อำนาจ (Power) คือความสามารถในการทำสิ่งที่คุณต้องการให้สำเร็จ แม้จะต้องเผชิญกับการต่อต้านหรือความขัดแย้งก็ตาม ในองค์กรหรือสภาพแวดล้อมที่ผู้คนมีมุมมองหรือเป้าหมายที่แตกต่างกัน อำนาจคือสิ่งที่จะช่วยให้คุณสามารถผลักดันวาระของคุณและทำให้สิ่งต่างๆ เป็นไปตามที่คุณต้องการได้
จากข้อมูลในแหล่งที่มา เจฟฟรีย์ เฟฟเฟอร์ (Jeffrey Pfeffer) ได้อธิบายลักษณะสำคัญของอำนาจไว้ดังนี้:
ความแตกต่างระหว่างอำนาจกับอิทธิพล: อำนาจถูกเปรียบเทียบเหมือนกับพลังงานศักย์ (Potential energy) ในขณะที่อิทธิพล (Influence) คือพลังงานจลน์ (Kinetic energy) กล่าวคือ อำนาจคือศักยภาพที่คุณมีในการทำให้ผลลัพธ์ออกมาตามที่คุณต้องการ ส่วนเมื่อคุณนำอำนาจนั้นออกมาใช้งานจริง สิ่งนั้นจะถูกเรียกว่าอิทธิพล
อำนาจเป็น "เครื่องมือ" ที่เป็นกลาง: อำนาจไม่ใช่สิ่งที่ดีหรือชั่วร้ายในตัวเอง แต่มันคือเครื่องมือชนิดหนึ่งเหมือนกับ "ไฟ" ที่คุณสามารถเลือกใช้ในทางที่เป็นประโยชน์ (เช่น การให้ความอบอุ่นและทำอาหาร) หรือใช้ในทางที่เป็นอันตราย (เช่น การเผาทำลายบ้าน) ก็ได้
อำนาจคือทักษะที่เรียนรู้ได้: หลายคนมักเข้าใจผิดว่าอำนาจเป็นเรื่องของบุคลิกภาพหรือพรสวรรค์ แต่แท้จริงแล้ว อำนาจเป็นชุดของทักษะและพฤติกรรมที่คุณสามารถฝึกฝนและเรียนรู้ได้ ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงตัวตนของคุณเพื่อที่จะมีอำนาจ
อำนาจมอบอิสรภาพและการควบคุม: การมีอำนาจช่วยให้คุณสามารถควบคุมชีวิตและการทำงานของตนเองได้ ซึ่งการขาดการควบคุมมักเป็นสาเหตุหลักของความเครียด ดังนั้น อำนาจจึงมอบทั้งความเป็นอิสระ (Autonomy) และส่งผลดีต่อสุขภาพรวมถึงอายุขัยของคุณด้วย
อำนาจคือสิ่งจำเป็นในการสร้างความเปลี่ยนแปลง: หากคุณต้องการเปลี่ยนแปลงชีวิต องค์กร หรือโลกใบนี้ คุณจำเป็นต้องมีอำนาจและอิทธิพล เพราะหากโลกนี้สามารถเปลี่ยนแปลงได้โดยปราศจากอำนาจ มันก็คงเกิดการเปลี่ยนแปลงไปนานแล้ว
Power Is Neutral
People shy away from acquiring power, because power is often associated with bad people and terrible things. We think that if good people were in charge, then the world would be a better place. Because the world is full of negativity, the people in power must not be good. That must mean that either power favors evil people who will do anything to acquire it, or power corrupts good people. In either event, we perceive power as evil and something to be avoided.
ผู้คนมักหลีกเลี่ยงการได้มาซึ่งอำนาจ เพราะอำนาจมักเกี่ยวข้องกับคนชั่วและสิ่งเลวร้าย เราคิดว่าหากคนดีเป็นผู้ปกครอง โลกก็จะดีขึ้นกว่านี้ แต่เนื่องจากโลกเต็มไปด้วยสิ่งที่ไม่ดี คนที่มีอำนาจจึงต้องไม่ใช่คนดี นั่นหมายความว่าอำนาจอาจเอื้อประโยชน์ให้กับคนชั่วที่พร้อมจะทำทุกอย่างเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจ หรืออำนาจอาจทำให้คนดีเสื่อมเสีย ในทั้งสองกรณี เรามองว่าอำนาจเป็นสิ่งชั่วร้ายและควรหลีกเลี่ยง
The 7 rules are:
1) Get out of your own way.
2) Break the rules.
3) Show up in powerful fashion.
4) Create a powerful brand.
5) Network relentlessly.
6) Use your power.
7) Understand that once you have acquired power, what you did to get it will be forgiven, forgotten, or both.
Rule 1: Get Out of Your Own Way
แนวคิดหลัก: "Possibly the single biggest barrier to having power is ourselves."
รายละเอียด:
ความแตกต่างระหว่าง confidence vs. competence — ความมั่นใจสำคัญกว่าความสามารถในหลายสถานการณ์
Social norms และ demographics อาจส่งผลต่อ tendency towards obtaining power
ทำไมสำคัญ: คนส่วนใหญ่มี barrier จากตัวเองก่อน — ต้อง overcome mindset obstacles ก่อน
Rule 2: Break the Rules
แนวคิดหลัก: "If people blend in too perfectly, they become unnoticeable, undifferentiated from those around them competing for promotions."
รายละเอียด:
ไม่ควร blend in too perfectly — ทำให้คุณกลายเป็นคนไม่โดดเด่น
** creativity + disruption** — ต้องกล้าทำสิ่งที่ไม่เป็น normative
innovation — การหักกฎบางครั้งจำเป็นสำหรับ innovation ภายในองค์กร
ทำไมสำคัญ: คนที่ทำตามกฎเกินไปจะกลายเป็น unnoticeable — ต้อง differentiate yourself
Rule 3: Appear Powerful
แนวคิดหลัก:อำนาจถูกสร้างโดย "the way you behave, talk and look"
รายละเอียด:
powerful speech — "powerful speech repeats ideas and themes"
การพูด (speech patterns) — พูดซ้ำ ideas และ themes เพื่อสร้าง impact
behavior + appearance — ทั้งการกระทำและรูปลักษณ์ภายนอกส่งผลต่อการถูกมองว่าทรงพลัง
ทำไมสำคัญ: การ "appear powerful" คือพื้นฐานของการสร้าง power — คนต้องมองว่าคุณทรงพลังก่อนที่คุณจะมี powerจริง
Rule 4: Build a Powerful Brand
แนวคิดหลัก: Personal branding เป็น "foundation of Rule 4" — ไม่ใช่ vanity แต่เกี่ยวกับการ "serving others"
รายละเอียด:
สร้าง value for others — "Be sure to create value for others — or why would people want to be connected to you?"
brand = service — personal branding ที่ดีคือการให้บริการผู้อื่น ไม่ใช่แค่ self-promotion
สร้าง impact on society — "To make an impact on society, you first need to have power"
ทำไมสำคัญ: Brand คือพื้นฐานของ power — คนต้องรู้จักและเชื่อมั่นใน brand ของคุณ
Rule 5: Network Relentlessly
แนวคิดหลัก: "Leaders need allies and supporters; one of the primary tasks of a leader is to recruit both."
รายละเอียด:
create value for others — "Be sure to create value for others" ก่อนคาดหวังผลลัพธ์
relationships — "And most importantly, by the relationships you make."
Personal Board of Directors:
ทำไมสำคัญ: Power = Resources + Reputation + Relationships — โดยเฉพาะ relationshipsที่ช่วยสร้าง allies
Rule 6: Use Your Power
แนวคิดหลัก: "Utilize power wisely" — ต้องใช้ powerที่มีอยู่
รายละเอียด:
accomplish change — "you'll learn... how to accomplish change in your organization, your life, the lives of others, and the world."
increase positive effects — "increasing your ability to get things done, including increasing the positive effects of your job performance."
** raising salaries, job satisfaction, career advancement, organizational change, happiness** — Power skills ช่วยเพิ่มผลลัพธ์เหล่านี้
ทำไมสำคัญ: Powerที่ไม่ถูกใช้ = ไม่มีประโยชน์ — ต้องใช้เพื่อสร้าง change
Rule 7: Success Excuses (Almost) Everything
แนวคิดหลัก: "Understand that once you have acquired power, what you did to get it will be forgiven, forgotten, or both."
รายละเอียด:
once you have power — เมื่อได้รับ powerแล้ว — คนจะลืมสิ่งที่ทำเพื่อให้ได้มา
forgiven, forgotten, or both — สิ่งที่ทำจะถูก "forgiven, forgotten, or both"
leniency afforded by power — มี "leniency afforded by power" — คนจะให้อภัยมากขึ้นเมื่อคุณมี power
success excuses everything —ความสำเร็จทำให้สิ่งต่างๆ ถูกยอมรับ
ทำไมสำคัญ: คนมักจะตัดสินเราจากผลลัพธ์ — เมื่อคุณมีsuccessแล้ว คนจะลืมความผิดพลาดในอดีต
ความแตกต่างระหว่าง 7 Rules (Pfeffer) vs 48 Laws (Greene)
สาระสำคัญ
อำนาจนั้นคุ้มค่าแก่การแสวงหา เพราะมันสัมพันธ์กับชีวิตที่ยืนยาวและมีสุขภาพดี มันสามารถสร้างความมั่งคั่ง และมักจำเป็นต่อการทำให้สิ่งต่างๆ สำเร็จ
โลกนี้ไม่ยุติธรรม แค่ผลงานอย่างเดียวไม่ได้ทำให้คุณมีอำนาจ คุณต้องมีความฉลาดทางการเมืองและเล่นเกมด้วย
การเล่นเกมอำนาจนั้นง่ายกว่าที่คนส่วนใหญ่คิด บางครั้งมันอาจง่ายเพียงแค่การสังเกตโอกาสที่ดีและคว้ามันไว้
เพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจ คุณต้อง:
โดดเด่น เพื่อให้ผู้มีอำนาจเลื่อนตำแหน่งคุณ พวกเขาต้องสังเกตเห็นคุณก่อน
ควบคุมทรัพยากร การควบคุมทรัพยากร เช่น เงินหรืองาน นำมาซึ่งอำนาจ และคุณสามารถใช้ทรัพยากรเหล่านั้นเพื่อให้ได้อำนาจมากขึ้น แม้ว่าคุณจะคิดว่าคุณไม่มีอะไรเลย คุณก็ยังมีทรัพยากรอย่างหนึ่งอยู่แล้ว นั่นคือ เวลาและความสนใจ
สร้างความสัมพันธ์ ในการสร้างความสัมพันธ์กับผู้มีอำนาจ ทำสิ่งที่พวกเขาใส่ใจ ขอความช่วยเหลือ และเอาใจพวกเขา เครือข่ายก็เป็นแหล่งอำนาจเช่นกัน การอยู่ตรงกลางของเครือข่ายหมายความว่าข้อมูลจะไหลมาหาคุณ
ปรากฏตัวให้ดูทรงพลัง สถานการณ์มักคลุมเครือ ดังนั้นผู้คนจะมองพฤติกรรมของคุณเพื่อหาเบาะแส ถ้าคุณแสดงออกถึงความทรงพลัง คนอื่นๆ จะคิดว่าคุณมีอำนาจ และมันจะกลายเป็นคำทำนายที่ทำให้สำเร็จ นอกจากนี้ โปรดดูแลชื่อเสียงของคุณด้วย เพราะชื่อเสียงที่ดีจะเสริมสร้างตัวเอง
อำนาจมาพร้อมกับค่าใช้จ่าย ค่าใช้จ่ายที่พบบ่อยที่สุด ได้แก่:
การถูกจับตามองและถูกตรวจสอบจากสาธารณชน
การสูญเสียความเป็นอิสระ
เวลาและความพยายาม
ปัญหาความไว้วางใจ
การถอนตัวเมื่อคุณสูญเสียอำนาจ
อย่ากังวลว่าการแสวงหาอำนาจจะเป็นอันตรายต่อองค์กรของคุณ เพราะองค์กรของคุณไม่สนใจคุณ นอกจากนี้ อำนาจและลำดับชั้นมีอยู่ทุกหนทุกแห่ง ดังนั้นคุณอาจไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้แม้ว่าคุณจะต้องการก็ตาม
- ฝึกสร้างแบรนด์ส่วนตัว: ให้ลองเขียนประโยคสั้นๆ 3-4 ประโยคที่อธิบายว่าคุณคือใคร และประสบการณ์ที่คุณมีทำให้คุณคู่ควรและเหมาะสมกับงานนั้นๆ อย่างมีเอกลักษณ์ได้อย่างไร จากนั้นให้นำประโยคนี้ไปขอฟีดแบ็กจากคนอื่นเพื่อปรับปรุงให้ชัดเจนยิ่งขึ้น
- ฝึกสร้างเครือข่ายอย่างมีเป้าหมาย: เขียนรายชื่อคน 10-20 คนที่หากคุณได้รู้จักหรือมีความสัมพันธ์ด้วยแล้ว จะเป็นประโยชน์ต่อความก้าวหน้าในอาชีพของคุณ จากนั้นให้วางแผนว่าคุณจะเข้าไปทำความรู้จักพวกเขาได้อย่างไร
- ฝึกปรากฏตัวอย่างทรงพลัง: ทบทวนว่าคุณต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอะไรบ้างเพื่อแสดงออกให้ดูมีอำนาจมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นท่วงท่า ภาษากาย หรือวิธีการสื่อสาร
7 กฎแห่งอำนาจ (7 Rules of Power) ที่เจฟฟรีย์ เฟฟเฟอร์ได้อธิบายไว้เพื่อใช้เป็นแนวทางในการก้าวหน้าในสายอาชีพและสร้างอิทธิพล มีดังต่อไปนี้ครับ:
กฎข้อที่ 1: เลิกขัดขวางตัวเอง (Get out of your own way) คุณต้องก้าวข้ามข้อจำกัดที่คุณสร้างขึ้นเอง เช่น อาการคิดว่าตัวเองไม่เก่ง (Imposter syndrome) ความเชื่อว่าคุณไม่คู่ควรกับตำแหน่ง และเลิกหมกมุ่นกับการทำให้ทุกคนพอใจ หน้าที่ของผู้นำคือการทำงานให้สำเร็จ ไม่ใช่การเอาชนะการประกวดความนิยม
กฎข้อที่ 2: แหกกฎ (Break the rules) กฎและธรรมเนียมปฏิบัติต่างๆ มักถูกสร้างขึ้นเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับผู้ที่มีอำนาจอยู่ก่อนแล้ว หากคุณต้องการสร้างความเปลี่ยนแปลงหรือโดดเด่นขึ้นมา คุณต้องกล้าที่จะท้าทายกรอบเดิมๆ และไม่เล่นตามเกมของคู่แข่ง เหมือนที่เดวิดเอาชนะโกไลแอทด้วยการสู้ในวิถีของตนเอง ไม่ใช่ด้วยชุดเกราะของโกไลแอท
กฎข้อที่ 3: ปรากฏตัวและสื่อสารอย่างทรงอำนาจ (Act and speak with power) ผู้คนมักตัดสินเราจากภาษากาย รูปลักษณ์ และน้ำเสียงเป็นหลัก โดยให้ความสำคัญกับเนื้อหาที่พูดน้อยที่สุด คุณควรฝึกแสดงออกด้วยความมั่นใจและใช้พื้นที่อย่างมีพลัง เพราะคนทั่วไปมักจะสับสนและเชื่อมโยง "ความมั่นใจ" ว่าเท่ากับ "ความสามารถ" เสมอ
กฎข้อที่ 4: สร้างแบรนด์ส่วนตัวที่ทรงพลัง (Build a powerful brand) คุณต้องมีแบรนด์ส่วนตัวและจุดยืนที่ชัดเจน เพื่อให้ผู้คนจดจำได้ว่าคุณคือใครและเชี่ยวชาญเรื่องอะไร เพราะจะไม่มีใครมอบโอกาส เลื่อนตำแหน่ง หรือร่วมลงทุนกับคุณ หากพวกเขาจำคุณไม่ได้หรือไม่รู้จักคุณเลย
กฎข้อที่ 5: สร้างเครือข่ายอย่างไม่ลดละ (Network relentlessly) ผู้นำคือผู้ที่ทำสิ่งต่างๆ ให้สำเร็จผ่านผู้อื่น ดังนั้นยิ่งคุณรู้จักคนมาก คุณก็ยิ่งทำสิ่งต่างๆ ได้มากตามไปด้วย เคล็ดลับสำคัญคือการสร้าง "ความสัมพันธ์แบบหลวมๆ" (Weak ties) กับคนที่อยู่นอกเหนือกลุ่มคนสนิท เพราะคนเหล่านี้จะนำข้อมูลและโอกาสใหม่ๆ ที่ไม่ซ้ำซ้อนกับสิ่งที่คุณรู้อยู่แล้วมาให้
กฎข้อที่ 6: ใช้อำนาจของคุณ (Use your power) อำนาจไม่ใช่สิ่งที่มีปริมาณจำกัด ยิ่งคุณใช้อำนาจที่มีเพื่อผลักดันงานให้สำเร็จ ผู้คนเก่งๆ ก็ยิ่งอยากเข้ามาร่วมงานและมอบทรัพยากรให้คุณมากขึ้น เมื่อได้รับตำแหน่งและอำนาจมาแล้ว คุณจึงต้องกล้าใช้มันเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงและผลงานให้เกิดขึ้นจริง
กฎข้อที่ 7: ความสำเร็จลบล้างแทบทุกสิ่ง (Success excuses almost everything) ข้อนี้อาจขัดกับความรู้สึกของหลายคน แต่งานวิจัยและโลกความเป็นจริงชี้ให้เห็นว่า เมื่อคุณก้าวขึ้นมามีอำนาจ ความสำเร็จ และความมั่งคั่งแล้ว ผู้คนส่วนใหญ่มักจะลืม ให้อภัย หรือหาข้ออ้างให้กับวิธีการต่างๆ ที่คุณใช้เพื่อให้ได้อำนาจนั้นมา
Why Good People Need to Understand the Rules of Power
- เจตนาดีอย่างเดียวไม่สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงได้: แม้คุณจะมีค่านิยมที่ถูกต้องหรือมีความตั้งใจที่ดีเยี่ยม แต่มันจะไม่เกิดผลเลยหากคุณไม่มีความสามารถในการผลักดันให้สิ่งเหล่านั้นเกิดขึ้นจริง เฟฟเฟอร์มักอ้างถึงคำขวัญหรือวิสัยทัศน์ของ Stanford Graduate School of Business (Stanford GSB) คือ:"Change lives. Change organizations. Change the world."(เปลี่ยนชีวิต เปลี่ยนองค์กร เปลี่ยนโลก) [1, 2]พร้อมย้ำว่า หากสิ่งเหล่านี้สามารถเปลี่ยนแปลงได้โดยปราศจากอำนาจและอิทธิพล โลกก็คงเปลี่ยนไปนานแล้ว
- เพื่อป้องกันตัวเองและรับมือกับคนที่ไม่หวังดี: ในโลกของการทำงานที่เป็นโครงสร้างลำดับชั้น มักจะมีการแข่งขันและความคิดเห็นที่ขัดแย้งกันเสมอ หากคุณไม่เข้าใจว่าเกมแห่งอำนาจเล่นกันอย่างไร คุณอาจถูกเอาเปรียบ ถูกไล่ออก พ่ายแพ้ให้กับคู่แข่ง หรือตกเป็นเหยื่อของคนที่มีพฤติกรรมเป็นพิษ (Toxic) โดยที่คุณไม่รู้ตัวเลยว่าเกิดอะไรขึ้น การเข้าใจกฎแห่งอำนาจจะช่วยให้คุณมีภูมิคุ้มกันและสามารถแข่งขันในโลกความเป็นจริงได้
- การ "ไม่เล่นเกม" คือการการันตีความพ่ายแพ้: คนดีหลายคนมักบ่นเรื่องการเมืองในที่ทำงานและเลือกที่จะถอยห่าง แต่เฟฟเฟอร์ชี้ว่า หากคุณเลือกที่จะไม่ลงสนามและไม่ฝึกฝนทักษะด้านอำนาจ โอกาสที่คุณจะชนะในเกมนี้ย่อมเท่ากับศูนย์ และคุณก็ไม่สิทธิ์บ่นเมื่อพบว่าอาชีพการงานของคุณไม่ก้าวหน้า หรือต้องตกอยู่ภายใต้อำนาจของคนที่คุณมองว่าไม่มีความสามารถเพียงพอ
- อำนาจเป็นเพียง "เครื่องมือ" ที่เป็นกลาง: คนดีจำเป็นต้องมองอำนาจใหม่ว่ามันไม่ใช่ความชั่วร้าย แต่เป็นเครื่องมือชนิดหนึ่งเหมือนกับ "ไฟ" หรือ "มีด" ที่สามารถนำไปใช้ในทางที่ดีหรือร้ายก็ได้ เฟฟเฟอร์ยกตัวอย่าง ดร. ลอร่า เอสเซอร์แมน (Laura Esserman) ศัลยแพทย์มะเร็งเต้านมผู้เปลี่ยนวงการแพทย์ ซึ่งในตอนแรกเธอต่อต้านการใช้อำนาจ แต่เมื่อเธอเรียนรู้ที่จะใช้อิทธิพลและท้าทายระบบเดิมๆ เธอกลับสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงอันยิ่งใหญ่ในการรักษามะเร็งและช่วยชีวิตผู้คนได้มากมาย
Why Nice People Stay Stuck
- เปลี่ยนเรื่องเล่าและคำนิยามของตัวเองเสียใหม่ (Reframe Self-Descriptions): Inner Coach ต้องคอยเตือนไม่ให้คุณใช้คำคุณศัพท์ที่ลดทอนคุณค่าของตัวเอง ตัวอย่างเช่น แทนที่จะบอกตัวเองว่าคุณ "อายุน้อยที่สุด" "มีประสบการณ์น้อยที่สุด" หรือ "เป็นผู้หญิงคนเดียวในทีม" ให้เปลี่ยนมาโฟกัสที่ความเชี่ยวชาญและจุดแข็งแทน เช่น "ฉันคือคนที่ทำกำไรให้โปรเจกต์ได้มากที่สุด" หรือ "ฉันคือคนที่มีทักษะการวิเคราะห์ดีที่สุด"
- เอาชนะอาการคิดว่าตัวเองไม่เก่ง (Overcome Imposter Syndrome): คุณต้องเลิกคิดว่าความสำเร็จหรือตำแหน่งที่คุณได้มานั้นเป็นเรื่องบังเอิญหรือความผิดพลาด Inner Coach ต้องคอยย้ำเตือนให้คุณเลิกสงสัยในตัวเอง กล้าที่จะเผชิญหน้า และเชื่อมั่นว่าคุณคู่ควรกับสิ่งที่คุณมีหรือสิ่งที่คุณตั้งเป้าหมายไว้
- เลิกหมกมุ่นกับการทำให้ทุกคนพอใจ (Stop Obsessing Over Being Liked): Inner Coach ต้องคอยเตือนสติว่า หน้าที่ของคุณในฐานะผู้นำคือการขับเคลื่อนงานให้สำเร็จ ไม่ใช่การลงแข่งเพื่อชนะการประกวดความนิยม ดังคำกล่าวที่ว่า "หากคุณต้องการให้คนรักอย่างไม่มีเงื่อนไข จงไปเลี้ยงหมา" เพราะในโลกความเป็นจริง การผลักดันงานย่อมต้องเผชิญกับผู้ที่ไม่เห็นด้วยเสมอ
- หยุดนิสัยชอบขอโทษล่วงหน้าและถ่อมตัวเกินเหตุ (Stop Preemptory Apologies): Inner Coach ต้องห้ามไม่ให้คุณพูดประโยคทำลายความมั่นใจตัวเองก่อนเริ่มพูด เช่น "ขอโทษที่พูดแทรกนะ" หรือ "ความเห็นของฉันอาจจะไม่ค่อยดีนัก" หากคุณคิดว่าความเห็นนั้นไม่ดีก็ไม่ควรพูด แต่ถ้าตัดสินใจจะพูดก็ไม่จำเป็นต้องขอโทษ จงจำคำกล่าวของ โกลดา เมอีร์ อดีตนายกรัฐมนตรีอิสราเอลไว้ว่า "อย่าถ่อมตัวให้มากนัก คุณไม่ได้เก่งขนาดนั้น"
- ฝึกสร้างพลังและ "ความสมดุลทางจิตใจ" เป็นประจำ (Daily Practice for Mental Balance): Inner Coach ควรสร้างกิจวัตรเพื่อปลุกความมั่นใจ (Psych yourself up) เช่น การพูดให้กำลังใจตัวเองหน้ากระจกก่อนเข้าประชุมสำคัญ หรือการหาเพลงที่ฟังแล้วทำให้รู้สึกทรงพลัง เหมือนกับที่นักกีฬาต้องวอร์มอัพร่างกาย คุณเองก็ต้องทำแบบฝึกหัดเพื่อสร้างความสมดุลและความแข็งแกร่งทางจิตใจเช่นกัน
- ก้าวข้ามอารมณ์ปฏิเสธสู่การยอมรับความจริง (Reach Acceptance): เมื่อต้องเผชิญกับโลกแห่งการทำงานและการเมืองในองค์กร Inner Coach ต้องช่วยให้คุณก้าวข้ามอารมณ์ปฏิเสธ โกรธ หรือเศร้ากับความไม่ยุติธรรมต่างๆ คุณต้องเรียนรู้ที่จะยอมรับว่าโลกแห่งอำนาจทำงานอย่างไร และมองว่าอำนาจเป็นเพียง "เครื่องมือ" ที่เป็นกลาง ซึ่งคุณสามารถนำมาใช้เพื่อเอาชนะอุปสรรคและสร้างผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่ได้
- การใช้พื้นที่และภาษากาย: ฝึกยืนตัวตรง มีท่วงท่าที่เปิดกว้าง สบตาผู้ฟัง และกล้าที่จะใช้พื้นที่รอบตัวเพื่อสร้างความน่าเกรงขาม,,
- น้ำเสียงและการพูด: ฝึกพูดให้เสียงดังฟังชัด กล้าที่จะพูดแทรก (Interrupt) และหลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่ลดทอนอำนาจตัวเอง เช่น "การขอโทษล่วงหน้า" (Preemptory apology) หรือการพูดว่า "ความเห็นของฉันอาจจะไม่ค่อยดีนัก" ก่อนที่จะเริ่มแสดงความเห็น,,,
- ใช้ภาษาที่เรียบง่าย: การสื่อสารด้วยคำศัพท์ที่เข้าใจง่ายและตรงไปตรงมา จะช่วยให้คุณเข้าถึงผู้คนและดูมีพลังมากกว่าการพยายามประดิษฐ์คำพูดให้ดูซับซ้อน,
- โฟกัสที่ความสัมพันธ์แบบหลวมๆ (Weak ties): อย่าคลุกคลีอยู่แต่กับเพื่อนกลุ่มเดิมๆ แต่จงออกไปทำความรู้จักคนกลุ่มใหม่ๆ หรือคนที่อยู่ต่างแผนก เพราะพวกเขาจะนำข้อมูลข่าวสารและโอกาสที่คุณไม่เคยรู้มาให้,,,
- สร้างเครือข่ายด้วยความเอื้อเฟื้อ (Generosity): การสร้างเครือข่ายไม่ใช่การเห็นแก่ได้ แต่คือทักษะการเป็น "ผู้เชื่อมโยง" (Broker) ที่พยายามแนะนำบุคคลหรือทรัพยากรที่น่าจะเป็นประโยชน์ให้มารู้จักกัน,,,
หากคุณต้องการฝึกฝนเรื่องอำนาจ จงเริ่มจากสิ่งง่ายๆ ก่อน อย่าเริ่มต้นด้วยสิ่งที่รู้สึกว่าผิดวิสัยหรือยากเกินไป เพียงแค่ก้าวออกจากเขตสบายของคุณเล็กน้อย แล้วค่อยๆ ขยายการฝึกฝนของคุณไปเรื่อยๆ ตัวอย่างเช่น คุณอาจเริ่มต้นด้วยการสบตาให้มากขึ้น
หลักการแรกของการสร้างเครือข่ายคือความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ นักสร้างเครือข่ายที่ดีจะถามว่า “ฉันจะช่วยอะไรคุณได้บ้าง” “ฉันจะช่วยเหลือคุณได้อย่างไร” “ฉันจะแนะนำคุณให้รู้จักกับใครได้บ้าง” เมื่อคุณสร้างเครือข่ายด้วยความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ มันไม่ควรทำให้รู้สึกอึดอัด
ทักษะต่างๆ เช่น การนำเสนอ การสร้างเครือข่าย และการควบคุมสถานการณ์ในห้องนั้น เป็นทักษะที่เรียนรู้ได้ ไม่ใช่สิ่งที่ติดตัวมาแต่กำเนิด และสามารถพัฒนาได้ผ่านการฝึกฝนและการอบรม หลีกเลี่ยงการอ่านจากบันทึก รักษาการสบตา ลดการสนทนาให้กระชับ และใช้ท่าทางที่เปิดเผยเพื่อแสดงออกถึงความมั่นใจและควบคุมสถานการณ์ได้ ยึดหลักการค่อยๆ พัฒนาไปทีละขั้น ผลักดันตัวเองให้ก้าวข้ามขีดจำกัดความสบายโดยไม่ทำให้ตัวเองรู้สึกหนักใจจนเกินไป ตั้งเป้าหมายไว้ที่การยืดหยุ่นขึ้น 15% จากสิ่งที่รู้สึกคุ้นเคย แต่อย่าตั้งเป้าหมายที่เกินความสามารถ
