วันพฤหัสบดีที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2568

What’s the fastest way to feel more confident?

 


The fastest ways to feel more confident are small actions that change your body state, your focus, and your self‑talk in the next 5–10 minutes. These give a quick boost, even though long‑term confidence still needs practice and habits.

วิธีที่เร็วที่สุดที่จะทำให้รู้สึกมั่นใจมากขึ้นคือการกระทำเล็กๆ น้อยๆ ที่เปลี่ยนสภาพร่างกาย สมาธิ และการพูดคุยกับตัวเองในอีก 5-10 นาทีข้างหน้า สิ่งเหล่านี้จะช่วยเพิ่มความมั่นใจได้อย่างรวดเร็ว แม้ว่าความมั่นใจในระยะยาวจะยังคงต้องอาศัยการฝึกฝนและนิสัยก็ตาม [1][2][3][4]

Change your body in 2 minutes

  • Stand or sit upright with open shoulders and head up; expansive, upright postures reliably increase feelings of power and confidence compared with hunched, closed postures.​ ยืนหรือนั่ง **ตัวตรง** โดยเปิดไหล่และศีรษะขึ้น ท่าทางที่กว้างขวางและตัวตรงจะช่วยเพิ่มความรู้สึกถึงพลังและความมั่นใจได้ดีกว่าท่าทางที่งอตัวและปิดตัวลง [5][6]

  • Take 5–10 slow belly breaths (inhale 4 seconds, exhale 6 seconds); grounding and breathing techniques quickly reduce anxiety and help you feel calmer and more in control.หายใจเข้าออกช้าๆ ด้วยท้อง 5-10 ครั้ง (หายใจเข้า 4 วินาที หายใจออก 6 วินาที) เทคนิคการผ่อนคลายและการหายใจจะช่วยลดความวิตกกังวลและช่วยให้คุณรู้สึกสงบและควบคุมตัวเองได้มากขึ้นอย่างรวดเร็ว [7][8]

  • Do 1–2 minutes of movement (walking fast, a few push‑ups, squats, or jumping jacks); brief exercise boosts mood and energy, which supports confidence.​ เคลื่อนไหวร่างกาย 1-2 นาที (เดินเร็ว วิดพื้น สควอท หรือกระโดดตบ) การออกกำลังกายสั้นๆ ช่วยเพิ่มอารมณ์และพลังงาน ซึ่งช่วยเสริมสร้างความมั่นใจ [3][9]

Shift your focus to strengths เปลี่ยนจุดสนใจไปที่จุดแข็งของคุณ

  • Quickly list 3–5 things you are good at or proud of (skills, moments you helped someone, problems you solved); noticing strengths is a standard technique to improve self‑esteem.ลองนึกถึงสิ่งที่คุณทำได้ดีหรือภูมิใจ 3-5 อย่าง (ทักษะ ช่วงเวลาที่คุณช่วยเหลือผู้อื่น ปัญหาที่คุณแก้ไข) การสังเกตจุดแข็งเป็นเทคนิคมาตรฐานในการเพิ่มความภาคภูมิใจในตนเอง [1][3]

  • Read old positive messages, feedback, or compliments from students, colleagues, or friends; having a “feedback folder” and revisiting it is a recommended fast confidence boost.​ อ่านข้อความ คำติชม หรือคำชมเชยในเชิงบวกจากนักเรียน เพื่อนร่วมงาน หรือเพื่อนๆ การมี “โฟลเดอร์คำติชม” และการกลับไปอ่านอีกครั้งเป็นวิธีที่แนะนำในการเพิ่มความมั่นใจอย่างรวดเร็ว [2]

  • Ask yourself: “Where have I handled something like this before?” and recall one concrete success; specific memories increase belief that you can cope again.​ ถามตัวเองว่า “ฉันเคยจัดการกับเรื่องแบบนี้มาก่อนที่ไหน” และนึกถึงความสำเร็จที่เป็นรูปธรรมสักครั้ง ความทรงจำที่เฉพาะเจาะจงจะช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นว่าคุณสามารถรับมือได้อีกครั้ง [10][11]

Use short, believable self‑talk  ใช้คำพูดให้กำลังใจตัวเองสั้นๆ ที่น่าเชื่อถือ

  • Replace “I can’t do this” with a more realistic line like “I can handle the next 5 minutes” or “I can do this well enough”; balanced self‑talk is more effective than unrealistically positive statements.​  แทนที่คำว่า “ฉันทำไม่ได้” ด้วยประโยคที่สมจริงกว่า เช่น “ฉันรับมือกับอีก 5 นาทีได้” หรือ “ฉันทำสิ่งนี้ได้ดีพอ” การให้กำลังใจตัวเองอย่างสมดุลจะมีประสิทธิภาพมากกว่าคำพูดที่มองโลกในแง่ดีเกินจริง [4][10]

  • Repeat a simple phrase for 1–2 minutes, such as “I am capable,” “I can learn this,” or “I’ve done hard things before”; brief affirmations can support confidence when they feel credible to you.​ พูดวลีง่ายๆ ซ้ำๆ เป็นเวลา 1-2 นาที เช่น “ฉันทำได้” “ฉันเรียนรู้สิ่งนี้ได้” หรือ “ฉันเคยทำสิ่งที่ยากๆ มาก่อน” การยืนยันสั้นๆ สามารถช่วยเสริมสร้างความมั่นใจได้เมื่อคุณรู้สึกว่ามันน่าเชื่อถือ

Ground yourself in the present อยู่กับปัจจุบัน

  • Use the 5‑4‑3‑2‑1 technique: name 5 things you see, 4 you can touch, 3 you can hear, 2 you can smell, 1 you can taste; this common grounding tool quickly reduces anxious overthinking.​ ใช้เทคนิค 5-4-3-2-1: บอกชื่อ 5 สิ่งที่คุณเห็น 4 สิ่งที่คุณสัมผัสได้ 3 สิ่งที่คุณได้ยิน 2 สิ่งที่คุณได้กลิ่น 1 สิ่งที่คุณลิ้มรสได้ เครื่องมือการอยู่กับปัจจุบันที่ใช้กันทั่วไปนี้ช่วยลดความคิดฟุ้งซ่านที่เกิดจากความวิตกกังวลได้อย่างรวดเร็ว [2][3]

  • Press your feet firmly into the floor and notice the contact for 30–60 seconds; physical grounding is recommended to feel steadier and less overwhelmed.​ กดเท้าของคุณลงบนพื้นอย่างมั่นคงและสังเกตการสัมผัสเป็นเวลา 30-60 วินาที แนะนำให้อยู่กับปัจจุบันทางกายภาพเพื่อให้รู้สึกมั่นคงและไม่รู้สึกหนักใจมากเกินไป [12][13]

Take one small, scary action ลงมือทำสิ่งเล็กๆ ที่น่ากลัวสักอย่าง

  • Do one tiny step you are avoiding (send the email, start the document, speak once in the meeting/class); action is repeatedly cited as one of the most effective ways to build real confidence.​ ทำขั้นตอนเล็กๆ สักอย่างที่คุณกำลังหลีกเลี่ยง (ส่งอีเมล เริ่มทำเอกสาร พูดในที่ประชุม/ชั้นเรียนสักครั้ง) การลงมือทำได้รับการกล่าวถึงซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าเป็นหนึ่งในวิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการสร้างความมั่นใจอย่างแท้จริง[14][3]

  • Choose a challenge that is small but noticeable; changing a small habit and following through reliably increases your sense of capability over time.​  เลือกความท้าทายที่เล็กแต่สังเกตได้ การเปลี่ยนนิสัยเล็กๆ น้อยๆ และทำตามอย่างสม่ำเสมอจะช่วยเพิ่มความรู้สึกถึงความสามารถของคุณได้เมื่อเวลาผ่านไป[15][14]

[1](https://www.mind.org.uk/information-support/types-of-mental-health-problems/self-esteem/tips-to-improve-your-self-esteem/) 

[2](https://www.rebeccalucyh.com/blogposts/how-to-increase-confidence-and-self-esteem) [3](https://www.headspace.com/articles/12-ways-to-boost-your-self-confidence) 

[4](https://www.nhs.uk/mental-health/self-help/tips-and-support/raise-low-self-esteem/) 

[5](https://www.humint ell.com/2022/08/meta-analysis-psychological-effects-of-power-poses/) [6](https://www.bps.org.uk/psychologist/decade-power-posing-where-do-we-stand) 

[7](https://www.choosingtherapy.com/grounding-techniques/) 

[8](https://health.clevelandclinic.org/grounding-techniques) 

[9](https://www.cornerstone.edu/blog-post/14-methods-to-dramatically-increase-your-self-confidence/) 

[10](https://www.verywellmind.com/ how-to-boost-your-self-confidence-4163098) 

[11](https://kappadelta.org/blog-post/10-ways-to-boost-your-confidence/) 

[12](https://www.calm.com/blog/grounding-techniques) 

[13](https://positivepsychology.com/grounding-techniques/) 

[14](https://kylietravers.com.au/20-ways-to-build-self-confidence/) 

[15](https://zenhabits.net/25-killer-actions-to-boost-your-self-confidence/) 

[16](https://www.reddit.com/r /selfimprovement/comments/1db83u4/how_to_help_raise_my_self_esteemconfidence/) 

[17](https://www.sciencefocus.com/the-human-body/power-posing-can-make-you-feel-more-confident-but-not-for-the-reasons-you-might-think) 

[18](https://www.news.iastate.edu/news/no-evidence-power-posing-works) 

[19](https://www.healthline.com/health/grounding-techniques) 

[20](https://pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC10437884/)


1. เริ่มจากรู้จักความมั่นใจและตัวเอง

  • มองความมั่นใจใหม่ว่าเป็น “ความไว้ใจในตัวเองว่าไม่ว่าเจออะไร เราจะหาทางรับมือได้” ไม่ใช่การเชื่อว่าต้องทำได้เป๊ะหรือไม่มีวันล้มเหลว

  • สังเกตตัวเองว่า “เมื่อไหร่ เรามั่นใจที่สุด / เมื่อไหร่ เราขาดความมั่นใจ” แล้วหาธีมร่วม เช่น คน สถานที่ หัวข้อ งานที่ทำ


  • หนังสืออธิบายเรื่อง “inner critic” หรือเสียงในหัวที่ชอบว่าเรายังไม่ดีพอ ผิดพลาด งี่เง่า ฯลฯ ซึ่งทำให้ความมั่นใจหดตัว

  • ขั้นตอนคือให้ “แยกตัวเราออกจากเสียงนั้น” สังเกตว่ามันพูดว่าอะไร เมื่อไหร่ แล้วลองตอบโต้ด้วยมุมมองที่เป็นธรรมและเมตตากับตัวเองมากขึ้น

3. ใช้หลัก “รู้ตัว + ฝึกจริง” เป็นฐาน

  • ผู้เขียนย้ำว่าความมั่นใจโตจากสองอย่างคือ “การตระหนักรู้ตนเอง (reflection)” และ “การฝึกปฏิบัติซ้ำๆ (practice)”

  • แบบฝึกในเล่มเช่น การเขียนบันทึกสถานการณ์ที่มั่นใจ/ไม่มั่นใจ และลองปรับพฤติกรรมเล็กๆ เช่น การยืนให้เต็มที่ หายใจช้าๆ พูดกับตัวเองอย่างให้กำลังใจ

4. เดินตามวงจร “ทำ–เรียนรู้–ก้าวหน้า–มั่นใจขึ้น”

  • หนังสือเสนอไอเดียว่า “ความมั่นใจมาจากการลงมือทำก่อน ไม่ใช่รอให้มั่นใจก่อนค่อยทำ” คือยอม “รู้สึกกลัวแต่ทำอยู่ดี”

  • ทุกครั้งที่ลองทำอะไรยากๆ แล้วรอดมาได้ ให้เก็บเป็นหลักฐานในใจว่า “เคยทำ X ได้ แปลว่ามีโอกาสทำ Y ได้” เพื่อสร้างโมเดลในหัวแบบ “that–so–this” คือ จากสิ่งที่เคยผ่านมาหนุนความกล้าทำสิ่งใหม่

5. ลด “ภาษาทุบตัวเอง” เพิ่ม “ภาษาที่หนุนตัวเอง”

  • หนังสือชวนให้สังเกตคำที่ใช้กับตัวเอง เช่น “ฉันโง่จัง / ทำไม่ได้หรอก / แค่นี้เองใครก็ทำได้” แล้วค่อยๆ เปลี่ยนเป็นประโยคที่แฟร์กับตัวเอง เช่น “มันยาก แต่ว่าฉันกำลังเรียนรู้ / ฉันทำดีที่สุดในตอนนี้แล้ว”

  • รวมถึงฝึก “รับคำชม” ให้ได้ โดยไม่รีบลดค่าตัวเอง เช่น ไม่ตอบกลับทันทีว่า “ดวงดีเฉยๆ / ใครก็ทำได้” แต่ลองพูดแค่ “ขอบคุณค่ะ/ครับ” แล้วบันทึกสิ่งดีๆ เหล่านี้เก็บไว้

6. สร้างความมั่นใจจากภายใน ไม่ใช่แค่จากคนอื่น

  • ผู้เขียนแบ่ง “ความมั่นใจแบบพึ่งคนอื่น” กับ “ความมั่นใจที่ปลูกเอง” และชวนให้ค่อยๆ ขยับไปพึ่งการมองเห็นคุณค่าตัวเอง มากกว่ารอคนชมตลอดเวลา

  • แบบฝึกเช่น การเขียนจุดแข็งของตัวเอง สิ่งที่ทำได้ดีเมื่ออยู่ใน “สภาพดีที่สุดของเรา” แล้วกลับมาอ่านซ้ำเวลารู้สึกแย่f

7. ใช้มโนคติ “ฉันดีพอ และฉันดีขึ้นได้”

  • แกนสำคัญของหนังสือคือแมนทรา “ฉันดีพอ และฉันยังพัฒนาได้อีก” ซึ่งช่วยกันสองด้าน คือไม่ต้องพิสูจน์ตัวเองตลอดเวลา และยังเปิดใจเรียนรู้ ไม่ยึดติดว่าต้องเพอร์เฟ็กต์

  • ผู้เขียนเรียกสิ่งนี้ว่า “humble confidence” คือมั่นใจอย่างนุ่มนวล ไม่หลงตัวเอง แต่ไม่กดตัวเองจนเล็กเกินจริง


แผน 1 เดือนนี้จะเน้น 2 แกนสำคัญจากหนังสือคือ “การรู้ตัว (reflection)” + “การฝึกจริง (practice)” เพื่อค่อยๆ สร้างความมั่นใจแบบที่เชื่อใจตัวเองมากขึ้น ไม่ใช่แค่กล้าชั่วคราวOceanofPDF.com_Coach_Yourself_Confident_-_Julie_Smith.pdf


ภาพรวมแผน 1 เดือน

เป้าหมาย:

  • มองตัวเองแฟร์ขึ้น เห็นทั้งจุดแข็งและจุดที่พัฒนาได้

  • ลดเสียงด่าตัวเองในหัว และกล้าลองสิ่งที่กลัวเล็กๆ

  • สร้าง “หลักฐาน” ใหม่ให้สมองว่า “เราเอาตัวรอดได้”

โครง:

  • ทำทุกวัน วันละประมาณ 10–20 นาที

  • แต่ละสัปดาห์จะมี “โฟกัสหลัก” ต่างกัน


สัปดาห์ที่ 1: รู้จักตัวเองและความมั่นใจ

โฟกัส: สังเกตว่าเวลาไหนมั่นใจ / ไม่มั่นใจ และเราคิดกับตัวเองยังไงOceanofPDF.com_Coach_Yourself_Confident_-_Julie_Smith.pdf

ทุกวัน (10–15 นาที)

  1. บันทึก “สถานการณ์วันนี้”

    • วันนี้มีเหตุการณ์ไหนที่รู้สึกมั่นใจ?

    • มีเหตุการณ์ไหนที่รู้สึกไม่มั่นใจ?

    • เขียนสั้นๆ ว่าเกิดอะไร / คิดอะไรกับตัวเองตอนนั้น

  2. เขียน “When I am at my best…” 3–5 ประโยค

    • เช่น “เมื่อฉันอยู่ในสภาพที่ดีที่สุด ฉัน… ฟังคนอื่นดี / อธิบายเรื่องยากให้เข้าใจง่ายได้”

    • แบบฝึกนี้ดัดแปลงจากแบบ “I am good enough” ในเล่ม เพื่อให้เห็นจุดแข็งชัดขึ้นOceanofPDF.com_Coach_Yourself_Confident_-_Julie_Smith.pdf

เป้าหมายสัปดาห์นี้: เริ่มเห็น pattern ว่าอะไรทำให้เรามั่นใจ / เสียความมั่นใจ และเริ่มยอมรับว่ามีหลายอย่างที่ “เราทำได้ดีอยู่แล้ว” ไม่ต้องรอสมบูรณ์แบบOceanofPDF.com_Coach_Yourself_Confident_-_Julie_Smith.pdf


สัปดาห์ที่ 2: จัดการ inner critic และภาษาที่ใช้กับตัวเอง

โฟกัส: ลดอำนาจ “เสียงด่าตัวเอง” + เปลี่ยนภาษาทุบตัวเองเป็นภาษาหนุนตัวเองOceanofPDF.com_Coach_Yourself_Confident_-_Julie_Smith.pdf

ทุกวัน

  1. จับเสียง inner critic 1 เหตุการณ์

    • วันนี้มีช่วงไหนที่เสียงในหัวพูดลบกับเราแรงๆ? เช่น “โง่จัง / ทำไมพลาดอีกแล้ว”

    • เขียนคำพูดนั้นลงสมุดแบบตรงๆ (ไม่ต้องสุภาพ)

  2. ตอบกลับด้วยเสียง “เพื่อนที่หวังดีกับเรา”

    • ถ้าเพื่อนเจอสถานการณ์เดียวกัน เราจะพูดอะไรกับเขา?

    • เขียนตอบใหม่ให้ตัวเอง เช่น

      • จาก “ฉันห่วยแตก” → “วันนี้พลาด แต่ก็เป็นโอกาสเรียนรู้ เดี๋ยวครั้งหน้าปรับใหม่ได้”

    • แบบนี้อิงแนวคิด “treat yourself as you would treat others” ในหนังสือOceanofPDF.com_Coach_Yourself_Confident_-_Julie_Smith.pdf

  3. กติกา “ห้ามลดค่าตัวเองเมื่อมีคนชม”

    • ถ้ามีใครชม ให้ตอบแค่ “ขอบคุณครับ/ค่ะ” หลีกเลี่ยงการพูดว่า “ดวงดีเฉยๆ / ใครก็ทำได้”

    • ตอนเย็นจดคำชมที่ได้รับ 1–3 อย่างลงสมุด เพื่อเป็น “หลักฐานความสามารถ” สะสมOceanofPDF.com_Coach_Yourself_Confident_-_Julie_Smith.pdf

เป้าหมายสัปดาห์นี้: เสียงด่าตัวเองเบาลง และเริ่มมี “เสียงเพื่อนที่เมตตา” ในหัวเพิ่มขึ้นแทนที่OceanofPDF.com_Coach_Yourself_Confident_-_Julie_Smith.pdf


สัปดาห์ที่ 3: ฝึก “รู้สึกกลัวแต่ทำอยู่ดี” แบบปลอดภัย

โฟกัส: เอาแนวคิด “feel the fear and do it anyway” มาลองกับเรื่องเล็กๆ ที่เสี่ยงต่ำOceanofPDF.com_Coach_Yourself_Confident_-_Julie_Smith.pdf

ต้นสัปดาห์: เลือก “รายการความกลัวเล็กๆ” 5–10 อย่าง

  • ตัวอย่างเช่น

    • ยกมือถามคำถามในที่ประชุมเล็ก

    • ชวนเพื่อนร่วมงานคุยก่อน

    • เสนอไอเดียสั้นๆ ในกลุ่ม

    • ลองทำอะไรใหม่ในงาน แม้ไม่ชัวร์ 100%

ทุกวัน

  1. เลือกทำ 1 อย่างจากลิสต์ “เรื่องที่กลัวเล็กๆ”

  2. หลังทำแล้ว เขียน 3 บรรทัด

    • ก่อนทำ: กลัวอะไร / inner critic พูดว่าอะไร

    • ผลจริง: เกิดอะไรขึ้นจริงๆ (แย่เหมือนที่กลัวไหม)

    • บทเรียน: “จากที่เคยทำ X ได้ → ฉันน่าจะลองทำ Y ต่อได้” (แนวคิด “that–so–this”)OceanofPDF.com_Coach_Yourself_Confident_-_Julie_Smith.pdf

เป้าหมายสัปดาห์นี้: เริ่มมีประสบการณ์จริงว่า “ถึงจะกลัว ก็ยังทำได้” และสมองเริ่มเชื่อว่าเรารับมือสถานการณ์ใหม่ๆ ได้OceanofPDF.com_Coach_Yourself_Confident_-_Julie_Smith.pdf


สัปดาห์ที่ 4: สร้าง “humble confidence” และทบทวน

โฟกัส: ประกอบทุกอย่างเข้าด้วยกัน ด้วยแมนทรา “ฉันดีพอ และฉันดีขึ้นได้อีก”OceanofPDF.com_Coach_Yourself_Confident_-_Julie_Smith.pdf

ต้นสัปดาห์

  1. ทำแบบฝึก “ฉันดีพอ และฉันดีขึ้นได้”

    • หน้า 1: เขียนหัวข้อ “เมื่อฉันอยู่ในสภาพที่ดีที่สุด ฉัน…” แล้วไล่เขียนจุดแข็งให้ได้เยอะที่สุด (ดัดแปลงจากแบบฝึก 12)OceanofPDF.com_Coach_Yourself_Confident_-_Julie_Smith.pdf

    • หน้า 2: เขียนหัวข้อ “เพื่อให้การมีส่วนร่วมของฉันดีขึ้นกว่านี้ ฉันอยากจะ…” เพื่อระบุสิ่งที่อยากพัฒนาต่อ (ดัดแปลงจากแบบฝึก 13)OceanofPDF.com_Coach_Yourself_Confident_-_Julie_Smith.pdf

ทุกวัน
2) เลือก “แมนทรา” ประจำวัน

  • ตอนเช้า: เลือก 1 ประโยค เช่น

    • “ฉันดีพอ และฉันกำลังเรียนรู้เพิ่มขึ้นทุกวัน”

    • “วันนี้ฉันจะโฟกัสที่การทำให้ ‘ดีพอ’ ไม่ใช่ ‘สมบูรณ์แบบ’”

  • ทวนในใจสั้นๆ ก่อนเริ่มงาน/เรียน

  1. ทบทวน 1 เดือน (ทำวันสุดท้ายของแผนอย่างละเอียด)

    • สิ่งที่เปลี่ยนไปในมุมมองต่อตัวเองคืออะไรบ้าง

    • self-talk ตอนนี้ต่างจากสัปดาห์แรกยังไง

    • มีเหตุการณ์ไหนที่เมื่อก่อนจะไม่กล้าทำ แต่เดือนนี้กล้าทำแล้ว

    • อยากต่อยอดอะไรในเดือนถัดไป (เช่น โฟกัสเรื่องงาน การเข้าสังคม ความสัมพันธ์ ฯลฯ)OceanofPDF.com_Coach_Yourself_Confident_-_Julie_Smith.pdf





ไม่มีความคิดเห็น: