วันจันทร์ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2567

이렇게-소통하면-모두-내-편이-된다-_한창욱-ถ้าฉันสื่อสารแบบนี้ทุกคนจะอยู่เคียงข้างฉัน

 

이렇게-소통하면-모두-내-편이-된다-_한창욱-ถ้าฉันสื่อสารแบบนี้ทุกคนจะอยู่เคียงข้างฉัน

หนังสือ "이렇게 소통하면 모두 내 편이 된다" (ถ้าสื่อสารแบบนี้ ทุกคนจะเป็นฝ่ายเรา) โดย 한창욱 (Han Chang-wook) เป็นหนังสือที่พูดถึงการใช้ทักษะการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพเพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับคนรอบข้าง ทั้งในชีวิตส่วนตัวและในที่ทำงาน เนื้อหาของหนังสือมุ่งเน้นไปที่การเข้าใจและปรับใช้กลยุทธ์ในการสื่อสารที่ทำให้ผู้คนรู้สึกเข้าใจและยอมรับเรา ซึ่งจะช่วยให้การทำงานร่วมกับผู้อื่นเป็นไปได้อย่างราบรื่นและมีผลลัพธ์ที่ดีกว่า

ผู้คนในโลกนี้ไม่ใช่ทั้งมิตรและศัตรู


แม้ว่าการสื่อสารจะเป็นเรื่องง่าย การโน้มน้าวใจก็ไม่ใช่เรื่องง่าย Anton Chekhov ให้คำแนะนำว่า "ผู้ที่ไม่สามารถเกลี้ยกล่อมคู่ของเขาด้วยคำพูดที่อ่อนโยนไม่สามารถเกลี้ยกล่อมเขาได้ด้วยคำพูดที่สง่างาม"

คำพูดที่โด่งดังของ Anton Chekhov ที่เกี่ยวกับการโน้มน้าวใจคือ:

"ถ้าคุณต้องการโน้มน้าวคนอื่นให้เชื่อในสิ่งที่คุณพูด, อย่าพยายามโน้มน้าวด้วยการใช้เหตุผลหรือข้อเท็จจริงเพียงอย่างเดียว, แต่ให้ทำให้พวกเขารู้สึกว่าแนวคิดของคุณนั้นเป็นของพวกเขาเอง."

การโน้มน้าวใจไม่ใช่การบังคับ เพื่อที่จะอยู่ในโลกที่ปลอดภัย แม้ว่าคุณจะสร้างพันธมิตรไม่ได้ คุณต้องไม่สร้างศัตรู

'รู้จักตัวเอง!' Know Thyself: The Philosophy of Self-Knowledge



The ancient Greek injunction, ‘Know Thyself,’จงรู้จักตนเอง' is inscribed in the forecourt of the Temple of Apollo at Delphi. (from Cyprus Today on Twitter.com) 

คำพูดที่มีชื่อเสียงของโสกราตีสนี้เป็นคำพูดที่มีชื่อเสียงในสมัยกรีกโบราณ ไม่ว่าจะเป็นคำพูดของใครก็ตาม มันเป็นสิ่งสำคัญเพราะเป็นคำถามพื้นฐานในปรัชญา

หากคุณเปลี่ยนคำเพื่อรู้จักตัวเองเล็กน้อย คุณจะต้องเผชิญกับคำถามที่ว่า 'ฉันเป็นใคร' 

สำหรับฉันแล้ว ดูเหมือนว่าจุดเริ่มต้นของภูมิปัญญาทุกประเภท รวมถึงความรู้เกี่ยวกับตัวเราเอง คือ การยอมรับความไม่มั่นคงของความเชื่อของเรา และความรู้ที่ไม่เพียงพอของเรา

ปลูกฝัง 'พลังแห่งความคิด

เมื่อฉันตระหนักถึงตัวตนของฉัน ความนับถือตนเองของฉันก็เพิ่มขึ้น แล้วคุณจะใช้ชีวิตอย่างมั่นใจและมีความสุขมากขึ้น

Don’t worry, everything will be fine! ไม่ต้องกังวล มันจะไม่เป็นไร!

Life is unpredictable. Who knows what will happen next? ชีวิตเป็นสิ่งที่คาดเดาไม่ได้ ใครจะรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในอนาคต

it is best to think about something else. ทางที่ดีควรคิดให้ต่างออกไปเมื่อความกลัวหรือความกังวลของคุณพุ่งเข้ามา 

เมื่อความกลัวและความกังวลของคุณเพิ่มขึ้น ความนับถือตนเองของคุณจะค่อยๆ ลดลง

ความวิตกกังวล ความกังวล ความกลัว และความตึงเครียด ไม่ใช่สิ่งเลวร้ายเสมอไป พวกเขาพัฒนาความระมัดระวังและมีบทบาทสำคัญในการอยู่รอดของมนุษยชาติ แต่ความกลัวที่คลุมเครือไม่ได้ทำอะไรเพื่อแก้ปัญหา

เชื่อในตัวคุณเอง! อยู่ในโลกที่ยากลำบาก ถ้าไม่เชื่อในตัวเอง แล้วจะไว้ใจใครได้?

ยิ่งคุณเชื่อมั่นในตัวเองมากเท่าไหร่ ความภาคภูมิใจในตนเองของคุณก็จะยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น และการใช้ชีวิตในโลกนี้ก็ง่ายขึ้น

คนที่มีความภาคภูมิใจในตนเองสูงเรียนรู้จากความผิดพลาดมากกว่าที่จะตำหนิตัวเอง แล้วลืมมันไปโดยเร็ว ในทางกลับกัน คนที่มีความภาคภูมิใจในตนเองต่ำมักจะหมกมุ่นอยู่กับความผิดพลาด คุณกังวลว่าคนอื่นจะวิจารณ์คุณหรือดูถูกคุณเพราะมัน

เราทุกคนเกิดมาคู่ควรแก่การสรรเสริญ

ความปรารถนาของมนุษย์ไม่มีที่สิ้นสุด

การประเมินโลกเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากขึ้นอยู่กับมุมมองที่คุณมองจากโลก หากคุณเปลี่ยนผลลัพธ์ไม่ได้ ให้เปลี่ยนมุมมองของคุณ ด้วยวิธีนี้ คุณสามารถสัญญาในครั้งต่อไปโดยไม่สูญเสียความกล้าหาญและความมั่นใจของคุณ

หากคุณต้องการเพิ่มความนับถือตนเอง การเป็นอาสาสมัครเป็นวิธีหนึ่ง การเป็นอาสาสมัครช่วยเพิ่มความเห็นอกเห็นใจ สร้างความมั่นใจในตนเอง และให้ความรู้สึกภาคภูมิใจว่าคุณกำลังปฏิบัติตามความรับผิดชอบต่อสังคมของคุณ และด้วยความรู้สึกพึงพอใจในตัวเอง ความนับถือตนเองของฉันก็เพิ่มขึ้นและฉันรู้สึกถึงรางวัลของชีวิต

ช่วยเหลือและมีชีวิตอยู่ นั่นเป็นข้อพิสูจน์เดียวว่าฉันใช้ชีวิตได้ดี

Dale Carnegie  กล่าวว่า "ทัศนคติของการเป็นผู้ฟังที่จริงจังเป็นหนึ่งในคำชมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่เราสามารถมอบให้กับผู้อื่นได้"

สรุปเนื้อหาหลักของหนังสือ:

  1. การทำความเข้าใจผู้อื่น: หนังสือแนะนำให้เราเริ่มต้นด้วยการเข้าใจ ความรู้สึก และ ความต้องการ ของคนอื่น เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อสถานการณ์ต่าง ๆ ได้อย่างเหมาะสม การที่เราสามารถอ่านและเข้าใจอารมณ์หรือความคิดของคนอื่น จะช่วยให้การสื่อสารมีประสิทธิภาพและได้รับการยอมรับมากขึ้น

  2. การฟังอย่างตั้งใจ: การฟังถือเป็นทักษะสำคัญในการสื่อสาร หนังสือเน้นให้เราเป็นผู้ฟังที่ดี โดยการฟังอย่างตั้งใจและไม่ขัดจังหวะ พร้อมทั้งให้ความสำคัญกับการเข้าใจเนื้อหาของสิ่งที่คนอื่นพูดแทนที่จะรีบตอบกลับทันที การฟังอย่างตั้งใจทำให้ผู้พูดรู้สึกได้รับการยอมรับและเคารพ

  3. การใช้ภาษากายและน้ำเสียงที่เหมาะสม: ภาษากายและน้ำเสียงเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยให้การสื่อสารมีประสิทธิภาพ หนังสือแนะนำให้ใช้ภาษากายและน้ำเสียงที่เป็นมิตรและอบอุ่น เพื่อทำให้ผู้ฟังรู้สึกปลอดภัยและยินดีที่จะเปิดเผยความคิดหรือความคิดเห็นของตนเอง

  4. การใช้คำพูดที่สร้างความสัมพันธ์: การใช้คำพูดที่เป็นมิตรและบวก เช่น การพูดชมเชย, การใช้คำพูดที่ให้กำลังใจ หรือการแสดงความขอบคุณ จะช่วยสร้างความสัมพันธ์ที่ดีและทำให้ผู้คนรอบข้างรู้สึกดีและเชื่อใจเรา

  5. การให้คุณค่าแก่คนอื่น: การให้ คุณค่า แก่ผู้อื่นโดยการให้ความสำคัญกับความคิดเห็นและข้อเสนอของพวกเขาจะช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีและทำให้คนอื่นรู้สึกว่าเราใส่ใจและเคารพพวกเขา

  6. การจัดการกับความขัดแย้ง: หนังสือแนะนำให้เราใช้ทักษะในการจัดการกับความขัดแย้งอย่างมีสติ โดยไม่ใช้อารมณ์ในการตอบสนอง หรือหาวิธีที่สร้างสรรค์ในการแก้ปัญหา เพื่อให้ทุกฝ่ายสามารถหาทางออกร่วมกันได้

  7. การปรับตัวและยืดหยุ่น: ในการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ จำเป็นต้อง ยืดหยุ่น และสามารถปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ต่าง ๆ การที่เราสามารถปรับทัศนคติและวิธีการสื่อสารให้เหมาะสมกับผู้คนหรือสถานการณ์ต่าง ๆ จะช่วยให้การสื่อสารมีความสำเร็จมากยิ่งขึ้น

ข้อคิดหลักจากหนังสือ:

  • การสื่อสารที่ดีคือการทำให้คนอื่นรู้สึกว่าเขามีคุณค่า: หนังสือสอนให้เราเข้าใจว่าการสื่อสารที่ดีไม่ใช่แค่การพูด แต่คือการทำให้คนอื่นรู้สึกว่าพวกเขาเป็นส่วนสำคัญของเรา
  • ความสัมพันธ์ที่ดีเริ่มจากการฟังและเข้าใจ: การฟังเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้เราสามารถสร้างความสัมพันธ์ที่ดีและทำให้คนอื่นรู้สึกไว้วางใจ
  • การใช้ภาษากายและน้ำเสียงอย่างเหมาะสมจะช่วยเพิ่มความเข้าใจ: การแสดงออกทางภาษากายและน้ำเสียงสามารถช่วยทำให้คนอื่นรู้สึกว่าเราใส่ใจและจริงใจ

สรุป:

"이렇게 소통하면 모두 내 편이 된다" โดย 한창욱 เป็นหนังสือที่สอนทักษะการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ เพื่อช่วยให้เราสามารถสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้อื่น การฟังอย่างตั้งใจ, การใช้คำพูดที่เป็นมิตร, การให้คุณค่าแก่ผู้อื่น, การจัดการกับความขัดแย้งอย่างมีสติ และการปรับตัวให้เหมาะสมกับสถานการณ์เป็นกลยุทธ์ที่ช่วยให้เราสามารถสร้างความสัมพันธ์ที่ดีและยั่งยืน ทั้งในชีวิตส่วนตัวและการทำงาน

วันอาทิตย์ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2567

การสร้างความสัมพันธ์ที่ดี ตามแนวทางของ Alfred Adler

 


การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีเป็นเรื่องสำคัญที่ Alfred Adler ให้ความสำคัญอย่างมากในทฤษฎีจิตวิทยาของเขา เขาเชื่อว่าความสัมพันธ์ที่ดีในสังคมและกับผู้อื่นเป็นพื้นฐานสำคัญในการพัฒนาความสุขและความเจริญเติบโตทางจิตใจ การมี ภูมิปัญญาของฝูงชน (Social Interest) หรือความสามารถในการมีความสัมพันธ์ที่ดีและร่วมมือกับผู้อื่น จะช่วยให้บุคคลมีความรู้สึกถึงคุณค่าในตัวเองและสามารถพัฒนาได้อย่างเต็มที่

หลักการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีตามแนวทางของ Alfred Adler

  1. การเห็นคุณค่าและความเท่าเทียมของผู้อื่น (Respect and Equality): Adler เชื่อว่าความสัมพันธ์ที่ดีเริ่มต้นจากการให้ ความเคารพและเห็นคุณค่าของผู้อื่น โดยการยอมรับว่าทุกคนมีคุณค่าเท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะมีพื้นฐานทางสังคม วัฒนธรรม หรือการศึกษาอย่างไร การเห็นคุณค่าในผู้อื่นช่วยให้เรามีทัศนคติที่ดีและเป็นมิตรต่อกัน

  2. การสร้างความสัมพันธ์ผ่านการให้และการรับ (Give and Take): Adler เน้นว่า ความสัมพันธ์ที่ดีจะเกิดขึ้นเมื่อทั้งสองฝ่ายสามารถให้และรับในลักษณะที่เป็นประโยชน์ต่อกัน ซึ่งหมายถึงการให้ความช่วยเหลือ, การแสดงความห่วงใย, การฟังกันอย่างตั้งใจ และการยอมรับในความแตกต่างของกันและกัน ความสัมพันธ์ที่ดีคือการให้เกียรติและเคารพซึ่งกันและกันในทุกด้าน

  3. การร่วมมือและทำงานร่วมกัน (Cooperation and Collaboration): Adler เชื่อว่า ความสามารถในการทำงานร่วมกัน เป็นพื้นฐานสำคัญในการสร้างความสัมพันธ์ที่ดี การร่วมมือกันช่วยให้แต่ละคนสามารถเติบโตและพัฒนาได้ดีกว่า การแข่งขันและการมองว่าคนอื่นเป็นคู่แข่ง จะนำไปสู่ความขัดแย้งและความไม่เข้าใจกัน ซึ่งจะทำให้ความสัมพันธ์ยากลำบาก

  4. การแสดงออกถึงความห่วงใยและความเห็นอกเห็นใจ (Empathy and Understanding): การ มีความเห็นอกเห็นใจ และเข้าใจความรู้สึกของผู้อื่นเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างความสัมพันธ์ที่ดี Adler เชื่อว่าการเข้าใจความต้องการและอารมณ์ของคนอื่น จะช่วยให้เราแสดงออกในทางที่เหมาะสมและเป็นมิตร ทำให้เกิดความรู้สึกเชื่อมโยงที่ลึกซึ้งระหว่างกัน

  5. การรับผิดชอบต่อความสัมพันธ์ (Responsibility in Relationships): Adler เชื่อว่าทุกคนในความสัมพันธ์มี ความรับผิดชอบ ต่อการทำให้ความสัมพันธ์นั้นดีและยั่งยืน การมีความรับผิดชอบหมายถึงการทำสิ่งที่ดีเพื่อผู้อื่น การพยายามทำให้สถานการณ์ดีขึ้นและไม่ปล่อยให้ความขัดแย้งหรือปัญหาทางอารมณ์เกิดขึ้น การรับผิดชอบยังหมายถึงการที่เราจะต้องแก้ไขความผิดพลาดของตัวเองเมื่อเกิดขึ้นด้วย

  6. การมองความขัดแย้งเป็นโอกาสในการพัฒนา (Conflict as Growth): Adler เชื่อว่า ความขัดแย้ง ไม่ใช่สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงหรือมองเป็นเรื่องร้ายแรง แต่เป็นโอกาสในการเรียนรู้และเติบโต เมื่อเกิดความขัดแย้งในความสัมพันธ์ ควรมองว่าเป็นการท้าทายที่สามารถช่วยให้เราเข้าใจตัวเองและคนอื่นมากขึ้น และเป็นโอกาสในการพัฒนาความสัมพันธ์ให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น การทำความเข้าใจและการหาทางออกที่สร้างสรรค์จากความขัดแย้งจะทำให้ความสัมพันธ์มีความมั่นคงและยั่งยืน


ขั้นตอนในการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีตามแนวทางของ Adler

  1. ทำความเข้าใจและยอมรับผู้อื่น: เริ่มต้นจากการ ยอมรับและเคารพในความแตกต่าง ของผู้อื่น โดยไม่ต้องเปรียบเทียบหรือมองว่าผู้อื่นด้อยกว่าเรา การมีทัศนคติที่เปิดกว้างและยอมรับผู้อื่นในทุกรูปแบบจะช่วยสร้างบรรยากาศที่ดีในการสร้างความสัมพันธ์

  2. การสื่อสารที่เปิดเผยและตรงไปตรงมา: การสื่อสารที่ดีมีความสำคัญในการสร้างความสัมพันธ์ที่ดี โดยการ พูดอย่างเปิดเผย และ ฟังผู้อื่นอย่างตั้งใจ เป็นการสื่อสารที่ช่วยให้เข้าใจกันและลดความเข้าใจผิด ควรหลีกเลี่ยงการสื่อสารที่อาจทำให้เกิดความขัดแย้งหรือความไม่พอใจในภายหลัง

  3. การแสดงออกถึงความห่วงใยและการสนับสนุน: ให้ความสำคัญกับการแสดงออกถึง ความห่วงใยและการช่วยเหลือ เมื่อเห็นคนอื่นมีความทุกข์หรือกำลังเผชิญกับปัญหา ความสามารถในการแสดงความเอื้อเฟื้อและการช่วยเหลือจะทำให้ความสัมพันธ์แน่นแฟ้นและเพิ่มความเชื่อมั่นในกันและกัน

  4. การรักษาความสมดุลระหว่างการให้และรับ: ความสัมพันธ์ที่ดีจะเกิดขึ้นเมื่อทั้งสองฝ่ายสามารถให้และรับในรูปแบบที่สมดุล การให้โดยไม่มีการคาดหวังสิ่งตอบแทนหรือการรับอย่างเปิดใจจะทำให้เกิดความรู้สึกที่ดีต่อกัน

  5. การแก้ปัญหาและข้อขัดแย้งร่วมกัน: เมื่อมีข้อขัดแย้งในความสัมพันธ์ ควร มองว่าเป็นโอกาสในการเรียนรู้ และหาทางออกที่ดีร่วมกัน โดยการสื่อสารอย่างเปิดเผยและตรงไปตรงมาจะช่วยในการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นได้

  6. การรักษาความซื่อสัตย์และความจริงใจ: ความซื่อสัตย์และความจริงใจเป็นพื้นฐานของความสัมพันธ์ที่ดี การเป็นตัวของตัวเองและไม่ปลอมแปลงจะช่วยให้คนอื่นรู้สึกเชื่อมั่นและไว้วางใจเรา

สรุป:

การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีตามแนวทางของ Alfred Adler คือการ ให้ความเคารพและเห็นคุณค่าของผู้อื่น, การ ร่วมมือ และการมี ความรับผิดชอบ ในความสัมพันธ์ การแสดงออกถึง ความห่วงใย และการ แก้ปัญหาความขัดแย้ง ด้วยวิธีที่สร้างสรรค์และเห็นประโยชน์ร่วมกัน ทำให้ความสัมพันธ์มีความมั่นคงและเป็นมิตร การพัฒนาความสัมพันธ์ที่ดีเช่นนี้จะทำให้เราเติบโตและมีความสุขมากขึ้น.

Alfred Adler's three steps 

ตามแนวทางของ Alfred Adler การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีเริ่มจาก ความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน หรือ social interest/community feeling คือการมองอีกฝ่ายเป็น “เพื่อนมนุษย์ร่วมโลก” มากกว่าคู่แข่ง แนวคิดนี้ไม่ได้หมายถึงการเอาใจคนอื่น แต่คือการร่วมมืออย่างเท่าเทียม มีศักดิ์ศรี และมุ่งประโยชน์ร่วมกัน

แกนคิดแบบ Adler

Adler มองว่าความสัมพันธ์ที่ดีเกิดจากการลดการแย่งชิงสถานะ และเพิ่มความร่วมมือ ความเข้าใจ และการมีส่วนร่วมต่อกัน เขาเชื่อว่าปัญหาความสัมพันธ์จำนวนมากโยงกับความรู้สึกด้อยค่าและการพยายามชดเชยด้วยการควบคุมหรือเหนือกว่าอีกฝ่าย ดังนั้นความสัมพันธ์ที่ดีจึงไม่ได้เกิดจาก “ใครชนะ” แต่เกิดจากการสร้างพื้นที่ที่ทั้งสองฝ่ายรู้สึกมีคุณค่า

หลักปฏิบัติสำคัญ

  • ฝึก encouragement หรือการให้กำลังใจอย่างจริงใจ แทนการวิจารณ์กดทับ เพราะในแนว Adler การส่งเสริมกันช่วยให้ความสัมพันธ์แข็งแรงขึ้น

  • มองความสัมพันธ์แบบ horizontal relationship คือเท่าเทียม ไม่ใช่บน-ล่าง ไม่ใช่ผู้คุมกับผู้ถูกคุม

  • สนใจประโยชน์ของอีกฝ่ายและของส่วนรวม ไม่ยึดแต่ความต้องการตัวเอง

  • ยอมรับความแตกต่างโดยไม่ตัดสิน เพราะการร่วมมือสำคัญกว่าการเอาชนะ

  • ใช้ความกล้าทางใจในการเปิดเผยตัวเองอย่างพอดี เพื่อให้เกิดความจริงใจและความไว้วางใจ

ในชีวิตประจำวัน

ในมิตรภาพและความรัก Adler เน้นการให้และรับที่สมดุล การเคารพความต่าง และการยินดีกับความสำเร็จของอีกฝ่ายโดยไม่อิจฉา ถ้าเกิดความขัดแย้ง ให้ถามว่า “ฉันกำลังพยายามชนะ หรือกำลังพยายามเชื่อมโยง?” คำถามนี้สะท้อนแกน Adlerian ได้ดีมาก ในครอบครัว งาน และคู่รัก หลักเดียวกันคือสร้างความร่วมมือแทนการแข่งขัน

สรุปสั้น ๆ

ถ้าสรุปแบบ Adler การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีคือการมี social interest, ให้กำลังใจอีกฝ่าย, ปฏิบัติแบบเท่าเทียม, และมุ่งสร้างประโยชน์ร่วมกันมากกว่าการแสวงหาอำนาจเหนือกัน

ยกระดับแนวคิดนี้ให้เป็น “วิธีคุยกับคน” แบบใช้ได้จริงในชีวิตประจำวันได้เช่นกัน

 

ตัดแปะโดย เฉลิมชัย เอื้อวิริยะวิทย์