วันอาทิตย์ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

ปรัชญาชีวิต คาลิล ยิบราน

 


หนังสือ
 The Prophet ของคาลิล ยิบราน (Kahlil Gibran) นำเสนอปรัชญาชีวิตผ่านบทกวีที่ลึกซึ้ง โดยมีแนวคิดการสื่อสารที่เน้นความเงียบและการเชื่อมโยงจิตใจมากกว่าคำพูด ซึ่งยิ่งอ่านซ้ำยิ่งเข้าใจลึกซึ้ง. แม้ไม่มีบทเฉพาะเจาะจงเรื่อง "สื่อสารกับผู้คนในแต่ละช่วงชีวิต" โดยตรง แต่สามารถสรุปหลักการจากบทสำคัญๆ เช่น On Talking, On Friendship, On Children, และ On Joy and Sorrow ที่เกี่ยวข้องกับการสื่อสารในมิติต่างๆ ของชีวิต.

หนังสือเล่มนี้มีวิธีสื่อสารกับผู้คนในแต่ละช่วงชีวิต มันมีคุณภาพที่มหัศจรรย์ ยิ่งคุณอ่านมากเท่าไหร่ คุณก็จะยิ่งเข้าใจคำพูดมากขึ้นเท่านั้น

‘’Faith is an oasis in the heart, which will never be reached by the caravan of thought.’’

ศรัทธาคือโอเอซิสในหัวใจ ซึ่งขบวนความคิดต่างๆ จะไม่มีวันไปถึง

แก่นความคิดเรื่องการสื่อสารกับผู้คนในแต่ละช่วงชีวิต จาก The Prophet

กับเด็ก — Gibran มองว่าเด็กไม่ใช่ "ทรัพย์สิน" ของพ่อแม่ แต่เป็นวิญญาณอิสระที่มาผ่านเรา การสื่อสารที่ดีที่สุดคือการ ฟังและเปิดพื้นที่ ให้เขาเติบโตเป็นตัวเอง ไม่ใช่พิมพ์เขาให้เหมือนเรา

กับคู่รัก — ความรักที่แท้จริงไม่ใช่การครอบครอง แต่คือการ ยืนเคียงข้างกัน โดยยังมีพื้นที่ส่วนตัวระหว่างกัน การสื่อสารในความรักต้องมาจากความเป็นอิสระ ไม่ใช่ความต้องการ

กับมิตรสหาย — มิตรภาพที่ดีคือที่ที่คุณสามารถ เงียบด้วยกันได้อย่างสบายใจ ไม่ต้องเติมเต็มทุกช่องว่างด้วยคำพูด การฟังโดยไม่ตัดสินคือภาษาของมิตรแท้

กับผู้รับฟังทั่วไป — Gibran เน้นว่าครูที่ดีไม่ได้ "สอน" แต่ ช่วยให้ผู้อื่นค้นพบสิ่งที่มีอยู่ในตัวเองอยู่แล้ว คำพูดที่ทรงพลังที่สุดคือคำที่ปลุกให้คนตื่นขึ้น ไม่ใช่คำที่บอกให้คนทำตาม


สาระสำคัญที่ทอดผ่านทุกช่วงชีวิต คือ Gibran เชื่อว่าการสื่อสารที่ดีที่สุดเกิดจาก ความรักที่ปราศจากการยึดครอง + การฟังอย่างลึกซึ้ง + การเคารพในความเป็นตัวตนของอีกฝ่าย

Your living is determined not so much by what life brings to you as by the attitude you bring to life; not so much by what happens to you as by the way your mind looks at what happens.

การดำรงอยู่ของคุณไม่ได้ถูกกำหนดโดยสิ่งที่ชีวิตนำมาให้คุณมากนัก แต่ถูกกำหนดโดยทัศนคติที่คุณมีต่อชีวิต ไม่ได้ถูกกำหนดโดยสิ่งที่เกิดขึ้นกับคุณมากนัก แต่ถูกกำหนดโดยวิธีที่จิตใจของคุณมองสิ่งที่เกิดขึ้น

When love beckons to you, follow him,
Though his ways are hard and steep.
And when his wings enfold you yield to him,
Though the sword hidden among his pinions may wound you.
And when he speaks to you believe in him,
Though his voice may shatter your dreams as the north wind lays waste the garden…

เมื่อความรักเรียกหาเจ้า จงติดตามเขาไป

แม้หนทางของเขาจะยากลำบากและสูงชัน

และเมื่อปีกของเขาโอบล้อมเจ้า จงยอมจำนนต่อเขา

แม้ดาบที่ซ่อนอยู่ท่ามกลางปีกของเขาอาจทำให้เจ้าบาดเจ็บ

และเมื่อเขาพูดกับเจ้า จงเชื่อในเขา

แม้เสียงของเขาอาจทำลายความฝันของเจ้า เหมือนลมเหนือที่พัดทำลายสวน…



หลักการพูด (On Talking)

พูดเมื่อใจไม่สงบกับความคิด การพูดมากมักฆ่าความคิดครึ่งหนึ่ง และคำพูดเป็นเพียงเงาของปัญญาแท้.
ยิบรานสอนให้ใช้คำพูดอย่างมีสติ เพื่อไม่ให้กลบความจริง และให้ความเงียบเป็นสะพานเชื่อมใจ.
วิธีนี้ใช้ได้ทุกช่วงชีวิต โดยยิ่งฝึกยิ่งเข้าใจว่าความเงียบคือการสื่อสารชั้นสูง.

สื่อสารกับเพื่อน (On Friendship)

เพื่อนคือผู้เติมเต็มความต้องการ สนทนาด้วยความซื่อสัตย์โดยไม่กลัวการเห็นต่าง และแบ่งปันความคิดแม้เงียบ.
ให้สิ่งดีที่สุดแก่เพื่อน ร่วมหัวเราะและแบ่งปันความสุขเล็กๆ เพื่อให้ใจสดชื่น.
เหมาะสำหรับวัยผู้ใหญ่ที่สร้างสายสัมพันธ์ โดยยิ่งอ่านยิ่งเห็นว่ามิตรภาพคือการสื่อสารไร้คำ.

สื่อสารกับลูกหลาน (On Children)

ลูกคือลูกของชีวิตเอง มา通过คุณแต่ไม่ใช่ของคุณ ให้ลูกเป็นตัวของตัวเองเหมือนลูกธนูที่บินไป.
อย่าครอบงำ แต่เป็นที่พึ่งให้ลูกเติบโตด้วยอิสรภาพในการสื่อสาร.
แนวคิดนี้ช่วยวัยพ่อแม่เข้าใจการสื่อสารที่เคารพลูก ยิ่งไตร่ตรองยิ่งลึกซึ้ง.

จัดการอารมณ์ในการสื่อสาร (On Joy and Sorrow)

สุขและทุกข์แยกไม่ออก สุขคือทุกข์ที่ถอดหน้ากาก และทุกข์เปิดทางให้สุข.
มองเข้าไปในใจเพื่อเห็นว่าทุกข์คือแหล่งสุข สื่อสารด้วยการยอมรับทั้งสองด้าน.
ใช้ได้ทุกวัย โดยช่วยให้การสนทนาลึกซึ้งขึ้นเมื่อเข้าใจวัฏจักรนี้.

หนังสือ The Prophet ของคาลิล ยิบราน (Kahlil Gibran) สนับสนุนการไตร่ตรองตนเองและความรู้สึกส่วนบุคคลอย่างอิสระ โดยตรงข้ามกับแนวคิดที่ว่าสิ่งเหล่านี้ "ต้องห้าม" ในสังคม. ยิบรานสอนว่าความรู้แท้มาจากภายในใจที่เงียบสงบ และไม่มีใครสอนได้นอกจากนำทางสู่ปัญญาของตัวเอง. แนวคิดนี้ท้าทายความเชื่ออัตตาที่ตายตัว โดยเน้นว่าการไตร่ตรองนำไปสู่การตื่นรู้แทนความอับอาย.

การรู้จักตน (On Self-Knowledge)

หัวใจรู้ความลับในความเงียบ คำพูดและสัมผัสคือการแสดงออกของความรู้ภายในนั้น.
การรู้จักตนเหมือนทะเลไร้ขอบเขต เผยความจริงสากลผ่านเส้นทางส่วนตัวที่หลากหลาย.
ยิ่งไตร่ตรองยิ่งพบว่าปัญญาอยู่ในตัว ไม่ใช่จากภายนอกที่ครอบงำ.

การสอนและเรียนรู้ (On Teaching)

ครูไม่ให้ปัญญา แต่ให้ศรัทธาและความรัก นำสู่ประตูใจที่ปัญญาหลับใหลอยู่แล้ว.
ไม่มีใครเผยสิ่งที่คุณไม่รู้อยู่แล้วครึ่งหนึ่ง ผู้เรียนต้องค้นพบด้วยตนเอง.
สังคมที่ห้ามไตร่ตรองขัดกับหลักนี้ เพราะขัดขวางการเติบโตทางจิตวิญญาณ.

ศาสนาและความเชื่อ (On Religion)

ศาสนาคือการกระทำ การไตร่ตรอง และความประหลาดใจที่ผุดขึ้นในจิตวิญญาณทุกวัน.
อย่าจำกัดศาสนาไว้ในพิธีกรรม แต่ให้ครอบคลุมชีวิตประจำวันเพื่อหลุดพ้นจากอัตตา.
การยึดติดความเชื่อตายตัวนำไปสู่ความทุกข์ แต่การไตร่ตรองนำสู่ความเป็นหนึ่งเดียว.

HOW TO MANIFEST WHAT YOU WANT IN LIFE



 การแสดงออกถึงสิ่งที่คุณต้องการในชีวิต (Manifestation) คือกระบวนการใช้พลังใจ ความเชื่อ และการกระทำประจำวันเพื่อดึงดูดสิ่งนั้นเข้ามาในชีวิตจริง โดยเริ่มจากความชัดเจนในเป้าหมายและฝึกจิตให้สอดคล้องกับมัน


แนวทางนี้ผสมผสานหลักการจากกฎแห่งแรงดึงดูด (Law of Attraction) กับนิสัยปฏิบัติจริง เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ยั่งยืน

กำหนดเป้าหมายชัดเจน

เริ่มด้วยการเขียนสิ่งที่ต้องการอย่างละเอียด เช่น "ฉันมีงานในฝันที่รายได้ 100,000 บาทต่อเดือน ภายใน 1 ปี" พร้อมเหตุผลและความรู้สึกเมื่อได้มันแล้ว
สร้างวิชั่นบอร์ด (Vision Board) โดยรวบรวมภาพ รูปถ่าย หรือคำพูดที่แทนภาพนั้น แล้ววางไว้ในที่เห็นทุกวัน เพื่อเตือนจิตใต้สำนึก
ถามตัวเองว่า "ทำไมฉันถึงต้องการสิ่งนี้" เพื่อยืนยันว่าเป้าหมายมาจากตัวตนแท้จริง ไม่ใช่จากภายนอก

ปรับจิตใจยามเช้า

ตื่นเช้าทำสมาธิ 5-10 นาที จินตนาการเห็นตัวเองประสบความสำเร็จแล้ว รู้สึกถึงอารมณ์ดีใจและขอบคุณล่วงหน้าเสมือนได้รับแล้ว
ท่อง affirmation เช่น "ฉันสมควรได้รับสิ่งดีๆ และจักรวาลกำลังส่งมันมาให้ฉัน" ซ้ำ 3-5 ครั้ง เพื่อฝังความเชื่อบวก
หลีกเลี่ยงข่าวสารลบหรือความสงสัยในตอนเช้า เพื่อรักษาพลังงานบวกตลอดวัน

ลงมือทำในเวลากลางวัน

แบ่งเป้าหมายใหญ่เป็นขั้นตอนเล็กๆ ทำวันละ 1-3 อย่าง เช่น หากอยากได้งานใหม่ ให้อัปเดตเรซูเม่หรือติดต่อคนรู้จักวันละ 1 คน
บันทึกความก้าวหน้าในสมุดทุกเย็น ทบทวนสิ่งที่ทำได้ดีและปรับปรุงจุดอ่อน โดยมองความล้มเหลวเป็นบทเรียน
ออกกำลังกายหรือเดิน 30 นาที เพื่อเพิ่มพลังงานและความมั่นใจ ซึ่งช่วยให้จิตเปิดรับโอกาส

ปล่อยวางก่อนนอน

เขียนสิ่งที่ขอบคุณในวันนี้ 3 ข้อ แม้เล็กน้อย เพื่อฝึกจิตให้อยู่ในภาวะ豐盛 (abundance mindset)
หลีกเลี่ยงการกังวลโดยบอกตัวเองว่า "ฉันได้ทำเต็มที่แล้ว ผลลัพธ์จะมาถึงในเวลาที่เหมาะสม" แล้วนอนหลับสนิท
หากจิตวอกแวก กลับมาฟังเสียงตัวเองด้วยการอ่านบันทึกเก่าเพื่อย้ำความมุ่งมั่น

แนวทางนี้ทำติดต่อกัน 21-30 วันจะกลายเป็นนิสัย โดยคาดหวังผลใน 3-12 เดือน ขึ้นกับความสม่ำเสมอและการปรับตัว

แนวคิดหลัก: การ Manifest ไม่ใช่เวทมนตร์ แต่คือวิทยาศาสตร์ทางสมอง การ Manifest (การเนรมิตสิ่งที่เราต้องการ) ไม่ใช่เรื่องลี้ลับ (Woo-woo) กฎแรงดึงดูดแบบงมงาย หรือแค่การนั่งหลับตาอธิษฐานขอพร แท้จริงแล้ว การอธิษฐานหรือแค่ "ความอยากได้" มักจะทำให้เรารู้สึกถึง "ความขาดแคลน" ในปัจจุบันมากกว่า ในทางวิทยาศาสตร์ การ Manifest คือ การโปรแกรมสมอง ระบบประสาท และร่างกายใหม่ เพื่อเตรียมความพร้อมให้คุณลงมือทำจนบรรลุเป้าหมาย คุณไม่ได้ดึงดูดสิ่งที่คุณอยากได้ แต่ "คุณดึงดูดสิ่งที่คุณเป็น" (You manifest who you are)

 --------------------------------------------------------------------------------

หลักการทำงานของการ Manifest

  1. ระบบคัดกรองข้อมูลของสมอง (Reticular Activating System - RAS): ในทุกๆ วินาที สมองรับข้อมูลเข้ามาถึง 11 ล้านบิต แต่ประมวลผลได้จริงแค่ 50-120 บิต RAS จะทำหน้าที่เป็นตัวกรองที่อนุญาตให้เฉพาะข้อมูลที่ "สำคัญกับคุณ" ผ่านเข้ามา หากคุณโฟกัสแต่ความกลัวหรือสิ่งที่ไม่อยากได้ สมองก็จะมองเห็นแต่ความล้มเหลว แต่ถ้าคุณตั้งโปรแกรมสมองให้โฟกัสที่โอกาส สมองจะเริ่มมองเห็นทรัพยากร ผู้คน และโอกาสที่พาคุณไปสู่เป้าหมาย
  2. การเปลี่ยนโหมดของระบบประสาท (Fear Mode vs. Heart Mode): ดร. จิม โดตี ศัลยแพทย์ระบบประสาทอธิบายว่า มนุษย์มักจะติดอยู่ใน "โหมดความกลัว" (Fear Mode - ระบบประสาทซิมพาเทติก) ซึ่งเต็มไปด้วยความกังวลและเสียงวิจารณ์ตัวเองในแง่ลบ การจะ Manifest ให้สำเร็จ คุณต้องย้ายตัวเองมาอยู่ใน "โหมดหัวใจ" (Heart Mode - ระบบประสาทพาราซิมพาเทติก) ซึ่งเป็นสภาวะของความผ่อนคลาย ความรัก และความเมตตา เพราะในสภาวะนี้ เครือข่ายสมองและสรีรวิทยาของคุณจะทำงานได้ดีที่สุด
  3. การสร้างเซลล์ประสาทใหม่ (Neuroplasticity): เมื่อคุณสร้างนิสัยใหม่ผ่านการทำซ้ำๆ สมองจะสร้างและเชื่อมต่อเส้นประสาทใหม่ (What fires together, wires together) การจินตนาการและลงมือทำอย่างต่อเนื่องจะช่วยฝังความเชื่อใหม่ลงในจิตใต้สำนึก
--------------------------------------------------------------------------------

วิธีนำ HOW TO MANIFEST ไปใช้ในชีวิตประจำวัน (5 ขั้นตอน)

1. ซื่อสัตย์กับตัวเองและตั้งเจตนาที่แท้จริง (Clear Intention & Soul Desire) คุณต้องชัดเจนว่าตัวเองต้องการอะไร และสิ่งนั้นต้องมาจากความต้องการลึกๆ ของจิตวิญญาณ (Soul desire) ไม่ใช่เป้าหมายที่ตั้งขึ้นเพื่อพิสูจน์ตัวเอง ลบปมด้อย หรือทำตามความคาดหวังของสังคม หากเป้าหมายของคุณเป็นเพียงวัตถุฉาบฉวย (เช่น อยากได้รถสปอร์ตเพื่อให้คนอื่นยอมรับ) มันอาจไม่เติมเต็มความว่างเปล่าในใจ แต่ถ้าเป้าหมายนั้นเชื่อมโยงกับการช่วยเหลือผู้อื่น (Service) หรือทำให้ระบบประสาทของคุณรู้สึกสงบและขยายตัว นั่นคือเป้าหมายที่แท้จริง

2. จินตนาการถึง "กระบวนการ" ไม่ใช่แค่ "เส้นชัย" (Visualize the Process) นี่คือข้อผิดพลาดที่คนส่วนใหญ่ทำ คือการทำ Vision Board แล้วแปะรูปบ้านสิบล้านหรือเส้นชัย ซึ่งมักจะทำให้รู้สึกท้อแท้เพราะความจริงยังอยู่ห่างไกล งานวิจัยจาก UCLA แนะนำให้ จินตนาการถึง "ขั้นตอนและความยากลำบาก" ที่คุณต้องเผชิญ เช่น ถ้าอยากวิ่งมาราธอน อย่าจินตนาการตอนรับเหรียญ แต่ให้จินตนาการถึงตอนที่คุณต้องตื่นตี 5 ในวันที่ฝนตก และคุณฝืนใจใส่รองเท้าออกไปวิ่ง การทำเช่นนี้เป็นการซ้อมรบในสมอง (Mental Rehearsal) เพื่อเตรียมระบบประสาทให้พร้อมรับมือกับความเหนื่อยล้าและอุปสรรคในชีวิตจริง ให้ใช้ประสาทสัมผัสทั้งหมด (รูป รส กลิ่น เสียง) ผูกเข้ากับจินตนาการนั้น

3. สวมบทบาทและใช้ชีวิตราวกับว่ามันเกิดขึ้นแล้ว (Embodiment) ปรับความรู้สึกของคุณให้ตรงกับอนาคตที่คุณต้องการตั้งแต่วันนี้ หากคุณต้องการความมั่งคั่งหรือความรัก คุณต้องสร้างความรู้สึกนั้นจากภายในก่อน (Inner work) ไม่ใช่รอให้ได้ของสิ่งนั้นแล้วค่อยมีความสุข หากมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ตัวเองแง่ลบดังขึ้นมา (Negative self-talk) ให้ยอมรับและใช้ความเมตตาต่อตนเอง (Self-compassion) เข้าโอบกอดความรู้สึกนั้น เพื่อปลดล็อกตัวเองออกจากโหมดความกลัว

4. ลงมือทำอย่างมหาศาลและสร้างความโชคดี (Massive Action & Creating Luck) คำว่า Attraction (แรงดึงดูด) มีคำว่า Action (การลงมือทำ) ซ่อนอยู่ จักรวาลจะไม่มอบอะไรให้คนที่เอาแต่นั่งรอ คุณต้องออกไปสร้าง "ความโชคดี" ให้ตัวเอง ด้วยการทำตัวเป็น "เรือใบ" ที่กางใบเรือออกไปหาลมแห่งโอกาส วิธีปฏิบัติคือ:

  • รับความเสี่ยงที่คำนวณแล้ว (Calculated Risk): กล้าพาตัวเองออกจากคอมฟอร์ตโซน เช่น กล้าทักทายคนแปลกหน้า เสนอตัวรับโอกาสใหม่ๆ หรือลองทำสิ่งที่ไม่เคยทำ
  • ใจกว้างและช่วยเหลือผู้อื่น: การแนะนำคนให้รู้จักกัน หรือการกล่าวชื่นชมผู้อื่นด้วยความจริงใจ จะเปิดประตูโอกาสและสร้างเครือข่ายความโชคดีที่จะสะท้อนกลับมาหาคุณเสมอ
  • ใช้กลยุทธ์ "Ready, Fire, Aim": เตรียมตัวเล็กน้อย ลงมือทำเลย เรียนรู้จากความผิดพลาด แล้วค่อยปรับทิศทาง ดีกว่าเอาแต่นั่งวางแผนจนไม่ได้ทำอะไร

5. ปล่อยวางผลลัพธ์ (Detach from the Outcome) เมื่อคุณตั้งใจและลงมือทำอย่างเต็มที่แล้ว สิ่งสุดท้ายคือความอดทนและการปล่อยวางการควบคุม (Letting go of expectations) บางครั้งสิ่งที่ปรากฏอาจไม่เหมือนภาพที่คุณคิดไว้เป๊ะๆ แต่จงเชื่อใจกระบวนการ และสนุกไปกับมัน เพราะจักรวาลมักจะทำงานได้เร็วที่สุดเมื่อเรากำลังมีความสุขและไม่ยึดติด
ในหลักการ Manifest ทางวิทยาศาสตร์และจิตวิทยา ไม่มีการใช้คาถา เวทมนตร์ หรือสิ่งลี้ลับใดๆ คุณไม่จำเป็นต้องพึ่งพาคริสตัลหรือสวดอ้อนวอนต่อเทพเจ้าดวงจันทร์หรือดวงอาทิตย์ที่ไหน
แท้จริงแล้ว "คาถา" ที่ทรงพลังที่สุดคือ คำพูดและความคิดของคุณเอง ตัวอย่างเช่น คำร่ายมนตร์ที่คนมักรู้จักอย่างคำว่า "Abracadabra" แท้จริงแล้วมีรากศัพท์มาจากภาษาฮีบรู ซึ่งมีความหมายว่า "ฉันสร้างตามที่ฉันพูด" (As I speak I create) ดังนั้น การพูดกับตัวเอง (รวมถึงการคิดในหัว) จึงเปรียบเสมือนการร่ายมนตร์เพื่อสร้างโลกแห่งความเป็นจริงของคุณเอง
ประโยคหรือ "คาถา" ที่ใช้ในการ Manifest คือ การใช้คำพูดเชิงบวก (Affirmations) เพื่อโปรแกรมจิตใต้สำนึก ซึ่งมีประโยคที่คุณสามารถนำไปใช้พูดซ้ำๆ กับตัวเองได้ดังนี้:
1. คาถาอนุญาตให้ตัวเองได้รับความสำเร็จ (The Declaration of Allowing) เมื่อคุณจินตนาการและรู้สึกถึงสิ่งที่ต้องการอย่างเต็มที่แล้ว ให้พูดประโยคนี้ออกเสียงหรือพูดในใจเพื่อสั่งการจิตใต้สำนึก: "ฉันอนุญาตให้ตัวเองได้รับ (ระบุเป้าหมาย)... มันเกิดขึ้นแล้วและเสร็จสมบูรณ์แล้ว จิตใต้สำนึกของฉันยอมรับว่านี่คือความจริง และฉันอนุญาตให้ตัวเองได้รับประสบการณ์นี้อย่างเต็มที่"
2. คาถาตั้งคำถามเพื่อปลดล็อก (The Prompt of Allowance) เมื่อคุณต้องการเปิดรับสิ่งใหม่ๆ ให้ถามตัวเองด้วยประโยคเหล่านี้:
  • "ฉันอนุญาตให้ตัวเองได้รับความมั่งคั่งตอนนี้เลยได้ไหม?"
  • "ฉันอนุญาตให้ตัวเองก้าวเข้าสู่ความสำเร็จตอนนี้เลยได้ไหม?"
  • "ฉันอนุญาตให้ตัวเองได้รับความรักที่ลึกซึ้งตอนนี้เลยได้ไหม?" จากนั้นให้คุณรู้สึกถึงเสียงตอบรับจากภายในตัวเองที่เปล่งออกมาอย่างหนักแน่นว่า "ใช่" (Yes) เพื่อยืนยันว่าคุณคู่ควรกับสิ่งนั้น
3. คาถาลบความกลัวและสิ่งที่ไม่ต้องการ (Eliminating the Opposite) หากเริ่มมีความกังวลหรือความกลัวล้มเหลวผุดขึ้นมาในหัว ให้บอกกับตัวเองอย่างเด็ดขาดว่า: "ขั้วตรงข้ามของสิ่งที่ฉันต้องการนั้น ไม่มีอยู่จริงในโลกของฉัน" การบอกตัวเองเช่นนี้จะช่วยให้ระบบประสาทของคุณเลิกโฟกัสและเลิกให้พลังงานกับอุปสรรคหรือสิ่งที่คุณไม่อยากได้
การพูดประโยคเหล่านี้ไม่ใช่เวทมนตร์ แต่คือการ "ล้างสมองตัวเองในทางที่ดี" (Brainwash yourself) ด้วยการพูดซ้ำๆ จนกว่าคุณจะสามารถทำให้เซลล์ทั้ง 40 ล้านล้านเซลล์ในร่างกายเชื่อมั่นอย่างแท้จริงว่าสิ่งนั้นเป็นไปได้ ซึ่งจะนำไปสู่การปรับพฤติกรรมและการลงมือทำของคุณในท้ายที่สุด