วันอาทิตย์ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2554

รู้จักคนง่าย สนิทกันค่อนข้างยาก

เป็นคนเจอหน้าผู้คนมากมายในแต่ละวัน
ได้คุย เดินผ่านไปมา รู้จักกันก็เยอะ
สนิทกันกับเค้าบ้าง บ้างมาตีสนิท อยากสนิทกับเค้าบ้างก็เป็นบางคน
  • บางคนถึงไม่ค่อยรู้ข่าวคราว ก็ยังรู้สักว่าสนิทได้เหมือนเดิม(by พี่วีป)

วันอังคารที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2554

ปรัชญาชีวิตของ ฌอง-ปอล ซาร์ตร์

...การทำลายเสรีภาพของบุคคลหนึ่งบุคคลใด เป็นการลดทอนบุคคลนั้น ให้เปลี่ยนสภาพจากการเป็นมนุษย์ไปเป็นวัตถุชิ้นหนึ่ง...
คุณผู้อ่าน​ที่รัก,


คลิกดูภาพขยาย
ฌอง-ปอล ซาร์ตร์ (Jean-Paul Sartre, 2448-2523) ​เป็นนักคิดนักเขียน​ที่ยิ่งใหญ่คนหนึ่ง​ของศตวรรษ​ที่ 20 ​เป็นต้น​ความคิดปรัชญาเอกซิสเตนเชียลลิสม์ ​ซึ่งให้​ความสำคัญ​กับเสรีภาพของมนุษย์ จน​เป็นต้นเค้าของเรื่อง​ราวการยืนหยัด​เพื่อเสรีภาพของผู้คนทั่วโลกจนถึง ปัจจุบัน

ซาร์ตร์ เชื่อว่าสภาวะของมนุษย์ทุกคนล้วนเริ่มต้นจาก​ความว่างเปล่า ​เมื่อมีชีวิตอุบัติขึ้น​บนโลกแล้ว​ สิ่ง​ที่มนุษย์มี​เป็นสิ่งแรก​คือเสรีภาพ ชีวิตหลังจากนั้น​ ​จะ​เป็นอย่างไร มี​ความหมายหรือไม่ ล้วนเกิดจากเสรีภาพในการเลือก​ใช้ชีวิตของคนๆ​นั้น​

มนุษย์มี​ความแตกต่าง​กับวัตถุสิ่งของอื่นในโลก วัตถุสิ่งของไม่มี​ความ​สามารถ​ที่​จะเปลี่ยนแปลงตัวเอง​ไปจากสิ่ง​ที่​เป็น อยู่​ ​แต่มนุษย์​สามารถจัดการให้ตัวเอง​เป็น หรือไม่​เป็นอะไร​​ได้ ขึ้น​อยู่​​กับการตัดสินใจเลือก​จะ​เป็น(หรือไม่​เป็น)ของตนเอง

ซาร์ตร์พูดว่า เสรีภาพ​เป็นพื้นฐานของมนุษย์ "มนุษย์​คือเสรีภาพ" ​ความ​เป็นมนุษย์​และเสรีภาพ​เป็นสิ่ง​ที่แยกออกจากกันไม่​ได้ ​ถ้าปราศจากเสรีภาพแล้ว​ มนุษย์ก็ไม่ต่างจากก้อนหิน​ที่อยู่​ในโลก ดังนั้น​การทำลายเสรีภาพของบุคคลหนึ่ง​บุคคลใด จึงเท่า​กับ​เป็นการลดทอนบุคคลนั้น​ ให้เปลี่ยนสภาพจากการ​เป็นมนุษย์​ไป​เป็นวัตถุชิ้นหนึ่ง​

เสรีภาพมีอยู่​ในมนุษย์ทุกคน ไม่ว่าเรา​จะตระหนักในเสรีภาพหรือไม่ก็ตาม

เสรีภาพมี​ความสัมพันธ์​โดยตรง​กับการตัดสินใจ ​และมนุษย์ทุกคนมีเอกสิทธิ์ในการเลือกตัดสินใจในเรื่อง​ของตัวเอง เวลา​ที่เราเกิดเรื่อง​ยุ่งยากใจ เราอาจขอคำชี้แนะจากผู้อื่น​ที่มีประสบการณ์มากกว่า เราอาจขอ​ความเห็นจากคนรอบข้างมากมาย​หลายคน ​แต่​ที่สุดแล้ว​เรา​จะถูกทิ้งให้​ต้องเลือกตัดสินใจตามลำพังเสมอ

ไม่ มีทางใด​ที่เรา​จะหลีกเลี่ยงการตัดสินใจ​ได้เลย​ การไม่ตัดสินใจหรือไม่สนใจ​ที่​จะตัดสินใจ ก็​คือการเลือกตัดสินใจแล้ว​ว่า​จะไม่ตัดสินใจ

นอกจากเชิดชูเสรีภาพแล้ว​ ซาร์ตร์ยังย้ำให้ตระหนักถึง​ความรับผิดชอบ ​เพราะ​ความเชื่อว่ามนุษย์ทุกคนเริ่มจาก​ความว่างเปล่า เสรีภาพในการดำรงชีวิต​ได้สร้างตัวตนของเราขึ้น​มา ​และการกระทำต่างๆ​ของมนุษย์ล้วนเกิดจากการตัดสินใจของตัวเอง​ทั้งสิ้น (ขอยกตัวอย่าง​เพื่อ​ความเข้าใจ -- การเชื่อฟัง​และทำตามคำพ่อแม่ ซาร์ตร์ถือว่า เราตัดสินใจ​ที่​จะเชื่อฟัง​และทำตาม เรามีเสรีภาพ​ที่​จะปั้น​แต่งชีวิตเราเอง​โดยไม่ยอมเชื่อฟังก็​ได้) ดังนั้น​มนุษย์จึงไม่​สามารถหลีกเลี่ยง​ความรับผิดชอบต่อเรื่อง​ราวของตนเอง ​ได้เลย​

การ กล่าวอ้างว่า ชีวิตมนุษย์​เป็นทาสอารมณ์​ความรู้สึก​และสิ่งแวดล้อมต่างๆ​ หรือ​เป็นเรื่อง​ของ"พรหมลิขิต" หรือ"ดวงดาว"ต่างๆ​นั้น​ ​เป็นการกล่าวแก้ตัวของคน​ที่ไม่มี​ความรับผิดชอบต่อชีวิตของตนเอง ​และ​ต้องการให้สิ่งอื่นมาทำหน้า​ที่รับผิดชอบแทน ฯ

---​---​

​เป็นผู้นำแนวคิดเอกซิสเตนเชียลลิสม์ - Existentialism ถ้าสนใจเพิ่มเติมขอแนะนำให้ลองอ่าน "ปรัชญาชีวิตของ ฌอง-ปอล ซาร์ตร์" เรียบเรียง​โดย พินิจ รัตนกุล 216 หน้า สำนักพิมพ์สามัญชน

ก่อนจบขอยก​เอา​ความตอน​ที่กล่าวถึง เสรีภาพ​กับวรรณกรรมสักหน่อย​..

ซาร์ตร์ เขียนไว้ว่า.. การเขียนหนังสือ​เป็นงานประเภทหนึ่ง​ของมนุษย์​ที่มีผลกระทบต่อผู้อื่น ดังนั้น​จึง​ต้อง​เป็นงาน​ที่มี​ความรับผิดชอบเจืออยู่​ด้วย ผู้เขียนไม่ควรคิดว่าผลงานตน​จะผ่านสายตาผู้อื่น​เป็นจำนวนน้อย ​เพราะ​ความคิดเช่นนี้​จะทำให้ผู้เขียนไม่รับผิดชอบต่อสิ่ง​ที่ตนเขียน ฯ

"ให้โอกาสกับสิ่งที่เราไม่รู้"

ผมเชื่อเสมอว่าในโลกนี้มีหลายสิ่งหลายอย่างที่เรา "ไม่รู้"

แต่เราชอบคิดว่าเรา "รู้"

ความผิดพลาดในชีวิตของเรา คือ การตัดสินใจหรือตัดสินคนด้วยความคิดว่าเรา "รู้" ทั้งที่เรา "ไม่รู้"

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความรัก เพื่อน หรือการทำงาน

เราเสียเพื่อน เสียแฟน หรือเสียลูกน้องไปกี่คนแล้วในชีวิต

เพียงเพราะคิดว่าเรา "รู้" ทั้งที่เราไม่ได้ "รู้จริง"

ผมจึงเชื่อว่าความรู้ที่น่ากลัวที่สุดในโลก

คือ คำว่า "รู้แล้ว"

เพราะเมื่อคำว่า "รู้แล้ว" ดังขึ้น

ประตูแห่งการเรียนรู้ หรือการแสวงหา "ความจริง" เพิ่มเติมก็ปิดลงทันที

นี่คือ ความรู้ที่น่ากลัวและอันตรายอย่างยิ่ง

ผมเชื่อว่าหลายคนเคยเสียใจเมื่อรู้ภายหลังว่าหลายสิ่งไม่เป็นไปอย่างที่เราคิด

แต่เราตัดสินใจไปแล้ว

"เวลา" นั้นยุติธรรมกับทุกคน

เพราะเมื่อผ่านไปแล้ว ก็จะไม่หวนกลับมาอีก

และเมื่อเรารู้ว่าเราตัดสินใจผิดพลาด

สิ่งหนึ่งที่ค้นพบก็คือครั้งนั้นเรามองปัญหาไม่ครบ

มีบางสิ่งบางอย่างที่เรานึกไม่ถึง

มีบางเรื่องที่เราไม่รู้จริง แต่คิดว่ารู้

คำว่า "อาจจะ" เป็นอย่างนั้นก็ได้ ไม่ได้อยู่ในความคิดของเราในช่วงเวลานั้นเลย

แปลกไหมครับว่า จินตนาการสำหรับ "สิ่งที่เราไม่รู้" ล้วนเป็นไปในทางลบทั้งสิ้น

"สิ่งที่เราไม่รู้" เหมือนกับ "ความมืด"

ทุกครั้งที่เราเดินไปในความมืด

จินตนาการสำหรับเส้นทางข้างหน้ามักจะน่ากลัวเสมอ

เราไม่รู้ เราไม่เห็น แต่เราไม่เคยคิดในทางบวก

ไม่เคยคิดว่าเส้นทางจะราบเรียบ

ไม่เคยคิดว่าอีกแป๊บเดียวก็ถึง

ไม่คิดว่าสักพักไฟฟ้าก็ติด ความสว่างก็จะมาเยือน ฯลฯ

เราไม่เคยให้ "โอกาส" กับ "สิ่งที่เราไม่รู้" เลย



"ให้โอกาสกับสิ่งที่เราไม่รู้" หนุ่มเมืองจันท์

คำบางคำที่ post facebook มีนา-เมษา 54

แล้วทุกอย่างจะผ่านพ้นไป ไม่ว่าสึนามิ แผ่นดินไหว นักการเมืองไทย

ความรักมันซับซ้อนเกินไป เกินกว่าคนไม่มีแฟนจะเข้าใจ ยากไป๊


ถ้าทุกอย่างมันไม่มีจริง ไม่ว่าจะความสำเร็จ ฯลฯ แล้วเราทำอะไรกันอยู่
แผ่นฟ้ากว้างเขาสูงใหญ่ยังเคยข้าม ฝันงดงามถามหน่อยเคยข้ามไหม อยากทำอะไรก็ทำไปเลย ชาติหน้าจะได้เกิดเป็นคนอีกรึเปล่าก็ไม่รู้

อาจเกิดมาเพื่อแพ้ แต่ไม่ได้เกิดมาเพื่อท้อ


เวลาเป็นสิ่งหนึ่ง ที่ทุกๆ คนได้มาเท่าๆ กัน และเที่ยงธรรมเสมอ


ไหนลองกำมือดู ใจเราเองก็เท่านี้


ไม่ใช่คนแบบโรแมนติกเรี่ยราด ค่อนข้างเก็บความรู้สึก จีบสาวไม่เป็น แต่ผมก็มีมุมที่น่ารักให้ผู้หญิ


ทุกคนมีเส้นรอบวง ของตัวเอง มีโลกของตัวเองมีหัวใจของตัวเอง
ที่จะตัดสินใจว่า จะเลี้ยวซ้าย เลี้ยว ขวา เดินหน้าถอยหลัง ...


ฟ้าที่มืดมิดนั้นที่แท้มันทำให้
เราเห็นดาวชัดขึ้นต่างหาก
ดาวที่เราเห็นแม้จะเห็นต่างเวลา
ต่างสถานที่ มันยังเป็นดวงเดียวกันใช่ไหม


คนเราเกิดมาเพื่อรักคนอื่น มันเป็นสิ่งให้เรายึดไว้
ทำให้ตัวเองมีคุณค่ากับคนอื่น มีเราอยู่แล้วคนอื่นดีขึ้น


ถึงผมจะไม่หล่อเหมือนคนอื่น แต่ผมจะไม่มีคนอื่นเหมือนคนหล่อ
by สมาคมมุขเสี่ยวๆ


ไม่มีอะไรต้องถึง ก็แค่เฝ้าดูเฝ้ารู้ไปเรื่อยๆ ชีวิตก็เท่านี้ใช่ไหม


บางอย่างขาดความจริงเต็ม บางอย่างเต็มจริงๆ พร่อง

สมมติซ้อนสมมติ ถอดยังไง


ชอบนาฬิกา เพราะนาฬิกาบอกเฉพาะเวลาปัจจุบั
น และมันจะเดินไปเรื่อยๆ ยกเว้นนาฬิกาตายแล้ว


สติ ลมหายใจ มันมีค่าจริงๆ


นาฬิกาไม่เคยขี้เกียจ แต่ผ่านไปเร็วเกินไปไหม


ต่างคนต่าง คงจะต้อง เดินทางกันต่อไป


ต่างคนต่างก็มีความยึดมั่นถือมั
่นของแต่ละคน


ก็รู้อยู่ ที่เรามีความไม่พอใจ ก็เพราะใจเรายังมีความไม่พอ


โลกใบใหญ่ใบนี้ ไม่ใช่ทุกคนนี่ที่มีความหมายสำห
รับเรา


ไม่ว่าโลกจะเลวร้ายอย่างไร ถ้ายังไม่หมดลมหายใจก็คงต้องสู้
ต่อไป


จากกันในวันที่ยังจำกันได้ ไม่ลืมไม่มีหรอก มีแต่ลืมช้าหรือลืมเร็วแค่นั้น


ชีวิตมีองค์ประกอบของความสุขอยู
่เสมอ


ทุกครั้งที่ยิ้มให้กระจก จะมีรอยยิ้มสะท้อนกลับมา

วันอังคารที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2554

แม่เภา

แม่เภาเดินเข้าไปในร้านหนังสือ แล้วก็เจอหนังสือถูกใจเล่นหนึ่งราคา ๓๗๕ บาท
แม่เภาดูรูปบนปกด้วยความพอใจ แต่พอจะเปิดอ่านก็พบว่า มันถูกหุ้มด้วยพลาสติกไว้ แม่เภาจึงเดินไปหาคนขาย

แม่เภา ?ขอแกะดูหน่อยนะ?
คนขาย ?แกะไม่ได้?
แม่เภา ?ทำไมหละ อยากรู้ว่าข้างในเกี่ยวกับเรื่องอะไร?
คนขาย ?ดูที่ปกก็รู้ว่าเรื่องอะไร?
แม่เภา ?ไอ้รู้น่ะรู้ว่าเรื่องอะไร แต่อยากรู้ว่ากระดาษดีไหม เนื้อเรื่องเป็นแบบไหน ภาพประกอบสวยไหม?
คนขาย ?แกะไม่ได้?
แม่เภา ?แกะแล้วก็ห่อใหม่ได้ไม่ใช่หรือ ห่อไม่ยากหรอกแบบนี้ เดี๋ยวฉันช่วยห่อก็ได้?
คนขาย ?แกะไม่ได้ ถ้าอยากแกะก็ซื้อไปก่อนแล้วไปแกะที่บ้าน?
แม่เภา ?ซื้อไปแล้วไม่ชอบ ไม่คุ้มกับราคา ๓๗๕ บาท ฉันเอากลับมาคืนได้หรือเปล่า?
คนขาย ?ไม่ได้หรอก ของซื้อของขายคืนได้อย่างไร อย่างนี้คนซื้อก็ซื้อไปอ่านทีละเล่มแล้วเอามาคืน คนขายจะได้อะไรหละ?
แม่เภา ?อู้ย ใครเขาจะไปทำอะไรขนาดนั้น แกะดูไม่ได้จริงๆ หรือ เผื่อเจอหนังสือไม่ดี?
คนขาย ?ช่วยไม่ได้ ก็ต้องไปลุ้นเอาเองสิ?

แม่เภาเดินออกไปนอกร้านอย่างลังเล แล้วก็ตรงไปที่ร้านขายกล้วยแขกที่อยู่ข้างๆ

แม่เภา ?แม่ค้ากล้วยแขกขอถุงกระดาษใบหนึ่ง สิ แล้วก็หนังยางมันเส้นหนึ่งด้วย

แม้ค้ากล้วยแขกส่งให้อย่างยินดี แม่เภานับเงินแล้วเดินเข้าไปในร้านหนังสืออีกครั้ง

แม่เภา ?เอาเล่มนี้นะ? (ส่งหนังสือราคา ๓๗๕ บาทที่ห่อด้วยพลาสติกให้คนขาย)
คนขาย ?๓๗๕ บาท?

คนขายเอาหนังสือใส่ถุงให้แม่เภา แม่เภายื่นถุงกระดาษที่ปากถุงมัดด้วยหนังยางไว้อย่างแน่นหนาส่งให้คนขายหนังสือ

คนขาย (รับถุงกระดาษมาทำหน้างงๆ)
?๓๗๕ บาท?
แม่เภา (รับหนังสือไว้)
?ในถุงนั้นมีเงินอยู่ ไม่เชื่อเขย่าดูสิ?
คนขาย (เขย่าถุงกระดาษมีเสียงกุกกักๆ)
?แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่ามีเงินครบ ๓๗๕ บาท?
แม่เภา ?ก็ลุ้นเอาเองสิ เหมือนฉันไง ซื้อหนังสือเล่มนี้ไป ยังไม่รู้เลยว่าจะถูกใจหรือเปล่า?

คนขายทำท่าจะแกะหนังสติ๊กที่มัดปากถุงออก แม่เภาร้องห้ามไว้

แม่เภา ?แกะไม่ได้จ๊ะ แต่ไม่ต้องห่วงนะ รับรองมีเงินอยู่แน่นอน แต่ว่าคงต้องรอให้ฉันกลับถึงบ้านไปแกะพลาสติกก่อน แล้วแม่ค้าค่อยแกะกระดาษนะจ๊ะ

แม่เภาเดินออกไป คนขายหนังสือมองตามแล้วก็ทำหน้าเหมือนไก่ขึ้นมาทันที แต่ไม่ใช่ไก่ธรรมดา เป็นไก่ตาแตกเลยทีเดียว??

หลังจากที่คนขายงงเป็นไก่ตาแตกไปแล้ว ก็รีบแกะหนังยางที่มัดถุงกระดาษออก แล้วก็พบว่า
มีธนบัตรใบละหนึ่งร้อย ๓ ใบ เหรียญสิบอีก ๗ เหรียญ และเหรียญบาทอีก ๔ เหรียญ
และกลัวยแขกอีกหนึ่งชิ้น

เด็กสาววัยรุ่นคนหนึ่งซึ่งกำลังยืนจ่ายเงิน เห็นเหตุการณ์โดยตลอด

เด็กสาววัยรุ่น "มีอะไรหรือคะ"
คนขายหนังสือ "ยายคนนั้นซื้อหนังสือไปแล้วจ่ายเงินไปครบ"

คนขายหนังสือเดินตามแม่เภาออกไปหน้าร้าน แต่ไม่พบแม่เภาแล้ว คนขายหนังสือเดินกลับมาอย่างโกรธๆ

เด็กสาววัยรุ่น "ป้าเภาจ่ายเงินไม่ครบหรือค่ะ ขาดไปเท่าไหร่ค่ะ"
คนขายหนังสือ "หนูรู้จักเขาเหรอ"
เด็กสาววัยรุ่น "รู้จักค่ะ ขาดไปเท่าไรค่ะ"
คนขายหนังสือ "ขาดไปบาทหนึ่ง"
เด็กสาววัยรุ่น "ขาดบาทเดียว เอาของหนูก็ได้" (เด็กสาวล้วงกระเป๋าสตางค์)
คนขายหนังสือ "ไม่เอา เดี๋ยวฉันจะแจ้งตำรวจ หนูเป็นพยานด้วยแล้วกัน หนูก็เห็นตลอดตอนฉันแกะถุงตลอดใช่ไหม"

สีหน้าของเด็กสาววัยรุ่นไม่ค่อยดีนัก
ตัดภาพไปที่สถานีตำรวจ ข้างหน้าโต๊ะร้อยเวร มีแม่เภา คนขายหนังสือ และเด็กสาววัยรุ่น นั่งอยู่
ส่วนถุงกระดาษและหนังสือหุ้มพลาสติกนั้นวางอยู่บนโต๊ะ

ตำรวจ "ขอโทษที่ให้รอนาน ทำไมแม่เภาไม่จ่ายเงินเขาดีๆล่ะ ทำไมต้องใส่ถูงกระดาษมัดหนังยางอย่างนั้น"
แม่เภา "ก็หนังสือที่เขาขายยังห่อด้วยพลาสติกเลยนี่หมวด หมวดต้องคุ้มคร้องผู้บริโภคด้วยนะ อย่าลืมว่าหมวดเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ"
คนขายหนังสือ "แต่คุณจ่ายเงินไม่ครบราคา หนังสือ ๓๗๕ บาทในถุงกระดาษมีอยู่แค่ ๓๗๔ บาท"

คนขายหนังสือเทถุงกระดาษออกมา ธนบัตร เหรียญ กล้วยแขก
และแป้งกรอบๆ ของกล้วยแขกร่วงลงมา

ตำรวจ "เอาอย่างนี้สิแม่เภา ขาดอีกบาทเีดียวก็ให้เขาไป"

แม่เภาส่ายหน้า

คนขายหนังสือ "(หยิบแป้งกรอบของกล้วยแขกเข้าปาก) เห็นไหมหมวดจ่ายไม่ครบจริงๆ
หนูคนนี้เป็น พยานได้ ตอนฉันแกะถุงคนนี้ก็เห็นตลอด"

เด็กวัยรุ่นมองหน้าแม่เภาขอความเห็นใจ

แม่เภา "บอกหมวดเขาไป เห็นอย่างไรก็บอกหมวดเขาไปลูก"
ตำรวจ "หนูเห็นเหรอ"
เด็กสาววัยรุ่น "(พยักหน้า) คะ"
คนขายหนังสือ "นั่นไง... เขาจ่ายไม่ครบจริงๆ หมวดต้องจับนะอย่างไรฉันก็ไม่ยอม
ตำรวจ "บาทเีดียว เอาของผมก็ได้ แล้วแยกกันไป"
คนขายหนังสือ "ไม่เอา บาทเีดียวหมวดก็ต้องจับ"
ตำรวจ "เอาอย่างไรดี แม่เภา (หนักใจ)"
แม่เภา "หมวดก็ว่าไปตามหน้าที่ไม่ต้องเกรงใจ แต่หมวดว่าไหมถ้าเราจะซื้อหนังสือสักเล่ม
เราน่าจะรู้ว่าในนั้นมีอะไร"
ตำรวจ "แม่เภาทำไมจ่ายเงินเขาไม่ครบหละ (เอานิ้วเขี่ยดูเงิน) ๓๗๔ บาทจริงๆ ด้วย
หรือว่านับผิดไป"
คนขายหนังสือ "อย่างไรหมวดก็ต้องจับให้ได้" (หยิบเศษแป้งกล้วยแขกเข้าปากเคี้ยวอีก)"
คนขายหนังสือ "กล้วยแขกชิ้นนี้ฉันขอกินนะ เมื่อเช้าไม่ได้กินอะไรมาเลย"

คนขายหยิบกล้วยแขกใ่ส่ปากเคี้ยว แต่พอกัดเข้าไปคำแรก คนขายหนังสือก็ร้องโอ้ยดังลั่น ทุกคนในโรงพักตกใจ

ตำรวจ "เป็นอะไรไปครับ"

คนขายหนังสือค่อยๆ คายกล้วยแขกออกจากปาก ไม่ได้มีแต่เศษกล้วยแขกเพียงอย่างเดียว ที่ถูกคายออกมา ในนั้นมีเหรียญบาทอีกเหรียญหนึ่งแทรกอยู่ในเนื้อกล้วยแขก แม่เภายิ้มน้อยๆ แต่เด็กสาวคนนั้นต้องเอามือปิดปากกลั้นเสียงหัวเราะฯ

วันศุกร์ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2554

คนฉลาด คนโง่ ขยัน ขี้เกียจ

นโปเลียน เคยพูดว่า
คนฉลาด แต่ขี้เกียจ ให้เป็นนายทหารตนสนิท เพื่อเอาความฉลาดมาใช้ ขี้เกียจก็จิกตัวมาใช้ใด้เพราะอยู่ใกล้ชิด
คนฉลาดและขยัน ให้เป็นายทหารออกศึก เพราะไว้ใจใด้ในความฉลาด และมีความขยันอยู่แล้วอยู่ใกลหูใกลตาใด้
คนโง่และขี้เกียจ ให้เป็นพลทหารออกรบ พวกนี้ไม่คิดอัไรมากใช้ไปไหน ทำอะไร ไป ทำตามทั้งนั้น
คนโง่แล้วยังขยัน ให้ฆ่าทิ้งให้หมด เพราะคนโง่ขี้เกียจไม่สร้างปัญหา แต่ถ้าโง่แล้วยังขยันเนี่ยมีแต่ขยันจะไปทำเรื่องโง่ ๆ ให้เกิดความเสียหาย

วันพฤหัสบดีที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2554

แม่เภา

แม่เภา? ผู้หญิงคนนี้คือใคร? ลองเข้าไปทักทายทำความรู้จักกับเธอหน่อยไหม

:: เนื้อหาโดยสังเขป

แฟนๆ ของพี่จิก ประภาส อาจคุ้นเคยกับแม่เภาจากละครเรื่อง "เหมือนแม่ครึ่งหนึ่งก็พึงใจ" เมื่อหลายปีก่อน และทักทายผู้อ่านในหนังสือพิมพ์มติชนหลายครั้ง หลังจากห่างหายไปนาน ใครที่รู้จักและคิดถึงแม่เภา หากได้อ่านรวมเล่มครั้งแรกนี้แล้ว จะบรรเทาอาการคิดถึงได้ชะงัดดีนักแล...มามองโลกให้เห็นแง่งามในบางเวลาที่คุณรู้สึกว่าหาสิ่งจรรโลงใจได้ยากยิ่ง และสะกิดเตอนให้นึงถึงความรู้สึกอันบอบบางของเพื่อนร่วมโลกกันเถอะ

:: สารบัญ

:: คำนิยม

เวลาคุณประภาสเขียนเรื่องให้แม่เภาไปเจอกับสถานการณ์ใด ผมมักอดเอาใจช่วยไปจนถึงแอบเข้าข้างแม่เภาล่วงหน้าไม่ได้ทุกครั้งไป คุณอาจจะว่าตลกก็ได้นะครับ บางครั้งบางคราวของการอ่าน ผมรู้สึกว่าแม่เภาเป็นแม่ผม

-- วงศ์ทนง ชัยณรงค์สิงห์ (ผู้ก่อตั้งนิตยสาร a day) --



ผมมีความลับอย่างหนึ่งที่ไม่เคยบอกใคร เวลาผมทำบุญ ผมอธิษฐานเกิดมาชาติหน้า ขอให้มีปัญญาอย่างพี่จิกครับ

-- โน้ต อุดม แต้พานิช -