แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Mark Manson แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Mark Manson แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

10 quotes ของ Charles Bukowski ที่คนชอบอ้างกันบ่อย


Charles Bukowski เป็นอดีตพนักงานไปรษณีย์ นักพนัน และคนติดเหล้าที่ผลงานเขียนเคยถูกปฏิเสธมาตลอดค่อนชีวิต แต่เมื่ออายุ 50 ปี เขาตัดสินใจลาออกเพื่อเขียนหนังสืออย่างเต็มตัวและยอมรับชะตากรรมของตัวเอง จนในที่สุดผลงานของเขาขายได้มากกว่า 2 ล้านเล่มทั่วโลก ทว่าบนหลุมศพของเขากลับสลักคำว่า "Don't Try" (อย่าพยายาม) ซึ่งเป็นแก่นคิดของบทเรียนชีวิตสุดแปลกประหลาด 3 ประการดังนี้:

1. การยอมรับความล้มเหลวของตนเองอย่างซื่อสัตย์ (Accepting You are a Loser) ความสำเร็จของ Bukowski ไม่ได้มาจากการพยายามดิ้นรนเพื่อเป็น "ผู้ชนะ" หรือการปรับปรุงตัวให้เป็นคนดีเลิศตามมาตรฐานสังคม แต่มาจากการที่เขารู้ตัวดีว่าเป็นไอ้ขี้แพ้ ยอมรับมัน และเขียนถึงความห่วยแตก ความล้มเหลว และความน่าเกลียดชังของตัวเองอย่างเปิดเผยและตรงไปตรงมาที่สุด Manson ชี้ว่า คำว่า "ฉันกำลังพยายาม" บ่อยครั้งเป็นเพียงข้ออ้างที่แนบเนียนในการหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบและหลีกเลี่ยงการเผชิญความจริง ขณะที่เสน่ห์ที่แท้จริงของ Bukowski คือความสบายใจที่จะอยู่กับความล้มเหลวของตนเอง

2. ความสำเร็จเกิดจากการยอมรับความผิดพลาดและกล้าไปให้สุด (Go All the Way) ความสำเร็จไม่ใช่เรื่องของการทำทุกอย่างให้ถูกต้องเสมอไป แต่คือการที่คุณ รู้สึกสบายใจแม้ในยามที่ทำผิดพลาด Bukowski เชื่อว่าหากคุณคิดจะทำอะไรแล้ว "จงไปให้สุดทาง" (Go all the way) แม้ว่ามันจะต้องแลกด้วยความโดดเดี่ยว การถูกปฏิเสธอย่างรุนแรง การถูกเหยียดหยาม หรือแม้กระทั่งการสูญเสียสติของตัวเอง เพราะนั่นคือบททดสอบว่าคุณต้องการสิ่งนั้นจริงๆ หรือไม่ และไม่มีความรู้สึกใดจะยอดเยี่ยมไปกว่าการได้ต่อสู้ในศึกนั้น

3. ชีวิตที่มีความหมายคือกระบวนการหล่อหลอมด้วยไฟ (Trial by Fire) ผู้คนมักคิดว่าความสุข ความสำเร็จ และความสัมพันธ์ที่ดีจะต้องราบรื่นเสมอ แต่ Bukowski เข้าใจสัจธรรมว่าเราไม่มีวันได้สิ่งดีๆ โดยไม่ผ่านความทุกข์ยาก คุณไม่มีวันได้ความรักโดยไม่มีความเจ็บปวด ไม่มีวันได้ความยิ่งใหญ่โดยปราศจากความเจ็บปวด และไม่มีวันได้ความหมายโดยปราศจากการเสียสละ การค้นหาเป้าหมายในชีวิตไม่ใช่กระบวนการที่ผ่อนคลายเหมือนการเข้าสปา แต่คือ "การเดินทางผ่านกองเพลิง" (Trial by Fire) ที่ต้องผ่านการลงมือทำ เจ็บจริง ล้มเหลว และปรับปรุงตัวซ้ำๆ และความหมายที่แท้จริงมักเกิดขึ้นเมื่อเราเต็มใจที่จะเผชิญกับความทุกข์ยากเพื่อสิ่งนั้น

ดังนั้น "Don't Try" ของ Bukowski ไม่ได้หมายถึงการนอนขี้เกียจอยู่เฉยๆ แต่หมายถึง การหยุดเสแสร้งเป็นคนอื่น หยุดพยายามทำตามความคาดหวังของสังคม แต่ให้ใช้ชีวิต สู้ รัก เจ็บปวด และล้มเหลวในแบบที่เป็นตัวคุณจริงๆ ดังประโยคทองของเขาที่ว่า "จงค้นหาสิ่งที่รัก แล้วปล่อยให้มันฆ่าคุณซะ" (Find what you love and let it kill you)
ปรัชญา "Don't Try" (อย่าพยายาม) ของ Charles Bukowski เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับชีวิตมนุษย์ในยุคปัจจุบัน เนื่องจากคนส่วนใหญ่มักตกอยู่ในกับดักของการฝืนดิ้นรนและสูญเสียความเป็นตัวเองไปโดยไม่รู้ตัว ซึ่งเหตุผลสำคัญที่เรา "จำเป็นต้องหยุดพยายาม" ในมุมมองของ Bukowski มีดังนี้:
1. เพื่อปลดเปลื้อง "หน้ากากสังคม" และหยุดวิ่งไล่ล่าการยอมรับจากคนอื่น ในสังคมปัจจุบัน เรามักจะสวมหน้ากากพยายามทำตัวให้เป็นที่ชื่นชอบ โครงการภาพลักษณ์แห่งความสำเร็จและความสุข ซึ่งเป็นเรื่องที่เหนื่อยล้าและบั่นทอนจิตใจอย่างยิ่ง Bukowski มองว่าการพยายามประเภทนี้ (Forced trying) เกิดจากความกลัว อัตตา และความไม่มั่นคงในใจ ซึ่งมันจะคอยกัดกินจิตวิญญาณของเราจนทำให้เราตื่นมาตอนตีสามพร้อมคำถามว่า "นี่เรากำลังใช้ชีวิตของใครอยู่?" การหยุดพยายามช่วยให้เรากลับสู่จุดที่จริงใจที่สุดที่ไม่จำเป็นต้องรอให้ใครมาอนุญาตหรือยอมรับ
2. เพื่อแยกแยะระหว่าง "ความอยากที่แท้จริง" กับ "ความอยากที่ถูกสร้างขึ้น" บ่อยครั้งเราฝืนพยายามรักษาความสัมพันธ์ที่ตายไปแล้ว พยายามทำงานที่เกลียด หรือวิ่งไล่ล่าเป้าหมายที่สังคมทุนนิยมหล่อหลอมขึ้นมาเพื่อความฟุ้งเฟ้อ "Don't Try" จะบังคับให้เราหยุดเพื่อทบทวนและแยกแยะว่าอะไรคือสิ่งที่เราต้องการจริงๆ หากสิ่งใดที่ใช่สำหรับเราจริงๆ เราจะไม่รู้สึกว่าต้อง "ฝืนพยายาม" แต่มันจะขับเคลื่อนจากภายใน เป็นความจำเป็นทางจิตวิญญาณ (Necessity) หรือเป็นเสียงเรียก (Calling) ที่ไหลผ่านตัวเราไปตามธรรมชาติเหมือนการหายใจ
3. เพื่อเข้าสู่สภาวะ "ลื่นไหลตามธรรมชาติ" (Natural Flow) เมื่อเราหยุดกดดันตัวเองเพื่อให้ได้ผลลัพธ์หรือความสำเร็จตามมาตรฐานสังคม เราจะค้นพบสภาวะการทำงานแบบลื่นไหลอย่างไร้แรงต้าน (Flow) ซึ่งคล้ายคลึงกับแนวคิดเรื่อง "การกระทำโดยปราศจากความพยายาม" (Wu Wei) ในปรัชญาเต๋า เช่นเดียวกับ Bukowski ที่ไม่ได้เขียนหนังสือเพื่อหวังเงินทองหรือชื่อเสียง แต่เขาเขียนเพราะมันคือสิ่งเดียวที่พยุงจิตวิญญาณและช่วยให้เขาไม่เป็นบ้าไปเสียก่อน
4. การ "พยายาม" มักเป็นข้ออ้างที่แนบเนียนในการหลีกเลี่ยงความจริง คำพูดประเภท "ฉันกำลังพยายามทำสิ่งนั้นสิ่งนี้" บ่อยครั้งเป็นเพียงคำพูดที่ดูสวยหรูเพื่อหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบต่อความปรารถนาและความล้มเหลวของตนเอง การหยุดพยายามเปิดโอกาสให้เราเผชิญหน้ากับความจริงที่เจ็บปวดว่าเราเป็นใคร และยอมรับข้อบกพร่องของตัวเองอย่างตรงไปตรงมา ซึ่งความสบายใจที่จะยอมรับความห่วยแตกของตัวเองนี่เองคือบ่อเกิดของความมั่นใจและความมั่นคงทางจิตใจที่แท้จริง
5. เพื่อฟื้นฟูพลังชีวิตและรักษาจิตวิญญาณไม่ให้แตกสลาย การดิ้นรนพยายามที่เกิดจากความกลัวหรือเพื่อแสวงหาคุณค่าจากภายนอกจะสูบพลังชีวิตของเราให้แห้งเหือด ในขณะที่การยอมรับตัวตนที่แท้จริงและการลงมือทำจากความสัตย์จริง (Authenticity) จะเติมพลังชีวิตและมอบความสงบสุขให้แก่เรา ช่วยให้เรากลับมาชื่นชมและมีความสุขกับสิ่งง่ายๆ ในชีวิตได้อีกครั้ง เช่น การได้อ่านหนังสือดีๆ สักเล่ม หรือเขียนประโยคที่ซื่อสัตย์สักประโยค
ในท้ายที่สุด การ "Don't Try" จึงไม่ได้หมายถึงการขี้เกียจหรือยอมแพ้ต่อชีวิต แต่หมายถึง การหยุดเสแสร้ง เพื่อปล่อยให้ชีวิตและตัวตนที่แท้จริงได้ขับเคลื่อนตัวมันเองอย่างเป็นอิสระและทรงพลังที่สุด

  > Quotes

1. “Some people never go crazy. What truly horrible lives they must lead.”

แปลไทย (สั้น ๆ เข้าใจง่าย)
บางคนไม่เคย “หลุด” หรือบ้าบอเลย ชีวิตแบบนั้นช่างน่าเศร้าเหลือเกิน

ความหมายแบบง่ายๆ
Bukowski มองว่าการกล้าทำสิ่งที่หลุดกรอบบ้าง เป็นสัญญาณของการมีชีวิตชีวา กล้าลอง กล้าเสี่ยง ในขณะที่คนที่ไม่เคย “บ้า” เลยอาจจะใช้ชีวิตอย่างเรียบร้อยแต่จืดชืดและกลัวการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

ตัวอย่าง & วิธีใช้

  • ตอนคุณอยากลองเริ่มทำธุรกิจเล็ก ๆ หรือเปลี่ยนสายงาน แต่กลัวว่าคนอื่นจะมองว่าบ้า: quote นี้เตือนว่า “ถ้าไม่เคยเสี่ยงเลย ชีวิตอาจจะน่าเบื่อกว่าที่คิด”

  • ใช้เป็นมุมมองเวลาเห็นคนทำอะไรแปลก ๆ เช่น เพื่อนลาออกจากงานมั่นคงไปเป็นนักดนตรี คุณอาจมองด้วยความเข้าใจมากขึ้นว่าเขากำลัง “กล้าบ้า” เพื่อให้ชีวิตมีความหมายมากขึ้น


2. “What matters most is how well you walk through the fire.”

แปลไทย
สิ่งสำคัญไม่ใช่ว่ามีไฟไหม้ชีวิตหรือไม่ แต่คือคุณ “เดินผ่านไฟ” ได้ดีแค่ไหน

ความหมาย
ชีวิตมีช่วงยากลำบากเป็นเรื่องปกติ สิ่งที่สำคัญไม่ใช่การหนีปัญหา แต่คือท่าทีและวิธีที่เรารับมือกับมัน คุณอาจจะล้มเหลว เจ็บปวด สูญเสีย แต่ถ้าคุณเผชิญหน้าอย่างสง่างาม ใจแข็งแรง นั่นคือคุณภาพของชีวิตจริง ๆ

ตัวอย่าง & วิธีใช้

  • เวลาเจอช่วงงานหนัก เครียด มีปัญหาครอบครัว: ใช้ quote นี้เตือนตัวเองว่า “ตอนนี้คือไฟ การที่เราจัดการมันยังไงต่างหากที่กำหนดว่าเราจะโตขึ้นแบบไหน”

  • เอาไปใช้เวลาปลอบใจเพื่อนที่กำลังเจอเรื่องหนัก ๆ ว่าไม่ต้องสมบูรณ์แบบ แค่พยายามเดินผ่านช่วงนี้ให้ดีที่สุดก็พอ


3. “If you’re going to try, go all the way. Otherwise, don’t even start.”

แปลไทย
ถ้าคุณจะลอง ก็ต้องลองให้สุด ถ้าไม่คิดจะไปให้สุด ก็อย่าเริ่มเลย

ความหมาย
Bukowski ย้ำเรื่อง “ความทุ่มเท” หากจะทำอะไรจริง ๆ เช่น เขียนหนังสือ ทำศิลปะ หรือสร้างธุรกิจ คุณต้องยอมรับว่าจะมีการเสียสละหลายอย่าง และต้องเดินให้สุดทาง ไม่ใช่ทำครึ่ง ๆ กลาง ๆ แล้วบ่นว่าชีวิตไม่เปลี่ยน

ตัวอย่าง & วิธีใช้

  • ถ้าคุณคิดจะจริงจังกับการเขียน การวาด หรือเรียนสายใหม่: เปลี่ยน attitude จาก “ลองดูไปก่อน” เป็น “ลองแบบเต็มกำลัง วางแผนและลงมือทำจริงจัง”

  • ใช้เป็น mantra เวลาอยากเลิกกลางทาง: ทวนตัวเองว่า “ไหนบอกจะลองให้สุด ถ้ายอมแพ้ตอนนี้ เราอาจจะไม่รู้เลยว่า ถ้าไปต่อมันจะเป็นยังไง”


4. “People are strange: they get angry about small things, but hardly notice they’re wasting their lives.”

แปลไทย
คนเรามันแปลก ชอบโกรธกับเรื่องเล็กน้อย แต่แทบไม่เคยสังเกตเลยว่ากำลังปล่อยให้ชีวิตตัวเองสูญเปล่า

ความหมาย
เขาวิพากษ์สังคมที่หมกมุ่นกับดีเทลเล็ก ๆ เช่น การทะเลาะบนโซเชียล เรื่องจุกจิกในที่ทำงาน แต่กลับไม่ค่อยตั้งคำถามกับเรื่องใหญ่ ๆ เช่น “เรากำลังใช้ชีวิตที่อยากใช้จริง ๆ หรือเปล่า” หรือ “เราปล่อยให้เวลาหายไปกับสิ่งที่ไม่มีความหมายหรือเปล่า”

ตัวอย่าง & วิธีใช้

  • เวลาเราหงุดหงิดใครเพราะเรื่องเล็ก ๆ เช่น ข้อความอ่านแล้วไม่ตอบ ลองหยุดถามตัวเองว่า “เรากำลังเสียพลังชีวิตไปกับเรื่องที่ไม่สำคัญหรือเปล่า”

  • ใช้เป็นจุดเริ่มต้นของการทบทวนชีวิต: ตั้งเวลาเดือนละครั้งถามตัวเองว่า “เราใช้เวลาส่วนใหญ่ทำอะไร และสิ่งนั้นสอดคล้องกับชีวิตที่อยากมีไหม”


5. “The nine‑to‑five is one of the greatest atrocities against mankind. You give your life away to a function that doesn’t interest you.”

แปลไทย
งานประจำเก้าโมงถึงห้าโมงเป็นหนึ่งในความโหดร้ายที่สุดต่อมนุษย์ คุณยกชีวิตของคุณให้กับหน้าที่ที่คุณไม่สนใจ

ความหมาย
เขาโจมตีระบบงานแบบรูทีนที่ทำให้คนจำนวนมากใช้เวลาเกือบทั้งชีวิตไปกับงานที่ตัวเองไม่ได้รัก ไม่รู้สึกมีความหมาย แค่อยู่ไปวัน ๆ เพื่อเงินเดือน โดยไม่เคยถามว่าชีวิตอยากทำอะไรจริง ๆ

ตัวอย่าง & วิธีใช้

  • ไม่ได้หมายความว่าทุกคนต้องลาออกจากงานทันที แต่เป็นการชวนตั้งคำถามว่า “เราทำงานนี้เพราะอะไร มีส่วนไหนที่เรารัก/สนใจจริง ๆ ไหม”

  • ถ้าคุณอยู่ในงานที่ไม่ชอบเลย: สามารถเริ่มจากการหาโปรเจกต์เล็ก ๆ ที่คุณสนใจ ทำควบคู่ไป เพื่อค่อย ๆ สร้างทางเลือกอื่นให้ชีวิต


6. “Sometimes you climb out of bed and think, ‘I’m not going to make it.’ But you laugh inside, remembering all the times you’ve felt that way.”

แปลไทย
บางวันคุณลุกจากเตียงแล้วคิดว่า “วันนี้คงไปไม่ไหวแล้ว” แต่ลึก ๆ คุณหัวเราะ เพราะจำได้ว่าก่อนหน้านี้คุณก็เคยรู้สึกแบบนี้ และก็ผ่านมาได้ทุกครั้ง

ความหมาย
ชีวิตมีวันที่รู้สึกหมดแรง หมดไฟ แต่ถ้ามองย้อนไป เราหลายครั้งเคยคิดว่าจะไม่รอด แต่สุดท้ายก็ผ่านมันมาได้เสมอ ความทรงจำเหล่านี้ทำให้เรา “หัวเราะ” กับความ絶望ของตัวเอง และเดินต่อได้

ตัวอย่าง & วิธีใช้

  • เวลาเหนื่อยมาก ๆ ไม่อยากไปทำงาน หรือเรียน: ลองนึกถึงวันก่อน ๆ ที่เคยรู้สึกแบบเดียวกัน แล้วคุณก็ยังมีชีวิตอยู่มาจนถึงวันนี้

  • เขียน journal เล็ก ๆ เก็บช่วงเวลาที่เคยคิดว่า “ไม่ไหวแล้ว” แต่สุดท้ายผ่านมาได้ เพื่อใช้เตือนตัวเองในวันที่ท้อ


7. “If you have the ability to love, love yourself first.”

แปลไทย
ถ้าคุณมีความสามารถจะรักใครสักคน ให้เริ่มจากรักตัวเองก่อน

ความหมาย
เขาเน้นว่า “การรักตัวเอง” เป็นฐานของทุกความสัมพันธ์ ถ้าคุณไม่เคารพ ไม่เห็นคุณค่า ไม่ดูแลตัวเอง คุณจะรักคนอื่นแบบพึ่งพา ติดยึด หรือทำร้ายทั้งเขาและตัวเองโดยไม่รู้ตัว

ตัวอย่าง & วิธีใช้

  • ถ้าคุณอยู่ในความสัมพันธ์ที่ต้องฝืนตัวเองตลอดเวลา: ใช้ quote นี้เตือนว่า “การรักตัวเองอาจหมายถึงการตั้งขอบเขต หรือแม้แต่การเดินออกมา”

  • ในชีวิตประจำวัน: เริ่มจากการดูแลสุขภาพ นอนให้พอ กินดี ๆ และให้เวลาอยู่กับตัวเอง ทำสิ่งที่ตัวเองชอบโดยไม่รู้สึกผิด


8. “The free soul is rare, but you know it when you meet them; you feel very good when you’re near them.”

แปลไทย
จิตวิญญาณที่เป็นอิสระนั้นพบได้ยาก แต่ถ้าคุณเจอ คุณจะรู้ทันที เพราะคุณจะรู้สึกดีมากเมื่ออยู่ใกล้เขา

ความหมาย
“free soul” คือคนที่เป็นตัวของตัวเอง ไม่กลัวสังคม ไม่ต้องแกล้งเป็นใคร เขาอยู่กับความจริงของตัวเอง ทำให้คนรอบข้างรู้สึกเบาสบาย เป็นตัวเองมากขึ้น โดยไม่ต้องใส่หน้ากาก

ตัวอย่าง & วิธีใช้

  • ถ้ามีเพื่อนที่อยู่กับแล้วรู้สึกโล่ง ไม่ต้องพยายาม ทำผิดได้ ไม่ต้องเพอร์เฟ็กต์: นั่นอาจเป็น “free soul” ในชีวิตคุณ

  • ใช้เป็นแรงบันดาลใจในการเป็นคนแบบนั้นให้คนอื่น: ซื่อสัตย์กับตัวเองมากขึ้น พูดความจริงอย่างมีเมตตา ไม่ตัดสินคนอื่นง่าย ๆ


9. “Regret is mostly caused by not having done anything.”

แปลไทย
ความเสียใจส่วนใหญ่เกิดจาก “ไม่เคยลงมือทำ” มากกว่าจากการทำแล้วพลาด

ความหมาย
เขาเชื่อว่าความรู้สึกเสียดายที่แรงที่สุดมักไม่ได้มาจากการลองแล้วล้มเหลว แต่มาจากสิ่งที่เราไม่เคยลองเลย เช่น ความฝันที่เก็บไว้เฉย ๆ โอกาสที่ไม่กล้าเสี่ยง ความรักที่ไม่กล้าบอก

ตัวอย่าง & วิธีใช้

  • ถ้ากำลังชั่งใจระหว่าง “ลองทำ” หรือ “ไม่ทำ”: ใช้ quote นี้ถามตัวเองว่า “อีก 5–10 ปี เราจะเสียใจมากกว่าไหมที่ไม่ได้ลอง”

  • ในเรื่องความสัมพันธ์: ถ้าคุณรู้สึกกับใครบางคนมานาน ลองถามตัวเองว่า การไม่พูดอะไรเลยอาจสร้าง regret มากกว่าการพูดแล้วผลลัพธ์ไม่เป็นอย่างหวังหรือไม่


10. “You have to die a few times before you can really live.”

แปลไทย
คุณต้อง “ตายไปหลายครั้ง” ก่อนถึงจะเริ่ม “มีชีวิตจริง ๆ”

ความหมาย
คำว่า “ตาย” ที่เขาใช้เป็นเชิงสัญลักษณ์ หมายถึงการผ่านประสบการณ์พัง ๆ เช่น ล้มเหลวหนัก ๆ ในงาน ความรักแตกสลาย สูญเสียสิ่งสำคัญ พอผ่านหลายครั้ง เราจึงค่อยรู้จักตัวเองจริง ๆ ว่าเราคือใคร ต้องการอะไร และอยากใช้ชีวิตแบบไหน

ตัวอย่าง & วิธีใช้

  • ถ้าคุณกำลังรู้สึกว่าเรื่องใหญ่ในชีวิต “พังหมดแล้ว”: quote นี้บอกว่า นี่ไม่ใช่จุดสิ้นสุด แต่มันอาจเป็นหนึ่งใน “การตายครั้งสำคัญ” ที่จะพาคุณไปสู่การใช้ชีวิตแบบใหม่ที่จริงกับตัวเองมากขึ้น

  • เอาไปใช้ปลอบใจตัวเองเวลาเจอล้มเหลว: มองมันไม่ใช่แค่ความพ่ายแพ้ แต่เป็นขั้นหนึ่งของการ “เกิดใหม่” ทางจิตใจ

วันพุธที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2568

14 Life-Changing Quotes You've Never Heard Before - Mark Manson

 


Mark Manson ได้แบ่งปัน 14 คำคมที่เขาเชื่อว่าเปลี่ยนแปลงชีวิตและแตกต่างจากคำแนะนำ "self-help" ทั่วไป ซึ่งเขาเรียกว่าเป็น "brutal obscure truths" หรือความจริงที่โหดร้ายและไม่ชัดเจน

นี่คือคำคมทั้ง 14 ที่กล่าวถึงในวิดีโอ "14 Life-Changing Quotes You've Never Heard Before" พร้อมคำแปล:

  1. "He who fears he shall suffer already suffers from what he fears." – Michel de Montaigne

    • แปล: "ผู้ที่กลัวว่าตนจะต้องทนทุกข์ ก็กำลังทนทุกข์อยู่แล้วจากสิ่งที่เขากลัว"
    • Montaigne ผู้คิดค้นเรียงความส่วนตัว เข้าใจว่าความทุกข์ส่วนใหญ่มาจากความคาดหวังมากกว่าความเป็นจริง Mark Manson เสริมว่าการกังวลเกี่ยวกับความเจ็บปวดในอนาคตมักจะเลวร้ายพอๆ กับการได้สัมผัสมันจริงๆ และมีการศึกษาพบว่า 85% ของสิ่งที่เรากังวลไม่เคยเกิดขึ้นจริง
  2. "You'll worry less about what people think about you when you realize how seldom they do." – David Foster Wallace

    • แปล: "คุณจะกังวลน้อยลงว่าคนอื่นคิดอะไรเกี่ยวกับคุณ เมื่อคุณตระหนักว่าพวกเขาไม่ค่อยคิดถึงคุณเลย"
    • คำคมนี้อ้างถึงปรากฏการณ์ทางจิตวิทยาที่เรียกว่า "spotlight effect" หรือผลกระทบจากสปอตไลท์ ซึ่งเป็นแนวโน้มตามธรรมชาติของมนุษย์ที่จะคิดว่าคนอื่นให้ความสนใจเรามากกว่าที่พวกเขาทำจริงๆ การเข้าใจเรื่องนี้สามารถปลดปล่อยคุณจากการกังวลมากเกินไปเกี่ยวกับสิ่งที่คนอื่นคิด
  3. "Life shrinks or expands in proportion to one's courage." – Anais Nin

    • แปล: "ชีวิตจะหดตัวหรือขยายออกตามสัดส่วนของความกล้าหาญของคนเรา"
    • ช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดในชีวิตมักเป็นช่วงเวลาที่น่ากลัวที่สุด และช่วงเวลาที่น่ากลัวที่สุดต้องการความกล้าหาญมากที่สุด ดังนั้นความกล้าหาญของคุณจึงเป็นสัดส่วนกับความสำคัญและผลกระทบที่จะมีต่อชีวิตคุณ ยิ่งคุณกล้าหาญมากเท่าไหร่ ขอบเขตของความเป็นไปได้ในการกระทำของคุณก็จะกว้างขึ้นเท่านั้น
  4. "One must choose in life between boredom and suffering." – Madame de Staël

    • แปล: "ในชีวิตคนเราต้องเลือกระหว่างความเบื่อหน่ายและความทุกข์ทรมาน"
    • Madame de Staël นักปรัชญาชาวฝรั่งเศสในศตวรรษที่ 18 ได้นำเสนอแนวคิดที่คล้ายคลึงกับหลักการทางพุทธศาสนาที่ลึกซึ้งโดยไม่รู้ตัว เราหนีความเบื่อหน่ายด้วยการแสวงหาการกระตุ้นและความอยาก แต่การกระตุ้นและความอยากทั้งหมดนำไปสู่การตกต่ำ ซึ่งก่อให้เกิดความทุกข์ทรมาน
  5. "All sins are attempts to fill voids; true virtue lies in the recognition and acceptance of one's own emptiness without desperately trying to fill it." – Simone Weil

    • แปล: "บาปทั้งหมดคือความพยายามที่จะเติมเต็มความว่างเปล่า; คุณธรรมที่แท้จริงอยู่ในการตระหนักรู้และยอมรับความว่างเปล่าของตนเองโดยไม่ต้องพยายามเติมเต็มอย่างสิ้นหวัง"
    • เรามีความต้องการอย่างแรงกล้าภายในตนเองที่จะรู้สึกว่ากำลังทำอะไรบางอย่าง บรรลุอะไรบางอย่าง หรือได้รับอะไรบางอย่าง ถ้าไม่มีสิ่งเหล่านี้เราจะรู้สึกว่างเปล่า ขั้นตอนแรกในการจัดการกับความว่างเปล่าภายในนี้คือการยอมรับว่ามันมีอยู่ และไม่จำเป็นต้องเติมเต็มเสมอไป
  6. "The curious paradox is that when I accept myself as I am, I can change." – Carl Rogers

    • แปล: "ความย้อนแย้งที่น่าสนใจคือ เมื่อฉันยอมรับตัวเองในแบบที่เป็นอยู่ ฉันก็สามารถเปลี่ยนแปลงได้"
    • Carl Rogers นักจิตวิทยาผู้มีอิทธิพลอย่างมาก ได้เสนอว่าการเติบโตที่แท้จริงเริ่มต้นด้วยการมองตัวเองอย่างไม่ตัดสิน เรามักคิดว่าต้องลงโทษ ตำหนิ หรือรู้สึกผิดเพื่อกระตุ้นการปรับปรุง แต่ Rogers กลับมองตรงกันข้ามว่ายิ่งเราต่อสู้กับตัวตนของเรามากเท่าไหร่ เราก็จะยิ่งติดอยู่มากขึ้นเท่านั้น
  7. "Genius is nothing more or less than childhood recovered at will." – Charles Baudelaire

    • แปล: "อัจฉริยะไม่ใช่สิ่งอื่นใดเลยนอกจากวัยเด็กที่กลับคืนมาได้ตามปรารถนา"
    • การที่จะมองเห็นเป้าหมายที่ไม่มีใครเห็นได้ คุณต้องมีอิสระและความอยากรู้อยากเห็นที่บริสุทธิ์ไม่แปดเปื้อนจากโลกภายนอก เช่นเดียวกับเด็กๆ ที่ฝันถึงสิ่งต่างๆ โดยไม่ต้องกังวลเรื่องการจำนองหรือกำหนดส่งงาน อิสระจากแรงกดดันทางสังคมและความเต็มใจที่จะมองในสิ่งที่ไม่มีใครมองนี้เองที่ทำให้อัจฉริยภาพทางความคิดสร้างสรรค์ไหลออกมา
  8. "I have forced myself to contradict myself in order to avoid conforming to myself." – Marcel Duchamp

    • แปล: "ฉันบังคับตัวเองให้ขัดแย้งกับตัวเอง เพื่อหลีกเลี่ยงการทำตามแบบแผนของตัวเอง"
    • Duchamp ตระหนักว่าแนวโน้มที่จะแสวงหาสิ่งที่น่าพึงพอใจและสอดคล้องกับความเชื่อของตนเองนั้นคือจุดจบของความคิดสร้างสรรค์ ความคิดสร้างสรรค์ต้องการความเต็มใจที่จะก้าวออกจากขอบเขตความสบายของตนเอง และยอมให้ตัวเองถูกท้าทาย
  9. "The highest reward for a person's toil is not what they get for it, but what they become for it." – John Ruskin

    • แปล: "รางวัลสูงสุดสำหรับความเพียรพยายามของคนเรา ไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาได้รับจากมัน แต่เป็นสิ่งที่พวกเขากลายเป็นเพราะมัน"
    • ในยุคที่วัฒนธรรมการทำงานหนักยกย่องเงินเดือนจำนวนมากหรือการเลื่อนตำแหน่ง คำพูดของ Ruskin ยังคงเป็นจริง เพราะบางทีผลตอบแทนที่แท้จริงของการทำงานหนักอาจไม่ใช่ถ้วยรางวัลที่เปล่งประกาย แต่เป็นทักษะและอุปนิสัยที่คุณพัฒนาขึ้นมาต่างหาก
  10. "Break a vase, and the love that reassembles the fragments is stronger than the love which took its symmetry for granted." – Derek Walcott

    • แปล: "ทำแจกันแตก และความรักที่ประกอบเศษชิ้นส่วนเข้าด้วยกันนั้นแข็งแกร่งกว่าความรักที่เคยชื่นชมความสมบูรณ์ของมันโดยไม่เห็นคุณค่า"
    • คำคมนี้เป็นอุปมาอุปไมยที่สวยงามสำหรับความสัมพันธ์และสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิต ซึ่งมีแนวโน้มที่จะมีคุณค่ามากขึ้นเมื่อได้รับความเสียหาย ร่างกายของเราฟื้นตัวและแข็งแกร่งขึ้นหลังจากความยากลำบาก เช่นเดียวกับความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นขึ้นหลังจากผ่านพ้นพายุด้วยกัน
  11. "Excellence is not an aspiration. Excellence is the next 5 minutes." – Tom Peters

    • แปล: "ความเป็นเลิศไม่ใช่ความปรารถนาอันยิ่งใหญ่ ความเป็นเลิศคือ 5 นาทีข้างหน้า"
    • เรามักจินตนาการว่าความเป็นเลิศเป็นผลลัพธ์ที่อยู่ไกลออกไป ซึ่งเราปรารถนาและพยายามมานานหลายปี คำคมนี้พลิกความคาดหวังนี้กลับกัน เพราะความเป็นเลิศที่ถูกนำไปปฏิบัติจริงเกิดขึ้นในทุกช่วงเวลาในทุกสิ่งที่เราทำ
  12. "It's not the notes you play, it's the notes you don't play." – Miles Davis

    • แปล: "ไม่ใช่ตัวโน้ตที่คุณเล่น แต่เป็นตัวโน้ตที่คุณไม่ได้เล่น"
    • ใครที่คุณเป็นนั้นอาจถูกกำหนดไม่ได้ด้วยสิ่งที่คุณทำ แต่เป็นสิ่งที่คุณเลือกที่จะไม่ทำ การพยายามทำทุกสิ่งทุกอย่างเพียงแต่ทำให้ "เพลง" ของชีวิตคุณคลุมเครือและซับซ้อน แต่การถอยกลับและทำเฉพาะสิ่งที่สำคัญต่อคุณอย่างแท้จริงเท่านั้น จะทำให้การกระทำทั้งหมดของคุณมีน้ำหนัก ความสำคัญ และผลกระทบ
  13. "Freedom is not the absence of commitments, but the ability to choose and commit oneself to what is most deeply meaningful." – Nicolas Berdyaev

    • แปล: "เสรีภาพไม่ใช่การปราศจากพันธะสัญญา แต่คือความสามารถในการเลือกและผูกมัดตนเองกับสิ่งที่มีความหมายลึกซึ้งที่สุด"
    • ในวัฒนธรรมตะวันตก มีมุมมองที่ผิดพลาดเกี่ยวกับเสรีภาพว่าเป็นเหมือนการมีทางเลือกมากขึ้น แต่การปลดปล่อยที่แท้จริงเกิดขึ้นเมื่อคุณตัดสินใจว่าอะไรคือสิ่งสำคัญสำหรับคุณอย่างแท้จริง และทุ่มเทให้กับมันอย่างเต็มที่
  14. "The most common way people give up their power is by thinking that they don't have any." – Alice Walker

    • แปล: "วิธีที่คนส่วนใหญ่ยอมแพ้อำนาจของตัวเองคือการคิดว่าตนเองไม่มีอำนาจใดๆ เลย"
    • การไร้อำนาจเป็นทัศนคติมากกว่าข้อเท็จจริง จิตวิทยาสมัยใหม่แสดงให้เห็นว่ามีความเป็นไปได้ที่จะเกิดการเติมเต็มคำทำนายด้วยตนเองจากความเชื่อที่เรามีเกี่ยวกับตัวเอง คุณมีอำนาจที่จะตัดสินใจว่าจะมองเห็นสิ่งนี้อย่างไร และจะตอบสนองต่อสิ่งนี้อย่างไรเสมอ

วันพฤหัสบดีที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2563

Models A Comprehensive Guide to Attracting Women



by Mark Manson
https://www.nateliason.com/notes/models-mark-manson

Summary Notes

What’s Attractive


คุณสามารถดึงดูดผู้หญิงอย่างไม่อาจต้านทานได้โดยไม่ต้องเปลี่ยนว่าคุณเป็นใคร"

ดังนั้น Mark Manson นักเขียนบล็อกยอดเยี่ยมและผู้เขียนหนังสือขายดีระดับโลกกล่าวว่า The Subtle Art of Not Giving A F * ck หนังสือช่วยเหลือตนเองให้อยู่หมัด

มาร์คนำแนวทางเดียวกันในการสอนผู้ชายถึงสิ่งที่พวกเขาต้องรู้เกี่ยวกับการดึงดูดผู้หญิง

ในแบบจำลองเขาแสดงให้เราเห็นว่าการพยายามดึงดูดผู้หญิงโดยใช้กลอุบายและกลวิธีที่แนะนำโดยหนังสือเล่มอื่น ๆ เป็นอย่างไร

แต่เขาบอกว่าผู้ชายต้องให้ความสำคัญกับการล่อลวงเพราะกระบวนการทางอารมณ์ไม่ใช่เรื่องทางกายภาพหรือทางสังคม สิ่งที่สำคัญคือความตั้งใจแรงจูงใจความถูกต้อง เพื่อปรับปรุงชีวิตการออกเดทของคุณคุณต้องปรับปรุงชีวิตทางอารมณ์ของคุณ - วิธีที่คุณรู้สึกเกี่ยวกับตัวเองและวิธีที่คุณแสดงออกถึงผู้อื่น

ตลกไม่เคารพและเผชิญหน้านางแบบเป็นแนวทางที่เป็นผู้ใหญ่และมีความซื่อสัตย์ว่าผู้ชายสามารถดึงดูดผู้หญิงได้โดยการทิ้งเรื่องไร้สาระและกลายเป็นนายหน้าที่ซื่อสัตย์

"คู่มือรายละเอียดเกี่ยวกับจริยธรรมทางเพศที่ทันสมัย" Sydney Morning Herald

“ ไม่มีอะไรที่ลึกซึ้งเกี่ยวกับ Mark Manson เขาเป็นคนหยาบคายและหยาบคายและไม่ได้ให้ a f * ck.. เขาเป็นคนซื่อสัตย์อย่างเจ็บปวดในขณะที่เขาเป็นคนตลกอย่างชั่วร้าย "Huffington Post

Introduction: Movement
คุณไม่จำเป็นต้องรวยและมีชื่อเสียงที่จะดึงดูด แต่คุณควรแสดงคุณสมบัติที่แสดงให้เห็นว่าคุณมี ศักยภาพ ที่จะร่ำรวยและมีชื่อเสียงซึ่งบ่งบอกถึงสถานะทางสังคมและพฤติกรรมของคุณซึ่งบ่งบอกถึงพฤติกรรมของคุณรอบตัว พฤติกรรมของคนอื่นรอบตัวคุณและวิธีที่คุณปฏิบัติต่อตัวเอง
ทั้งชายและหญิงถูกกระตุ้นโดยความต้องการ แต่เนื่องจากความเร้าอารมณ์ของผู้หญิงนั้นมากกว่าด้านจิตใจของผู้ชายความรู้สึกของ“ ความต้องการ” นั้นแข็งแกร่งยิ่งขึ้นในการพิจารณาผู้หญิงที่ถูกดึงดูดให้ผู้ชาย นี่คือเหตุผลที่ยิ่งคุณมีความมั่นใจในตัวคุณมากเท่าไหร่เธอก็ยิ่งตื่นตัวมากขึ้นแม้ว่าเธอจะไม่สนใจคุณก็ตาม การตามล่าตัวหนาและก้าวร้าวสามารถทำให้ผู้หญิงหันไปยังจุดที่เธอเข้ามาและต้องการรู้จักคุณ 
“ มันเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องเชื่อมโยงสิ่งนี้กลับไปสู่การแบ่งขั้วดั้งเดิมของแรงดึงดูดของผู้หญิงและความเร้าอารมณ์ที่กล่าวถึงก่อนหน้าในบทนี้ สถานะดึงดูดผู้หญิง แต่โดยตัวมันเองจะดึงดูดพวกเขาในแบบที่พวกเขาต้องการเป็นแฟนของคุณไม่กระโดดกระดูกของคุณ มันเป็นสิ่งดึงดูดทางจิตวิทยาระยะยาวและระดับตัวตน ในทางตรงกันข้ามการมีความมั่นใจในตัวเองและตรงไปตรงมาทางเพศเป็นต้นเหตุของความเร้าอารมณ์ทางเพศของผู้หญิงและทำให้เธอต้องการมีเพศสัมพันธ์บ่อยครั้งในเวลานั้นและที่นั่นและบ่อยครั้งแม้ว่าเธอจะปฏิเสธความก้าวหน้าของคุณสองหรือสามหรือสิบครั้งก็ตาม”
ความน่าดึงดูดใจของมนุษย์เป็นสัดส่วนกับความเชื่อมั่นที่แท้จริงของเขาเพียงแค่มีการลงทุนในการรับรู้ของคนอื่นน้อยกว่าคุณในการรับรู้ของตัวเอง
วิธีสร้างความมั่นใจที่แท้จริงและน่าดึงดูดยิ่งขึ้นคือการลงทุนอย่างหนักในตัวเองโดยทั่วไปแล้วผู้หญิงมักจะดึงดูดผู้ชายที่ลงทุนด้วยตนเองมากกว่าพวกเขา
“ หากคุณอยู่ในอันดับต้น ๆ ของห่วงโซ่อาหารคุณไม่มีเหตุผลที่จะถูกขัดขวางหรือเลื่อนผู้อื่น (เว้นแต่คุณต้องการ) หากคุณอยู่ที่ด้านล่างสุดของห่วงโซ่อาหารชีวิตทั้งหมดของคุณจะหมุนไปรอบ ๆ
กำหนดมาตรฐานที่สูงมากและยึดติดกับพวกเขาไม่ต้องเสียเวลากับใครก็ตามที่ไม่ได้มาตรฐาน สิ่งนี้เหมาะสำหรับการมีเพศสัมพันธ์แบบสบาย ๆ และการออกเดทที่จริงจังรู้ว่าคุณต้องการอะไรและอะไรที่คุณจะทนและสิ่งที่คุณจะไม่ทำ หากมีคนไม่ได้มาตรฐานเหล่านั้นไปต่อ
“ ดังนั้นการจับก็คือทุกสิ่งที่คุณพูดจะต้องเป็นของแท้ที่สุดเท่าที่จะทำได้ ไม่มีทางลัด ไม่มีลูกเล่น คุณพูดเพราะคุณหมายถึงมันและหมายความว่าเพราะคุณพูด ยิ่งทำให้คุณรู้สึกประหม่ามากเท่าไหร่ก็ยิ่งดีเท่านั้นเพราะมันหมายความว่าคุณเป็นคนที่จริงใจและทำให้ตัวเองอ่อนแอ ความน่าดึงดูดของคุณขึ้นอยู่กับพฤติกรรมความมั่นใจของคุณ พฤติกรรมความมั่นใจของคุณขึ้นอยู่กับความเสี่ยงที่คุณสามารถทำให้ตัวเองอ่อนแอ และความอ่อนแอที่คุณสามารถทำให้ตัวเองนั้นขึ้นอยู่กับความซื่อสัตย์ของคุณต่อตัวเองและผู้อื่น”
อย่าพยายามที่จะ "เจ๋ง" และ "ทำตัวเหมือนคุณไม่สนใจ" โดยแสดงความสนใจในการออกเดทกับใครสักคนคุณกด "ความขัดแย้งที่ผิดธรรมดา" และแสดงให้เห็นถึงความสนใจและความมั่นใจในเวลาเดียวกัน หากผู้ชายไม่กลัวที่จะถูกปฏิเสธเขาจะไม่มีความมั่นใจที่จะแสดงความดึงดูดใจของเขากับผู้หญิง นี่คือ "ความซื่อสัตย์ที่แท้จริง"
สิ่งที่คุณพูดจริง ๆ แล้วไม่สำคัญว่าทำไมและอย่างไรที่คุณพูด

กลยุทธ์การออกเดท

การปฏิเสธเป็นสิ่งที่ดีช่วยให้คุณประหยัดเวลาในการกรองพวกเขาออกในภายหลัง
หากคุณไม่พบผู้หญิงที่น่าดึงดูดอย่าเข้าหาเธอ มันไม่ใช่การฝึกฝนมันเป็นความสิ้นคิด
ลองนึกถึงการแยกผู้หญิงที่คุณสนใจออกเป็นสามหมวดหมู่: ตอบรับเป็นกลางและไม่สุภาพ:
  • ไม่สุภาพเมื่อพวกเขาไม่สนใจเหตุผลอะไรในชีวิต อย่าเสียเวลาพยายามเอาชนะพวกเขา
  • Neutral คือเมื่อผู้หญิงอยู่บนรั้วเกี่ยวกับผู้ชาย ผู้ชายมักจะรู้ว่าใช่ / ไม่ใช่ว่าเราต้องการนอนกับใครสักคนอย่างรวดเร็วหรือไม่ผู้หญิงใช้เวลาในโซนสีเทามากขึ้น
  • ผู้หญิงไม่ได้อยู่ที่นี่ตลอดไปแม้ว่าพวกเขาจะแยกขั้วทางใดทางหนึ่งเสมอและถ้าคุณไม่แสดงความสนใจอย่างชัดเจนในพวกเขาพวกเขาก็จะย้ายไปสู่การไม่เคารพ (เช่นโซนเพื่อน)
  • เป้าหมายของผู้หญิงที่เป็นกลางคือการดำเนินการโพลาไรซ์ที่บังคับให้พวกเขาตัดสินใจว่าพวกเขาชอบคุณหรือไม่: แตะพวกเขาถามพวกเขาหยอกล้อจีบพวกเขา ฯลฯ
  • การแสดงความปรารถนาไม่ใช่ปัญหา แต่การแสดงความต้องการในการสื่อสารที่มากเกินไปคือ
  • ผู้หญิงที่มีความรู้สึกไวได้ดึงดูดความสนใจทางเพศของคุณแล้ว คุณสามารถบอกได้จากพวกเขาที่เริ่มต้นกับคุณ (สบตาใกล้เข้ามาสัมผัส ฯลฯ ) หรือตอบสนองความก้าวหน้าของคุณอย่างกระตือรือร้น
  • การยื่นหมูยื่นแมวกำลังเอนกายลงในสัมผัสของคุณพยายามอยู่ใกล้คุณแตะต้องคุณ ฯลฯ
  • กลยุทธ์ของคุณจะแตกต่างกันไปตามประเภทของผู้หญิงที่อยู่ใน:
  • ทันทีที่เธอไม่รับรู้อย่างชัดเจนทิ้งเธอหรือเก็บเธอไว้เป็นเพื่อน อย่าพยายามย้ายพวกเขาออกไปโดยไม่รับความรู้สึก แต่ก็ไม่คุ้มกับมัน
  • เป้าหมายของผู้หญิงที่เป็นกลางคือการทำให้พวกเขาหยุดการเป็นกลางโดยเร็วที่สุด
  • “ หากคุณแสดงความจริงและสาธิตไม่เพียง แต่คุณมั่นใจ แต่ยังไม่เสียดสีกับเธอ (ความสนใจคุณค่าคุณค่าสถานการณ์ชีวิต ฯลฯ ) ที่คล้ายกันเธอจะกลายเป็นคนที่อ่อนไหวมาก และเมื่อฉันพูดว่าอ่อนไหวมากฉันหมายถึงมาก” แต่อย่าพยายามทำตัวให้ผู้หญิงทุกคนเหมือนคุณ คุณต้องกระตุ้นให้เกิดปฏิกิริยาดีหรือไม่ดีคุณทำสิ่งนี้ด้วยการทำให้ตัวเองเปราะบางแบ่งปันตัวเองอย่างไร้ระเบียบและโพลาไรซ์ทางเดียวหรืออื่น ๆ และรู้สึกสบายใจกับผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นคำถามที่ชื่นชอบของผู้หญิง ในโลก"?
  • ผู้หญิงที่มีความรู้สึกไวคุณต้องเลื่อนระดับด้วยอย่าปฏิบัติกับผู้หญิงอย่างเป็นกลางหรือไม่สุภาพ หากผู้หญิงย้ายจาก Neutral ไปที่ Receptive และคุณไม่บานปลายเธอจะลอยกลับไปที่ Neutral ดังนั้นคุณต้องรักษาโมเมนตัมเอาไว้
  • “ เปอร์เซ็นต์ของผู้หญิงที่ตอบรับคุณจะเพิ่มขึ้นตามสัดส่วนของคุณภาพชีวิตสถานะทางสังคมและรูปลักษณ์ของคุณ เปอร์เซ็นต์ของผู้หญิงที่คุณสามารถย้ายจาก Neutral ไปที่ Receptive นั้นจะแปรผันกับ“ เกม” ของคุณหรือคุณสามารถสื่อสารและแสดงออกกับผู้หญิงได้ดีเพียงใด และความสามารถของคุณในการจำแนกผู้หญิงแต่ละประเภทและพบมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้จะพิจารณาจากความกล้าหาญและกล้าหาญของคุณเมื่อมาพบผู้หญิง”

พื้นฐานสามประการ

  1. การสร้างรูปแบบการดำเนินชีวิตที่น่าสนใจและมีคุณค่า (การใช้ชีวิตอย่างซื่อสัตย์)
  2. เอาชนะความกลัวและความกังวลของคุณรอบ ๆ ผู้หญิง (การกระทำที่ซื่อสัตย์)
  3. ควบคุมการแสดงออกทางอารมณ์ของคุณและสื่อสารอย่างคล่องแคล่ว (การสื่อสารที่ซื่อสัตย์)

การใช้ชีวิตอย่างซื่อสัตย์

“ สิ่งที่ฉันแนะนำให้ทุกคนก่อนที่เขาจะเริ่มพูดคุยกับผู้หญิงคือการนั่งลงและถามคำถามกับตัวเอง:
  • คุณให้ความสำคัญกับผู้หญิงอย่างไร? ความซื่อสัตย์? ความรัก? หน่วยสืบราชการลับ? อยากรู้อยากเห็น? สนใจสิ่งเดียวกัน การศึกษา?
  • ผู้หญิงที่มีคุณสมบัติที่คุณให้ความสำคัญพวกเขามักจะอยู่ที่ไหน? คุณมักจะพบพวกเขาอยู่ที่ไหน
  • คุณชอบทำอะไรมากที่สุด คุณชอบอ่าน / เขียนไหม คุณเล่นเพลงหรือไม่? คุณชอบกีฬาและการแข่งขันไหม? เหตุการณ์หรือองค์กรใดที่คุณสามารถมีส่วนร่วมในการสำรวจงานอดิเรกของคุณ
ทำอย่างไรถึงจะน่าสนใจ:
  1. พัฒนารสนิยมทางศิลปะ
  2. ลองสิ่งใหม่ ๆ
  3. มีความคิดเห็น - วิธีที่ง่ายที่สุดที่จะน่าสนใจคือการมีความคิดเห็นไม่ทางใดก็ทางหนึ่งและไม่ต้องกังวลกับคนที่ดูถูกความคิดเห็นของคุณ

การกระทำที่ซื่อสัตย์

“ โดยส่วนตัวแล้วฉันคิดว่าความวิตกกังวลเป็นตัวการสำคัญที่สุดในการป้องกันไม่ให้ผู้ชายดึงดูดความสนใจและประสบความสำเร็จในการพบปะและออกเดทกับผู้หญิง คุณลบความกังวลและการทดลองและข้อผิดพลาดจะดูแลส่วนที่เหลือทั้งหมด”
วิธีที่จะทำลายรูปแบบของคุณเอง:
  1. ใช้เวลาสักครู่และคิดเกี่ยวกับสิ่งที่คุณกังวลมากที่สุด มันใกล้เข้ามาแล้ว? มันแสดงความสนใจทางเพศหรือไม่? มันจะขอผู้หญิงออกมา? มันเป็นจูบแรกหรือไม่
  2. ตอนนี้เขียนรูปแบบของคุณด้วย ตัวอย่างเช่น“ การโทรหาผู้หญิง, รูปแบบเป็นสิ่งที่ไม่แยแส” หรือ“ การเข้าใกล้ผู้หญิง, รูปแบบเป็นเกมที่น่าตำหนิ”
  3. ตอนนี้สร้างเป้าหมายสำหรับตัวคุณเองเช่น“ โทรหาทุกหมายเลขโทรศัพท์ที่ฉันได้รับไม่ว่าฉันจะไม่สนใจเท่าไหร่” เขียนมันลงไป
  4. บอกเพื่อนหรือเพื่อนว่าคุณวางแผนจะทำอะไรและขอให้เขารับผิดชอบต่อคุณ
เพื่อเพิ่มแรงจูงใจสำเร็จความใคร่เพียงสัปดาห์ละครั้งโดยไม่มีสื่อลามก
โจมตีความวิตกกังวลผ่านการเปิดรับที่สม่ำเสมอและเพิ่มขึ้น:
  1. เข้าใกล้วันละสองสามครั้งเพื่อขอเวลา
  2. เมื่อหยุดความรู้สึกยากถามพวกเขาว่าวันของพวกเขาจะไปในภายหลัง
  3. ทำให้หนักขึ้นเรื่อย ๆ จนกว่าคุณจะเดินเข้าหาผู้หญิงโดยบอกพวกเขาว่าคุณคิดว่าพวกเขาน่าสนใจและถามพวกเขาออกเดท
“ ความกล้าหาญที่ยิ่งใหญ่นำไปสู่การโพลาไรซ์ที่มากขึ้น” และ“ ทำผิดด้านการรุกรานอยู่เสมอ”

การสื่อสารที่ซื่อสัตย์

ไม่มีสิ่งที่เป็นผู้ชายที่ดีกับผู้หญิงที่บางครั้งไม่น่าขนลุก หากคุณเปิดเผยเกี่ยวกับเรื่องเพศของคุณนั่นอาจเป็นเรื่องแปลกสำหรับผู้หญิง แต่ก็ไม่เป็นไรเพราะคุณไม่ต้องการผู้หญิง
“ ตัวอย่างเช่นสมมติว่าคุณพบผู้หญิงและเพิ่งออกมาพูดว่า“ ฉันคิดว่าคุณสวยฉันอยากพาคุณออกเดท” มันเป็นหนึ่งในสิ่งที่ทรงพลังและมีประโยชน์มากที่สุดที่คุณสามารถพูดได้ . ไม่เพียง แต่จะอ่อนไหวตามที่เราได้พูดคุยกันมานาน แต่ยังสร้างความตึงเครียดทางเพศได้อีกมาก 
ปรับปรุงการสื่อสารที่ซื่อสัตย์และลึกซึ้งยิ่งขึ้นของคุณ:
  1. เริ่มตระหนักถึงอารมณ์แรงจูงใจและเรื่องราวในชีวิตของคุณเอง
  2. เป็นผู้นำโดยการแบ่งปันอารมณ์แรงบันดาลใจและเรื่องราวชีวิตก่อน
  3. การแบ่งปันครั้งแรกสร้างความเชื่อมั่นและกระตุ้นให้เธอเปิดเผยและแบ่งปันตัวเองในทางกลับกัน
  4. ยิ่งเรื่องนี้ดำเนินไปมากเท่าไหร่เรื่องราวก็ยิ่งมีความเป็นส่วนตัวมากขึ้นเท่านั้น
“ เมื่อมีข้อสงสัยเกี่ยวกับวิธีการเข้าหาผู้หญิงเพียงแค่เดินขึ้นและแนะนำตัวเองและอธิบายกับเธอว่าคุณต้องการพบเธอ ฉันรู้ว่ามันฟังดูน่าเบื่อและน่าเบื่อ แต่จำไว้ว่ามันไม่เกี่ยวกับความบันเทิงของเธอ มันเป็นเรื่องของความมั่นใจและความสนใจในตัวเธอ ในระหว่างวันฉันมักจะเตรียมการแนะนำโดยพูดว่า "ขอโทษนะนี่เป็นแบบสุ่ม ... " นอกจากนี้ในระหว่างวันฉันมักจะบอกพวกเขาว่าฉันคิดว่าพวกเขาน่ารัก
ยิ้ม!
หากคุณได้รับการปฏิเสธจำนวนมากนี่เป็นหนึ่งในปัญหาเหล่านี้:
  1. คุณกำลังนำเสนอตัวเองไม่ดี - เช่นคุณแต่งตัวไม่ดีดูไม่ดีสไตล์ไม่ดีภาษากายที่ไม่ดี 
  2. ความตั้งใจของคุณปิดอยู่ คุณกำลังเข้าใกล้ด้วยเหตุผลที่ผิด เหตุผลที่ผิดรวมถึงสิ่งใดก็ตามที่ไม่ใช่“ เธอน่ารักฉันอยากพบเธอ”
  3. คุณกำลังทำให้เธอตกใจ / พยายามอย่างหนัก / ไม่ยิ้ม
คำถามเทียบกับข้อความ: การสร้างหัวข้อการสนทนาผ่านข้อความมีประสิทธิภาพมากกว่าคำถาม นี่เป็นเพราะมันเป็นสายสัมพันธ์และทำให้การสนทนาส่วนตัวมากขึ้นทันที
แทนที่จะถามคำถามเกี่ยวกับตัวเองให้คุณเดาคำตอบสำหรับคำถามของคุณแล้วระบุคำถามนั้น นี่คือตัวอย่างบางส่วน:
  • “ คุณมาจากไหน” แปลเป็น:“ คุณดูเหมือนสาวแคลิฟอร์เนีย”
  • “ คุณทำงานอะไร?” แปลเป็น:“ คุณดูเหมือนจะเป็นคนที่มีความคิดสร้างสรรค์ ฉันพนันได้เลยว่างานของคุณน่าสนใจ”
  • “ พวกคุณรู้จักกันได้อย่างไร” แปลว่า:“ พวกคุณดูเหมือนจะเป็นเพื่อนกันมานานแล้ว”
คุณควรอ่านให้เย็นที่สุดเท่าที่จะทำได้ เมื่อใดก็ตามที่คุณถามคำถามที่ต้องการคำตอบจริง จดคำตอบแทนที่จะถาม
มันเป็นการดีกว่าที่จะสุ่มและน่าสนใจกว่าที่คาดเดาได้และน่าเบื่อ อย่ากลัวที่จะโพล่งอะไรบางอย่างออกไป
หากคุณสอนตัวเองให้รู้จักการกระโดดออกจากจุดและใช้ประโยชน์จากพวกเขาโดยเร็วที่สุดคุณจะสามารถรักษาการสนทนากับใครก็ได้เกือบตลอดไป