วันอาทิตย์ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2569

Utilitarianism: A Very Short Introduction

 Untitled

หนังสือ Utilitarianism: A Very Short Introduction โดย Katarzyna de Lazari-Radek และ Peter Singer (Oxford University Press, 2017) ให้ภาพรวมกระชับของ Utilitarianism หรือประโยชน์นิยม โดยอธิบายหลักการ วิวัฒนาการ การพิสูจน์ และการประยุกต์ใช้สมัยใหม่.goodreads+1

เนื้อหาหลักตามบท

  • Origins: ย้อนรอยสู่ Jeremy Bentham (hedonistic calculus) และ John Stuart Mill ที่พัฒนา higher pleasures ปรับจาก Bentham.[utilitarianism]

  • Justification: พิสูจน์ว่าทำไม utilitarianism ถูกต้อง โดยใช้ rational self-interest (Harsanyi) และ neuroscience สนับสนุน happiness เป็นเป้าหมาย.[academic.oup]

  • What to Maximize: เน้น maximize total happiness (classical) หรือ average (populace) แต่ Singer ชอบ preference utilitarianism ที่คำนึงความชอบส่วนบุคคล.[goodreads]

  • Objections: ตอบโต้ criticisms เช่น demandingness, trolley problem, justice (rule utilitarianism ช่วยแก้) และ torture (ไม่ justify ถ้าผลรวมแย่กว่า).[utilitarianism]

  • Rules: Rule utilitarianism ใช้กฎที่พิสูจน์แล้วว่าเพิ่ม utility มากที่สุด แทน case-by-case.[academic.oup]

  • In Action: ประยุกต์จริง เช่น global poverty, animal welfare, climate change, extinction risks และ end-of-life decisions.[independent]

     

    Utilitarianism: A Very Short Introduction
    by Peter Singer and Katarzyna de Lazari-Radek provides an accessible overview of the ethical theory that actions are right if they maximize happiness and reduce suffering for all affected, focusing on consequences rather than intentions. It traces the history from Jeremy Bentham to J.S. Mill and modern developments, exploring different types of utilitarianism and addressing key criticisms.
    Key Aspects of the Book:
  • Core Philosophy: The authors define utilitarianism as a consequentialist theory centered on maximizing overall well-being (happiness/pleasure) and reducing pain.
  • Historical Context: The book explores the roots of the theory, including the 19th-century works of Jeremy Bentham and John Stuart Mill, and its connection to earlier hedonistic views.
  • Types of Utilitarianism: It covers distinctions between act utilitarianism (assessing individual acts) and rule utilitarianism (evaluating general rules of conduct).
  • Addressing Critiques: The book engages with common objections to utilitarianism, such as its conflict with individual rights and the difficulty of measuring happiness.
  • Modern Application: The authors argue for the continued relevance of utilitarianism as a powerful, rational, and secular ethical framework in modern society.
  •  อรรถประโยชน์นิยมว่าเป็นทฤษฎีผลลัพธ์นิยมที่มุ่งเน้นการเพิ่มพูนความเป็นอยู่ที่ดีโดยรวม (ความสุข/ความพึงพอใจ) และลดความเจ็บปวด

สรุปแก่น

Utilitarianism คือ "ทำสิ่งที่สร้างผลลัพธ์ดีที่สุด" โดยดี= surplus happiness over suffering สำหรับทุกผู้ได้รับผลกระทบ Singer ยืนยันว่ามันท้าทาย moral intuitions แต่แก้ objections ได้ และเหมาะกับปัญหาโลกปัจจุบัน.fivebooks+1

บทความเรื่อง "ลัทธิอรรถประโยชน์นิยม"โดยจอห์น สจวร์ต มิลล์ เขียนขึ้นเพื่อสนับสนุนคุณค่าของลัทธิอรรถประโยชน์นิยมในฐานะทฤษฎีทางศีลธรรม และเพื่อตอบข้อเข้าใจผิดเกี่ยวกับลัทธินี้ มิลล์นิยามลัทธิอรรถประโยชน์นิยมว่าเป็นทฤษฎีที่ตั้งอยู่บนหลักการที่ว่า "การกระทำใดถูกต้องหากมีแนวโน้มที่จะส่งเสริมความสุข และการกระทำใดผิดหากมีแนวโน้มที่จะก่อให้เกิดสิ่งที่ตรงกันข้ามกับความสุข" มิลล์นิยามความสุขว่าเป็นความพึงพอใจและการปราศจากความเจ็บปวด เขาโต้แย้งว่าความพึงพอใจอาจแตกต่างกันได้ทั้งในด้านคุณภาพและปริมาณ และความพึงพอใจที่เกิดจากความสามารถทางปัญญาที่สูงส่งควรได้รับการพิจารณามากกว่าความพึงพอใจที่เกิดจากสิ่งต่ำต้อยกว่า นอกจากนี้ มิลล์ยังโต้แย้งว่าการบรรลุเป้าหมายและจุดมุ่งหมายของบุคคล เช่น การดำเนินชีวิตอย่างมีคุณธรรม ควรนับรวมเป็นส่วนหนึ่งของความสุขของพวกเขาด้วย

มิลล์แย้งว่าลัทธิอรรถประโยชน์นิยมสอดคล้องกับความรู้สึก "ตามธรรมชาติ" ที่เกิดจากธรรมชาติทางสังคมของมนุษย์ ดังนั้น หากสังคมยอมรับลัทธิอรรถประโยชน์นิยมเป็นหลักจริยธรรม ผู้คนก็จะซึมซับมาตรฐานเหล่านี้โดยธรรมชาติและถือเป็นข้อผูกมัดทางศีลธรรม มิลล์กล่าวว่าความสุขเป็นพื้นฐานเพียงอย่างเดียวของศีลธรรม และผู้คนไม่เคยปรารถนาสิ่งใดนอกจากความสุข เขาพิสูจน์ข้ออ้างนี้โดยแสดงให้เห็นว่าสิ่งอื่น ๆ ที่ผู้คนปรารถนาล้วนเป็นเพียงวิธีการไปสู่ความสุข หรือรวมอยู่ในนิยามของความสุข มิลล์อธิบายอย่างละเอียดว่าความรู้สึกยุติธรรมนั้นแท้จริงแล้วมีพื้นฐานมาจากอรรถประโยชน์ และสิทธิมีอยู่ก็เพราะจำเป็นต่อความสุขของมนุษย์

ทฤษฎีอรรถประโยชน์นิยมถูกวิพากษ์วิจารณ์ด้วยเหตุผลหลายประการ นักวิจารณ์กล่าวว่าทฤษฎีนี้ไม่ได้ให้การคุ้มครองสิทธิส่วนบุคคลอย่างเพียงพอ ไม่ใช่ทุกสิ่งที่จะวัดได้ด้วยมาตรฐานเดียวกัน และความสุขนั้นซับซ้อนกว่าที่ทฤษฎีนี้สะท้อนออกมา บทความของมิลล์เป็นการพยายามตอบโต้คำวิพากษ์วิจารณ์เหล่านี้ และเพื่อนำเสนอทฤษฎีทางศีลธรรมที่ซับซ้อนและละเอียดอ่อนยิ่งขึ้น

ข้อโต้แย้งของมิลล์ประกอบด้วยห้าบท บทแรกเป็นการแนะนำบทความ บทที่สอง มิลล์กล่าวถึงนิยามของลัทธิอรรถประโยชน์นิยมและนำเสนอความเข้าใจผิดบางประการเกี่ยวกับทฤษฎีนี้ บทที่สามเป็นการอภิปรายเกี่ยวกับบทลงโทษ (หรือรางวัล) สุดท้ายที่ลัทธิอรรถประโยชน์นิยมสามารถมอบให้ได้ บทที่สี่กล่าวถึงวิธีการพิสูจน์ความถูกต้องของลัทธิอรรถประโยชน์นิยม และในบทที่ห้า มิลล์เขียนเกี่ยวกับความเชื่อมโยงระหว่างความยุติธรรมและอรรถประโยชน์ และโต้แย้งว่าความสุขเป็นรากฐานของความยุติธรรม

To destroy a man there should certainly be some better reason than mere dislike to his Taste, let that dislike be ever so strong.

 

Jeremy Bentham, arguing against the persecution of homosexuals

 

การจะทำลายชื่อเสียงของคนๆ หนึ่ง ย่อมต้องมีเหตุผลที่ดีกว่าแค่ความไม่ชอบในรสนิยมของเขา แม้ว่าความไม่ชอบนั้นจะรุนแรงเพียงใดก็ตาม

 

เจเรมี เบนแธม กล่าวโต้แย้งการกดขี่ข่มเหงผู้รักร่วมเพศ

 The Point of View of the Universe: Sidgwick and Contemporary Ethics เขียนโดย Katarzyna de Lazari-Radek และ Peter Singer 

utilitarianism (ประโยชน์นิยม) โดยใช้ 3 axioms จาก Sidgwick ได้แก่:

  • Axiom of Justice: สิ่งที่ถูกต้องสำหรับตัวเองต้องถูกต้องสำหรับผู้อื่นในสถานการณ์เดียวกัน.

  • Axiom of Prudence: ไม่เลือกความสุขเล็กน้อยในปัจจุบันเหนือความสุขมากกว่าในอนาคต (เวลาเป็นกลาง).

  • Axiom of Benevolence: ความสุขของผู้อื่นสำคัญเท่ากับของตัวเอง.


Henry Sidgwick ผสานจริยศาสตร์เข้ากับเหตุผลนิยม โดยใช้ 3 สัจพจน์ (Axioms) คือ 1. ความยุติธรรม (Justice/Equity): ความสุขของทุกคนสำคัญเท่ากัน, 2. ความสมเหตุสมผล (Prudence): ประโยชน์ส่วนตนในอนาคตต้องเท่ากับปัจจุบันและ 3. ความเมตตา/ประโยชน์สุขรวม (Benevolence/Universalism): ต้องเลือกการกระทำที่สร้างสุขรวมสูงสุด
รายละเอียดของ 3 สัจพจน์ (Axioms of Ethics) ของ Sidgwick:
  1. สัจพจน์แห่งความยุติธรรม (Axiom of Justice/Equity): Sidgwick เสนอว่า "คนเราไม่ควรให้ความสำคัญกับความสุขของตนเองมากกว่าคนอื่น" หากความสุขนั้นมีปริมาณเท่ากัน หรือ "ความสุขของคนๆ หนึ่ง ไม่ได้มีความสำคัญมากกว่าความสุขของอีกคนหนึ่ง" นี่คือหลักความเสมอภาคที่ถือว่าทุกคนมีค่าเท่าเทียมกันในการคำนวณประโยชน์
  2. สัจพจน์แห่งความสมเหตุสมผลหรือความรอบคอบ (Axiom of Prudence/Rational Self-interest): แนวคิดนี้กล่าวว่า "ปัจจุบันไม่ควรมองข้ามอนาคต" นั่นคือ เราไม่ควรเลือกความสุขเล็กน้อยในปัจจุบัน หากส่งผลให้เกิดความทุกข์ที่มากกว่าในอนาคต ความสุขของตนเองต้องถูกพิจารณาในระยะยาวอย่างเป็นเหตุเป็นผล
  3. สัจพจน์แห่งความเมตตาหรือประโยชน์สุขสากล (Axiom of Benevolence/Universalism): เป็นหัวใจหลัก คือ "เราควรมุ่งเน้นผลประโยชน์สุขสูงสุดของทุกคนที่เกี่ยวข้อง" (The greatest good for the greatest number) Sidgwick เชื่อว่าเหตุผลสั่งการให้เราคำนึงถึงประโยชน์สุขของผู้อื่นพอๆ กับตนเอง เพื่อสร้างสุขภาวะโดยรวมที่ดีที่สุด
สรุปการนำไปใช้:
ประโยชน์นิยมแบบ Sidgwick คือการใช้เหตุผล (Reason) มาตัดสินใจว่าการกระทำใดจะสร้างสุขสูงสุด โดยใช้หลักความเสมอภาค (ทุกคนสำคัญเท่ากัน) และหลักการมองการณ์ไกล (คุ้มค่าระยะยาว) เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่เป็นประโยชน์สูงสุดต่อคนส่วนรวม

On Liberty (1859) ของ John Stuart Mill เป็นงานคลาสสิกด้านเสรีภาพส่วนบุคคลที่ปกป้องสิทธิของปัจเจกชนจากอำนาจรัฐและสังคม โดยเฉพาะ "tyranny of the majority" ในระบอบประชาธิปไตย.

Harm Principle

หลักสำคัญคือ "harm principle" ซึ่งระบุว่าอำนาจควบคุมบุคคลได้เฉพาะเพื่อป้องกันความเสียหายต่อผู้อื่น (prevent harm to others) เท่านั้น ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ส่วนตัวหรือศีลธรรมของเขาเอง "Over himself, over his body and mind, the individual is sovereign" บุคคลมีอำนาจอธิปไตยเหนือตัวเองในส่วนที่ไม่กระทบคนอื่น.

สามเสรีภาพพื้นฐาน

Mill กำหนดสามเสรีภาพหลัก:

  • เสรีภาพในการคิดและแสดงออก (freedom of thought and speech) เพื่อค้นหาความจริงและพัฒนาสติปัญญา.

  • เสรีภาพในการเลือกไลฟ์สไตล์และรสนิยม (liberty of tastes and pursuits) ตราบใดไม่ทำร้ายผู้อื่น แม้สังคมเห็นว่าผิด.

  • เสรีภาพในการรวมกลุ่ม (liberty of association) ถ้าสมาชิกสมัครใจและบรรลุนิติภาวะ ไม่ก่ออันตราย.

คุณค่าของเสรีภาพ

Mill โต้แย้งว่าการปราบปรามความเห็นที่ผิดพลาดยับยั้งความก้าวหน้าทางปัญญา แม้แต่ความเห็นที่ถูกต้องก็ต้องถูกท้าทายเพื่อยืนยัน แนะนำให้ใช้การโต้แย้งแทนการเซ็นเซอร์ เพื่อประโยชน์สูงสุด (utility) ในระยะยาว.

Mill’s “proof” ที่ว่า “the sole evidence it is possible to produce that anything is desirable, is that people do actually desire it” ฟังดูแปลกๆ เพราะมันดูเหมือน “ใช้ความต้องการพิสูจน์ความควรค่า” หรือเป็นเพียง descriptive แทนที่จะเป็น normative ได้ แต่ Mill มีเหตุผลเชิงปรัชญาที่ซับซ้อนซ่อนอยู่ตรงนี้rep.routledge+2


Mill หมายถึง “desirable” ยังไง?

  • Mill ใช้คำว่า “desirable” ไม่ใช่แค่ “น่าปรารถนาตามอารมณ์” แต่ในเชิง “สิ่งที่ควรค่าแก่การปรารถนา” หรือ “สิ่งที่เป็น end ที่ควรค่าแก่การแสวงหา”plato.stanford+1

  • เขาก็รู้ว่า “desirable” ฟังเหมือนคำทาง ought แต่เขาโต้แย้งว่า: อะไรจะเป็น “สิ่งที่ควรค่าแก่การปรารถนา” ได้ ถ้า ไม่มีใครเลย ปรารถนาสิ่งนั้น? นั่นคือ เขาโยง “normative desirability” เข้ากับ “empirical desiring” เพื่อให้หลัก utilitarianism ดูเป็น empirically grounded แทนที่จะเป็น a priori ที่ต้องเชื่อโดยไม่มีประสบการณ์utilitarianism+1


โครงสร้าง “proof” ของ Mill (แบบสั้นๆ)

Mill ใช้ analogy แบบนี้:

หลักฐานที่แสดงได้ว่า “สิ่งใดมองเห็นได้” คือ คนเห็นมัน; หลักฐานที่แสดงได้ว่า “เสียงได้ยินได้” คือ คนได้ยินมัน
ในทำนองเดียวกัน หลักฐานที่แสดงได้ว่า “สิ่งใด desirable” คือ คนปรารถนาสิ่งนั้น1000wordphilosophy+2

จากนั้นเขาอ้างว่า:

  • ทุกคนปรารถนาความสุขของตนเองเป็น end in itself (ไม่ใช่แค่ means ของสิ่งอื่น)plato.stanford+1

  • ดังนั้น ความสุขจึง “เป็น desirable” ในเชิงประสบการณ์

  • และถ้าเราขยายจาก “แต่ละคนปรารถนาความสุขของตนเอง” → “ความสุขโดยรวมของทุกคน” ก็เป็น desirable ได้ในเชิงตรรกะphilosophyandpolity.wordpress+1


ทำไมหลายคนถึงวิจารณ์ Mill แบบนั้น?

มีนักปรัชญา (เช่น Sidgwick, G.E. Moore) วิจารณ์ว่า:

  • ความจริงที่ “คนอยากได้ความสุข” เป็น ข้อเท็จจริงเชิงจิตวิทยา (descriptive) แต่ไม่ได้หมายความว่า “ควรถูกแสวงหา” (normative) ได้โดยตรง

  • นี่คือ “naturalistic fallacy” พอๆ กับบอกว่า “เพราะคนเห็นดวงไฟ ดวงไฟจึงควรค่าแก่การมอง”wrestling-with-philosophy+2

แต่ Mill อาจตอบว่า:

  • เขาไม่ได้ claim ว่า “proof” นี้เป็น logical deduction บริสุทธิ์ แต่เป็น considerations ที่ช่วยให้เห็นว่า “ความสุข” เป็นสิ่งที่เรามีเหตุผลจะยอมรับว่าเป็นสุดปลายของทุกความปรารถนา1000wordphilosophy+1

  • นั่นคือเขาพยายาม “show” ว่า ความสุขคือ end ที่สอดคล้องกับชีวิตจริงของคนทั่วไป มากกว่า “พิสูจน์” แบบเลขคณิต


แปลเป็นภาษาเชิงประสบการณ์

ในภาษาแบบที่คุณอาจรู้สึกชัดเจน:

  • ถ้ามี “สิ่งที่ควรค่าแก่การปรารถนา” จริงๆ มันต้อง ปรากฏ ในการปรารถนาของคนจริงๆ ไม่ใช่แค่ในทฤษฎี

  • ถ้าเราไม่เห็นใครเลยปรารถนาสิ่งนั้นเลย แล้วจะบอกว่า “มันควรค่าแก่การปรารถนา” ได้ยังไง?

  • ดังนั้น Mill ถึงใช้ “people actually desire it” เป็น sole evidence แม้มันจะไม่ใช่ “เหตุผล” แบบ strict logic ก็ตามrep.routledge+2


ถ้าคุณอยาก ต่อไปเราสามารถพูดในเชิง:

  • ว่า “desirability” ควรถูกตีความว่า epistemic (รู้ได้) หรือ ontological (มีอยู่จริง)

  • หรือว่า utilitarianism ยังสามารถอยู่ได้โดยไม่ต้องพึ่ง “proof” แบบ Mill นี้

คุณอยากตั้งคำถามต่อในเชิงภาษา/ปรัชญา (เช่น วิพากษ์ “naturalistic fallacy”) หรือในเชิงจริยธรรมประยุกต์ (เช่น ใช้กับ love หรือ political choice) ดี?

No reason can be given why the general happiness is desirable, except that each person, so far as he believes it to be attainable, desires his own happiness. This, however, being a fact, we have not only all the proof which the case admits of, but all which it is possible to require, that happiness is a good: that each person’s happiness is a good to that person, and the general happiness, therefore, a good to the aggregate of all persons.

  

ไม่มีเหตุผลใดที่จะอธิบายได้ว่าทำไมความสุขโดยรวมจึงเป็นสิ่งที่พึงปรารถนา นอกเสียจากว่าแต่ละคนย่อมปรารถนาความสุขของตนเอง ตราบเท่าที่ตนเชื่อว่าสามารถบรรลุได้ อย่างไรก็ตาม ในเมื่อนี่คือข้อเท็จจริง เราจึงมีหลักฐานครบถ้วนแล้ว ไม่เพียงแต่หลักฐานที่เพียงพอเท่านั้น แต่ยังมีหลักฐานทั้งหมดที่สามารถเรียกร้องได้ เพื่อพิสูจน์ว่าความสุขเป็นสิ่งที่ดี กล่าวคือ ความสุขของแต่ละบุคคลเป็นสิ่งที่ดีสำหรับบุคคลนั้น และดังนั้น ความสุขโดยรวมจึงเป็นสิ่งที่ดีสำหรับทุกคนโดยรวม

 Golden Rule: ‘Do unto others as you would have them do unto you.’ George Bernard Shaw 

จงปฏิบัติต่อผู้อื่นเช่นเดียวกับที่ท่านอยากให้ผู้อื่นปฏิบัติต่อท่าน 

 อย่าปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างที่ท่านอยากให้พวกเขาปฏิบัติต่อท่าน รสนิยมของพวกเขาอาจไม่เหมือนกัน’ คำตอบของแฮร์คือ ความสามารถในการใช้ได้กับทุกคนนั้นต้องการให้เราปฏิบัติต่อผู้อื่นเช่นเดียวกับที่เราอยากให้พวกเขาปฏิบัติต่อเรา หากเรามีรสนิยมเดียวกันกับพวกเขา