  • อ้อม "ฝนเริ่มลงเม็ดแล้วอะ"
  • ป้อม "นี่ลืมเอาร่มมาอีกแล้วหรอเนี่ย ... ใครจะเตรียมมาเผื่อได้ทุกวัน "
  • ป้อม "ประเสริฐ วิวัฒนานนท์พงศ์"
  • อ้อม "เรียกหา พ่อ เราหรอ"
  • เฉด "ถ้ามึงชอบก็ลุยเลยดิวะ มึงจะรอให้ดาวตกใส่กบาลมึงรึไง"
  • ฉัตร "ถูกต้องครับพี่เฉด วันนี้พูดดีมาก เป็นวันแรก จริงๆ"
  • ป้อม "นี่ ใช้เงี้ย สามปีก็ไม่หมด"
  • อ้อม "ก็ใช้มาตั้งแต่อนุบาลแล้ว"
  • อ้อม "คนอะไร พกร่มสองอัน"
  • ป้อม "ก็รู้ว่าคนแถวนี้ขี้ลืม ก็เลยเอาร่มมาเผื่อ"
  • ฉัตร "น้ำยาล้างคอนแทค เอาไว้เช็ดตูดมึงมั้ง ไอสัด"
  • แม่ป้อม "คนเราอ่ะนะ อะไรควรจะบังคับกันก็ไม่รู้จักบังคับ เด็กมันไม่กินผักก็ปล่อยมันไม่กินไปจนโตไปอย่างงั้นนะ ตอนเนี่ยโตขึ้นมามันอยากเรียนอะไรจะไปบังคับกะเกณฑ์มันอยู่ได้"แล้วก็เอาน้ำที่รินให้พ่อ เอามากินเอง
  • ประเสริฐ "คนเรานะอยู่กับลูกไปไม่ได้ตลอดหรอก แต่ว่าไอ้สิ่งที่เค้าชอบเนี่ย จะอยู่กับเค้าไปตลอดชีวิต"

ป้อม ... "อาจารย์ ทำไมอาจารย์ถึงมาอยู่เมืองไทยล่ะ"
อ.จิทาโน่ ...
" ... ผมชอบ"
ป้อม ... "แค่นั้นเหรอ'จารย์"
อ.จิทาโน่ ...
"อ้าว ต้องมีอะไรมากกว่านี้อีกเหรอ"


ป้อม ... "เฮ้ย ถามจิงดิ นั่งรอนานๆ อย่างนี้ไม่เบื่อมั่งเหรอ กว่าจะได้เล่นทีเนี่ย"
อ้อม ...
"ก็ไม่เห็นต้องรอให้ได้เล่นเลย แค่นั่งฟังเฉยๆ ก็รู้สึกดีแล้ว"


ป้อม ... "พ่อ พ่อชอบขายของจริงๆ เหรอ"
พ่อป้อม ... "ไม่ชอบแล้วจะเอาอะไรกิน"
ป้อม ... "ไม่ใช่ ถามจริงๆ"
พ่อป้อม ...
"ไม่ชอบ แล้วพ่อจะทำมาถึงสิบปีเหรอ"

ป้อม ... "แม่ ขอไปอยู่หอเพื่อนนะ ... หวัดดีครับ"
แม่ป้อม ...
"อย่าลืมเอานมกล่องไปฝากเพื่อนที่หอด้วยล่ะ เผื่อหิว เวลาซ้อมดึกๆ หน่ะ"

อ.จิทาโน่ ... "ถ้าจะเซ็นต์เอง ทำไมเพิ่งเอามาให้ล่ะ"


พ่อป้อม ... "เรื่องนั้นน่ะ ผมก็เข้าใจนะครับอาจารย์ เรียนเล่นๆ ผมก็ไม่เคยว่าอะไรมันเลยนะ แต่นี่มันเรียนดนตรีอย่างเดียว จบมาจะทำมาหากินอะไรครับ"
อ.จิทาโน่ ...
"คืออย่างนี้นะครับ คุณพ่อรักป้อมซัง ป้อมซังรักดนตรี คุณพ่อก็ต้องรักดนตรีด้วยนะครับ love me love my dog นะครับ"



บางที.. คนที่อยู่ข้าง ๆ เราก็มีค่าเกินกว่าจะทำลายความหวังของเขาได้
และบางที.. ความหวังดีนั้นก็แอบทำร้ายคนที่ถูกรักอย่างไม่รู้ตัวเช่นกัน
และความหวังดีอันเดียวกันอีกนั่นแหละ ที่ทำร้ายทั้งสองฝ่าย
เพียงเพราะการกลัวว่าอีกฝ่ายจะเสียใจ

บางครั้งการตัดสินใจ
...ระหว่างผู้หญิงสองคน
...ระหว่างดนตรีสากลกับดนตรีคลาสสิก
จากที่เคยใช้หัวใจเลือกทางเดินให้ชีวิตตัวเองมาตลอด
ชักเริ่มมีปัญหา ...เพราะไม่แน่ใจหัวใจตัวเองจะเปลี่ยนแปลงเหมือนอากาศหรือเปล่า?

ซอยวิสาสะ

ซอยวิสาสะ

คอลัมน์ คุยกับประภาส
มติชนวันอาทิตย์ ที่ 17 พฤศจิกายน 2545
------------------------------------------------------

พี่ประภาสคะ

เคย อ่านที่พี่ตอบจดหมาย(28 ก.พ. 45) ว่า "คนรักกันไม่ได้หมายถึงว่าต้องเห็นพ้องกันไปทุกเรื่อง ถ้าเห็นพ้องกันทุกเรื่อง ก็ไม่จำเป็นต้องมีอีกคน" อ่านแล้วหลายรอบ บางทีเหมือนจะเข้าใจ แต่พอถามตัวเองว่าเข้าใจว่าอย่างไร ก็ตอบตัวเองไม่ได้ หรือได้ไม่ชัดเจน เคยแต่ได้ยินว่าให้เลือกคนที่เข้าใจกัน เห็นตรงกัน ตกลงไม่ดีเหรอคะที่จะเห็นตรงกันทุกเรื่อง ถ้าพี่ประภาสว่างช่วยอธิบายให้หน่อยนะคะ

สุวรรณา

สวัสดีพี่ประภาส

อยาก ฟังความเห็นของพี่เกี่ยวกับเรื่องบั้งไฟพญานาคที่เป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์ตอน นี้ ยิ่งไอทีวีนำภาพของทหารลาวยิงปืนออกมาเผยแพร่ เรื่องนี้ยิ่งน่าสนใจมากขึ้น ผมแปลกใจว่าของแค่นี้นักวิทยาศาสตร์เขาค้นหาความจริงไม่ได้เชียวหรือว่าเป็น แสงจากอะไร

ธนา

มีบ้านอยู่สามหลังตั้งอยู่กลางซอยวิสาสะ เจ้าของบ้านทั้งสามเป็นคู่ผัวตัวเมียที่อยู่กันตามลำพังโดยไม่มีบุตร ใครเดินผ่านไปมาก็มักได้ยินเสียงเจ้าของบ้านคุยกันดังลอดออกมา

บ้าน หลังแรก เจ้าของคือ คุณสมยศ ภรรยาชื่อ คุณเฉิดฉาย เสียงสนทนาของบ้านหลังนี้ ชาวซอยวิสาสะจะได้ยินชัดกว่าหลังอื่นๆ ด้วยเสียงที่ได้ยินมักเป็นเสียงของการวิวาทมากกว่าเสียงฉอเลาะ

น่าแปลกที่ทั้งคู่ไม่เคยเห็นอะไรตรงกันเลย

เรื่องบั้งไฟพญานาคยอดนิยมนี่ก็ใช่ หัวค่ำนี้คนที่เดินผ่านกลางซอยก็เริ่มได้ยินผัวเมียคู่นี้ทะเลาะกันอีกแล้ว

" เดี๋ยวเถอะ..เดี๋ยวคงได้เจอดี แสงไฟจากปืนทหารกับบั้งไฟมันจะไปเหมือนกันได้อย่างไร ไอทีวีนี่พิลึก" เสียงแรกนี้เป็นเสียงสมยศ สมยศกำลังนั่งดูทีวีอยู่ "สงสัยคงอยากดัง เลยถ่ายออกมาให้เป็นอย่างนี้"

"พี่เคยเห็นของจริงหรือว่ามันไม่เหมือน" เสียงนี้เป็นเสียงเฉิดฉาย

"เพื่อนพี่มันเห็นมากับตา มันบอกของจริงนี่ลูกไฟขึ้นช้าๆ ไม่เหมือนแสงจากปืนหรอก" สมยศเถียง

"อ้าว...ก็นั่นเพื่อนพี่ พี่เองก็ไม่เคยเห็นไม่ใช่หรือ" เฉิดฉายเถียงกลับ

"เธอว่าเพื่อนพี่โกหกใช่ไหม" เสียงสมยศดังขึ้น

"เปล่า...ฉันบอกว่าพี่ไม่เคยเห็นต่างหาก" เฉิดฉายขึ้นเสียงบ้าง

"อย่างนั้นแปลว่าเธอว่าพี่โกหก" สมยศเริ่มตะโกน "เธอว่าบั้งไฟเป็นเรื่องโกหกใช่ไหม"

"ก็เขาถ่ายมาให้เห็นแล้วนี่ว่าทหารลาวใช้ปืนยิงขึ้นฟ้า พี่ยังมัวงมงายอยู่ได้ว่าพญานาคมีจริง" เฉิดฉายตะโกนกลับ

" เดี๋ยวเถอะ* *ยังกล้าว่าพญานาคอีกหรือ" สมยศเริ่มเปลี่ยนสรรพนาม ว่าแล้วก็ยกมือพนมขึ้นท่วมหัว "*บอก*หลายครั้งแล้วว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์นี่ไม่เชื่ออย่าไปลบหลู่" พนมมือเสร็จสมยศก็ใช้สองมือที่พนมเมื่อกี้เขย่าเฉิดฉายคล้ายพระเอกเขย่านาง เอกในละครตอนหัวค่ำ แล้วก็ผลักเธอล้มลง

"*ไม่ได้ลบหลู่สิ่ง ศักดิ์สิทธิ์หรอก *ลบหลู่*น่ะแหละ *พวกงมงาย ***ผลัก* เห็นไหมหัว*แตกเลย" ศีรษะของเฉิดฉายคงไปกระแทกขอบโต๊ะตอนถูกผลักล้ม

"*บอก*แล้วว่าอย่า ลบหลู่ กรรมเห็นทันตาเลยละ*ทีนี้ ไป...ไปหายาแดงทาไป" สมยศทำท่าจะเดินหนีไปหน้าบ้าน แล้วก็เปลี่ยนใจเดินวนเวียนอยู่แถวนั้น สุดท้ายก็นั่งลงจุดบุหรี่สูบอย่างเอาเป็นเอาตาย

เสียงที่ได้ยินหลังจากนั้น หากใครยืนฟังต่อก็คงจะได้ยินแต่เสียงร้องไห้ของผู้เป็นภรรยา

บ้าน หลังที่สอง เป็นบ้านของ คุณตามใจ กับ คุณผ่อนฤดี ชื่อของผัวเมียคู่นี้ช่างสมกับลักษณะนิสัยของทั้งคู่ ลองแอบฟังเขาคุยกันดูสิครับ

"เมื่อวานคุณดูใช่ไหมคุณตามใจ โทรทัศน์เขาบอกว่าบั้งไฟน่ะที่แท้เป็นกระสุนของทหารลาว" คุณผ่อนฤดีกำลังชงกาแฟให้สามี

"นั่นสิ ดูแล้วแทบไม่เชื่อเลยว่าบั้งไฟพญานาคที่แท้กลายเป็นกระสุนปืน" คุณตามใจกำลังอ่านหนังสือพิมพ์อยู่

"แต่คุณว่าไหม ผ่อนดูๆ มันก็ไม่ค่อยเหมือนที่เราดูในภาพข่าวนะ แสงมันเร็วกว่าหรือเปล่าพี่" คุณผ่อนฤดีเดินยกกาแฟมาเสิร์ฟสามี

" ใช่..มันดูเร็วๆ กว่า ขอบใจมากจ้ะ" ตามใจวางหนังสือพิมพ์ลง แล้วยกกาแฟขึ้นมาจิบ "กระสุนปืนกับลูกไฟที่ลอยจากน้ำที่เราเห็นในทีวีมันเร็วไม่เท่ากันเลย"

" หรือว่าเป็นเพราะมันอยู่ใกล้กับอยู่ไกล ที่ไอทีวีเขาถ่ายที่ลาวมันอยู่ใกล้ก็เลยเห็นว่าเร็ว ส่วนที่ฝั่งไทยเราเห็นว่ามันช้าเพราะเราอยู่ไกล" ผ่อนฤดีเปิดขวดหยิบคุกกี้มาให้สามี "อุ้ย...สงสัยกาแฟจะลืมใส่น้ำตาล ขอโทษทีค่ะ"

"ไม่เป็นไรจ้ะผ่อน อยากกินขมพอดี"

"มา เดี๋ยวผ่อนเอาไปเติมน้ำตาลก่อน" ภรรยาพูดจบก็ยกถ้วยกาแฟไปที่เคาน์เตอร์ "สองก้อนนะคะ จะได้มีแรงขับรถ"

"ดีเหมือนกัน กินหวานๆ จะได้กระชุ่มกระชวย" สามีผู้เห็นตรงกับภรรยาทุกเรื่องตอบ

ผ่อนฤดีเปิดขวดน้ำตาลออกดู แล้วก็ยิ้มเจื่อนๆ "น้ำตาลหมดค่ะ"

"เขาว่ากินหวานมากแล้วจะทำให้ขับรถเร็ว อย่าไปใส่เลยน้ำตาล ยิ่งอ้วนๆ อยู่" คุณตามใจพูดตามใจ

ศรีภรรยาเดินยกกาแฟมาวางที่เดิม "ปีหน้าเราไปดูด้วยตาตัวเองที่หนองคายกันไหมคะ"

"ผมก็อยากดู" สามีผู้ประเสริฐยิ้มตอบ

"แหมแต่ดูข่าวแล้ว เห็นว่ารถติดตั้งค่อนวัน" เสียงศรีภรรยา

"ดูทีวีอยู่บ้านก็ดีเหมือนกัน" เสียงสามีผู้ประเสริฐ

"แต่ไม่เห็นด้วยตาก็น่าเสียดายนะคะ เราอยู่เมืองไทยแท้ๆ" เสียงศรีภรรยา

"ฝรั่งเขายังมาดูได้เลย เขาอยู่ไกลกว่าเราตั้งเยอะ" เสียงสามีผู้ประเสริฐ

"ไปแล้วคนเยอะๆ จะบังกันจนมองไม่เห็นไหมคะ" เสียงศรีภรรยา

"ดูทีวีอยู่บ้านเห็นชัดกว่านะ" เสียงสามีผู้ประเสริฐ

"ตกลงคุณเชื่อเรื่องพญานาคไหมคะ" ผ่อนฤดีลุกออกจากเก้าอี้ ไปที่ตู้เย็น

"ผ่อนคิดว่าอย่างไรล่ะ" คุณตามใจยิ้มว่างเปล่า

"อ้าว ในตู้เย็นมีนมข้นเหลืออยู่พอดีเลย ใส่กาแฟหน่อยดีกว่าค่ะ จะได้มีรสหวาน" คุณผ่อนฤดียกนมข้นมาที่ถ้วยกาแฟของสามี

"ดีเหมือนกัน กินหวานๆ จะได้มีแรงขับรถ"

ประโยค สุดท้ายที่เราได้ยินคงเป็นประโยคนี้ เพราะหลังจากนั้นสองสามีภรรยาคงคุยอะไรไปทางเดียวกันอีกมากมาย โดยไม่มีการออกความเห็นใดๆ จากตัวสามี หากฟังต่อเราคงต้องหาขิงดองมากินแก้เลี่ยนกันคนละสักสี่ห้าชิ้นเป็นแน่

บ้าน หลังที่สาม เป็นบ้านของ คุณสละ กับ คุณเจนจิต เขาคุยกันเสียงไม่ดังนัก แต่ที่พวกเราได้ยินคงเป็นเพราะเขานั่งคุยกันที่สนามหน้าบ้าน

"สละไม่เชื่อจริงๆ หรือว่าบั้งไฟพญานาคมีจริง" เจนจิตพูดขึ้นระหว่างที่ปอกมะม่วงให้สามีกินหลังอาหารเย็น

"ไม่เชื่อ" สละตอบยิ้มๆ

"เพื่อนเจนเขาไปดูมาสองปีแล้ว เห็นเลยว่าลูกไฟมันขึ้นจากกลางน้ำ ไม่ได้ขึ้นที่ฝั่งลาว" เจนจิตส่งจานมะม่วงที่ปอกแล้วให้สามี

"ผมยังไม่ได้บอกว่าผมไม่เชื่อเรื่องลูกไฟเลยนะเจน" สละหยิบชิ้นมะม่วงใส่ปากเคี้ยว "ผมไม่เชื่อเรื่องพญานาคจุดบั้งไฟต่างหาก"

"ส้อมก็มีไม่ยอมใช้สละนี่ สกปรกจัง"

"แล้วเจนเชื่อหรือ" สละไม่ยอมใช้ส้อม หยิบมะม่วงใส่ปากอีกชิ้น

" เจนเชื่อเพื่อนที่เขาบอกว่าเขาเห็นว่ามันขึ้นจากน้ำ แต่พอสละพูดเมื่อกี้เจนเลยนึกได้ว่าความจริงมันคนละเรื่องกัน เรื่องบั้งไฟพญานาคนั่นเรื่องหนึ่ง เรื่องลูกไฟจากลำน้ำโขงก็เรื่องหนึ่ง แต่ลึกๆ ในใจแล้วเจนเชื่อเรื่องพญานาคนะ"

"แล้วเรื่องปืนที่ทหารลาวยิงขึ้นฟ้าล่ะ" เสียงสละอู้อี้เพราะเคี้ยวมะม่วงอยู่ในปาก

" ไอทีวีกุเรื่องหรือเปล่า" คุณเจนจิตวางมีดปอกผลไม้ด้วยปอกหมดแล้วทั้งสองลูก "แล้วล้างมือหรือยังจ๊ะสละ ส้อมวางอยู่ข้างๆ ก็ไม่ยอมใช้"

"ล้าง แล้วจ้ะ แต่ผมว่าไม่กุหรอก เป็นสถานีโทรทัศน์ที่จุดขายอยู่ที่การรายงานข่าว มากุเรื่องอย่างนี้ถ้าถูกจับได้ ต่อไปใครจะกล้าดูข่าว" สละค้าน

" ไม่แน่.. ใหญ่โตขนาดนาซ่ายังต้องถูกสงสัยว่าหลอกลวงหรือเปล่าเลย" เจนจิตค้านกลับ "พวกนักวิชาการที่ตั้งทฤษฎีว่ามีเรื่องของก๊าซที่สะสมอยู่ใต้ลำน้ำโขงก็ เหมือนกัน อาจจะพยายามกุหลักฐานมาสนับสนุนความคิดตัวเองก็ได้"

" จริงของเจน เรามัวแต่ไปคิดว่าบั้งไฟเป็นเรื่องที่ถูกกุขึ้นว่าเป็นพญานาค ที่ถูกแล้วเราต้องสงสัยหมดทุกฝ่ายว่าบางทีคนรายงานข่าวก็อาจจะกุขึ้นเหมือน กัน" สละยิ้มถูกใจในความคิดภรรยา "ถามจริงๆ เจนเชื่อพญานาคจริงๆ หรือ"

"เอาจริงนะ เจนเชื่อ เรื่องผีก็เชื่อ เรื่องภพหน้าก็เชื่อ ไม่มีเหตุผลนะ"

"แม้จะไม่มีใครพิสูจน์ว่ามันมีจริงให้ดูก็ตาม" สละทัก

"ใช่...แม้ว่าจะไม่มีใครพิสูจน์ว่ามันมีจริงให้ดูก็ตาม" เจนพูดทับคำ

" อันที่จริงนะเจน ในทางกลับกันแล้วการพิสูจน์ของพวกนักวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับเรื่องลี้ลับนั้น มันก็เพียงแค่พิสูจน์ทีละเหตุการณ์ว่ามาจากสาเหตุอะไรเท่านั้น มันไม่ได้สรุปว่ามันจะไม่มี" สละเสริมเหตุผลให้ภรรยา

"แล้วสละเชื่อเรื่องพวกนี้ไหม" เจนจิตถาม

สละหยิบมะม่วงชิ้นสุดท้ายเข้าปาก "ไม่เชื่อ"

นี่ตกลงส้อมที่วางไว้จะไม่ใช้จริงๆ หรือพ่อคุณ" ภรรยาดุยิ้มๆ

"ชอบหยิบด้วยมือ มันกินอร่อยกว่า" สามีตอบยิ้มๆ เช่นกัน

ไม่ รู้สิครับในมุมมองของผม ผมว่าสละกับเจนจิตนี่เขารักกันจริงๆ ยังคงยืนยันประโยคเดิมของผมครับ คนรักกันไม่ได้หมายถึงว่าต้องเห็นพ้องกันไปทุกเรื่อง ถ้าเห็นพ้องกันทุกเรื่อง ก็ไม่จำเป็นต้องมีอีกคน

การยอมรับความคิดที่แตกต่างกันนั่นแหละครับ ที่ผมถือเป็นส่วนประกอบอันสำคัญที่สุดของความรัก

ที่สุดของความบ้าทั้งปวง

ที่สุดของความบ้าทั้งปวง

ฉันได้เห็นชีวิตอย่างที่มันเป็น…

เห็นความเจ็บปวดทุกข์ยากหิวโหย มันเป็นความโหดร้ายเกินกว่าจะทำใจให้เชื่อได้

ฉันได้ยินเสียงคนเมาร้องเพลงดังมาจากร้านขายเหล้า ได้ยินเสียงครวญครางดังมาจากกองขยะข้างถนน

ฉันเคยเป็นทหาร และได้เห็นเพื่อนล้มลงในสนามรบ หรือไม่ก็ค่อยๆ ตายลงไปทีละน้อยอย่างทรมาน

ฉันเคยโอบพวกเขาไว้ในอ้อมแขน เมื่อวาระสุดท้ายมาถึง คนเหล่านี้ ล้วนมองชีวิตอย่างที่มันเป็น

กระนั้นก็ตายอย่างสิ้นหวัง ไม่เคยรู้จักความรุ่งโรจน์ ไม่เคยเอ่ยคำอำลาโลกอย่างกล้าหาญ

มีแต่ดวงตาที่เต็มไปด้วยความสับสน เฝ้าสะอึกสะอื้นถามว่า

“ทำไม ?”

เขาคงไม่ได้ถามว่า ทำไมเขาต้องตาย หากปรารถนาจะถามว่า ทำไมจึงต้องมีชีวิตอยู่ด้วยเล่า ?

ในเมื่อชีวิตนั้นเองคือความบ้า ใครจะบอกได้ว่าความวิกลจริตมันอยู่ตรงไหน

บางที………การพยายามปรับตัวให้เข้ากับโลกที่เป็นอยู่นั่นแหละคือ ความบ้า

การยอมล้มเลิกความใฝ่ฝันสิอาจเป็น ความบ้า การไขว่คว้าหาดวงแก้วในที่ซึ่งมีแต่สิ่งปฏิกูล การพยายามเหนี่ยวรั้งสติสัมปชัญญะไว้ในโลกของเหตุผลนั่นแหละ คือความวิกลจริต

และที่สุดของความบ้าทั้งปวง คือการมองชีวิตอย่างที่มันเป็น แทนการมองชีวิต อย่างที่มันควรจะเป็น

Don Quixote de La Macha

เรื่องเด็ก

คุยกับ ประภาส ชลศรานนท์ "เรื่องเด็ก"

สำหรับคนอายุ 25 ปีขึ้นไปแล้ว แทบไม่มีใครไม่รู้จัก 'วงเฉลียง' ตัวโน้ตอารมณ์ดี ดนตรีแห่งศตวรรษที่แปดสิบที่ส่งอิทธิพลต่อคนรักเสียงเพลงมาถึงตอนนี้ไม่มาก ก็น้อย

และแน่นอนที่สุด แทบทุกคนรู้จัก "คุณจิก" , "พี่จิก" หรือ "ประภาส ชลศรานนท์"ผู้อยู่เบื้องหลังเฉลียงแทบทุกชุดแม้ว่าเขาจะไม่ปรากฏตัวร้องเพลง เล่นดนตรี อยู่หน้าเวทีกับเพื่อนๆ ก็ตาม

ด้วย ความเป็นคนช่างคิด ช่างสร้างสรรค์ เป็นนักแต่งเพลง นักเขียน ซึ่งมักจะมีมุมมองแบบพิเศษเฉพาะตัว และสร้างความประทับใจใหเราเห็นอยู่โดยตลอด ทั้งด้านดนตรี เขียนหนังสือ หรือการผลิตรายการโทรทัศน์อย่างสร้างสรรค์

ทว่าเมื่อพูดถึงครอบครัวของเขาแล้ว เชื่อว่าหลายๆ คนแทบไม่เคยรู้มาก่อน...

คุณจิกเป็นคุณพ่อของเด็กสองคนค่ะ ลูกสาวคนโตชื่อ 'น้องพุ่มข้าว' ลูกชายคนเล็กชื่อ 'น้องแสงแรก' ทั้งสองเป็นแก้วตาดวงใจของครอบครัว

....

มารู้จักเขาในบทบาทคุณพ่อ และมุมมองต่อเด็กๆ เยาวชนของชาติ

จากบทสัมภาษณ์ที่พี่จิกให้เวลามานั่งคุยกันกับเราค่ะ

.

" พี่จิกเลี้ยงลูกเองหรือเปล่าคะ แล้วเด็กๆใกล้ชิดกับแม่หรือพ่อมากกว่า"

นับตั้งแต่คุณเจดีย์ตั้งครรภ์ลูกคนแรก ผมก็เห่อเรื่องลูกเอมากๆ หนังสืออะไรที่เกี่ยวกับแม่และเด็ก ผมก็หาซื้อมาอ่านกัน อะไรที่เขาว่ากินแล้วดีมีประโยชน์ก็หามาให้คุณเจดีย์กิน (ยิ้มเขิน)

การเลี้ยงลูกผมกับภรรยาก็เลี้ยงกันเองด้วยความเห่อ ไม่ว่าจะตื่นขึ้นมาเปลี่ยนผ้าอ้อมที่เป็นผ้าให้ลูกคืนหนึ่งสิบกว่าผืนจนแทบ ไม่ได้นอนก็ทำมาแล้ว ผลัดกันคนละคืนจะตื่นมาดูลูกร้อง ทำด้วยความสุขทำด้วยความเห่อทำไปโดยไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย แล้วก็อนุรักษ์นิยมจนน่าหมันไส้ ไม่สนใจผ้าอ้อมสำเร็จรูปพวกแพมเพิสเลย ไปคิดเอาเองว่าเด็กคงนอนหมักอยู่ในฉี่ทั้งคืน จนคุณนก ฉัตรชัยซื้อมาฝากห่อแรกถึงได้บางอ้อ เลยได้หัดใช้ กว่าจะได้นอนเต็มอิ่มก็สามสี่เดือนไปแล้ว

ลูกทั้งสองคนผมกับคุณเจดีย์เลี้ยงเองครับ มีพี่เลี้ยงช่วยเลี้ยงตอนกลางวันอยู่ช่วงหนึ่ง แต่ตอนกลางคืนลูกต้องนอนกับพ่อแม่ ไม่ใช่ลูกติดพ่อหรอก พ่อติดลูกมากกว่า (หัวเราะ)

ลูกสองคนสนิทกันมาก และสนิทกับทั้งพ่อทั้งแม่มาก ลูกสาวอาจจะสนิทกับแม่มากหน่อยย เพราะเขามีอะไรคุยกันกุ๊กกิ๊กตามประสาสาวๆ

ถึงทุกวันนี้ลูกสองคนกำลังเข้าวัยรุ่น ความเห่อลูกของผมก็ไม่เห็นสร่างซาเสียที ไปส่งโรงเรียนตอนเช้า ไปรับตอนเย็น ผมกับภรรยาก็แบ่งคิวกันไป เพราะลูกสองคนเรียนคนละที่

" ส่วนมากทุกคนรู้จักพี่จิกผ่านผลงาน ได้เห็นความคิดความอ่าน ทั้งความเป็นเฉลียง เป็นครีเอทีฟ หรือนักเขียน แล้วในบทบาทของพ่อ พี่จิกเป็นพ่อแบบไหนคะ"


ผมเป็นพ่อที่ป็นเพื่อนกับลูก ผมใช้คำนี้ได้เลยโดยไม่กระดากปาก (น้ำเสียงหนักแน่นมาก) ผมเล่นกับเขาแบบเด็กๆเล่นได้ ตอนที่ลูกยังเล็กผมก็ต่อเลโก้ ปั้นดินก่อทรายกับเขา ถึงตอนนี้เขาไปเล่นสเก็ตน้ำแข็ง ผมก็ไปเล่นด้วย อ่านการ์ตูนเรื่องเดียวกัน รู้จักเพื่อนของเขา รู้ว่าการ์ตูนตัวโปรดของเขาคือตัวไหน และก็เอามาล้อกันได้

"กิจกรรมแบบไหนที่ทำร่วมกันในครอบครัว"

ผมดูหนังโรงด้วยกัน ตอนกลางคืนคุณเจดีย์ชอบชวนลูกๆ ดูสารคดีทางเคเบิ้ลทีวี บ้านเราไม่มีใครดูละครหลังข่าวสักคน ไม่มีใครชอบเลย ลูกๆ ดูแล้วก็บอกว่าทำไมเขาด่ากันมากมายขนาดนี้ กินข้าวเย็นพร้อมๆ กับดูข่าวแล้วก็ขึ้นห้องนอน เล่นเกมบ้าง คุยกันบ้าง เล่นสแคร็บเบิ้ลบ้าง บางทีก็เล่นไพ่ตลกๆกัน แม่แต่คอมพิวเตอร์ อินเตอร์เน็ต ก็อยู่ในห้องนอนพ่อกับแม่ คุณเจดีย์เขาอยากให้อยู่ในสายตาก่อน ไม่อยากให้ไปหัวปักหัวปำกับการแช็ท อินเตอร์เน็ตนี่ใครก็ติดกันทั้งนั้น จริงไหม ถึงตีหนึ่งตีสองได้โดยไม่รูตัวทุกคนอย่าว่าแต่เด็กเลย ลูกๆก็เห็นดีด้วย จะซื้อให้ในห้องนอนของเขาคนละเครื่องก็ไม่เอา เขาบอกไม่เห็นต้องใช้เลย ใช้ของพ่อแม่ก็ได้

"กับกิจกรรมการอ่านของเด็ก คิดว่าคุณพ่อคุณแม่มีความสำคัญและควรมีบทบาทเรื่องนี้แค่ไหน ทราบมาว่าน้องๆ ก็ชอบอ่านหนังสือด้วย"

เด็กจะไม่เป็นอย่างที่เราสอน เด็กจะเป็นอย่างที่เราทำ อยากสอนลูกให้พูดเพราะ ตัวเองต้องพูดเพราะก่อน อยากให้ลูกอ่านหนังสือ พ่อแม่ต้องอ่านให้ลูกเห็นก่อน สอนปากเปียกปากแฉะแต่พ่อแม่ไม่ทำนี่ยากนะครับ บังเอิญผมกับคุณเจดีย์นี่ขาดหนังสือแทบไม่ได้ ลูกๆ เขาก็เห็นจนชินตา

"ได้ล้อมวงเล่านิทานด้วยกันหรือเปล่าคะ มีหนังสือนิทานเล่มไหนบ้างที่พี่จิกและน้องๆ ประทับใจเป็นพิเศษ"

พอเริ่มฟังภาษารู้เรื่อง ผมก็เล่านิทานให้ลูกฟังแล้ว ผมจะเล่าให้เขาฟังก่อนนอนจนเจ็ดแปดขวบนั่นแหละครับถึงหยุดไป น่าจะมีเป็นร้อยๆเรื่อง แต่งเองหมดแหละครับ อาศัยจากหนังสือภาพคงไม่พอ ลูกๆชอบนิทานมาก ยิ่งตอนเด็กๆนี่บางคืนจะขออีกเรื่องเพราะยังไม่ง่วง ผมก็แต่งเอาสดๆ หลายครั้งที่ผมเองเพลียมาจากที่ทำงาน เล่านิทานไปก็สัปหงกไป ไม่ปะติดปะต่อจนลูกๆจับได้ว่าพ่อมั่ว

เรื่องที่ลูกชอบมากคือเรื่อง "มังกรไฟไม่เรียนหนังสือ" เรื่องนี้นี่ผมแต่งเป็นนิทานประกอบเพลง ให้บัวไรนักเล่านิทานไปเล่าตามงานด้วยครับ น่าจะเคยได้ยินกันแล้ว เรื่องนี้สนุกครับ เล่าแล้วลูกไม่ยอมนอนเพราะจินตนาการตามจนตาค้าง ต้องเล่าอีกเรื่องที่เบาๆให้หลับฝันดี อีกเรื่องที่ลูกชอบคือ "ปลาดาวจอมคัน" เรื่องนี้ผมคิดว่าจะให้คนวาดทำเป็นสมุดภาพนิทานเหมือนกัน น่าจะสนุกดีสำหรับเด็กเล็ก

"อนาคตของเด็กกับความคาดหวังของพ่อแม่ พี่จิกรู้สึกอย่างไรกับเรื่องนี้"

"เก่ง ดี แข็งแรง" พรสามข้ออันประเสริฐที่พ่อแม่อยากอย่างเราจะให้เขาได้ ให้ความรู้เขาให้ได้มากที่สุดในทุกๆด้าน เพื่อเขาจะได้ค้นพบตัวเองได้เร็ววัน แล้วก็อบรม ทำตัวให้เป็นตัวอย่างด้านจริยธรรมแก่เขา ส่วนเรื่องอาหารการกิน และเรื่องกีฬาก็อย่าไปมองข้าม เพราะหัวจิตหัวใจของคนเราจะดีได้นี่ ร่างกายก็ต้องพร้อมเหมือนกัน

จาก นั้นอนาคตของเขาจะเป็นอย่างไรมันก็เรื่องของเขาแล้ว เราเตรียมเขาให้เป็นคนคุณภาพต่อตัวเองและสังคมให้มากที่สุด ผมคิดอย่างนี้ ส่วนเขาจะเป็นอะไร เป็นอย่างไร พ่อแม่ไปขีดไม่ได้หรอกครับ ถึงขีดก็ขีดได้แผล็บเดียว ถ้ามันไม่ใช่ตัวเขา วันหนึ่งเขาก็หนี ถ้าขีดจริงๆก็คงได้แค่เส้นประ แล้วก็น่าจะขีดหลายๆเส้นให้เขาได้เลือกเดิน เราจะไปจูงเขาเดินได้สักกี่น้ำ ในที่สุดเขาก็ต้องเดินเองครับ หน้าที่ของพ่อแม่อย่างเราคือเตรียมเขาให้พร้อมที่สุด แล้วก็รอที่จะกอดเขาไม่ว่าเขาจะถึงเส้นชัยหรือล้มกลิ้งอยู่กลางทาง

.
ไม่รู้สิครับ คนเรามองความสำเร็จของมนุษย์อยู่ตรงไหน

สำหรับผมแล้ว การได้อยู่ในที่อากาศดีๆ กับคนรอบตัวที่เรารัก

และได้ทำงานที่เรารัก คือความสำเร็จสูงสุดของชีวิตแล้วครับ

.

.

เด็กๆจะเติบโตเป็นเมล็ดพันธ์ที่อุดมไปด้วยวิตามินบำรุงจากพรสามข้อ

"เก่ง ดี แข็งแรง"

เพราะท้ายที่สุดแล้ว พ่อแม่เพียงมอบความรัก ความอบอุ่น

แล้วถ้าอยากให้เขาเป็นอย่างไรละก็... อย่างที่พี่จิกบอก

.

"เด็กจะไม่เป็นอย่างที่เราสอน เด็กจะเป็นอย่างที่เราทำ"

ผู้รักษาไม้บรรทัด

ผู้รักษาไม้บรรทัด คุยกับประภาส 17 มิ.ย.44
............................
คอลัมน์ คุยกับประภาส
โดย ประภาส ชลศรานนท์
............................

คุณประภาส

ผมได้มีโอกาสเข้าไปเดินซื้อสินค้าในซูเปอร์มาร์เก็ตแห่งหนึ่ง มีคนที่เข้ามาจับจ่ายซื้อสินค้าเป็นจำนวนมาก ตัวผมเดินไปเดินมาแล้วก็ซื้อได้ของมาอย่างหนึ่ง ก็กำลังเดินออกไปตรงช่องจ่ายเงิน สังเกตดูเห็นมีป้ายสีแดงเขียนไว้ว่า "ทางด่วนสำหรับสินค้าจำนวนไม่เกิน 8 ชิ้น" ซึ่งก็จะมีคนใช้บริการอยู่ไม่เท่าไหร่ ผมก็เลยตรงออกไปยังช่องนั้น ก่อนหน้าผมมีสุภาพสตรีอยู่ท่านหนึ่ง ดูท่าทางแล้วก็คงมีฐานะดีพอสมควร เธอวางสินค้าของเธอซึ่งมีอยู่น่าจะประมาณ 16 ชิ้นได้ แล้วเธอก็จ่ายเงิน ส่วนพนักงานขายก็ทำหน้าที่คือคิดเงินไป ดูเหมือนมันจะไม่มีอะไร ผมดูแล้วก็งงๆ อยู่พอสมควร เอ๊ะ..ช่องนี้ใช่ช่องทางด่วนสำหรับสินค้าจำนวนไม่เกิน 8 ชิ้นหรือเปล่า? ก่อนที่เธอจะจ่ายเงินเสร็จก็มีเพื่อนของเธอมาทัก เหมือนว่ามาซื้อของด้วยกัน คุณประภาสคิดว่ายังไงครับ คิดว่าผมคิดมากไปหรือเปล่าที่ไปหงุดหงิดกับเรื่องแบบนี้ ผมมาคิดๆ ดูก็คิดได้ใน 3 แนวทางดังต่อไปนี้ครับ

- พนักงานขายไม่รับผิดชอบ เนื่องจากกฎที่ทางห้างออกไว้เอง แต่ไม่นำมาปฏิบัติ

- สุภาพสตรีผู้นั้นไม่รับผิดชอบ เนื่องจากไม่สนใจที่จะปฏิบัติตามกฎอะไรทั้งนั้น ขอเร็วเข้าว่าจะรีบๆ จ่าย จะได้รีบๆ ไป

- ผมเองไม่รับผิดชอบ ในเมื่อผมเห็นว่าไม่ถูกต้องก็ต้องเรียกร้องสิทธิ

- ไม่มีใครต้องรับผิดชอบอะไรทั้งนั้น เนื่องจาก

1.กฎที่ทางห้างออก ไม่ได้เป็นกฎอะไรที่ออกเป็นทางการ จะยกเลิกซะเมื่อไหร่ก็ได้ โดยที่ไม่จำเป็นที่จะต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า และที่สำคัญกว่านั้นมีอีกกฎหนึ่งที่มาก่อน คือ ลูกค้าย่อมถูกต้องเสมอ ซึ่งถ้าสมมติฐานนี้ถูกต้อง จะออกกฎออกมาทำไม

2.สุภาพสตรีท่านนั้นอ่านภาษาไทยไม่ออก

3.เธอมากับเพื่อนเธอ รวมกันเป็นสองคน ก็น่าจะได้สินค้าจำนวน 16 ชิ้น แต่ถ้าคิดแบบนี้ช่องนี้จะไม่เป็นช่องทางด่วนนะครับ เช่น ถ้ามากันเป็นครอบครัวหลายๆ คนแล้วมาที่ช่องนี้กัน ช่องนี้ก็จะต้องมีสินค้าจำนวนมากมายชิ้นต่อการคิดเงินหนึ่งรายการ

จะรอฟังความคิดเห็นครับ..

ธีรชัย เดชานันทศิลป์

พี่ประภาสที่นับถือ

ทำไมถนนบ้านเรามันพังเร็วจังเลยครับ ผมสังเกตดูยิ่งถ้าเป็นสายที่วิ่งเข้ากรุงเทพฯยิ่งดูไม่ได้เลยครับ เป็นหลุมเป็นบ่อยิ่งกว่าดวงจันทร์ อยากรู้ว่าสร้างไม่ได้มาตรฐานหรือรถบรรทุกไม่สนใจคนสมบัติของชาติบรรทุก น้ำหนักเกินกันมาก มีคนอย่างนี้เยอะๆ แล้วสงสารเมืองไทยครับ

จอมชัย

พี่ประภาส

ไปอยู่อังกฤษมา 6 ปี อยู่กับพ่อเลี้ยงชาวอังกฤษครับ ได้อ่านพี่ตอบจดหมายตลอด เพิ่งกลับมาเมืองไทย ตอนอยู่ที่นั่นนานๆ คิดถึงเมืองไทยมาก อยากกลับบ้านมาก แต่พอกลับมาได้สองสามเดือนชักไม่อยากอยู่เสียแล้ว คนบ้านเราไม่ค่อยมีระเบียบเลยครับ เขาถึงว่าเมืองไทยนั้นอะไรก็ดีหมดยกเว้นคนไทย เรื่องแซงคิวนี่ทำไมเมืองไทยมีเยอะจริงๆ ทั้งรถทั้งคน นี่กำลังคิดจะเปิดผับกับเพื่อน ผมเจอรายจ่ายที่นึกไม่ถึงอีกแล้วว่าร้านเหล้านี่ต้องมีจ่ายใต้โต๊ะรายเดือน อีก ผมฟังแล้วเซ็งครับสงสัยจะคิดผิดที่กลับเมืองไทย พี่ช่วยเขียนบอกให้ผมอยู่ต่อหน่อยได้มั้ยครับ

โป้ง

เมื่อตอนที่มนุษย์ยังเป็นสัตว์อยู่นั้น ผู้ที่แข็งแรงที่สุดจะได้เป็นคนแรกของคิว

เคยเห็นหมาตามวัดที่อยู่เป็นฝูงๆ ไหมครับ เวลามีใครมาโยนของกินให้ ตัวที่แข็งแรงที่สุดก็จะพุ่งเข้ามาก่อน และถ้าหากมีตัวอื่นเข้ามาแย่งด้วย การขู่ด้วยเสียงก็จะเริ่มขึ้นเพื่อประกาศศักดาของผู้มีพละกำลังมากกว่า ตัวที่อ่อนแอที่สุดจะได้กินเป็นตัวสุดท้าย

ผมยังไม่เคยเห็นหมาหรือแมวที่ไหนเดินเข้าแถวมากินอาหารเลย

มนุษย์สมัยดึกดำบรรพ์ก็คงเป็นอย่างนั้น มีการแย่งอาหารกัน คนชนะก็จะได้ไปก่อน(เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับที่เราเห็นมดเดินเข้าแถวตามกลิ่น ที่ถูกตัวหน้าปล่อยทิ้งไว้ และไม่เกี่ยวกับการเข้าแถวของนกเพนกวินเพื่อกระโดดลงทะเล)

เมื่อมนุษย์พัฒนาขึ้น การรวมกันอยู่เป็นสังคมมีมากขึ้น คุณธรรมทำให้มนุษย์วางกฎใหม่ขึ้นมาว่า มนุษย์ทุกคนควรเท่าเทียมกัน การมีพละกำลังมากกว่าไม่ได้หมายความว่าคุณจะได้สิ่งที่คุณต้องการก่อนใคร

การเรียงลำดับจากการมาก่อนหลังจึงเป็นทางออกที่ดีที่สุด

วัฒนธรรมการเข้าแถวก็ถือเป็นไม้บรรทัดอย่างหนึ่ง จำเรื่องไม้บรรทัดที่ผมเขียนเมื่อปีสองปีก่อนได้นะครับ

ผมพูดไว้ว่าคนเราเมื่ออยู่รวมกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป เราจำเป็นต้องมีไม้บรรทัดที่มีมาตราเดียวกันมาเป็นเกณฑ์ในการตัดสินปัญหา

ไม้บรรทัดในสังคมมนุษย์นั้นมีมาตราและองศาอ่อนแก่ต่างกันไปตามสถานการณ์ ที่ไม่เข้มมากนักก็เป็นพวกเรื่องมารยาท ที่เข้มขึ้นมาหน่อยก็เป็นพวกกติกา เข้มขึ้นไปอีกก็เป็นพวกกฎบริษัท พวกระเบียบของโรงเรียน ที่เข้มกว่านั้นก็กฎหมาย, พ.ร.บ, กฎอัยการศึก และเข้มที่สุดที่รัฐธรรมนูญ

มีผู้คนเกี่ยวข้องกับไม้บรรทัดแต่ละอันอยู่สามคนครับ คนแรกคือคนออกแบบและสร้างไม้บรรทัดขึ้นมา 2.คนที่สองคือคนทั่วไปทุกๆ คนที่ต้องใช้ไม้บรรทัดอันนี้ อีกคนเป็นใครรู้ไหมครับ

ผู้รักษาไม้บรรทัดครับ

ผมนำจดหมายทั้งสามฉบับมาลงไว้พร้อมกัน เพราะเห็นว่าเป็นเรื่องเดียวกัน นั่นคือได้มีการทำให้ไม้บรรทัดที่เคยตรงเกิดไม่ตรงเสียแล้ว

เรื่องของคุณธีรชัยนั้น คุณธีรชัยวิเคราะห์ออกมาเป็นข้อๆ อย่างเห็นภาพ ถ้าให้ผมออกความเห็นบ้างผมคงจะสรุปได้ว่า

1.สุภาพสตรีท่านนั้นจะผิดหรือเปล่าไม่รู้ เพราะเราไม่อาจหยั่งรู้ได้ว่าเธออ่านข้อความนั้นทันหรือเปล่า หรือเธอได้ขออนุญาตเจ้าหน้าที่คิดเงินแล้วว่าขอจ่ายเงินช่องนี้ และเจ้าหน้าที่อาจอนุญาตไปแล้ว กรณีนี้ถือเสียว่ายกประโยชน์ให้จำเลย

2.เจ้าหน้าที่คนนั้นผิดแน่นอน เพราะนั่งทำงานอยู่ในช่องนั้นโดยเฉพาะ

และเจ้าหน้าที่คนนั้นก็คือผู้รักษาไม้บรรทัดที่ผมว่านั่นเองครับ

เคยใช้กันนะครับตอนเด็กๆ ไม้บรรทัดพลาสติกที่เต็มไปด้วยขอบอันขรุขระที่เกิดจากการที่เราเอามาฟันกันเล่นแทนดาบ

ถ้าคนรักษาไม้บรรทัดไม่รักษาเสียแล้ว ไม้บรรทัดผิวขรุขระอย่างนั้นจะไปขีดเส้นตรงได้อย่างไร

เมื่อเดือนก่อนได้ไปดูละคอนถาปัดที่รุ่นน้องคณะสถาปัตย์จัดแสดงที่หอ ประชุมจุฬาฯ ระหว่างแสดงมีการพักครึ่งให้คนดูออกมายืดเส้นยืดสายกินน้ำกินท่า พ่อเจ้าประคุณเอ๋ยร้านขายน้ำที่อยู่ข้างหอประชุมมีคนรุมแย่งซื้อรอบๆ ร้านจนแทบจะหาทางเข้าไปยืนดูป้ายว่าร้านขายอะไรบ้างยังแทบไม่ได้เลย มุงรุมซ้อนกันเป็นวงสองสามวงได้

ไม่น่าเชื่อนะครับว่าแม้แต่ในสถานที่อย่างนี้ยังไม่มีการเข้าคิวเลย

ต้องโทษคนขายครับ คนขายต้องรักษาไม้บรรทัดของการเข้าคิวสิครับ ให้เขาเข้าแถวตามลำดับใครมาก่อนหลัง คนที่เขาเข้ามาที่หลังเขาเห็นเส้นตรงที่ไม้บรรทัดขีดไว้เขาก็เดินตามเส้นเอง ใครที่ไม่สนใจแถวก็อย่าไปขายให้เขา ฝากไว้ด้วยครับกับกิจกรรมที่นักศึกษาทุกๆ แห่งจะจัดขึ้นปลูกฝังเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ไว้ให้เป็นนิสัยของคนไทย

พูดถึงการเข้าแถวทำให้ผมนึกถึงแถวของผู้คนที่รอเข้าห้องน้ำที่ญี่ปุ่น บ้านเรานั้นเวลารอห้องน้ำซึ่งถ้าเป็นห้องน้ำชาย คนที่รอมักเข้าไปยืนรอจ่อหลังคนที่กำลังยืนฉี่อยู่ตามช่องต่างๆ และถ้าเป็นห้องน้ำหญิงก็มักไปยืนรอหน้าห้องน้ำเลย แต่ที่ญี่ปุ่นเขาไม่เหมือนบ้านเราครับ

เขาเข้าแถวรอข้างนอกครับ ห้องไหนว่างหรือช่องไหนว่างคิวแรกก็จะเดินไปเข้าเอง เหมือนเวลาซื้อตั๋วดูหนังที่มีช่องขายหลายช่อง นึกออกไหมครับ

ผมว่าอันนี้น่าสนใจเอามาใช้ เพื่อนผมหลายคนก็เห็นด้วยและบอกว่าเวลามีใครมายืนรออยู่ข้างหลังนี่มันพาลจะ ฉี่ไม่ออกเอา ผมว่าวัฒนธรรมแบบนี้มันเหมือนการจองอย่างไรไม่รู้นะครับ

ทีนี้ก็มาถึงเรื่องไม้บรรทัดของคุณจอมชัยซึ่งต้องเรียกว่าเป็นเรื่องที่ใหญ่กว่าเรื่องการเข้าคิว มันเป็นไม้บรรทัดที่ชื่อว่ากฎหมาย

บ้านเรามีกฎหมายนะครับว่ารถที่วิ่งอยู่บนถนนต้องมีน้ำหนักไม่เกินเท่าไร แต่เราก็ยังคงเห็นเขาวิ่งเกินใช่ไหมครับ ถนนบ้านเราถึงอยู่ได้ไม่ถึงห้าปีก็พังเสียหมด ถามว่าแล้วทำไมเราถึงปล่อยให้รถหนักกว่าข้อกำหนดวิ่งบนถนนได้ ก็ต้องตอบตรงๆ ว่าผู้รักษาไม้บรรทัดของเรารับเงินเขามาแล้วก็ยอมให้เขาทำผิดกฎ

พุทโธ่..เหล็กที่ว่าแข็งแสนแข็งยังง้างด้วยเงินได้ นับประสาอะไรกับไม้บรรทัดพลาสติกอันเดียว

ต้องช่วยกันแก้ครับ แก้วันนี้ไม่ได้ก็อย่าเพิ่งสิ้นหวัง ใครมีหน้าที่แก้เรื่องปัจจุบันทันด่วนก็แก้ไป ใครปลูกฝังลูกหลานได้ก็ช่วยกันปลูกฝัง เอาตั้งแต่เรื่องง่ายๆ เช่นเวลาจะเข้าลิฟต์หรือขึ้นรถไฟ สอนลูกสอนหลานให้รอคนเขาออกจากประตูมาก่อน อย่าไปยืนออยืนจองกันอย่างนั้น ผมเห็นบ่อยเหลือเกินในบ้านเรา ยิ่งเวลาลูกหลานทำผิดๆ ก็อย่าไปเอ็นดูว่าเขายังเป็นเด็กอยู่

สอนเขาไปเลยครับตั้งแต่เรื่องไม้บรรทัดอันเล็กๆ ง่ายๆ วันหนึ่งข้างหน้าหากเขาได้เป็นผู้รักษาไม้บรรทัด ไม้บรรทัดมันจะได้ไม่ขรุขระบิดงอมากนัก

ส่วนจดหมายของคุณโป้งที่เหนื่อยหน่ายกับความไม่มีระเบียบในบ้านเรา แล้วขอให้ผมเขียนดึงคุณให้อยู่เมืองไทยต่อ หลังจากอ่านจดหมายจบผมก็นึกอยู่ตั้งนานว่าจะเขียนอะไรดี แต่พอกลับมาอ่านจดหมายของคุณอีกรอบผมก็พบว่าผมไม่จำเป็นต้องเขียนเลย คุณรู้ตัวไหมครับว่าอันที่จริงคุณยังรักเมืองไทยอยู่มาก ไม่อย่างนั้นคุณคงไม่บ่นมา

เมื่อคืนไปรื้อหนังสือเก่า เปิดไปเห็นสุภาษิตจีนบทหนึ่งถูกใจเหลือเกิน เป็นประโยคสั้นๆ เองครับ

"จุดตะเกียงดีกว่าสาปแช่งความมืด"

หนึ่งบวกหนึ่งไม่เท่ากับสอง

ห นึ่ ง บ ว ก ห นึ่ ง ไ ม่ เ ท่ า กั บ ส อ ง

ส วั ส ดี ค รั บ คุ ณ ป ร ะ ภ า ส
พอดีผมได้อ่านบทความของคุณในมติชนวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ที่มีตอนหนึ่งซึ่งบอกว่าอยากถามมนุษย์ต่างดาวว่า ๑+๑ ได้เท่าไหร่? ผมไม่เห็นด้วยที่จะสรุปว่า ๑+๑ แล้วไม่ได้เท่ากับ ๒ นั้น จะหมายความว่าตรรกะของมนุษย์ต่างดาวที่ตอบนั้นจะไม่เหมือนกับเราชาวโลก เพราะเมื่อพิจารณาดูให้เป็นจริงแล้วเราที่เป็นมนุษย์โลกด้วยกันเองก็ยังมี ความแตกต่างกันในเรื่องนี้เลยครับ ผมเองอยู่ในวงการแพทย์ ซึ่งก็ขอยกตัวอย่างการใช้ยาปฏิชีวนะ (antibiotics) ซึ่งการใช้ยาร่วมกัน ๒ ตัว (อีกนัยหนึ่งคือ ๑+๑) บางครั้งก็ได้ประสิทธิภาพที่ดีมาก (๑+๑ ได้มากกว่า ๒) บางครั้งกลับได้ประสิทธิภาพเท่าเดิม (๑+๑ เท่ากับสอง) แต่บางครั้งประสิทธิ ภาพของยาที่ให้กลับแย่ลง (๑+๑ ได้น้อยกว่าสอง) ความจริงอย่างหนึ่งที่เราควรระมัดระวังก็คือ การไม่รีบด่วนสรุปอะไรง่าย ๆ เพราะแทบจะพูดได้ว่าไม่มีอะไรเลยที่ ๑๐๐ เปอร์ เซ็นต์เต็ม คุณประภาสคิดอย่างไรบ้างครับ?
zx น พ พ ร

ตอนที่ผมแต่งเพลง "หนึ่งต่อหนึ่ง" โดยมี คุณเกียรติศักดิ์ เวทีวุฒาจารย์ กับ คุณฉัตรชัย ดุริยประณีต เป็นผู้ร้องและบรรเลงเผยแพร่ออกไปนั้น ผมเคยได้ยินว่ามีผู้วิจารณ์ถึงเนื้อเพลงในความหมายเช่นเดียวกับที่คุณนพพร กำลังพูดถึง
ผมขออนุญาตนำบางส่วนของเนื้อเพลง "หนึ่ง ต่อหนึ่ง" มาลงไว้หน่อย เผื่อว่าวงสนทนาของเราบางคนไม่เคยได้ยินเพลงนี้ "สร้างอะไรขึ้นมาชิ้นหนึ่ง ก็ถูกทำลายลงไปชิ้นหนึ่ง ทำโต๊ะประชุมตัวใหญ่ มีต้นไม้เพิ่มหนึ่งตอ รองเท้าหนังช้างหุ้มข้อ พ่อพลายหนึ่งตัวต้องตายหายไป ต้องการไฟฟ้ามาเปิดไฟ สร้างเขื่อนทันใดให้อันหนึ่ง แล้วเราก็เสียไปป่าหนึ่ง หนึ่งหนึ่งเท่ากันใช่ไหม" ผู้วิจารณ์กล่าวว่า การสร้างอะไรขึ้นมาหนึ่งอย่างนั้น มันไม่ได้ทำลายของอย่างอื่นไปเพียงหนึ่งอย่าง เท่านั้น บางครั้งทำลายมากกว่าหนึ่งอย่าง เอามา เทียบกันไม่ได้ ผมก็เลยบอกไปว่า ผมเข้าใจและยอมรับว่าเรื่องแบบนี้มันเทียบกันเป็นหนึ่งต่อหนึ่งไม่ได้ แต่ในทางกาพย์โคลงกลอนเราก็ต้องเล่นคำอย่างนั้น และผมก็อยากให้ชวนคิดต่อว่า เลขหนึ่งที่เราเห็นนั้น ตัวแรกกับตัวหลังอาจจะไม่เท่ากันในเชิงคุณค่า ผมอาจจะเขียนเพลงนี้ขึ้นใหม่โดยใช้คำว่า "หนึ่งต่อหนึ่ง" เหมือนเดิมว่า สร้างโรงแรมหนึ่งโรงแรมทำลายจังหวัดหนึ่งจังหวัด สร้างเขื่อนหนึ่งเขื่อนทำลายทวีปหนึ่งทวีป รู้สึกดีขึ้นไหมครับ จะเอาหนักกว่านี้ก็ได้ หนึ่งดอกไม้ถูกเด็ด หนึ่งดวงดาวเป็นจุณ หรือ "เด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาว"
ชื่อ อัลบั้มที่เพลง "หนึ่งต่อหนึ่ง" บรรจุอยู่นั่นเอง ผมได้บอกเป็นนัยไว้แล้วครับ ยังคงเป็น "หนึ่งต่อหนึ่ง" เลข ๑ ที่เท่ากันใน ตัวเลขแต่ต่างกันทาง "ค่า" เช่นเดียวกับ ๑+๑ = ๒ คุณนพพรอาจจะเคยพบว่า บางครั้ง ๑+๑ ไม่เท่ากับ ๒ อาจจะมากกว่า ๒ บ้าง น้อยกว่า ๒ บ้าง ความจริง คุณนพพรกับผมพูดเรื่องเดียวกัน เราคงยืนยันว่า ๑+๑ = ๒ เป็นตรรกะของโลกเราเมื่อเรามองในเชิงปริมาณ แต่เมื่อเรามองในเชิงคุณค่ายาปฏิชีวนะสองตัวใช้ร่วมกัน มันได้ประสิทธิภาพมากกว่าสองเท่า นั่นหมายความว่า เครื่องหมายบวกในนั้นมันไม่ได้เป็นเครื่องหมายบวกอีกต่อไปแล้ว มันได้กลายเป็นเครื่องหมายอื่นไป มันอาจจะเป็น "คูณ" ไปแล้วก็ได้
ในทางกลับกัน คุณนพพรเคยพบว่ายาปฏิชีวนะ สองตัวบางครั้งใช้ร่วมกัน ๑+๑ ผลที่ได้บางครั้งน้อยกว่า "สอง" เครื่องหมายตรงที่บอกว่าใช้ร่วมกันมันอาจจะเป็น "ลบ" ก็ได้ ผมชอบความคิดในการมองเชิงคุณค่าของคุณ นพพรมาก เคยได้ยินเขาโฆษณาบริษัทนำเที่ยวไหมครับ"เที่ยวยุโรป ๕ วัน ๗ ประเทศ" แค่ฟังก็ท้องป่วนแล้วปริมาณล้วนๆ ครับ ลองเอาความคิดนี้ไปใช้กับการจัดตั้งรัฐบาลผสมหลายๆ พรรคบางรัฐบาลที่ผ่านๆ มาสิครับเราอาจจะรวมจำนวน ส.ส. ไม่ครบเสียงรัฐบาล เสียอีก เพราะผลบวกมันจะเป็นอย่างนี้ ๖๘+๓๕+๒๓+๑๒+๔+๑ = ๐ !