วันจันทร์ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551

อภินิหารพระดิน

คอลัมน์ คุยกับประภาส : อภินิหารพระดิน : 29 ส.ค. - 3 ต.ค. 2547

คอลัมน์ คุยกับประภาส โดย ประภาส ชลศรานนท์


คืนนั้น ฟ้าแรงเสียจนเหมือนกับว่าโลกจะแตกเป็นเสี่ยงๆ ไปพร้อมกับเสียงฟ้าร้อง แต่ถึงฟ้าจะแรงอย่างนั้น ฝนกลับตกเหยาะแหยะ เดี๋ยวตกเดี๋ยวหยุดไม่สมกับที่ชาวบ้านเฝ้าคอยฝนแรกของฤดู

ชาวบ้านร้านช่องปิดบ้านกันแต่หัวค่ำ ไม่มีใครออกมาเดินเพ่นพ่านข้างนอกสักเท่าไร ค่าที่เสียงฟ้ามันดังจนหูแทบแตก ที่มาพร้อมลำแสงหยักๆ บนท้องฟ้าที่ผ่าไปทางโน้นทีทางนี้ทีอย่างน่าเสียวไส้

เห็นก็แต่เจ้าแก้วขี้เมาประจำบางคนเดียว ที่ยังหนีบขวดเหล้าขาวไว้ใต้รักแร้เดินตุปัดตุเป๋มาตามเส้นทางหลักของหมู่บ้านอย่างไม่อินังขังขอบ

ฝนตกลงมาอีกห่าหนึ่ง ขณะที่เจ้าแก้วหยุดยืนอยู่ตรงหัวโค้งดงกระถิน

มันมองเข้าไปที่เพิงพระที่อยู่ตรงหัวโค้ง

ไม่มีใครรู้ว่าหลวงพ่อดิน ถูกนิมนต์มาอยู่ตรงนี้ตั้งแต่เมื่อไร เจ้าแก้วเองเกิดมาแต่อ้อนแต่ออก มันก็เห็นแล้วว่ามีพระพุทธรูปที่ปั้นด้วยดินหยาบๆ องค์นี้ตั้งอยู่ตรงหัวโค้ง แล้วมันก็จำได้ว่าพอมันมาเป็นเด็กวัดเดินตามหลวงพ่อได้สักพัก ชาวบ้านก็ช่วยกันเปลี่ยนเพิงหลังคาแฝกให้เป็นเพิงหลังคากระเบื้องอย่างที่เห็นๆ อยู่

กระถางธูปที่อยู่ข้างหน้าหลวงพ่อดิน มีก้านธูปปักอยู่ไม่ถึงสิบก้าน หนำซ้ำยังถูกวางไว้เอียงกระเท่เร่ แสดงให้เห็นถึงความไม่ใส่ใจของผู้คนในหมู่บ้านนี้นัก

"หลวงพ่อทำไมขี้เหร่เหลือเกิน" เจ้าแก้วเดินเข้ามามององค์พระใกล้ๆ " จมูกก็เบี้ยว ตาสองข้างก็ไม่เท่ากัน"

เจ้าแก้ววางขวดเหล้าไว้ข้างๆ แจกันบิ่นๆ ที่มีดอกไม้เหี่ยวๆ ปักอยู่ พอวางเสร็จตัวเจ้าแก้วเองก็เอียงเซไปทางซ้ายทีหนึ่งด้วยความเมา แต่มันก็คว้าเอาขอบโต๊ะเก่าๆ ที่อยู่ข้างหน้าไว้ทัน จากนั้นมันก็ค่อยๆ เกาะขอบโต๊ะเดินเข้าไปหากระถางธูป เพื่อจะจับให้ตั้งตรงตามเดิม

"ขี้เหร่อย่างนี้ใครเขาจะนับถือ" เจ้าแก้วบ่นถึงพระพุทธรูปดินอีกครั้ง

และไม่ทันที่เจ้าแก้วจะพูดอะไรต่อ แสงแปลบก็สว่างโร่ขึ้นแถวๆ ดงกระถิน ตามด้วยเสียงตูมดังลั่นแทบแก้วหูระเบิด

ฟ้าผ่าลงกลางดงกระถินข้างๆ เพิงพระนี่เอง

เจ้าแก้วค่อยๆ คลายมือที่ปิดหูทั้งสองข้างออก พลางหันไปทางที่มาของแสงจ้าและเสียงลั่น ต้นกระถินต้นใหญ่ที่สุดในดงกำลังติดไฟอยู่

ขี้เมาตัวกลั่นหายเมาเป็นปลิดทิ้ง

ไฟค่อยๆ ลามจากกิ่งเล็กๆ จนลุกโชนไปทั้งต้น และไม่ทันที่เจ้าแก้วจะคิดอ่านอะไรออก กิ่งใหญ่ที่ติดไฟอยู่ก็หักหล่นใส่หลังคาของเพิงพระ แล้วก็กลิ้งหลุนๆ เหมือนคบไฟหล่นลงมาที่พื้นข้างเสาไม้

ฝนที่เดี๋ยวตกเดี๋ยวหยุดก็ดันมาหยุดเอาเสียเฉยๆ เจ้าแก้วยืนตัวแข็งมองดูไฟที่ค่อยๆ ลามลุกขึ้นจากโคนเสาติดไปถึงยอดเสาและก็เริ่มลามติดคานไม้

" ชิบหายแล้วสิ" ขี้เมาประจำหมู่บ้านตาสว่างทันทีทันใด มันมองหากระป๋องหรืออะไรสักอย่างแถวๆ นั้นเพื่อจะได้เอาไปตักน้ำที่บ่อน้ำหลังเพิงพระ

ไม่มีอะไรเลย นอกจากเสื่อเก่าๆ ผืนหนึ่งที่ปูไว้ให้ผู้คนกราบพระ

ไฟลามเร็วจนติดจากคานไปยังขื่อ และก็จันทันโครงหลังคา กระเบื้องสามสี่แผ่นเริ่มร่วงลงมา

"กระป๋องสักใบก็ไม่มี ทำไมมันซวยอย่างนี้" สิ้นคำสบถ ฟ้าก็สว่างจ้าพร้อมกับเสียงลั่นครืนใหญ่อีกครั้ง เจ้าแก้วก้มลงหมอบกับพื้น จะว่ากลัวฟ้าก็กลัว จะว่ากลัวไฟไหม้เพิงพระก็กลัว

"แล้วคนมันไปไหนกันหมดโว้ยนี่" หางเสียงฟ้าร้องยังลั่นครืนตามมาอีกระลอก เสาทั้งสี่ต้นติดไฟหมดแล้ว กระเบื้องหลังคาร่วงลงมาอีกสิบกว่าแผ่น เจ้าแก้วเริ่มมือสั่น เสาต้นแรกที่ไฟติดลั่นเปรี๊ยะเกิดสะเก็ดไฟขึ้นมา กระเด็นไปติดโต๊ะไม้ที่วางอยู่หน้าองค์พระ

"กระถางธูป !" ขี้เมาของเราฉลาดไม่ใช่เล่น เจ้าแก้วหันไปเห็นกระถางธูปที่วางเอียงกระเท่เร่อยู่ มันยกกระถางคว่ำปากลงเพื่อให้ดินที่ใช้ปักธูปไหลออกมาจนหมด แล้วเจ้าแก้วก็อุ้มกระถางวิ่งไปที่บ่อน้ำทันที

แม้จะได้น้ำมาไม่มากนัก แต่ด้วยระยะทางที่ไม่ไกลนักของบ่อน้ำทำให้เจ้าแก้ววิ่งตักน้ำมาสาดโต๊ะไม้ที่กำลังติดไฟอยู่ดับลงไปได้

หลังคาติดไฟหมดแล้ว เจ้าแก้วยังไม่สิ้นหวัง มันยังคงอุ้มกระถางธูปใส่น้ำวิ่งไปมาระหว่างบ่อน้ำกับเพิงพระ

น้ำน้อยย่อมแพ้ไฟ หลังคาเพิงพระสว่างโร่ด้วยเปลวเพลิง แปไม้ที่ซ้อนไว้รับกระเบื้องท่อนหนึ่งตกลงที่ข้างๆ องค์พระ ไฟลุกติดที่ฐานพระอย่างรวดเร็วดังกับว่าองค์พระเป็นเชื้อเพลิงเสียอย่างนั้น

"เฮ้ย" เจ้าแก้วร้องลั่น พลันวิ่งไปที่องค์พระเพื่อจะหยิบท่อนไม้นั้นออก

ทันทีที่มือของเจ้าแก้วสัมผัสท่อนไม้ มันต้องชักมือกลับแทบไม่ทัน เพราะท่อนไม้นั้นถูกเผาจนร้อนไม่แพ้ถ่านแดงๆ เลย เจ้าแก้ววิ่งกลับไปที่บ่อน้ำพร้อมด้วยกระถางธูปอีกครั้ง

มันวิ่งไปมาสี่ห้ารอบเพื่อเร่งสาดน้ำเข้าที่องค์พระจนไฟที่องค์พระดับลง

แต่โครงหลังคาที่กำลังลุกโชนนี่สิ กำลังโค่นลงมา

เสาต้นแรกที่ติดไฟหักลงก่อน โครงหลังคาทั้งหมดที่ติดไฟอยู่จึงพังพาบไปด้านเสาต้นที่โค่น เสาอีกสามต้นถูกแรงดึงจึงพังตามลงมาไปยังทิศทางเดียวกับเสาต้นแรก เจ้าแก้วกระโดดหลบไปอีกทางหนึ่ง โชคดีที่หลังคาไม่พังทับองค์พระ

ขึ้เมาคนเก่งของเรานั่งหอบมองดูเพิงพระที่พังพาบติดไฟไหม้จนค่อยๆกลายเป็นขี้เถ้า นี่ถ้าหลวงพ่อดินดันเกิดติดไฟขึ้นมาอีกที มันก็คงไม่มีเรี่ยวมีแรงวิ่งไปตักน้ำดับไฟได้อีก

มันคิดได้แค่นั้น แล้วมันก็วูบหลับไป ไม่รู้จะด้วยความเหนื่อยหรือความเมา

แสงเช้านั้นแยงตาเจ้าแก้วตั้งนานแล้ว แต่เจ้าแก้วมารู้สึกตัวตื่นก็ตอนที่เสียงผู้คนเริ่มดังขึ้น

มันชันตัวขึ้นนั่ง พอสายตาปรับภาพที่มัวๆ จนชัดได้ มันก็หันไปทางเพิงพระทันที

ชาวบ้านเกือบร้อยคนยืนมุงดูองค์พระอยู่ ผู้ใหญ่บ้านกับผู้ช่วยอีกสี่ห้าคนกำลังยกโครงหลังคาที่ดำเป็นถ่านเหวี่ยงไปทางดงกระถิน เสียงวิจารณ์ดังอื้ออึงอยู่ไม่ขาดสาย เจ้าแก้วลุกขึ้นเคียนผ้าขาวม้าให้ถนัดแล้วก็เดินเข้าไปสมทบ

" มันเป็นไปได้อย่างไร ไหม้แต่เพิงพระ"

"ศักดิ์สิทธิ์จริงๆ ไหม้หมดทั้งเพิง แต่องค์พระไม่สะดุ้งสะเทือนเลย"

"เจ้าประคุ้น หลวงพ่อศักดิ์สิทธิ์อย่างนี้ ต้องคุ้มครองหมู่บ้านเราได้ดีแน่"

" หลวงพ่อคงช่วยเป่าลมให้ไหม้แต่เพิง ไม่ลามไปถึงหมู่บ้านเรา"

" สาธู...เป็นบุญของหมู่บ้านเราเหลือเกิน"

"ดูสิ...องค์หลวงพ่อไม่มีแม้แต่รอยไหม้สักนิด"

เจ้าแก้วเริ่มทำหน้าเหรอหรา มันพยายามแหวกตัวเข้าไปตรงกลางเพื่อจะบอกความจริงแก่คนอื่นๆ

"ฉันเอง... คือเมื่อคืนนี้" วีรบุรุษตัวจริงเอ่ยปากขึ้น

ผู้ใหญ่บ้านหันมาทางเจ้าแก้ว "ไอ้แก้ว กลิ่นเหล้าคลุ้งอย่างนี้ แกออกไปไกลๆ ก่อนได้ไหม คนเขาจะทำความสะอาดกัน"

เจ้าแก้วพูดต่อ "คือเมื่อคืนนี้ ฉันผ่านมาทางนี้พอดี..." ไม่ทันจะพูดจบดี เจ้าไม้ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านก็ผลักอกเจ้าแก้วให้ออกจากวงสนทนาไป

" ออกไปก่อนไอ้แก้ว ถ้าอยากจะช่วยงาน ไปล้างหูล้างตาก่อนไป เนื้อตัวมอมแมมดูไม่ได้เลย"

เจ้าแก้วถูกผลักกระเด็นจนล้มลง สภาพของเจ้าแก้วทำให้ชาวบ้านสี่ห้าคนหัวเราะขัน

"เดี๋ยวฉันจะไปนิมนต์ ท่านเจ้าอาวาสมาดู" ผู้ใหญ่บ้านประกาศ "หมู่บ้านเรามีพระศักดิ์สิทธิ์ขนาดนี้ เราน่าจะสร้างศาลาใหม่ให้ท่าน หรือถ้าท่านศักดิ์สิทธิ์อย่างนี้จะสร้างโบสถ์ไว้ที่นี่เลย ไม่รู้ท่านเจ้าอาวาสท่านจะว่าอย่างไร"

เจ้าแก้วได้แต่นั่งทำตาปริบๆ


==========================================



ตอนที่ 2



ถ้านับเอาคร่าวๆ ก็เกือบเดือนแล้ว ที่เจ้าแก้วต้องหลบๆ ซ่อนๆ ไม่ให้ชาวบ้านเห็น ยิ่งมันพูดมากเท่าไรว่าตัวมันเองคือคนที่ดับไฟที่เพิงพระ มันก็ยิ่งถูกเดียดฉันท์จากชาวบ้านมากขึ้น

สี่ห้าวันมานี้ไม่ว่าเจ้าแก้วจะโผล่หน้าไปที่ไหน ก็มักจะมีคำด่าทอจากผู้เฒ่าผู้แก่ของหมู่บ้านตะโกนใส่มันอยู่ตลอด บ้างก็ว่ามันเป็นคนถ่วงความเจริญของส่วนรวม ที่เบาๆ หน่อยก็ว่ามันเป็นคนโกหกพกลมอย่าไปฟังอะไรมัน ส่วนที่หนักหน่อยก็เปรียบเปรยมันให้เป็นเดียรถีบ้าง เป็นมารของศาสนาบ้าง และถ้ามีกลุ่มเด็กๆ อยู่แถวนั้นเจ้าแก้วก็จะถูกก้อนหินก้อนดินขว้างใส่ ราวกับว่ามันเป็นสัตว์ประหลาดที่น่ารังเกียจตัวหนึ่ง

หนำซ้ำขาซ้ายที่มันถูกเจ้าไม้ลูกน้องผู้ใหญ่เอาสันจอบตีเข้าจนเป็นแผลเหวอะหวะเมื่ออาทิตย์ก่อนตอนที่ผู้ใหญ่เรียกประชุมชาวบ้านที่ลานวัด ทำให้เวลาเดินเจ้าแก้วต้องเดินลากขาข้างหนึ่งด้วยความปวด น้ำเหลืองจากแผลที่ไหลเป็นทางลงมาทำให้เจ้าแก้วยิ่งดูน่าทุเรศทุรังมากขึ้น

ถึงตอนนี้ไม่ว่ามันจะมันโหยเหล้าแค่ไหน มันก็คงขอใครเขากินไม่ได้แล้ว ตาที่ดูขวางๆ ของมันก็จะยิ่งดูน่ากลัว ไอ้ที่เคยไปรับจ้างเขาดายหญ้าหาอัฐเล็กๆ น้อยๆ ก็ไม่มีใครเขายอมจ้าง นี่ถ้าไม่ได้ข้าวที่เด็กวัดกินเหลือในแต่ละเพล เจ้าแก้วมันก็คงจะอดตาย

มันเป็นเวลาเกือบเดือนที่ทรมานที่สุดแล้วสำหรับเจ้าแก้ว


แต่สำหรับองค์พระดิน ใครจะเชื่อว่ามันจะเป็นหนึ่งเดือนที่อัศจรรย์ที่สุด

เสียงล่ำลือในอภินิหารของหลวงพ่อดินนอกจากจะรู้กันทั่วทั้งบางแล้ว บางใกล้ๆ ที่อยู่ติดกันอีกสี่ห้าบางก็เริ่มได้ยิน และก็หลั่งไหลกันมาสักการะองค์หลวงพ่อ

เพิงชั่วคราวถูกสร้างขึ้นใหม่เพื่อให้คนที่มาไหว้หลวงพ่อได้มีร่มเงา รอบๆ เพิงนั้นร้านขายของตั้งเรียงรายเต็มไปหมด ทั้งร้านของกิน และร้านขายดอกไม้ธูปเทียนทั้งที่ทางวัดจัดมาขาย และชาวบ้านเอามาขายเอง

รถสองแถวสองสามคันเริ่มจัดคิววิ่งรับส่งผู้คนไปยังปากทางหมู่บ้าน ความเป็นอยู่ของผู้คนในหมู่บ้านดีขึ้นทันตาเห็น ตู้บริจาคที่ทางวัดนำมาตั้งไว้ เต็มเร็วกว่าที่คิด

มีคนได้ยินผู้ใหญ่บ้านคุยกับครูใหญ่ว่า ถ้าคนยังเข้ามาสักการะหลวงพ่อมากมายอย่างนี้ทุกวัน ไม่เพียงแต่เงินสร้างศาลาหรอกที่จะได้ครบ เผลอๆ อาจจะได้อาคารเรียนที่ครูใหญ่อยากได้อีกหลังหนึ่งด้วยซ้ำ

เจ้าไม้กับเจ้าม้วนลูกน้องคนสนิทของผู้ใหญ่ได้รับมอบหมายให้ผลัดเวรกันเฝ้าเพิงพระ คอยกันไม่ให้ชาวบ้านเข้าไปปิดทองที่องค์พระ ด้วยเกรงว่าองค์พระที่สร้างมาจากดินจะได้รับความเสียหาย แต่ถึงจะกันขนาดนั้นชาวบ้านที่มาไหว้ก็ยังไม่ละศรัทธา เพราะแม้แต่ฐานพระที่ทำด้วยปูนก็เหลืองอร่ามไปด้วยทองคำเปลวที่ชาวบ้านแหวกเจ้าไม้เจ้าม้วนเข้าไปปิดทอง

และยามใดทีเจ้าไม้หรือเจ้าม้วนเผลอ ก็จะมีแผ่นทองปิดเลยจากฐานขึ้นไปปิดที่พระบาทขององค์พระ

อันที่จริงดูไปแล้วคงจะเป็นงานที่น่าระอาไม่น้อยสำหรับคนที่เคยเป็นนักเลงอย่างเจ้าไม้และเจ้าม้วน เพราะต้องคอยปากเปียกปากแฉะพร่ำบ่นยกมือยกไม้กันไม่ให้ชาวบ้านล้ำเส้นเข้าไปปิดทอง แต่สองสามวันมานี้เจ้าสมุนสองคนของผู้ใหญ่ดูจะแช่มชื่นขึ้นมาหน่อยเพราะมีคนจ้างนางรำมารำแก้บนให้ดูบ้างแล้ว

มันเป็นเดือนที่อัศจรรย์ที่สุดแล้วสำหรับพระดินขี้เหร่ที่ไม่เคยมีใครมอง ถ้าเจ้าแก้วมันผ่านมาเห็นบ้างมันก็คงรู้สึกอย่างนั้น

แต่มันไม่ได้ย่างกรายผ่านไปแถวเพิงพระเป็นอาทิตย์แล้ว

เจ้าแก้ว ใช้ใต้ถุนกุฏิของหลวงตาเพิ่มเป็นที่ซ่อนตัวมาตลอดตั้งแต่เกิดเรื่อง อาศัยว่าหลวงตาเพิ่มเป็นพระแก่ๆ ที่ไม่มีใครมาขึ้นมาหาสักเท่าไร และยิ่งเป็นกุฏิที่อยู่ติดกับป่าช้าอย่างนี้ผู้คนจะไม่ค่อยพลุกพล่านนัก มันนอนแอบอยู่ข้างหีบอ้อยเก่าๆ ที่ชาวบ้านเอามาทิ้งไว้ใต้กุฏิ เอาจีวรเก่าๆ ที่หลวงตาไม่ใช้แล้วมาต่างหมอน

บ่ายนี้มันก็ยังคงนอนอยู่อย่างนั้น หลังจากที่ได้ข้าวก้นบาตรของหลวงตาไปเรียบร้อย

แต่วันนี้ผิดจากทุกวันที่มันไม่ได้หลับ วันนี้มันนอนลืมตาจ้องพื้นกุฏิชั้นบนอยู่

เสียงคุยกันที่ดังลงมาทำให้มันหลับไม่ลง เสียงแรกนั้นมันจำได้แม่นว่าเป็นเสียงของหลวงตา แต่อีกเสียงหนึ่งมันรู้สึกคุ้นเหลือเกิน

อาจเป็นเพราะเหล้าที่ไม่ได้ตกถึงท้องมาเป็นอาทิตย์แล้ว ทำให้เจ้าแก้วเริ่มคิดได้บ้าง หลายคืนที่มันนอนไม่หลับอยู่ตรงนี้ มันหวนคิดทบทวนถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมา

เสียงหลวงตาคุยกับใครสักคนบนกุฏิตอนนี้ก็เรื่องเดียวกันนี้นั่นแหละ

"เสียงพ่อนี่หว่า" เจ้าแก้วลุกขึ้นนั่งทันที ขาที่เป็นแผลเผลอไปกระแทกเอากับหีบอ้อยเข้า มันเอามือจับแผลที่เอาใบชะพลูปิดไว้เบาๆ "อูย..."

"พ่อกลับมาตั้งแต่เมื่อไร" เจ้าแก้วยิ้มออก

พ่อของเจ้าแก้วชื่อ ก้าน แต่เดิมพ่อก้านก็อยู่ที่บางนี้ ตั้งแต่แม่เจ้าแก้วตายพ่อก้านของเจ้าแก้วก็ขึ้นๆ ล่องๆ ไปรับจ้างเป็นช่างไม้แถวอยุธยา ตัวเจ้าแก้วเองก็มัวแต่หยิบหย่งทำงานเล็กๆ น้อยหาเงินกินเหล้าหัวราน้ำไปวันๆ มันไม่ได้เจอหน้าพ่อมาสองสามปีแล้ว

"หรือว่าพ่อรู้เรื่อง คงมีใครส่งข่าวให้พ่อ" เจ้าแก้วพูดกับตัวเอง มันกระโจนออกมาจากหลีบที่นอนแล้วก็วิ่งลากขามาที่หน้ากุฏิ น้ำบ่อใหญ่ที่จะชุบชูจิตใจของเจ้าแก้วอยู่ตรงหนัานี้แล้ว มันมีคนที่มันจะเล่าความจริงที่แสนอัดอั้นให้ฟังแล้ว

"พ่อ"แม้จะเสียงแหบพร่า แต่เจ้าแก้วก็ตะโกนลั่นสุดเสียง

เสียงคนบนกุฏิที่คุยกันเงียบไป

"พ่อ ฉันอยู่ข้างล่างนี่" เจ้าแก้วตะโกนไม่หยุด

ประตูกุฏิเปิดออก พ่อก้านโผล่หน้าออกมามอง และทันทีที่เห็นเจ้าแก้ว สีหน้าของพ่อก้านก็เปลี่ยนไป

พ่อก้านผลุนผลันออกมาที่บันได

“ไอ้เดรฉาน"

เจ้าแก้วยืนนิ่งเหมือนถูกสะกด

“มึงไม่ใช่ลูกกู มึงรู้หรือเปล่ามึงทำอะไรลงไป" พ่อก้านก้าวลงบันได้ลงมา พลางคว้าไม้ไผ่ที่พิงอยู่ข้างๆบันไดติดมือมาด้วย

"พ่อ..ฟังฉันก่อน"

พ่อก้านหวดไม้ไผ่ใส่เจ้าแก้วทันที เจ้าแก้วเอามือป้องไว้

"มึงไม่ต้องพูด กูฟังคนอื่นมาเยอะแล้ว มึงมันลูกไม่รักดี กูบอกให้มึงบวชมึงก็ไม่บวช กูรู้แล้วทำไม มึงมันเป็นผีห่า หลวงพ่อท่านศักดิ์สิทธิ์แค่ไหนมึงยังไปลบหลู่” พ่อก้านด่าไปตีไปจนไม้ไผ่เริ่มแตกเป็นเสี้ยนๆ เจ้าแก้วก็ได้แต่เอามือปัดป้อง

"ไอ้มารศาสนา มึงไม่ใช่ลูกกู”

ไม้ไผ่ที่แตกเริ่มบาดมือบาดแขนเจ้าแก้วจนเลือดโชกและก่อนที่เจ้าแก้วจะเจ็บมากไปกว่านี้ หลวงตาที่เพิ่งลงมาถึงก็คว้ามือพ่อก้านไว้ทัน

"พอเถอะโยม” หลวงตาพยายามยื้อมือพ่อก้านไว้ แต่พ่อก้านนั้นผีโทสะเข้าสิงทั้งตัวเสียแล้ว "เอาไว้ได้อย่างไรหลวงตา"

"นึกเสียว่าอาตมาขอบิณฑบาต"

พ่อก้านชะงักมือทันที "มึงเห็นไหมไอ้เดรัจฉาน หลวงตาเขายังเมตตามึง มึงเสียอีกจ้องจะทำลายศาสนา"

น้ำตาเจ้าแก้วนั้นอาบไปทั้งหน้าแล้ว ไอ้เจ็บปวดที่ถูกตีน่ะก็เจ็บอยู่


แต่หัวใจที่ถูกตีนี่สิ


ไม่มีเสียงอะไรหลุดออกมาจากปากเจ้าแก้วสักคำ มันเม้มปากแน่นแล้วก็วิ่งออกไปจากที่นั่นทันที

"ไปเลยไอ้จัญไร แล้วมึงอย่ากลับมาที่หมู่บ้านนี่อีก กูไม่เอามึงไว้มึงแน่" เสียงพ่อก้านยังตะโกนตามมา

เจ้าแก้ววิ่งลากขามาหยุดหอบอยู่ที่ข้างเมรุหลังเก่า แล้วในที่สุดทำนบที่กั้นเขื่อนมาแสนนานก็พังลง เจ้าแก้วเริ่มร้องไห้อย่างกับเด็กๆ

"หนวกหูโว้ย ร้องทำห่าอะไร คนจะนอน" ตาโผงสัปเหร่อที่นอนอยู่แถวนั้นส่งเสียงด่าขึ้นทั้งๆที่ยังไม่ลืมตา

เจ้าแก้วจ้องเขม็งที่ขวดเหล้าขาวที่วางอยู่ข้างตัวตาโผง ไม่พูดพล่ามทำเพลงอะไร จู่ๆ มันก็ลุกขึ้นไปคว้าขวดเหล้าขึ้นเทใส่ปากอย่างคนตายอดตายอยาก แล้วก็เดินออกมา

"เฮ้ย...ไอ้เด็กเวรมึงจะเอาเหล้ากูไปไหน" ตาโผงโงหัวขึ้นตะโกน

เจ้าแก้วมันกำลังมุ่งตรงไปยังที่เพิงพระดิน ไม่มีใครรู้ว่ามันจะไปทำอะไร น้ำตาของมันยังคงไหลมาผสมกับเลือดที่ไหลซิบๆจากการถูกตี มันผสมกันจนดูไม่ออกว่าเป็นเลือดหรือน้ำตา


มันผสมกันจนดูไม่ออกว่ามันโกรธหรือมันเสียใจ


=========================================


ตอนที่ 3


เกือบค่อนคืนแล้วที่เจ้าแก้วมันมานอนคอยอยู่ที่ดงกระถินข้างเพิงพระ กลิ่นเถ้าถ่านของต้นไม้ที่ถูกฟ้าผ่าเมื่อสามสี่อาทิตย์ก่อนยังหลงเหลือเข้าจมูกจางๆ

มันนอนคว่ำหน้าตามองนิ่งเข้าไปยังเพิงพระ ไม่รู้จะด้วยฤทธิ์เหล้าหรือแรงเคียดทำให้ตาของมันมีสีแดงไม่แพ้คราบเลือดที่ติดอยู่ข้างแก้ม ส่วนเจ้าไม้คนเฝ้าเพิงพระนั่งสัปหงกจะหลับมิหลับแหล่อยู่ที่เสาด้านหน้า

ความตั้งใจแต่เมื่อตอนบ่ายที่มันคว้าขวดเหล้าของสัปเหร่อโผง เดินรี่ตรงมายังเพิงพระด้วยความแค้นผสมกับความน้อยเนื้อต่ำใจนั้นลดความเข้มข้นลงไปบ้างแล้ว แต่ถึงกระนั้นน้ำตาของเจ้าแก้วก็ยังคงคลอๆ อยู่

"หลวงพ่อนะหลวงพ่อ ฉันไปทำอะไรให้หลวงพ่อเดือดร้อน" ถ้าเสียงในใจเจ้าแก้วมันดังออกมาข้างนอกอกได้ คนทั้งบางก็คงได้ยินคำพูดนี้ "ทำไมหลวงพ่อทำกับฉันอย่างนี้ หลวงพ่อทำให้ชาวบ้านชาวช่องเขาเกลียดชังฉันทำไม แม้แต่พ่อของฉันเองยังตีฉันเลย"

เสียงในหัวใจของเจ้าแก้วนั้นแม้จะต่อว่าต่อขาน แต่ก็แฝงความตัดพ่ออยู่ในที

"นี่ถ้าฉันไม่กลัวเจ้าไม้มันต่อยตีเอา เมื่อตอนบ่ายหลวงพ่อก็คงจะถูกฉันเผาวอดไปแล้ว" เจ้าแก้วยกมือปาดน้ำตา แล้วจู่ๆ มันก็ยกมือขึ้นจบหัว เหมือนจะรู้ตัวว่าตัวเองพูดลามปามพระพุทธรูปมากไป

"จริงๆ นะหลวงพ่อ ฉันชักจะอยากรู้เสียแล้วว่าถ้าฉันเผาหลวงพ่อจริงๆ หลวงพ่อจะมีปาฏิหาริย์มาดับไฟอย่างที่ชาวบ้านเขาพูดกันไหม" เจ้าแก้วยังคงคิดร้ายๆ ตามประสาคนที่เจ็บปวดทั้งตัวทั้งใจ

คิดแล้วน้ำตามันก็ไหลออกมาอีก ความสับสนทำให้หัวของเจ้าแก้วยิ่งปวดหนึบ

เสียงใครคนหนึ่งดังขึ้นที่เพิงพระ

"พี่ไม้ อย่าเพิ่งหลับสิ" เสียงเจ้าม้วนนั่นเอง มันคงนั่งหลบอีกมุมหนึ่งที่เจ้าแก้วมองไม่เห็น "เดี๋ยวฉันจะไปที่ร้านแม่แต้มหน่อย จะไปซื้อโอเลี้ยง พี่ไม้จะเอาอะไรอีกหรือเปล่า"

เจ้าไม้ส่ายหน้าแล้วก็โบกมือไล่เจ้าม้วนด้วยความง่วง

พอเจ้าม้วนเดินออกจากเพิงพระไป เจ้าแก้วก็พลิกตัวนอนหงาย ข้างในหัวของมันตอนนี้เหมือนมีพายุลูกย่อมๆ หมุนควงอยู่ เจ้าแก้วปรือตาที่คลอไปด้วยน้ำตามองขึ้นไปบนฟ้า คืนนี้ฟ้าปิดไม่แพ้คืนเกิดเหตุคืนนั้น แสงแปล๊บๆ จากหลังเขาไกลๆ นู่นทำให้เจ้าแก้วยิ่งนึกถึงคืนนั้น

เจ้าม้วนเดินลับโค้งไปนานแล้ว กว่ามันจะกลับมาอีกก็คงไม่ต่ำกว่าชั่วโมง เจ้าแก้วมันรู้ดี อันที่จริงกะอีแค่เดินไปเดินกลับแล้วก็ซื้อโอเลี้ยงนั้นคงใช้เวลาไม่ถึงสิบนาที แต่แม่แต้มแม่ค้าขายโอเลี้ยงคนนี้น่ะสิ หนุ่มในบางคนไหนบ้างเล่าที่ไม่เคยขายขนมจีบให้แม่แต้ม ยิ่งกับเจ้าม้วนจอมชีกอคนนี้ด้วยแล้วต้องเรียกว่าติดแม่แต้มอย่างหนัก

เจ้าไม้เริ่มกรนแล้ว

เจ้าแก้วพลิกตัวมานอนคว่ำท่าเดิม ตาของมันยังหลับอยู่เหมือนจะพยายามจะไล่ความสับสนให้ออกไปจากหัวสมอง มือของมันเริ่มควานหาไม้หน้าสามที่มันเตรียมไว้ตั้งแต่พลบ ฟ้าแล่บขึ้นมาอีกครั้ง

"อยากรู้นัก ว่าหลวงพ่อจะศักดิ์สิทธิ์ขนาดไหน" เจ้าแก้วกำไม้แน่น "คราวนี้ ฉันจะตีหลวงพ่อให้ขาดสองท่อนเลย" เจ้าแก้วพยุงตัวเองลุกขึ้นนั่งยองๆ

"หลวงพ่อมีอภินิหารอะไรหลวงพ่อก็งัดออกมาให้หมดก็แล้วกัน"

เจ้าแก้วพูดกับตัวเองไม่ทันขาดคำ ก็ได้ยินเสียงโครมใหญ่เหมือนของหนักๆตกลงพื้นดังลั่นมาจากเพิงพระ เจ้าแก้วจ้องนิ่งเข้าไปในเพิง แล้วมันก็หยุดยืนตัวแข็งด้วยไม่เชื่อสายตาตัวเอง

เจ้าไม้ที่นั่งสัปหงกอยู่นั้นตอนนี้ลงไปกองอยู่กับพื้น บนอกของเจ้าไม้มีเท้าของชายฉกรรจ์สองคนกำลังกระทืบอยู่

"เฮ้ย..มึงเป็นใครวะ" เจ้าไม้ร้องออกมาด้วยไม่คุ้นหน้า ชายร่างใหญ่ไม่ปล่อยให้เจ้าไม้ตั้งตัว รีบประเคนหมัดล้วนๆ เข้าหน้าเจ้าไม้อีกนับไม่ถ้วน เลือดสดๆ ไหลออกมาจากทั้งปาก และจมูกเต็มไปหมด

ชายร่างใหญ่อีกคนหนึ่งถอยหลังออกมาสองก้าว แล้วก็เงื้อเท้าขึ้น"หลีกไป" มันบอกพรรคพวกมัน

เจ้าคนที่กำลังชกหน้าเจ้าไม้อยู่ถอยออกบ้าง แล้วเจ้าคนที่เงื้อเท้าก็เตะเข้าที่หัวเจ้าไม้ที่กำลังโงขึ้นมาอย่างเต็มแรง

เจ้าไม้กรอกตาไปมาอยู่สองทีแล้วก็แน่นิ่งไป

ทางเจ้าแก้วนั้นแม้จะไม่ได้ถูกทำร้ายอะไร แต่ตัวมันตอนนี้กลับยืนนิ่งไม่ต่างอะไรกับคนที่ถูกเตะสลบเช่นกัน

นี่มันเกิดอะไรขึ้น เจ้าสองคนนั้นมันใครกัน แล้วมันมาทำร้ายเจ้าไม้ทำไม เจ้าแก้วมันถามตัวเอง มันต่างหากที่จะเป็นคนที่เข้าไปทำร้ายเจ้าไม้

เจ้าสองคนนั่นยังมองไม่เห็นเจ้าแก้ว

"เร็วๆ สิโว้ย แกไปเอาถุงมา" เจ้าคนที่เตะเจ้าไม้จนสลบ ออกคำสั่งไปยังอีกคนหนึ่ง แล้วมันก็เดินเข้าไปหาพระดิน

"สวยตรงไหนวะองค์นี้" มันล้วงเข้าไปในกระเป๋ากางเกงล้วงเอาสิ่วอันเล็กๆ ออกมา "เสี่ยเขาจะอยากได้ไปทำไมวะ"

"ไม่รู้สิพี่ เห็นเสี่ยเขาบอกว่าองค์นี้ศักดิ์สิทธิ์ คุ้มครองไม่ให้ไฟไหม้” เจ้าคนที่เป็นลูกน้อง กางถุงผ้าที่มันเตรียมมาออก

"มันจะใส่ได้หรือวะไอ้ควาย ทำไมเอาถุงมาเล็กนัก" เจ้าคนที่เป็นหัวหน้าบ่น พลางเอาสิ่วค่อยๆ เลาะที่ฐานพระ "มันฉาบปูนหุ้มฐานไว้นี่หว่า เฮ้ยแกไปหาไม้มาสักท่อนหนึ่ง เอามาตอกสิ่วแทนค้อนหน่อยท่าทางจะแข็งว่ะ..เร็วๆ ด้วย เดี๋ยวไอ้คนเฝ้าอีกคนกลับมา"

เจ้าคนที่เป็นลูกน้องรีบเดินออกมาจากเพิงพระตามคำสั่งลูกพี่ทันที

"ท่อนนี้น่าจะได้" เจ้าคนที่เป็นลูกน้องค่อยๆ งัดกิ่งไม้กิ่งหนึ่งในกอขึ้นมา "อันนี้ได้ไหมพี่" มันตะโกนเข้าไปในเพิงพระ

ฟ้าลั่นขึ้นมาอีกครั้ง คราวนี้เสียงดังจนทำให้เพิงพระสะเทือนไหวๆ

"อันไหนก็เอามาเถอะ หัดดูเองเสียบ้างสิไอ้ควาย" ลูกพี่ตะโกนกลับไป มันคงง่วนอยู่กับการแซะที่ฐานพระเสียจนไม่ได้เงยหน้าขึ้นมอง เพราะถ้าเจ้าลูกพี่มันหันมามองเสียหน่อย มันก็คงเห็นเจ้าคนลูกน้องมันชอบด่าว่าเป็นควาย นอนกองอยู่กับพื้นโดยมีเจ้าแก้วยืนถือไม้หน้าสามค้ำร่างมันอยู่

เจ้าแก้วก้มลงมองเจ้าคนลูกน้องที่นอนแน่นิ่งอยู่อีกที แผลที่ทัดดอกไม้ที่เจ้าแก้วฟาดเข้าเต็มแรงไม่มีเลือดออกเลย แต่ที่จมูกของมันเลือดไหลออกมาปริ่มๆ รูจมูกแล้ว

ฟ้าแล่บขึ้นมาอีกครั้ง ฝนเม็ดเล็กๆ เริ่มโปรยลงมา เจ้าแก้วถือไม้เดินเลี่ยงไปอีกทางหนึ่ง

“เฮ้ย.... เฮ้ย" เจ้าคนลูกพี่ชักเอะใจที่ลูกน้องเงียบไป มันลุกขึ้นเดินมามองหาลูกน้อง “ให้ไปหาไม้ แล้วหายไปไหนวะ .."

ฝนเริ่มลงเม็ดหนักขึ้น

“เร็วๆนะโว้ย เราต้องทำเวลา” ตัวหัวหน้าตะโกนเข้าไปในความมืด

เจ้าแก้วเห็นว่าเจ้าคนหัวหน้ายืนชะเง้ออยู่ จึงค่อยๆ ย่องมาทางข้างหลัง แล้วมันก็เหวี่ยงไม้หน้าสามเข้าที่หัวของเจ้าหัวหน้าขโมยพระทันที

มันล้มกลิ้งลงไปตามแรงตี เจ้าแก้วตามเข้าไปซ้ำอีกสามสีทีจนมันนิ่งไป

"ไอ้เดรัจฉาน มึงจะขโมยหลวงพ่อหรือไง" เจ้าแก้วยืนหอบด้วยความเหนื่อย

ฟ้าลั่นขึ้นมาอีกครั้ง เจ้าแก้วหันกลับไปมองที่พระดิน

"หลวงพ่อ หลวงพ่อศักดิ์สิทธิ์นักไม่ใช่หรือ" ความสับสนวิ่งกลับเข้ามาในหัวของมันอีกครั้ง "หลวงพ่อมีอภินิหารทำไมหลวงพ่อ ไม่จัดการกับไอ้พวกขโมยพระพวกนี้เสียเองเล่า" เสียงของมันแตกพร่าด้วยความอ่อนล้า

เจ้าแก้วค่อยๆ เดินกะเผลกขาเข้าไปหาหลวงพ่อ มือขวาของมันยังคงกำไม้หน้าสามที่เปื้อนเลือดของโจรขโมยพระอยู่

"หลวงพ่อแสดงอภินิหารออกมาเลยสิ" เจ้าแก้วตะโกนขึ้นพลางเงื้อไม้ขึ้นกวัดแกว่ง "ฉันจะฟาดหลวงพ่อให้ขาดสองท่อนเลย หลวงพ่อแสดงถทธิ์ออกมาเลย" น้ำตาของมันไหลออกมาอีกจนท่วมหน้า "ไม่หลวงพ่อก็เสกให้ฟ้าผ่าฉันให้ตายลงตรงนี้ไปเลย"

แสงจากฟ้าแลบสะท้อนมายังองค์พระจนดูเหมือนกับว่าหลวงพ่อดินจะยิ้มน้อยๆ

เจ้าแก้วเหวี่ยงไม้ไปมาสักพักแล้วก็ต้องหยุดยืนหอบด้วยความเหนื่อย ดวงตาของมันแม้จะมีน้ำตาขวางอยู่เต็มไปหมด แต่มันก็ยังคงมององค์พระอย่างไม่ละ

ฝนลงหนักเม็ดแล้ว

เจ้าแก้วค่อยๆ วางไม้หน้าสามลงที่ฐานพระ ไม่มีใครรู้ว่ามันคิดอะไรอยู่ มันค่อยๆเดินลากขาตากฝนออกไปจากเพิงพระอย่างไร้จุดหมาย

พรุ่งนี้จะเกิดอะไรขึ้น ชาวบ้านจะลืออะไรกันอีก

ร่างไร้สติของเจ้าไม้คนเฝ้าเพิงพระและเจ้าโจรขโมยพระทั้งสองคนยังนอนนิ่งอยู่ที่พื้น ไม้หน้าสามเปื้อนเลือดก็ยังพิงอยู่ที่ฐานพระ


==========================================


บทส่งท้าย


หลวงพี่แก้วกำลังนั่งขัดสมาธิราบอยู่กลางโบสถ์แต่เพียงลำพัง

ยามนี้แม้แต่ลม ก็ไม่ได้พัดเข้ามากวนใจหลวงพี่ของเรา ควันจากธูปที่ลุงไม้มาจุดบูชาพระไว้แต่เช้าจึงลอยอ้อยอิ่งเป็นสายเล็กๆ ขึ้นสู่เพดานโบสถ์ นกกระจอกฝูงใหญ่ที่เข้ามาทำรังอยู่บนคานหลังคาก็ออกหากินตั้งแต่เช้ายังไม่กลับรัง

เหมือนจะปล่อยให้หลวงพี่แก้วได้เข้าพบองค์พระดินเป็นการส่วนตัว หลังจากที่หลวงพี่วิ่งหนีหลวงพ่อดินมาตลอดสามสิบปี

ถึงตอนนี้แล้วหลวงพี่แก้วจึงนั่งนิ่งจ้องมองพระดินอย่างไม่วางตา

หลวงพ่อดินที่อยู่เบื้องหน้าวันนี้แทบจะไม่เหลือเค้าของพระดินองค์เก่าที่หลวงพี่เคยเห็นเมื่อครั้งกระโน้น ทองคำเปลวที่ชาวบ้านนำมาปิดไว้ตั้งแต่บาทจนถึงเศียรของหลวงพ่อพอกหนาจนแทบจะมองไม่เห็นรูปร่างหน้าตาเดิมๆ ขององค์พระ

แต่ถึงอย่างนั้นหลวงพี่แก้วของเราก็ยังใจสั่น

และต่อให้หลวงพี่อ้างว่าตัวเองมักคุ้นกับภาพของพระดินที่ลอยอยู่ในมโนจิตแค่ไหนก็ตาม ความตื่นใจของหลวงพี่ก็ไม่อาจเพลาลงได้ ด้วยความรู้สึกที่ว่ามีผู้กำชะตาชีวิตของตัวเองประทับอยู่ด้านหน้า

"หลวงพ่อครับ ผมมีคำถามอยากจะถามหลวงพ่อเยอะแยะเลยครับ" หลวงพี่แก้วยังคงจ้องมองนิ่ง

ไม่รู้ว่าจะเป็นอุปาทานของหลวงพี่แก้วหรือเปล่า ที่จู่ๆ หลวงพี่ก็รู้สึกว่ามีลมพัดเข้ามาในโบสถ์วูบใหญ่ ควันธูปที่ลอยเป็นสายแต่แรกจึงกระจายแตกฟุ้งไป

"หลวงพ่อ..." พระแก้วหลับตาลง

"หลวงพ่อกำลังจะแสดงปาฏิหาริย์อะไรอีกหรือเปล่า"

ลมยังคงพัดต่อเนื่องเข้ามากระทบตัวหลวงพี่แก้วจนจีวรสะบัดไหวๆ กระดิ่งใบเล็กๆ ที่แขวนไว้ที่ชายคาโบสถ์สั่นตามแรงลมส่งเสียงเข้ามาทำลายความเงียบ

"อะไรคือปาฏิหาริย์ครับหลวงพ่อ" เสียงในอกของหลวงพี่ดังแข่งกับเสียงกระดิ่งที่ดังรัวตามแรงของลม

"ผมถามตัวเองมาตลอดว่าผมบวชเรียนเพื่ออะไร แล้วผมก็ตอบตัวเองมาตลอดว่าผมบวชเพื่ออยากพบความสงบ" ลมสงบลง เสียงกระดิ่งนอกวัดเงียบไป "แต่ถึงจะตอบตัวเองอย่างนั้น ใจผมก็ยังขุ่นทุกครั้งที่ภาพของหลวงพ่อลอยขึ้นมา"

"แม้ว่าวันที่โยมพ่อของผมสิ้น และถึงผมจะมาทันก่อนท่านหมดลมก็ตาม แต่จิตผมก็รู้สึกขุ่นอยู่ตลอดเวลาที่ผมนึกถึงปาฏิหาริย์ของหลวงพ่อ"

หลวงพี่แก้วกำลังหวนนึกไปถึงตอนที่เพิ่งบวชเป็นพระใหม่ๆ แล้วได้รับข่าวโยมพ่อล้มป่วย หลวงพี่ยังจำโทสะของตัวเองครั้งนั้นที่มีต่อพระพุทธรูปดินองค์นี้ได้ ภาพของพระใหม่รูปหนึ่งออกมาเหวี่ยงไม้ด้วยความโกรธไปรอบๆ วัดตอนกลางดึกลอยขึ้นมาชัดเจนมากในคลองจิต

จนถึงตอนนี้แม้ว่าหลวงพี่แก้วของเราจะเป็นพระสงฆ์ที่จัดได้ว่าเป็นพระดีรูปหนึ่งที่สามารถกำหนดความรู้สึกของตัวเองให้อยู่ในสัมปชัญญะได้ตลอดก็จริง แต่เจ้าตัวมิจฉาสังกัปปะที่ออกมาอาละวาดครั้งนั้นน่ะสิ ไม่น่าเชื่อว่ามันจะแข็งแรงอะไรขนาดนั้น หลวงพี่แก้วบำเพ็ญภาวนาข่มมันอยู่แทบทุกวัน มันก็ยังคงฝังตัวแอบอยู่ในนาจิตนาใจมาตลอด และคราวใดที่ฌานอ่อน เจ้าตัวร้ายตัวนี้ก็จะออกมาป่วนวิปัสสนาให้กระเจิงไปแทบทุกที

ลมข้างนอกพัดเข้ามาอีกครั้ง คราวนี้เริ่มเป็นลมที่แรงกว่าเก่า เสียงลุงไม้ตะโกนบอกให้เด็กวัดเตรียมผ้าใบไว้ ฟ้าทางฝั่งดอนเริ่มมืดด้วยเมฆฝน

"หลวงพ่อครับ คนเราจะบวชจะเรียนเพื่ออะไร นอกจากความเลื่อมใสแล้วก็เห็นจะมีอีกสิ่งเดียวนั่นก็คือต้องการมุ่งความบริสุทธิ์แห่งตน ผมรู้ตัวเองมาตลอดว่าใจของผมนั้นยังไม่บริสุทธิ์กับหลวงพ่อ จริงอยู่ละครับว่าผมสงบใจได้มากขึ้นกว่าตอนก่อนบวช แต่ผมก็ยังรู้สึกร้อนใจทุกครั้งที่พยายามหาคำตอบเรื่องอภินิหารของหลวงพ่อ"

เสียงกระดิ่งสั่นรัวตามแรงลม

"หลวงพ่อว่าอภินิหารไม่มีจริงหรือครับ"

แสงสว่างบนฟ้าทางฝั่งดอนสว่างขึ้นแว่บหนึ่ง

"หลวงพ่อจำวันที่เจ้าพวกขโมยหลวงพ่ออย่างที่ผู้คนเขาโจษกันเลย หลวงพ่อก็รู้ว่าผมต่างหากที่เป็นคนทำ"

เสียงฟ้าลั่นครืนมาแต่ไกลๆ

"หลวงพ่อกำลังจะถามผมใช่ไหมว่าผมกลับมาที่เพิงพระในตอนนั้นทำไม ผมโกรธหลวงพ่อครับผมยอมรับ ผมจะมาเผาหลวงพ่อ... ผมยอมรับ"

ข้างนอกวัด ลุงไม้กำลังสาละวนกับเด็กวัดเอาผ้าใบเตรียมคลุมแผงขายดอกไม้ธูปเทียนของวัด เมฆก้อนใหญ่ๆ ลอยมาคลุมท้องฟ้าตรงบริเวณวัดจนทั้งวัดเริ่มมืดราวกับถึงเวลาพลบ เสียงฟ้าร้องยังคงดังเป็นช่วงๆ ห่างๆ กัน แต่ในใจของหลวงพี่แก้วนั้นฟ้าร้องฟ้าลั่นอึงคะนึงไปหมดแล้ว

"หรือว่านั่นแหละคืออภินิหารที่หลวงพ่อทำ"

ฝนเริ่มลงเม็ด

"หลวงพ่อดลใจให้ผมมาหรือ หลวงพ่อดลใจให้ผมเดินผ่านมามองเห็นเพิงพระไฟไหม้แล้วดลใจให้ผมดับไฟหรือ หลวงพ่อมาตู่เอาง่ายๆ อย่างนี้ไม่ได้นะครับ"

ฟ้าผ่าลงมาอีกครั้ง เสียงของมันดังสนั่นราวกับว่ามันผ่าอยู่ข้างๆ วัดนี้เอง เถ้าธูปที่ค้างอยู่บนก้านหล่นลงมาที่กระถางด้วยแรงสะเทือนของฟ้าร้อง

ฝนลงเม็ดหนักขึ้น

"หรือหลวงพ่อจะบอกว่าหลวงพ่อนั่นแหละเป็นคนทำให้ฟ้าผ่าลงมาด้วย"

"แล้วก็ทำให้ทุกอย่างเกิดขึ้น ทำให้ผมโกรธหลวงพ่อถึงขนาดจะย้อนมาเผาหลวงพ่อเพื่อจะได้เจอเจ้าพวกขโมยพวกนั้น รวมไปถึงทำให้ผมกลับมาถามหลวงพ่อวันนี้ด้วย"

ลมฝนกระโชกแรงเข้ามาในโบสถ์ แรงลมนั้นแรงจนดอกไม้เงินดอกไม้ทองที่ปักไว้ในแจกันแกว่งกระทบกันไปมา เสียงกระดิ่งนอกวัดก็รัวลั่นจนฟังไม่เป็นเสียงกระดิ่งเสียแล้ว

"พูดเป็นเล่นไป ทุกอย่างคืออภินิหารของหลวงพ่ออย่างนั้นหรือ"

"ตั้งแต่ผมเกิดแล้ว?"

"การเกิดของผมก็เป็นปาฏิหาริย์"

ฝนที่ตกอย่างหนักผสมเข้ากับลมที่พัดราวกับพายุเริ่มพาเอาละอองฝนสาดเข้ามาทางหน้าต่างโบสถ์ เสียงลุงไม้กับเด็กวัดตะโกนโหวกเหวกช่วยกันเก็บข้าวเก็บของที่ตั้งไว้ตามระเบียงคต

"แล้วตอนที่ผมเจ็บจากการถูกพ่อตีเล่า ขาข้างที่เจ็บของผมที่เวลาเดินแล้ว มันเจ็บแปลบเข้าไปถึงกระดูกนั่นด้วยหรือ หลวงพ่อกำลังจะเหมาเอาความชราที่เข้ามาเยือนสังขารผมอยู่ทุกวันนี้ด้วยใช่ไหมว่ามันก็ล้วนคือปาฏิหาริย์"

ฟ้าร้องขึ้นมาอีกครั้ง คราวนี้แรงสะเทือนทำเอาโต๊ะหมู่บูชาด้านหน้าหลวงพ่อดินสั่นจนกระทบกันดังกึกๆ แล้วฝนก็ซาเม็ดลง

"ทำไมปาฏิหาริย์มันเป็นเรื่องธรรมดาอย่างนั้นเล่า"

"ความตายของโยมพ่อก็คงเป็นปาฏิหาริย์เหมือนกัน"

เสียงฟ้าเงียบลงแล้ว เถ้าของธูปแท่งสุดท้ายที่คาอยู่ที่ก้านหล่นลงบนโต๊ะ

"ถ้าวันนั้นผมไม่เข้าไปดับไฟหลวงพ่อ หลวงพ่อก็คงมอดไฟไปหมด โบสถ์ใหญ่ๆ หลังนี้ก็คงไม่มี หลวงพ่อที่ปิดทองเหลืองอร่ามอย่างตอนนี้ก็คงไม่มี"

"เพราะมันไม่มีตั้งแต่แรกแล้วหรือ"

"ปาฏิหาริย์มันมีจริงและก็ไม่มีจริงไปพร้อมๆ กันอย่างนั้นหรือ"


......................

หลวงพี่แก้วลืมตาขึ้น เสียงลุงไม้วิ่งขึ้นมาบนโบสถ์เพื่อจะมาปิดหน้าต่างพลันที่ลุงไม้มองเห็นหลวงพี่แก้ว ลุงไม้ก็รีบลงนั่งยองๆ โดยไม่กล้าส่งเสียงรบกวนสมาธิใดๆ

จู่ๆ ลมก็สงบนิ่งเหมือนกับว่านอกวัดมีพัดลมตั้งอยู่และถูกปิดไปในทันที

หลวงพี่แก้วค่อยๆ เปิดเปลือกตาขึ้น ภาพข้างหน้าของหลวงพี่ก็ยังคงเป็นองค์พระดินที่ปิดทองเต็มไปทั้งองค์อย่างเดิม แต่หลวงพี่แก้วกลับรู้สึกคุ้นเคยอย่างบอกไม่ถูก ความฉ่ำเย็นปกคลุมไปทั่วทั้งโบสถ์

หลวงพี่ไม่เคยรู้สึกอะไรเช่นนี้มาก่อนเลย

ความรู้สึกที่ว่าไม่รู้สึกอันใด ไม่โกรธแค้น ไม่ถวิลหา และไม่สงสัย

หลวงพี่แก้วก้มลงกราบหลวงพ่อพระดินสามครั้งแล้วก็ลุกขึ้นเดินผ่านหน้าลุงไม้ไป

ฝนเริ่มลงเม็ดมาอีกครั้งพร้อมๆ กับเสียงฟ้าผ่าที่ไหนสักแห่งใกล้ๆ แถวนี้ หลวงพี่แก้วยังคงเดินมุ่งไปยังที่ปักกลดของตน

หลวงพี่ของเราไม่รู้สึกอะไรเลยจริงๆ ทุกอย่างที่จะเกิดต่อไปนี้ล้วนแต่เป็นสิ่งธรรมดาและปาฏิหาริย์ในคราวเดียวกัน



ประภาส ชลศรานนท์