วันศุกร์ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2569

The 7 Rules of Power with Dr. Jeffrey Pfeffer

 

อำนาจ (Power) คือความสามารถในการทำสิ่งที่คุณต้องการให้สำเร็จ แม้จะต้องเผชิญกับการต่อต้านหรือความขัดแย้งก็ตาม ในองค์กรหรือสภาพแวดล้อมที่ผู้คนมีมุมมองหรือเป้าหมายที่แตกต่างกัน อำนาจคือสิ่งที่จะช่วยให้คุณสามารถผลักดันวาระของคุณและทำให้สิ่งต่างๆ เป็นไปตามที่คุณต้องการได้

จากข้อมูลในแหล่งที่มา เจฟฟรีย์ เฟฟเฟอร์ (Jeffrey Pfeffer) ได้อธิบายลักษณะสำคัญของอำนาจไว้ดังนี้:

ความแตกต่างระหว่างอำนาจกับอิทธิพล: อำนาจถูกเปรียบเทียบเหมือนกับพลังงานศักย์ (Potential energy) ในขณะที่อิทธิพล (Influence) คือพลังงานจลน์ (Kinetic energy) กล่าวคือ อำนาจคือศักยภาพที่คุณมีในการทำให้ผลลัพธ์ออกมาตามที่คุณต้องการ ส่วนเมื่อคุณนำอำนาจนั้นออกมาใช้งานจริง สิ่งนั้นจะถูกเรียกว่าอิทธิพล

อำนาจเป็น "เครื่องมือ" ที่เป็นกลาง: อำนาจไม่ใช่สิ่งที่ดีหรือชั่วร้ายในตัวเอง แต่มันคือเครื่องมือชนิดหนึ่งเหมือนกับ "ไฟ" ที่คุณสามารถเลือกใช้ในทางที่เป็นประโยชน์ (เช่น การให้ความอบอุ่นและทำอาหาร) หรือใช้ในทางที่เป็นอันตราย (เช่น การเผาทำลายบ้าน) ก็ได้

อำนาจคือทักษะที่เรียนรู้ได้: หลายคนมักเข้าใจผิดว่าอำนาจเป็นเรื่องของบุคลิกภาพหรือพรสวรรค์ แต่แท้จริงแล้ว อำนาจเป็นชุดของทักษะและพฤติกรรมที่คุณสามารถฝึกฝนและเรียนรู้ได้ ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงตัวตนของคุณเพื่อที่จะมีอำนาจ

อำนาจมอบอิสรภาพและการควบคุม: การมีอำนาจช่วยให้คุณสามารถควบคุมชีวิตและการทำงานของตนเองได้ ซึ่งการขาดการควบคุมมักเป็นสาเหตุหลักของความเครียด ดังนั้น อำนาจจึงมอบทั้งความเป็นอิสระ (Autonomy) และส่งผลดีต่อสุขภาพรวมถึงอายุขัยของคุณด้วย

อำนาจคือสิ่งจำเป็นในการสร้างความเปลี่ยนแปลง: หากคุณต้องการเปลี่ยนแปลงชีวิต องค์กร หรือโลกใบนี้ คุณจำเป็นต้องมีอำนาจและอิทธิพล เพราะหากโลกนี้สามารถเปลี่ยนแปลงได้โดยปราศจากอำนาจ มันก็คงเกิดการเปลี่ยนแปลงไปนานแล้ว

Power Is Neutral

People shy away from acquiring power, because power is often associated with bad people and terrible things. We think that if good people were in charge, then the world would be a better place. Because the world is full of negativity, the people in power must not be good. That must mean that either power favors evil people who will do anything to acquire it, or power corrupts good people. In either event, we perceive power as evil and something to be avoided.

ผู้คนมักหลีกเลี่ยงการได้มาซึ่งอำนาจ เพราะอำนาจมักเกี่ยวข้องกับคนชั่วและสิ่งเลวร้าย เราคิดว่าหากคนดีเป็นผู้ปกครอง โลกก็จะดีขึ้นกว่านี้ แต่เนื่องจากโลกเต็มไปด้วยสิ่งที่ไม่ดี คนที่มีอำนาจจึงต้องไม่ใช่คนดี นั่นหมายความว่าอำนาจอาจเอื้อประโยชน์ให้กับคนชั่วที่พร้อมจะทำทุกอย่างเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจ หรืออำนาจอาจทำให้คนดีเสื่อมเสีย ในทั้งสองกรณี เรามองว่าอำนาจเป็นสิ่งชั่วร้ายและควรหลีกเลี่ยง

The 7 rules are:
1) Get out of your own way.
2) Break the rules.
3) Show up in powerful fashion.
4) Create a powerful brand.
5) Network relentlessly.
6) Use your power.
7) Understand that once you have acquired power, what you did to get it will be forgiven, forgotten, or both.

Rule 1: Get Out of Your Own Way

แนวคิดหลัก: "Possibly the single biggest barrier to having power is ourselves."

รายละเอียด:

  • ล้าง imposter syndrome (ความรู้สึกว่าตัวเองไม่คู่ควร)

  • Drop the modesty — ไม่จำเป็นต้องแสดงความสมยศ

  • ความแตกต่างระหว่าง confidence vs. competence — ความมั่นใจสำคัญกว่าความสามารถในหลายสถานการณ์

  • Daily confidence habit — สร้างกิจวัตรเสริมความมั่นใจ

  • Social norms และ demographics อาจส่งผลต่อ tendency towards obtaining power

ทำไมสำคัญ: คนส่วนใหญ่มี barrier จากตัวเองก่อน — ต้อง overcome mindset obstacles ก่อน

Rule 2: Break the Rules

แนวคิดหลัก: "If people blend in too perfectly, they become unnoticeable, undifferentiated from those around them competing for promotions."

รายละเอียด:

  • สร้างการเปลี่ยนแปลง — Break rules to inspire change

  • ไม่ควร blend in too perfectly — ทำให้คุณกลายเป็นคนไม่โดดเด่น

  • ** creativity + disruption** — ต้องกล้าทำสิ่งที่ไม่เป็น normative

  • innovation — การหักกฎบางครั้งจำเป็นสำหรับ innovation ภายในองค์กร

ทำไมสำคัญ: คนที่ทำตามกฎเกินไปจะกลายเป็น unnoticeable — ต้อง differentiate yourself

Rule 3: Appear Powerful

แนวคิดหลัก:อำนาจถูกสร้างโดย "the way you behave, talk and look"

รายละเอียด:

  • project confidence — แสดงความมั่นใจ

  • powerful speech — "powerful speech repeats ideas and themes"

  • ท่าทาง (body language) — แสดง posture ที่ทรงพลัง

  • การพูด (speech patterns) — พูดซ้ำ ideas และ themes เพื่อสร้าง impact

  • behavior + appearance — ทั้งการกระทำและรูปลักษณ์ภายนอกส่งผลต่อการถูกมองว่าทรงพลัง

ทำไมสำคัญ: การ "appear powerful" คือพื้นฐานของการสร้าง power — คนต้องมองว่าคุณทรงพลังก่อนที่คุณจะมี powerจริง

Rule 4: Build a Powerful Brand

แนวคิดหลัก: Personal branding เป็น "foundation of Rule 4" — ไม่ใช่ vanity แต่เกี่ยวกับการ "serving others"

รายละเอียด:

  • Personal Brand = identity — สร้างตัวตนที่ชัดเจนในองค์กร

  • สร้าง value for others — "Be sure to create value for others — or why would people want to be connected to you?"

  • personal brand appearance — ทำให้ brandปรากฏชัดเจน

  • brand = service — personal branding ที่ดีคือการให้บริการผู้อื่น ไม่ใช่แค่ self-promotion

  • สร้าง impact on society — "To make an impact on society, you first need to have power"

ทำไมสำคัญ: Brand คือพื้นฐานของ power — คนต้องรู้จักและเชื่อมั่นใน brand ของคุณ

Rule 5: Network Relentlessly

แนวคิดหลัก: "Leaders need allies and supporters; one of the primary tasks of a leader is to recruit both."

รายละเอียด:

  • networking effectively — สร้างเครือข่ายอย่างมีประสิทธิภาพ

  • create value for others — "Be sure to create value for others" ก่อนคาดหวังผลลัพธ์

  • relationships — "And most importantly, by the relationships you make."

  • Personal Board of Directors:

    • "Set Up a Personal Board of Directors"

    • "What does a good, well-functioning board do for a company? It provides fresh perspectives, different information, and, in the best of cases, holds the leadership team responsible for results."

  • network relentlessly — networking อย่างต่อเนื่องไม่หยุด

ทำไมสำคัญ: Power = Resources + Reputation + Relationships — โดยเฉพาะ relationshipsที่ช่วยสร้าง allies

Rule 6: Use Your Power

แนวคิดหลัก: "Utilize power wisely" — ต้องใช้ powerที่มีอยู่

รายละเอียด:

  • Use your power — ไม่ควรเก็บ powerไว้เฉย

  • accomplish change — "you'll learn... how to accomplish change in your organization, your life, the lives of others, and the world."

  • increase positive effects — "increasing your ability to get things done, including increasing the positive effects of your job performance."

  • power for good — ใช้ powerเพื่อสร้าง impactที่ดี

  • ** raising salaries, job satisfaction, career advancement, organizational change, happiness** — Power skills ช่วยเพิ่มผลลัพธ์เหล่านี้

ทำไมสำคัญ: Powerที่ไม่ถูกใช้ = ไม่มีประโยชน์ — ต้องใช้เพื่อสร้าง change

Rule 7: Success Excuses (Almost) Everything

แนวคิดหลัก: "Understand that once you have acquired power, what you did to get it will be forgiven, forgotten, or both."

รายละเอียด:

  • once you have power — เมื่อได้รับ powerแล้ว — คนจะลืมสิ่งที่ทำเพื่อให้ได้มา

  • forgiven, forgotten, or both — สิ่งที่ทำจะถูก "forgiven, forgotten, or both"

  • leniency afforded by power — มี "leniency afforded by power" — คนจะให้อภัยมากขึ้นเมื่อคุณมี power

  • success excuses everything —ความสำเร็จทำให้สิ่งต่างๆ ถูกยอมรับ

ทำไมสำคัญ: คนมักจะตัดสินเราจากผลลัพธ์ — เมื่อคุณมีsuccessแล้ว คนจะลืมความผิดพลาดในอดีต

ความแตกต่างระหว่าง 7 Rules (Pfeffer) vs 48 Laws (Greene)

มิติ7 Rules of Power (Pfeffer)48 Laws of Power (Greene)
พื้นฐานRooted firmly in social science research Isolated examples, not solid research 
จำนวนกฎ7 rules ( concise, focused)48 laws (complex, ขัดแย้งกัน) 
** ethic**Power for good — ใช้เพื่อสร้าง positive change Manipulative — เน้น control/manipulation 
researchNumerous examples + research evidence Anecdotal instances, no empirical evidence 
ผู้เขียน** actual sociologist и professor** — Stanford GSB Author/historian — ไม่มี academic credentials 

If You Want to Change the World, You Need Power

สาระสำคัญ

  • อำนาจนั้นคุ้มค่าแก่การแสวงหา เพราะมันสัมพันธ์กับชีวิตที่ยืนยาวและมีสุขภาพดี มันสามารถสร้างความมั่งคั่ง และมักจำเป็นต่อการทำให้สิ่งต่างๆ สำเร็จ

  • โลกนี้ไม่ยุติธรรม แค่ผลงานอย่างเดียวไม่ได้ทำให้คุณมีอำนาจ คุณต้องมีความฉลาดทางการเมืองและเล่นเกมด้วย

  • การเล่นเกมอำนาจนั้นง่ายกว่าที่คนส่วนใหญ่คิด บางครั้งมันอาจง่ายเพียงแค่การสังเกตโอกาสที่ดีและคว้ามันไว้

  • เพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจ คุณต้อง:

    • โดดเด่น เพื่อให้ผู้มีอำนาจเลื่อนตำแหน่งคุณ พวกเขาต้องสังเกตเห็นคุณก่อน

    • ควบคุมทรัพยากร การควบคุมทรัพยากร เช่น เงินหรืองาน นำมาซึ่งอำนาจ และคุณสามารถใช้ทรัพยากรเหล่านั้นเพื่อให้ได้อำนาจมากขึ้น แม้ว่าคุณจะคิดว่าคุณไม่มีอะไรเลย คุณก็ยังมีทรัพยากรอย่างหนึ่งอยู่แล้ว นั่นคือ เวลาและความสนใจ

    • สร้างความสัมพันธ์ ในการสร้างความสัมพันธ์กับผู้มีอำนาจ ทำสิ่งที่พวกเขาใส่ใจ ขอความช่วยเหลือ และเอาใจพวกเขา เครือข่ายก็เป็นแหล่งอำนาจเช่นกัน การอยู่ตรงกลางของเครือข่ายหมายความว่าข้อมูลจะไหลมาหาคุณ

    • ปรากฏตัวให้ดูทรงพลัง สถานการณ์มักคลุมเครือ ดังนั้นผู้คนจะมองพฤติกรรมของคุณเพื่อหาเบาะแส ถ้าคุณแสดงออกถึงความทรงพลัง คนอื่นๆ จะคิดว่าคุณมีอำนาจ และมันจะกลายเป็นคำทำนายที่ทำให้สำเร็จ นอกจากนี้ โปรดดูแลชื่อเสียงของคุณด้วย เพราะชื่อเสียงที่ดีจะเสริมสร้างตัวเอง

  • อำนาจมาพร้อมกับค่าใช้จ่าย ค่าใช้จ่ายที่พบบ่อยที่สุด ได้แก่:

    • การถูกจับตามองและถูกตรวจสอบจากสาธารณชน

    • การสูญเสียความเป็นอิสระ

    • เวลาและความพยายาม

    • ปัญหาความไว้วางใจ

    • การถอนตัวเมื่อคุณสูญเสียอำนาจ

  • อย่ากังวลว่าการแสวงหาอำนาจจะเป็นอันตรายต่อองค์กรของคุณ เพราะองค์กรของคุณไม่สนใจคุณ นอกจากนี้ อำนาจและลำดับชั้นมีอยู่ทุกหนทุกแห่ง ดังนั้นคุณอาจไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้แม้ว่าคุณจะต้องการก็ตาม


"Jeffrey Pfeffer: Coaching the Seven Rules of Power" เจฟฟรีย์ เฟฟเฟอร์ได้เน้นย้ำถึงการนำกฎแห่งอำนาจทั้ง 7 ไปปรับใช้จริงผ่าน กระบวนการโค้ชชิ่ง (Coaching) และการลงมือปฏิบัติ ซึ่งมีแนวทางที่คุณสามารถนำไปใช้กับตัวเองได้ดังนี้ครับ:
1. อาศัยโค้ชที่เน้นการแก้ปัญหา ไม่ใช่แค่ความเห็นอกเห็นใจ เฟฟเฟอร์ใช้โค้ชผู้บริหาร (Executive Coaches) ในคลาสเรียนเพื่อช่วยให้นักเรียนก้าวข้ามความสงสัยในตัวเองและข้อจำกัดต่างๆ ที่ขัดขวางความก้าวหน้า โค้ชที่ดีต้องไม่ให้เพียงแค่ความเห็นอกเห็นใจ (Empathy) หรือปลอบประโลมเท่านั้น แต่ต้องท้าทายให้คุณเรียนรู้วิธีรับมือกับสถานการณ์ที่ยากลำบาก และสอนให้คุณรู้จักควบคุมพฤติกรรมตนเองเพื่อกุมความได้เปรียบในสถานการณ์นั้นๆ
2. ลงมือทำแบบฝึกหัดเพื่อสร้างทักษะ (Practical Exercises) อำนาจไม่ใช่เรื่องของบุคลิกภาพ เพศ หรือเชื้อชาติ แต่เป็น "ทักษะ" ที่สามารถฝึกฝนได้ คุณสามารถฝึกฝนผ่านแบบฝึกหัดเหล่านี้:
  • ฝึกสร้างแบรนด์ส่วนตัว: ให้ลองเขียนประโยคสั้นๆ 3-4 ประโยคที่อธิบายว่าคุณคือใคร และประสบการณ์ที่คุณมีทำให้คุณคู่ควรและเหมาะสมกับงานนั้นๆ อย่างมีเอกลักษณ์ได้อย่างไร จากนั้นให้นำประโยคนี้ไปขอฟีดแบ็กจากคนอื่นเพื่อปรับปรุงให้ชัดเจนยิ่งขึ้น
  • ฝึกสร้างเครือข่ายอย่างมีเป้าหมาย: เขียนรายชื่อคน 10-20 คนที่หากคุณได้รู้จักหรือมีความสัมพันธ์ด้วยแล้ว จะเป็นประโยชน์ต่อความก้าวหน้าในอาชีพของคุณ จากนั้นให้วางแผนว่าคุณจะเข้าไปทำความรู้จักพวกเขาได้อย่างไร
  • ฝึกปรากฏตัวอย่างทรงพลัง: ทบทวนว่าคุณต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอะไรบ้างเพื่อแสดงออกให้ดูมีอำนาจมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นท่วงท่า ภาษากาย หรือวิธีการสื่อสาร
3. เลิกพฤติกรรมที่ลดทอนคุณค่าของตัวเอง หลายคนมักติดนิสัย "ขอโทษล่วงหน้า" (Preemptory apology) เช่น พูดว่า "ขอโทษที่พูดแทรกนะ" หรือ "ความเห็นของฉันอาจจะไม่ได้เรื่องนะ" เฟฟเฟอร์แนะนำว่าหากคิดว่าความเห็นนั้นไม่มีประโยชน์ก็ไม่ต้องพูด แต่ถ้าตัดสินใจจะพูด ก็ไม่จำเป็นต้องขอโทษล่วงหน้า นอกจากนี้ เขายังยกคำกล่าวของ โกลดา เมอีร์ (Golda Meir) อดีตนายกรัฐมนตรีอิสราเอลที่ว่า "อย่าถ่อมตัวให้มากนัก คุณไม่ได้เก่งขนาดนั้น" เพื่อเตือนสติไม่ให้เรามัวแต่ถ่อมตนจนทำลายโอกาสของตัวเอง
4. เปลี่ยนมุมมองสู่ "การยอมรับ" (Reach Acceptance) เมื่อต้องเรียนรู้และเผชิญหน้ากับความจริงเรื่องอำนาจ คนเรามักจะผ่านสภาวะปฏิเสธ โกรธ และเศร้ากับความไม่ยุติธรรมของโลก สิ่งที่คุณต้องทำคือก้าวข้ามอารมณ์เหล่านั้นไปสู่จุดที่เรียกว่า "การยอมรับ" (Acceptance) ยอมรับว่าโลกแห่งความเป็นจริงและกลไกทางสังคมทำงานอย่างไร จากนั้นให้มองว่าอำนาจเป็นเพียง "เครื่องมือ" ชนิดหนึ่ง แล้วนำมันมาใช้เพื่อบรรลุเป้าหมายและสร้างความสำเร็จให้กับตัวคุณเองและองค์กร


7 กฎแห่งอำนาจ (7 Rules of Power) ที่เจฟฟรีย์ เฟฟเฟอร์ได้อธิบายไว้เพื่อใช้เป็นแนวทางในการก้าวหน้าในสายอาชีพและสร้างอิทธิพล มีดังต่อไปนี้ครับ:

กฎข้อที่ 1: เลิกขัดขวางตัวเอง (Get out of your own way) คุณต้องก้าวข้ามข้อจำกัดที่คุณสร้างขึ้นเอง เช่น อาการคิดว่าตัวเองไม่เก่ง (Imposter syndrome) ความเชื่อว่าคุณไม่คู่ควรกับตำแหน่ง และเลิกหมกมุ่นกับการทำให้ทุกคนพอใจ หน้าที่ของผู้นำคือการทำงานให้สำเร็จ ไม่ใช่การเอาชนะการประกวดความนิยม

กฎข้อที่ 2: แหกกฎ (Break the rules) กฎและธรรมเนียมปฏิบัติต่างๆ มักถูกสร้างขึ้นเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับผู้ที่มีอำนาจอยู่ก่อนแล้ว หากคุณต้องการสร้างความเปลี่ยนแปลงหรือโดดเด่นขึ้นมา คุณต้องกล้าที่จะท้าทายกรอบเดิมๆ และไม่เล่นตามเกมของคู่แข่ง เหมือนที่เดวิดเอาชนะโกไลแอทด้วยการสู้ในวิถีของตนเอง ไม่ใช่ด้วยชุดเกราะของโกไลแอท

กฎข้อที่ 3: ปรากฏตัวและสื่อสารอย่างทรงอำนาจ (Act and speak with power) ผู้คนมักตัดสินเราจากภาษากาย รูปลักษณ์ และน้ำเสียงเป็นหลัก โดยให้ความสำคัญกับเนื้อหาที่พูดน้อยที่สุด คุณควรฝึกแสดงออกด้วยความมั่นใจและใช้พื้นที่อย่างมีพลัง เพราะคนทั่วไปมักจะสับสนและเชื่อมโยง "ความมั่นใจ" ว่าเท่ากับ "ความสามารถ" เสมอ

กฎข้อที่ 4: สร้างแบรนด์ส่วนตัวที่ทรงพลัง (Build a powerful brand) คุณต้องมีแบรนด์ส่วนตัวและจุดยืนที่ชัดเจน เพื่อให้ผู้คนจดจำได้ว่าคุณคือใครและเชี่ยวชาญเรื่องอะไร เพราะจะไม่มีใครมอบโอกาส เลื่อนตำแหน่ง หรือร่วมลงทุนกับคุณ หากพวกเขาจำคุณไม่ได้หรือไม่รู้จักคุณเลย

กฎข้อที่ 5: สร้างเครือข่ายอย่างไม่ลดละ (Network relentlessly) ผู้นำคือผู้ที่ทำสิ่งต่างๆ ให้สำเร็จผ่านผู้อื่น ดังนั้นยิ่งคุณรู้จักคนมาก คุณก็ยิ่งทำสิ่งต่างๆ ได้มากตามไปด้วย เคล็ดลับสำคัญคือการสร้าง "ความสัมพันธ์แบบหลวมๆ" (Weak ties) กับคนที่อยู่นอกเหนือกลุ่มคนสนิท เพราะคนเหล่านี้จะนำข้อมูลและโอกาสใหม่ๆ ที่ไม่ซ้ำซ้อนกับสิ่งที่คุณรู้อยู่แล้วมาให้

กฎข้อที่ 6: ใช้อำนาจของคุณ (Use your power) อำนาจไม่ใช่สิ่งที่มีปริมาณจำกัด ยิ่งคุณใช้อำนาจที่มีเพื่อผลักดันงานให้สำเร็จ ผู้คนเก่งๆ ก็ยิ่งอยากเข้ามาร่วมงานและมอบทรัพยากรให้คุณมากขึ้น เมื่อได้รับตำแหน่งและอำนาจมาแล้ว คุณจึงต้องกล้าใช้มันเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงและผลงานให้เกิดขึ้นจริง

กฎข้อที่ 7: ความสำเร็จลบล้างแทบทุกสิ่ง (Success excuses almost everything) ข้อนี้อาจขัดกับความรู้สึกของหลายคน แต่งานวิจัยและโลกความเป็นจริงชี้ให้เห็นว่า เมื่อคุณก้าวขึ้นมามีอำนาจ ความสำเร็จ และความมั่งคั่งแล้ว ผู้คนส่วนใหญ่มักจะลืม ให้อภัย หรือหาข้ออ้างให้กับวิธีการต่างๆ ที่คุณใช้เพื่อให้ได้อำนาจนั้นมา



1. การนำแนวปฏิบัติที่เน้นความมุ่งมั่นมาใช้อย่างเป็นระบบ (High Commitment Work Practices) องค์กรควรสร้างระบบการทำงานที่ประกอบไปด้วย ความมั่นคงในการทำงาน การให้สิทธิ์และอิสระในการตัดสินใจ (Autonomy) การลงทุนในทักษะและการฝึกอบรม การแบ่งปันผลตอบแทนทางการเงิน และความโปร่งใสของข้อมูล อย่างไรก็ตาม แนวทางเหล่านี้จะไม่ได้ผลหากเลือกทำเพียงแค่บางข้อ แต่จำเป็นต้องทำร่วมกันเป็นระบบ เช่น หากคุณจ้างคนเก่งและฝึกอบรมพวกเขามาเป็นอย่างดี แต่กลับไม่ยอมให้อำนาจพวกเขาในการตัดสินใจเลย การลงทุนนั้นก็ย่อมไม่เกิดประโยชน์สูงสุด
2. การวัดผลด้านสุขภาพและความเป็นอยู่ของพนักงาน (Measurement) เรามักจะได้ผลลัพธ์ในสิ่งที่เราให้ความสำคัญและวัดผลเสมอ (You get what you measure) เฟฟเฟอร์ชี้ให้เห็นว่าสถานที่ทำงานในปัจจุบันก่อให้เกิดความเครียดและปัญหาสุขภาพจิตมากมาย ดังนั้น องค์กรจึงควรต้องมีการวัดผลด้าน "ความยั่งยืนของมนุษย์" (Human sustainability) เช่นเดียวกับที่องค์กรพยายามวัดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม โดยอาจนำข้อมูลที่มีอยู่แล้ว เช่น อัตราการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาล หรือแม้แต่ข้อมูลการสั่งจ่ายยาต้านซึมเศร้า มาเป็นตัวชี้วัดระดับความเครียดและสุขภาพของพนักงานในองค์กร
3. การบังคับใช้กฎระเบียบจากภาครัฐ (Regulation and Mandates) เฟฟเฟอร์เปรียบเทียบปัญหาความเครียดในที่ทำงานว่าเหมือนกับปัญหามลพิษ ซึ่งบริษัทมักจะผลักภาระต้นทุนด้านสุขภาพของพนักงานที่แย่ลงไปให้ระบบสาธารณสุขและสังคมส่วนรวมเป็นผู้รับผิดชอบแทน (Externalize costs) การรอให้บริษัทลุกขึ้นมาแก้ไขปัญหาเหล่านี้ด้วยความสมัครใจมักจะใช้เวลานานและไม่ค่อยเกิดผล ดังนั้น วิธีแก้ไขที่แท้จริงคือการมีกฎหมายหรือหน่วยงานกำกับดูแลที่มีอำนาจบังคับใช้ข้อบังคับอย่างจริงจัง (Mandates with teeth) เหมือนกับที่เคยมีการตั้งองค์กรอย่าง OSHA เพื่อแก้ปัญหาความปลอดภัยทางกายภาพในโรงงานอุตสาหกรรมในอดีต
4. การเปลี่ยนกรอบความคิดของผู้นำสู่การเป็น "ผู้ดูแล" (Stewardship) ผู้นำระดับสูงจำเป็นต้องเลิกมองพนักงานเป็นเพียงต้นทุน หรือบริหารด้วยกรอบความคิดแบบผิวเผินและเน้นผลประโยชน์ระยะสั้น (Mercenary mindset) และควรหันมาสร้าง ความรู้สึกของการเป็นผู้ดูแล (Stewardship) โดยตระหนักว่าตนเองมีหน้าที่รับผิดชอบต่อชีวิตและสวัสดิภาพของผู้คนที่ฝากไว้กับองค์กร เหมือนกับความสัมพันธ์ระยะยาวและรูปแบบการดูแลพนักงานที่มักพบเห็นได้ในธุรกิจครอบครัวหลายแห่ง
5. ความอดทนและวินัยของผู้นำ (Patience and Discipline) การเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมและระบบในที่ทำงานมักไม่มีทางลัดแบบรวดเร็ว แต่ต้องอาศัยความอดทน วินัย และความมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่อง ผู้นำต้องให้ความรู้แก่คณะกรรมการบริษัทด้วยข้อมูลและหลักฐานที่ชัดเจน นำแนวคิดการพัฒนาและวัดผลอย่างต่อเนื่อง (Continuous improvement) มาใช้ และต้องกล้าที่จะเปลี่ยนหรือเชิญบุคลากรที่ไม่ยอมรับวิถีการทำงานแบบใหม่ให้ออกจากองค์กร
ท้ายที่สุด เฟฟเฟอร์ยังย้ำว่า หากคุณอยู่ในฐานะผู้นำที่ต้องการเปลี่ยนแปลงสถานที่ทำงานให้ดีขึ้นจริงๆ คุณจำเป็นต้องเรียนรู้การใช้ "อำนาจ" และความเด็ดขาด เพราะการเปลี่ยนแปลงระบบที่คุ้นเคยนั้นย่อมเผชิญกับแรงเสียดทานเสมอ การเข้าใจกลไกและลงมือใช้อำนาจเพื่อผลักดันสิ่งใหม่ๆ จึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะทำให้ที่ทำงานเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นได้จริง

Why Good People Need to Understand the Rules of Power

หากต้องการใช้อำนาจไปในทางที่ดี คนดีก็จำเป็นต้องมีอำนาจ นี่คือเหตุผลแกนหลักที่เจฟฟรีย์ เฟฟเฟอร์ (Jeffrey Pfeffer) อธิบายไว้ หลายคนมักมองว่าอำนาจเป็นเรื่องสกปรก คอร์รัปชัน หรือน่ารังเกียจ และเลือกที่จะหลีกเลี่ยงมัน แต่การปฏิเสธที่จะเรียนรู้เรื่องอำนาจเท่ากับว่าคุณกำลังปล่อยให้อำนาจนั้นตกไปอยู่ในมือของคนที่ไม่สมควรได้รับ หรือคนที่อาจใช้อำนาจเพื่อผลประโยชน์ส่วนตน
เหตุผลสำคัญที่คนดีจำเป็นต้องเข้าใจและเรียนรู้กฎแห่งอำนาจ มีดังนี้:
  • เจตนาดีอย่างเดียวไม่สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงได้: แม้คุณจะมีค่านิยมที่ถูกต้องหรือมีความตั้งใจที่ดีเยี่ยม แต่มันจะไม่เกิดผลเลยหากคุณไม่มีความสามารถในการผลักดันให้สิ่งเหล่านั้นเกิดขึ้นจริง เฟฟเฟอร์มักอ้างถึงคำขวัญหรือวิสัยทัศน์ของ Stanford Graduate School of Business (Stanford GSB) คือ:
    "Change lives. Change organizations. Change the world."
    (เปลี่ยนชีวิต เปลี่ยนองค์กร เปลี่ยนโลก) [1, 2]พร้อมย้ำว่า หากสิ่งเหล่านี้สามารถเปลี่ยนแปลงได้โดยปราศจากอำนาจและอิทธิพล โลกก็คงเปลี่ยนไปนานแล้ว
  • เพื่อป้องกันตัวเองและรับมือกับคนที่ไม่หวังดี: ในโลกของการทำงานที่เป็นโครงสร้างลำดับชั้น มักจะมีการแข่งขันและความคิดเห็นที่ขัดแย้งกันเสมอ หากคุณไม่เข้าใจว่าเกมแห่งอำนาจเล่นกันอย่างไร คุณอาจถูกเอาเปรียบ ถูกไล่ออก พ่ายแพ้ให้กับคู่แข่ง หรือตกเป็นเหยื่อของคนที่มีพฤติกรรมเป็นพิษ (Toxic) โดยที่คุณไม่รู้ตัวเลยว่าเกิดอะไรขึ้น การเข้าใจกฎแห่งอำนาจจะช่วยให้คุณมีภูมิคุ้มกันและสามารถแข่งขันในโลกความเป็นจริงได้
  • การ "ไม่เล่นเกม" คือการการันตีความพ่ายแพ้: คนดีหลายคนมักบ่นเรื่องการเมืองในที่ทำงานและเลือกที่จะถอยห่าง แต่เฟฟเฟอร์ชี้ว่า หากคุณเลือกที่จะไม่ลงสนามและไม่ฝึกฝนทักษะด้านอำนาจ โอกาสที่คุณจะชนะในเกมนี้ย่อมเท่ากับศูนย์ และคุณก็ไม่สิทธิ์บ่นเมื่อพบว่าอาชีพการงานของคุณไม่ก้าวหน้า หรือต้องตกอยู่ภายใต้อำนาจของคนที่คุณมองว่าไม่มีความสามารถเพียงพอ
  • อำนาจเป็นเพียง "เครื่องมือ" ที่เป็นกลาง: คนดีจำเป็นต้องมองอำนาจใหม่ว่ามันไม่ใช่ความชั่วร้าย แต่เป็นเครื่องมือชนิดหนึ่งเหมือนกับ "ไฟ" หรือ "มีด" ที่สามารถนำไปใช้ในทางที่ดีหรือร้ายก็ได้ เฟฟเฟอร์ยกตัวอย่าง ดร. ลอร่า เอสเซอร์แมน (Laura Esserman) ศัลยแพทย์มะเร็งเต้านมผู้เปลี่ยนวงการแพทย์ ซึ่งในตอนแรกเธอต่อต้านการใช้อำนาจ แต่เมื่อเธอเรียนรู้ที่จะใช้อิทธิพลและท้าทายระบบเดิมๆ เธอกลับสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงอันยิ่งใหญ่ในการรักษามะเร็งและช่วยชีวิตผู้คนได้มากมาย
ท้ายที่สุด การมีอำนาจยังส่งผลดีต่อสุขภาพและความสุขของคุณด้วย เพราะการมีอำนาจทำให้คุณสามารถควบคุมชีวิตและการทำงานของตนเองได้มากขึ้น ซึ่งการขาดการควบคุมนั้นเป็นสาเหตุหลักของความเครียดและปัญหาสุขภาพ การที่คนดีเข้าใจและก้าวขึ้นมามีอำนาจ จึงเป็นทั้งการปกป้องตัวเองและเป็นหนทางเดียวที่จะทำให้โลกนี้ดีขึ้นได้จริง
 The Rules of Getting and Keeping Power

หลักการ "การได้มาและการรักษาอำนาจ" (The Rules of Getting and Keeping Power) ของ เจฟฟรีย์ เฟฟเฟอร์ (Jeffrey Pfeffer) มีรากฐานมาจาก 7 กฎแห่งอำนาจ (7 Rules of Power) ที่ได้กล่าวไปแล้วในตอนต้น (เช่น การเลิกขัดขวางตัวเอง, การแหกกฎ, การสร้างแบรนด์ และการสร้างเครือข่าย)
แต่หากเจาะจงไปที่การ "รักษาอำนาจ" (Keeping Power) หรือการรักษาความสำเร็จให้อยู่กับเราอย่างยั่งยืน (Sustained success) เฟฟเฟอร์ได้เน้นย้ำถึงแนวทางและกฎเหล็กที่สำคัญดังต่อไปนี้ครับ:
1. หน้าที่แรกของผู้นำคือ "การรักษาตำแหน่งของตนเองไว้ให้ได้" (Keep your job) เฟฟเฟอร์มักอ้างถึงแนวคิดของมาคิอาเวลลี (Machiavelli) ว่า ความรับผิดชอบที่สำคัญที่สุดของผู้นำคือการรักษาเก้าอี้และตำแหน่งของตนเองไว้ให้ได้ เพราะในวันที่คุณสูญเสียตำแหน่งหรือถูกไล่ออก ความสามารถในการสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับผู้คน องค์กร หรือโลกใบนี้จะสูญสลายไปในทันที การจะสร้างความสำเร็จที่ยั่งยืนได้ คุณจึงต้องรู้จักเอาตัวรอดในเกมการเมืองให้เป็น
2. ใช้อำนาจที่มีเพื่อสร้างผลงานอย่างต่อเนื่อง (Use power to get things done) อำนาจไม่ใช่ทรัพยากรที่มีปริมาณจำกัด ยิ่งคุณใช้อำนาจเพื่อผลักดันงานให้สำเร็จมากเท่าไร ผู้คนก็ยิ่งอยากเข้ามามีส่วนร่วมและมอบทรัพยากรให้คุณมากขึ้นเท่านั้น การรักษาอำนาจจึงหมายถึงการแสดงให้คนอื่นเห็นว่าคุณสามารถขับเคลื่อนผลลัพธ์ได้จริง หากคุณมีอำนาจแต่ไม่ยอมใช้เพื่อผลักดันงาน ทรัพยากรและคนเก่งๆ ก็จะตีจากไป
3. บริหารทีมอย่างเด็ดขาด (Get the right people on the bus) การรักษาความสำเร็จในระยะยาวต้องอาศัยทีมงานที่แข็งแกร่ง เฟฟเฟอร์เห็นด้วยกับแนวคิดของจิม คอลลินส์ (Jim Collins) ที่ว่าคุณต้อง "ดึงคนที่ใช่ขึ้นรถ" ซึ่งหมายความว่าในฐานะผู้มีอำนาจ คุณต้องกล้าที่จะเชิญคนที่ไม่เหมาะสมออกจากทีม และดึงคนที่มีความสามารถรวมถึงมีวิสัยทัศน์ตรงกันเข้ามา เพื่อสร้างทีมที่สามารถแข่งขันและเอาชนะได้จริง
4. อย่าหยุดขยายเครือข่ายและสร้างแบรนด์ (Continual Networking & Branding) อิทธิพลที่ยั่งยืนเกิดจากการมีอิทธิพลอย่างต่อเนื่องในระยะยาว ดังนั้น เมื่อคุณขึ้นสู่จุดสูงสุดแล้ว คุณต้องไม่หยุดที่จะโปรโมตผลงาน สร้างแบรนด์ และรักษาความสัมพันธ์กับบุคคลเก่งๆ ที่สามารถช่วยเปิดมุมมองและทำให้คุณเฉียบแหลมขึ้นได้เสมอ
5. เก็บศัตรูไว้ใกล้ตัว (Keep your enemies closer) ในสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยการแย่งชิงอำนาจ เฟฟเฟอร์แนะนำให้ใช้คติพจน์ของอดีตประธานาธิบดี ลินดอน บี. จอห์นสัน (Lyndon B. Johnson) ที่ว่า "จงเก็บมิตรไว้ใกล้ตัว แต่จงเก็บศัตรูไว้ใกล้ชิดยิ่งกว่า" เพื่อให้คุณสามารถจับตาดูความเคลื่อนไหว รับรู้วิธีคิด และรู้รายละเอียดว่าคู่แข่งหรือผู้ที่ไม่หวังดีกำลังทำอะไรอยู่ ซึ่งจะช่วยให้คุณรู้ทันเกมและป้องกันการสูญเสียอำนาจได้
6. จงจำไว้ว่าความสำเร็จจะช่วยลบล้างวิธีการ (Success excuses almost everything) ผู้คนมากมายมักจะกลัวการใช้อำนาจเพราะกังวลว่าจะถูกเกลียดชังหรือมีคนไม่พอใจ แต่กฎข้อสำคัญของการรักษาอำนาจคือ เมื่อคุณก้าวขึ้นมามีอำนาจ ความมั่งคั่ง และความสำเร็จแล้ว ผู้คนส่วนใหญ่มักจะลืม ให้อภัย หรือหาข้ออ้างมาสนับสนุนให้กับวิธีการต่างๆ ที่คุณเคยใช้ หน้าที่ของคุณจึงเป็นการรักษาผลลัพธ์และความสำเร็จให้ได้ เพราะความสำเร็จจะดึงดูดผู้คนให้เข้าหาคุณเอง

Why Nice People Stay Stuck


สาเหตุที่ "คนดี" หรือ "Nice People" มักจะย่ำอยู่กับที่และไม่สามารถก้าวหน้าในสายอาชีพได้ (Stay stuck) ตามแนวคิดของ Jeffrey Pfeffer เป็นเพราะพวกเขามักจะ สร้างข้อจำกัดให้ตัวเอง (Get out of your own way) โดยยึดติดกับค่านิยมหรือความเชื่อที่ขัดขวางการได้มาซึ่งอำนาจและความสำเร็จ ดังนี้ครับ:

1. หมกมุ่นกับการเป็นที่รักของทุกคน (Obsession with being liked) คนดีมักต้องการให้ทุกคนพอใจและหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง แต่ Pfeffer มักยกคำกล่าวของ Gary Loveman ว่า "หากคุณต้องการเป็นที่รัก จงไปเลี้ยงหมา เพราะหมาจะรักคุณอย่างไม่มีเงื่อนไข" หน้าที่ของผู้นำในองค์กรคือการตัดสินใจ ผลักดันงานให้สำเร็จ และทำให้องค์กรก้าวไปข้างหน้า ไม่ใช่การลงแข่งเพื่อชนะการประกวดความนิยม การมัวแต่กังวลว่าคนอื่นจะคิดอย่างไรหรือกลัวคนไม่ชอบ จะทำให้คุณไม่สามารถทำผลงานชิ้นใหญ่ที่มักต้องเผชิญกับแรงต้านได้เลย

2. กับดักความถ่อมตนและรอให้คนอื่นมองเห็น (The Modesty Trap) คนดีมักถูกสอนให้ก้มหน้าก้มตาทำงานหนัก ถ่อมตัว และเชื่อว่าผลงานที่ดีจะพูดแทนตัวเอง แต่ในความเป็นจริง หากคุณทำผลงานได้ดีเยี่ยมแต่ไม่เคยบอกให้ใครรู้ มันก็เหมือนกับ "ต้นไม้ที่ล้มในป่าแล้วไม่มีใครได้ยินเสียง" หากคุณไม่ยอมโปรโมตตัวเองหรือเคลมเครดิตในผลงานของคุณ ก็จะไม่มีใครมอบโอกาสหรือเลื่อนตำแหน่งให้ เพราะพวกเขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าคุณมีตัวตน ผู้นำที่ทรงอำนาจจะไม่รอให้ความสำเร็จถูกค้นพบ แต่จะสร้าง "แบรนด์ส่วนตัว" เพื่อให้โลกรับรู้

3. ใช้ "ความเป็นตัวเอง" เป็นข้ออ้าง (The Authenticity Excuse) คนดีมักปฏิเสธการใช้ทักษะทางการเมืองโดยอ้างว่ามัน "ไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง" (Inauthentic) แต่ Pfeffer ชี้ว่าแนวคิดเรื่องความเป็นตัวเองมักกลายมาเป็น ข้ออ้างให้คนไม่ยอมเติบโต พัฒนา หรือทนทำในสิ่งที่อึดอัด ในฐานะผู้นำ คุณไม่จำเป็นต้องแสดงความรู้สึกที่แท้จริงออกมาทั้งหมด (เช่น ความหวาดกลัวหรือความไม่แน่ใจในยามวิกฤต) แต่ต้องแสดงออกในสิ่งที่ผู้คนและองค์กร "ต้องการจากคุณ" ในเวลานั้นๆ เพื่อสร้างความมั่นใจและขับเคลื่อนงานต่อไปได้

4. รังเกียจการสร้างเครือข่าย (Refusal to Network) คนดีหลายคนมองว่าการสร้างเครือข่าย (Networking) เป็นเรื่องน่ารังเกียจ สกปรก หรือเป็นแค่การหวังผลประโยชน์ (Transactional) ทำให้พวกเขาเลือกที่จะใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับงานด้านเทคนิค หรือคลุกคลีอยู่กับแต่กลุ่มเพื่อนสนิทและเพื่อนร่วมงานกลุ่มเดิมๆ ทั้งที่จริงแล้ว การทำงานให้สำเร็จต้องอาศัยการสนับสนุนจากผู้อื่น และการมีเครือข่ายที่กว้างขวาง โดยเฉพาะการมี "ความสัมพันธ์แบบผิวเผิน" (Weak ties) จะเป็นตัวเปิดรับข้อมูลข่าวสารและโอกาสใหม่ๆ ที่เพื่อนกลุ่มสนิทของคุณไม่มี

5. นิสัยชอบขอโทษล่วงหน้าและลดทอนคุณค่าตัวเอง (Preemptory Apologies) คนดีมักติดนิสัยเกรงใจจนเกินเหตุและแสดงความไม่มั่นใจออกมา เช่น การพูดว่า "ขอโทษที่พูดแทรกนะ" หรือ "ความเห็นของฉันอาจจะไม่ได้เรื่องนะ" ก่อนที่จะเริ่มพูด พฤติกรรมเหล่านี้เป็นการทำลายอำนาจของตนเองตั้งแต่ยังไม่เริ่ม ทำให้คนอื่นตีความไปว่าคุณไม่มีความมั่นใจและไม่มีความสามารถเพียงพอ

6. ปฏิเสธที่จะลงสนาม (Refusing to play the game) เมื่อคนดีเห็นการเมืองในที่ทำงาน พวกเขามักจะบ่นและเลือกที่จะหันหลังให้กับมันเพราะไม่อยากแปดเปื้อน แต่กฎที่โหดร้ายก็คือ หากคุณเลือกที่จะไม่ลงเล่นในเกมแห่งอำนาจ โอกาสที่คุณจะชนะย่อมเท่ากับศูนย์ และคุณก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะบ่นเมื่อพบว่าอาชีพการงานของคุณพังทลาย ย่ำอยู่กับที่ หรือต้องตกอยู่ภายใต้อำนาจของคนที่ไม่เก่งแต่เล่นการเมืองเป็น

ท้ายที่สุด Pfeffer เน้นย้ำเสมอว่า อำนาจไม่ใช่สิ่งชั่วร้าย แต่มันคือเครื่องมือชนิดหนึ่งเหมือนไฟหรือมีด หากเราต้องการให้อำนาจถูกนำไปใช้ในทางที่ดี คนดีก็ยิ่งจำเป็นต้องเรียนรู้ทักษะและก้าวขึ้นมามีอำนาจให้ได้ การเป็นคนดีที่ใสสะอาดแต่ไร้อำนาจ ไม่สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงอะไรให้กับองค์กรหรือโลกใบนี้ได้เลย
คุณจะต้องพัฒนากระบวนการความคิดเพื่อ "เลิกขัดขวางตัวเอง" (Get out of your own way) ซึ่งเป็นกฎข้อแรกและสำคัญที่สุด โดย Inner Coach ของคุณจะต้องมุ่งเน้นพัฒนาในเรื่องต่อไปนี้:
  • เปลี่ยนเรื่องเล่าและคำนิยามของตัวเองเสียใหม่ (Reframe Self-Descriptions): Inner Coach ต้องคอยเตือนไม่ให้คุณใช้คำคุณศัพท์ที่ลดทอนคุณค่าของตัวเอง ตัวอย่างเช่น แทนที่จะบอกตัวเองว่าคุณ "อายุน้อยที่สุด" "มีประสบการณ์น้อยที่สุด" หรือ "เป็นผู้หญิงคนเดียวในทีม" ให้เปลี่ยนมาโฟกัสที่ความเชี่ยวชาญและจุดแข็งแทน เช่น "ฉันคือคนที่ทำกำไรให้โปรเจกต์ได้มากที่สุด" หรือ "ฉันคือคนที่มีทักษะการวิเคราะห์ดีที่สุด"
  • เอาชนะอาการคิดว่าตัวเองไม่เก่ง (Overcome Imposter Syndrome): คุณต้องเลิกคิดว่าความสำเร็จหรือตำแหน่งที่คุณได้มานั้นเป็นเรื่องบังเอิญหรือความผิดพลาด Inner Coach ต้องคอยย้ำเตือนให้คุณเลิกสงสัยในตัวเอง กล้าที่จะเผชิญหน้า และเชื่อมั่นว่าคุณคู่ควรกับสิ่งที่คุณมีหรือสิ่งที่คุณตั้งเป้าหมายไว้
  • เลิกหมกมุ่นกับการทำให้ทุกคนพอใจ (Stop Obsessing Over Being Liked): Inner Coach ต้องคอยเตือนสติว่า หน้าที่ของคุณในฐานะผู้นำคือการขับเคลื่อนงานให้สำเร็จ ไม่ใช่การลงแข่งเพื่อชนะการประกวดความนิยม ดังคำกล่าวที่ว่า "หากคุณต้องการให้คนรักอย่างไม่มีเงื่อนไข จงไปเลี้ยงหมา" เพราะในโลกความเป็นจริง การผลักดันงานย่อมต้องเผชิญกับผู้ที่ไม่เห็นด้วยเสมอ
  • หยุดนิสัยชอบขอโทษล่วงหน้าและถ่อมตัวเกินเหตุ (Stop Preemptory Apologies): Inner Coach ต้องห้ามไม่ให้คุณพูดประโยคทำลายความมั่นใจตัวเองก่อนเริ่มพูด เช่น "ขอโทษที่พูดแทรกนะ" หรือ "ความเห็นของฉันอาจจะไม่ค่อยดีนัก" หากคุณคิดว่าความเห็นนั้นไม่ดีก็ไม่ควรพูด แต่ถ้าตัดสินใจจะพูดก็ไม่จำเป็นต้องขอโทษ จงจำคำกล่าวของ โกลดา เมอีร์ อดีตนายกรัฐมนตรีอิสราเอลไว้ว่า "อย่าถ่อมตัวให้มากนัก คุณไม่ได้เก่งขนาดนั้น"
  • ฝึกสร้างพลังและ "ความสมดุลทางจิตใจ" เป็นประจำ (Daily Practice for Mental Balance): Inner Coach ควรสร้างกิจวัตรเพื่อปลุกความมั่นใจ (Psych yourself up) เช่น การพูดให้กำลังใจตัวเองหน้ากระจกก่อนเข้าประชุมสำคัญ หรือการหาเพลงที่ฟังแล้วทำให้รู้สึกทรงพลัง เหมือนกับที่นักกีฬาต้องวอร์มอัพร่างกาย คุณเองก็ต้องทำแบบฝึกหัดเพื่อสร้างความสมดุลและความแข็งแกร่งทางจิตใจเช่นกัน
  • ก้าวข้ามอารมณ์ปฏิเสธสู่การยอมรับความจริง (Reach Acceptance): เมื่อต้องเผชิญกับโลกแห่งการทำงานและการเมืองในองค์กร Inner Coach ต้องช่วยให้คุณก้าวข้ามอารมณ์ปฏิเสธ โกรธ หรือเศร้ากับความไม่ยุติธรรมต่างๆ คุณต้องเรียนรู้ที่จะยอมรับว่าโลกแห่งอำนาจทำงานอย่างไร และมองว่าอำนาจเป็นเพียง "เครื่องมือ" ที่เป็นกลาง ซึ่งคุณสามารถนำมาใช้เพื่อเอาชนะอุปสรรคและสร้างผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่ได้

การรับมือกับการเมืองในองค์กรและการก้าวขึ้นสู่จุดที่มีอำนาจ ไม่ใช่เรื่องของบุคลิกภาพหรือพรสวรรค์ แต่เป็น "ทักษะ" ที่สามารถเรียนรู้และฝึกฝนได้ เหมือนกับการเล่นกีฬาหรือดนตรี,, ทักษะสำคัญที่คุณต้องฝึกฝนเพื่อเอาชนะและเติบโตในสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยการแข่งขัน มีดังต่อไปนี้:

1. ทักษะการถอดอคติและการสังเกตอย่างเป็นกลาง (Non-judgmental Observation) หลายคนมักตกหลุมพรางของการประเมินว่าการเมืองในองค์กรเป็นเรื่อง "สกปรก" หรือมัวแต่ตัดสินเพื่อนร่วมงานว่านิสัยไม่ดี สิ่งที่คุณต้องฝึกคือ เลิกตัดสินผู้อื่นด้วยบรรทัดฐานทางศีลธรรมส่วนตัว แต่ให้ใช้ "ความอยากรู้อยากเห็น" (Curiosity) เพื่อทำความเข้าใจว่าทำไมคนเหล่านั้นถึงประสบความสำเร็จและอำนาจทำงานอย่างไร,, หากมีบุคคลที่เป็นอุปสรรคหรือคนที่คุณไม่ชอบอยู่ในเส้นทางสู่เป้าหมายของคุณ (Critical path) คุณต้องระงับอารมณ์และหาวิธีทำงานร่วมกับพวกเขาให้ได้,, นอกจากนี้ ทักษะที่สำคัญคือการ "เก็บศัตรูไว้ใกล้ตัว" (Keep your enemies closer) เพื่อให้คุณสามารถจับตาดูพฤติกรรมและเข้าใจวิธีคิดของคู่แข่งได้อย่างละเอียด

2. ทักษะการสวมบทบาทและการควบคุมอารมณ์ (Acting and Strategic Emotion) ผู้นำที่ทรงอำนาจคือผู้ที่สามารถ "แสดง" บทบาทที่สถานการณ์ต้องการได้ โดยไม่ต้องยึดติดกับการเป็นตัวของตัวเอง (Authenticity) เสมอไป,, หากเกิดวิกฤต คุณต้องแสดงออกด้วยความมั่นใจแม้ในใจจะยังไม่รู้คำตอบ เพื่อไม่ให้ผู้คนสูญเสียความเชื่อมั่น, นอกจากนี้ คุณต้องฝึกใช้ความรู้สึกอย่างมีกลยุทธ์ เช่น การแสดง "ความโกรธ" มักจะทำให้คุณดูทรงอำนาจและมีพลังมากกว่าการแสดงความเสียใจหรือการขอโทษ ซึ่งเป็นสิ่งที่มักถูกตีความว่าเป็นความอ่อนแอ,,,

3. ทักษะภาษากายและการสื่อสารอย่างทรงพลัง (Powerful Presence and Communication) ผู้คนมักประเมินและตัดสินอำนาจของคุณจากภาพลักษณ์และน้ำเสียง มากกว่าเนื้อหาที่คุณพูด,, สิ่งที่คุณต้องฝึกฝนอย่างจริงจัง ได้แก่:

  • การใช้พื้นที่และภาษากาย: ฝึกยืนตัวตรง มีท่วงท่าที่เปิดกว้าง สบตาผู้ฟัง และกล้าที่จะใช้พื้นที่รอบตัวเพื่อสร้างความน่าเกรงขาม,,
  • น้ำเสียงและการพูด: ฝึกพูดให้เสียงดังฟังชัด กล้าที่จะพูดแทรก (Interrupt) และหลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่ลดทอนอำนาจตัวเอง เช่น "การขอโทษล่วงหน้า" (Preemptory apology) หรือการพูดว่า "ความเห็นของฉันอาจจะไม่ค่อยดีนัก" ก่อนที่จะเริ่มแสดงความเห็น,,,
  • ใช้ภาษาที่เรียบง่าย: การสื่อสารด้วยคำศัพท์ที่เข้าใจง่ายและตรงไปตรงมา จะช่วยให้คุณเข้าถึงผู้คนและดูมีพลังมากกว่าการพยายามประดิษฐ์คำพูดให้ดูซับซ้อน,
4. ทักษะการสร้างและนำเสนอแบรนด์ส่วนตัว (Personal Branding & Self-Promotion) การก้มหน้าก้มตาทำงานหนักเพียงอย่างเดียวไม่ช่วยให้คุณชนะในเกมการเมือง คุณต้อง กล้าทวงเครดิต นำเสนอผลงานของตัวเองและทีมงานให้เป็นที่ประจักษ์,, คุณควรฝึกสร้าง "Elevator pitch" สั้นๆ ความยาว 60-90 วินาที ที่สามารถอธิบายได้อย่างชัดเจนว่าคุณคือใคร จุดแข็งหรือเรื่องราวของคุณทำให้คุณโดดเด่นและเหมาะสมกับตำแหน่งหน้าที่นั้นอย่างมีเอกลักษณ์ได้อย่างไร,,

5. ทักษะการสร้างเครือข่ายเชิงรุก (Relentless Networking) การทำงานให้สำเร็จจำเป็นต้องอาศัยการผลักดันจากผู้อื่น คุณจึงต้องแบ่งเวลาจากการทำงานด้านเทคนิคมาเพื่อสร้างความสัมพันธ์,,

  • โฟกัสที่ความสัมพันธ์แบบหลวมๆ (Weak ties): อย่าคลุกคลีอยู่แต่กับเพื่อนกลุ่มเดิมๆ แต่จงออกไปทำความรู้จักคนกลุ่มใหม่ๆ หรือคนที่อยู่ต่างแผนก เพราะพวกเขาจะนำข้อมูลข่าวสารและโอกาสที่คุณไม่เคยรู้มาให้,,,
  • สร้างเครือข่ายด้วยความเอื้อเฟื้อ (Generosity): การสร้างเครือข่ายไม่ใช่การเห็นแก่ได้ แต่คือทักษะการเป็น "ผู้เชื่อมโยง" (Broker) ที่พยายามแนะนำบุคคลหรือทรัพยากรที่น่าจะเป็นประโยชน์ให้มารู้จักกัน,,,
6. ทักษะการกล้าแหกกฎ (Breaking the Rules) กฎระเบียบและธรรมเนียมปฏิบัติต่างๆ มักถูกสร้างขึ้นเพื่อรักษาผลประโยชน์ของผู้ที่มีอำนาจอยู่ก่อนแล้ว, หากคุณต้องการสร้างความเปลี่ยนแปลงหรือก้าวขึ้นมาโดดเด่นในองค์กร คุณต้อง กล้าที่จะท้าทายธรรมเนียมปฏิบัติ หรือทำสิ่งที่ไม่คาดฝันเพื่อดึงดูดความสนใจและสร้างความได้เปรียบให้กับตนเอง เหมือนที่ดาวิดเลือกสู้กับโกไลแอทด้วยสลิงแทนที่จะสวมชุดเกราะ,,

วิธีการนำทักษะเหล่านี้ไปปฏิบัติจริง: เพื่อก้าวข้ามความรู้สึกอึดอัดเมื่อต้องฝึกทักษะทางการเมืองเหล่านี้ คำแนะนำที่ดีที่สุดคือ การมี "โค้ชผู้บริหาร" (Executive Coach) หรือการสร้าง "คณะกรรมการส่วนตัว" (Personal board of directors) ซึ่งหมายถึงกลุ่มคนที่คุณไว้ใจและไม่ได้เป็นคู่แข่งกับคุณ เพื่อคอยให้ฟีดแบ็ก ให้คำแนะนำที่ตรงไปตรงมา และผลักดันให้คุณกล้าลงมือทำพฤติกรรมใหม่ๆ อย่างสม่ำเสมอ จนกระทั่งทักษะเหล่านี้กลายเป็นความเชี่ยวชาญ


หลายคนมักรู้สึกไม่สบายใจที่จะพูดคุยหรือเรียนรู้เกี่ยวกับอำนาจ เพราะมันท้าทายอุดมคติของพวกเขาเกี่ยวกับโลกที่ควรจะเป็น อำนาจนั้นไม่ได้ดีหรือร้ายโดยเนื้อแท้ สิ่งสำคัญอยู่ที่วิธีการใช้อำนาจต่างหาก เช่นเดียวกับมีดที่ศัลยแพทย์ใช้เพื่อช่วยชีวิต หรือที่โจรใช้ทำร้ายผู้อื่น อำนาจก็สามารถถูกใช้เพื่อจุดประสงค์ที่ดีหรือร้ายได้เช่นกัน


หากคุณต้องการฝึกฝนเรื่องอำนาจ จงเริ่มจากสิ่งง่ายๆ ก่อน อย่าเริ่มต้นด้วยสิ่งที่รู้สึกว่าผิดวิสัยหรือยากเกินไป เพียงแค่ก้าวออกจากเขตสบายของคุณเล็กน้อย แล้วค่อยๆ ขยายการฝึกฝนของคุณไปเรื่อยๆ ตัวอย่างเช่น คุณอาจเริ่มต้นด้วยการสบตาให้มากขึ้น


หลักการแรกของการสร้างเครือข่ายคือความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ นักสร้างเครือข่ายที่ดีจะถามว่า “ฉันจะช่วยอะไรคุณได้บ้าง” “ฉันจะช่วยเหลือคุณได้อย่างไร” “ฉันจะแนะนำคุณให้รู้จักกับใครได้บ้าง” เมื่อคุณสร้างเครือข่ายด้วยความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ มันไม่ควรทำให้รู้สึกอึดอัด


ทักษะต่างๆ เช่น การนำเสนอ การสร้างเครือข่าย และการควบคุมสถานการณ์ในห้องนั้น เป็นทักษะที่เรียนรู้ได้ ไม่ใช่สิ่งที่ติดตัวมาแต่กำเนิด และสามารถพัฒนาได้ผ่านการฝึกฝนและการอบรม หลีกเลี่ยงการอ่านจากบันทึก รักษาการสบตา ลดการสนทนาให้กระชับ และใช้ท่าทางที่เปิดเผยเพื่อแสดงออกถึงความมั่นใจและควบคุมสถานการณ์ได้ ยึดหลักการค่อยๆ พัฒนาไปทีละขั้น ผลักดันตัวเองให้ก้าวข้ามขีดจำกัดความสบายโดยไม่ทำให้ตัวเองรู้สึกหนักใจจนเกินไป ตั้งเป้าหมายไว้ที่การยืดหยุ่นขึ้น 15% จากสิ่งที่รู้สึกคุ้นเคย แต่อย่าตั้งเป้าหมายที่เกินความสามารถ