วันศุกร์ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2557
วันพุธที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2557
บ้านหลังสุดท้ายของช่างไม้
...มีช่างไม้สูงอายุคนหนึ่งต้องการจะเกษียณตัวเอง และใช้ชีวิตที่หรูหรากับภรรยา
จึงบอกความต้องการดังกล่าวกับนายจ้างที่เค้าทำงานให้... มาทั้งชีวิต...นายจ้างบ่นเสียดาย
ที่จะต้องสูญเสียช่างฝีมือดีไป หวังจะให้เขาทำงานต่อ แต่ช่างไม้ก็ยังยืนกรานขอเกษียณตัวเองตามเดิม จึงได้ขอร้องให้ช่างคนนี้ช่วยสร้างบ้านให้อีกสัก 1 หลัง
จึงบอกความต้องการดังกล่าวกับนายจ้างที่เค้าทำงานให้... มาทั้งชีวิต...นายจ้างบ่นเสียดาย
ที่จะต้องสูญเสียช่างฝีมือดีไป หวังจะให้เขาทำงานต่อ แต่ช่างไม้ก็ยังยืนกรานขอเกษียณตัวเองตามเดิม จึงได้ขอร้องให้ช่างคนนี้ช่วยสร้างบ้านให้อีกสัก 1 หลัง
นายจ้างจึงพูดว่า "เอาอย่างนี้ ผมมีที่ดินว่างอยู่ติดทะเลสาบอยู่แปลงหนึ่ง ทิวทัศน์งดงามเป็นอย่างมาก แต่ขาดบ้านพักตากอากาศ ผมอยากให้คุณสร้างบ้านหลังสุดท้าย โดยที่คุณต้องใช้วัสดุไม้ที่ดีที่สุด และใช้ฝีมือที่ปราณีตที่สุดในการสร้าง" ช่างไม้ก็ฝืนใจตอบตกลง
จากนั้นช่างไม้ก็ลงมือสร้างบ้านไม้หลังสุดท้ายของตนเอง แต่ในใจกลับคิดว่า เดี๋ยวเราก็เกษียณแล้ว
ถ้าทำออกมาไม่ดีนายจ้างไล่ออกก็ไม่มีอะไรเสียหายอยู่แล้ว แล้วทำไมต้องตั้งใจด้วยล่ะ
ถ้าทำออกมาไม่ดีนายจ้างไล่ออกก็ไม่มีอะไรเสียหายอยู่แล้ว แล้วทำไมต้องตั้งใจด้วยล่ะ
ดังนั้นช่างไม้ก็ไม่ได้คัดเลือกไม้ที่แข็งแรงมาสร้างบ้าน แต่เลือกไม้ส่งๆ เป็นไม้คุณภาพต่ำจากภูเขา เขาไม่ใส่ใจว่าบ้านจะแข็งแรงหรือไม่ เพียงสักแต่ว่าสร้างให้เสร็จๆไป จนในที่สุดเขาก็ทาสีเพื่อให้ภายนอกดูสวยงามและปกปิด เขาคิดในใจว่า ขอให้ข้างนอกดูดีไว้ก่อน พอส่งงานได้ก็พอ โครงสร้างภายในจะเป็นอย่างไรก็ช่าง เจ้านายดูไม่ออกหรอก
ครั้นพอบ้านสร้างเสร็จก็พบว่า มันไม่เหมือนงานที่เป็นฝีมือของช่างคนนี้เลยแม้แต่น้อย บ้านที่สร้างมาก็เป็นงานที่หยาบๆ วัตถุดิบที่ใช้ก็ด้อยคุณภาพ มันช่างเป็นการจบชีวิตช่างฝีมือดีที่ไม่สวยหรูเลย
วันที่งานเสร็จ นายจ้างก็มาตรวจงาน ผลปรากฏว่าเป็นที่พอใจอย่างมาก นายจ้างดูไม่ออกว่าขาดตกบกพร่องอะไร ก่อนที่นายจ้างจะไปเขาตีไหล่ช่างไม้เบาๆ ควักกุณแจออกมาพวงหนึ่งยื่นส่งให้ช่างไม้แล้วบอกว่า
" ตอนนี้บ้านหลังนี้เป็นของคุณแล้ว ผมขอบคุณมากที่คุณอยู่ทำงานกับผมมานานหลายปี นี่ถือเป็นของขวัญเกษียณที่ผมตั้งใจจะมอบให้คุณ"
" ตอนนี้บ้านหลังนี้เป็นของคุณแล้ว ผมขอบคุณมากที่คุณอยู่ทำงานกับผมมานานหลายปี นี่ถือเป็นของขวัญเกษียณที่ผมตั้งใจจะมอบให้คุณ"
เมื่อช่างไม้ได้ยินเช่นนั้น ถึงกับตกใจและอุทานกับตัวเองว่า....
น่าละอายจริงๆ ถ้าเขารู้สักนิดว่ากำลังสร้างบ้านของตัวเองอยู่ เขาก็คงตั้งใจสร้างให้ดีกว่านี้...
น่าละอายจริงๆ ถ้าเขารู้สักนิดว่ากำลังสร้างบ้านของตัวเองอยู่ เขาก็คงตั้งใจสร้างให้ดีกว่านี้...
คุณได้เรียนรู้อะไร? จากนิทานเรื่องนี้...
เช่นเดียวกับพวกเรา ที่กำลังสร้างชีวิตของตัวเราเองด้วยการสั่งสมสิ่งต่างๆ วันละเล็กวันละน้อย และบ่อยครั้ง ที่เราไม่ได้ใช้ความพยายามอย่างที่สุดในการสรรค์สร้างชีวิตของตัวเอง
และเมื่อวันหนึ่งมาถึง เราก็จะตระหนักว่า เราต้องใช้ชีวิตอยู่กับทุกสิ่งทุกอย่าง...ที่เราเป็นผู้สร้างขึ้นมาทั้งหมด..
และเมื่อถึงวันนั้น เรามักจะพูดเสมอว่า ถ้าเรา!!!! สามารถย้อนกลับไปได้ เราจะทำทุกอย่างให้ดีขึ้นซึ่งเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้
แต่ความจริงหาได้เป็นเช่นนั้นไม่ ...
พวกเราทุกคนก็เปรียบเสมือนช่างไม้ ทุกๆ วันพวกเรากำลังตอกตะปู ปูกระดาน หรือแม้แต่กำลังเลือกกำแพงให้กับชีวิตตัวเอง
พวกเราทุกคนก็เปรียบเสมือนช่างไม้ ทุกๆ วันพวกเรากำลังตอกตะปู ปูกระดาน หรือแม้แต่กำลังเลือกกำแพงให้กับชีวิตตัวเอง
ดังคำพูดที่ว่า
"ชีวิตในอนาคตก็คือสิ่งที่เราสร้างด้วยตัวเราเอง"
ทัศนคติ และ ทางเลือกต่างๆที่พวกเราได้เลือกกันในวันนี้
ก็เสมือนกับการสร้าง "บ้าน"(ชีวิต) ที่เราจะต้องอยู่กับมัน.....
"ชีวิตในอนาคตก็คือสิ่งที่เราสร้างด้วยตัวเราเอง"
ทัศนคติ และ ทางเลือกต่างๆที่พวกเราได้เลือกกันในวันนี้
ก็เสมือนกับการสร้าง "บ้าน"(ชีวิต) ที่เราจะต้องอยู่กับมัน.....
ดังนั้นจงสร้างบ้านด้วยความฉลาด และจงจำไว้ว่า "จงทำงานเหมือนกับว่า....เราไม่ต้องการเงินทอง
จงรักราวกับว่า......เราไม่เคยเจ็บ
จงเต้นระบำ(ร่าเริง)ราวกับว่า.....ไม่มีใครจ้อง"
จงรักราวกับว่า......เราไม่เคยเจ็บ
จงเต้นระบำ(ร่าเริง)ราวกับว่า.....ไม่มีใครจ้อง"
ความเสมอต้นเสมอปลายก็นับว่าเป็นคุณธรรมอีกประการหนึ่งที่เราไม่ควรละเลย ทุกวันนี้เราทำอะไรกันอยู่ เราได้เก็บเกี่ยวสิ่งที่ดีๆให้กับชีวิตของเราหรือยัง???...
จงใช้ชีวิตราวกับว่ามันคือ "วันสุดท้าย"
เพราะนี่คือวิธีเดียว..ที่จะสร้างชีวิตได้อย่างดีที่สุด...
จงใช้ชีวิตราวกับว่ามันคือ "วันสุดท้าย"
เพราะนี่คือวิธีเดียว..ที่จะสร้างชีวิตได้อย่างดีที่สุด...
ความรัก
ความรัก จาก นิทานล้านบรรทัด
ประภาส ชลศรานนท์์
ดิน น้ำ ลม แดด เป็นเพื่อนกัน
น้ำเป็นหญิงสาวหนึ่งเดียวในจตุรมิตร
ใครๆ ก็รู้ว่าดินกับน้ำรักกัน
แดดนั้นรู้ดีที่สุด ด้วยตัวเองมีใจแอบรักน้ำอยู่เต็มอก
แดดมองเห็นความรักอับแนบแน่นของดินและน้ำที่ซึมซับ โอบอุ้ม หล่อเลี้ยงกันและกันมานานแล้ว
ริษยาิแห่งรักของแดดจึงอุบัติขึ้น
แดดพยายามทำทุกวิถีทางที่จะให้น้ำระเหยออกจากดิน
พยายามทุกวิถีทางที่จะให้น้ำพ้นจากอ้อมอกแห่งดิน
ทุกครั้งที่มีโอกาส ความร้อนจากแดดจึงแผดเผาดินให้น้ำีระเหยออกมา
แดดต้องการให้น้ำกลายเป็นไอลอยตัวขึ้นมาหาแดด
เพื่อให้มาอยู่ในอ้อมกอดของแดดเพียงผู้เดียว
น้ำนั้นปรับตัวง่าย อยู่กับแดดก็ทำตัวราวกับมีความสุข
แดดจะแต่งตัวให้น้ำอย่างงดงามที่สุดด้วยชุดเมฆสีขาวฟูฟ่อง
แต่เมื่อไรก็ตามที่น้ำในชุดฟูฟ่องลอยต่ำลงมาหาดิน
ก็จะกลั่นตัวเป็นหยดน้ำลงมาซึมซับอยู่กับดินดังเดิม
แดดไม่ยอมแพ้
ยังคงแผดเผาดึงดันให้น้ำระเหยลอยเป็นไอขึ้นมาเป็นของตนเองอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน
ความรักของแดดนั้นเป็นเรื่องแปลก
ยิ่งพยายามแผดเผาให้น้ำระเหยขึ้นมาใส่ชุดฟูฟ่องมากเท่าไหร่
ชุดฟูฟ่องก็มักจะฟูและหนักจนลอยต่ำกลั่นตัวเป็นน้ำไปหาดินทุกครั้ง
ราวกับว่า ยิ่งรักมากยิ่งสูญเสียมาก
อย่างไรอย่างนั้น
วันหนึ่งดินจึงไปปรึกษาลมเพื่อนรัก
ลมรับรู้เรื่องราวรักสามเส้านี้มาตลอด
เมื่อดินมาขอความช่วยเหลือ ลมจึงอาสาช่วย
ทุกครั้งที่น้ำถูกแดดดึงตัวลอยขึ้นไปบนฟ้า
ลมก็จะพัดให้น้ำในชุดเมฆฟูฟ่องลอยไปรวมตัวเพื่อกลั่นตัวเป็นหยดน้ำลงไปหาดิน
และแล้ว
วันที่ลมกลัวเหลือเกินก็มาถึง
แดดมาหาลมเพื่อขอความช่วยเหลือจากลมบ้าง
แดดมาขอให้ลมช่วยทำให้การระเหยของน้ำมากขึ้นอีก
ด้วยการพัดดินที่ชุ่มน้ำให้คลายน้ำออกมา
ด้วยความเป็นเพื่อน ลมจึงต้องรับปาก
จากนั้นมา
ลมจึงต้องทำทั้งสองหน้าที่
นั่นคือทั้งทำให้น้ำระเหยตัว และก็ทำให้น้ำรวมตัวเพื่อหยดลงมา
เหตุการณ์เป็นอย่างนี้วนเวียนไปมามิรู้จักจบสิ้น
และด้วยความใกล้ชิดกับน้ำบ่อยๆ เข้า
ในที่สุด ลมก็ตกหลุมรักน้ำอีกคน
วันจันทร์ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2557
วันที่ไฟฟ้าดับ
นิทานล้านบรรทัด
ประภาส ชลศรานนท์
วันที่ไฟฟ้าดับ
ประภาส ชลศรานนท์
วันที่ไฟฟ้าดับ
จุ๋มกับจ้อยเป็นสามีภรรยากัน
จ้อยเป็นชายหนุ่มที่ทำงานอยู่กับบ้าน รับจ้างเขียนโปรแกรม ส่วนจุ๋มทำงานเป็นดีไซเนอร์อยู่บริษัทเล็กๆที่รับจ้างออกแบบอาร์ตเวิร์คทั้งสิ่งพิมพ์และเว็บไซท์
เวลาส่วนใหญ่ของทั้งสองจึงอยู่หน้าจอ ถึงแม้กลางวันทั้งสองจะไม่ได้เจอหน้ากัน แต่ทั้งสองก็ยังคงส่งข้อความถึงกัน ถ่ายรูปอาหารการกิน ผู้คนและสิ่งที่เขาพบเจอผ่านสมาร์ทโฟนถึงกัน ใครๆก็รู้ว่าสามีภรรยาคู่นี้หลงใหลในโซเชียลเน็ตเวิร์คเพียงใด
ในยามค่ำคืน เมื่อสาวจุ๋มกลับมาบ้านก็มักนั่งกินข้าวเพียงลำพัง ค่าที่สาวจุ๋มกลับบ้านดึกดื่น หนุ่มจ้อยจึงซื้ออาหารสำเร็จรูปมาเตรียมไว้ แล้วตัวเขาก็กินให้อิ่มแต่หัวค่ำ แล้วก็นั่งทำงานเขียนโปรแกรมต่อในตอนที่สาวจุ๋มกลับถึงบ้าน
“วันนี้แกงไตปลาอร่อยมาก ซื้อร้านไหน” สาวจุ๋มส่งข้อความผ่านไลน์ให้สามี ทั้งๆที่ทั้งสองอยู่ห่างกันแค่ผนังห้องกัน
“ร้านนี้” หนุ่มจ้อยส่งรูปภาพหน้าร้านที่เขาถ่ายมาเมื่อตอนเย็น
“ขอบใจนะที่รัก” สาวจุ๋มส่งรูปตัวเองทำหน้าทะเล้นให้สามี และแน่นอนที่สุดมืออาร์ตเวิร์คอย่างเธอไม่มีทางลืมที่จะตบแต่งรูปตัวเองให้ดูดีก่อนส่ง
“เดี๋ยวอิ่มแล้ว ขออาบน้ำนอนเลยนะ พรุ่งนี้มีประชุมเช้า ฝันดีนะคะ”
เหตุการณ์ซ้ำๆอย่างนี้เกิดขึ้นแทบทุกวัน
จุ๋มกับจ้อยแต่งงานกันมาห้าหกปีแล้ว ทั้งสองใช้ชีวิตแทบทั้งหมดอยู่บนจอมอนิเตอร์ทั้งการงานและงานอดิเรก ทั้งเรื่องความรู้และการพบปะสังคม ไม่น่าเชื่อว่าในบางสัปดาห์ทั้งสองคุยกันผ่านตัวหนังสืออย่างเดียว ทั้งจอเล็กและจอใหญ่
ทั้งสองยังเจอเพื่อนๆผ่านทางจอ พวกเขาไม่รู้สึกเลยว่าพวกเขาไม่ได้เจอกัน เพราะการอัพเดทสเตตัส การอ่านข้อความที่ทวีตบอกข่าว และการเห็นรูปของเพื่อนๆที่ถ่ายมาตามสถานที่ต่างๆในอินสตาแกรม ทำให้พวกเขาคุ้นชินว่าพวกเขาได้เจอเพื่อนอยู่เนืองๆ ทั้งที่บางคนพวกเขาไม่ได้เจอกันเกือบสิบปีแล้ว
แล้ววันนั้นก็มาถึง วันที่ไฟฟ้าดับทั้งเมือง
จ้อยเดินออกมาห้องทำงานเดินมาที่ห้องนอน จุ๋มงัวเงียตื่นขึ้นมาเพราะรู้สึกว่าอากาศอึดอัด เสียงแอร์คอดิชั่นที่คุ้นหูเงียบไป
“คุณเป็นใคร” สาวจุ๋มเพ่งมองหนุ่มจ้อยที่เพิ่งเดินมาถึงปลายเตียง มีแสงจันทร์ส่องเข้ามากระทบหน้าจ้อยรำไร
“คุณนั่นแหละเป็นใคร” หนุ่มจ้อยย้อน “คุณเข้ามาในห้องผมทำไม แล้วเอาชุดนอนของเมียผมมาใส่ทำไม” หนุ่มจ้อยจำภรรยาตัวเองไม่ได้ ทั้งหน้าตาและเสียง
“แกนั่นแหละถอยไป อย่าเข้ามานะ แกทำอะไรสามีฉันแล้วเอาเสื้อผ้าเขามาใส่” สาวจุ๋มขว้างหมอนใส่หนุ่มจ้อย จะว่าไปทั้งสองไม่ได้คุยกันแบบคนปรกติมาเป็นปีแล้ว
หนุ่มจ้อยเดินเข้าไปใกล้ๆเตียง สาวจุ๋มเห็นท่าไม่ได้การจึงวิ่งออกไปที่นอกบ้าน ถนนข้างนอกมืดมิดเพราะไฟถนนดับหมด มีแต่แสงจันทร์ที่ช่วยส่องสว่าง ก่อนออกมาสาวจุ๋มไม่ลืมที่จะหยิบโทรศัพท์มือถือของตัวเองออกมาด้วย
สาวจุ๋มรีบส่งข้อความหาสามีของตัวเองทันที
“ช่วยด้วย” เธอพิมพ์เสร็จแล้วก็หาสติกเกอร์การ์ตูนรูปคนตกใจแถมส่งไป
สาวจุ๋มคงไม่รู้ว่าไฟฟ้าดับครั้งนี้ มันเป็นการขัดข้องเรื่องไฟฟ้าครั้งใหญ่ นั่นคือมันดับทั้งเมือง ดับแม้กระทั่งเครือข่ายผู้ให้บริการทางโทรศัพท์ก็ไม่มีพลังงานไฟฟ้าที่จะรับส่งสัญญาณให้
สาวจุ๋มคงไม่รู้ว่าไฟฟ้าดับครั้งนี้ มันเป็นการขัดข้องเรื่องไฟฟ้าครั้งใหญ่ นั่นคือมันดับทั้งเมือง ดับแม้กระทั่งเครือข่ายผู้ให้บริการทางโทรศัพท์ก็ไม่มีพลังงานไฟฟ้าที่จะรับส่งสัญญาณให้
หนุ่มจ้อยวิ่งตามมาถึงที่ตรงสาวจุ๋มยืนหอบอยู่ มือขวาเขาหยิบท่อแป๊บส่วนมือซ้ายเขาถือโทรศัพท์มือถือ “แกเป็นใคร” หนุ่มจ้อยจ้องเขม็ง
“ฉันชื่อจุ๋ม” สาวจุ๋มพูดตะกุกตะกัก เธอถอยหลังช้าๆด้วยความกลัว
คราวนี้แสงจันทร์ที่ส่องมาทำให้เขาเห็นหน้าผู้หญิงที่อยู่ยืนตัวสั่นอยู่ข้างหน้าได้ชัดเจนขึ้น
คราวนี้แสงจันทร์ที่ส่องมาทำให้เขาเห็นหน้าผู้หญิงที่อยู่ยืนตัวสั่นอยู่ข้างหน้าได้ชัดเจนขึ้น
“อย่ามาเล่นลูกไม้นี้ ฉันรู้จักจุ๋มเมียฉันดี” หนุ่มจ้อยมองโทรศัพท์ เขาเปิดไปที่รูปภรรยาตัวเอง แล้วก็เงยหน้าตวาด“หน้าเธอไม่เหมือนจุ๋มเลย ไม่เหมือนเลยสักนิด จุ๋มของฉันสวยกว่านี้ตั้งเยอะ”
ใครจะไปคาดคิดว่า วันหนึ่งในอนาคตเราจะเห็นแต่หน้าคนรู้จักผ่านทางจอ และก็จำแต่ใบหน้านั้นไว้ในความทรงจำ ใครจะไปคิดว่าเราจะจำหน้าจริงๆของคนที่เรารู้จักไม่ได้ในวันหนึ่ง เพราะฤทธิ์ของแอพพลิเคชั่นในสมาร์ทโฟนได้ช่วยแต่งหน้าให้ผู้คนเปลี่ยนไป
หนุ่มจ้อยกระชับท่อแป๊บในมือแน่น แล้วก็เดินย่างสามขุมเข้าหาภรรยาตัวเอง
.........................................................
.........................................................
เกมโชว์
นิทานล้านบรรทัด
ประภาส ชลศรานนท์
เรื่อง เกมโชว์
...................
รายการเกมโชว์ที่มีรางวัลเป็น โลกทั้งใบให้ครอง ได้ผ่านมาถึงรอบสุดท้ายแล้ว พิธีกรประกาศเสียงลั่น
“คำถามรอบนี้ ถามเพียงสั้นๆ หากใครตอบแล้วเสียงของคนทั้งโลกโห่ร้องพอใจและตบมือเสียงดังยาวนานที่สุด คนผู้นั้นก็จะได้เป็นแชมป์และรับรางวัลโลกนี้ไปครอง และคำถามคือ...”
พิธีกรหยุดเสียงเพื่อให้ได้ยินคำถามชัดเจน
“1+1 เป็นเท่าไร”
ผู้แข่งขันคนที่หนึ่งซึ่งเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ฉลาดที่สุดกดปุ่มได้ก่อนแล้วตอบว่า “มันอยู่ที่ว่า 1นั้นมีค่าเป็น 1 สัมบูรณ์ไหม”
ทนายความเป็นผู้แข่งขันคนที่สองกดปุ่มได้เป็นคนต่อมา “มันอยู่ที่ตัวบทกฎหมายว่าเขียนไว้อย่างไร หากเขียนไว้ว่า 1+1 เท่ากับ 2 เราก็ต้องมาตีความว่า 1+1 มันเป็นอย่างอื่นได้อีกไหม”
ผู้แข่งขันคนคนที่สามและสี่เป็นฝาแฝดกัน และมีอาชีพเป็นนักธุรกิจใหญ่ทั้งคู่ “คุณคิดว่ามันเป็นเท่าไรละ” แฝดคนแรกถามพิธีกรกลับ แฝดคนหลังพูดต่อ “คุณมีตัวเลือกให้เราเลือกไหมละว่ามันควรจะเป็นเท่าไร โจทย์แบบนี้มันน่าจะมีช้อยส์ให้เลือกนะ”นักธุรกิจต่อรองกลับ
มาถึงคนที่ห้าผู้แข่งขันคนนี้เป็นนักเศรษฐศาสตร์ “ผมคิดว่า1+1 เท่ากับ 1000000 ผมเสนอตัวเลขกลมๆอย่างนี้ก่อน แต่ต้องดูบริบทอื่นประกอบด้วย การรวมกันในของสองสิ่งมันมักมีค่ามากกว่าเดิมเป็นทวีคูณ ผมไม่ได้มองเป็นเครื่องหมายบวกอย่างเดียว”
ผู้แข่งขันคนที่หกกดปุ่มตอบต่อทันทีหลังจากที่นักเศรษฐศาสตร์เพิ่งตอบไป “1.00 บวกกับ1.00 เท่ากับ 2.00” เธอเป็นนักสถิติ
ยังคงเหลือผู้แข่งขันอีกสี่คนที่ยังไม่ได้กดปุ่มตอบ นั่นคือ นักการเมือง กวี นักบวช และเด็กอนุบาล
“หากมิมีใครแก่งแย่งกันแล้ว ดอกไม้คงเผยความจริง” กวีกล่าวขึ้นทำลายความเงียบ “หนึ่งผสานหนึ่ง คำตอบนั้นอยู่ในสายลม”
นักการเมืองหันไปทางนักบวชพนมมือนอบน้อม “นิมนต์ก่อนเลยขอรับ”
นักบวชแต่งชุดขาวซึ่งนับเป็นผู้แข่งขันคนที่แปดตอบว่า “ 1+ 1 เท่ากับ ศูนย์”
ความเงียบเข้าปกคลุมเวทีแข่งขันเกมโชว์ไปพักใหญ่ มีเสียงขานสาธุเบาๆมาจากกลุ่มคนดู อีกมุมหนึ่งมีคนได้ยินเสียงขานรับอาเมนดังขึ้้นด้วย
นักการเมืองขยับตัวมาด้านหน้าเพื่อตอบเป็นคนที่เก้า “สิ่งใดที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม ต่อประชาชน ผมจะทำทุกวิถีทางเพื่อสิ่งนั้น”
พิธีกรทำหน้านิ่วเหมือนจะถามว่านี่คือคำตอบของคำถามที่ว่าหนึ่งบวกหนึ่งเท่ากับเท่าไร แล้วใช่ไหม
“ให้ผมไปสาบานที่ไหนก็ได้” นักการเมืองย้ำ
แทบจะไม่มีใครสังเกตเลยว่าเด็กน้อยผู้แข่งขันคนที่สิบซึ่งยืนอยู่ตั้งนานแล้วนั้น มีอาการตัวสั่นเบาๆด้วยความตื่นเต้น เขาตอบเป็นคนสุดท้าย
“1 + 1 เท่ากับ 2 ครับ” เด็กน้อยตอบ
ดนตรีตื่นเต้นดังรับ พิธีกรเดินเข้ามาตรงกลาง
“คำตอบที่ผู้แข่งขันทั้งสิบ ตอบไปหมดแล้ว ท่านผู้ชมพร้อมหรือยังที่จะให้คะแนน ถ้าพร้อมแล้ว เครื่องตรวจรับเสียงตบมือทั่วโลกก็พร้อมแล้ว เมื่อสัญญาณไฟแดงสว่างขึ้นที่จอทีวีท่านตบมือเลยนะครับ ผมจะขานทีละหมายเลข พร้อมนะครับ....”
เรื่อง เกมโชว์
...................
รายการเกมโชว์ที่มีรางวัลเป็น โลกทั้งใบให้ครอง ได้ผ่านมาถึงรอบสุดท้ายแล้ว พิธีกรประกาศเสียงลั่น
“คำถามรอบนี้ ถามเพียงสั้นๆ หากใครตอบแล้วเสียงของคนทั้งโลกโห่ร้องพอใจและตบมือเสียงดังยาวนานที่สุด คนผู้นั้นก็จะได้เป็นแชมป์และรับรางวัลโลกนี้ไปครอง และคำถามคือ...”
พิธีกรหยุดเสียงเพื่อให้ได้ยินคำถามชัดเจน
“1+1 เป็นเท่าไร”
ผู้แข่งขันคนที่หนึ่งซึ่งเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ฉลาดที่สุดกดปุ่มได้ก่อนแล้วตอบว่า “มันอยู่ที่ว่า 1นั้นมีค่าเป็น 1 สัมบูรณ์ไหม”
ทนายความเป็นผู้แข่งขันคนที่สองกดปุ่มได้เป็นคนต่อมา “มันอยู่ที่ตัวบทกฎหมายว่าเขียนไว้อย่างไร หากเขียนไว้ว่า 1+1 เท่ากับ 2 เราก็ต้องมาตีความว่า 1+1 มันเป็นอย่างอื่นได้อีกไหม”
ผู้แข่งขันคนคนที่สามและสี่เป็นฝาแฝดกัน และมีอาชีพเป็นนักธุรกิจใหญ่ทั้งคู่ “คุณคิดว่ามันเป็นเท่าไรละ” แฝดคนแรกถามพิธีกรกลับ แฝดคนหลังพูดต่อ “คุณมีตัวเลือกให้เราเลือกไหมละว่ามันควรจะเป็นเท่าไร โจทย์แบบนี้มันน่าจะมีช้อยส์ให้เลือกนะ”นักธุรกิจต่อรองกลับ
มาถึงคนที่ห้าผู้แข่งขันคนนี้เป็นนักเศรษฐศาสตร์ “ผมคิดว่า1+1 เท่ากับ 1000000 ผมเสนอตัวเลขกลมๆอย่างนี้ก่อน แต่ต้องดูบริบทอื่นประกอบด้วย การรวมกันในของสองสิ่งมันมักมีค่ามากกว่าเดิมเป็นทวีคูณ ผมไม่ได้มองเป็นเครื่องหมายบวกอย่างเดียว”
ผู้แข่งขันคนที่หกกดปุ่มตอบต่อทันทีหลังจากที่นักเศรษฐศาสตร์เพิ่งตอบไป “1.00 บวกกับ1.00 เท่ากับ 2.00” เธอเป็นนักสถิติ
ยังคงเหลือผู้แข่งขันอีกสี่คนที่ยังไม่ได้กดปุ่มตอบ นั่นคือ นักการเมือง กวี นักบวช และเด็กอนุบาล
“หากมิมีใครแก่งแย่งกันแล้ว ดอกไม้คงเผยความจริง” กวีกล่าวขึ้นทำลายความเงียบ “หนึ่งผสานหนึ่ง คำตอบนั้นอยู่ในสายลม”
นักการเมืองหันไปทางนักบวชพนมมือนอบน้อม “นิมนต์ก่อนเลยขอรับ”
นักบวชแต่งชุดขาวซึ่งนับเป็นผู้แข่งขันคนที่แปดตอบว่า “ 1+ 1 เท่ากับ ศูนย์”
ความเงียบเข้าปกคลุมเวทีแข่งขันเกมโชว์ไปพักใหญ่ มีเสียงขานสาธุเบาๆมาจากกลุ่มคนดู อีกมุมหนึ่งมีคนได้ยินเสียงขานรับอาเมนดังขึ้้นด้วย
นักการเมืองขยับตัวมาด้านหน้าเพื่อตอบเป็นคนที่เก้า “สิ่งใดที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม ต่อประชาชน ผมจะทำทุกวิถีทางเพื่อสิ่งนั้น”
พิธีกรทำหน้านิ่วเหมือนจะถามว่านี่คือคำตอบของคำถามที่ว่าหนึ่งบวกหนึ่งเท่ากับเท่าไร แล้วใช่ไหม
“ให้ผมไปสาบานที่ไหนก็ได้” นักการเมืองย้ำ
แทบจะไม่มีใครสังเกตเลยว่าเด็กน้อยผู้แข่งขันคนที่สิบซึ่งยืนอยู่ตั้งนานแล้วนั้น มีอาการตัวสั่นเบาๆด้วยความตื่นเต้น เขาตอบเป็นคนสุดท้าย
“1 + 1 เท่ากับ 2 ครับ” เด็กน้อยตอบ

ดนตรีตื่นเต้นดังรับ พิธีกรเดินเข้ามาตรงกลาง
“คำตอบที่ผู้แข่งขันทั้งสิบ ตอบไปหมดแล้ว ท่านผู้ชมพร้อมหรือยังที่จะให้คะแนน ถ้าพร้อมแล้ว เครื่องตรวจรับเสียงตบมือทั่วโลกก็พร้อมแล้ว เมื่อสัญญาณไฟแดงสว่างขึ้นที่จอทีวีท่านตบมือเลยนะครับ ผมจะขานทีละหมายเลข พร้อมนะครับ....”
กล่องหัวเราะ กล่องร้องไห้
กล่องหัวเราะ กล่องร้องไห้
นิทานล้านบรรทัด
ประภาส ชลศรานนท์
ระหว่างนั่งรอแฟนสาวเดินทางกลับจากต่างประเทศ เสียงกริ่งหน้าประตูก็ดังขึ้น
เมธารีบลุกไปเปิดด้วยความดีใจทันที
ไม่ใช่แฟนสาวของเขา หากแต่เป็นชายหนุ่มหน้าตาสะอาดสะอ้านอย่างที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน
ยืนถือกล่องกระดาษขนาดเท่าฝ่ามือ 2 ใบ
" ...สวัสดีครับ อยากหัวเราะหรืออยากร้องไห้? " ชายหนุ่มนิรนามพูดขึ้น
" คุณเป็นใคร มาขายเครื่องกรองน้ำหรือเปล่า? " เมธาพูดติดตลก
" ถ้าอยากหัวเราะเปิดกล่องนี้ ถ้าอยากร้องไห้เปิดกล่องนี้ " ชายหนุ่มยังคงพูดเรื่องเดิม
" แต่มีข้อแม้... "
ประภาส ชลศรานนท์
ระหว่างนั่งรอแฟนสาวเดินทางกลับจากต่างประเทศ เสียงกริ่งหน้าประตูก็ดังขึ้น
เมธารีบลุกไปเปิดด้วยความดีใจทันที
ไม่ใช่แฟนสาวของเขา หากแต่เป็นชายหนุ่มหน้าตาสะอาดสะอ้านอย่างที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน
ยืนถือกล่องกระดาษขนาดเท่าฝ่ามือ 2 ใบ
" ...สวัสดีครับ อยากหัวเราะหรืออยากร้องไห้? " ชายหนุ่มนิรนามพูดขึ้น
" คุณเป็นใคร มาขายเครื่องกรองน้ำหรือเปล่า? " เมธาพูดติดตลก
" ถ้าอยากหัวเราะเปิดกล่องนี้ ถ้าอยากร้องไห้เปิดกล่องนี้ " ชายหนุ่มยังคงพูดเรื่องเดิม
" แต่มีข้อแม้... "
"ข้อแม้ก็คือ ถ้าเปิดกล่องนี่ แล้วต้องซื้อเครื่องดูดฝุ่นที่ซักผ้าปูที่นอนได้ด้วยใช่ไหม?~" เมธายังคงเย้าเล่น
ชานหนุ่มลึกลับถือวิสาสะเดินเข้ามาในบ้าน แล้ววางกล่องลง
" กล่องด้านขวานี้เป็นกล่องหัวเราะ ส่วนกล่องด้านซ้ายคือกล่องร้องไห้
ข้อแม้คือ.. เมื่อคุณเปิดกล่องหัวเราะ คุณจะหัวเราะอย่างมีความสุขอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
จากนั้นเมื่อฝากล่องปิดคุณจะร้องไห้ปิ่มว่าจะขาดใจ "

" แล้วกล่องร้องไห้ล่ะ " เมธานึกสนุก " ข้อแม้เป็นอย่างไร "
" ง่ายๆ ..มันก็แค่สลับกัน มันเริ่มด้วยเสียงร้องไห้ และเมื่อกล่องปิด มันจะจบลงด้วยเสียงหัวเราะ "
ชายหนุ่มนิรนามตอบ
เมธาเดินมามองดูกล่องสองใบใกล้ๆ " แล้ว..ผมไม่เล่นได้มั้ย ไม่เปิดเลยสักกล่อง "
" ได้สิครับ ชีวิตเป็นของคุณอยู่แล้วนี่ครับ "
ชายหนุ่มเจ้าของกล่องเดินมาหยิบกล่องแล้วเตรียมออกจากบ้าน
" เดี๋ยว " เมธาคว้าข้อมือชายนิรนามไว้ " วางกล่องลงก่อน ผมอยากลอง "
" จะเปิดกล่องไหนครับ " ชายหนุ่มยิ้ม
" ใครจะบ้าเปิดกล่องร้องไห้ มีใครที่ไหนไม่อยากมีความสุขบ้าง " เมธาตอบ
" จริงครับ แล้ว..คุณไม่กลัวต้องร้องไห้หลังจากนั้นเหรอครับ"
เมธานิ่งคิดไปพักหนึ่ง แล้วตอบออกไป " ผมไม่กลัว ผมเป็นคนอารมณ์ดี ไม่ค่อยร้องไห้อะไรง่ายๆ "
" ถ้าอย่างนั้น เชิญครับ " ชายหนุ่มยื่นกล่องหัวเราะให้เมธา
เมธาหยิบกล่องมาถือไว้ ด้วยความเชื่อมากกว่าเชื่อว่าเป็นเรื่องจริง เขาเปิดฝากล่องทันที
แล้วมองเข้าไปในกล่องนั้น
มันเป็นกล่องว่างเปล่า ไม่มีอะไรเลย แล้วทันใดนั้นเองเขาก็ระเบิดเสียงหัวเราะออกมา
เขาหัวเราะต่อเนื่อง หัวเราะด้วยความสุข ความสนุก หัวเราะจนต้องนั่งลงกุมท้อง
ชายหนุ่มเจ้าของกล่องยืนมองดูเมธาด้วยความพึงใจ ผ่านไปเกือบครึ่งชั่วโมง เมธาหัวเราะจนแทบหมดแรง
" โอย~ ทำไมมันมีความสุขอย่างนี้ ไม่น่าเชื่อ ฮะๆๆๆๆ "
" ขอกล่องผมคืนด้วยครับ " ชายหนุ่มนิรนามพูดขึ้นหลังจากเสียงหัวเราะเบาลง
เมธาส่งกล่องคืนให้ " แล้วคุณจะไปแล้วหรือ "
ชายหนุ่มยิ้มน้อยๆ " ผมขออนุญาตไปปิดฝากล่องข้างนอกนะครับ ผมไม่ชอบเห็นคนร่ำไห้"
" คนอย่างผมน่ะหรือ จะร้องไห้ " เมธายิ้มเยาะ
ชายหนุ่มนิรนามเดินไปถึงสุดประตู แล้วหันกลับมา
" แฟนสาวของคุณยังกลับไม่ถึงบ้านไม่ใช่เหรอครับ คุณคงลืมว่าคุณรอเธอมากี่ชั่วโมงแล้ว
...ขอแสดงความเสียใจด้วยนะครับ "
.
.
.
แล้วชายหนุ่มคนนั้นก็ปิดฝากล่องลง
ธนูเลือกดินแดน
นิทานล้านบรรทัด
ประภาส ชลศรานนท์
"ธนูเลือกดินแดน"
สงครามแก่งแย่งดินแดนที่ดำเนินมาหลายสิบปียังไม่มีทีท่าว่าจะสงบลง ห้าขุนพลที่แตกคอกันเองออกมาตั้งกองทัพเล็กๆก่อสงครามมากมายหลายสมรภูมิ ทั้งห้าต่างรบพุ่งกันโดยลืมไปว่าพวกเขาเคยเป็นคนในดินแดนเดียวกัน
แม้ทหารแต่ละฝ่ายจะล้มตายไปมากมาย แต่ก็ยังไม่ปรากฏร่องรอยว่าใครจะเป็นผู้แพ้หรือผู้ชนะ มีแต่ความสูญเสียเท่านั้นที่เป็นร่องรอยอันชัดเจนที่สุด
ในที่สุด ห้าขุนพลก็นัดกันเพื่อเจรจาสงบศึก
“แผ่นดินนี้กว้างใหญ่ไพศาลเหลือคณา” ขุนพลคนแรกพูดขึ้น “เราจะรบราฆ่าฟันเพื่อแก่งแย่งไปใย ถึงต่อให้เราแบ่งดินแดนของตัวเองเพื่อไปปกครอง ดินแดนของแต่ละคนก็กว้างใหญ่เกินกว่าที่เราจะดูแลทั่วถึง”
ขุนพลอีกสี่คนมองหน้ากัน แล้วพยักหน้าน้อยๆเห็นด้วย การสู้รบอันเนิ่นนานที่ผ่านมาสร้างความเหนื่อยล้าให้กับพวกเขาและเหล่าทหาร
“ถ้าทุกคนเห็นด้วย ข้าจะขอเสนอให้พวกเราแบ่งดินแดนกัน เราจะไม่รบราฆ่าฟันกันอีก” ขุนพลคนที่หนึ่งเสนอ “ท่านขุนพลทั้งหลาย พวกเราจงมายิงธนูคนละหนึ่งดอกไปยังดินแดนที่ต้องการกันเถิด ธนูของผู้ใดปักลงตรงที่ใด ก็หมายถึงสิทธิ์อันชอบธรรมที่จะครอบครองดินแดนแห่งนั้น”
เสียงพึมพำอย่างพึงใจของเหล่าทหารดังขึ้นเบาๆ
ขุนพลคนที่สองไม่พูดพล่ามทำเพลง เขาคว้าธนูออกมาแล้วก็น้าวศรยิงไปที่ภูเขาลูกที่อยู่ใกล้ที่สุด ทันทีที่ลูกธนูปักลงตรงยอดเขา เขาก็ประกาศออกมา “ภูเขาลูกนั้นคือดินแดนของข้า ข้าจะสร้างเมืองบนภูเขา” เสียงเหล่าทหารของเขาตะโกนรับเสียงประกาศของเขา
ขุนพลคนที่สามเห็นดังนั้นก็หยิบธนูยิงออกมาบ้าง และเช่นกันเมื่อลูกธนูของเขาปักลงที่ริมแม่น้ำ เขาก็ประกาศออกมาด้วยเสียงอันดังไม่แพ้กัน“แผ่นดินของข้าอยู่ที่ริมแม่น้ำนั้น สิ่งใดก็ตามที่อยู่ที่นั่น ข้าจะเป็นเจ้าของมันทั้งหมด” เสียงของเขาดังกังวานและตามต่อด้วยเสียงตะโกนดีใจของทหารของเขา
ขุนพลคนที่สี่ไม่รอช้า เขายิงธนูออกไปที่ที่ราบระหว่างภูเขากับแม่น้ำ “ดินแดนของข้าอยู่ที่นั่น ขอให้ใครอย่ามาบุกรุกดินแดนของข้า ข้าและพวกของข้าจะรบจนตัวตาย” เสียงทหารตะโกนร้องรับอย่างฮึกเหิม
ระหว่างที่เหล่าทหารกำลังส่งเสียงอื้ออึงวิพากษ์วิจารณ์ดินแดนของตัวเอง ขุนพลคนที่ห้าก็กำลังหันรีหันขวางเหมือนว่ากำลังตัดสินใจอยู่ว่าจะยิงไปทางไหนดี ขุนพลคนที่หนึ่งจึงถือโอกาสนั้นหยิบธนูขึ้นมา
ทุกคนหยุดส่งเสียงแล้วลุ้นกันว่าเขาจะเล็งไปที่ใด
เขาส่ายธนูไปมา แล้วก็หยุดอยู่ที่ทิศทางที่จะยิงไปที่ทะเล แต่แล้วเขาก็เปลี่ยนใจ หันธนูกลับมาเล็งที่พื้นดินที่เขายืนอยู่ แล้วเขาก็ปล่อยลูกธนูของเขาพุ่งลงปักใกล้ๆกับเท้าของเขา
ทุกคนแปลกใจในการตัดสินใจเลือกดินแดนของขุนพลคนที่หนึ่ง เพราะสถานที่ที่ทุกคนยืนอยู่นี้เป็นแค่สมรภูมิข้างสันเขาเล็กๆ แล้วถ้ามันเล็กขนาดนี้มันจะสร้างเมืองอะไรได้
“ผืนดินตรงนี้เป็นของข้า” เสียงของเขาดังก้องไปทั่ว “ดังนั้นใครก็ตามที่ตอนนี้ยืนอยู่บนผืนดินตรงนี้ จึงหมายความว่าพวกเขาเป็นคนของข้า เป็นข้าทาสบริวารของข้า นั่นหมายความว่าสมบัติที่พวกเขามีทั้งหมดซึ่งรวมไปถึงผืนดินที่เขาครอบครอบจึงต้องเป็นของข้าด้วย” ขาดคำของเขา เหล่าทหารของขุนพลคนที่หนึ่งก็ชักดาบออกมาอย่างพร้อมเพรียงราวกับนัดกันไว้ แล้วทุกคนก็ตวัดดาบจ่อไปที่คอหอยของทหารของขุนพลคนอื่นๆ
ระหว่างที่ทุกคนกำลังตกใจในเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ขุนพลคนที่ห้าจึงหยิบธนูขึ้นมา “ช้าก่อนท่านนักรบทั้งหลาย ข้ายังไม่ได้ใช้สิทธิ์ยิงธนูเพื่อเลือกดินแดนเลย”
พูดจบ เขาก็ยิงธนูเข้าปักกลางอกของขุนพลคนที่หนึ่ง และแล้วสงครามก็ดำเนินต่อไป
ประภาส ชลศรานนท์
"ธนูเลือกดินแดน"
สงครามแก่งแย่งดินแดนที่ดำเนินมาหลายสิบปียังไม่มีทีท่าว่าจะสงบลง ห้าขุนพลที่แตกคอกันเองออกมาตั้งกองทัพเล็กๆก่อสงครามมากมายหลายสมรภูมิ ทั้งห้าต่างรบพุ่งกันโดยลืมไปว่าพวกเขาเคยเป็นคนในดินแดนเดียวกัน
แม้ทหารแต่ละฝ่ายจะล้มตายไปมากมาย แต่ก็ยังไม่ปรากฏร่องรอยว่าใครจะเป็นผู้แพ้หรือผู้ชนะ มีแต่ความสูญเสียเท่านั้นที่เป็นร่องรอยอันชัดเจนที่สุด
ในที่สุด ห้าขุนพลก็นัดกันเพื่อเจรจาสงบศึก
“แผ่นดินนี้กว้างใหญ่ไพศาลเหลือคณา” ขุนพลคนแรกพูดขึ้น “เราจะรบราฆ่าฟันเพื่อแก่งแย่งไปใย ถึงต่อให้เราแบ่งดินแดนของตัวเองเพื่อไปปกครอง ดินแดนของแต่ละคนก็กว้างใหญ่เกินกว่าที่เราจะดูแลทั่วถึง”
ขุนพลอีกสี่คนมองหน้ากัน แล้วพยักหน้าน้อยๆเห็นด้วย การสู้รบอันเนิ่นนานที่ผ่านมาสร้างความเหนื่อยล้าให้กับพวกเขาและเหล่าทหาร
“ถ้าทุกคนเห็นด้วย ข้าจะขอเสนอให้พวกเราแบ่งดินแดนกัน เราจะไม่รบราฆ่าฟันกันอีก” ขุนพลคนที่หนึ่งเสนอ “ท่านขุนพลทั้งหลาย พวกเราจงมายิงธนูคนละหนึ่งดอกไปยังดินแดนที่ต้องการกันเถิด ธนูของผู้ใดปักลงตรงที่ใด ก็หมายถึงสิทธิ์อันชอบธรรมที่จะครอบครองดินแดนแห่งนั้น”
เสียงพึมพำอย่างพึงใจของเหล่าทหารดังขึ้นเบาๆ
ขุนพลคนที่สองไม่พูดพล่ามทำเพลง เขาคว้าธนูออกมาแล้วก็น้าวศรยิงไปที่ภูเขาลูกที่อยู่ใกล้ที่สุด ทันทีที่ลูกธนูปักลงตรงยอดเขา เขาก็ประกาศออกมา “ภูเขาลูกนั้นคือดินแดนของข้า ข้าจะสร้างเมืองบนภูเขา” เสียงเหล่าทหารของเขาตะโกนรับเสียงประกาศของเขา
ขุนพลคนที่สามเห็นดังนั้นก็หยิบธนูยิงออกมาบ้าง และเช่นกันเมื่อลูกธนูของเขาปักลงที่ริมแม่น้ำ เขาก็ประกาศออกมาด้วยเสียงอันดังไม่แพ้กัน“แผ่นดินของข้าอยู่ที่ริมแม่น้ำนั้น สิ่งใดก็ตามที่อยู่ที่นั่น ข้าจะเป็นเจ้าของมันทั้งหมด” เสียงของเขาดังกังวานและตามต่อด้วยเสียงตะโกนดีใจของทหารของเขา
ขุนพลคนที่สี่ไม่รอช้า เขายิงธนูออกไปที่ที่ราบระหว่างภูเขากับแม่น้ำ “ดินแดนของข้าอยู่ที่นั่น ขอให้ใครอย่ามาบุกรุกดินแดนของข้า ข้าและพวกของข้าจะรบจนตัวตาย” เสียงทหารตะโกนร้องรับอย่างฮึกเหิม
ระหว่างที่เหล่าทหารกำลังส่งเสียงอื้ออึงวิพากษ์วิจารณ์ดินแดนของตัวเอง ขุนพลคนที่ห้าก็กำลังหันรีหันขวางเหมือนว่ากำลังตัดสินใจอยู่ว่าจะยิงไปทางไหนดี ขุนพลคนที่หนึ่งจึงถือโอกาสนั้นหยิบธนูขึ้นมา
ทุกคนหยุดส่งเสียงแล้วลุ้นกันว่าเขาจะเล็งไปที่ใด
เขาส่ายธนูไปมา แล้วก็หยุดอยู่ที่ทิศทางที่จะยิงไปที่ทะเล แต่แล้วเขาก็เปลี่ยนใจ หันธนูกลับมาเล็งที่พื้นดินที่เขายืนอยู่ แล้วเขาก็ปล่อยลูกธนูของเขาพุ่งลงปักใกล้ๆกับเท้าของเขา
ทุกคนแปลกใจในการตัดสินใจเลือกดินแดนของขุนพลคนที่หนึ่ง เพราะสถานที่ที่ทุกคนยืนอยู่นี้เป็นแค่สมรภูมิข้างสันเขาเล็กๆ แล้วถ้ามันเล็กขนาดนี้มันจะสร้างเมืองอะไรได้
“ผืนดินตรงนี้เป็นของข้า” เสียงของเขาดังก้องไปทั่ว “ดังนั้นใครก็ตามที่ตอนนี้ยืนอยู่บนผืนดินตรงนี้ จึงหมายความว่าพวกเขาเป็นคนของข้า เป็นข้าทาสบริวารของข้า นั่นหมายความว่าสมบัติที่พวกเขามีทั้งหมดซึ่งรวมไปถึงผืนดินที่เขาครอบครอบจึงต้องเป็นของข้าด้วย” ขาดคำของเขา เหล่าทหารของขุนพลคนที่หนึ่งก็ชักดาบออกมาอย่างพร้อมเพรียงราวกับนัดกันไว้ แล้วทุกคนก็ตวัดดาบจ่อไปที่คอหอยของทหารของขุนพลคนอื่นๆ
ระหว่างที่ทุกคนกำลังตกใจในเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ขุนพลคนที่ห้าจึงหยิบธนูขึ้นมา “ช้าก่อนท่านนักรบทั้งหลาย ข้ายังไม่ได้ใช้สิทธิ์ยิงธนูเพื่อเลือกดินแดนเลย”
พูดจบ เขาก็ยิงธนูเข้าปักกลางอกของขุนพลคนที่หนึ่ง และแล้วสงครามก็ดำเนินต่อไป

นอนหลับฝันดีครับ....
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)