จักรวาลทั้งหมดเริ่มต้นมาจากที่ไหนกัน
ถ้าสมมติว่าคุณเชื่อเรื่องทฤษฎี’บิกแบง’ว่าจักรวาลเริ่มต้นมาจากการระเบิดครั้งใหญ่ท่ามกลางความว่างเปล่า คุณก็คงได้คำตอบที่สบายใจไปแล้ว แม้ว่ามันจะฟังดูแล้วละม้ายคล้ายคลึงกับอุดมคติทางคริสต์ศาสนาไปซักนิดที่ว่าด้วยแสงสว่างแวบแรกแล้วทุกอย่างก็ถูกก่อกำเนิดขึ้น แต่ก็ดูเหมือนเป็นคำตอบที่นักวิทยาศาสตร์ทั้งหลายยังพอใจที่จะเริ่มต้นความคิดในกำเนิดของจักรวาลในแบบนั้น แม้ว่ายังจะตอบไม่ได้ชัดเจนว่าแล้วไอ้ที่ระเบิดตูมแรกนั้น มันเอาอะไรที่ไหนมาระเบิดกัน
และก็ยังไม่มีคำอธิบายเรื่องกำเนิดของจักรวาลอื่นใดที่ฟังแล้วจะพอยอมรับได้นอกไปจากทฤษฎี’บิกแบง’นี้
ในกระบวนหาคำตอบทางความคิดใดๆ เวลาที่เราหาคำตอบใดไม่ได้นั้น บางทีก็เป็นเพราะเรายังไม่ได้อาศัยอยู่ในบริบทที่ถูกต้อง เราเคยเชื่อว่าโลกแบนอยู่นับพันปี และในบริบทของ’โลกแบน’นั้น การเดินทางของเราจึงหยุดอยู่ที่ขอบของโลก และคำตอบสำหรับการอธิบายทุกๆปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นพระอาทิตย์ขึ้นหรือตก ก็ถูกอธิบายมาจากกรอบความคิดทางบริบทที่ว่า’โลกแบน’ และไม่น่าเชื่อว่าเราเพิ่งจะได้ข้อสรุปว่า’โลกกลม’เมื่อไม่กี่ร้อยปีมานี่เอง และในบริบทของโลกที่กลมนั้น พาให้เราหาคำตอบได้ชัดเจนสำหรับสิ่งต่างๆในโลกเราได้มากขึ้นอีกหลายร้อยหลายพันอย่าง
ในโลกของวิทยาศาสตร์ ‘หลังนิวตัน (Post-Newtonian Paradigm)’ บริบทของวิทยาศาตร์สมัยใหม่เริ่มเปลี่ยนแปลงบริบทของความจริงที่เราอาศัยอยู่อีกครั้ง เช่น ทฤษฎีสัมพันธภาพ (Relativity Theory) ทำให้เราเริ่มมองเห็นความสัมพันธ์ระหว่าง ‘ปริภูมิ (space)’และ’เวลา (time)’ ที่แตกต่างออกไป เราเริ่มมองเห็นความเป็นไปได้ที่เวลาจะบิดเบี้ยวไปใน space แม้ว่าจะยังคงรักษาความเร็วไว้คงที่ตลอดกาล ทฤษฎีโกลาหล (Chaos Theory) เริ่มทำให้เราเห็นความสัมพันธ์ของสิ่งที่ดูเหมือนจะไร้ระเบียบในธรรมชาติกลับยึดโยงกันด้วยสมการทางคณิตศาสตร์ที่พิสูจน์ได้อย่างไม่น่าเชื่อ หรือแม้กระทั่งทฤษฎีซับซ้อน (Complexity Theory) ที่นำเอารายละเอียดทั้งหมดของสิ่งที่เราสังเกตุโดยไม่ละเว้นรายละเอียดใดๆเข้ามาทำนายหรือสร้างระบบที่ซับซ้อน (Complex System) ที่เข้าใกล้ธรรมชาติและมนุษย์มากที่สุด เครื่องมือเครื่องไม้ต่างๆที่ใช้ในการค้นหาความจริงก็มีมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเครื่องเร่งอนุภาคขนาดใหญ่ ที่ทำการศึกษาองค์ประกอบที่เล็กลงไปกว่าระดับของอะตอมได้มากขึ้น และค้นพบองค์ประกอบของอนุภาคใหม่ๆมากมายที่อาจจะกำเนิดมาพร้อมกับจักรวาลเสียด้วยซ้ำ ทั้งหมดนี้เป็นการค้นพบที่ยิ่งใหญ่และค่อยๆเปลี่ยนบริบททางความคิดเราไปทีละน้อย แต่ก็ยังอยู่บนพื้นฐานบางอย่างที่ยังไม่ทำให้เรามองเห็นภาพที่ทะลุทะลวงออกไปได้สำหรับปัญหาที่เรามีให้กับคำตอบที่ว่า จักรวาลเริ่มต้นขึ้นได้อย่างไร และเราก็ยังพอใจในคำตอบที่เรามีแค่นั้น
ถ้ามองจากมุมหนึ่ง เราก็ยังคงพอใจที่จะอาศัยอยู่ในโลกที่แบน ตราบที่เรายังให้คำตอบกับบางสิ่งได้ในวิธีที่เราสบายใจ
ถ้าเรามองย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์ นับตั้งแต่วันแรกที่มีสรรพสิ่งเกิดขึ้นในโลก มีความเชื่ออยู่หนึ่งเดียวสำหรับเราที่ไม่เคยเปลี่ยน เป็นบริบทที่ตายตัวสำหรับเราและเราไม่เคยคิดที่จะตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับมัน เป็นบริบทที่เราอาศัยอยู่ในมันแบบที่เราไม่เคยสงสัยเกี่ยวกับมัน เรามองไม่เห็นมัน แต่มันอยู่ในทุกๆสรรพสิ่ง ทุกๆทฤษฎี ทุกๆความคิด ตลอดทุกขณะ
บริบทนั้นคือ ‘เวลา’
สำหรับผู้คนโดยส่วนใหญ่ เวลาเป็นคุณสมบัติเชิงเส้นที่ไม่มีจุดเริ่มต้นและจุดจบ เราอธิบายเวลาในทางนามธรรมว่าเป็นอดีต ปัจจุบัน และ อนาคต และนับในเชิงของปริมาณในหน่วยของวินาที นาที ชั่วโมง วัน เดือน และ ปี เป็นความจริงที่ตายตัวและเป็นสากล เราคิดว่าเวลาเป็นปริมาณที่ตายตัวเมื่อเทียบกับความเร็วของแสง หรือจำนวนครั้งของการคายประจุของอนุภาค และนั้นคือเวลาในโลกของเราในปัจจุบัน
โลกที่ยังแบนราบราวกับเหรียญที่มีหน้าเดียว
มนุษย์อยู่ในมุมมองที่เคลื่อนที่เป็นเส้นโค้งไปช้าๆมาตั้งแต่เริ่มต้นของความเป็นมนุษย์ ตั้งแต่เราเห็นดวงอาทิตย์เคลื่อนตัวผ่านขอบฟ้าไปจากรุ่งเช้าไปถึงยามเย็น เป็นเครื่องหมายที่ทำให้เห็นเวลาที่กำลังเคลื่อนตัวผ่านไปในแต่ละวัน เรามองเห็นเข็มบนเครื่องมือบอกเวลาเช่นนาฬิกา เดินทางโดยปลายเข็มชี้บอกบนตัวเลขที่เคลื่อนไปเป็นเส้นโค้งผ่านไปบนหน้าปัทม์ ไม่ว่าเราจะมีความเข้าใจเวลาสำหรับตัวเรามากน้อยหรือสลับซับซ้อนเท่าไร เวลาสำหรับเราก็ยังเคลื่อนตัวบนระนาบเดียวใน 2 มิติ จากจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่งเสมอ
ราวกับเรากำลังยืนอยู่บนโลกแบนที่กว้างใหญ่ไพศาล
ในมิติของการคิดที่สลับซับซ้อน เรามักจะแทนค่าความคิดที่สลับซับซ้อนด้วยรูปทรง 3 มิติเพื่อแก้ปัญหาในเชิงปรัชญา หรือความคิดในทางคณิตศาสตร์ที่ซับซ้อนขึ้น ซึ่งมีให้เห็นได้บ่อยครั้งในทางวิทยาศาสตร์ แต่เป็นที่น่าแปลกที่โครงสร้างของเวลากลับเป็นสิ่งที่ตายตัวในฐานะคุณสมบัติที่เป็น 2 มิติ ไม่เคยมีบทสนทนาใดเลยที่ผมค้นพบว่ามีการนำเสนอโครงสร้างของเวลาในแบบอื่น มีหลายครั้งที่เวลาทำงานร่วมกับมิติของปริภูมิในที่ว่างของอวกาศ และทำงานสอดคล้องกับการบิดเบี้ยวของปริภูมิเหล่านั้น แต่ก็ยังไม่เคยมีบทสนทนาใดที่นำเสนอแนวคิดของเวลาในฐานะปริภูมิเสียเอง
ในวิธีคิดแบบสร้างสรรค์เชิงสถาปัตยกรรม เราถูกฝึกให้ก้าวข้ามกรอบความคิดของเหตุผลบ้างเป็นครั้งคราว เพื่อให้เกิดการค้นพบใหม่ๆในสามมิติที่จะนำพาเหตุผลตามมาได้ในภายหลัง ถ้าเราเอากระบวนวิธีคิดแบบสถาปัตยกรรมมาใช้เพื่อหาโครงสร้างหรือปริภูมิของเวลา หน้าตาของเวลาในปัจจุบันจะเปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง บริบทของเวลาที่มีโครงสร้างที่สลับซับซ้อนขึ้นจะทำให้เราค้นพบคำตอบบางอย่างที่เรายังไม่ชัดเจนกับมันได้อย่างไรบ้าง และนั่นคือความคิดที่ทำให้ตื่นเต้นและน่าสนใจเหลือเกิน
ถ้าเพียงแค่เรามองเห็นเวลาเป็นทรงกลมขนาดมหึมา เหมือนลูกบอลลูกใหญ่ที่กลมดิกอย่างสมบูรณ์แบบ ไม่มีจุดเริ่มต้นและจุดจบ ประสบการณ์ของเราที่เสมือนกับเวลาเดินทางผ่านเราไปเป็นเส้นตรงนั้น ก็เปรียบเสมือนกับข้อจำกัดของมดตัวหนึ่งที่เดินไปบนผิวของลูกบอลนั้น ถ้าลูกบอลนั้นใหญ่พอ มดตัวนั้นแทบจะไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันกำลังเดินอยู่บนผิวโค้งของทรงกลม เขาก็จะมีประสบการณ์ว่ากำลังเคลื่อนที่ผ่านไปบนเส้นตรง 2 มิติที่ประกอบไปด้วยอดีต ปัจจุบัน และอนาคต และแน่นอน มดตัวนั้นสามารถเดินเลี้ยวไปทางใดก็ได้บนผิวลูกบอลนั้น เขาก็จะยังมีประสบการณ์ในลักษณะสามจุดของการอ้างอิง(อดีต ปัจจุบัน อนาคต) ที่ไม่แตกต่างกัน ไม่มีทางใดเลยที่มดตัวเล็กๆบนพื้นผิวของลูกบอลยักษ์ลูกนี้จะมีทางมองเห็นลูกบอลว่ามันเป็นทรงกลม อาจจะมีโอกาสอยู่บ้างถ้าเขาสามารถเดินทางรอบลูกบอลได้นานและเร็วพอที่จะเห็นความโค้งของผิวลูกบอลนั้น หรือแม้กระทั่งกลับมายืนที่จุดเดิมเมื่อครบรอบของวงกลม แต่ก็โชคร้ายที่สภาพทางชีววิทยาของมดนั้นไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้นานพอที่จะพิสูจน์สิ่งนั้น
ถ้าโครงสร้างทางปริภูมิของจักรวาลทั้งหมดถูกสร้างอยู่บนโครงสร้างของเวลา และเวลาเองก็มีโครงสร้างทางปริภูมิเป็น 3 มิติเช่นกัน มันก็อาจจะทำให้เราเข้าใจโครงสร้างของจักรวาล รวมทั้งกำเนิดของจักรวาลได้ในบริบทที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง ในบริบทของเวลาที่เป็นทรงกลมนี้ ตอบคำถามในกำเนิดของจักรวาลในความสลับซับซ้อนที่มากขึ้น จุดเริ่มต้นของสรรพสิ่งและจุดจบของสรรพสิ่งเกิดขึ้นในขณะเดียวกันเช่นเดียวกับที่อดีต ปัจจุบัน อนาคต ล้วนคงอยู่พร้อมกันทั้งหมดบนผิวทรงกลมนั้น มันแค่ข้อจำกัดของการรับรู้ของมนุษย์เท่านั้นที่ทำให้เราเห็นมันเป็นเส้นตรง นี่คือความหมายในนัยยะของมิติที่ 5 ที่มีนักวิทยาศาสตร์ปรัชญาเมธีหลายคนพูดถึงกัน
และการหากำเนิดของจักรวาลก็ไม่ต่างอะไรกับการหาคำตอบว่าทรงกลมที่กลมเกลี้ยงสมบูรณ์แบบนี้มีจุดเริ่มต้นอยู่ที่ไหนกัน
ลองนึกภาพหยดน้ำที่กลมเกลี้ยงที่ลอยอยู่ในอวกาศที่ปราศจากแรงโน้มถ่วง ให้เราบอกว่าหยดน้ำหยดนี้บนผิวน้ำนั้นจุดไหนเป็นจุดเริ่มต้นของหยดน้ำทั้งหมด นั่น น่าจะยากพอกันและมีสาระพอกันในความพยายามที่จะหาคำตอบว่าจักรวาลเริ่มต้นมาจากไหน ในข้อจำกัดของการรับรู้สำหรับการเป็นของมนุษย์ในปัจจุบันนั้น ไม่ได้ให้เครื่องมือที่มากพอที่จะทำให้มนุษย์มองเห็นหรือพิสูจน์ความจริงของสรรพสิ่งได้ทั้งหมด เสมือนกับมดตัวเล็กๆที่อยู่บนผิวลูกบอลลูกนั้น มีเพียงสิ่งเดียวที่ไปไกลกว่าข้อจำกัดทางกายภาพของมนุษย์ก็คือความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการ มันอาจจะเป็นเวลาอีกนานแสนนานและเราต้องเดินทางออกไปอีกไกลโพ้นในจักรวาลกว่าที่เราจะได้ข้อพิสูจน์สำหรับแนวคิดของเวลาที่มีโครงสร้างแบบปริภูมิสามมิติทรงกลมนี้ ค้นพบมิติที่ 5 สำหรับสรรพสิ่ง และพามนุษย์ชาติก้าวข้ามไปอยู่อีกที่หนึ่งของความจริงที่ค้นพบว่าโลกนี้กลมและไม่ได้แบนอย่างที่คิด และพาเราก้าวข้ามข้อจำกัดของเวลาไปได้ในที่สุด
และถ้ามันเป็นจริงได้ ก็ขอให้จำไว้ว่า ทุกอย่างเริ่มต้นจากความไร้เหตุผล และวิธีคิดอย่างสร้างสรรค์ในแบบสถาปัตยกรรมแค่นั้นเอง
https://duangritbunnag.com/2015/09/22/the-fifth-dimension-and-the-beginning-of-everything/
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ คำบางคำที่ชอบ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ คำบางคำที่ชอบ แสดงบทความทั้งหมด
วันอังคารที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2560
วันศุกร์ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2560
ทุกความลับคือความจริง
#ทุกความลับคือความจริง #นิ้วกลม
ความทรงจำเป็นสมบัติส่วนตัวที่สุดอย่างหนึ่ง
ไม่มีใครได้แตะต้องมัน, นอกจากเจ้าของความทรงจำ
หลายความทรงจำจึงเป็นความลับ
และทุกความลับคือความจริง
ฉันพบว่าโลกทั้งใบนั้นใหญ่เกินไป
เกินกว่าจะเปลี่ยนแปลง
จะหมุน จะปะทะ จะครอบครอง จะตัดสินว่ามันน่าจะเป็นเช่นนั้นเช่นนี้
เราสามารถยอมรับ ยอมแพ้ แล้วมีความสุขได้ ในโลกที่เราเลือก
อาจเคยห่่วงสายตาคนอื่นในโลกใบกว้าง แต่ไม่เป็นแบบนั้นอีกต่อไป
สนใจแต่สายตาของคนที่เธอรักและรักเธอ แล้วเธอจะเป็นตัวของตัวเอง เป็นในสิ่งที่เธอเป็น มีความสุขแบบที่เธอเป็น จึงเรียกว่าความสุข
โลกยังหมุนไป ฉันอาจอ่อนแอก็เป็นได้ แต่ฉันก็เป็นแบบนี้
เมื่อรู้ว่าตัวเองเป็นอย่างไร
ยอมรับตัวเอง เลือกโลกที่เหมาะกับเรา
ต่อให้จักรวาลจะเป็นอย่างไร
อย่างน้อย เรายังมีดวงดาวของเราเอง
ดาวที่ว่านั้น ซ่อนตัวอยู่ในโลกใบนี้
เมื่อเดินไปไกลพอ เสียงของผู้อื่นไม่ต่างจากนกกา
เมื่อเดินไปไกลพอ คนที่เธอรักจะยิ้มให้ทางที่เธอเลือก ปรบมือโอบกอดยินดี
อย่าเสียเวลากับการหลงทางนานนัก ชีวิตคนเราไม่ยืดยาวพอให้ทำเช่นนั้น
รอยยิ้มของเธอคือรอยยิ้มของฉัน
วิธีรักษาแรงดึงดูด คือการไม่เคลื่อนเข้าใกล้กัน กว่าที่เป็น (แต่ก็ไม่ควรไกลเกินกว่าจะส่องแสงให้เห็นกัน)
ความมืดมิได้สีดำ มันไม่มีสีเลยต่างหาก
ความไม่รักมิได้มีสีดำ หากคือไม่มีความรู้สึกเลยต่างหาก
เรารักเพื่อรู้จักความรัก เพื่อรู้จักความจริงของความรัก
แล้วความรักเล่า
หากยังเหลือเพียงอ้อมกอดที่อีกฝ่ายไม่ต้องการ
ยังเป็นความรักอยู่หรือไม่
เรามีความหมายเสมอ
ขอเพียงปล่อยตัวเองจากสิ่งที่ทำให้เราไร้ความหมาย
พาเราไปพบกับ 'ความหมาย' ใหม่
ที่บางคน บางเวลา บางสถานที่ จะมอบให้แก่เรา
แล้วเราจะพบความสวยงาม ของการปล่อยมือ
เราอาจไม่ได้เห็นกันทุกวัน หากมีโอกาสได้พบกันอีก จะรู้สึกดีทุกครั้งเมื่อได้เจอ
หากรักแล้วจะไม่กลัว เพราะรู้ดีว่ามีแต่สิ่งดีดีจะมอบให้
โดยไม่ได้คิดว่าจะต้องได้รับสิ่งใดกลับมา
ตราบที่ยังกลัว นั่นหมายความว่า ฉัน สำคัญกว่าเขา
เมื่อทั้งคู่ไม่มีความกลัวต่อกัน เมื่อนั้นจึงกลายเป็น เรา
ดวงดาวมีไว้ให้มอง ในระยะห่างที่ส่องแสงถึง
มีความสุขกับการมอง โดยไม่ต้องครอบครอง
ดวงดาว ความรัก ความสำเร็จ
รักที่แท้ ปราศจากการตัดสินพิพากษา
รักเปิดพื้นที่ให้อีกคนหนึ่งเป็นแบบที่เป็น
และเราเองก็เป็นแบบที่เราเป็น
รักคือ การเป็นพื้นที่ปลอดภัย
ของกันและกัน
ในโลกที่เต็มไปด้วยพายุ
สิ่งที่เธอรักมิได้สมบูรณ์แบบ
ความรักของเธอต่างหากที่ทำให้สิ่งนั้นสมบูรณ์แบบ
บางอย่างมันก็มีระยะห่างของมันนะ ใกล้ไปก็ไม่ดี ไกลไปก็ไม่ดี ตรงนี้อาจจะดีที่สุดแล้ว
ความทรงจำเป็นสมบัติส่วนตัวที่สุดอย่างหนึ่ง
ไม่มีใครได้แตะต้องมัน, นอกจากเจ้าของความทรงจำ
หลายความทรงจำจึงเป็นความลับ
และทุกความลับคือความจริง
ฉันพบว่าโลกทั้งใบนั้นใหญ่เกินไป
เกินกว่าจะเปลี่ยนแปลง
จะหมุน จะปะทะ จะครอบครอง จะตัดสินว่ามันน่าจะเป็นเช่นนั้นเช่นนี้
เราสามารถยอมรับ ยอมแพ้ แล้วมีความสุขได้ ในโลกที่เราเลือก
อาจเคยห่่วงสายตาคนอื่นในโลกใบกว้าง แต่ไม่เป็นแบบนั้นอีกต่อไป
สนใจแต่สายตาของคนที่เธอรักและรักเธอ แล้วเธอจะเป็นตัวของตัวเอง เป็นในสิ่งที่เธอเป็น มีความสุขแบบที่เธอเป็น จึงเรียกว่าความสุข
โลกยังหมุนไป ฉันอาจอ่อนแอก็เป็นได้ แต่ฉันก็เป็นแบบนี้
เมื่อรู้ว่าตัวเองเป็นอย่างไร
ยอมรับตัวเอง เลือกโลกที่เหมาะกับเรา
ต่อให้จักรวาลจะเป็นอย่างไร
อย่างน้อย เรายังมีดวงดาวของเราเอง
ดาวที่ว่านั้น ซ่อนตัวอยู่ในโลกใบนี้
เมื่อเดินไปไกลพอ เสียงของผู้อื่นไม่ต่างจากนกกา
เมื่อเดินไปไกลพอ คนที่เธอรักจะยิ้มให้ทางที่เธอเลือก ปรบมือโอบกอดยินดี
อย่าเสียเวลากับการหลงทางนานนัก ชีวิตคนเราไม่ยืดยาวพอให้ทำเช่นนั้น
รอยยิ้มของเธอคือรอยยิ้มของฉัน
วิธีรักษาแรงดึงดูด คือการไม่เคลื่อนเข้าใกล้กัน กว่าที่เป็น (แต่ก็ไม่ควรไกลเกินกว่าจะส่องแสงให้เห็นกัน)
ความมืดมิได้สีดำ มันไม่มีสีเลยต่างหาก
ความไม่รักมิได้มีสีดำ หากคือไม่มีความรู้สึกเลยต่างหาก
เรารักเพื่อรู้จักความรัก เพื่อรู้จักความจริงของความรัก
แล้วความรักเล่า
หากยังเหลือเพียงอ้อมกอดที่อีกฝ่ายไม่ต้องการ
ยังเป็นความรักอยู่หรือไม่
เรามีความหมายเสมอ
ขอเพียงปล่อยตัวเองจากสิ่งที่ทำให้เราไร้ความหมาย
พาเราไปพบกับ 'ความหมาย' ใหม่
ที่บางคน บางเวลา บางสถานที่ จะมอบให้แก่เรา
แล้วเราจะพบความสวยงาม ของการปล่อยมือ
เราอาจไม่ได้เห็นกันทุกวัน หากมีโอกาสได้พบกันอีก จะรู้สึกดีทุกครั้งเมื่อได้เจอ
หากรักแล้วจะไม่กลัว เพราะรู้ดีว่ามีแต่สิ่งดีดีจะมอบให้
โดยไม่ได้คิดว่าจะต้องได้รับสิ่งใดกลับมา
ตราบที่ยังกลัว นั่นหมายความว่า ฉัน สำคัญกว่าเขา
เมื่อทั้งคู่ไม่มีความกลัวต่อกัน เมื่อนั้นจึงกลายเป็น เรา
ดวงดาวมีไว้ให้มอง ในระยะห่างที่ส่องแสงถึง
มีความสุขกับการมอง โดยไม่ต้องครอบครอง
ดวงดาว ความรัก ความสำเร็จ
รักที่แท้ ปราศจากการตัดสินพิพากษา
รักเปิดพื้นที่ให้อีกคนหนึ่งเป็นแบบที่เป็น
และเราเองก็เป็นแบบที่เราเป็น
รักคือ การเป็นพื้นที่ปลอดภัย
ของกันและกัน
ในโลกที่เต็มไปด้วยพายุ
สิ่งที่เธอรักมิได้สมบูรณ์แบบ
ความรักของเธอต่างหากที่ทำให้สิ่งนั้นสมบูรณ์แบบ
บางอย่างมันก็มีระยะห่างของมันนะ ใกล้ไปก็ไม่ดี ไกลไปก็ไม่ดี ตรงนี้อาจจะดีที่สุดแล้ว
วันพฤหัสบดีที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2560
กล้าที่จะถูกเกลียด
“กล้าที่จะถูกเกลียด” เป็นหนังสือโดยชาวญี่ปุ่น 2 คนที่ศึกษาหลักจิตวิทยาของอัลเฟรด แอดเลอร์
หนังสือเล่มนี้กล่าวไว้ว่า “คนเราเปลี่ยนแปลงตัวเองได้ และโลกใบนี้ก็เรียบง่ายจนไม่ว่าใครก็สามารถมีความสุขได้”
วันนี้ผมนำ 5 ข้อคิดที่ไม่ธรรมดา จากหนังสือเล่มนี้มาฝากกัน
ใครอ่านแล้วชอบ ตามไปอุดหนุนหนังสือจาก สำนักพิมพ์วีเลิร์น ได้เลยนะครับ
1. ไม่มีใครที่เปลี่ยนแปลงตัวเองไม่ได้
ไม่ว่าอยู่ในช่วงเวลาไหน สภาพแวดล้อมแบบไหน คนเราเปลี่ยนแปลงตัวเองได้เสมอ
ที่คุณเปลี่ยนแปลงไม่ได้ เพราะคุณตัดสินใจว่าจะไม่เปลี่ยนแปลงต่างหาก
ถึงจะไม่พอใจหลายอย่าง แต่คนเราก็เลือกที่จะอยู่กับ ตัวตนในแบบที่เป็นอยู่ เพราะมันช่วยให้ใช้ชีวิตได้ง่ายและอุ่นใจกว่า
คำตอบของการเปลี่ยนแปลงตัวเองคือ ตัดสินใจเลิกใช้ชีวิตในแบบที่เป็นอยู่
ตราบใดที่คุณผูกติดกับคำว่า “ถ้า” เช่น “ถ้าฉันทำแบบนี้” คุณก็จะเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้เลย
2. คุณรู้สึกทุกข์ เพราะคุณเลือกที่จะมีความทุกข์เอง
คุณไม่ได้ทุกข์เพราะสภาพแวดล้อมที่เลวร้าย คุณไม่ได้ทุกข์เพราะเจอสิ่งที่ไม่ดี
คุณรู้สึกทุกข์ เพราะคุณตัดสินใจว่า ความทุกข์ส่งผลดีต่อตัวคุณ
เพราะความทุกข์ให้ประโยชน์กับคุณบางอย่าง
เคยเจอคนที่ชอบพร่ำบ่น หรือมีอะไรต้องมาระบาย มาปรับทุกข์ไหมครับ
เคยเจอคนที่ทุกข์แล้วเก็บตัว ไม่ยอมพูดคุยกับใครไหมครับ
คนประเภทนี้รู้สึกต่ำต้อย จนต้องใช้ความทุกข์เป็นเครื่องมือ ให้ตัวเองเป็น “คนพิเศษ”
มันคือการเอาความทุกข์ของตัวเองมาใช้เป็นอาวุธเพื่อควบคุมคนอื่น
แต่อย่างไรก็ตาม ตราบใดที่คุณยังเอาความทุกข์มาเป็นอาวุธเพื่อทำให้ตัวเองเป็นคนพิเศษ
คนคนนั้นก็จำเป็นต้องพึ่งพาความทุกข์ไปตลอดกาล
3. อิสรภาพคือการถูกคนอื่นเกลียด
คนเราทุกคนล้วนอยากได้การยอมรับจากผู้อื่น
แต่ยิ่งเราแสวงหาการยอมรับเท่าไร เราก็ยิ่งถูกพันธนาการมากขึ้นเท่านั้น
การใช้ชีวิตเพื่อเติมเต็มความคาดหวัง หรือฝากชีวิตของตัวเองไว้กับคนอื่น
คือการโกหกตัวเองและคนรอบข้างไปวันๆ
ความกล้าที่จะมีความสุข ต้องอาศัยความกล้าที่จะถูกเกลียด
ตราบใดที่คุณยังไม่เลิกสนใจคำวิพากษ์วิจารณ์ ยังกลัวที่จะถูกเกลียด ยังอยากได้การยอมรับ
คุณก็ไม่สามารถใช้ชีวิตตามที่ตนเองปรารถนาได้
4. คุณไม่ใช่ศูนย์กลางของโลก
คนส่วนใหญ่ใช้ชีวิตราวกับว่าตัวเองเป็นศูนย์กลางของโลก
คนแบบนี้จะคิดอยู่ตลอดเวลาว่าคนอื่นคิดกับตัวเองอย่างไร
มองว่าตัวเองเป็นอย่างไร หรือจะทำในสิ่งที่ตัวเองต้องการได้มากแค่ไหน
คนแบบนี้ดูเผินๆเหมือนเขากำลังคิดถึงคนอื่นอยู่
แต่แท้จริงแล้วพวกเขากำลังมองแต่ตัวเอง ใส่ใจแต่ตัวเอง และไม่ได้ให้ความสำคัญกับคนอื่นเลย
จริงๆแล้วคุณเป็นส่วนหนึ่งของสังคมเท่านั้น
และเป็นหน้าที่ของเราที่ต้องก้าวไปสร้างความสัมพันธ์กับคนอื่นด้วยตัวเอง
ไม่ใช่คิดว่า “คนคนนี้จะให้อะไรกับเราได้บ้าง”
แต่ต้องคิดว่า “เราจะให้อะไรกับคนคนนี้ได้บ้าง”
5. การช่วยเหลือคนอื่นคือการทำเพื่อตัวเอง
นิยามของความสุข ในหนังสือเล่มนี้ คือ “การรู้สึกว่าได้ช่วยเหลือคนอื่น”
ความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของสังคม ทำให้คุณช่วยคนอื่นได้อย่างไร้เงื่อนไข
ถ้าคุณช่วยคนอื่นเพราะอยากได้การยอมรับ คุณก็จะไม่เป็นอิสระ
การช่วยเหลือคนอื่นจึงไม่ใช่การอุทิศตนจนถึงขั้นละทิ้งตัวเอง
แต่เป็นการทำเพื่อให้รู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่าต่างมาก
ถ้าเราช่วยเหลือผู้อื่นจากใจจริง จะได้รับการยอมรับหรือไม่ ก็ไม่ใช่สิ่งจำเป็นอีกต่อไป
เพราะเรารู้สึกได้เองว่า “ฉันมีคุณค่าและมีประโยชน์ต่อใครสักคน”
และนั่นแหละครับ คือความสุขที่แท้จริง
• สุขทุกข์ใจเราเลือกเอง เราทุกคนล้วนอยู่ในโลกที่ตัวเองปั้นแต่งขึ้นด้วยการตีความของเราเอง ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่ว่า “โลกเป็นอย่างไร” แต่อยู่ที่ว่า “ใจเราเป็นอย่างไรต่างหาก” หากเรามองโลกผ่านแว่นดำก็ไม่แปลกที่เราจะเห็นทุกอย่างดำมืดหมด สิ่งที่ควรต้องทำคือแค่ถอดแว่นออกและมองโลกตามสภาพความเป็นจริง ทุกคนสามารถเลือกที่จะมีความสุขได้ อ่านแล้วนึกถึงเนื้อเพลง “ร่มสีเทา” ของวัชราวลี โดยเฉพาะท่อนที่ว่า “อย่าไปยึด อย่าไปถือ อย่าไปเอามากอดไว้ ก็จะไม่เสียใจ ตลอดชีวิตต้องผ่านการเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าใครจะทุกข์จะสุขแค่ไหน ก็อยู่ที่จะมอง”
• ไม่มีเหตุการณ์ใดในอดีตเป็นสาเหตุของความสำเร็จหรือความล้มเหลวในปัจจุบัน บางคนชอบคร่ำครวญว่าชีวิตเราเป็นทุกข์เพราะพ่อแม่ทอดทิ้ง เราไม่สามารถมีความสุขได้เพราะโดนคนรอบตัวกลั่นแกล้ง หรือเราไม่สามารถมีความรักที่สมหวังเพราะเราโดนแฟนเก่าหักอก เราไม่รวยเพราะเรียนมาไม่สูง แอดเลอร์บอกว่า ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ว่า “มีสิ่งใดเกิดขึ้น” แต่อยู่ที่ว่าเรา “ให้ความหมายกับสิ่งนั้นอย่างไร” เราไม่สามารถย้อนเวลากลับไปแก้ไขอดีตได้ เพราะฉะนั้นหากเรายังเชื่อว่าอดีตคือตัวกำหนดชีวิตเราในปัจจุบัน ชีวิตเราก็จะถูกพันธนาการไว้จนไม่อาจมีความสุขในวันข้างหน้า แต่ความจริงก็คือเราไม่ได้เป็นเหยื่อของการกระทำใด ๆ ในอดีตเพราะเราทุกคนสามารถกำหนดชะตากรรมตัวเองในปัจจุบันได้และเปลี่ยนแปลงตนเองได้เสมอ
• ไม่สำคัญว่าคุณได้อะไรมาบ้าง สิ่งสำคัญคือคุณจะใช้สิ่งที่มีอยู่ให้เป็นประโยชน์อย่างไร บางคน “รักตัวเองไม่ลง” เพราะมองเห็นแต่ข้อเสียของตัวเอง เช่น เรียนไม่เก่ง หน้าตาไม่ดี รูปร่างไม่ดี มนุษย์สัมพันธ์ไม่ดี มองโลกในแง่ร้าย ขี้หวาดระแวง ฯลฯ นักปรัชญาบอกว่า ความรู้สึกต่ำต้อยเป็นสิ่งที่เราคิดไปเองและไม่ใช่ข้อเท็จจริง เป็นเพียง “ความรู้สึกส่วนตัวที่เราปั้นแต่งขึ้นเอง” โลกเรานั้นไม่เท่าเทียมดังนั้นจึงเป็นธรรมดาที่ทุกคนย่อมมีความต่างกันอยู่แล้ว สิ่งสำคัญไม่ใช่การเปรียบเทียบทำให้ต้องการอยากกลายเป็นคนอื่นหรืออยู่เหนือคนอื่น แต่คือการเปลี่ยนแปลงตัวเองให้ดีขึ้นภายใต้พื้นฐานที่เรามีอยู่เพื่อให้ก้าวไปไกลกว่าจุดที่เรากำลังยืนในปัจจุบัน สิ่งที่เลวร้ายก็คือ หลายคนขาดความกล้าที่จะก้าวเดิน มัวแต่คิดว่า “อย่างเราคงไม่มีปัญหาหรอก” “ถึงพยายามไปก็เท่านั้น” แล้วยอมแพ้ตั้งแต่ยังไม่ลงมือทำอะไรด้วยซ้ำ
• คนเราเลือกที่จะทุกข์เพราะต้องการบรรลุเป้าหมายบางอย่าง หนังสือเล่มนี้มีแนวคิดที่น่าสนใจบอกว่าคนเราไม่ได้ทุกข์เพราะสภาพแวดล้อมที่เลวร้ายหรือเพราะเจอสิ่งที่ไม่ดี แต่เราเลือกที่จะทุกข์เพราะเราตัดสินใจว่า ความทุกข์ส่งผลดีหรือให้ประโยชน์บางอย่างต่อเรา อย่างเช่น บางคนชอบพร่ำบ่นความทุกข์ในอดีตราวกับเป็นเรื่องราวที่น่าภาคภูมิใจ คนประเภทนี้รู้สึกต่ำต้อย จนต้องใช้ความทุกข์เป็นเครื่องมือ ให้ตัวเองเป็น “คนพิเศษ” เพราะมันคือการเอาความทุกข์ของตัวเองมาใช้เป็นอาวุธเพื่อควบคุมคนอื่น แต่อย่างไรก็ตาม ตราบใดที่ยังเอาความทุกข์มาเป็นอาวุธเพื่อทำให้ตัวเองเป็นคนพิเศษ คนคนนั้นก็จำเป็นต้องพึ่งพาความทุกข์ไปตลอดกาล ตัวอย่างเช่น เด็กที่ชอบเก็บตัวไม่ออกจากห้องเป็นแรมปีที่ภาษาญี่ปุ่นเรียกว่า ฮิคิโคโมริ ( ひきこもり) นั้นไม่ได้เป็นเพราะเขามีความทุกข์แต่เป็นเพราะเขาซ่อนตัวเพื่อบรรลุเป้าหมายบางอย่าง คือ ต้องการเรียกร้องความสนใจจากพ่อแม่ทำให้พ่อแม่เป็นห่วง เพราะทันทีที่เขาออกจากห้องเขาจะกลายเป็นคนธรรมดาทันที
• ไม่มีใครเปลี่ยนแปลงตัวเองไม่ได้ คนเราเปลี่ยนแปลงตัวเองได้เสมอไม่ว่าจะอยู่ในสภาพแวดล้อมแบบใด แต่บางคนกลับเลือกที่จะไม่เปลี่ยนแปลง เพราะการยึดติดกับความเคยชินแบบเก่า ๆ ทำให้อุ่นใจกว่า อย่างน้อยเราก็คาดเดาได้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นบ้าง ถึงจะไม่พอใจชีวิตที่เป็นอยู่นักแต่ก็เลือกที่จะอยู่กับ “ตัวตนแบบที่เป็นอยู่” เพราะมันช่วยให้ใช้ชีวิตได้ง่ายและอุ่นใจกว่าเช่น บางคนอยากทำธุรกิจอะไรสักอย่าง แต่ก็ไม่ลงมือทำโดยหาข้ออ้างต่างๆนาๆ เช่น ไม่มีเวลา เงินทุนไม่พอ อายุมากแล้ว ฯลฯ คือหาเหตุผลที่ทำให้ทำไม่ได้มาอ้าง หรือบางคนมีความสัมพันธ์ไม่ดีกับพ่อแม่โดยอ้างว่า เพราะโดนพ่อแม่ตีดุด่าตอนเด็ก แต่จริงๆแล้วนั่นเป็นเพียงข้ออ้างที่ไม่อยากจะปรับความสัมพันธ์ให้ดีขึ้นต่างหาก
• สิ่งที่ควบคุมได้มีเพียงเรื่องของตัวเอง นักปรัชญาบอกว่า ความทุกข์ใจทั้งหมดเกิดจาก “ความสัมพันธ์กับผู้คน” ประเด็นนี้ตรงกับหนังสือเล่มโปรดของดิฉันชื่อว่า “ความสุขไม่ได้หาย แค่หาให้เจอ” กล่าวไว้ว่า ในโลกนี้มีเพียง 3 เรื่อง คือ เรื่องของเรา เรื่องของเขา และเรื่องของสวรรค์ แต่คนเรามักลืมไปทำให้คอยไปคิดก้าวก่ายเรื่องของคนอื่นหรือไม่ให้คนอื่นเข้ามาก้าวก่ายเรื่องของเรา อยากให้คนนั้นทำแบบที่เราอยากให้ทำ หรือไม่พอใจที่คนโน้นมาทำแบบนี้กับเรา ทำให้โกรธเรื่องที่ควบคุมไม่ได้เช่น ทำไมฝนถึงตก ทำไมรถจึงติด ทำไมเจ้านายถึงจู้จี้ ฯลฯ หรือบางคนกังวลว่าถ้าเราทำแบบนั้นแล้วคนอื่นจะคิดอย่างไร วิตกว่าคนอื่นจะมองเราไม่ดี โดยลืมไปว่าในโลกนี้มีเพียงเรื่องเดียวที่เราควบคุมได้คือ “เรื่องของเรา” ตราบใดที่เรายังไม่เลิกสนใจคำวิพากษ์วิจารณ์ ยังกลัวที่จะถูกคนอื่นเกลียด ทำตามความคาดหวังของคนอื่น หรือยังอยากได้การยอมรับจากคนอื่นมากเท่าไร ก็จะถูกพันธนาการไว้มากเท่านั้น สิ่งที่น่าสนใจที่พิสูจน์ได้ก็คือ ถึงแม้เราสามารถควบคุมได้แค่ตัวเราเอง แต่หากเราเปลี่ยนแปลงตนเอง สิ่งรอบตัวเราก็จะเปลี่ยนตามเช่นกัน
• การช่วยเหลือคนอื่นคือคุณค่าของชีวิต เราเป็นส่วนหนึ่งของโลก ไม่ใช่ศูนย์กลางของโลก ดังนั้นแทนที่จะคิดว่า “คนๆนี้จะให้อะไรเราได้บ้าง” มาเป็น “เราจะให้อะไรคนอื่นได้บ้าง” นิยามความสุขในหนังสือเล่มนี้ที่ดิฉันชอบมากก็คือ “การได้ช่วยเหลือคนอื่นอย่างไร้เงื่อนไข” ซึ่งไม่ใช่การช่วยเพื่อให้ได้รับการยอมรับ เพราะถ้าเราช่วยเหลือผู้อื่นจากใจจริง การได้รับการยอมรับหรือไม่ก็ไม่ใช่สิ่งจำเป็นอีกต่อไป การช่วยเหลือจะสามารถสร้างความรู้สึกได้ว่า “ฉันมีคุณค่าและมีประโยชน์ต่อใครสักคน” และนั่นก็คือความสุขที่แท้จริงค่ะ การดำเนินชีวิตอย่างมีคุณค่าก็คือการเดินตามดวงดาวนำทางแห่งการช่วยเหลือผู้คน
สุดท้ายหนังสือสรุปว่าภารกิจชีวิตมนุษย์มีเป้าหมายสองอย่างคือ หนึ่งคือการพึ่งพาตัวเองได้โดยรู้สึกได้ว่าตัวเองมีความสามารถที่จะยืนบนลำแข้งตัวเอง และสองคือการมีความสัมพันธ์ที่ดีกับคนในสังคมโดยสามารถรู้สึกถึงความเป็นมิตร
ที่สำคัญที่อิงหลักพุทธศาสนามาเลยก็คือ ชีวิตที่สมบูรณ์ในตัวเอง คือชีวิตที่เลิกมองอดีตและอนาคต แต่เน้น “การทำสิ่งที่อยู่ตรงหน้าในขณะนี้” และ “ทำวินาทีนี้ให้ดีที่สุด” ค่ะ อย่าลืมนะคะว่าทุกคนสามารถเปลี่ยนแปลงตัวเองได้ ดังนั้นเราสามารถเลือกที่จะมีความสุขที่นี่และเดี๋ยวนี้เลย
พิชชารัศมิ์ได้เพิ่มช่องทางการสื่อสารกับผู้อ่านทางเฟซบุ้กเพจ “Life Inspired by พิชชารัศมิ์” ฝากติดตามด้วยนะคะ
เรื่องโดย : พิชชารัศมิ์ www.marumura.com
ทักทายพูดคุยกับพิชชารัศมิ์ ได้ที่ >>> Life Inspired by พิชชารัศมิ์
ทักทายพูดคุยกับพิชชารัศมิ์ ได้ที่ >>> Life Inspired by พิชชารัศมิ์
วันพุธที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2560
ปฏิทินจักรวาล
คาร์ล ซาแกน นักวิทยาศาสตร์ นักคิด นักเขียน เคยเปรียบเทียบเวลาของจักรวาลเป็นปฏิทินหนึ่งปีโลก นั่นคือ เมื่อย่อเวลาของจักรวาลที่มีอายุราวหนึ่งหมื่นห้าพันล้านปีเทียบเป็นเวลา หนึ่งปีโลก เราจะได้ปฏิทินจักรวาลคร่าวๆ ดังนี้ *
1 มกราคม เกิดบิ๊กแบง 1 พฤษภาคม เกิดดาราจักรทางช้างเผือก 1 กันยายน เกิดระบบสุริยะ 25 กันยายน ชีวิตแรกบนโลกถือกำเนิด 1 พฤศจิกายน กำเนิดเพศ 19 ธันวาคม กำเนิดปลาในท้องสมุทร 20 ธันวาคม กำเนิดพืชบนโลก 21 ธันวาคม กำเนิดแมลง 24 ธันวาคม ไดโนเสาร์เริ่มปรากฏบนโลก 27 ธันวาคม กำเนิดนก 29 ธันวาคม มนุษย์วานรถือกำเนิด จวบจนชั่วโมงแรกของวันที่ 31 ธันวาคม มนุษย์ก็ยังไม่ถือกำเนิด บรรพบุรุษของเราเพิ่งถือกำเนิดเวลาสี่ทุ่มครึ่งของวันที่ 31 ธันวาคม เหตุการณ์สำคัญมากมายของโลกมนุษย์เกิดขึ้นในแต่ละวินาทีของนาทีสุดท้ายของวันที่ 31 ธันวาคม 11:59:20 น. มนุษย์เริ่มการเกษตรกรรม 11:59:51 น. ภาษาแรกของโลกถึงเพิ่งถือกำเนิด และพวกเราเป็นเราอย่างที่เห็นอยู่นี้เมื่อเข็มนาฬิกาข้ามผ่านเวลา 11:59:59 น. ของคืนวันที่ 31 ธันวาคมนี่เอง เรามักรณรงค์เรื่องประหยัดทรัพยากรธรรมชาติ เช่น ต้นไม้ น้ำ น้ำมัน ฯลฯ แต่ทรัพยากรธรรมชาติอีกอย่างหนึ่งที่เรามักไม่ค่อยใช้อย่างประหยัดก็คือ เวลา เรามักใช้คำว่า ‘ฆ่าเวลา’ เมื่อมีเวลาเหลือ ความจริงคือ อายุโลกสั้นแสนสั้นเมื่อเทียบกับเวลาของจักรวาล อายุของมนุษยชาติยิ่งสั้นเข้าไปอีก และเวลาของเราแต่ละคนที่อยู่บนโลกยิ่งสั้นกว่าสั้น เวลาแต่ละวันของเราผ่านไปชั่วพริบตา แต่ละวินาทีผ่านแล้วผ่านเลย เวลาของเรามีน้อยมาก น้อยจริงๆ บางคนเลือกที่จะใช้เวลาไปกับการบันเทิงมากกว่าทำงาน บางคนก็ใช้เวลาในการทำงาน แต่ที่ใช้ได้ไม่คุ้มที่สุดก็คือการใช้เวลาในการบ่น วิตกกังวล นินทา อิจฉาริษยาชาวบ้าน เวลาก็เหมือนออกซิเจน แต่ละคนได้รับมาเท่าๆ กัน แต่จะใช้ ‘หนึ่งวันเดียวกัน’ นี้ให้คุ้มหรือไม่เป็นสิทธิของแต่ละคน 24 ชั่วโมงยาวเท่ากับ 1,440 นาที เท่ากับ 86,400 วินาที มากพอทำอะไรได้หลายเรื่อง ในเวลาอีกราวห้าพันล้านปี โลกนี้จะสลายไปในความว่างเปล่าของจักรวาล เทียบได้เพียง ‘ครึ่งปี’ ในปฏิทินจักวาลฉบับย่อส่วนนี้เท่านั้น เวลาเป็นเชื้อเพลิงของชีวิต จะเผาผลาญทั้งที ก็ทำให้เกิดประโยชน์ ไม่ผลาญเวลาเล่น เมื่อเห็นค่าเวลา ก็จะไม่มีวันฆ่าเวลา * จากหนังสือ The Dragons of Eden วินทร์ เลียววาริณ www.winbookclub.com 28 กรกฎาคม 2550 (บทความนี้เป็นหนึ่งในบทความที่ได้รวมพิมพ์เป็นเล่มในหนังสือเสริมกำลังใจเรื่อง อาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันตก สั่งซื้อได้ที่ห้องผลงาน เหมาะเป็นของขวัญแก่คนที่รัก) |
วันจันทร์ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559
ถ่านกับเพชร
สร้างด้วยต้นทุนเดียวกันคือ คาร์บอน
คาร์บอน ที่ไม่ได้ผ่านแรงอัด แรงกดดันอะไร อยู่ตามธรรมชาติก็จะกลายเป็นถ่าน
ในขณะที่ คาร์บอน ที่ผ่านแรงอัดอย่างหนัก เป็นเวลานานๆ คาร์บอนที่สามารถผ่านออกมาได้ โดยไม่แตกไปเสียก่อน ถึงจะกลายเป็นเพชร
เราถึงได้ยินว่า เพชร แท้ที่จริง มันแข็งมาก...เหตุที่มีค่า เพราะความยากนี้เอง
ชีวิตคนเรา ก็คล้ายกับ เรื่องถ่านกับเพชร
ชีวิตแบบถ่าน
เช่น คนที่รักสบาย อยู่ไปเรื่อย เมื่อไหร่มีแรงกดดัน แทนที่จะสู้ ก็บ่นว่า แล้วก็หนีไป ตั้งเป้าในชีวิตแบบต่ำๆ ทำยาวๆ ไม่สนใจเรียนรู้ ไม่อยากพัฒนา เป็นน้ำเต็มแก้ว รู้ไปทุกเรื่อง แต่ไม่เคยทำจนสำเร็จสักเรื่อง โทษไปได้หมดทุกเรื่อง ยกเว้นอย่างเดียว คือ โทษตัวเอง...ผลสุดท้าย ก็ไม่เคยได้อะไรเป็นชิ้นเป็นอัน
เช่น คนที่รักสบาย อยู่ไปเรื่อย เมื่อไหร่มีแรงกดดัน แทนที่จะสู้ ก็บ่นว่า แล้วก็หนีไป ตั้งเป้าในชีวิตแบบต่ำๆ ทำยาวๆ ไม่สนใจเรียนรู้ ไม่อยากพัฒนา เป็นน้ำเต็มแก้ว รู้ไปทุกเรื่อง แต่ไม่เคยทำจนสำเร็จสักเรื่อง โทษไปได้หมดทุกเรื่อง ยกเว้นอย่างเดียว คือ โทษตัวเอง...ผลสุดท้าย ก็ไม่เคยได้อะไรเป็นชิ้นเป็นอัน
ชีวิตแบบเพชร
คนกลุ่มนี้ มองตาก็เข้าใจได้ เห็นเรื่องที่ต้องผ่าน เป็นเรื่องที่พิสูจน์ตัวเอง ไม่ล้มเลิก พากเพียร ยอมแลก อดเปรี้ยวไว้กินหวาน ไม่ท้อ เป้าหมายมีไว้พุ่งชนอารมณ์ประมาณนั้น ขณะที่หลายคนมองว่า คนกลุ่มนี้ลำบาก เขาเองกลับไม่เคยรู้สึกอะไรแบบนั้น
คนกลุ่มนี้ มองตาก็เข้าใจได้ เห็นเรื่องที่ต้องผ่าน เป็นเรื่องที่พิสูจน์ตัวเอง ไม่ล้มเลิก พากเพียร ยอมแลก อดเปรี้ยวไว้กินหวาน ไม่ท้อ เป้าหมายมีไว้พุ่งชนอารมณ์ประมาณนั้น ขณะที่หลายคนมองว่า คนกลุ่มนี้ลำบาก เขาเองกลับไม่เคยรู้สึกอะไรแบบนั้น
ใครบอกชีวิตไม่มีทางเลือก....
คำๆนี้ ได้ยินในถ่าน แต่จะไม่ผ่านไปในเพชร..
หลายคนรอชะตาฟ้ากำหนด รอความโชคดี
รู้มั๊ยความหมายของคำว่า โชคดี ที่แท้คืออะไร
คำๆนี้ ได้ยินในถ่าน แต่จะไม่ผ่านไปในเพชร..
หลายคนรอชะตาฟ้ากำหนด รอความโชคดี
รู้มั๊ยความหมายของคำว่า โชคดี ที่แท้คืออะไร
โชคดี คือโอกาส + การเตรียมพร้อม
ถ้าขาดอย่างใดอย่างหนึ่ง มันก็จะไม่ใช่โชคดี แต่เป็นฟลุ้ค ซึ่งในชีวิตหนึ่ง การรอคอยอาจจะไม่ได้มา แม้ได้มาก็รักษาไว้ไม่ได้
วันพุธที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559
พระราชดำรัสของในหลวง – ข้อคิดในการใช้ชีวิต
• อย่าทำลายความหวังของใครเพราะเขาอาจเหลืออยู่แค่นั้นก็ได้
• เมื่อมีคนเล่าว่าตัวเขามีส่วนในเหตุการณ์สำคัญอะไรก็ตาม เราไม่ต้องไปคุยทับ ปล่อยให้เขาฟุ้งไปตามสบาย
• รู้จักฟังให้ดี โอกาสทองบางทีมันก็มาแบบแว่ว ๆ เท่านั้น
• หยุดอ่านคำอธิบายสถานที่ทางประวัติศาสตร์ ซึ่งอยู่ริมทางเสียบ้าง
• จะคิดการใด จงคิดให้ใหญ่ ๆ เข้าไว้ แต่เติมความสนุกสนานลงไปด้วยเล็กน้อย
• หัดทำสิ่งดี ๆ ให้กับผู้อื่นจนเป็นนิสัย โดยไม่จำเป็นต้องให้เขารับรู้
• จำไว้ว่าข่าวทุกชนิดล้วนถูกบิดเบือนมาแล้วทั้งนั้น
• เวลาเล่นเกมส์กับเด็ก ๆ ก็ปล่อยให้แกชนะไปเถิด
• ใครจะวิจารณ์เราอย่างไรก็ช่าง ไม่ต้องไปเสียเวลาตอบโต้
• ให้โอกาสผู้อื่นเป็นครั้งที่ "สอง" แต่อย่าให้ถึง "สาม"
• อย่าวิจารณ์นายจ้าง ถ้าทำงานกับเขาแล้วไม่มีความสุข ก็ลาออกซะ
• ทำตัวให้สบายอย่าคิดมาก ถ้าไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตายแล้ว อะไร ๆ ก็ไม่ได้สำคัญอย่างที่คิดไว้ทีแรกหรอก
• ใช้เวลาน้อย ๆ ในการคิดว่า "ใคร" เป็นคนถูก แต่ใช้เวลาให้มากในการคิดว่า "อะไร" คือสิ่งที่ถูก
• เราไม่ได้ต่อสู้กับ "คนโหดร้าย" แต่เราต่อสู้กับ "ความโหดร้าย" ในตัวคน
• คิดให้รอบคอบ ก่อนจะให้เพื่อนต้องมีภาระในการรักษาความลับ
• เมื่อมีใครสวมกอดคุณ ให้เขาเป็นฝ่ายปล่อยก่อน
• เป็นคนถ่อมตน คนเขาทำอะไรต่ออะไรสำเร็จกันมามากมายแล้ว ตั้งแต่เรายังไม่เกิด
• ไม่ว่าจะตกอยู่ในสถานการณ์เลวร้ายสักเพียงใด..... สุขุมเยือกเย็นเข้าไว้
• อย่าไปหวังเลยว่าชีวิตนี้จะมีความยุติธรรม
• อย่าให้ปัญหาของเราทำให้คนอื่นเขาเบื่อหน่าย ถ้ามีใครมาถามเราว่า "เป็นยังไงบ้างตอนนี้" ก็บอกเขาไปเลยว่า "สบายมาก"
• อย่าพูดว่ามีเวลาไม่พอ เพราะเวลาที่คุณมีมันก็วันละยี่สิบสี่ชั่วโมงเท่า ๆ กับที่ หลุยส์ ปาสเตอร์,ไมเคิล แอนเจลโล, แม่ชีเทราซ่า, ลีโอนาร์โอ ดาวินชี, ทอมัส เจฟเฟอร์สัน, หรือ อัลเบิร์ต ไอสไตน์ เขามีนั้นเอง
• เป็นคนใจกล้าและเด็ดเดี่ยว เมื่อเหลียวกลับไปดูอดีต เราจะเสียใจในสิ่งที่อยากทำแต่ไม่ได้ทำ มากกว่าเสียใจในสิ่งที่ทำไปแล้ว
• ประเมินตนเองด้วยมาตรฐานของตนเอง ไม่ใช่ด้วยมาตรฐานของคนอื่น
• จริงจังและเคี่ยวเข็ญต่อตนเอง แต่อ่อนโยนและผ่อนปรนต่อคนอื่น
• อย่าระดมสมอง เพราะไอเดียดี ๆ ใหม่ ๆ และยิ่งใหญ่ จนสามารถเปลี่ยนแปลงโลกได้ ล้วนมาจากบุคคลที่คิดค้นอยู่แต่เพียงผู้เดียวทั้งสิ้น
• คงไว้ซึ่งความเป็นคนเปิดเผย อ่อนโยน และอยากรู้อยากเห็น
• ให้ความนับถือแก่ทุกคนที่ทำงานเพื่อเลี้ยงชีพ ไม่ว่างานที่เขาทำนั้นจะกระจอกงอกง่อยสักปานใด
• คำนึงถึงการมีชีวิตให้ "กว้างขวาง" มากกว่าการมีชีวิตให้ "ยืนยาว"
• มีมารยาทและอดทนกับคนที่สูงวัยกว่าเสมอ
วันพฤหัสบดีที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2558
จากครรภ์มารดา มารดาถึงเชิงตะกอน
เมื่อผมอยู่ในครรภ์ของแม่ ผมต้องการให้แม่ได้รับประทานอาหารที่เป็นคุณประโยชน์ และได้รับความเอาใจใส่ และบริการอันดีในเรื่องสวัสดิภาพของแม่และเด็ก ผมไม่ต้องการมีพี่น้องมากอย่างที่พ่อแม่ผมมีอยู่ และแม่จะต้องไม่มีลูกถี่นัก
พ่อกับแม่จะแต่งงานกันถูกฎหมาย หรือธรรมเนียมประเพณีหรือไม่ ไม่สำคัญ แต่สำคัญที่ พ่อกับแม่ต้องอยู่ด้วยกันอย่างสงบสุข ทำความอบอุ่นให้ผมและพี่น้อง
ในระหว่าง 2-3 ขวบแรกของผม ซึ่งร่างกายและสมองผมกำลังเติบโตในระยะที่สำคัญ ผมต้องการให้แม่ผมกับตัวผม ได้รับประทานอาหารที่เป็นคุณประโยชน์
ผมต้องการไปโรงเรียน พี่สาวหรือน้องสาวผมก็ต้องการไปโรงเรียน จะได้มีความรู้หากินได้ และจะได้ รู้คุณธรรมแห่งชีวิต ถ้าผมสติปัญญาเรียนชั้นสูง ๆ ขึ้นไป ก็ให้มีโอกาสเรียนได้ ไม่ว่าพ่อแม่ผมจะรวย หรือจน จะอยู่ในเมืองหรือชนบทแร้นแค้น
เมื่อออกจากโรงเรียนแล้ว ผมต้องการงานอาชีพที่มีความหมาย ทำให้ได้รับความพอใจว่า ตนได้ทำงานเป็นประโยชน์แก่สังคม
บ้านเมืองที่ผมอาศัยอยู่จะต้องมีขื่อ มีแป ไม่มีการข่มขู่ กดขี่ หรือประทุษร้ายกัน ประเทศของผมควรจะมีความสัมพันธ์อันชอบธรรม และเป็นประโยชน์กับโลกภายนอก ผมจะได้มีโอกาสเรียนรู้ถึงความคิด และวิชาของมนุษย์ทั้งโลก และประเทศของผมจะได้มีโอกาส รับเงินทุนจากต่างประเทศ มาใช้เป็นประโยชน์แก่ส่วนรวม
ผมต้องการให้ชาติของผมได้ขายผลิตผลแก่ต่างประเทศด้วยราคาอันเป็นธรรม ในฐานะที่ผมเป็นชาวไร่ชาวนา ผมก็อยากมีที่ดินของผมพอสมควรสำหรับทำมาหากิน มีช่องทางได้กู้ยืมเงินมาขยายงาน มีโอกาสรู้วิธีการทำกินแบบใหม่ ๆ มีตลาดดี และขายสินค้าได้ราคายุติธรรม
ในฐานะที่ผมเป็นกรรมกร ผมก็ควรจะมีหุ้นมีส่วนในโรงงาน บริษัท ห้างร้านที่ผมทำอยู่
ในฐานะที่ผมเป็นมนุษย์ ผมก็ต้องการอ่านหนังสือพิมพ์ และหนังสืออื่น ๆ ที่ไม่แพงนัก จะฟังวิทยุ ดูโทรทัศน์ ก็ได้โดยไม่ต้องทนรบกวนจากการโฆษณามากนัก
ผมต้องการสุขภาพอนามัยอันดี และรัฐบาลจะต้องให้บริการป้องกันโรคแก่ผมฟรี กับบริการการแพทย์ รักษาพยาบาลอย่างถูกอย่างดี เจ็บป่วยเมื่อใดหาหมอพยาบาลได้สะดวก
ผมจำเป็นต้องมีเวลาว่างสำหรับเพลิดเพลินกับครอบครัว มีสวนสาธารณะที่เขียวชะอุ่ม สามารถมีบทบาท และชมศิลปะ วรรณคดี นาฏศิลป์ ดนตรี วัฒนธรรมต่าง ๆ เที่ยวงานวัน งานลอยกระทง งานนักขัตฤกษ์ งานกุศลอะไรก็ได้พอสมควร
ผมต้องการอากาศบริสุทธิ์สำหรับหายใจ น้ำดื่มบริสุทธิ์สำหรับดื่ม
เรื่องอะไรที่ผมทำเองไม่ได้ หรือได้แต่ไม่ดี ผมก็จะขอความร่วมมือกับเพื่อนฝูงในรูปสหกรณ์ หรือ สโมสร หรือสหภาพ จะได้ช่วยซึ่งกันและกัน
เรื่องที่ผมจะเรียกร้องข้างต้นนี้ ผมไม่เรียกร้องเปล่า ผมยินดีเสียภาษีอากรให้ส่วนรวมตามอัตภาพ
ผมต้องการโอกาสที่มีส่วนในสังคมรอบตัวผม ต้องการมีส่วนในการวินิจฉัยโชคชะตาทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมของชาติ
เมียผมก็ต้องการโอกาสต่าง ๆ เช่นเดียวกับผม และเราสองคนควรจะได้รับความรู้และวิธีการวางแผนครอบครัว
เมื่อแก่ ผมและเมียก็ควรได้ประโยชน์ตอบแทนจากการประกันสังคม ซึ่งผมได้จ่ายบำรุงตลอดมา
เมื่อจะตาย ก็ขออย่าให้ตายอย่างโง่ ๆ อย่างบ้า ๆ คือตายในสงครามที่คนอื่นก่อให้เกิดขึ้น ตายในสงครามกลางเมือง ตายเพราะอุบัติเหตุรถยนต์ ตายเพราะน้ำหรืออากาศเป็นพิษ หรือตายเพราะการเมืองเป็นพิษ
เมื่อตายแล้ว ยังมีทรัพย์สมบัติเหลืออยู่ เก็บไว้ให้เมียผมพอใจในชีวิตของเธอ ถ้าลูกยังเล็กอยู่ก็เก็บไว้ เลี้ยงให้โต แต่ลูกที่โตแล้วไม่ให้ นอกนั้นรัฐบาลควรเก็บไปหมด จะได้ใช้เป็นประโยชน์ในการบำรุงชีวิตของคนอื่น ๆ บ้าง
ศ.ดร.ป๋วย อึ้งภากรณ์
(พิมพ์เป็นภาษาไทยครั้งแรกในสังคมศาสตร์ปริทัศน์ ปีที่ 11 ฉบับที่ 10 ตุลาคม 2516)
วันเสาร์ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2558
ทายนิสัยของตัวคุณเองด้วยวิธีการ "อุซะ อุซะ"
ลองทำแบบสนุกๆไม่ต้องคิดมากครับ :-)
มารู้จักสมองของคนเรากันก่อน ?
ฝั่งขวา เนี่ยเป็นเรื่องของจิตนาการ, ความรู้สึก, สัญชาติญาณ สมองฝั่งนี้ทำให้ถนัดในการใช้จินตนาการ เก่งเรื่องศิลปะ และคิดค้น มักทำอะไรโดยไม่รู้สึกตัว ว่ากันว่าฝั่งขวามเป็นตัวควบคุมสัญชาตญาณ
ฝั่งซ้าย นั้นเป็นเรื่องของการคำนวณ, วิเคราะห์, เหตุผล ทำให้ถนัดด้านภาษาและคำนวณ คิดอะไรเป็นเหตุเป็นผล อิงกับหลักวิทยาศาสตร์ คิดอะไรเป็นขั้นเป็นตอน จัดการทุกเรื่องอย่างรอบคอบ และใช้เหตุผลก่อน
เริ่มทำการทดสอบตัวเองด้วยวิธีการ "อุซะ อุซะ" กันดีกว่าครับ ลองดุแบบสนุกๆไม่ต้องคิดมากครับ :-)
เริ่มต้นด้วยการสำรวจตัวเอง
1. ทำการประสานมือของท่านเข้าด้วยกัน หลังจากประสานมือแล้วให้สังเกตุว่านิ้วมือของท่านนิ้วไหนซ้อนทับนิ้วไหนนะครับ ?
เฉลยแบบสำรวจ
วิธีการนี้เป็นการทดสอบง่ายๆ เพื่อจะบอกความสามารถพิเศษในการรับรู้ข้อมูลจากภายนอกของท่านว่าใช้สมองฝั่งไหนรับข้อมูล
- ถ้านิ้วโป้งมือซ้ายทับขวา คือ “อุ” เป็นคนที่ใช้สมองฝั่งขวาเป็นหลักในการรับข้อมูล
- ถ้านิ้วโป้งมือขวาทับซ้าย คือ “ซะ” เป็นคนที่ใช้สมองฝั่งขวาเป็นหลักในการรับข้อมูล
2. ทดสอบเอามือกอดอกของท่าน เพื่อจะดูว่าแขนไหนทับแขนไหน จะได้รู้ว่าเราส่งข้อมูลที่มีอยู่ออกไปด้วยสมองซีกไหน
- ถ้าแขนขวาอยู่ล่าง คือ "อุ" เวลาท่านฟัง พูด คิด จะใช้สมองซีกขวาเป็นหลัก
- ถ้าแขนซ้ายอยู่ล่าง คือ "ซะ" เวลาท่านฟัง พูด คิด จะใช้สมองซีกซ้ายเป็นหลัก
มาดูว่าคุณเป็นแบบไหน
"อุอุ" เป็นคนที่ใช้สมองซีกขวาเป็นหลักในการจัดการเรื่องราวต่างๆและการแสดงออกจะร่าเริงกระฉับกระเฉงเสมอ เป็นพวกดูแข็งๆ เพื่อนๆอาจจะบอกว่าเป็นคนตลก และเปลี่ยนแปลงง่ายพวก อุอุ เมื่อรู้สึกว่ามีอันตรายก็จะหนีอย่างเร็ว จึงไม่ค่อยจมอยู่กับปัญหาซักเท่าไหร่
"อุซะ" เป็นคนที่มักจะคอยสังเกตุถึงความรู้สึกถึงคนอื่น มักจะคิดถึงอีกฝ่ายว่า ปฏิบัติกับเขาให้ดีกว่านี้อีกจะเอาตัวเองออกรับก่อน เป็นคนใจอ่อนไม่ยอมพูดคำว่า ไม่ เด็ดขาด
"ซะอุ" เป็นคนอ่านบรรยากาศได้เก่ง ถนัดที่จะติดต่อสื่อสารกับคนอื่น เจอใครครั้งแรกก็จะสามารถเป็นมิตรได้อยู่ด้วยแล้วสบายใจ มักจะถูกยกให้เป็นลูกพี่จากพวกเดียวกัน เพราะคอยดูแลเป็นอย่างดีแต่บางครั้งก็จุ๊นเกินไป
"ซะซะ" เป็นคนที่ใช้สมองซีกซ้ายเป็นหลักในการจัดการเรื่องราวต่างๆและการแสดงออก ไม่ว่าอะไรจะคิดเป็นทฤษฎีพื้นฐานของเหตุผล เป็นพวกไม่แสดงออกทางความรัก มั่นใจในตัวเองมาก รักความยุติธรรมไม่ชอบการกระทำของคนที่เรื่อย ๆ เฉื่อย ๆ
และ
สาวอุซะ คือ กุลสตรีอ่อนโยน อ่อนไหวสมเป็นหญิง เป็นสาวอารมณ์อ่านไหว เดาใจความรู้สึกฝ่ายตรงข้ามด้วยสัญชาตญาณ และความสามารถเข้าถึงคนอื่นอย่างเนียนๆ แบบเป็นตัวของตัวเอง เป็นคนที่ไม่ชอบอยู่เบื้องหน้า แต่เป็นพวกที่เดินตามหลังคนอื่น และคอยช่วยเหลือ ปกติแล้วเป็นนักฟังที่ดี แต่กับคนที่สามารถเข้าถึงใจคุณได้ก็จะทำตัวเป็นเด็กขี้อ้อนในบางทีข้อดี ถ้าถูกไหว้วานให้ทำอะไรจะไม่กล้าปฎิเสธ เป็นคนจริงใจ และความรับผิดชอบสูง ถึงแม้ต้องลำบากแต่ก็เลือกจะดูแล และช่วยคนอื่นข้อเสีย อ่อนไหว ต่อคำอย่าง “ทำดีแล้วน่ะ” ไม่ก็“ขอบคุณ” เมื่อปักใจเชื่อใครก็จะไม่สงสัยอะไรเลย ดังนั้นถ้าถูกหักหลังจะเจ็บนานหน่อย คำแนะนำ ระวังจะถูกล้อเล่นกะความรู้สึก และจงแสดงความคิดเห็นของตัวเองบ้าง
สาวซะอุ เป็นพี่สาวที่ชอบดูแลคนอื่น อ่านสถานการณ์ต่างๆ ได้ดีเยี่ยม เป็นคนที่มีทั้งส่วนที่นิ่งเงียบสามารถวิเคราะห์บรรยากาศในตอนนั้นได้ และส่วนที่อบอุ่น สามารถดูแลและเข้าถึงจิตใจผู้อื่น ความนิ่งเงียบ แต่บางทีดูห้าวๆ นั้น ทำให้ใครๆ ก็มองว่าเป้นพี่สาวและมีแต่คนเข้ามาหาโดยไม่รู้ตัว แถมยังวิเคราะห์สถานการณ์ต่างๆ ได้อย่างแม่นยำอีกด้วย ทำให้สามารถเลือกอะไรดีๆ ให้ตัวเองได้เสมอข้อดี เข้ากับคนง่าย ไปงานไหนก็เข้ากับเขาได้หมด สามารถสร้างบรรยากาศให้สนุกได้ ดังนั้นมักจะเป็นที่ชื่นชอบของคนรอบข้างอยุ่เสมอข้อเสีย มักจะดูแลคนอื่นจนเกินความจำเป็นบางทีอาจจะเป็นการก้าวก่ายคนอื่นเกินไปโดยไม่รู้ตัวก็ได้ข้อแนะนำ ระวังจะโดนรำคาญเพราะดูแลมากไป และอย่าไปคิดเล็กคิดน้อยกับคำพูดหรือการกระทำของคนอื่น จะทำให้หงุดหงิดเปล่าๆ
สาวซะซะ คุณคือหัวหน้าผู้ชาญฉลาด และไม่ประมาทในทุกเรื่อง ไม่ว่าเรื่องอะไรก็จะหาทางออกด้วยวิชาการ มีลักษณะคล้ายผู้ชาย ทั้งความเย่อหยิ่งสูง และซื่อตรง ดังนั้นถ้าเป็นพวกเดียวกันล่ะก็เชื่อถือกันได้แน่ๆ แต่ถ้าเป็นศัตรูกันละก็รังควาญกันไม่เลิกเลย กับคนที่เจอกันครั้งแรกนั้นอาจดูเข้าถึงได้ยาก มีความสามารถที่จะแสดงความน่ารักออกมาได้อย่างดีข้อดี มีสมองปราดเปรื่องดังนั้นเมื่อคนเห็นคุณกำลังคุยเรื่องที่เป็นวิชาการก็จะทึ่งและนับถือ ชอบอะรที่เนี้ยบ ไร้ที่ติข้อเสีย เพราะเป็นคนจริงจังจึงไม่ถนัดการปั้นหัวเราะ อาจปล่อยออร่าความตึงเครียดออกมาได้บางทีอาจเย็นชาใส่คนที่ตามไม่ทันกับเรื่องที่คุณพูดคำแนะนำ เพราะชอบสั่งสอนเทศน์คนอื่น ถ้าแสดงออกมากไปจะโดนรำคาญได้ไม่ว่าเรื่องอะไรก็มักจะใช้หลักการเป็นหลัก ลองปล่อยวางทำตัวสบายๆ ดูบ้างก็ดีนะ
หนุ่มอุอุ เมื่อตัดสินใจแล้วก็มุ่งมั่น หนุ่มมองโลกในแง่บวก ซื่อตรงไร้เดียงสา ดูเหมือนจะเป็นคนไม่มีลับลมคมใน ด้านความรักมักจะตกหลุมรักทันที แล้วก็คิดเข้าข้างตัวเองอยู่เสมอว่าสาวต้องชอบตัวเองแน่ๆ และถ้าไฟรักโหมกระพือแล้วล่ะก็ จะขนร้อยแปดพันวิธีไปชนะใจให้ได้ แต่มักจะหลงใหลตัวเองมากกว่าที่จะอยากให้ฝ่ายตรงข้ามหันมาสนใจ ไม่ค่อยอยากนอกใจ โกหกไม่เก่ง แถมอกหักแล้วฟื้นตัวได้เร็วอีกต่างหาก เป็นประเภที่เข้าใจได้ง่ายจริงๆ
หนุ่มอุซะ เป็นหนุ่มโรแมนติกที่ถือเรื่องรักเป็นเรื่องสำคัญ ภายนอกดูเท่ห็ และเหมือนไม่ค่อยคิดถึงจิตใจคนอื่น แต่จริงๆ แล้วเป็นคนอารมณ์บอบบางอ่านไหว และเป็นพี่ชายที่ชอบดูแลคนอื่น ถึงทำเป็นเก็ก แต่จริงๆ แล้วมีจิตใจใสสะอาดนะ เขาเป็นคนที่อยากได้รับความรัก และอยากเป็นที่สนใจมากกว่าคนอื่นเป็นเท่าตัว เมื่อคบกันไปแล้ว คุณจะได้พบรสชาติความรักที่เข้มข้น แต่ขณะเดียวกันก็มักจะเรียกร้องจากอีกฝ่ากมากเกินไป จนเกิดหึงหวงกันด้วยเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ได้เป็นคนที่รักใครรักจริง ดังนั้นถึงจะเลิกกันไปแล้วก็มักจะเหลือเยื่อใยอยู่
หนุ่มซะอุ เป็นหนุ่มที่คิดว่าถ้ามีโอกาสบ้างจะเป็นฝ่ายรุก เป็นคนที่มีมนุษยสัมพันธ์ดี แต่จะเลือกคบคนที่ดูเป็นผู้ใหญ่ โดยจะวางระยะห่างไว้พอประมาณ มักจะสนใจว่า “สามารถรักกับคนนี้ได้มั้ย” หรือ “คนนี้จะหันมาชอบเรามั้ย” มากกว่าที่จะดูว่าตัวเองชอบคนนี้จริงๆ หรือเปล่า เพราะว่าจะเข้าหาเฉพาะคนที่ดูว่าน่าจะคบด้วยได้ ดังนั้นถึงจะมีคุณหนูไฮโซเข้ามาใกล้ แต่ก็มักจะไม่ทำอะไรเลย แต่ถ้าสาวคนนั้นเข้ามาติดกับเขาแล้วหล่ะก็เข้าจะให้คำพูดหวานหยด เพื่อจีบเธอ โดยพื้นฐานเป็นคนไม่ชอบการต่อสู้ ดังนั้นเหมาะสำหรับที่จะมีความรักยาวนานแบบเรียบๆ
หนุ่มซะซะ เป็นหนุ่มสามัญสำนึก ชอบไล่ตามจินตนาการที่วาดไว้ เป็นคนที่มีสามัญสำนึก และจิตใจที่มั่นคง ดังนั้นจึงค่อยๆ คบไปที่ละก้าว เป็นประเภทที่ชอบอ่านหนังสือแนะนำความรัก โดยทั่วไปแล้วไม่เชียวชาญเรื่องรักเท่าไหร่ ว่าเครื่องจะร้อนก็ต้องใช้เวลา ถึงจะเป็นแค่รักข้างเดียวก็ตาม ถ้าปักใจชอบใครแล้ว จะมั่นคงรักเดียวเท่านั้น แต่อีกด้านเขาจะวาดภาพผู้หญิงในอุดมคติไว้เสียดิบดี ดังนั้นถ้าความรักไม่เป็นไปตามที่คิดละก็ อาจคิดมากจนเครียด หนุ่มประเภทนี้มักจะวิ่งหนีผู้หญิงที่ธรรมดาบ้านๆ ทั่วไป
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)