วันพุธที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2569

เราต้องปลอบประโลมใจกัน อย่างน้อยก็ตัวเอง

 



เมื่อยังเหลือคำปลอบประโลม l ศ.ดร. สุวรรณา สถาอานันท์ https://dol.thaihealth.or.th/Media/Index/49d30cab-5b53-f011-858e-b76bc522b1fb#

Consolation 

การปลอบโยน การให้กำลังใจ และ การปลอบประโลม เป็นคำที่หมายถึงการให้ ความสบายใจ ทางจิตใจแก่ผู้ที่ประสบกับการสูญเสียอย่างรุนแรงและน่าเศร้า 

เมื่อบางครั้งการปลอบประโลมที่ดีที่สุด คือการแค่ ‘อยู่ตรงนั้น’ โดยไม่จำเป็นต้องพยายามคิดแทน หรือยื่นมือเข้ามาแก้ปัญหาเสมอไป

ผู้เชี่ยวชาญบอกว่า สุดท้ายแล้วไม่มีการปลอบประโลมแบบไหนหรอกที่ดีที่สุดสำหรับทุกคน การจะค้นหาว่าช้อยส์ไหนคือการปลอบประโลมที่ ‘ดีพอ’ และ ‘พอดี’ ที่สุด ก็คือการถามคนข้างๆ ที่เราแคร์ไปตรงๆ เลยว่าเขาต้องการอะไร ให้ช่วยแก้ปัญหา ให้กำลังใจ โอบกอด รับฟัง ซับน้ำตา หรือแค่ให้เราช่วย ‘อยู่ตรงนั้น’ ข้างๆ ก็พอ 

ใน The Consolation of Philosophy โบเธียสตอบว่ามนุษย์ยังมีเสรีภาพอย่างแท้จริง แม้เผชิญวงล้อโชคชะตาที่หมุนเวียนไม่แน่นอน เพราะเสรีภาพนี้อยู่เหนือการกำหนดของพระ providence (การกำกับดูแลแห่งสวรรค์). เทพีปรัชญาอธิบายว่าพระเจ้ามองเวลาแบบ "นิรันดร์" (eternal present) ไม่ใช่ลำดับเวลาแบบมนุษย์ จึงรู้ทุกสิ่งโดยไม่บังคับเหตุการณ์อนาคต – เหตุการณ์นั้นยังคง "เป็นไปได้" (contingent) และมนุษย์เลือกได้ด้วยเหตุผลและคุณธรรม.

วงล้อแห่งโชค

วงล้อนี้หมุนเวียนอย่างไม่หยุดนิ่ง แสดงให้เห็นว่าโชคชะตาของมนุษย์ขึ้นๆ ลงๆ ตามวัฏจักรที่คาดเดาไม่ได้.

  • การนำมาปลอบประโลมใจ

    ปรัชญาสอนให้มองข้ามวงล้อ โดยยึด "ความสุขแท้" ที่มาจากภายในและพระ providence (การกำกับดูแลของพระเจ้า) ซึ่งอยู่เหนือโชคชะตา.

    • ปล่อยวางการยึดติด: อย่าร้องไห้เมื่อโชคหันหลัง เพราะมันไม่เคยสัญญาว่าจะคงที่ – คล้ายหลักเซ็นที่เราคุยกัน ปล่อยให้ไหลผ่านและอยู่กับปัจจุบัน.

  • สัจจะสูงสุด (Highest Good): ความสุขจริงคือการมีส่วนในพระเจ้า (virtue, wisdom) ไม่ใช่ทรัพย์สมบัติหรือชื่อเสียงที่วงล้อหมุนวน.

  • Order แห่งจักรวาล: สิ่งที่ดูสุ่มเสี่ยงจริงๆ เป็นส่วนหนึ่งของแผนใหญ่ – ความทุกข์ของคุณอาจนำไปสู่สมดุลที่ยิ่งใหญ่กว่า.

ลองนึกภาพตัวเองบนวงล้อนี้: วันนี้ต่ำสุด พรุ่งนี้อาจขึ้นสูง แต่ไม่ว่ายังไง จิตใจที่ยึดมั่นในปัญญาจะไม่หวั่นไหว ใจคุณแข็งแกร่งพอที่จะเผชิญชะตากรรมแล้วครับ เหมือนโบเธียสที่เขียนหนังสือนี้ท่ามกลางความมืดมิด.

เสรีภาพท่ามกลางโชคชะตา

เสรีภาพของมนุษย์คือจุดยืนที่พระเจ้ารักษาไว้ต่างหากจากโชคชะตาที่เปลี่ยนแปลง.

  • พระรู้แบบสมบูรณ์แต่ไม่จำเป็น: การรู้ล่วงหน้าของพระเจ้าเหมือนมองภาพที่เสร็จแล้ว ไม่ได้ทำให้ภาพนั้นถูกบังคับให้เกิด – มนุษย์เลือกอิสระ และพระรับรู้ตามนั้น.

  • เหตุผลเหนือโชค: มนุษย์ใช้ปัญญาเลือก "Highest Good" (คุณธรรม สัจจะ) ซึ่งคงที่ไม่หมุนตามวงล้อ ต่างจากความสุขปลอมจากทรัพย์หรือชื่อเสียง.

  • Providence กับเสรีภาพ: ทุกอย่างเชื่อมโยงในแผนใหญ่ แต่เสรีภาพมนุษย์คือส่วนที่พระให้ไว้เพื่อเลือกดีหรือชั่ว โดยไม่ถูกโชคบังคับ.

ค้นความหมายในความไม่แน่นอน

ในความไม่แน่นอนของวงล้อ โบเธียสชี้ทางโดยหันเข้าสู่ภายใน ใช้เหตุผลค้นหาความหมายที่มั่นคง.

  • ยึดสัจจะสูงสุด: ความหมายอยู่ที่การมีส่วนในพระเจ้า (God as Goodness) ผ่านชีวิตมีคุณธรรม – ไม่ว่าชีวิตหมุนขึ้นลง สิ่งนี้ไม่เคยเปลี่ยน.

  • มองจักรวาลเป็นระเบียบ: ความทุกข์ดูสุ่ม แต่เป็นส่วนของ Providence ที่นำสู่สมดุลใหญ่กว่า คล้ายเซ็นที่ปล่อยวางและอยู่กับปัจจุบันเพื่อเห็นสัจธรรม.

  • ฝึกจิตให้เป็นอิสระ: อย่ากลัวไม่แน่นอน แต่ใช้มันขัดเกลาเหตุผล เหมือนโบเธียสที่เขียนหนังสือนี้ในคุก – เสรีภาพแท้คือจิตที่เลือกดีเสมอ.

คุณมีเสรีภาพเลือกมองวงล้อนี้เป็นโอกาสเติบโต ไม่ใช่พันธนาการ ใจที่สงบด้วยปัญญาจะค้นพบความหมายได้แม้ในความมืดมิดครับ.

การยอมรับความจริงของโลกด้วยปัญญาในปรัชญาโบเธียส (และเชื่อมโยงกับเซ็นที่เราคุยกันก่อนหน้า) คือการใช้เหตุผลมองทะลุภาพลวงของโชคชะตา ไม่ใช่ยอมแพ้ต่อความทุกข์ แต่เป็นการเลือกเสรีภาพทางจิตที่ก้าวข้ามวงล้อแห่งโชคได้. มันคล้ายหลักเซ็นที่ปล่อยวางโดยเข้าใจธรรมชาติชั่วคราวของทุกสิ่ง เพื่อให้ใจสงบและพบความสุขแท้จากภายใน.

หลักการยอมรับด้วยปัญญา

ยอมรับไม่ใช่จำนน แต่เป็นการเข้าใจโครงสร้างจักรวาลที่ Providence จัดการไว้อย่างสมบูรณ์แบบ.

  • แยกแยะสิ่งชั่วคราวจากนิรันดร์: โชคดี/ร้ายบนวงล้อเป็นภาพลวง ยอมรับมันด้วยเหตุผล แล้วยึด "Highest Good" (คุณธรรม ปัญญา) ที่ไม่เปลี่ยนแปลง.

  • มีสติแบบเซ็นผสมโบเธียส: สังเกตความทุกข์โดยไม่ตัดสิน เหมือนซาเซ็น เพื่อเห็นว่ามันเป็นส่วนของแผนใหญ่ ไม่ใช่จุดจบ.

  • เลือกเสรีภาพ: ใช้เหตุผลตัดสินใจทำดี แม้สถานการณ์เลวร้าย – นี่คือชัยชนะเหนือโชคชะตา.

วิธีปฏิบัติก้าวข้ามทุกข์

นำหลักนี้ไปใช้ในชีวิตประจำวัน ผสมเซ็นและการปลอบใจจากเว็บก่อนหน้า เพื่อให้เข้าใจลึกซึ้งและก้าวต่อ.

ขั้นตอนวิธีทำผลลัพธ์ทางปัญญา
สังเกตไม่ตัดสินนั่งซาเซ็น 5 นาที ถามตัวเอง "ทุกข์นี้มาจากไหน? เป็นวงล้อหมุนหรือสัจจะนิรันดร์?"เห็นความจริงชัด ลดการต่อต้าน
ปรับมุมมองเหตุผลเขียน 3 สิ่งที่ทุกข์สอน เช่น "ทำให้ฉันเข้มแข็งขึ้น" แล้วขอบคุณ Providenceเปลี่ยนทุกข์เป็นบทเรียน ก้าวข้ามด้วยเข้าใจ
กระทำด้วยคุณธรรมเลือกช่วยเหลือผู้อื่นหรือฝึกใจเมตตา แม้ตัวเองทุกข์สร้างเสรีภาพภายใน สุขเกินโชคชะตา

คุณกำลังก้าวข้ามแล้วด้วยการถามคำถามนี้ – ปัญญาคือสะพานที่นำจากความทุกข์สู่ความสงบ ลองฝึกวันละนิด ใจจะเบาขึ้นและเห็นความหมายชัดเจนเองครับ.

เว็บไซต์ balancedminds.com ในบท "The Power of Soothing Emotions" สรุปสาระสำคัญว่าการปลอบประโลมอารมณ์ตัวเองคือพลังสำคัญที่ช่วยฟื้นฟูจิตใจ ลดความเครียด และสร้างความสมดุลทางอารมณ์ โดยใช้เทคนิคง่ายๆ ที่ฝึกได้ทุกวัน เช่น การหายใจลึก การยอมรับความรู้สึกโดยไม่ตัดสิน และเชื่อมโยงกับสิ่งที่ทำให้รู้สึกอบอุ่นใจ. มันเชื่อมโยงกับปรัชญาเซ็นที่เราคุยกันก่อนหน้า โดยเน้นสติและปล่อยวางเพื่อให้ใจสงบเร็วขึ้น.

แนวคิดหลักปลอบใจ

การปลอบประโลมคือการเห็นอกเห็นใจตัวเองก่อน เหมือนเพื่อนสนิทคอยอยู่เคียงข้าง ไม่ใช่หลีกหนีปัญหา แต่รับมือด้วยความอ่อนโยน.

  • Self-Soothing: ฝึกให้กำลังใจตัวเองด้วยคำพูดอบอุ่น เช่น "ตอนนี้นั่งพักก่อนนะ" เพื่อลดอารมณ์ลบและค้นพบคุณค่าในตัวเอง.

  • Empathy กับตัวเอง: ยืนในรองเท้าตัวเองเพื่อเข้าใจว่าทำไมถึงรู้สึกแบบนี้ แล้วปล่อยให้มันไหลผ่าน เหมือนซาเซ็น.

  • เชื่อมโยงสิ่งดี: นึกถึงคน สถานที่ หรือความทรงจำที่ทำให้ใจอบอุ่น เพื่อเติมพลังบวกทันที.

วิธีปฏิบัติประจำวัน

ลองทำตามตารางนี้เพื่อปลอบใจตัวเองทันที โดยผสมกับเซ็นและความเรียบง่ายจาก Be More with Less ที่คุยก่อน.

ขั้นตอนวิธีทำสั้นๆผลที่ได้
หายใจปลอบใจหายใจเข้า "เบาสบาย" ออก "ปล่อยวาง" ทำ 5 รอบจิตสงบ ลดความทุกข์ฉับพลัน
กอดตัวเองวางมือบนอกหรือกอดแขนตัวเอง พูด "ฉันเข้าใจนะ"รู้สึกปลอดภัย อบอุ่นใจ
ขอบคุณเล็กๆเขียนหรือคิด 3 สิ่งดีในวันนี้ เช่น "ยังหายใจได้"เปลี่ยนมุมมองจากขาด → พอ

คุณกำลังทำดีแล้วที่แสวงหาวิธีปลอบใจ ใจคุณแข็งแกร่งพอที่จะผ่านไปได้ทีละก้าว ฝึกนิดหน่อยทุกวัน แล้วมันจะกลายเป็นนิสัยที่ทำให้ชีวิตเบาขึ้นเองครับ.

Dr Shelley Kerr
Clinical Psychologist
Balanced Minds

เว็บไซต์ bemorewithless.com โดย Courtney Carver สรุปสาระสำคัญจากส่วน "Seekers" ว่าเป็นแหล่งรวมเรื่องราวและแนวทางสำหรับผู้แสวงหาความเรียบง่ายในชีวิต เพื่อลดความวุ่นวายในใจและเชื่อมต่อกับหัวใจตัวเอง. มันเน้นการมีชีวิตน้อยลงแต่ได้มากขึ้น ผ่านการทิ้งของที่ไม่จำเป็น ลดความเครียด และโฟกัสสิ่งสำคัญ เพื่อนำมาปลอบประโลมใจได้ดี.

แนวคิดหลักปลอบใจ

เรียบง่ายช่วยเยียวยาใจ โดย Courtney สอนให้ยอมรับว่าคุณไม่ต้องสมบูรณ์แบบ แค่เริ่มปล่อยวางสิ่งที่รบกวนจิตใจทีละน้อย.

  • Soulful Simplicity: ชีวิตเรียบง่ายด้วยจิตวิญญาณ หมายถึงเลือกสิ่งที่เติมเต็มใจจริงๆ ไม่ใช่สะสมของหรือเป้าหมายภายนอก ลดความรู้สึกขาดหาย.

  • Project 333: ท้าทายแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าแค่ 33 ชิ้นใน 3 เดือน สร้างอิสระทางใจ ลดการตัดสินตัวเองจากภาพลักษณ์.

  • Declutter Mind: กวาดล้างความคิดฟุ้งซ่าน เหมือนเซ็นที่เราคุยกัน ด้วยการสังเกตปัจจุบันขณะ ปล่อยอดีตและอนาคต.

วิธีปลอบใจประจำวัน

ลองทำตามนี้เพื่อให้ใจสงบ ผสมกับปรัชญาเซ็นจากที่เราคุยก่อนหน้า.

ขั้นตอนวิธีทำสั้นๆผลต่อใจ
หยุดและหายใจนั่งเงียบ 5 นาที สังเกตหายใจ ปล่อยความกังวลสงบด่วน ลดอารมณ์รุนแรง
ทิ้งของ 1 ชิ้นเลือกของที่ไม่ใช้แล้วทิ้งหรือบริจาคสร้างพื้นที่โล่งในใจและบ้าน
ขอบคุณสิ่งเล็กเขียน 3 สิ่งดีๆ ในวันนี้ เช่น ชาแก้วโปรดเปลี่ยนมุมมองจากขาด → อิ่มพอ

ใจคุณกำลังแสวงหาความสงบ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี สิ่งเหล่านี้จาก Be More with Less จะช่วยเตือนว่าคุณมีพอแล้ว แค่เลือกโฟกัสสิ่งดีๆ ฝึกต่อเนื่องแล้วใจจะเบาขึ้นเองครับ.

8 Simple Ways to Soothe Your Soul

How to Learn a Valuable Lifetime Skill: Self-Soothing

Being able to tolerate and soothe a painful feeling makes you more resilient. การสามารถอดทนและบรรเทาความรู้สึกเจ็บปวดได้ จะทำให้คุณมีความเข้มแข็งมากขึ้น

  • ทุกคนล้วนมีความรู้สึกรุนแรงบ้างในบางครั้ง และเมื่อเป็นเช่นนั้น การรู้จักปลอบประโลมตัวเองจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง
  • หลายครอบครัวที่ละเลยด้านอารมณ์ความรู้สึก ไม่สามารถสอนลูกๆ ให้รู้จักปลอบโยนตัวเองได้
  • หากคุณไม่เคยเรียนรู้การปลอบประโลมตนเองตั้งแต่เด็ก คุณสามารถเรียนรู้ได้ในตอนนี้

4 ขั้นตอนในการเรียนรู้การปลอบประโลมตนเอง

  1. จงเขียนรายการกิจกรรมที่คุณคิดว่าอาจช่วยให้คุณรู้สึกผ่อนคลาย คุณจะมีกลุ่มกลยุทธ์เบื้องต้นนี้พร้อมที่จะลองใช้เมื่อคุณต้องการ
  2. สังเกตความรู้สึกรุนแรง เช่น ความโกรธ ความเจ็บปวด ความเศร้า หรือความรู้สึกอื่นใดที่รุนแรงหรือเจ็บปวดเกินกว่าจะรับมือได้ นี่คือโอกาสของคุณที่จะลองใช้รายการที่เตรียมไว้
  3. ลองใช้กลยุทธ์ที่แตกต่างกันในเวลาที่ต่างกัน เพราะกลยุทธ์ที่แตกต่างกันอาจได้ผลในสถานการณ์และอารมณ์ที่แตกต่างกัน ลองใช้กลยุทธ์หนึ่งดูก่อน ถ้าไม่ได้ผลก็ลองใช้กลยุทธ์อื่น
  4. ถ้ากลยุทธ์ข้อใดข้อหนึ่งของคุณใช้ไม่ได้ผล ให้ขีดฆ่าออกไป แล้วเพิ่มกลยุทธ์ใหม่ๆ เข้าไปเมื่อนึกออก

 เตือนตัวเองถึงความจริงที่เรียบง่ายและซื่อสัตย์ที่จะทำให้คุณสมดุลและมีมุมมองที่กว้างขึ้น ความเป็นไปได้นั้นไม่มีที่สิ้นสุดและเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของคุณ:

“This is just a feeling, and feelings don’t last forever” “นี่เป็นเพียงความรู้สึก และความรู้สึกไม่ได้คงอยู่ตลอดไป”

“Everybody makes mistakes” “ทุกคนล้วนทำผิดพลาดได้”

“You tried your best” “คุณพยายามอย่างเต็มที่แล้ว”

“Just sit through it and it will pass” “อดทนเข้าไว้ เดี๋ยวก็ผ่านไป”

“I will learn from this. Then, I’ll put it behind me” “ฉันจะเรียนรู้จากเรื่องนี้ แล้วฉันจะปล่อยมันไป”

ไม่มีใครหนีพ้นความรู้สึกรุนแรงได้ ตลอดชีวิต คุณจะต้องมีทักษะในการปลอบประโลมตัวเอง หากคุณเติบโตมาในครอบครัวที่ละเลยด้านอารมณ์ คุณสามารถฝึกฝนตัวเองให้ทำเช่นนั้นได้ตั้งแต่ตอนนี้ ร้องไห้ เดิน ร้องเพลง พูดคุยกับตัวเอง จดบันทึกสิ่งที่คุณอยากทำและเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ ทักษะอันทรงพลังนี้จะช่วยให้คุณผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากและทำให้คุณเข้มแข็งและมั่นใจในตัวเองมากขึ้น

No one escapes strong feelings. All of your life, you will need the ability to soothe yourself. If you grew up in an emotionally neglectful family, you can teach yourself to do it now. Cry, walk, sing, self-talk. Keep your list and change it over time. This powerful skill will get you through the hard times and make you more resilient and confident in yourself.

© Jonice Webb, Ph.D.

References

To determine whether you might be living with the effects of childhood emotional neglect, you can take the Emotional Neglect Questionnaire. You'll find the link in my Bio.

Sharman, L. S., Dingle, G. A., Vingerhoets, A. J. J. M., & Vanman, E. J. (2020). Using crying to cope: Physiological responses to stress following tears of sadness. Emotion, 20(7), 1279–1291. https://doi.org/10.1037/emo0000633

Women's experiences of group intervention with schema therapy techniques: A qualitative process analysis, Sarı, Sevda , Gençöz, Faruk. Counselling & Psychotherapy Research, Vol 19(3), Sep 2019, 301-310. https://doi.org/10.1002/capr.12222



"ยาใจ: วิธีปลอบประโลมยามมืดมน" (On Consolation) โดย Michael Ignatieff คือหนังสือที่รวบรวมแนวทางเยียวยาจิตใจจากประสบการณ์ของบุคคลสำคัญ 20 คน ผ่านความเศร้าโศก ความอ้างว้าง และความสิ้นหวัง โดยเน้นการหาความสงบใจจากภายใน การยอมรับความจริง และการเปลี่ยนความเจ็บปวดเป็นพลังชีวิต [1, 2, 3]
แนวทางปลอบประโลมใจจากหนังสือยาใจ
  • การยอมรับความจริง: ยอมรับว่าชีวิตมีความไม่เที่ยง ไม่ยึดติดกับสิ่งที่ทำให้ทุกข์ และเข้าใจว่าความเศร้าเป็นเรื่องปกติ
  • ใช้เวลาเศร้า: อนุญาตให้ตัวเองร้องไห้หรือเสียใจอย่างเต็มที่ เพราะการร้องไห้เป็นยารักษาใจที่ดีที่สุด
  • หาความหมายในความเจ็บปวด: มองหาแง่มุมของการเรียนรู้หรือการเติบโตจากสถานการณ์ที่มืดมน
  • ใช้พลังจากบทสวดหรือปรัชญา: ค้นหาแนวคิดหรือคำสอนที่ช่วยยึดเหนี่ยวจิตใจ
  • ดูแลตัวเอง: ใจดีกับตัวเอง ลดความคาดหวัง และให้เวลาร่างกายและจิตใจได้พักผ่อน [1, 2, 3, 4, 5]
วิธีปลอบใจคนอื่นในยามมืดมน
  • รับฟังให้มาก: พูดน้อยๆ รับฟังความอัดอั้นตันใจโดยไม่ตัดสิน
  • อยู่เคียงข้าง: เพียงแค่นั่งข้างๆ อย่างเงียบๆ หรือส่งสัญญาณว่าเราอยู่ตรงนี้เสมอ
  • แสดงความห่วงใย: แสดงความรักผ่านการกระทำ เช่น กอด หรือเสนอช่วยเหลือในเรื่องที่ทำได้จริง
  • อย่าทำให้ความเศร้าเป็นเรื่องเล็ก: บอกให้เขารู้ว่าความรู้สึกของเขานั้นสำคัญ [1, 2, 3, 4]

หนังสือเล่มนี้ (สามารถสั่งซื้อได้ที่ ศูนย์หนังสือจุฬาฯ


"On Consolation: Finding Solace in Dark Times" โดย Michael Ignatieff เป็นหนังสือรวมบทความที่สำรวจวิธีการหาความปลอบโยน (Solace) ในโลกยุคปัจจุบันที่เน้นเรื่องทางโลก (Secular) มากขึ้น โดยผ่านมุมมองประวัติศาสตร์และชีวประวัติของบุคคลสำคัญที่เคยผ่านความทุกข์ระทมมาแล้ว [1, 2]
ซึ่งสำรวจความหมายของ การปลอบประโลมใจ ในโลกยุคใหม่ที่วัฒนธรรมการประสบความสำเร็จและการใช้ยาบำบัดเข้ามาแทนที่ภูมิปัญญาดั้งเดิม ผู้เขียนได้ย้อนกลับไปศึกษาวิธีการรับมือกับความสูญเสียผ่าน ประวัติศาสตร์และวรรณกรรม ตั้งแต่บทเพลงสรรเสริญในศาสนาไปจนถึงแนวคิดของนักปรัชญาอย่าง Montaigne ที่เน้นการรักในชีวิตอันเรียบง่าย แม้ในปัจจุบันที่ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ไม่สามารถตอบโจทย์ความเจ็บปวดส่วนบุคคลได้ หรือความเชื่อมั่นใน กระแสประวัติศาสตร์แบบก้าวหน้า กำลังสั่นคลอนจากวิกฤตสิ่งแวดล้อม Ignatieff ยังคงเน้นย้ำถึงความสำคัญของ การสร้างเรื่องราวที่มีความหมาย เพื่อให้มนุษย์มีกำลังใจในการก้าวเดินต่อไป เขาปฏิเสธความสิ้นหวังของคนรุ่นใหม่โดยเสนอว่า ความหวังและการสื่อสารในระบอบประชาธิปไตย คือเครื่องมือสำคัญในการเผชิญหน้ากับความจริงที่โหดร้าย สุดท้ายแล้วแหล่งที่มานี้ชี้ให้เห็นว่าการปลอบประโลมใจไม่ได้เกิดจากหลักการอันห่างไกล แต่เกิดจาก ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ และการยอมรับในความเปราะบางของตัวเราเองอย่างซื่อสัตย์
ประเด็นสำคัญของหนังสือ:
  • นิยามของการปลอบโยน: ไม่ใช่การลืมความสูญเสีย แต่เป็นการทำความเข้าใจว่าทำไมชีวิตถึงเป็นแบบนี้ และเหตุผลที่ต้องดำเนินชีวิตต่อไป
  • บทเรียนจากอดีต: อิกนาเทียฟพาไปสำรวจการรับมือกับความสูญเสียและความสิ้นหวังผ่านมุมมองของบุคคลต่าง ๆ เช่น โยบ (Job) ในคัมภีร์ไบเบิล, ซิเซโร (Cicero) นักปรัชญาโรมัน, หรือแม้แต่ศิลปินและกวีที่ผ่านช่วงเวลาอันมืดมน
  • สาระสำคัญ: การปลอบโยนคือการหามิตรภาพ ความหวัง และความหมายของชีวิตในยามที่เผชิญวิกฤต ความพ่ายแพ้ และความผิดหวัง [1, 2, 3, 4]
หนังสือเล่มนี้เปรียบเสมือนการนำทางเพื่อค้นหาความสงบใจในยามที่โลกเต็มไปด้วยความโกลาหลและโศกนาฏกรรม [1]
Consolatio (Latin for "consolation" or "comfort") in Latin literature refers to a genre of philosophical, oratorical, or epistolary writing designed to soothe grief. Major examples include Seneca’s Dialogues and Boethius’s 523 AD masterpiece, De Consolatione Philosophiae, which blends prose and poetry regarding fate. [1, 2, 3, 4]
Key Latin Consolatio Works
  • Boethius - De Consolatione Philosophiae (The Consolation of Philosophy): Written in Latin while imprisoned in 523–524 AD, this is considered the last great work of the Western classical tradition. It features a dialogue between Boethius and Lady Philosophy.
    • Famous Opening Line: "Carmina qui quondam studio florente peregi". [1, 2, 3]
  • Seneca the Younger - Ad Marciam de Consolatione & others: Seneca wrote three major consolations (Ad Marciam, Ad Helviam, Ad Polybium) in Latin, applying Stoic principles to grief, arguing against excessive emotional suffering. [1, 2, 3]
  • Cicero - Consolatio (Lost): Written in 45 BC to comfort himself after his daughter Tullia's death. While lost, it heavily influenced the Roman tradition. [1, 2]
Common Themes & Vocabulary
  • Topoi (Themes): "All must die," "death is a release from suffering," and "fate is inconstant" (fortuna). [1]
  • Key Latin Terms:
    • Consolatio, -onis (f): Consolation.
    • Miser/miseria: Misery, unhappiness.
    • Dolor: Pain, grief.
    • Fortuna: Fate, fortune. [1, 2, 3]
Key Resources for Latin Texts
มิเชล เดอ มงแตญ (Michel de Montaigne) เป็นนักปรัชญาที่ใช้ชีวิตท่ามกลางยุคสมัยที่ยากลำบากอย่างยิ่ง ทั้งในช่วงที่มีสงครามกลางเมืองทางศาสนาที่โหดร้าย โรคระบาด และความเจ็บป่วยทางร่างกายของตนเอง (เช่น โรคนิ่วในไต) แต่เขากลับค้นพบวิธีการรับมือกับความพ่ายแพ้ ความผิดหวัง และความสูญเสียที่แตกต่างไปจากนักปรัชญาคนอื่นๆ โดยมีแนวคิดหลักดังนี้:
1. การค้นพบการปลอบประโลมจากความสุขที่เรียบง่ายของชีวิต (Finding Solace in Ordinary Pleasures) ในช่วงบั้นปลายชีวิต มงแตญเลือกที่จะวางตำราปรัชญาลง และไม่พึ่งพาคำสัญญาเรื่องการไถ่บาปในโลกหน้า แต่หันมาหาการปลอบประโลมจากจังหวะชีวิตและร่างกายของมนุษย์เอง เขาเชื่อว่าเราจะไม่ได้รับการปลอบประโลมเลย หากเราไม่ค้นพบความรักอย่างลึกซึ้งต่อชีวิตในแบบที่มันเป็นอยู่ ณ ปัจจุบัน ความสุขที่ช่วยเยียวยาจิตใจเมื่อเราเผชิญความผิดหวังคือสิ่งธรรมดาสามัญ เช่น การตื่นนอน การกินอาหารเช้า การได้ขี่ม้า การไม่มีอาการปวดนิ่วในวันนั้น การได้นอนบนเตียงที่จัดมาอย่างดี การดื่มไวน์สักแก้ว หรือการได้อยู่กับเพื่อนฝูง
2. การยอมรับความเป็นมนุษย์และเมตตาต่อความไม่สมบูรณ์แบบ (Embracing Humanity and Fallibility) แทนที่จะพยายามเอาชนะหรือหลุดพ้นจากความเป็นมนุษย์ตามแนวทางศาสนาคริสต์ มงแตญสอนให้เราค้นหาการปลอบประโลมจาก "ภายใน" ความเป็นมนุษย์ของเราเอง เขามีความเข้าใจและเห็นอกเห็นใจต่อความอ่อนแอและความผิดพลาดของมนุษย์ โดยมองว่า เรามักจะโบยตีและตำหนิตัวเองมากเกินไปเมื่อเกิดความล้มเหลว ซึ่งการยอมรับความจริงเกี่ยวกับตัวเองเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก นอกจากนี้ เรายังไม่ควรดูถูกร่างกายตนเองหรือมองว่าการแสวงหาความสุขเป็นเรื่องต่ำต้อย เพราะร่างกายและจิตวิญญาณนั้นผูกพันกันอย่างแยกไม่ออก
3. การเบี่ยงเบนความสนใจและปล่อยให้เวลาเยียวยา (Diversion and Time) ในการเผชิญกับความเศร้าโศกหรือความผิดหวัง มงแตญพบว่าการพยายามเผชิญหน้ากับความเจ็บปวดโดยตรงตามหลักปรัชญาอาจไม่ได้ผลเสมอไป สำหรับเขา การ "เบี่ยงเบนความสนใจ" ไปสู่เรื่องจิปาถะทั่วไปกลับช่วยขโมยความคิดที่เจ็บปวดออกไปและประคองให้จิตใจยังเบิกบานได้ ยิ่งไปกว่านั้น เขายังตระหนักว่า เวลาคือ "แพทย์ผู้ประเสริฐสุดของอารมณ์" (sovereign physician of our passions) ที่จะช่วยบรรเทาความเจ็บปวดจากความพ่ายแพ้และความสูญเสียได้ในที่สุด
4. การยอมรับสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้และการมองชีวิตเป็นจุดมุ่งหมายในตัวมันเอง (Accepting the Inevitable and Life as Its Own Purpose) เมื่อต้องทนทุกข์จากความเจ็บปวดทรมานของโรคนิ่ว มงแตญเรียนรู้ที่จะอดทนต่อสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยมองว่ามันเป็นความเสื่อมโทรมตามธรรมชาติของร่างกายมนุษย์ เขาสอนว่า "ชีวิตควรเป็นเป้าหมายและจุดมุ่งหมายในตัวของมันเอง" เราไม่ได้ตายเพราะเราป่วย แต่เราตายเพราะเรามีชีวิตอยู่ เมื่อความเจ็บป่วยหรือความทุกข์ทุเลาลง มันกลับสอนให้เรารักชีวิตมากยิ่งขึ้น
สรุปแล้ว แนวคิดของมงแตญในการรับมือกับความผิดหวังและความสูญเสีย คือการเลิกแบกรับอุดมคติที่สูงส่ง เลิกตั้งคำถามถึงความหมายที่ยิ่งใหญ่ แล้วหันมาใช้ชีวิตตามวิถีทางธรรมดาของมนุษย์ด้วย "ภูมิปัญญาที่เบิกบานและเข้าสังคมได้" (gay and sociable wisdom) การกลับมาซึมซับความสุขจากร่างกาย กิจวัตรประจำวัน และความรักในชีวิต ณ ปัจจุบัน คือสิ่งที่จะช่วยให้เราก้าวข้ามช่วงเวลาที่มืดมนที่สุดไปได้
จดหมายที่ไม่ได้ส่ง (The Unsent Letter) ในที่นี้คือจดหมายของ เดวิด ฮูม (David Hume) นักปรัชญาชาวสกอตแลนด์ ซึ่งเขียนขึ้นในปี ค.ศ. 1734 ขณะที่เขามีอายุ 23 ปี เพื่อส่งถึงแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคประสาท แต่สุดท้ายเขาก็เก็บจดหมายฉบับนี้ไว้กับตัวตลอดชีวิตโดยไม่ได้ส่งออกไป“จดหมายที่ไม่ได้ส่ง : ชีวิตของข้าเอง ของเดวิด ฮิวม์” เดวิด ฮิวม์ (ค.ศ. 1711 – 1776) เป็นหนึ่งในบรรดานักปรัชญายุคการรู้แจ้ง (enlightenment) ของสก็อตแลนด์ ... อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : https://www.matichon.co.th/article/news_5678484
เนื้อหาในจดหมาย:
  • ฮูมสารภาพว่าตนเองเผชิญกับภาวะซึมเศร้าอย่างรุนแรงตั้งแต่อายุ 19 ปี จนต้องล้มเลิกการเรียนกฎหมาย ทิ้งบ้านเกิด และหยุดการศึกษาปรัชญา เพื่อไปเป็นเสมียนให้กับพ่อค้าในเมืองบริสตอล โดยหวังว่าการออกไปเผชิญโลกจะช่วยให้เขาสลัดความเจ็บป่วยนี้ทิ้งไปได้
  • เล่าถึงช่วงอายุ 18 ปีที่เขาเกิดแรงบันดาลใจอันแรงกล้าที่จะสร้าง "ศาสตร์ใหม่แห่งมนุษย์" (new science of man) แต่หลังจากนั้นไม่นาน ไฟในตัวเขาก็มอดดับลงและกลายเป็นความสิ้นหวัง
  • เขาพยายามต่อสู้กับภาวะซึมเศร้าด้วยการออกกำลังกาย (ขี่ม้า) แต่เมื่อพยายามกลับไปอ่านหนังสือ อาการกลับแย่ลง และทำให้เขาหมกมุ่นอยู่กับความคิดเรื่อง "ความตาย ความยากจน ความอับอาย และความเจ็บปวด"
  • เขาเปรียบตัวเองเหมือนนักบวชที่ถูกพระเจ้าทอดทิ้ง และกลัวว่าการหมกมุ่นกับปรัชญาจะทำให้เขาเสียสติ จึงตัดสินใจหันเหไปหา "ธุรกิจและความบันเทิง" แทน
ข้อคิดและบทเรียนที่ได้จากเหตุการณ์นี้:
1. ข้อจำกัดของเหตุผลและปรัชญา (The Limits of Reason and Philosophy) ฮูมค้นพบว่าการใช้เหตุผลพยายามหาคำตอบให้กับคำถามทางอภิปรัชญาที่ไม่มีคำตอบ มีแต่จะผลักเขาให้จมดิ่งลงสู่ความมืดมิด เขาตระหนักว่า "เหตุผล" ไม่สามารถเยียวยาความเศร้าหมองทางปรัชญาได้ และเอาเข้าจริงแล้ว เหตุผลไม่ได้เป็นนายของอารมณ์ แต่ตกเป็นทาสของอารมณ์ความรู้สึกมนุษย์ต่างหาก
2. มนุษย์ต้องการสังคมเพื่อการเยียวยา (The Consolation of Social Life) ฮูมได้ข้อสรุปที่คล้ายคลึงกับมงแตญว่า ปรัชญาไม่ได้ให้การปลอบประโลมใดๆ แต่สิ่งที่ช่วยเยียวยาได้คือ "การเบี่ยงเบนความสนใจ" และ "การเข้าสังคม" ฮูมพบว่าการได้กินข้าว เล่นแบ็กแกมมอน และพูดคุยหัวเราะกับเพื่อนฝูงต่างหากที่ช่วยดึงเขาออกมาจากเขาวงกตในหัวของตัวเอง มนุษย์จำเป็นต้องมีสังคมเพื่อหลีกหนีจากตัวเองและแบ่งปันความรู้สึกกับผู้อื่น
3. การยอมรับความสุขในชีวิตธรรมดาสามัญ (Embracing Ordinary Life) จากความเจ็บปวดที่เผชิญ ฮูมมองว่านักปรัชญายุคคลาสสิกคิดผิดที่ดูถูกความสุขและความปรารถนาธรรมดาๆ ของมนุษย์ เขาตัดสินใจอย่างเด็ดขาดที่จะ "ใช้ชีวิต พูดคุย และทำตัวเหมือนคนอื่นๆ ในกิจวัตรประจำวันทั่วไป" เพื่อให้สามารถประคองชีวิตต่อไปได้
4. การเขียนอัตชีวประวัติเพื่อตระหนักรู้ในคุณค่าของตนเอง (Autobiography as Self-Realization) ฮูมเก็บจดหมายที่ไม่ได้ส่งฉบับนี้ไว้ถึง 42 ปี เพื่อเป็นเครื่องเตือนใจถึงราคาที่เขาต้องจ่ายกว่าจะกลายมาเป็นตัวเขาในปัจจุบัน และในบั้นปลายชีวิต เขาได้เขียนอัตชีวประวัติสั้นๆ ชื่อ My Own Life ซึ่งแสดงให้เห็นถึง "การปลอบประโลมรูปแบบใหม่" นั่นคือการเล่าเรื่องราวการบรรลุเป้าหมายในชีวิตของตนเอง (autobiography as a narrative of self-realization) การได้เผชิญอุปสรรคและยอมรับในเส้นทางที่ตนเองเลือก คือสิ่งที่ทำให้ชีวิตมีอิสระและมีความหมายอย่างแท้จริง
Key Aspects of Self-Realization in My Own Life
  • The Philosophical Persona: Hume presents his life as a steady narrative of intellectual evolution, prioritizing the history of his writings over his private life. He portrays himself as a devoted man of letters who maintained a "command of temper" and "cheerfulness" despite facing public indifference and criticism. [1, 2, 3, 4]
  • The "Bundle" Theory Applied: In his philosophy, Hume argues the self is merely a "bundle of perceptions". His autobiography reflects this by focusing on the succession of his works and intellectual achievements rather than a singular, enduring, or deep psychological "soul". [1, 2, 3, 4]
  • Mastery over Passion: Hume admits that his "ruling passion" was literature, but argues that he managed this ambition with moderation. He describes himself as "callous" to the criticism of his earlier work, suggesting a disciplined self-fashioning that achieved emotional equilibrium, or stoicism. [1, 2, 3, 4]
  • A "Kind of History": Critics have noted that Hume’s self-portrait is carefully crafted to show his resilience. He mentions "rare" moments of discouragement (such as when his historical works were ignored) only to emphasize how quickly he recovered his composure and returned to his studies. [1, 2]
  • Defying the "Zealots": By detailing his career and maintaining his skeptical reputation even on his deathbed, Hume’s autobiography is a final act of independence against traditional dogma. [1, 2, 3]
Ultimately, for Hume, self-realization is not about discovering a hidden, permanent essence, but about crafting a narrative of one’s experiences and maintaining a consistent "persona" through the turbulence of life, including facing death. [1, 2, 3, 4, 5]
"The Consolation of Social Life" relates to how human connection, shared experiences, and social structures provide comfort, stability, and meaning in the face of suffering, loss, and the uncertainties of life. [1, 2]
Key Aspects of Social Consolation
  • Stabilization and Continuity: Social life, through rituals (e.g., weddings, funerals), helps individuals navigate significant life transitions, providing a sense of continuity and integration during times of crisis. [1]
  • Shared Meaning and Empathy: Consolation is often found in shared grief or the recognition that one is not alone in their suffering. This "emotional contagion" or empathy binds communities together and offers comfort during loss. [1, 2, 3, 4, 5]
  • Redefining Loss: Social interaction allows people to give meaning to loss, such as honoring a deceased person's legacy within a community. [1]
  • The "Communion of Saints": Experiences such as looking through old photos or reading personal stories can bring a sense of being uplifted by the presence and love of others, even those who have passed. [1]
Forms of Social Consolation
  • Rituals: Community-centered practices (like the Jewish Kaddish or other religious rites) are essential for transforming individual pain into a shared, bearable experience. [1, 2, 3]
  • Connection: In times of physical isolation, virtual forums and communication can serve as vital reminders of shared humanity, offering support and reducing the feeling of being alone. [1]
  • Shared Humanity: Recognizing that "all are born mortal" and sharing this reality with others is a classical form of consolation. [1, 2]
  • Community Support: The presence and support of a community can prevent individuals from feeling "rejected" or "thrown out" in times of distress. [1, 2]
Theoretical Perspectives
  • Sociological: Consolation is seen as the stabilization of social life through actions that help individuals manage contingency.
  • Psychoanalytical: Consolation involves temporary regression to earlier positive experiences, which helps to alleviate the acute pressure of suffering.
  • Philosophical: While some philosophers emphasized individual reason to overcome grief (Stoicism), others highlighted the role of community and empathy in easing moral pain. [1, 2, 3, 4, 5]
Note: The concept of "Consolations" is also famously explored by writers like David Whyte, who address the solace and nourishment found in facing the difficult, often avoided aspects of life, such as loss and vulnerability. [1]
The argument for why life is the way it is—often chaotic, painful, and fleeting—and why we must keep going is found in the intersection of existentialism and optimistic nihilism.
Life is not designed for comfort; it is a raw process of growth and decay. However, the very lack of a pre-defined purpose is the source of our absolute freedom, and "keeping going" is the ultimate act of defiance against a silent universe.
ชีวิตไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อความสะดวกสบาย มันเป็นกระบวนการดิบๆ ของการเติบโตและการเสื่อมถอย อย่างไรก็ตาม การที่ไม่มีเป้าหมายที่กำหนดไว้ล่วงหน้าคือแหล่งที่มาของอิสรภาพอย่างแท้จริงของเรา และการ "เดินหน้าต่อไป" คือการกระทำที่ท้าทายขั้นสูงสุดต่อจักรวาลที่เงียบงัน
Here is an argument for why we continue:
1. The Reality: Life is an "Absurd" Process ความจริง: ชีวิตคือกระบวนการที่ "ไร้สาระ"
  • The Universe is Indifferent: Life is not inherently for or against us. It is a mindless process of cells, birth, decay, and death. จักรวาลนั้นไม่แยแส: ชีวิตไม่ได้อยู่ข้างเราหรือต่อต้านเราโดยเนื้อแท้ มันเป็นเพียงกระบวนการไร้สติของเซลล์ การเกิด การเสื่อมสลาย และความตาย
  • The Conflict (The Absurd): We are humans who crave inherent value, meaning, and purpose, but we live in a universe that offers none. This conflict creates an "absurd" life, a reality best captured by the image of Sisyphus rolling a boulder uphill for eternity. ความขัดแย้ง (ความไร้สาระ): เราเป็นมนุษย์ที่ปรารถนาคุณค่า ความหมาย และจุดมุ่งหมายที่แท้จริง แต่เรากลับอาศัยอยู่ในจักรวาลที่ไม่ได้มอบสิ่งเหล่านั้นให้ ความขัดแย้งนี้สร้างชีวิตที่ "ไร้สาระ" ซึ่งเป็นความจริงที่เปรียบได้กับภาพของซิซิฟัสที่กลิ้งก้อนหินขึ้นเนินเขาไปชั่วนิรันดร์
  • The Cause of Suffering: Suffering arises from our desires and our resistance to reality. We expect life to be kind, and it is not, causing deep mental anguish. สาเหตุของความทุกข์: ความทุกข์เกิดขึ้นจากความปรารถนาและการต่อต้านความเป็นจริงของเรา เราคาดหวังว่าชีวิตจะใจดี แต่ชีวิตกลับไม่เป็นเช่นนั้น ทำให้เกิดความเจ็บปวดทางจิตใจอย่างลึกซึ้ง
2. The Argument for Continuing: Defiance and Creation ข้อโต้แย้งเพื่อการก้าวต่อไป: การท้าทายและการสร้างสรรค์
  • We Create the Meaning: Because there is no inherent purpose, we are free to create our own. Life’s meaning is not found, it is made through relationships, passions, and personal goals. เราสร้างความหมายเอง: เนื่องจากไม่มีจุดประสงค์ที่ตายตัว เราจึงมีอิสระที่จะสร้างจุดประสงค์ของเราเอง ความหมายของชีวิตไม่ได้ถูกค้นพบ แต่ถูกสร้างขึ้นผ่านความสัมพันธ์ ความปรารถนา และเป้าหมายส่วนตัว
  • Defiant Joy (The Myth of Sisyphus): Albert Camus argued that we must "imagine Sisyphus happy." By accepting that the rock will roll back down and choosing to push it anyway, we seize control of our own fate. ความสุขที่ท้าทาย (ตำนานของซิซิฟัส): อัลเบิร์ต คามูส์ กล่าวว่าเราต้อง "จินตนาการว่าซิซิฟัสมีความสุข" โดยการยอมรับว่าก้อนหินจะกลิ้งลงมาอีก และเลือกที่จะผลักมันต่อไป เราจึงควบคุมชะตาชีวิตของเราเองได้
  • The Freedom of "Nothing Matters": If nothing truly matters in the grand cosmic scheme, then your failures do not define you, and you are free to live without the pressure of a preordained destiny. อิสรภาพของ "ไม่มีอะไรสำคัญ": หากไม่มีอะไรสำคัญอย่างแท้จริงในแผนการอันยิ่งใหญ่ของจักรวาล ความล้มเหลวของคุณก็จะไม่กำหนดตัวตนของคุณ และคุณมีอิสระที่จะใช้ชีวิตโดยปราศจากแรงกดดันจากโชคชะตาที่ถูกกำหนดไว้ล่วงหน้า
  • The Beauty of the Moment: Life is worth living for the small, temporary joys—the sunlight on your face, the companionship of others, and the sensory experiences that only exist in the present. ความงดงามของช่วงเวลานั้น: ชีวิตคุ้มค่าที่จะมีชีวิตอยู่เพื่อความสุขเล็กๆ น้อยๆ ชั่วคราว เช่น แสงแดดบนใบหน้า มิตรภาพของผู้อื่น และประสบการณ์ทางประสาทสัมผัสที่มีอยู่เฉพาะในปัจจุบัน
3. The Necessity of Persistence ความจำเป็นของการไม่ย่อท้อ
  • We Are the Authors: Life is not a puzzle to be solved, but a reality to be experienced. We become who we are through our actions and decisions, not by waiting for a predetermined path. เราคือผู้สร้างชีวิต: ชีวิตไม่ใช่ปริศนาที่จะต้องไข แต่เป็นความจริงที่จะต้องสัมผัส เราเป็นอย่างที่เราเป็นผ่านการกระทำและการตัดสินใจของเรา ไม่ใช่โดยการรอเส้นทางที่ถูกกำหนดไว้ล่วงหน้า
  • Strength Through Adversity: Suffering is not merely an obstacle; it is the force that shapes us, pushing us to grow in ways that comfort never could. ความเข้มแข็งผ่านความยากลำบาก: ความทุกข์ไม่ใช่เพียงอุปสรรค แต่เป็นพลังที่หล่อหลอมเรา ผลักดันให้เราเติบโตในแบบที่ความสะดวกสบายไม่สามารถทำได้
  • The Rarity of Existence: You have a roughly \(1 \text{ in } 10^{2,685,000}\) chance to exist. Simply being here to experience this, however messy, is a rare opportunity. ความหายากของการมีชีวิตอยู่: คุณมีโอกาสประมาณ 1 ใน 10²⁶⁸⁵⁰⁰ ที่จะมีชีวิตอยู่ การได้อยู่ตรงนี้เพื่อสัมผัสประสบการณ์นี้ ไม่ว่าจะยุ่งเหยิงแค่ไหน ก็เป็นโอกาสที่หายากแล้ว
Conclusion
We must keep going because you are the source of meaning. Your refusal to surrender to the absurdity, your choice to find joy in the struggle, and your ability to create purpose from nothing is the ultimate act of humanity. As Friedrich Nietzsche suggested, finding meaning in the suffering is how we survive.
สรุป เราต้องเดินหน้าต่อไป เพราะคุณคือแหล่งที่มาของความหมาย การที่คุณปฏิเสธที่จะยอมจำนนต่อความไร้สาระ การที่คุณเลือกที่จะค้นหาความสุขในความยากลำบาก และความสามารถของคุณในการสร้างจุดมุ่งหมายจากความว่างเปล่า คือสุดยอดแห่งความเป็นมนุษย์ ดังที่ฟรีดริช นีทเช่ได้กล่าวไว้ การค้นหาความหมายในความทุกข์คือหนทางที่เราจะอยู่รอด