วันพุธที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2553

คนฉลาดทั้งเจ็ด

ตีพิมพ์ครั้งแรกในคอลัมน์ "คุยกับประภาส"
มติชน หน้า 14 ฉบับวันอาทิตย์ที่ 13 พฤษภาคม 2544

สวัสดีครับ พี่ประภาส
น้องสาวผมชอบบอกว่าตัวเองไม่ฉลาด ถึงอ่านหนังสือไปเท่าไหร่ก็ไม่เก่งขึ้นเพราะหัวไม่ดี ไม่เหมือนคนที่เขาฉลาด อ่านหนังสือนิดเดียวก็รู้เรื่องแล้ว แกเลยไม่ค่อยอ่านหนังสือ ผมละหนักใจจริงๆ พยายามบอกเขาว่าในโลกนี้ความฉลาดนั้นเท่าเทียมกันตั้งแต่เกิด มีแต่ความขยันเท่านั้นที่ไม่เท่ากัน คนที่เขาฉลาดกว่าเพราะเขาขยันกว่าก็เท่านั้นเอง บอกไปทีไรก็เถียง
1. จริงหรือเปล่าครับที่คนเราฉลาดไม่เท่ากัน
2. ถ้าเป็นอย่างข้อหนึ่งจริง ผมสงสารคนที่ไม่ฉลาดจังเลยครับ ถ้าเขาเอาข้ออ้างนั้นมาอ้างเพื่อที่จะไม่พยายามให้มากๆ เพราะพยายามไปก็เสียเปล่า
3. คนที่เขาฉลาดเพราะเขาขยันหรือเพราะเขาหัวดีกันแน่ครับ
สุดท้ายนี้ผมอยากให้พี่ประภาสตอบจดหมายผมลงในหนังสือพิมพ์ด้วย เพราะน้องสาวผมเขาชอบอ่านหน้าสิบสี่
ดีเลิด เนินโคบาล

คำเถียงข้างๆ คูๆ ของน้องสาวคุณดีเลิศอาจมองได้สองทาง
ทางแรกเขาเถียงไปอย่างนั้นเอง ไม่ได้เถียงโดยเชื่ออย่างที่ตัวเองคิด แต่เถียงเพราะถูกเคี่ยวเข็ญให้อ่านหนังสือในขณะที่กำลังรู้สึกขี้เกียจอยู่ ก็เลยเถียงเพื่อให้เป็นข้อแก้ตัว ทางที่สองเถียงเพราะเชื่อว่าตัวเองไม่ฉลาดจริงๆ แล้วก็ให้บังเอิญหนังสือเรียนของเขามันก็ดันเกิดไม่น่าอ่านเอาเสียอีก เมื่อไม่ยอมอ่านหนังสือบ่อยๆ เข้าก็เลยรู้สึกยิ่งตอกย้ำความไม่ฉลาดของตัวเองไปเรื่อยๆ
ตอกบ่อยๆ ไม่ดีนะครับความคิดโจมตีตัวเองแบบนี้
เสาเข็มที่ถูกปั้นจั่นตอกไปเรื่อยๆ ทีละนิ้วทีละคืบจนมันจมมิดลงดินนี่ ตอนจะดึงขึ้นยากกว่าตอนตอกไม่รู้กี่ร้อยเท่า นักจิตวิทยาหลายสำนักพูดตรงกันเลยครับว่า การพูดย้ำว่าตัวเองว่าเป็นอย่างไรซ้ำๆ บ่อยๆ มันจะทำให้เรามีแนวโน้มเป็นอย่างนั้นได้จริงๆ ดังนั้นหากจะตอกเสาเข็มละก็ ผมว่าเราเลือกเสาเข็มที่มันจะทำให้ชีวิตเราดีขึ้นดีไหมครับ ใครที่ชอบดุว่าลูกหรือลูกศิษย์ตัวเองโง่นี่เปลี่ยนใหม่เถิดครับ ถ้ายังเขินปากไม่กล้าชมใคราว่าฉลาดมาก ลองใช้คำพูดในตอนแรกๆ ว่า "ฉลาดไม่เบานี่เธอ" ก็ยังได้
พูดถึงความฉลาด...บางทีเราอาจจะมองคนฉลาดไม่ตรงกัน คนแบบไหนกันที่เรียกว่าคนฉลาด
คนที่เรียนหนังสือคือคนฉลาดถูกไหม?
ผมว่าไม่ถูกทั้งหมด เพราะสมัยที่โลกนี้ยังไม่มีโรงเรียนก็ยังมีคนฉลาดเดินชนกันอยู่มากมาย
เราต้องยอมรับว่า เวลาที่เรานึกถึงคนฉลาดเรามักจะนึกถึงคนที่มีความคิดหลักแหลมในทางวิชาการ บางทีเราอาจตีความหมายของคำว่าฉลาดแคบไปสักหน่อย
ผมชอบนั่งดูช่างทำงานครับ ไม่ว่าจะเป็นช่างไม้หรือช่างเครื่อง ยิ่งวเวลาที่ช่างไม้คนไหนเข้าเดือยไม้สวยๆ หรือมีวิธีแก้ปัญหากการะประกอบเครื่องเรือนได้อย่างแยบยลนี่ ผมจะรู้สึกว่าช่างนนนี้ฉลาดดี หรือแม้แต่แม่ค้าบางคนทีอธิบายสรรพคุณของสินค้าจนผมต้องยอมควักกระเป๋าซื้อ สินค้านั้น ด้วยความเชื่อมั่นว่าของที่ซื้อดีจริง ผมก็รู้สึกว่าแม่ค้าคนนนี้เธอฉลาดดีเหมือนกัน

เฮาวาร์ด การ์ดเนอร์ นักจิตวิทยาชาวอเมริกันเสนอความคิดหนึ่งที่ถูกใจผมเหลือเกิน เขาบอกว่าความฉลาดของมนุษย์นั้นมีอยู่เจ็ดอย่าง
คุณการ์ดเนอร์แกเชื่อว่ามนุษย์มีความฉลาดที่มีมาแต่กำเนิดไม่เท่ากัน บางคนมีความฉลาดอย่างหนึ่งมากกว่าอีกอย่างหนึ่ง บางคนอาจมีความฉลาดหลายอย่างอยู่ในตัว และถ้ายิ่งได้ฝึกฝนมากขึ้น ความฉลดอันนั้นก็จะยิ่งสูงขึ้นไปอีก
แล้วถามว่าสำหรับคนที่ไม่มีเลยจะฝึกให้มขึ้นได้ไหม ในความคิดส่วนตัผมว่าได้ ผมมองว่าความฉลาดของคนเรานี่ฝึกฝนกันได้ แต่จะได้มากหรือน้อยก็ต้องย่อมขึ้นอยู่กับปัจจัยอีกมากมาย และคงต้องยอมรับว่าแต่ละคนย่อมได้รับผลจากการฝึกไม่เท่ากัน
เป็นความจริงทีเดียวที่เด็กทุกคนเปรียบเหมือนผ้าขาว แต่ผ้าขาวย่อมมีหลายเนื้อ และผ้าแต่ละเนื้อก็ย่อมดูดซึมสีแต่ละชนิดได้แตกต่างกัน ผ้าบางอย่างย่อมเหมาะกับสีบางอย่าง
ผมมีคนอยู่เจ็ดคนจะแนะนำให้รู้จัก เป็นคนฉลาดที่ทฤษฎีของนายการ์ดเนอร์พูดถึงนั่นแหละครับ

คนแรกเขาชื่อ คณิต เด็กหนุ่มคนนี้เป็นภาพของคนฉลาดอย่างที่คนทั่วไปนึกถึงก่อนเป็นลำดับแรก เขาเก่งวิทยาศาสตร์ สอบเลขได้คะแนนดีเสมอ ผมถือว่ามุมมองของเขาต่อสรรพสิ่งเป็นลักษณะที่เรียกว่าตรรกะ เขาเชื่อว่าทุกสิ่งทุกอย่างมีเหตุมีผลปรากฎการณ์ทุกอย่าง ในจักรวาลต้องอธิบายได้ด้วยตรรกวิทยา
ในทางจิตวิทยาเรียกความฉลาดแบบนี้ว่า Logical Mathematical Intelligence หรือความฉลาดด้านตรรกะและคณิตศาสตร์
คนฉลาดแบบนี้สมัยกรีกโบราณเขาเรียกว่าปราชญ์ครับ
คนที่สองชื่อรจนา เธอคล่องถึงสามภาษา และกำลังวางแผนที่จะเรียนอีกภาษาหนึ่งอยู่ ใครๆ ก็มักบอกว่าเธอเขียนโคลงกลอนได้อย่างก้บมืออาชีพ ตอนเป็นนักเรียนเธอเข้าใจความหมายของเสียงในคำได้ท้นทีที่ครูพูดถึง เพื่อนหลายคนต้องให้เธอติเรื่องเสียงเอกโทตรีที่เธอก็ไม่เข้าใจว่ามันยากตรง ไหน ตอนอยู่มหาวิทยาล้ยเธอร่วมอยู่ในชมรมโต้วาทีโดยเป็นประธานชมรมถึงสองสมัย เธอมีความฉลาดที่เรียกกันว่าความฉลาดด้านภาษา หรือ Linguistic Intelligence อย่างเต็มเปี่ยม

คนที่สามเป็นช่างไม้ครับ ผมเรียกแกว่าหน้าทรง น้าทรงแกเป็นคนผอมๆ ดูไม่ค่อยมีเรี่ยวแรงเท่าไหร ยังนึกแปลกใจอยู่เลยว่า แล้วแกจะมีแรงเลื่อยไม้ไหวหรือ
น้าทรงเป็นหัวหน้าช่างครับ แต่ผมว่าแกฉลาดเหลือเกิน แกเข้าใจรูทรงสามมิติได้อย่างไม่น่าเชื่อ รูปทรงยากๆ แค่ไหน อธิบายให้แกฟัง แกก็ประกอบเข้าไม้ได้ไร้ที่ติ การกะระยะยิ่งไม่ต้องพูดถึง แทบจะไม่ต้องใช้เทปวัดเลย ว่างๆ ผมเห็นแกนั่งวาดรูปเล่น เส้นสายไม่เลวเลยครับ ถ้าได้ร่ำเรียนเสียหน่อย แก็น่าจะไปได้ดี นี่ถ้าแกเกิดในครอบครัวที่ส่งเสียแกเรียนได้ ผมว่าแกคงเลือกเรียนจิตรกรรมหรือสถาปัตย์เป็นแน่
คุณการ์ดเนอร์แกเรียกคนที่มีความสามารถในการกะระยะทาง การเข้าใจรูปทรง การมองเห็นเป็นสามมิติ รวมไปถึงความชำนาญในการใช้สี เส้น ที่ว่าง และสร้างความสัมพันธ์ให้กับมันได้ว่าเป็นคนที่มีความฉลาดด้านมิติ หรือ Spatial Intelligence
ความฉลาดด้านมิตินี่ผมว่าเราคงจะต้องนับเอาพวกที่มีความชำนาญในเรื่องทิศทางเข้าไปด้วย

คนที่สี่คนนี้เป็นนักกีฬาสมัครเล่นครับ ถังจะดูจากรูปร่างแล้วเขาก็ไม่ได้มีร่างกายล่ำสันอะไร แต่กีฬาแทบทุกชนิดเขาเล่นได้ดีเหมือนกับว่าอุปกรณ์กีฬาที่เล่นอยู่เป็นส่วน หนึ่งของร่างกายเขาเองเลย..ชื่ออินทรีย์ครับคนนี้
เคยแปลกใจบ้างไหมครับเวลาที่เราเห็นคนบางคนเล่นกีฬาอะไรก็ดีไปหมดเสีย ทุกอย่าง ไมเคิล จอร์แดนเป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัด ทั้งบาสเกตบอล เบสบอล หรือแม้แต่กอล์ฟ เขาเล่นได้ดีอย่างน่าอัศจรรย์ เขาทราย แกแล็คซี่ของเรานี่ก็ใช่ครับ นอกจากทำให้คนทั้งโลกยอมรับไปแล้วว่า ไม่มีใครที่น้ำหนักตัวเท่าเขาล้มเขาบนสังเวียนได้ ผมยังเคยเห็นเขายิงหนังสติ๊กออกทีวีโชว์ความแม่นยำที่ต้องบอกว่าแม่นเอามากๆ และก็ยังเคยได้ยินมาอีกว่าชั้นเชิงสนุกเกอร์กับฝีมือตะกร้อของเขาก็ไม่เบาที เดียว ไอ้ครั้นจะบอกว่าคนพวกนี้มีกล้ามเนื้อใหญ่กว่าคนอื่นก็คงไม่ใช่ เพราะกล้ามเนื้อคนเรานี่มันเพาะกันได้ แล้วผมก็ว่านักกล้ามกับนักกีฬานี่มันก็ไม่เกี่ยวกัน
นักจิตวิทยาอเมริกันท่านนี้มองว่า ความสามารถในการใช้ร่างกายของคนเราก็เป็นความฉลาดอย่างหนึ่ง ความแคล่วคล่อง ความยืดหยุ่น หรือแม้แต่จังหวะจะโคน ล้วนเป็นความฉลาดของกล้ามเนื้อทั้งสิ้น
พวกนักเล่นกลหรือนักกายกรรมนี่ก็ใช่นะครับ พวกใช้มือประดิษฐืสิ่งของเก่งๆ นี่ก็ใช่เหมือนกัน รวมไปถึงพวกพ่อครัวที่โยนแป้งได้สูงๆ แล้วรับได้ พวกโยนผักบุ้งลอยฟ้า คนที่ใช้มือได้คล่องๆ อย่างนี้ล้วนมีความฉลาดเหมือนที่นายอินทรีย์มี เป็นความฉลาดที่เรียกว่า ความฉลาดด้านร่างกาย หรือ Bodily Intelligence นั่นเอง
คนต่อมาชื่อลุงสำเนียงครับ เครื่องดนตรีในวงปี่พาทยืทั้งวงนี่คุณลงุแก่นเล่นได้หมดเลย โน้ตสักตัวก็ไม่รู้ แต่แต่งเพลงมาไม่รู้กี่เพลงแล้ว พูดง่ายๆ คุณลุงแกมี Musical Intelligence หรือความฉลาดด้านดนตรีมาตั้งแต่เกิด ใครร้องเพลงเพี้ยนขึ้นมาไม่ถึงสามคำแกก็เคาะหัวได้เลย เรื่องจังหวะนี่ยิ่งไม่ต้องพูดถึง อย่างแกนี่ต้องเรียกว่าชีพจรเพลงมากกว่าจังหวะเพลง คิดดูก็แล้วกัน เล่นเพลงอยู่ดีๆ เกิดสัปหงกหลับไป สะดุ้งตื่นขึ้นมายังเดี่ยวระนาดเข้ากับวงได้ทันทีไม่มีคร่อม
พวกนักเต้นรำที่คล่องจังหวะมากๆ นี่ก็ถือว่ามีความฉลาดด้านดนตรีเหมือนกัน ต่อให้จังหวะซอยถี่แค่ไหนก็ยังย่ำเท้าได้ไม่มีผิด

คนที่หกเขาชื่อสัมพันธ์ เคยเห็นคนแบบนี้บ้างไหมครับ คนที่ไปอยู่ที่ไหนใครก็รัก ไม่เป็นพิษเป็นภัยกับใคร และดูเหมือนจะเป็นคนที่เข้าใจความรู้สึกและเจตนาของคนอื่นได้ดีเป็นพิเศษ เป็นคนที่รู้ถึงความเหมาะเจาะของสัมพันธภาพของมนุษย์ ไม่มีขาดไม่มีเกิน ความสามารถแบบนี้คุณการ์ดเนอร์แกก็ถือเป็นความฉลาดอย่างหนึ่ง เขาเรียกว่าความฉลาดด้านมนุษยสัมพันธ์ หรือ Interpersonal Intelligence

คนสุดท้ายชื่อแปลกหน่อยนะครับ เขาชื่ออัตตา จิตแพทย์ส่วนใหญ่ลงความเห็นกันว่าปัญหาสุขภาพจิตของผู้คนทุกวันนี้ล้วน แแล้วมาจากการที่ไม่มีใครทำตัวเหมือนคุณอัตตาคนนี้ แล้วคุณอัตตาฉลาดตรงไหนหรือ?
คุณอัตตาเป็นคนที่นับถือตัวเองอย่างมาก แต่ในขณะเดียวกันเขาก็รู้จุดอ่อนตัวเอง รู้ความปรารถนาและรู้อารมณ์ของตัวเอง ที่สำคัญที่สุดเขารู้ด้วยว่าเขาจะจัดการกับอารมณ์ของตัวเองตรงนั้นอย่างไร
ตรงนี้น่าสนใจนะครับ หรือพวกเจ้าอารมณ์ทั้งหลายนี่เป็นเพราะไม่ฉาดในเรื่องนี้?
เราเรียกความฉลาดของคุณอัตตาว่าความฉลาดด้านเข้าใจตนเอง หรือ Intrapersonal Intelligence หลายคนรู้จักกันดีในชื่อของ EQ หรือความแลาดทางอารมณ์นั่นเอง ซั่งความฉลาดอันสุดท้ายนีแหละครับ ที่นักจิตวิทยาทั้งโลกกำลังส่งเสริมให้ฝึกฝนกัน เพราะมันทำให้มนุษย์ประสบความสำเร็จมากขึ้น
แต่เราต้องเห็นตรงกันก่อนว่าความสำเร็จในชีวิตมนุษย์คือความพอใจในความสุขตามอัตภาพ ไม่ใช่เงินทองยศถา
มนุษย์ทุกคนมีความฉลาดในเจ็ดด้านนี้มาแต่อ้อนแต่ออก แต่อาจจะมีมากน้อยไม่เท่ากัน บางคนอาจมีทั้งเจ็ดด้านเฉลี่ยๆ ไป แต่บางคนอาจมีด้านเดียวโด่งไปเลย การฝึกฝนจะเป็นหินแท่งสำคัญที่จะลับมีดทั้งเจ็ดเล่มนี้ให้คมยิ่งขึ้น
หาให้พบนะครับ คนเจ็ดคนทีผมแนะนำให้รู้จัก ถูกคอกับคนไหนก็อย่าลืมตีสนิทกับเขาให้มากๆ เขาอยู่ในตัวพวกเราทุกคนนั่นแหละ

(คัดลอกจากหนังสือ มะเฟืองรอฝาน, ประภาส ชลศรานนท์, หนังสือชุด คุยกับประภาสลำดับที่ ) 4