วันพุธที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2568

How the need to belong drives human behavior, with Geoffrey L. Cohen, PhD

 


 How the need to belong drives human behavior https://www.apa.org/news/podcasts/speaking-of-psychology/human-behavior

ความต้องการเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มส่งผลต่อพฤติกรรมมนุษย์อย่างไร 

  • แนวคิด Need to Belong (ความต้องการเป็นส่วนหนึ่ง)
    เป็นแนวคิดในจิตวิทยาสังคมที่มองว่า มนุษย์มีความต้องการพื้นฐานที่จะสร้างและรักษาความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับผู้อื่น ต้องการการยอมรับ และความมั่นคงในความสัมพันธ์เหล่านั้น.
    งานวิจัยชี้ว่าความรู้สึกเป็นเจ้าของกลุ่ม (sense of belonging) มีผลต่อความสุข ความมั่นคงทางอารมณ์ และแรงจูงใจในชีวิตอย่างมาก.

 “เราเป็นตรงข้ามของการอยู่ลำพัง” หมายถึง มนุษย์เกิดมาเพื่อเชื่อมโยงกับผู้อื่น ต้องการรัก และต้องการ “บ้านทางจิตใจ” หรือ “กลุ่มที่ปลอดภัย” ให้สังกัด.

 ในภาษาจิตวิทยา ก็คือ “ความต้องการด้านความรักและการเป็นเจ้าของ (love & belonging)” และ “need to belong” ซึ่งเป็นความต้องการพื้นฐานของทุกคน ไม่ใช่แค่บางคน.

ความปรารถนาที่จะเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มเป็นส่วนสำคัญของธรรมชาติมนุษย์ ดร. เจฟฟรีย์ แอล. โคเฮน จากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด กล่าวถึงว่าการรู้สึกเหมือนเป็นคนนอกสามารถทำร้ายเราได้อย่างไร เหตุใดภัยคุกคามต่อความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งจึงก่อให้เกิดปัญหาที่หลากหลาย ตั้งแต่ช่องว่างทางการศึกษาไปจนถึงความแตกแยกทางการเมือง และวิธีการเสริมสร้างความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงที่จะรู้สึกเหมือนเป็นคนนอก
  ในฐานะมนุษย์ ความต้องการที่จะรู้สึกคู่ควรกับความรักและการมีกลุ่มที่ปลอดภัยที่เราเป็นสมาชิกอยู่นั้นมีอยู่ในตัวเราเสมอ
เมื่อเรารู้สึกละอายใจเมื่อเผชิญกับความล้มเหลว เราอาจรู้สึกราวกับว่าการยอมรับและการอยู่รอดของเราตกอยู่ในอันตราย มันเป็นความรู้สึกที่ครอบงำจิตใจจนทำให้เราไม่กล้าแม้แต่จะแก้ไขสิ่งต่างๆ เพราะเราเชื่อว่าปัญหาอยู่ที่ตัวเราเอง ไม่ใช่พฤติกรรมหรือทางเลือกใดทางหนึ่ง
 
เมื่อเราออกไปสู่โลกภายนอกและเผชิญกับความเสี่ยง ทำให้เราเปราะบางต่อความอับอาย เราจำเป็นต้องมีทักษะในการจัดการกับความอับอายนั้นและก้าวผ่านมันไปให้ได้ เราทุกคนต้องการสถานที่ปลอดภัยที่จะกลับไป ซึ่งช่วยให้เราเรียนรู้จากความล้มเหลวโดยที่คุณค่าของเราในฐานะมนุษย์ยังไม่ถูกตั้งคำถาม สถานที่นั้นต้องเป็นจิตใจของเราเอง เมื่อคนที่เรารักกำลังทุกข์ทรมาน เราแสดงความเมตตาต่อพวกเขา เพราะเรารู้ว่านั่นคือสิ่งที่พวกเขาต้องการ เมื่อเราล้มเหลว ก็ถึงเวลาที่เราต้องทำเช่นนั้นเพื่อตัวเราเอง นี่เป็นวิธีที่แน่นอนที่สุดที่จะทำให้เราลุกขึ้นและก้าวไปข้างหน้า
 
 Kurt Lewin’s quip, “The best way to understand something is to try to change it.” วิธีที่ดีที่สุดที่จะเข้าใจบางสิ่งบางอย่างคือการพยายามเปลี่ยนแปลงมัน
 แทบทุกคนเคยรู้สึกไม่สบายใจหรือรู้สึกว่าตัวเองไม่เข้าพวกในบางช่วงเวลา
 
เราทุกคนจำได้ว่ารู้สึกอย่างไรเมื่อได้ยินเสียงตั้งคำถามในหัว สงสัยว่าคนอื่นคิดอย่างไรกับเรา และเราเหมาะสมกับที่นั่นจริงหรือไม่
 
ความปรารถนาที่จะเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มเป็นส่วนสำคัญของธรรมชาติมนุษย์ และเมื่อผู้คนรู้สึกแปลกแยก เมื่อความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มถูกคุกคาม ความไม่สบายใจและความไม่มั่นใจในตนเองนั้นอาจส่งผลกระทบในวงกว้าง ที่จริงแล้ว นักจิตวิทยาบางคนกล่าวว่า การถูกคุกคามต่อความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มเป็นปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิดปัญหาต่างๆ มากมาย เช่น ช่องว่างความสำเร็จระหว่างเชื้อชาติและเพศ การแบ่งขั้วทางการเมือง และแม้แต่ปัญหาสุขภาพทางกาย
 
ความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งไม่ใช่แค่ผลพลอยได้จากความสำเร็จ แต่เป็นเงื่อนไขสำคัญสำหรับความสำเร็จ ไม่ว่าจะเป็นในโรงเรียน ที่ทำงาน บ้าน สถานพยาบาล การเจรจา การเมือง การรักษาความสงบเรียบร้อยในชุมชน และแทบทุกด้านที่มนุษย์มีปฏิสัมพันธ์กับมนุษย์ด้วยกัน
 
ในฐานะสิ่งมีชีวิตทางสังคม เราวิวัฒนาการมาให้มีความไวต่อการรับรู้ว่าเราเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม เผ่า หรือญาติของเราหรือไม่ ซึ่งรวมถึงญาติในจินตนาการของเราด้วย ในฐานะมนุษย์ เราค่อนข้างช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อแรกเกิด เมื่อเทียบกับสัตว์อื่นๆ เราแทบไม่มีอะไรโดดเด่นเลย ยกเว้นพลังพิเศษอย่างหนึ่ง นั่นคือความสามารถในการทำงานร่วมกันเพื่อแก้ปัญหาทั่วไป แน่นอนว่าเรายังมีพลังพิเศษอื่นๆ อีก เช่น ภาษา ความคิด สติสัมปชัญญะ แต่ความสามารถในการเรียนรู้และทำงานร่วมกันเป็นหนึ่งในทรัพย์สินที่สำคัญที่สุดที่เรามีในฐานะมนุษย์ ซึ่งทำให้เราอยู่รอด เจริญเติบโต และครองโลกได้ และความกังวลพื้นฐานเกี่ยวกับการเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มที่ใหญ่กว่า การได้รับการยอมรับในกลุ่มนั้น และการมีส่วนร่วมในกลุ่มนั้นเองที่เป็นแรงผลักดันความคิด ความรู้สึก และการกระทำในชีวิตประจำวันของเรามากมาย  
 
เราจะเริ่มตระหนักถึงความสำคัญของความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งก็ต่อเมื่อมันถูกพรากไป สำหรับหลายๆ คน มันง่ายมากที่จะมองข้ามสิ่งนี้ไป หนึ่งในสิ่งที่ผมชอบเกี่ยวกับการเดินทางไปต่างประเทศหรือไปเมืองแปลกๆ ที่ผมไม่คุ้นเคยก็คือ การถูกทำให้หลุดออกจากความรู้สึกคุ้นเคยที่ว่า “เฮ้ ฉันรู้ว่าฉันกำลังทำอะไรอยู่ที่นี่ ฉันรู้สึกว่าฉันเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม” บ่อยครั้งที่เมื่อเราอยู่ในสถานการณ์ใหม่ๆ เป็นคนแปลกหน้าในดินแดนที่ไม่คุ้นเคย เราก็รู้สึกขึ้นมาทันทีว่า “อ๋อ นี่แหละคือความรู้สึกของการไม่รู้สึกว่าตัวเองเป็นส่วนหนึ่ง”
 
การรู้สึกว่าตัวเองไม่เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มนั้นเป็นอย่างไร คือ ความรู้สึกไม่สบายใจ ผู้คนรู้สึกวิตกกังวล และหนึ่งในตัวอย่างที่ดีที่สุดที่แสดงให้เห็นถึงผลกระทบของการถูกกีดกันทางสังคม มาจากงานวิจัยของ Kip Williams ซึ่งเขาให้ผู้คนส่งลูกบอลโดยใช้ตัวละครเสมือน (avatar) ในรูปแบบเกมคอมพิวเตอร์ พวกเขาส่งลูกบอลเหมือนเกมรับส่งลูกบอลกับตัวละครเสมือนอื่นๆ ในวิดีโอเกม และทันใดนั้น ตัวละครเสมือนอีกสองตัวก็เริ่มส่งลูกบอลกันเอง โดยไม่สนใจคุณ และโดยที่ผู้เข้าร่วมไม่รู้ ตัวละครเสมือนอีกสองตัวนั้นเป็นสิ่งมีชีวิตที่ถูกตั้งโปรแกรมไว้ล่วงหน้า และผลกระทบของสิ่งนั้น ตามที่ Kip Williams กล่าวไว้ คือ ความเจ็บปวด ความเจ็บปวดทางสังคม และในความเป็นจริง บริเวณสมองที่เกี่ยวข้องกับการรับรู้ความเจ็บปวดทางกายภาพจะถูกกระตุ้นเมื่อผู้คนประสบกับการถูกกีดกันทางสังคม(social ostracism) ดังนั้นดูเหมือนว่าเราถูกสร้างมาในลักษณะที่รู้สึกไม่เพียงแต่ภัยคุกคามทางชีวภาพ แต่ยังรวมถึงภัยคุกคามต่อชื่อเสียง ภัยคุกคามต่อภาพลักษณ์ทางสังคมของเรา เมื่อเราถูกกีดกันในลักษณะที่คล้ายคลึงกับการรับรู้ความเจ็บปวดทางชีวภาพ
 
   เราสงสัยว่า “ฉันเป็นส่วนหนึ่งของที่นี่หรือไม่? ฉันอยากเป็นส่วนหนึ่งของที่นี่หรือไม่? และฉันจะทำได้ไหม? คนอื่นยอมรับฉันที่นี่หรือไม่?” ดังนั้นฉันคิดว่ามันสำคัญตลอดช่วงชีวิต แต่โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงวัยรุ่นตอนต้นและช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ
 
เราทุกคนมีในฐานะผู้สร้างสถานการณ์ของกันและกัน เพื่อดึงเอาสิ่งที่ดีที่สุดของกันและกันออกมา
 
พลังมหาศาลที่เรามีในชีวิตประจำวัน ที่สามารถเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ ปรับเปลี่ยนสถานการณ์ในแบบที่ดึงเอาศักยภาพที่ซ่อนอยู่มาใช้ได้ แน่นอนว่า คุณต้องมีวิธีที่ถูกต้องในการเปลี่ยนแปลงสถานการณ์เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงนั้น แต่ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่า เราสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงได้มากกว่าที่เราคิด   
 
เราต้องการการถูกมองเห็น you are seen.  
 

ความอยากให้คนอื่น “เห็นเรา / you are seen” เป็นความต้องการปกติของมนุษย์ แต่ถ้ามัน “มากเกินไป” จนใจเราถูกล็อกกับสายตาคนอื่นตลอดเวลา ก็เริ่มกลายเป็นการพึ่งพาการยืนยันจากภายนอก (external validation) ที่บั่นทอนตัวเราเองได้.stillmindflorida+3

สังเกตก่อนว่ามัน “มากเกินไป” แล้วหรือยัง

  • มักจะคิดเยอะว่า “คนจะมองเรายังไง” ก่อนตัดสินใจแทบทุกเรื่อง รู้สึกไม่สบายใจมากถ้าไม่มีใครชม กดไลก์ หรือให้คำยืนยันว่าเราดีพอ.impossiblepsychservices+2

  • เวลาโดนเมิน ถูกตำหนิ หรือไม่ได้คำชม จะรู้สึกเหมือนตัวเอง “ไม่มีค่า” เลย แล้วรีบหาวิธีทำให้คนกลับมาสนใจหรือยอมรับอีกครั้ง.psychcentral+2

เปลี่ยนจาก “ต้องให้คนอื่นเห็น” เป็น “เรามองเห็นตัวเองก่อน”

  • ฝึกให้ตัวเองเป็นคนแรกที่เห็นและยอมรับความรู้สึก–ข้อดี–ความพยายามของตัวเอง เช่น เขียนบันทึกสั้นๆ ว่าวันนี้เราทำอะไรได้ดีหรือกล้าทำอะไรยากๆ บ้าง.muriellemarie+1

  • ถามตัวเองบ่อยๆ ว่า “สิ่งนี้ตรงกับคุณค่าหรือความเชื่อของเราไหม” มากกว่าถามว่า “คนอื่นจะชอบไหม” การใช้ คุณค่า ของตัวเองเป็นเข็มทิศช่วยให้เรามั่นคงขึ้น แม้คนอื่นจะไม่เห็นด้วยทั้งหมด.tinybuddha+1

ลดการกระทำที่ทำไปเพื่อเอาคำอนุมัติล้วนๆ

  • ลองแยกดูว่ามีอะไรบ้างที่เราทำเพียงเพราะ “กลัวคนไม่ชอบ/กลัวโดนเมิน” เช่น ตอบแชตทุกคนทันที รับงานทุกอย่าง หรือโพสต์อะไรเพื่อรอยอดไลก์.psychcentral+2

  • ค่อยๆ ตัดหรือลดพฤติกรรมเหล่านั้นลงทีละนิด เช่น ปฏิเสธงานเล็กๆ บางอย่าง ลองลงมือทำสิ่งที่อยากทำโดยไม่โพสต์ หรือไม่ต้องเล่าให้ใครฟังทุกครั้ง.psychcentral+2

ยอมรับความจริงว่า “จะมีคนไม่ชอบเราเสมอ”

  • หนึ่งในขั้นสำคัญคือยอมรับว่า ต่อให้เราดีแค่ไหน ก็จะมีบางคนไม่ชอบ ไม่เข้าใจ หรือไม่สนใจเราอยู่ดี ซึ่งเป็นเรื่องปกติของมนุษย์ ไม่ใช่หลักฐานว่าเราไม่มีค่า.psychologytoday+1

  • ทวนความคิดตัวเองเวลาคิดว่า “เขาไม่ชอบเรา = เราไม่ดีพอ” แล้วเปลี่ยนเป็น “เขาไม่ชอบเรา = เขาไม่ตรงกับเรา” เพื่อไม่ให้คุณค่าตัวเองผูกติดกับสายตาคนอื่น 100%.psychcentral+1

ใช้ความสัมพันธ์ที่ปลอดภัย แทนการขอการยืนยันจากทุกคน

  • เลือก “วงเล็กๆ ที่ปลอดภัย” เช่น เพื่อนสนิท ครอบครัว คนรัก หรือคนที่เราไว้ใจได้จริงๆ เป็นคนที่เราขอฟังมุมมอง/คำสะท้อน แต่ไม่ต้องให้ทั้งโลกอนุมัติเรา.psychologs+2

  • ถ้าพบว่าความต้องการให้คนเห็นเรารุนแรงมาก จนกระทบงาน ความสัมพันธ์ หรือทำให้วิตกกังวลหนัก การลองคุยกับนักจิตวิทยาหรือนักบำบัดจะช่วยให้เข้าใจรากของความรู้สึกนี้ และค่อยๆ สร้างความมั่นคงจากข้างในได้ปลอดภัยขึ้น.traciruble+2

ถ้าอยาก ลองพิมพ์สถานการณ์จริงของคุณมาได้ เช่น เรื่องงาน เพื่อน ความรัก จะช่วยแตกให้เห็นเป็นเคสๆ แล้ววางวิธีรับมือแบบเฉพาะตัวมากขึ้นได้.

  1. https://stillmindflorida.com/mental-health/validation-seeking-and-underlying-mental-health-causes/
  2. https://psychcentral.com/blog/psychology-self/2017/08/validation-self-esteem
  3. https://www.psychologs.com/external-validation/
  4. https://psychcentral.com/blog/what-drives-our-need-for-approval
  5. https://www.impossiblepsychservices.com.sg/our-resources/articles/2024/01/19/common-signs-of-validation-seeking-behaviour-in-relationships
  6. https://www.muriellemarie.com/blog/five-effective-ways-to-overcome-your-need-for-approval
  7. https://tinybuddha.com/blog/how-to-let-go-of-the-need-for-approval-to-start-thriving/
  8. https://www.chantellegrady.com/journal/2020/9/20/5-ways-to-stop-relying-on-external-validation
  9. https://www.talkspace.com/blog/validation-opinions-stop-seeking/
  10. https://psychcentral.com/health/steps-to-stop-seeking-approval-from-others
  11. https://www.psychologytoday.com/us/blog/anxiety-files/201706/ten-steps-overcoming-need-approval
  12. https://www.psychologytoday.com/us/blog/your-emotional-meter/201807/how-to-let-go-of-the-need-for-approval
  13. https://www.traciruble.com/blog/why-do-i-need-so-much-validation-and-reassurance
  14. https://www.psychologytoday.com/us/blog/addiction-and-recovery/201907/stop-seeking-validation-others
  15. https://www.linkedin.com/top-content/training-development/mindset-development-tips/tips-to-overcome-dependence-on-external-validation/
  16. https://psyche.co/guides/learn-to-validate-others-and-transform-your-relationships
  17. https://www.youtube.com/watch?v=LzHmifZo5Jk
  18. https://www.reddit.com/r/DecidingToBeBetter/comments/14kmiwv/how_do_i_stop_seeking_validation_from_everyone/
  19. https://www.reddit.com/r/selfimprovement/comments/x6e4pn/how_to_be_less_dependant_on_external_validation/
  20. https://www.linkedin.com/pulse/psychological-roots-seeking-validation-strategies-personal-jackson-9u9le
 
 การจัดการกับ shame resilience คือการฝึกตัวเองให้ “ไม่จม” อยู่กับความรู้สึกน่าอาย/ด้อยค่า แต่ค่อยๆ ลุกขึ้นมาได้ด้วยความเข้าใจตัวเอง ความเห็นอกเห็นใจ และการเชื่อมโยงกับผู้อื่น ตามแนวคิดของ Brené Brown.positivepsychology+2

เข้าใจก่อนว่า Shame resilience คืออะไร

  • Shame คือความรู้สึกว่า “เราแย่ เราไม่คู่ควรกับการเป็นที่รัก/เป็นส่วนหนึ่ง” ไม่ใช่แค่ “เราทำผิด” แต่คือ “เราเป็นคนผิด”.positivepsychologynews+1

  • Shame resilience คือความสามารถในการสังเกตว่าตัวเองกำลังรู้สึกอับอาย/ด้อยค่า แล้วรับมือมันอย่างสร้างสรรค์ แทนการหนี ซ่อน ปิด หรือโจมตีตัวเอง/คนอื่น.wildtreewellness+2

1) รู้ทันและตั้งชื่อ “ความอาย” ให้ได้

  • ฝึกสังเกตสัญญาณในตัว เช่น ใจหาย อยากหายตัวไป ไม่กล้าสบตา คิดซ้ำๆ ว่า “เราห่วย เราไม่น่ารอด” แล้วตั้งชื่อมันว่า “นี่คือ shame กำลังมา”.effectiveliving+2

  • แค่การตั้งชื่อ (“ตอนนี้เราอายมาก รู้สึกด้อยค่ามาก”) ช่วยให้สมองถอยออกมาครึ่งก้าว ไม่หลอมรวมตัวเองกับความคิดลบทั้งหมด.markspsychiatry+2

2) ตรวจสอบว่าเราอายเพราะ “มาตรฐานไหน”

  • ถามตัวเองว่า “ตอนนี้เรากำลังกลัวไม่ตรงกับมาตรฐานแบบไหนอยู่” เช่น ต้องเก่งตลอด ต้องไม่พลาด ต้องเป็นคนดี 100% ห้ามโกรธ ห้ามอ่อนแอ ฯลฯ.francescawehrlcsw+1

  • ฝึก “critical awareness” คือดูให้ออกว่ามาตรฐานนั้นสมเหตุสมผลไหม เป็นของเราจริงๆ หรือมาจากสังคม/ครอบครัวที่กดดันเราเกินจริง.scribd+2

3) พูดกับตัวเองแบบเมตตา แทนการซ้ำเติม

  • ลองถามว่า “ถ้าเพื่อนที่รักเราที่สุดทำเรื่องแบบนี้ เราจะพูดอะไรกับเขา” แล้วเอาคำพูดนั้นกลับมาพูดกับตัวเอง แทนประโยคแบบ “กูแย่มาก”.mentalhealthacademy+2

  • ฝึก self-compassion (เมตตาต่อตัวเอง) เห็นว่าเราเป็นมนุษย์คนหนึ่งที่ผิดพลาดได้ ไม่ใช่ตัวประหลาดที่แย่ที่สุดในโลก.psychologytoday+2

4) “พูดความอาย” กับคนที่ปลอดภัย

  • Shame โตในที่ลับ เงียบ และการตัดสิน เมื่อเราเล่าเรื่องที่อายให้ “คนที่ปลอดภัยจริงๆ” ฟัง (ไม่ใช่ทุกคน) พลังของความอายจะเบาลง.youtubepositivepsychologynews+1

  • เลือกคนฟังให้ดี: คนที่ฟังแล้วไม่รีบสอน ไม่ตัดสิน และยังอยู่กับเราได้ แม้เห็นด้านที่เราไม่ภูมิใจ.aipc+2

5) เปลี่ยนกรอบจาก “ฉันแย่” เป็น “ฉันกำลังเรียนรู้”

  • ใช้เหตุการณ์ที่รู้สึก shame เป็นข้อมูลว่า “เรากลัวอะไร” และ “เราให้คุณค่าอะไร” แล้วถามต่อว่า “ครั้งหน้าอยากลองทำต่างออกไปยังไง”.theevapeterson+2

  • มองความผิดพลาดเป็น “สเต็ปเรียนรู้” มากกว่า “หลักฐานว่าเราไม่ดีพอ” ซึ่งช่วยให้สมองกลับไปโหมดเรียนรู้ แทนโหมดทำลายตัวเอง.mentalhealthacademy+2

  1. https://positivepsychology.com/shame-resilience-theory/
  2. https://positivepsychologynews.com/news/steve-safigan/2012051622128
  3. https://journals.sagepub.com/doi/10.1606/1044-3894.3483
  4. https://www.mentalhealthacademy.com.au/blog/working-with-shame-interventions-for-deep-emotional-healing
  5. https://wildtreewellness.com/building-shame-resilience/
  6. https://www.effectiveliving.com.au/building-shame-resiliency/
  7. https://www.raftcares.org/wp-content/uploads/2024/02/BuildingResiliencetoShame-2023Workbook.pdf
  8. https://markspsychiatry.com/from-shame-to-strategy/
  9. https://adaa.org/learn-from-us/from-the-experts/blog-posts/consumer/how-build-shame-resilience
  10. https://francescawehrlcsw.com/pathways-to-wellness-insights-from-francesca-wehr-lcsw/embracing-vulnerability-a-look-at-bren-browns-shame-resilience-theory
  11. https://www.scribd.com/doc/3550761/Shame-Resilience-Model-by-Brene
  12. https://www.lvtmentalhealth.com/counseling-blog/h8ulrzhuoa381hxlwz69d071s2mvds
  13. https://www.psychologytoday.com/us/blog/trial-triumph/202104/overcoming-shame-increases-resilience
  14. https://www.youtube.com/watch?v=psN1DORYYV0
  15. https://www.aipc.net.au/articles/building-shame-resilience-in-clients/
  16. https://theevapeterson.com/shame-resilience/
  17. https://integrativelifecenter.com/mental-health-treatment/shame-resilience/
  18. https://lindagraham-mft.net/brene-brown-on-shame-and-resilience/
  19. https://msp.edu/dr-brene-brown-shame-vulnerability/
  20. https://www.youtube.com/watch?v=mxXqYRBwL14
  • การอยู่คนเดียวบ้างไม่ผิด แต่เมื่อ “การหนีคน” เริ่มทำให้ชีวิตแคบลง เหงาหนัก หรือเสียหน้าที่ในชีวิต นั่นคือสัญญาณที่ต้องค่อยๆ พาตัวเองกลับมาเชื่อมต่อ.

  • ทั้งกับตัวเองและผู้อื่น ให้ใช้ท่าที เมตตา และค่อยเป็นค่อยไปมากกว่าการบังคับ เพราะความรู้สึกปลอดภัยคือพื้นฐานที่จะทำให้คนอยากกลับมาเจอผู้คนอีกครั้ง.

เทคนิคสำคัญคือใช้ “ความเชื่อมโยงกับคนที่ปลอดภัย” มาช่วยลดพลังของความอับอายในกลุ่ม แทนที่จะหนีหรือปิดตัวเอง เพราะความอับอายเติบโตได้ดีในความลับ แต่จะอ่อนแรงลงเมื่อเจอความเข้าใจและความเห็นอกเห็นใจจากผู้อื่น.positivepsychology+4

1. หา “คนที่ปลอดภัย” ในกลุ่ม

  • มองหาคนที่ดูไม่ตัดสินง่าย รับฟัง และมีท่าทีอบอุ่น (อาจเป็นเพื่อนหนึ่งคน ผู้นำกลุ่ม หรือคนที่นิสัยซอฟต์ๆ) แล้วลองเริ่มสนทนา/ขอความช่วยเหลือจากเขาก่อน.effectiveliving+2

  • ความสัมพันธ์แบบ “mutually empathic” คือเราฟังเขาด้วย เขาฟังเราด้วย จะช่วยเพิ่มความทนทานต่อ shame ได้มากกว่าการสู้คนเดียว.magnoliacounselinggroup+2

2. พูดถึงสิ่งที่อับอายแบบเลือกคน เลือกเวลา

  • เล่าเรื่องที่อายกับ “คนที่เชื่อถือได้” ไม่ใช่ทั้งกลุ่ม เช่น เพื่อนสนิทในกลุ่ม หรือคุยนอกรอบ แทนที่จะพูดกลางวงทันที.psychologytoday+3

  • ใช้หลัก “share from the scar, not the wound” คือเล่าเท่าที่เราพอรับไหว ไม่ต้องเปิดหมด 100% ในครั้งเดียว เพื่อให้รู้สึกปลอดภัยและค่อยๆ สร้างความไว้ใจ.andrewhorn.substack+1

3. ใช้ความเปราะบาง (vulnerability) แบบมีสติ

  • ลองพูดความรู้สึกง่ายๆ เช่น “เมื่อกี้เรารู้สึกอาย/เขิน/กลัวว่าจะโดนมองว่าโง่เลยเงียบไป” กับคนที่ไว้ใจได้ การยอมรับความรู้สึกตรงๆ เปิดพื้นที่ให้เขาตอบด้วยความเข้าใจ.councilforrelationships+2

  • การแสดง shame อย่างจริงใจและถ่อมตัวในบางสถานการณ์กลับช่วยสร้างความไว้ใจและเพิ่มความร่วมมือในกลุ่มได้ เพราะคนอื่นรู้สึกว่าเรา “เป็นมนุษย์เหมือนกัน”.psychologytoday+1

4. สร้างบรรยากาศกลุ่มที่ไม่เล่นเกมอับอาย

  • ถ้าคุณมีอิทธิพลในกลุ่ม (เช่น เพื่อนสนิทหลายคน หรือนำกิจกรรม) ช่วยตั้งโทนว่า “ไม่ล้อเลียนข้อผิดพลาดส่วนตัว” เน้นให้กำลังใจและ feedback ที่เคารพกัน.southcounseling+2

  • เสนอรูปแบบแบ่งปันประสบการณ์แบบสมัครใจ เช่น แต่ละคนเล่าเรื่องที่เคยพลาดเล็กๆ แล้วเรียนรู้อะไรจากมัน เพื่อให้เห็นว่า “ทุกคนเคยพลาด” ไม่ใช่แค่เราคนเดียว.addictions-healing+2

5. ฝึก self-compassion ไปพร้อมกับการเชื่อมโยง

  • ขณะอยู่ในกลุ่ม ให้เตือนตัวเองเงียบๆ ว่า “ไม่ได้มีแค่เราคนเดียวที่เคยทำพลาด/เคยอาย” นี่คือการใช้มุมมอง “common humanity” ว่าทุกคนมีด้านนี้.selfcompassionacademy+2

  • พอออกจากสถานการณ์แล้ว ลองทบทวนกับเพื่อนที่ไว้ใจได้ว่า จริงๆ กลุ่มมองเหตุการณ์อย่างไรบ้าง หลายครั้งเรามองตัวเองแรงกว่าที่คนอื่นมองมาก การได้ยินมุมมองที่กรุณาจากคนอื่นช่วยคลาย shame ลงได้มาก.greenstonecounseling+2

  1. https://positivepsychology.com/shame-resilience-theory/
  2. https://wildtreewellness.com/building-shame-resilience/
  3. https://www.effectiveliving.com.au/building-shame-resiliency/
  4. https://www.magnoliacounselinggroup.com/shame-resilience
  5. https://www.greenstonecounseling.com/post/building-emotional-strength-with-shame-resilience-therapy
  6. https://www.southcounseling.com/connections-shame-resilience-group
  7. https://rootsbecometrees.wordpress.com/wp-content/uploads/2014/04/shame-resilience-theory-a-grounded-theory-study-on-women-and-shame.pdf
  8. https://www.psychologytoday.com/us/blog/an-interpersonal-lens/202501/guilt-shame-and-cooperation
  9. https://andrewhorn.substack.com/p/working-with-shame-a-practical-6
  10. https://positivepsychologynews.com/news/steve-safigan/2012051622128
  11. https://councilforrelationships.org/social-connection-shame-navigating-emotional-challenges/
  12. https://www.addictions-healing.com/blog/the-importance-of-group-therapy-for-shame-reduction
  13. https://go-dialogue.co.uk/working-with-shame-in-conflict-resolution/
  14. https://psyche.co/guides/how-to-cope-with-shame-by-understanding-where-it-comes-from
  15. https://bravetherapy.com/shame-resilience/
  16. https://selfcompassionacademy.com/reducing-shame/
  17. https://www.rivernorthcounseling.com/counseling/encouraging-open-conversations-and-reducing-shame/
  18. https://conniecurlett.com/daring-way-counseling-groups/
  19. https://www.facebook.com/lewishowes/posts/bren%C3%A9-brown-explains-how-speaking-about-your-experiences-can-erase-shame/1190440195773932/
  20. https://knowledge.insead.edu/leadership-organisations/six-steps-overcome-shame
  21. https://therapyinanutshell.com/how-to-heal-from-toxic-shame-and-regret/
   
 

ความต้องการ “เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม” เป็นแรงขับพื้นฐานที่ทำให้มนุษย์พยายามเข้ากลุ่ม ปรับตัว ทำตามกฎ หรือหลีกเลี่ยงการถูกปฏิเสธ จนส่งผลต่อพฤติกรรมในชีวิตประจำวันเกือบทุกด้าน.scienceofmind+3

ทำไมความต้องการเป็นส่วนหนึ่งจึงทรงพลัง

  • นักวิจัยอย่าง Baumeister และ Leary เสนอว่า “need to belong” เป็นแรงจูงใจพื้นฐานระดับเดียวกับความหิวหรือกระหายน้ำ คือมนุษย์มีแรงผลักดันจะสร้างและรักษาความสัมพันธ์ที่มั่นคงกับคนอื่นเสมอ.pubmed.ncbi.nlm.nih+2

  • เมื่อรู้สึกไม่เป็นส่วนหนึ่ง สมองและอารมณ์ตอบสนองคล้าย “ความเจ็บปวด” และเชื่อมโยงกับความเหงา วิตกกังวล ซึมเศร้า และสุขภาพที่แย่ลง.omicsonline+2

ส่งผลต่อพฤติกรรมส่วนตัวอย่างไร

  • ทำให้คนพยายามสร้างและรักษาความสัมพันธ์ เช่น ทักทาย พูดดี ยอมขอโทษ หรือยอมประนีประนอมเพื่อไม่ให้ความสัมพันธ์พัง.wikipedia+2

  • เมื่อถูกปฏิเสธหรือกันออกจากกลุ่ม บางคนอาจตอบสนองด้วยการเก็บตัว ซึมเศร้า หรือกลับกันคือก้าวร้าว ขาดการยับยั้งใจ และหันไปพฤติกรรมเสี่ยง เช่น กิน/ดื่มเกินควบคุม.pubmed.ncbi.nlm.nih+2

ส่งผลต่อการคิดและความรู้สึก

  • ความรู้สึก “เป็นคนในกลุ่ม” ช่วยเพิ่มความมั่นใจในตัวเอง ความคุ้มค่าในชีวิต และแรงจูงใจในการทำสิ่งต่างๆ เช่น ตั้งเป้าหมายระยะยาวหรือพัฒนาตัวเอง.ebsco+2

  • ในทางกลับกัน การรู้สึกเป็นคนนอกทำให้ตีความสถานการณ์ในมุมลบมากขึ้น ระแวงการถูกตัดสินง่ายขึ้น และอาจทำให้เชื่อว่าตัวเอง “ไม่ดีพอ”.apa+2

ในโรงเรียน ที่ทำงาน และสังคม

  • ในโรงเรียนและมหาวิทยาลัย นักศึกษาที่รู้สึกว่าตัวเองมีที่ยืนในโรงเรียน มีเพื่อนและครูที่ใส่ใจ มักมีผลการเรียนดีขึ้น ปรับตัวได้ดี และมีปัญหาทางอารมณ์น้อยลง.pmc.ncbi.nlm.nih+2

  • ในที่ทำงาน การรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของทีมช่วยให้คนร่วมมือกันมากขึ้น กล้าเสนอไอเดีย และมีแรงจูงใจในการทำงานสูงขึ้น ในขณะที่บรรยากาศ排除ทำให้เกิดความขัดแย้งและการลาออกเพิ่มขึ้น.psychsafety+2

ด้านมืดของความต้องการเป็นส่วนหนึ่ง

  • ความต้องการเข้ากลุ่มอาจทำให้คน “ตามกลุ่ม” มากเกินไป เช่น ทำตามเพื่อนแม้รู้ว่าไม่ถูก หรือยอมทำสิ่งที่ขัดกับค่านิยมตัวเองเพื่อไม่ให้โดนทิ้ง.cliffsnotes+2

  • กลุ่มที่ให้ความรู้สึกเป็นเจ้าของอย่างแน่นแฟ้นอาจนำไปสู่ “เรา vs เขา” ทำให้เกิดอคติ ความเกลียดชัง หรือความรุนแรงต่อคนนอกกลุ่มได้.omicsonline+2

  1. https://scienceofmind.org/how-the-need-to-belong-influences-human-behavior-and-motivation/
  2. https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/7777651/
  3. https://en.wikipedia.org/wiki/Belongingness
  4. https://everydaypsych.com/2631/
  5. https://www.omicsonline.org/open-access/the-psychology-of-belonging-understanding-the-social-forces-behind-group-dynamics-science-1000245-135021.html
  6. https://www.ebsco.com/research-starters/social-sciences-and-humanities/belongingness-sense-belonging
  7. https://www.apa.org/news/podcasts/speaking-of-psychology/human-behavior
  8. https://pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC8405711/
  9. https://psychsafety.com/wp-content/uploads/2025/04/belonging-and-psych-safety-1.pdf
  10. https://www.cliffsnotes.com/study-notes/22306412
  11. https://www.youtube.com/watch?v=PtInmebhKzU
  12. https://pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC9955914/
  13. https://samples.eduwriter.ai/859110289/need-to-belong-essay
  14. https://psychologyfanatic.com/belongingness/
  15. https://happyfinder.co.kr/post/baumeister-r-f-leary-m-r-1995-the-need-to-belong-desire-for-interpersonal-attachments-as-a-fundamental-human-motivation-psychological-bulletin-1173-497/
  16. https://ia903208.us.archive.org/16/items/BaumeisterAndLeary/baumeister%20and%20leary_text.pdf
  17. https://www.hendrix.edu/uploadedFiles/Academics/Faculty_Resources/2016_FFC/Baumeister%20and%20Leary%20(1995).pdf
  18. https://www.psychologytoday.com/us/blog/sense-of-belonging/202202/the-science-behind-our-need-to-belong
  19. https://www.studocu.com/en-us/document/harvard-university/humanities-colloquium/baumeister-and-leary-the-need-to-belong/82466197
  20. https://www.evidencebasedmentoring.org/the-need-to-belong-new-meta-analysis-highlights-the-importance-of-a-sense-of-belonging/
 

ความต้องการ “ถูกยอมรับและเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม” เป็นเรื่องปกติของมนุษย์ แต่เมื่อมีคนหนึ่งในกลุ่มทำตัวแปลกแยก สิ่งสำคัญคือรักษา ความเมตตา และขอบเขตที่ดีไปพร้อมกัน ไม่ใช่ฝืนให้เขาเหมือนคนอื่นหรือผลักเขาออกไป.psychologytoday+2

1. ทำความเข้าใจว่าเขา “แปลกแยก” เพราะอะไร

  • บางคนถอยออกจากกลุ่มเพราะเหนื่อย ลังเล เขินอาย หรือมีปัญหาสุขภาพจิต เช่น วิตกกังวล ซึมเศร้า ไม่ได้แปลว่าเขาไม่ชอบเราเสมอไป.betterhelp+2

  • บางคนเป็นคนเก็บตัว (introvert) อยู่แล้ว จึงไม่ชอบกิจกรรมกลุ่มเยอะๆ แต่ยังเห็นคุณค่าความสัมพันธ์อยู่ แค่ใช้พลังงานเยอะในการเข้าสังคม.talkspace+1

2. แสดงการยอมรับแบบไม่กดดัน

  • ทักทาย ชวนคุย หรือชวนเข้าร่วมกิจกรรมเล็กๆ เป็นครั้งคราว แสดงให้เห็นว่า “กลุ่มยินดีต้อนรับ” แต่ไม่บังคับ.lancashire+1

  • ใช้ภาษาที่ไม่กล่าวโทษ เช่น “เราเป็นห่วงนะ ช่วงนี้ไม่ค่อยเห็นเลย เป็นยังไงบ้าง” แทน “ทำไมเดี๋ยวนี้ไม่มาร่วมอะไรกับเพื่อนเลย”.conversations.movember+1

3. เปิดพื้นที่ปลอดภัยให้เขา

  • ถ้ามีโอกาส ลองคุยส่วนตัว ถามฟังมุมมองเขาว่ารู้สึกอย่างไรกับกลุ่ม มีอะไรที่ทำให้ไม่สบายใจบ้าง แล้วตั้งใจฟังโดยไม่รีบโต้แย้ง.talkspace+1

  • บางครั้งคนที่ถอยออกไปแค่ต้องการรู้สึกว่าพูดได้ โดยไม่โดนตัดสิน การมีคนในกลุ่มสักคนที่เขาไว้ใจได้จะช่วยลดการแยกตัวลง.talktoangel+1

4. ปรับรูปแบบกลุ่มให้ “รวมคนต่าง”

  • ลองมีกิจกรรมที่หลากหลาย ทั้งแบบคุยเงียบๆ กลุ่มเล็ก และกิจกรรมสนุกเสียงดัง ให้คนหลายสไตล์เลือกเข้าร่วมในแบบที่ถนัด.heartwisesupport+1

  • วางกติกากลุ่มง่ายๆ เช่น เคารพความต่าง ไม่ล้อเลียน ไม่บังคับให้เล่าชีวิตส่วนตัว ช่วยให้คนที่ระวังตัวรู้สึกปลอดภัยมากขึ้น.sandyhookpromise+1

5. ดูแลขอบเขตของตัวเองและของกลุ่มด้วย

  • ถ้าอีกฝ่ายมีพฤติกรรมที่ทำร้ายคนอื่น เช่น เสียดสี ดูถูก หรือทำลายบรรยากาศ อาจต้องตั้งขอบเขตชัด เช่น บอกตรงๆ อย่างสุภาพว่าอะไรที่กลุ่มรับได้หรือไม่ได้.donforsythgroups.wordpress+1

  • ยอมรับว่าบางคน “ต้องการระยะห่าง” มากกว่าคนอื่น การเคารพระยะนั้น แต่ยังคงความสุภาพและเปิดรับ ถือเป็นการยอมรับเขาในแบบที่เขาเป็นเช่นกัน.psychologytoday+1

หากสถานการณ์ทำให้กังวลใจมาก (เช่น เขาดูซึมเศร้าหนัก หรือพูดถึงการทำร้ายตัวเอง) การแนะนำให้เขาลองคุยกับผู้เชี่ยวชาญหรือครู/ที่ปรึกษา เป็นอีกทางที่ช่วยได้โดยไม่ต้องแก้ทุกอย่างด้วยตัวเอง.missionconnectionhealthcare+2

  1. https://www.psychologytoday.com/us/blog/living-single/201804/the-5-types-people-who-withdraw-social-life
  2. https://www.talkspace.com/blog/dealing-with-distant-people/
  3. https://conversations.movember.com/en/resources/how-to-help-a-friend-who-is-withdrawing/
  4. https://www.betterhelp.com/advice/behavior/what-is-withdrawn-behavior-and-what-causes-it/
  5. https://www.verywellmind.com/what-causes-social-withdrawal-7095469
  6. https://pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC10740958/
  7. https://www.lancashire.gov.uk/media/899616/checklist-for-groups.pdf
  8. https://www.sandyhookpromise.org/resources/ways-to-help/how-you-can-end-social-isolation-in-your-community/
  9. https://www.talktoangel.com/area-of-expertise/social-isolation
  10. https://www.heartwisesupport.org/post/how-community-engagement-reduces-social-isolation
  11. https://donforsythgroups.wordpress.com/2020/03/20/the-psychology-of-isolated-groups/
  12. https://www.linkedin.com/pulse/shift-relationships-colleagues-who-distance-themselves-o-p-yadav-x9qjc
  13. https://missionconnectionhealthcare.com/mental-health/social-interpersonal-symptoms/social-withdrawal/
  14. https://pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC11658517/
  15. https://www.reddit.com/r/managers/comments/1ooq6q3/advice_on_a_disconnected_team_member/
  16. https://www.webmd.com/depression/features/depression-traps-and-pitfalls
  17. https://www.nikawhite.com/2019/05/16/how-to-battle-isolation-as-a-diversity-and-inclusion-leader
  18. https://socialself.com/blog/friends-distance-themselves/
  19. https://www.reddit.com/r/socialskills/comments/1aj38v0/do_you_ever_confront_friends_who_start_distancing/
  20. https://www.sciencedirect.com/science/article/pii/S0022103121000615

 ความต้องการที่จะเป็นส่วนหนึ่ง: ความปรารถนาที่จะมีความผูกพันระหว่างบุคคลเป็นแรงจูงใจพื้นฐานของมนุษย์” ได้ระบุอย่างชัดเจนว่า การเป็นส่วนหนึ่งเป็นความต้องการสากลของมนุษย์ ฝังแน่นอยู่ในแรงจูงใจของเผ่าพันธุ์มนุษย์ และสืบเนื่องมาจากรากเหง้าบรรพบุรุษของเรา บทความนี้ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญในความเข้าใจของเราเกี่ยวกับการเป็นส่วนหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนที่เกี่ยวข้องกับความคิด ความรู้สึก และพฤติกรรมของเรา

 ความภาคภูมิใจในตนเองเป็นปัจจัยสำคัญในการแสวงหาความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม

การขาดการพบปะแบบเห็นหน้ากันนั้นเป็นตัวกัดกร่อนความสัมพันธ์ของเรา  

รับมือคนที่ “คิดว่าตัวเองเหนือกว่าคนอื่นตลอดเวลา” หลักๆ คือปกป้องคุณค่าของตัวเอง ตั้งขอบเขตให้ชัด และไม่หลงไปเล่นเกมอีโก้ของเขา แต่ก็ไม่จำเป็นต้องสู้รบทุกครั้ง.kimtasso+3

1. มองให้เห็น “ปัญหาเขา ไม่ใช่ปัญหาคุณ”

  • คนที่แสดงตัวเหนือกว่าบ่อยๆ มักมีความไม่มั่นคงข้างใน ใช้ความหยิ่ง/ดูถูกเพื่อกดคนอื่นให้ตัวเองรู้สึกโอเคขึ้น.healthline+3

  • แยกให้ชัดว่า “เขาคิดกับตัวเองยังไง” กับ “คุณมีคุณค่าเท่าไร” เป็นคนละเรื่องกัน จะช่วยให้ไม่โดนคำพูดเขาทำร้ายง่ายๆ.totalsuccess+2

2. รักษาสงบ ไม่เล่นเกมอีโก้

  • อย่าพยายาม “พิสูจน์ว่าใครเก่งกว่า” เพราะมักจะกลายเป็นการปะทะที่ไม่มีวันจบ และเขามักไม่พร้อมฟังเหตุผลอยู่แล้ว.psychologytoday+2

  • ฝึกตอบแบบนิ่ง สุภาพ แต่มั่นคง เช่น พูดสั้นๆ ชัดๆ แล้วหยุด ไม่เถียงลากยาว ช่วยรักษาศักดิ์ศรีตัวเองโดยไม่ต้องดราม่า.mentalzon+3

3. ตั้งขอบเขตให้ชัดเจน

  • กำหนดในใจว่า “อะไรรับได้ อะไรรับไม่ได้” เช่น การดูถูก เสียดสี ข้ามเส้นแล้วต้องมีการหยุดบทสนทนา หรือเดินออกมา.charliehealth+2

  • ถ้าจำเป็นต้องพูดตรงๆ ใช้รูปแบบ “เมื่อคุณทำ X ฉันรู้สึก Y ดังนั้นฉันต้องการ Z” เช่น “เวลาคุณพูดดูถูกแบบนั้น ฉันรู้สึกไม่สบายใจ ขอไม่ให้คุยกันในโทนนี้”.kimtasso+2

4. ใช้ความเป็นมืออาชีพ เลือกพื้นที่ที่ต้องเจอ

  • ในที่ทำงานหรือสถานการณ์ที่เลี่ยงไม่ได้ ให้โฟกัสที่งานและข้อมูล ไม่โฟกัสที่เกมอีโก้ เช่น กลับไปที่ข้อเท็จจริง เป้าหมายร่วม และกติกาของทีม.thepeoplementor+1youtube

  • ถ้าเป็นความสัมพันธ์ส่วนตัวและอีกฝ่ายไม่เคยเคารพขอบเขตเลย การลดระยะห่าง หรือค่อยๆ ถอยออกจากความสัมพันธ์ก็เป็นทางเลือกที่ปกป้องสุขภาพจิตของคุณเช่นกัน.changingminds+2

5. ดูแลใจตัวเองเป็นพิเศษ

  • อยู่ใกล้คนแบบนี้นานๆ ทำให้เริ่มสงสัยคุณค่าตัวเอง จึงควรมี “กลุ่มปลอดภัย” ที่คุณได้รับการเคารพและยอมรับจริงๆ ควบคู่ไปด้วย.scienceofmind+1

  • ถ้าต้องอยู่กับเขาเป็นเวลานาน (เช่น คนในครอบครัว/หัวหน้า) แล้วรู้สึกโดนกระทบหนัก การคุยกับที่ปรึกษา นักจิตวิทยา หรือคนที่ไว้ใจได้จะช่วยให้วางใจและวางขอบเขตได้ดีขึ้น.rula+2

  1. https://kimtasso.com/dealing-with-difficult-people-nine-strategies-for-dealing-with-arrogance/
  2. https://www.totalsuccess.co.uk/dealing-with-difficult-people-the-arrogant-person/
  3. https://www.psychologytoday.com/us/blog/unified-theory-happiness/202005/6-ways-deal-arrogant-people
  4. https://www.psychologytoday.com/us/blog/wander-woman/202109/how-to-deal-with-dismissive-and-arrogant-people
  5. https://www.healthline.com/health/mental-health/superiority-complex
  6. https://www.verywellmind.com/superiority-complex-causes-characteristics-and-coping-7095818
  7. https://www.psychologytoday.com/us/blog/fulfillment-at-any-age/201703/why-some-people-think-theyre-superior
  8. https://mentalzon.com/en/post/3103/how-to-deal-with-arrogant-people-without-losing-your-cool
  9. https://www.charliehealth.com/post/how-to-set-boundaries-with-a-narcissist
  10. https://www.choosingtherapy.com/setting-boundaries-with-a-narcissist/
  11. https://psychcentral.com/blog/narcissism-decoded/2017/06/11-ways-to-set-boundaries-with-narcissists
  12. https://thepeoplementor.co.uk/dealing-with-people-who-act-superior-to-you/
  13. https://www.youtube.com/watch?v=KnCamLM_Rd4
  14. http://changingminds.org/blog/1604blog/160424blog.htm
  15. https://scienceofmind.org/how-the-need-to-belong-influences-human-behavior-and-motivation/
  16. https://en.wikipedia.org/wiki/Belongingness
  17. https://www.rula.com/blog/superiority-complex/
  18. https://www.reddit.com/r/AskReddit/comments/1anmj0c/what_is_the_best_way_to_deal_with_people_who_have/
  19. https://www.reddit.com/r/AskReddit/comments/177i8bd/how_to_deal_with_someone_with_a_superiority/
  20. https://kevinohlsson.com/blog/words-for-someone-who-thinks
  21. https://www.reddit.com/r/NarcissisticAbuse/comments/10k1fq2/how_to_hold_boundaries_with_a_narcissist/
  22. https://www.talkspace.com/mental-health/conditions/articles/how-to-set-boundaries-with-a-narcissist/

ไม่มีความคิดเห็น: