วันอังคารที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568

Humanizing Others, Humanizing Ourselves

Josh Bartok/ Used with Permission
Source: Josh Bartok/ Used with Permission

Humanizing Others, Humanizing Ourselves By Lizabeth Roemer, Ph.D. and Josh Bartok

การทำให้คนอื่นเป็นมนุษย์ การทำให้ตัวเราเป็นมนุษย์

Reduce the tendency to dehumanize others with these strategies.

ลดแนวโน้มที่จะลดทอนความเป็นมนุษย์ของผู้อื่นด้วยกลยุทธ์เหล่านี้

 Updated | Reviewed by Ray Parker

Key points

  • Dehumanization increases risks of violence, marginalization, injustice, and further cycles of dehumanization. การลดทอนความเป็นมนุษย์เพิ่มความเสี่ยงต่อความรุนแรง การถูกละเลย ความอยุติธรรม และวัฏจักรของการลดทอนความเป็นมนุษย์ให้มากยิ่งขึ้น
  • We can interrupt the cycle by noticing our reactions and trying to remember shared humanity instead. เราสามารถหยุดวงจรได้ด้วยการสังเกตปฏิกิริยาของเราและพยายามจดจำความเป็นมนุษย์ร่วมกันแทน
  • Practicing perspective-taking, understanding systemic factors, and accepting our own complexity can help. การฝึกการมองจากมุมมองต่างๆ การเข้าใจปัจจัยในระบบ และการยอมรับความซับซ้อนของตัวเราเองสามารถช่วยได้

It can be easy to dismiss dehumanization as something done only by “those people over there,” but recognizing a tendency in ourselves to see others whose actions we object to as less than fully human can help us interrupt cycles of violence and retaliation. Ironically, imagining these tendencies as something that has no relation to us (“I am nothing like that”) is itself a way of dehumanizing or othering others. But when we are aware of how easy it can be for us ourselves to lose track of the humanness of others, we can instead develop habits that allow us to practice an expansive humanization of ourselves and others. And this practice is a path to peace—both inner and outer.

การมองข้ามการดูถูกเหยียดหยามผู้อื่นว่าเป็นเพียงการกระทำของ “คนเหล่านั้น” นั้นอาจทำได้ง่าย แต่การตระหนักรู้ว่าเรามีแนวโน้มที่จะมองผู้อื่นที่เราไม่เห็นด้วยว่าการกระทำของพวกเขานั้นไม่ถือเป็นมนุษย์อย่างแท้จริงนั้นจะช่วยให้เราสามารถหยุดยั้งวัฏจักรแห่งความรุนแรงและการแก้แค้นได้ ในทางกลับกัน การจินตนาการว่าพฤติกรรมเหล่านี้ไม่เกี่ยวข้องกับเรา (“ฉันไม่ใช่แบบนั้น”) ถือเป็นวิธีดูถูกเหยียดหยามผู้อื่นหรือทำให้ผู้อื่นเป็นอื่น แต่เมื่อเราตระหนักว่าการที่ตัวเราเองมองข้ามความเป็นมนุษย์ของผู้อื่นนั้นเป็นเรื่องง่ายเพียงใด เราก็สามารถพัฒนาพฤติกรรมที่ช่วยให้เรามองเห็นความเป็นมนุษย์ในตัวเราและผู้อื่นได้กว้างขึ้น และการกระทำดังกล่าวเป็นหนทางสู่สันติภาพทั้งภายในและภายนอก

“If I Were in Their Shoes”

It’s easy to observe the behavior of an individual or a group of people and think or say, “If I were in their shoes.” Then, proceed to say what we would do differently if we were ourselves, with our histories and experiences, suddenly put into their lives, but this is perhaps too simplistic. To reach a deeper level of understanding, it can be helpful to imagine that we have lived that person's (or that group’s) entire life experience, day after day, from the time they were born until the very moment they took some action we object to. What if we had been treated the way they have been treated throughout our lives, oppressed, perhaps abused, regarded with contempt? What if we were treated as less-than-human and shut out of spaces and conversations the way they have been? What if, for our entire lives, we had been denied access to resources and opportunities the way they have been? If we truly imagine that we have walked in someone else's shoes from before the time they had shoes, we will find that we can understand their words and actions much better. This goes beyond “there but for the grace of God (or circumstance) go I” to a profound realization of the reality that, in a really important way, even now, “there go I.” 

“ถ้าฉันอยู่ในสถานการณ์เดียวกับพวกเขา”

การสังเกตพฤติกรรมของบุคคลหรือกลุ่มคนแล้วคิดหรือพูดว่า “ถ้าฉันอยู่ในสถานการณ์เดียวกับพวกเขา” นั้นเป็นเรื่องง่าย จากนั้นก็พูดถึงสิ่งที่เราจะทำแตกต่างไปหากเราเป็นตัวเองพร้อมกับประวัติและประสบการณ์ของเรา ซึ่งบางทีอาจจะง่ายเกินไป หากต้องการเข้าใจในระดับที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น อาจลองนึกภาพว่าเราใช้ชีวิตของบุคคลนั้น (หรือกลุ่มคนนั้น) มาทั้งวันแล้ววันเล่า ตั้งแต่เขาเกิดจนถึงวินาทีที่เขาทำบางอย่างที่เราไม่เห็นด้วย จะเป็นอย่างไรหากเราได้รับการปฏิบัติเช่นเดียวกับที่เขาได้รับมาตลอดชีวิต ถูกกดขี่ ถูกทำร้าย ถูกมองด้วยความดูถูก จะเป็นอย่างไรหากเราถูกปฏิบัติเหมือนเป็นคนไร้ค่าและถูกกีดกันไม่ให้เข้าถึงพื้นที่และบทสนทนาเหมือนกับที่เขาได้รับ จะเป็นอย่างไรหากตลอดชีวิตของเรา เราถูกปฏิเสธการเข้าถึงทรัพยากรและโอกาสต่างๆ เหมือนกับที่เขาได้รับ หากเราจินตนาการอย่างแท้จริงว่าเราเคยอยู่ในสถานการณ์เดียวกับคนอื่นตั้งแต่ก่อนที่เขาจะสวมรองเท้า เราก็จะพบว่าเราสามารถเข้าใจคำพูดและการกระทำของพวกเขาได้ดีขึ้นมาก นี่ไปไกลเกินกว่า “แต่ด้วยพระคุณของพระเจ้า (หรือสถานการณ์) ฉันก็ไป” ไปสู่การตระหนักอย่างลึกซึ้งถึงความเป็นจริงที่ว่า ในทางที่สำคัญจริงๆ แม้แต่ในเวลานี้ “ฉันก็ไป”

 

The Power of Personal Names

In an article I use in my doctoral-level research methods course, Pratto (2002) suggests that researchers imagine replacing the term “participants” or “subjects” with their own family name to ensure that what they are writing is respectful. (So, rather than writing “Subjects in the study developed symptoms of X in response to….”, I might probe the humanity of that sentence by imagining it read “Roemers developed…”). I really like this suggestion, and I’ve recently been considering the impact of replacing general depersonalized terms with more personal, intimate ones in our words and thoughts. This can be powerful with people and even with the natural world. For instance, in my family, we’ve taken up a practice of naming the squirrels and birds that visit our deck. As a result, anytime we see a male cardinal, we cheerfully greet him as Hank and feel a more personal connection to the bird (even as we recognize that “Hank” is probably many birds). When I see upsetting events in the news or on social media, I remind myself that each person involved is a person with a name, with people who love them, and with wants and needs just like me and the people I love. 

ในบทความที่ฉันใช้ในหลักสูตรวิธีการวิจัยระดับปริญญาเอก Pratto (2002) แนะนำให้นักวิจัยลองจินตนาการว่าการแทนที่คำว่า "ผู้เข้าร่วม" หรือ "ผู้ทดลอง" ด้วยนามสกุลของตนเอง เพื่อให้แน่ใจว่าสิ่งที่พวกเขาเขียนนั้นสุภาพ (ดังนั้น แทนที่จะเขียนว่า "ผู้เข้าร่วมในการศึกษามีอาการของ X จากการตอบสนองต่อ..." ฉันอาจลองทดสอบความเป็นมนุษย์ของประโยคนั้นโดยจินตนาการว่าประโยคนั้นอ่านว่า "Roemers พัฒนา...") ฉันชอบคำแนะนำนี้มาก และเมื่อไม่นานนี้ ฉันได้พิจารณาผลกระทบของการแทนที่คำศัพท์ทั่วไปที่แยกจากความเป็นบุคคลด้วยคำศัพท์ส่วนตัวที่ใกล้ชิดมากขึ้นในคำพูดและความคิดของเรา วิธีนี้มีพลังกับผู้คนและแม้แต่กับธรรมชาติ ตัวอย่างเช่น ในครอบครัวของฉัน เรามักจะตั้งชื่อกระรอกและนกที่เข้ามาที่ระเบียงบ้านของเรา ดังนั้น ทุกครั้งที่เราเห็นนกคาร์ดินัลตัวผู้ เราจะทักทายมันอย่างร่าเริงว่าแฮงค์ และรู้สึกผูกพันกับนกตัวนั้นมากขึ้น (แม้ว่าเราจะรู้ว่า "แฮงค์" อาจเป็นนกหลายชนิดก็ตาม) เมื่อฉันเห็นเหตุการณ์ที่น่าหดหู่ในข่าวหรือบนโซเชียลมีเดียฉันจะเตือนตัวเองว่าทุกคนที่เกี่ยวข้องล้วนเป็นบุคคลที่มีชื่อ มีคนที่รักพวกเขา และมีความต้องการเช่นเดียวกับฉันและคนที่ฉันรัก

See Someone as Human and Still Object to Their Words and Actions

Social psychologists have observed that in some situations, humans are more likely to attribute their own actions to environmental causes while seeing others’ actions as evidence of self-existent and stable traits, i.e., “that’s just the way they are.” Studies have shown that this tendency can vary based on cultural factors (Markus & Kitayama, 1991) but is more likely to occur for negative behaviors observed or enacted (Malle, 2006).

นักจิตวิทยาสังคมได้สังเกตพบว่าในบางสถานการณ์ มนุษย์มักจะมองว่าการกระทำของตนเองเป็นผลมาจากสิ่งแวดล้อมมากกว่า ในขณะที่มองว่าการกระทำของผู้อื่นเป็นหลักฐานของลักษณะนิสัยที่มีอยู่และมั่นคง กล่าวคือ "พวกเขาเป็นแบบนั้นเอง" การศึกษาวิจัยแสดงให้เห็นว่าแนวโน้มนี้สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามปัจจัยทางวัฒนธรรม (Markus & Kitayama, 1991) แต่มีแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นกับพฤติกรรมเชิงลบที่สังเกตหรือแสดงออกมา (Malle, 2006)

I notice in my own responses that when people say or do things that I find particularly harmful, misinformed, and unjust, I can be quick to make more personality-based attributions for these things. For instance, when a person says something cruel, I might dismiss them as a cruel person. When I notice myself doing this, I have an opportunity to practice honoring my thought-out responses to these words and actions while also refraining from dehumanizing those who take them. I have certainly said and done things that I later realized were unkind and misinformed. And I know that deep pain, personal and historical trauma, cultural conditioning, as well as false information and propaganda, can lead people to do and say deeply, and perhaps even dramatically, harmful things. I also know, from my own experience and the psychological literature, that dehumanizing others causes intrapsychic harm to the person doing it, in addition to furthering cycles of harm—in short, when I dehumanize others, I do violence to my own heart and mind. 

ฉันสังเกตเห็นจากการตอบสนองของตัวเองว่าเมื่อคนอื่นพูดหรือทำสิ่งที่ฉันเห็นว่าเป็นอันตราย ไม่ได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง และไม่ยุติธรรม ฉันสามารถหาเหตุผลมาสนับสนุนการกระทำเหล่านั้นได้อย่างรวดเร็วตัวอย่างเช่น เมื่อมีคนพูดอะไรที่โหดร้าย ฉันอาจมองว่าคนๆ นั้นเป็นคนโหดร้าย เมื่อฉันสังเกตเห็นว่าตัวเองกำลังทำสิ่งนี้ ฉันมีโอกาสที่จะฝึกฝนการเคารพการตอบสนองที่คิดมาอย่างดีของฉันต่อคำพูดและการกระทำเหล่านี้ ในขณะที่หลีกเลี่ยงการดูหมิ่นความเป็นมนุษย์ของผู้ที่กระทำการเหล่านั้น ฉันเคยพูดและทำสิ่งต่างๆ ที่ฉันรู้ในภายหลังว่าไม่ดีและไม่ได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง และฉันรู้ว่าความเจ็บปวดอย่างลึกซึ้งบาดแผลทางใจและทางประวัติศาสตร์การหล่อหลอมทางวัฒนธรรม รวมถึงข้อมูลเท็จและการโฆษณาชวนเชื่อ สามารถทำให้ผู้คนทำและพูดในสิ่งที่เป็นอันตรายอย่างร้ายแรง และอาจถึงขั้นร้ายแรงได้ จากประสบการณ์ของตัวเองและวรรณกรรมทางจิตวิทยา ฉันยังรู้ด้วยว่า การทำให้ผู้อื่นไร้มนุษยธรรมก่อให้เกิดอันตรายทางจิตภายในแก่ผู้กระทำ นอกเหนือจากการทำให้เกิดวงจรแห่งการทำร้ายอีกด้วย กล่าวโดยย่อ เมื่อฉันทำให้ผู้อื่นไร้มนุษยธรรม ฉันกำลังทำร้ายหัวใจและจิตใจของตัวเอง

The practice then, in service of others as well as myself, is to cultivate compassion (perhaps using some of these strategies), while still holding them accountable for their actions, and striving to live in accord with my own values. That said, in contexts in which our own humanity is being denied, we may practice this compassion internally and from a distance. As writer and healer Prentiss Hemphill wisely notes of boundaries, they "are the distance at which I can love you and me simultaneously.” We can remove ourselves from the harmful words and actions of others while still seeing them as human.

การปฏิบัตินี้เพื่อช่วยเหลือผู้อื่นและตัวฉันเองก็คือ การปลูกฝังความเมตตา (บางทีอาจใช้กลยุทธ์บางอย่างเหล่านี้ ) ในขณะที่ยังต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของพวกเขา และพยายามดำเนินชีวิตตามค่านิยมของตัวเอง กล่าวคือ ในบริบทที่มนุษย์ของเราถูกปฏิเสธ เราอาจฝึกฝนความเมตตานี้จากภายในและจากระยะไกล ดังที่นักเขียนและผู้บำบัดอย่าง Prentiss Hemphill ได้กล่าวถึงขอบเขตไว้อย่างชาญฉลาดว่า " ขอบเขตคือระยะห่างที่ฉันสามารถรักคุณและฉันในเวลาเดียวกัน" เราสามารถแยกตัวออกจากคำพูดและการกระทำที่เป็นอันตรายของผู้อื่นได้ ในขณะที่ยังคงมองว่าพวกเขาเป็นมนุษย์

Reject False Binaries

Sometimes, the urge to see others as less than human comes from the perception that we must either recognize others’ humanity or recognize our own because there cannot possibly be room for both. This creates a false binary—an imagined either/or that pushes out the more expansive reality of both/and. In such circumstances, it is essential for the well-being of all of us, both alone and together, to practice a spaciousness that recognizes the humanity of all of us. We must continually deprogram ourselves from messaging that somehow care for others will diminish us or that we must neglect ourselves in service of others. The truth is, always and inevitably, we are all interconnected.

บางครั้ง แรงกระตุ้นที่จะมองคนอื่นว่าด้อยกว่ามนุษย์นั้นมาจากการรับรู้ว่าเราต้องยอมรับความเป็นมนุษย์ของผู้อื่นหรือยอมรับความเป็นมนุษย์ของตนเอง เพราะไม่มีทางเป็นไปได้ที่ทั้งสองอย่างนี้จะมีพื้นที่ว่าง สิ่งนี้จะสร้างความแตกต่างแบบเท็จขึ้นมา นั่นคือ การจินตนาการว่าต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งผลักดันความเป็นจริงที่กว้างขวางกว่าของทั้งสองอย่างนี้ออกไป ในสถานการณ์เช่นนี้ จำเป็นอย่างยิ่งต่อความเป็นอยู่ที่ดีของพวกเราทุกคน ไม่ว่าจะอยู่คนเดียวหรืออยู่ร่วมกัน ที่จะต้องฝึกฝนความกว้างขวางที่ยอมรับความเป็นมนุษย์ของพวกเราทุกคน เราต้องล้างโปรแกรมตัวเองอย่างต่อเนื่องจากข้อความที่ว่าการเอาใจใส่ผู้อื่นจะทำให้เราด้อยค่าลง หรือเราต้องละเลยตัวเองในการให้บริการผู้อื่น ความจริงก็คือ เราทุกคนเชื่อมโยงถึง กันเสมอและหลีกเลี่ยงไม่ได้

One classical Buddhist text, called the Sedaka Sutta, says, “Taking care of oneself, one takes care of others. Taking care of others, one takes care of oneself.”  การดูแลตนเองก็คือการดูแลผู้อื่น การดูแลผู้อื่นก็คือการดูแลตนเอง 

Josh Bartok is a contemplative photographer and life coach. He is the author of two children's books and several collections of inspiring quotes.

References

Haslam, N. (2006). Dehumanization: An Integrative Review Personality and Social Psychology Review 10(3):252-64

Pratto, F. (2002). Integrating experimental and social constructivist social psychology: Some of us are already doing it. Personality and Social Psychology Review, 6, 194-198.

Malle, Bertram F. (2006). "The actor-observer asymmetry in attribution: A (surprising) meta-analysis". Psychological Bulletin. 132 (6): 895–919.

Markus, H. R.; Kitayama, S. (1991). "Culture and the self: Implications for cognition, emotion, and motivation". Psychological Review. 98 (2): 224–253.

Everyone has their own unique way of looking at the world. This view can impact your choices and actions. ทุกคนมีวิธีมองโลกในแบบของตัวเอง มุมมองนี้สามารถส่งผลต่อการเลือกและการกระทำของคุณได้

จากหนังสือHow to Know a Person: The Art of Seeing Others Deeply and Being Deeply Seen  – October 24, 2023by David Brooks When Emmanuel Carrère entered into lives other than his own, his perspectives widened and deepened. He saw others differently, himself differently. He was humanized. He felt with more affection and saw the world with more wisdom. This is the effect that seeing others deeply tends to have on people. As the Harvard psychologist Robert Kegan has observed, what the eye sees more deeply the heart tends to love more tenderly.

เมื่อ Emmanuel Carrère ก้าวเข้าสู่ชีวิตอื่นที่ไม่ใช่ชีวิตของตนเอง มุมมองของเขาจะกว้างไกลและลึกซึ้งขึ้น เขามองผู้อื่นแตกต่างไปจากเดิม มองตนเองแตกต่างไปจากเดิม เขากลายเป็นมนุษย์ เขารู้สึกมีความรักใคร่และมองโลกด้วยปัญญาที่มากขึ้น นี่คือผลที่การมองผู้อื่นอย่างลึกซึ้งมักจะส่งผลต่อผู้คน ดังที่โรเบิร์ต คีแกน นักจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดได้สังเกตไว้ว่า สิ่งที่ตาเห็นได้ลึกซึ้งกว่า หัวใจมักจะรักอย่างอ่อนโยนกว่า

The greatest thing a person does is to take the lessons of life, the hard knocks of life, the surprises of life, and the mundane realities of life and refine their own consciousness so that they can gradually come to see the world with more understanding, more wisdom, more humanity, and more grace. George Bernard Shaw got it right: “Life isn’t about finding yourself. Life is about creating yourself.”

สิ่งที่ดีที่สุดที่คนเราควรทำคือ การนำบทเรียนชีวิต ความยากลำบากในชีวิต ความประหลาดใจในชีวิต และความเป็นจริงในชีวิตประจำวันมาปรับปรุงจิตสำนึกของตนเอง เพื่อที่พวกเขาจะค่อยๆ มองโลกด้วยความเข้าใจมากขึ้น มีปัญญามากขึ้น มีความเป็นมนุษย์มากขึ้น และมีความสง่างามมากขึ้น จอร์จ เบอร์นาร์ด ชอว์พูดได้ถูกต้อง: “ชีวิตไม่ใช่การค้นหาตัวเอง ชีวิตคือการสร้างตัวเองขึ้นมา”

 ตัดแปะโดย เฉลิมชัย เอื้อวิริยะวิทย์

วันอาทิตย์ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568

A Simple Guide to Becoming the Most Interesting Person in the Room

 

A Simple Guide to Becoming the Most Interesting Person in the Room คู่มือง่ายๆ ที่จะทำให้เรากลายเป็นคนที่น่าสนใจที่สุดในห้อง

M. Yu
4 min readApr 19, 2024

Photo by Kelsey Chance on Unsplash

It is human nature that we want to connect with others, want to be valued, and want to be popular. เป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่เราต้องการเชื่อมโยงกับผู้อื่น ต้องการให้ผู้อื่นเห็นคุณค่า และต้องการเป็นที่นิยม

When we see popular people who always seem witty, interesting, and charismatic, we keep wondering ourselves: how can we become them? Or, how can we also become the most interesting person in the room? เมื่อเราเห็นคนดังที่ดูเฉลียวฉลาด น่าสนใจ และมีเสน่ห์อยู่เสมอ เราก็จะสงสัยตัวเองอยู่เสมอว่า เราจะกลายเป็นคนเหล่านั้นได้อย่างไร หรือเราจะกลายเป็นคนที่น่าสนใจที่สุดในห้องได้อย่างไร

If you ask me these questions, the first answers that come to my mind are very simple: หากคุณถามคำถามเหล่านี้กับฉัน คำตอบแรกที่ผุดขึ้นมาในหัวของฉันนั้นง่ายมาก

Be your authentic self, mind your own business, don’t be a people pleaser, just please yourself. เป็นตัวของตัวเอง ไม่ต้องสนใจเรื่องของตัวเอง ไม่ต้องเอาใจคนอื่น แค่เอาใจตัวเองก็พอ

But when I think twice, I have a different point of view. แต่เมื่อฉันคิดดูดีๆ ฉันกลับมีมุมมองที่ต่างออกไป

Being an interesting person is not simply about you, it is also about how you interact with others. การเป็นคนที่น่าสนใจไม่ได้เกี่ยวกับตัวคุณเพียงอย่างเดียว แต่ยังเกี่ยวกับวิธีที่คุณโต้ตอบกับผู้อื่นด้วย

Today, I am going to share with you a simple guide to becoming the most interesting person in the room. วันนี้ ฉันจะแบ่งปันคู่มือง่ายๆ ที่จะทำให้เรากลายเป็นคนที่น่าสนใจที่สุดในห้องกับคุณ

The definition of an interesting person คำจำกัดความของบุคคลที่น่าสนใจ

There is no strict definition of an interesting person, as it is quite subjective. It varies from one person to the other depending on their own opinions. ไม่มีคำจำกัดความที่แน่นอนของบุคคลที่น่าสนใจ เนื่องจากค่อนข้างเป็นปัจเจกบุคคล บุคคลแต่ละคนจะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับความคิดเห็นของแต่ละคน

From my viewpoint, an interesting person should be someone who can connect with people, who shows empathy, and who can make us appreciate their companions. จากมุมมองของฉัน บุคคลที่น่าสนใจควรเป็นคนที่สามารถเชื่อมโยงกับผู้อื่นได้ แสดงความเห็นอกเห็นใจ และทำให้เราชื่นชมเพื่อนของพวกเขาได้

An interesting person should be authentic, interested in others, not self-centered, and well-connected with others. บุคคลที่น่าสนใจควรเป็นคนจริงใจ สนใจคนอื่น ไม่เห็นแก่ตัว และมีความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้อื่น

How to become the most interesting person in the room? จะกลายเป็นบุคคลที่น่าสนใจที่สุดในห้องได้อย่างไร

Rule 1: Be your authentic self กฎข้อที่ 1: เป็นตัวของตัวเอง

Being your authentic self has countless advantages, they also apply to becoming the most interesting person. การเป็นตัวของตัวเองมีข้อดีมากมาย ซึ่งยังรวมถึงการเป็นคนที่น่าสนใจที่สุดอีกด้วย

First, no one would like to make personal connections with a fake person. ประการแรก ไม่มีใครอยากสร้างความสัมพันธ์ส่วนตัวกับคนปลอม

Think about it, have you ever considered a fake person as interesting? Although the jokes from a fake person can be funny, they only bring laughter for a few minutes. ลองคิดดู คุณเคยคิดว่าคนปลอมเป็นคนน่าสนใจหรือไม่ แม้ว่าเรื่องตลกจากคนปลอมอาจจะตลก แต่ก็สร้างเสียงหัวเราะได้เพียงไม่กี่นาทีเท่านั้น

Why? Because they do not connect with others. They live under their masks and the others can’t discover what kind of people they are. If people don’t know who they truly are, how can they connect with them? How can they be seen as interesting? ทำไม? ก็เพราะพวกเขาไม่เชื่อมโยงกับผู้อื่น พวกเขาใช้ชีวิตอยู่ภายใต้หน้ากากของตนเอง และคนอื่นๆ ไม่สามารถค้นพบว่าพวกเขาเป็นคนประเภทไหน หากผู้คนไม่รู้ว่าตนเองเป็นใครจริงๆ พวกเขาจะเชื่อมโยงกับคนๆ นั้นได้อย่างไร พวกเขาจะมองว่าพวกเขาน่าสนใจได้อย่างไร

Second, it takes no effort to be your authentic self. ประการที่สอง ไม่ต้องใช้ความพยายามใดๆ เลยในการเป็นตัวตนที่แท้จริงของคุณ

The less effort you spend on pretending who you truly are, the more effort you can put into listening to others and exchanging ideas with them. ยิ่งคุณพยายามแสร้งทำเป็นว่าคุณเป็นใครจริงๆ มากเท่าไร คุณก็ยิ่งพยายามฟังผู้อื่นและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับพวกเขามากขึ้นเท่านั้น

Living under the mask requires enormous effort to maintain that fake image.การใช้ชีวิตภายใต้หน้ากากต้องใช้ความพยายามอย่างมากเพื่อรักษาภาพลักษณ์ปลอมๆ เหล่านั้นไว้

Rule 2: Care about others กฎข้อที่ 2: ใส่ใจผู้อื่น

Since you don’t just want to think of yourself as interesting, you also want others to think you are interesting. It is important to care about others. เนื่องจากคุณไม่เพียงแต่ต้องการคิดว่าตัวเองน่าสนใจเท่านั้น แต่คุณยังต้องการให้ผู้อื่นคิดว่าคุณน่าสนใจด้วย การดูแลผู้อื่นเป็นสิ่งสำคัญ

1. Be kind and respectful ใจดีและเคารพผู้อื่น

I think this is what everyone should be in all circumstances. Treat everyone with kindness and respect. Be a good person and show care for others. ฉันคิดว่านี่คือสิ่งที่ทุกคนควรทำในทุกสถานการณ์ ปฏิบัติต่อทุกคนด้วยความเมตตาและความเคารพ เป็นคนดีและแสดงความห่วงใยผู้อื่น

2. Be a good listener เป็นผู้ฟังที่ดี

We have two ears and one mouth. Why? Because we are supposed to listen more and talk less. เรามีหูสองข้างและปากหนึ่งข้าง ทำไมน่ะหรือ เพราะเราควรฟังให้มากขึ้นและพูดให้น้อยลง

Show real interest in others, listen to them actively, and engage in meaningful conversations. แสดงความสนใจผู้อื่นอย่างแท้จริง รับฟังพวกเขาอย่างกระตือรือร้น และมีส่วนร่วมในการสนทนาที่มีความหมาย

Very often, when the listener hears the speaker share some personal experiences that they also have in common, instead of engaging in the speaker’s stories, the listener starts to share their own. บ่อยครั้ง เมื่อผู้ฟังได้ยินผู้พูดแบ่งปันประสบการณ์ส่วนตัวที่พวกเขามีร่วมกัน แทนที่จะสนใจเรื่องราวของผู้พูด ผู้ฟังกลับเริ่มแบ่งปันประสบการณ์ของตนเอง

It is ok to share your experiences for a meaningful discussion, but please put your focus on the speaker first. การแบ่งปันประสบการณ์ของคุณเพื่อการสนทนาที่มีความหมายนั้นเป็นเรื่องปกติ แต่โปรดให้ความสำคัญกับผู้พูดก่อน

3. Be empathetic and understanding เห็นอกเห็นใจและเข้าใจ

Be empathetic to others. Don’t be judgemental. เห็นอกเห็นใจผู้อื่น อย่าตัดสินผู้อื่น

We don’t know the past experiences of everyone and how the past shapes who they are today. เราไม่รู้ประสบการณ์ในอดีตของทุกคนและไม่รู้ว่าอดีตหล่อหลอมพวกเขาอย่างไรในปัจจุบัน

Be understanding, try to understand others by thinking: what would I do and feel if I were in their shoes? เข้าใจผู้อื่น พยายามเข้าใจผู้อื่นโดยคิดว่า: ฉันจะทำอย่างไรและรู้สึกอย่างไรหากอยู่ในสถานการณ์เดียวกับพวกเขา

4. Be humble ถ่อมตัว

Don’t be arrogant. Don’t be egoistic. Don’t be self-centered. อย่าหยิ่งผยอง อย่าเห็นแก่ตัว อย่าเอาแต่ใจตัวเอง

Rule 3: Let people get to know you better กฎข้อที่ 3: ให้ผู้อื่นรู้จักคุณมากขึ้น

How can others judge if you are interesting or not if they don’t know you enough? You need to let people get to know you well. ผู้อื่นจะตัดสินได้อย่างไรว่าคุณน่าสนใจหรือไม่หากพวกเขาไม่รู้จักคุณมากพอ คุณต้องให้ผู้อื่นรู้จักคุณดี

1. Share your stories แบ่งปันเรื่องราวของคุณ

People tend to connect with each other better by sharing personal experiences. ผู้คนมักจะเชื่อมโยงกันได้ดีขึ้นโดยการแบ่งปันประสบการณ์ส่วนตัว

Personal stories can be what happened in the past, what you are doing at the moment, what adventures you had, and what new travel plans you are making right now. The more genuine, the better. เรื่องราวส่วนตัวอาจเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีต สิ่งที่คุณกำลังทำอยู่ในขณะนี้ การผจญภัยที่คุณได้พบเจอ และแผนการเดินทางใหม่ๆ ที่คุณกำลังวางแผนอยู่ในขณะนี้ ยิ่งจริงใจมากเท่าไรก็ยิ่งดีเท่านั้น

2. Share your perspectives แบ่งปันมุมมองของคุณ

Be open and bold to share your perspectives. We get to know a person better by getting to know what they think and what makes them think like that. เปิดใจและกล้าที่จะแบ่งปันมุมมองของคุณ เราจะรู้จักบุคคลอื่นได้ดีขึ้นโดยการรู้ว่าพวกเขาคิดอย่างไรและอะไรทำให้พวกเขาคิดเช่นนั้น

3. Share your knowledge แบ่งปันความรู้ของคุณ

Share with others your knowledge, and what you think are interesting and helpful. If you are wondering how to be knowledgeable? The answer is simple: read and learn. แบ่งปันความรู้ของคุณกับผู้อื่น และสิ่งที่คุณคิดว่าน่าสนใจและมีประโยชน์ หากคุณกำลังสงสัยว่าจะมีความรู้ได้อย่างไร คำตอบนั้นง่ายมาก: อ่านและเรียนรู้

There is not a single intelligent person in the world who doesn’t like reading. ไม่มีใครในโลกที่ฉลาดคนใดคนหนึ่งที่ไม่ชอบอ่านหนังสือ

Read, read, read. อ่าน อ่าน อ่าน

Reading is a process that helps you to gain new viewpoints, attain new knowledge, and shape your thinking system. การอ่านเป็นกระบวนการที่ช่วยให้คุณได้มุมมองใหม่ๆ ได้รับความรู้ใหม่ๆ และหล่อหลอมระบบความคิดของคุณ

You can also watch some good films, and series, go to exhibitions etc. คุณยังสามารถชมภาพยนตร์และซีรีส์ดีๆ ไปชมนิทรรศการ ฯลฯ ได้อีกด้วย

Don’t just watch a film for the sake of watching it and spending time. Think deeper about what you can learn from it and what message it is trying to convey. If you do it, you will soon be surprised at the progress of your thought development. The same applies to TV shows and exhibitions. อย่าชมภาพยนตร์เพียงเพื่อดูและใช้เวลาไปกับมัน ลองคิดให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้นว่าคุณสามารถเรียนรู้อะไรจากมันได้บ้างและข้อความที่มันพยายามจะสื่อคืออะไร หากคุณทำเช่นนั้น คุณจะประหลาดใจในไม่ช้ากับความก้าวหน้าของการพัฒนาความคิดของคุณ เช่นเดียวกับรายการทีวีและนิทรรศการ

Learn from others. As the Chinese proverb says: เรียนรู้จากคนอื่นๆ เหมือนกับสุภาษิตจีนที่ว่า: 

“Three people walking together, there will be one I can learn from.” “สามคนเดินไปด้วยกันก็จะมีคนๆ ​​หนึ่งที่เราจะเรียนรู้จากเขาได้”

You can always learn from others.คุณสามารถเรียนรู้จากคนอื่นได้เสมอ

What is your definition of an interesting person? What do you think we can do to become one? Share your thoughts in the comments. คุณนิยามคนที่น่าสนใจว่าอย่างไร คุณคิดว่าเราจะทำอะไรได้บ้างเพื่อให้กลายเป็นคนๆ หนึ่ง แบ่งปันความคิดของคุณได้ในความคิดเห็น

How good are you at reading others? - I by IMD Nele Dael

คุณอ่านใจผู้อื่นเก่งแค่ไหน?

 ตัดแปะโดย เฉลิมชัย เอื้อวิริยะวิทย์

How To Become Better At Understanding People

 How To Become Better At Understanding People

How To Become Better At Understanding People

Knowing yourself is one thing, but actually understanding how other people function is significantly more challenging. You know your personal thoughts, but getting a grasp of those of others and how they drive their thinking is much harder. 

การรู้จักตัวเองเป็นสิ่งหนึ่ง แต่การเข้าใจจริงๆ ว่าผู้อื่นทำงานอย่างไรนั้นท้าทายกว่ามาก คุณรู้ความคิดส่วนตัวของคุณ แต่การเข้าใจความคิดของผู้อื่นและวิธีที่พวกเขาขับเคลื่อนความคิดนั้นยากกว่ามาก 

It turns out that knowing other people well isn’t something you’re born with. Instead, it’s a skill to master, just like anything else.

ปรากฏว่าการรู้จักผู้อื่นเป็นอย่างดีไม่ใช่สิ่งที่เรามีมาตั้งแต่เกิด แต่เป็นทักษะที่ต้องฝึกฝนให้เชี่ยวชาญ เช่นเดียวกับสิ่งอื่นๆ

It's a skill that is well worth knowing, and will serve you well for life. มันเป็นทักษะที่คุ้มค่าแก่การรู้และจะเป็นประโยชน์กับคุณไปตลอดชีวิต

The purpose of this post is to explain how you can become better at understanding people. We look at some of the techniques you can use, and how they can help you really get to know someone to find out how they tick. Here’s what you need to know: 

จุดประสงค์ของโพสต์นี้คือเพื่ออธิบายว่าคุณสามารถเข้าใจผู้อื่นได้ดีขึ้นอย่างไรเราจะมาดูเทคนิคบางอย่างที่คุณสามารถใช้ได้ และเทคนิคเหล่านี้จะช่วยให้คุณรู้จักใครสักคนจริงๆ เพื่อดูว่าพวกเขาคิดอย่างไร นี่คือสิ่งที่คุณจำเป็นต้องรู้: 

Challenge Your Assumptions

The first thing to do is to challenge your assumptions about what you think you know about the people in your environment. You may think you understand someone because of the way they act, but you often have to peer beneath the surface. Often, you’ll discover things there you never expected. For example, a tough-seeming person might have a soft heart, or someone who is always kind might be seething with rage inside.

ท้าทายสมมติฐานของคุณ

สิ่งแรกที่ต้องทำคือตั้งคำถามกับสมมติฐานของคุณเกี่ยวกับสิ่งที่คุณคิดว่าคุณรู้เกี่ยวกับผู้คนในสิ่งแวดล้อมของคุณ คุณอาจคิดว่าคุณเข้าใจใครบางคนเพราะวิธีที่พวกเขากระทำ แต่บ่อยครั้งที่คุณต้องมองลึกลงไปใต้พื้นผิว บ่อยครั้ง คุณจะค้นพบสิ่งต่างๆ ที่คุณไม่เคยคาดคิดมาก่อน ตัวอย่างเช่น คนที่ดูแข็งแกร่งอาจมีหัวใจที่อ่อนโยน หรือคนที่ใจดีอยู่เสมออาจมีความโกรธแค้นอยู่ภายใน

Be Curious

It also helps to be curious about others. Instead of believing you know everything there is to know about them, take some time out to explore more deeply. Try to learn where they’re coming from and what matters to them. 

Being curious can feel invasive, so don’t probe too much. Just let them speak and follow up what they say with questions.

อยากรู้อยากเห็น

การอยากรู้อยากเห็นเกี่ยวกับผู้อื่นก็ช่วยได้เช่นกัน แทนที่จะคิดว่าคุณรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับพวกเขา ลองใช้เวลาสำรวจให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น พยายามเรียนรู้ว่าพวกเขามีที่มาอย่างไรและอะไรสำคัญสำหรับพวกเขา 

การอยากรู้อยากเห็นอาจทำให้รู้สึกรุกล้ำความเป็นส่วนตัว ดังนั้นอย่าซักไซ้ไล่เลียงมากเกินไป ปล่อยให้พวกเขาพูดและถามคำถามตามที่พวกเขาพูด 

 Read Their Body Language

อ่านภาษากายของพวกเขา

How To Become Better At Understanding People

You can also try reading their body language to become a better interpreter of people. Certain physical cues can indicate how they feel and what they want to do next. Nonverbal communication is as powerful, if not more so, than words are.

คุณสามารถลองอ่านภาษากายของพวกเขาเพื่อตีความผู้อื่นได้ดีขึ้น สัญญาณทางกายบางอย่างสามารถบ่งบอกว่าพวกเขารู้สึกอย่างไรและต้องการทำอะไรต่อไป การสื่อสารที่ไม่ใช้คำพูดมีพลังไม่แพ้คำพูดหรืออาจจะมากกว่าด้วยซ้ำ

Take time to study this and then try to spot it when you’re out and about. Look for it when you interact with colleagues or say hello to old friends on the street. 

ใช้เวลาศึกษาเรื่องนี้และพยายามสังเกตเมื่อคุณออกไปข้างนอก มองหาสิ่งนี้เมื่อคุณโต้ตอบกับเพื่อนร่วมงานหรือทักทายเพื่อนเก่าบนท้องถนน 

Understand Theories About The Mind

ทำความเข้าใจทฤษฎีเกี่ยวกับจิตใจ

It can also help to understand theories about the mind. These put most of the things people do into perspective, and give you a good insight into what they are thinking and planning. 

Finding out how to become a psychologist may also help. It can serve as an introduction to deeper topics that help you see how people function and why they might behave the way they do. You might love it so much that you have entire bookshelves dedicated to this! It's

นอกจากนี้ยังช่วยให้เข้าใจทฤษฎีเกี่ยวกับจิตใจได้อีกด้วย ทฤษฎีเหล่านี้จะช่วยให้มองเห็นสิ่งต่างๆ ที่ผู้คนทำในมุมมองที่กว้างขึ้น และช่วยให้คุณเข้าใจได้ดีว่าพวกเขากำลังคิดและวางแผนอะไรอยู่ 

การเรียนรู้วิธีการเป็นนักจิตวิทยาอาจช่วยได้เช่นกัน การเรียนรู้นี้สามารถใช้เป็นการแนะนำหัวข้อที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ซึ่งจะช่วยให้คุณเข้าใจว่าผู้คนทำงานอย่างไร และเหตุใดพวกเขาจึงประพฤติตัวเช่นนั้น คุณอาจชอบหนังสือเล่มนี้มากถึงขนาดมีชั้นวางหนังสือทั้งชั้นที่อุทิศให้กับหนังสือเล่มนี้โดยเฉพาะ! มันน่าสนใจมาก

fascinating.

Practice Empathy

ฝึกฝนความเห็นอกเห็นใจ

Another skill is to practice empathy. Caring about other people is something you can hone and develop over time. ทักษะอีกประการหนึ่งคือการฝึกความเห็นอกเห็นใจ การเอาใจใส่ผู้อื่นเป็นสิ่งที่คุณสามารถฝึกฝนและพัฒนาได้เมื่อเวลาผ่านไป

Empathy is essentially seeing things from another person’s perspective. You might not like what you see, but it is still helpful to view things from the other side. ความเห็นอกเห็นใจคือการมองสิ่งต่างๆ จากมุมมองของผู้อื่น คุณอาจจะไม่ชอบสิ่งที่คุณเห็น แต่การมองสิ่งต่างๆ จากมุมมองอื่นก็ยังมีประโยชน์

Once you know where the other person stands, it improves your ability to interact with them. It also lets you predict how they might feel depending on what you say. Practicing empathy means understanding and participating in a kind, thoughtful way.

เมื่อคุณรู้ว่าอีกฝ่ายยืนอยู่ตรงไหน ความสามารถในการโต้ตอบกับพวกเขาก็จะดีขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยให้คุณคาดเดาได้ว่าพวกเขาจะรู้สึกอย่างไรโดยขึ้นอยู่กับสิ่งที่คุณพูด การฝึกความเห็นอกเห็นใจหมายถึงการเข้าใจและมีส่วนร่วมในแบบมีน้ำใจและรอบคอบ

Be Patient

Finally, if you want to get better at understanding people, be patient. It’s not something that’s going to happen overnight. Keep studying it and don’t give up. It’s a complex field, but well worth studying.

 อดทนไว้

สุดท้ายนี้ หากคุณต้องการเข้าใจผู้อื่นมากขึ้น จงอดทน มันไม่ใช่สิ่งที่จะเกิดขึ้นได้ในชั่วข้ามคืน จงศึกษาเรื่องนี้ต่อไปและอย่ายอมแพ้ มันเป็นสาขาที่ซับซ้อนแต่ก็คุ้มค่าที่จะศึกษา

วันจันทร์ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2568

ว่าด้วยแนวคิด governmentality: การปกครองชีวญาณ


อำนาจในมุมมองนักปราชญ์ (32) มิทเชลล์ ดีน: อำนาจการปกครองชีวญาณ ระบอบปฏิบัติ เทคโนโลยีแห่งตัวตน และการต่อต้าน / Phichai Ratnatilaka Na Bhuket

เผยแพร่:    ปรับปรุง:    โดย: ผู้จัดการออนไลน์



มิเชล ฟูโกต์ ได้พัฒนาแนวคิดการปกครอง (governmentality) เพื่อใช้อธิบายการ เปลี่ยนแปลงของอำนาจการบริหารจัดการเศรษฐกิจ ทรัพยากรและประชากรโดยรัฐให้มี ประสิทธิภาพ โดยไม่จำเป็นต้องใช้อำนาจความรุนแรงเข้ามาบีบบังคับ แต่มีการบริหารจัดการ ประชากรผ่านกลไก สถาบัน ความรู้ในการควบคุมตรวจสอบพฤติกรรมของประชากรด้วยตัวของ ประชากรเอง ประชากรได้รับเอาแนวคิดมาปกครองตนเอง การปกครองจึงส่งผ่านอำนาจจาก ผู้ปกครองลงสู่ผู้อยู่ใต้ปกครองในฐานะที่เป็นประชากร

ฟูโกต์ได้นำเสนอแนวคิด governmentality1 หมายถึงการปกครองระดับจิตใจ หมายความว่าแต่ละคนรับเอาแนวคิดการปกครองมาไว้ในตัวเอง แต่ละคนจึงมีการปกครองคอย ควบคุมตนเองอยู่ตลอดเวลา โดยไม่ต้องให้รัฐเข้ามาใช้อำนาจปกครองโดยตรง

ฟูโกต์กล่าวถึงการวิเคราะห์เรื่องความมั่นคง ประชากรและการปกครองในยุคกลาง เรา ได้พบตำราจำนวนมากเสนอหลักการ “เจ้า” กล่าวถึง “การประลองอำนาจ” วิธีการรักษาการ ยอมรับและความเคารพต่อผู้ปกครอง ความรักและเชื่อฟังต่อพระเจ้า การประยุกต์กฎทางศาสนา มาใช้กับพลเมือง ซึ่งเกิดขึ้นตลอดช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 16 จนจบคริสต์ศตวรรษที่ 18 เราได้เห็น พัฒนาการของตำราทางการเมืองที่ไม่ได้ใช้หลักการ “เจ้าผู้ปกครอง” อีกต่อไป แต่แทนที่ด้วยการเสนอ “ศิลปะการปกครอง” (the art of government) ซึ่งการปกครองเป็นประเด็นปัญหา ทั่วไปที่เกิดขึ้นในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 16 ตัวอย่างเช่น การปกครองตนเอง (government of oneself) และยังเกี่ยวข้องกับการปกครองชีวิตและจิตใจ สิ่งเหล่านี้เป็นแกนสำคัญในแนวคิดทาง ศาสนาคาทอลิกและโปรเตสแตนต์ และท้ายที่สุดเกิดคำถามเกี่ยวกับการปกครองรัฐโดยเจ้า ผู้ปกครองในปัญหาการปกครองต่างๆ เช่น จะปกครองตนเองอย่างไร จะถูกปกครองอย่างไร จะ ปกครองคนอื่นได้อย่างไร ประชาชนจะยอมรับการปกครองจากใคร ทำอย่างไรจึงจะมีการปกครอง ที่ดีที่สุด ปัญหาเหล่านี้กลายเป็นคุณลักษณะของการปกครองในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 16 ที่วาง อยู่บนจุดตัดของ 2 กระบวนการคือ โครงสร้างของระบบฟิวดัลซึ่งนำไปสู่การสถาปนาการสร้าง เขตแดนการบริหารจัดการโดยรัฐ และรัฐอาณานิคม จำเป็นต้องถูกปกครองและนำไปสู่การเข้า ถึงความหลุดพ้นชั่วนิรันดร

ในช่วงเวลาดังกล่าว มีขบวนการเคลื่อนไหว 2 อย่างเกิดขึ้น คือ 1) การรวมศูนย์ อำนาจรัฐขณะเดียวกัน 2) ก่อให้เกิดการแตกกระจายและต่อต้านศาสนาจนนำไปสู่คำถามว่าจะ ถูกปกครองอย่างไร กฎ (law) จะถูกกำหนดขึ้นอย่างไร โดยใคร เพื่ออะไร วิธีการไหน ปัญหา เหล่านี้กลายเป็นประเด็นที่เกิดขึ้นในการปกครองทั่วไป

การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 18 ฟูโกต์เสนอคุณลักษณะของการ เปลี่ยนแปลงดังกล่าว โดยเกี่ยวข้องกับคำถาม “อะไรคือเครื่องมือการปกครองของรัฐ” ซึ่งเป็นสิ่ง ที่เราเรียกรูปแบบทางการเมืองของการปกครองในปัจจุบัน โดยการเปรียบเทียบงานเขียนตั้งแต่ ยุคคริสต์ศตวรรษที่ 16 - คริสต์ศตวรรษที่ 18 เริ่มต้นจากเจ้าผู้ปกครอง (The Prince) ของมาคิอา เวลลี (Niccolò di Bernardo dei Machiavelli) ซึ่งน่าสนใจในการย้อนรอยความสัมพันธ์ระหว่าง ตัวงานกับความสำเร็จของงานการวิพากษ์วิจารณ์ และการปฏิเสธตัวงานชิ้นนี้ 

ต้องเริ่มก่อนว่า เจ้าผู้ปกครอง ไม่ได้ถูกปฏิเสธในทันที แต่มันเคยได้รับการยกย่องและ ปฏิเสธลงในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 18 แต่กลับมาเกิดได้รับความสนใจขึ้นอีกครั้งในช่วงคริสต์ ศตวรรษที่ 19 คือการขยายตัวของรัฐเผด็จการในเยอรมันและอิตาลี และการอธิบายการปฏิวัติ ในอเมริกา คำถามสำคัญคือ อะไรเป็นเงื่อนไขให้เกิดการปกครอง ทำให้อธิปไตยเหนือรัฐยังสามารถ ดำรงต่อไปได้ สิ่งเหล่านี้เป็นปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างการเมืองกับกลยุทธ์ และพลังอำนาจกับ การคิดคำนวณนำมาสู่ปัญหาความเป็นหน่วยดินแดนของเยอรมันและอิตาลี

มีงานเขียนจำนวนมากที่นำเอามาคิอาเวลลีมาอธิบายใหม่2 แน่นอนรวมถึงการวิพากษ์ วิจารณ์ด้วย การถกเถียงที่เกิดขึ้นนั้น มีความพยายามนิยาม “ศิลปะการปกครอง” บางคนปฏิเสธ แนวคิดศิลปะการปกครองที่วางอยู่บนพื้นฐานของรัฐและวิธีการแห่งรัฐ (reason of state) รวมถึง การปฏิเสธศิลปะการปกครองของมาคิอาเวลลีทั้งด้านเหตุผลและความชอบธรรมของงานว่าไม่มี ความสมบูรณ์เพียงพอ

สิ่งร่วมกันของผู้ที่เขียนถึงงานของมาคิอาเวลลีคือ การพากันออกห่างจาก “ศิลปะการปกครอง” แต่ให้ความสนใจเป้าหมายและหลักการของเหตุผลของการปกครอง ซึ่งแท้จริงแล้ว พวกเขาพยายามประสานเหตุผลที่อยู่ภายในศิลปะการปกครองที่ไม่อยู่ภายใต้ความสัมพันธ์กับ “เจ้าผู้ปกครอง” ศิลปะการปกครองจึงแตกต่างจากการใช้อำนาจของ “เจ้าผู้ปกครอง” กล่าวคือ การใช้อำนาจของ “เจ้าผู้ปกครอง” เน้นการระบุศัตรูของรัฐ และใช้อำนาจรุนแรงเช่นกำลังทหาร หรือกฎหมายเข้าจัดการ ขณะที่ศิลปะการปกครองเน้นใช้เหตุผล คุณธรรมและกลวิธีต่างๆ เพื่อ ให้ประชาชนยอมรับและอยู่ใต้อำนาจของผู้ปกครองด้วยความเต็มใจ มากกว่าจะใช้กำลังบังคับ เพียงอย่างเดียว

หลักการวิเคราะห์ของมาคิอาเวลลีคือ การพยายามนิยามถึงสิ่งที่เป็นอันตรายต่อรัฐ และ การพัฒนาศิลปะการปกครองที่ให้สิทธิความชอบธรรมแก่เจ้าผู้ปกครองในการปกป้องดินแดนและ subject ขณะที่งานเขียนต่อต้านมาคิอาเวลลีพยายามมองหาศิลปะการปกครองรูปแบบใหม่ อย่างเช่นงานของกียโยม เดอ ลา แปร์ริแยร์ (Guillaume de la Perriere) ในเรื่อง Miroir Politique (1567 อ้างใน Foucault 1991, 89) แปร์ริแยร์ไม่ค่อยพอใจการเปรียบเทียบแนวคิด ของมาคิอาเวลลี อันดับแรกสิ่งที่แปร์ริแยร์หมายถึง คือเครื่องมือการปกครองและผู้ปกครอง ผู้ปกครองนั้นสามารถเป็นได้ทั้งในระดับ จักรพรรดิ กษัตริย์ เจ้าชาย ขุนนางหรือในสิ่งที่คล้ายกัน แปร์ริแยร์ยังเปรียบเทียบถึงผู้ปกครองระดับครอบครัว การปกครองจิตวิญญาณ เด็กๆ ปกครอง จังหวัด และทางศาสนา ฯลฯ เพราะฉะนั้น เราจะได้เห็นการปฏิบัติการของการปกครองอย่าง มากมาย นับตั้งแต่หัวหน้าครอบครัว ผู้ปกครองชุมชนศาสนา ครูหรือผู้สอนเด็ก ดังนั้นจึงมีการ ปกครองที่หลากหลายรูปแบบท่ามกลางความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าผู้ปกครองกับรัฐ เพราะฉะนั้น แปร์ริแยร์จึงเสนอว่ายังมีรูปแบบการปกครองที่แตกต่างจากมาคิอาเวลลีปรากฏอยู่ด้วย

ท่ามกลางรูปแบบการปกครองที่หลากหลายเหล่านี้ จำเป็นต้องหาคำนิยามเกี่ยวกับการ ปกครองที่สามารถใช้ได้ทั่วทั้งรัฐ ฟูโกต์ได้ยกงานของฟรองซัวส์ เดอ ลา มงต์ เลอ วายเย (François de La Mothe Le Vayer) (Foucault 1991, 91) กล่าวถึงรูปแบบการปกครอง 3 แบบ คือ 1) ศิลปะการปกครองตนเอง ซึ่งเกี่ยวข้องกับเรื่องศีลธรรม 2) ศิลปะการปกครองครอบครัว เกี่ยวข้องกับเรื่องเศรษฐกิจ และ 3) ศิลปะการปกครองรัฐ เกี่ยวข้องกับระบบการเมือง ซึ่งรูปแบบ การปกครอง 3 อย่างนี้มีความเกี่ยวข้องต่อเนื่องกัน เชื่อมต่อระหว่างกัน ขณะที่มาคิอาเวลลี พยายามแยกอำนาจของเจ้าผู้ปกครองออกจากอำนาจอื่น

ลา มงต์ เลอ วายเย (อ้างถึงใน Foucault 1991, 91-92) ยังเสนอว่าผู้ที่ปรารถนา ปกครองรัฐจะต้องเรียนรู้การปกครองตนเอง ปกครองทรัพย์สิน ปกครองผู้อยู่ใต้อุปถัมภ์ จึงจะ ประสบความสำเร็จในการปกครองรัฐ เราจึงสามารถวาดภาพการเชื่อมต่อของอำนาจตั้งแต่ระดับ การปกครองครอบครัวจนไปถึงการปกครองระดับรัฐ เมื่อการปกครองของรัฐยังดำเนินต่อไปอยู่ หัวหน้าครอบครัวก็จะรู้วิธีการปกครองครอบครัวของตนเอง อันเป็นวิธีการเดียวกันกับการ ปกครองระดับปัจเจกชนที่มีการปกครองตนเอง นี่จึงเป็นการเริ่มต้นของ police ที่เชื่อมต่อ อำนาจทั้งระดับที่อยู่เหนือขึ้นไป (คือระดับรัฐ) และอยู่ต่ำลงมา (ระดับปัจเจก) ศิลปะการ ปกครองจึงเป็นคำตอบของการให้คำแนะนำทางเศรษฐกิจแก่ครอบครัว ตลอดจนพฤติกรรมทาง ศีลธรรมแก่ปัจเจก เพื่อนำไปสู่การจัดการของรัฐ

ขณะที่ความหมายเดิมของ economics หมายถึงการจัดการในครอบครัวเพื่อความอยู่ดี มีสุข การปกครองของรัฐประยุกต์มาจากเศรษฐกิจ การจัดการเศรษฐกิจในระดับรัฐจึงหมายถึง การจัดการกับพฤติกรรมของหัวหน้าครอบครัว การปกครองที่ดีจึงหมายถึงการปกครองเศรษฐกิจ ด้วย ในอีกด้านหนึ่ง เศรษฐกิจจึงกลายเป็นหัวใจสำคัญของการปกครอง ความหมายของคำว่า “เศรษฐกิจ” ในคริสต์ศตวรรษที่ 16 คือรูปแบบหนึ่งของการปกครอง ประเด็นต่อมาคือ การ ปกครองคือการมีสิทธิ์จัดวาง จัดระเบียบสรรพสิ่งเพื่อความสะดวกในการใช้ ส่วนสรรพสิ่งของ มาคิอาเวลลี มีเป้าหมาย 2 แบบคือ 1) เขตแดน และ 2) พลเมือง โดยมีการประยุกต์เอาหลัก กฎหมายมาใช้ปกครอง ในคริสต์ศตวรรษที่ 16 นั้น องค์อธิปัตย์ (sovereignty) ถูกนิยามอยู่ใน หลักกฎหมาย ส่วนพื้นที่เขตแดนเป็นพื้นฐานสำคัญของหลักกฎหมายตามแนวคิดของมาคิอาเวลลี่

สำหรับแปร์ริแยร์แล้ว การปกครองไม่ได้หมายถึงเขตแดน แต่เป็นรูปแบบของความ ซับซ้อนที่อยู่บนตัวมนุษย์กับสรรพสิ่งซึ่งต่างก็มีความสัมพันธ์กัน เพราะฉะนั้น จึงเป็นการปกครองที่ เน้นบนตัวของมนุษย์และสรรพสิ่ง ขณะที่ฟูโกต์ได้นิยามว่าการปกครองเหมือนกับการควบคุมเรือ ที่ต้องปกครองกะลาสีเรือ เรือ และสินค้าในเรือ รวมถึงการหลบหลีกโขดหินและพายุ การปกครองจึงมีการสถาปนาความสัมพันธ์ระหว่างกัปตันกับกะลาสี ผู้ซึ่งจะเป็นผู้บังคับทิศทางเรือ อีกทอดหนึ่ง การบังคับเรือมีคุณสมบัติคล้ายกับการปกครองเรือ มีเป้าหมายเช่นเดียวกับ ครอบครัวที่ต้องคอยดูแลปกป้องครอบครัว ปกป้องทรัพย์สิน ป้องกันอันตรายที่จะเกิดขึ้นกับ ครอบครัว ส่วนเรื่องอธิปไตยเหนือดินแดนเป็นเรื่องรองลงมา ผู้คนและสรรพสิ่งต่างหากเป็นสิ่งที่ สำคัญกว่า 

ตัวอย่างเช่นประเทศรัสเซีย มีพื้นที่กว้างขวางแต่กลับอยู่อาศัยได้น้อย หาประโยชน์ไม่ได้ จากความกว้างขวางของพื้นที่ เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศฮอลแลนด์ มีเนื้อที่ไม่มากแต่เป็น ประเทศร่ำรวย ดังนั้นแล้ว การปกครองจึงสามารถแยกออกมาจากอธิปไตย อธิปไตยต้องมี เป้าหมายของตัวเอง โดยมีการจัดสวัสดิการร่วมและนำไปสู่การหลุดพ้นในที่สุด โดยมีคุณค่าร่วม คือการยอมรับเชื่อฟังกฎหมาย 

เพราะฉะนั้น การปกครองคือสิทธิในการจัดระเบียบ จัดวางสรรพสิ่งที่ไม่ได้มาจากคุณค่า ร่วม (คือกฎหมาย) แต่เพื่อความสะดวกในการจัดวาง การปกครองจึงไม่ได้อยู่ที่กฎหมาย แต่อยู่ ที่การจัดวางสรรพสิ่ง ท้ายที่สุดของการปกครองผู้คนแทนที่จะเป็นกฎหมาย แต่เป็นเทคนิคที่ หลากหลายของการจัดวางสรรพสิ่ง ในมุมมองของการปกครอง พื้นที่ไม่ใช่สิ่งสำคัญโดยเฉพาะ ตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 17

แปร์ริแยร์ (อ้างถึงใน Foucault 1991, 96) กล่าวว่าผู้ปกครองที่ดีจะต้องมี 1) ความ อดทนอดกลั้น (patience) 2) ปัญญา(wisdom) 3) ความขยันหมั่นเพียร(diligence) เรื่องความ อดทนอดกลั้น เปรียบกับราชาของผึ้งที่ใช้การปกครองโดยไม่ต้องใช้เหล็กไนหรือการลงโทษ ส่วน ปัญญาคือการปกครองโดยไม่ใช้ความรู้ทางจารีตหรือหลักกฎหมายมาปกครอง แต่เป็นการใช้ ความรู้ในการจัดวางสรรพสิ่ง ส่วนความขยันหมั่นเพียร มีการปกป้องคุ้มครองดูแลให้บริการแก่ ผู้ถูกปกครอง เปรียบได้กับหัวหน้าครอบครัวที่ต้องขยันดูแลสมาชิกครอบครัวที่ต้องตื่นก่อนนอนทีหลัง

ในศิลปะการปกครองแบบใหม่ยังมีการใช้หลักสถิติในฐานะที่เป็นวิทยาศาสตร์มาใช้ใน การปกครองของรัฐ ดังนั้น ในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 18 จึงมีการพัฒนาศิลปะการปกครองที่ เป็นอิสระจากการใช้กำลังโดยทหารกองทัพ และความตึงเครียดทางเศรษฐกิจและการเมือง   

ในความจริงแล้ว ศิลปะการปกครองไม่ได้ถูกพัฒนาทันที แต่ได้พัฒนามาจากการพาณิชย์ ที่ถูกจัดวางเป็นลำดับเบื้องต้นของรัฐ การพาณิชย์โดยรัฐจึงเป็นการประลองกำลังของศิลปะการ ปกครองเพื่อนำไปสู่ความมั่งคั่งของประเทศ ตลอดคริสต์ศตวรรษที่ 17 ศิลปะการปกครองแบบ เดิม มีการให้ความสำคัญกับอธิปไตย จึงมีลักษณะใหญ่เกินไป มีความเป็นนามธรรมมาก และมีความแข็งตัวเกินไป ขณะที่การปกครองแบบใหม่มีความบอบบาง อ่อนแอ และไม่มีความจริงแท้แน่นอน

ในช่วงนั้นเองผู้คนเริ่มมีมากขึ้น มีการขยายพื้นที่เกษตรกรรม และเกิดครอบครัว จำนวนมาก ศาสตร์แห่งการปกครองจึงมีการใช้หลักการบริหารเศรษฐกิจมาแทน มีการกำหนด ประเด็นปัญหาเฉพาะกับเรื่องประชากร มีระบบการคิดคำนวณแบบสถิติที่แยกออกมาจากหลัก กฎหมาย กลายเป็นเงื่อนไขทางเทคนิค นี่จึงกลายเป็นเทคโนโลยีการปกครองแบบใหม่ที่สลาย ความเข้มงวดของศิลปะการปกครองอย่างเดิม

ในมุมมองเรื่องของประชากร การปกครองจะเน้นดูที่บันทึกของปรากฏการณ์ประชากร สถิติจะทำงานภายใต้กรอบการบริหารจัดการในบริบทขององค์อธิปัตย์ จะค่อยๆ เผยให้เห็น ระเบียบกฎเกณฑ์ของตัวเองผ่านอัตราการตายและการเจ็บป่วย สถิติยังแสดงให้เห็นผลกระทบ ของปรากฏการณ์ ท้ายที่สุดจึงเกิดการสลายหายไปของการปกครอง

ครอบครัวเป็นเงื่อนไขสำคัญอันดับรองลงมาจากเรื่องประชากร ข้อมูลประชากรได้รับ โดยผ่านมาจากครอบครัว ครัวเรือนจึงกลายเป็นเครื่องมือ (instrument) มากกว่าเป็นต้นแบบ (model) นี่เป็นการเปลี่ยนแปลงในระดับรากฐาน ตั้งแต่กลางคริสต์ศตวรรษที่ 18 ครอบครัวจึงมี ฐานะเป็นเครื่องมือที่สัมพันธ์กับเรื่องประชากรซึ่งเป็นการรณรงค์ลดอัตราการตายและสนับสนุน การแต่งงาน การฉีดวัคซีน เพราะฉะนั้น เรื่องประชากรจึงอยู่ในสนามของศิลปะการปกครอง โดยมีการกำจัดครอบครัวในฐานะที่เป็นต้นแบบออกไป

การปกครองไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อการปกครองตนเอง แต่มีเป้าหมายอยู่ที่การจัด สวัสดิการของประชากร เพิ่มพูนสุขภาพและความมั่งคั่ง ฯลฯ โดยผ่านการรณรงค์ทางตรงขนาด ใหญ่ และเทคนิคทางอ้อมที่เป็นไปได้ ในความหมายนี้ ประชากรจึงเป็นเป้าหมายของการ ปกครองโดยจะถูกนับให้อยู่ภายใต้การสังเกตการณ์เพื่อการปกครองอย่างมีประสิทธิภาพภายใน หลักเหตุผลและจิตสำนึกของพฤติกรรมของบุคคล

ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 18 มีการเปลี่ยนผ่านจากศิลปะการปกครองมาเป็นรัฐศาสตร์ (political science) จากระบอบที่ถูกครอบงำโดยโครงสร้างขององค์อธิปัตย์ มาเป็นการถูก กำหนดโดยเทคนิคของการปกครอง มาสู่บริบทของเรื่องประชากรและจากนี้จึงเป็นการเริ่มต้น ของเศรษฐศาสตร์การเมือง (political economy)

ใน A Discourse on Political Economy ของรุสโซ (Rousseau) เราสามารถเห็นว่า รุสโซได้ยกปัญหาของศิลปะการปกครองโดยชี้ให้เห็นว่า คำว่า “economy” มีความหมายถึงการจัดการทรัพย์สินของครอบครัวโดยผู้เป็นพ่อ (Foucault 1991, 101) แต่ปัจจุบันความหมายนี้ไม่ ได้รับการยอมรับอีกต่อไปแล้ว ทุกวันนี้เราทราบว่า “economy” ไม่ได้หมายถึงเศรษฐกิจเฉพาะ ระดับครอบครัว จึงเห็นได้ว่าความเป็นเศรษฐกิจของเศรษฐศาสตร์การเมืองไม่สามารถลดทอนลง เป็นเพียงต้นแบบเก่าของครอบครัว ต่อมารุสโซจึงได้เขียน The Social Contract หรือสัญญา ประชาคม โดยชี้ถึงปัญหาการใช้แนวคิดเทียบเคียงกับธรรมชาติของสัญญาและเจตจำนงทั่วไป (general will) เพื่อสนับสนุนหลักการการปกครองที่อนุญาตให้สามารถนิยามและกำหนด คุณลักษณะทั้งในด้านหลักการทางกฎหมายขององค์อธิปัตย์และองค์ประกอบของศิลปะการ ปกครอง องค์อธิปัตย์จึงถูกกำจัดออกจากศิลปะการปกครอง  

สำหรับระเบียบวินัย (discipline) เป็นแบบหนึ่งขององค์กร ถูกพัฒนาขึ้นในช่วงคริสต์ ศตวรรษที่ 17–18 ระเบียบวินัยไม่เคยมีความสำคัญจนกระทั่งกลายเป็นการจัดการประชากร ไม่ใช่เพียงแค่การรวบรวมข้อมูลของผู้คนเท่านั้น แต่ยังแฝงถึงการจัดการในระดับรายละเอียด ระดับลึกของประชากร

เราไม่ได้แทนที่สังคมของอธิปัตย์ด้วยระเบียบวินัยสังคม และระเบียบวินัยของสังคมด้วย สังคมของการปกครอง ในความเป็นจริง องค์อธิปัตย์-ระเบียบวินัย-การปกครองที่สัมพันธ์กันเป็น รูปสามเหลี่ยม ซึ่งเป็นเป้าหมายพื้นฐานเรื่องประชากร และในฐานะที่เป็นกลไกสำคัญขององค์กร เกี่ยวกับความมั่นคง

มีการเคลื่อนไหว 3 ด้าน คือ การปกครอง ประชากร และเศรษฐศาสตร์การเมือง ซึ่ง เกิดขึ้นในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 18 ในด้านประวัติศาสตร์การปกครอง ประกอบด้วยแนวคิด ความมั่นคง เขตแดน และประชากร คือ 1) มีการประสานกันของสถาบัน กระบวนการ การ วิเคราะห์ และการคิดสะท้อนกลับ การคิดคำนวณและกลวิธี (tactics) ที่ประกอบรูปเป็นอำนาจ ที่ซับซ้อน ในฐานะที่เป็นรูปแบบของหลักการของความรู้เรื่องเศรษฐศาสตร์การเมือง และใน ฐานะเครื่องมือทางเทคนิคขององค์กรด้านความมั่นคง 2) พัฒนาการทางประวัติศาสตร์อัน ยาวนานของตะวันตกนำไปสู่ความเด่นชัดเหนือรูปแบบอื่นๆ ของอำนาจ (เช่น องค์อธิปัตย์ และ ระเบียบวินัย) ซึ่งอาจจะอยู่ในรูปของการปกครอง และ 3) กระบวนการ หรือผลของกระบวนการ ของรัฐในช่วงยุคกลาง เปลี่ยนผ่านไปสู่การปกครองแบบรัฐบริหารจัดการในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 15 – 16 และค่อยๆ กลายเป็นการทำให้เป็นการปกครอง (governmentalized) 

เราอยู่ในยุคสมัยของการปกครองที่ค้นพบครั้งแรกในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 18 กระบวนการทำให้เป็นการปกครองของรัฐเป็นปรากฏการณ์ที่ดูเหมือนขัดแย้ง เพราะว่าในความจริง ปัญหาของการปกครองและเทคนิคการปกครองได้กลายเป็นเพียงประเด็นทางการเมือง หรือเป็นเพียงพื้นที่จริงสำหรับการต่อสู้ทางการเมือง นี่เป็นเพราะว่ากระบวนการทำให้เป็นการปกครอง ของรัฐในเวลาเดียวกัน ก็ย่อมให้รัฐอยู่รอดด้วยการปกครอง เหตุเพราะว่ามันเป็นเทคนิคของการ ปกครองที่ทำให้มีความเป็นไปได้ในการนิยามและนิยามใหม่ของสิ่งที่อยู่ภายในอำนาจของรัฐ ฉะนั้น รัฐสามารถเข้าใจได้ในความอยู่รอดและข้อจำกัดของมันบนพื้นฐานทั่วไปของเทคนิคการปกครอง 

เหนืออื่นใด การตัดสินแห่งรัฐเกิดขึ้นในรูปแบบของศักดินาซึ่งสัมพันธ์กับสังคมกฎหมาย ต่างเกี่ยวข้องกันระหว่างสัญญาผูกมัดและการฟ้องร้องกัน อย่างที่สองคือรัฐบริหารจัดการเกิด ภายในขอบเขตดินแดนของชาติในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 15 – 16 เกี่ยวข้องกับกฎเกณฑ์และ ระเบียบวินัยของสังคม และท้ายที่สุด การปกครองแห่งรัฐ ไม่ได้ถูกกำหนดให้อยู่ภายในขอบเขต พื้นที่อีกต่อไป แต่กลับอยู่ในรูปของมวลชนและความเป็นประชากรของรัฐ การปกครองแห่งรัฐ จึงมีสาระสำคัญอยู่ที่เรื่องประชากร และการใช้เครื่องมือทางเศรษฐกิจในการบริหารจัดการ ซึ่ง สัมพันธ์กับชนิดของสังคมที่ถูกควบคุมโดยองค์กรแห่งความมั่นคง 

กล่าวโดยสรุปคือ ฟูโกต์ได้เสนอแนวคิดการปกครองในรัฐสมัยใหม่ที่เกิดขึ้นมาตั้งแต่ คริสต์ศตวรรษที่ 18 ที่ผู้ปกครองไม่ได้ใช้อำนาจทางตรง หรืออำนาจบังคับเบ็ดเสร็จเด็ดขาด หากแต่ ผู้ปกครองกลับปรับเปลี่ยนแนวคิดการปกครองจากการควบคุม/ครอบครองอาณาเขตและดินแดน ไปสู่การให้ความสำคัญกับประชากรและปัจเจกด้านชีวิตความเป็นอยู่ โดยเน้นเป้าหมายเพื่อ ความเป็นอยู่ที่ดีของประชากรในด้านชีวิต การดำรงอยู่ด้านสวัสดิการ สุขภาพอนามัย การศึกษา ระบบเศรษฐกิจครอบครัว ด้วยการนำเอาเทคโนโลยีการคิดคำนวณและจดบันทึกเป็นสถิติ และ พัฒนาขึ้นมาเป็นวิชาสถิติ และถูกนำไปประยุกต์ใช้อย่างแพร่หลายในแวดวงวิชาทางสาธารณสุข การศึกษา เศรษฐกิจระดับครัวเรือน นำมาสู่การสร้างความชอบธรรมในการใช้อำนาจในการชักจูง แนะนำแนวทางการปฏิบัติและเทคนิคที่นำไปสู่ชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีของพลเมือง ทดแทนการ ควบคุมใช้กำลังกฎหมายหรือการใช้อำนาจตามอำเภอใจของผู้ปกครองในรูปแบบการใช้อำนาจใน สมัยก่อน ทำให้ผู้คนพลเมืองยอมรับการถูกชักนำชี้แนะที่มาในรูปของหลักวิชา การใช้อำนาจจึง ไม่ได้ขึ้นกับบุคคลหรือคณะบุคคลแต่เป็นการใช้อำนาจผ่านความรู้ของศาสตร์สาขาวิชาต่างๆ ใน รูปของสถาบันทางความรู้ การให้คำปรึกษา จึงเป็นการใช้อำนาจที่นุ่มนวลไม่ก่อให้เกิดการต่อต้าน กระด้างกระเดื่องของประชาชนพลเมือง

นิโคลัส โรส3 ได้นำแนวคิด governmentality ของฟูโกต์มาใช้ศึกษาการปกครองชีวิต ทางเศรษฐกิจและสังคมสมัยใหม่ โดยตั้งคำถามว่าในโลกสมัยใหม่มีสถาบัน องค์กรและความรู้อะไรที่มาอวดอ้างสิทธิในการแทรกแซงชีวิตปัจเจกในสังคมเสรี กลายเป็นเครื่องมือหล่อหลอมวิธีคิด และการปฏิบัติของเราให้ยอมรับการเข้ามาแทรกแซงชีวิตของสถาบันและองค์กรเหล่านี้  

โรสเสนอว่าในช่วงทศวรรษ 1970 การเกิดองค์กรการเงินข้ามชาติระหว่างประเทศ เป็น เรื่องยากเกินกว่ามาร์กซิสต์ (Marxist) จะเข้าใจกระบวนการของทุนนิยมผ่านแนวคิดเศรษฐกิจ กำหนด อำนาจทางเศรษฐกิจสามารถผลิตซ้ำตัวเองได้ มีการสร้างความหวัง แรงบันดาลใจทาง สังคม ศักยภาพและการรวมกลุ่มของปัจเจก โรสต้องการเข้าใจการทำงานอันซับซ้อนของเครื่องมือ เหล่านี้ เช่น ระบบกฎหมาย ระบบศาล ความมั่นคงทางสังคม สังคมสงเคราะห์ การศึกษา การ รักษาสุขภาพ ครอบครัวและชีวิตทางเศรษฐกิจ หากเครื่องมือเหล่านี้เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติการ ทางเมือง ปัจจุบันเครื่องมือ กลไกและสถาบันเหล่านี้มีความซับซ้อนเกินกว่าจะเข้าใจได้ง่าย เรา จึงต้องทำความเข้าใจมันถึงกลไกการทำงานของอำนาจผ่านสถาบันต่างๆ ที่มีสิทธิอำนาจเข้ามา แทรกแซงชีวิตทางสังคมของปัจเจก และเข้าใจถึงรูปแบบและหน้าที่ทางอุดมการณ์ของเครื่องมือ

โรสเห็นว่าเดิมนักประวัติศาสตร์ให้ความสนใจภาพใหญ่ที่เกิดขึ้นหรือกิจการของรัฐ แต่ ปัจจุบันหันมาให้ความสนใจกิจกรรมเล็กๆ ในองค์กรอื่นๆ โดยศึกษารูปแบบพื้นๆ ในองค์กร เช่น ประวัติศาสตร์บัญชี จิตวิทยา สังคมสงเคราะห์การศึกษา ฯลฯ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เผยให้เห็นจุดตัด สามแกน ได้แก่ 1) การผลิตความจริง 2) รูปแบบการปกครอง 3) ปฏิบัติการของบุคคล (subject) การเปลี่ยนคำถามจาก “ทำไม” ไปสู่ “อย่างไร” ซึ่ง “ทำไม” มักมีคำตอบเป็น กระบวนการโลกาภิวัตน์ ส่วน “อย่างไร” จะเป็นการตามไปดูประวัติศาสตร์เล็กๆ ที่เป็นจุดตัด และมักเป็นเหตุการณ์เล็กๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน ทำให้เรามองเห็นเครือข่ายความสัมพันธ์ และปฏิบัติการของการปกครองในกระบวนการคิดของมนุษย์ ความคิดเกี่ยวกับชีวิตความเป็นอยู่ ของมนุษย์

กระบวนการศึกษาทำความเข้าใจจึงเป็นการศึกษาประวัติศาสตร์บุคคลที่สัมพันธ์กับคนอื่น นั่นคือพวกเขาคิดว่าพวกเขาเป็นอะไร ด้วยภาษาและบรรทัดฐานอะไร จึงเป็นการสำรวจเทคโนโลยี ของบุคคล ในที่นี้ไม่ได้ศึกษาปัจเจก แต่ศึกษาเทคนิคการสร้างตัวตน เพราะไม่มีปัจเจกที่มีความ เป็นสากลภายใต้การปกครอง มีแต่การเลือกในฐานะปฏิบัติการของบุคคล

โรสย้ำว่า ไม่ได้ต้องการพัฒนาให้ governmentality เป็นทฤษฎีทั่วไป แต่จะสนใจใน ประเด็นเฉพาะและเป็นงานศึกษาเกี่ยวข้องกับประเด็นของอำนาจ เป็นอำนาจที่ไม่มีศูนย์กลาง แต่มีแนวคิดเรื่องเสรีภาพเป็นศูนย์กลางของอำนาจ ไม่สนใจว่ามีเสรีภาพจริงหรือไม่ แต่ดูที่การสร้าง เสรีภาพ เพราะฉะนั้น เสรีภาพคืออำนาจ ดูที่การนิยามให้ผิดปกติเพื่อหาทางให้กลับคืน และ รูปแบบอำนาจที่ทำงานเหนือรัฐแต่ไม่ได้เริ่มที่รัฐ 

กล่าวโดยสรุป โรสเสนอว่าบทบาทของ governmentality ประกอบด้วย 1) ศึกษา ปฏิบัติการและเหตุการณ์เฉพาะ ผ่านเครื่องมือและการแทรกแซง เทคนิคและเทคโนโลยีที่ทำให้ เกิดการแทรกแซง 2) เศรษฐกิจไม่ใช่กฎธรรมชาติแต่เป็นวิธีคิดและปฏิบัติที่เปลี่ยนวิธีคิดเรา เศรษฐกิจจึงหมายถึงการคิดคำนวณการจัดการ เน้นที่ปฏิบัติการคิดคำนวณที่ก่อให้เกิดกรอบการ เลือกของปัจเจก ธุรกิจและองค์กร 3) การสร้างความเป็นผู้เชี่ยวชาญ

อ้างอิงจาก การปกครองตนเองของคนงานโรงงานสมานฉันท์ภายใต้เสรีนิยมใหม่ ชัยวัฒน์ ไชยจารุวณิชนักศึกษาปริญญาโท สาขามานุษยวิทยาคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

วันอาทิตย์ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2568

MICHEL FOUCAULT: PARRHESIA (TRUTH-TELLING) DAN CARE OF THE SELF

 Parrhesia: Berani Berkata Benar by Michel Foucault | Goodreads

บทความนี้พูดถึง Parrhesia(πάρήσίά),หนึ่งในคําศัพท์ทางเทคนิคสําคัญๆ ของมิเชล ฟูโกต์พาร์เรเซียเป็นการสัมมนาครั้งสุดท้ายที่ Foucault อภิปรายที่มหาวิทยาลัยCalofornia ในเบิร์กลีย์ สหรัฐอเมริกา ภายใต้หัวข้อ: 'Discourse on Truth: The Problematization of Parrhesia' เกี่ยวกับการก่อตัวของตัวตนและศิลปะในการจัดการชีวิตส่วนตัว

 มนุษย์ตระหนักได้อย่างไรว่าตนเองเป็นอาสาสมัครของตนเองหรือเป็นวิชาทางจริยธรรม

บุคคลนั้นสามารถเกี่ยวข้องกับตนเองได้โดยอาศัยเสรีภาพและวุฒิภาวะของตน 

ด้วยเหตุนี้เขาจึงสามารถเรียกได้ว่าเป็นนักพูด parrhesiast ซึ่งไม่เพียงแต่ถ่ายทอดความจริงให้ผู้อื่นเท่านั้น แต่ยังสามารถถ่ายทอดความจริงให้กับตัวเองได้อีกด้วย 

กล่าวอีกนัยหนึ่ง เพื่อที่จะถูกเรียกว่า parrhesiast บุคคลจะต้องแสดงความสัมพันธ์อันใกล้ชิดระหว่างสิ่งที่เขา
พูดและสิ่งที่เขาทําภายในตัวเขาเอง ทฤษฎีและการปฏิบัติต้องควบคู่กันเสมอ บุคคลอาจพูดอย่างน่าเชื่อถือ แต่เขาก็ต้องกระทําและประพฤติตนอย่างถูกต้องและดีด้วย

มนุษย์ตระหนักถึงตนเองว่าเป็นเรื่องของตนเองหรือเป็นเรื่องของจริยธรรมอย่างไร ซึ่งหมายความว่าบุคคลนั้นสามารถเชื่อมโยงกับตนเองได้ในทางปฏิบัติ (rapport a soi) โดยอาศัยเสรีภาพและวุฒิภาวะของตน

เขาจึงถูกเรียกว่านักพูด parrhesiast ซึ่งไม่เพียงแต่บอกความจริงแก่ผู้อื่นเท่านั้น แต่ยังสามารถบอกความจริงแก่ตนเองได้ด้วยกล่าวอีกนัยหนึ่ง เพื่อที่จะเป็นนักพูด parrhesiast แต่ละคนควรแสดงให้เห็นในชีวิตของเขา/เธอถึงความสอดคล้องระหว่างสิ่งที่เขา/เธอพูดกับสิ่งที่เขา/เธอทํา ทฤษฎีและการปฏิบัติควรควบคู่กัน พูดได้อย่างน่าเชื่อถือแต่ก็ต้องประพฤติตัวให้ดีด้วย

ศิลปะแห่งการสร้างตนเอง (self-stylization) ซึ่งเขาเรียกว่าสุนทรียภาพแห่งการดํารงอยู่ (an aesthetic of existence)

ตามที่ฟูโกต์กล่าวไว้ นี่หมายความว่าใครก็ตามที่พูดความจริงจะต้องจัดการกับปัจจุบัน ไม่ใช่อดีต ฟูโกต์พยายามโน้มน้าวให้ผู้อ่านคิดแตกต่างและพยายามพูดถึงปัจจุบันอยู่เสมอ มุ่งที่จะศึกษาตรวจสอบภววิทยา (Ontology) ของปัจจุบันและภววิทยา (Ontology) ของตัวเราเองได้อย่างไร

คําว่า parrhesia มาจากคําภาษากรีกว่า "pan" ซึ่งแปลว่าทั้งหมด และ "rhesis"หรือ "rhema" ซึ่งหมายถึงการแสดงออก สิ่งที่พูด คําพูดหรือคําพูด คํานี้ยังหมายถึงทักษะการพูด ความละเอียดอ่อน การเปิดกว้าง ความตรงไปตรงมา และเสรีภาพในการพูดในความหมายที่แท้จริง parrhesia หมายถึงกิจกรรมในการแสดงทุกสิ่งที่อยู่ในใจ (การกระทําของประกาศโทต์, โทต์เอ็กซ์ไพรเมอร์)ดังนั้นคํานี้จึงมีความเป็นอิสระและเสรีภาพในการใช้ภาษา ดังนั้น parrhesia หมายถึง เสรีภาพในการพูด การเปิดกว้างในการ
แสดงออก พูดด้วยความมั่นใจเต็มที่ พูดอย่างเปิดเผยและชัดเจน

ในภาษากรีก คํานี้ที่ต้องการความหมายมีสํานวนสามรูปแบบ คือ parrhesia ซึ่งใช้ในรูปแบบนาม ซึ่งหมายถึง พูดความจริง พูดอย่างตรงไปตรงมาและสุภาพ 

อันดับแรก,parrhesia หมายถึง เสรีภาพในการพูด Parrhesia มักเกี่ยวข้องกับความไร้เดียงสาและความซื่อสัตย์ในการแสดงออกถึงสิ่งที่อยู่ในความคิดและหัวใจ ผู้พูดไม่ได้ปิดบังสิ่งใด แต่จะเปิดความคิดและเนื้อหาทั้งหมดให้ผู้อื่นฟัง เขาต้องการทําให้ชัดเจนว่าสิ่งที่เขาพูดนั้นมาจากใจของเขาจริง ๆ และนี่คือความคิดเห็นของเขาเอง ดังนั้นparrhesiast มักจะใช้การแสดงออกทางตรงซึ่งตรงข้ามกับการแสดงออกทางวาทศิลป์

2. Parrhesia มักใช้เกี่ยวข้องกับความจริงเสมอ ในตําราคลาสสิกเกือบทั้งหมดParrhesia มีความหมายเชิงบวกเสมอ กล่าวคือ การพูดหรือบอกความจริง ผู้พูดพูดสิ่งที่เป็นความจริงเพราะเขารู้ว่าสิ่งที่เขาพูดเป็นความจริง นักพากย์ไม่ลังเลเลยเกี่ยวกับความจริงที่เขาแสดงออกมา การเปิดเผยความจริงนี้ถือเป็นคุณสมบัติทางศีลธรรมที่จําเป็น กล่าวคือ ประการแรกเขารู้ความจริง และประการที่สอง เขาสามารถถ่ายทอดความจริงนี้แก่ผู้อื่นได้ อย่างไรก็ตาม Parrhesia ยังมีความหมายเชิงลบหรือดูถูก ซึ่งเป็นคําที่เกือบจะเหมือนกับ "การพูดคุย" ซึ่งหมายถึงพูดมากแต่พูดน้อยหรือไม่มีความหมายเลย นี่หมายถึงการพูดไม่ชัดเจนโดยไม่มีคุณสมบัติ

3. parrhesia และอันตราย ในการถ่ายทอดความจริง ต้องเผชิญกับความเสี่ยงและอันตรายอยู่เสมอ ดังนั้นเขาจึงต้องมีทัศนคติที่กล้าหาญ ความกล้าที่จะถ่ายทอดความจริงข้อนี้ปรากฏให้เห็นชัดเจน

ความเสี่ยงของการเกิด parrhesiastic ไม่ใช่แค่ความเสี่ยงต่อชีวิตและความตายเท่านั้น การตําหนิเพื่อนและบอกเขาว่าการกระทําของเขาผิดและไม่ถูกต้องก็เสี่ยงต่อมิตรภาพเช่นกัน 

ที่นี่ parrhesiast ถูกวิพากษ์วิจารณ์ เพราะ parrhesia ยังหมายถึงการให้คําแนะนําแก่ใคร บางคนว่าพวกเขาควรปฏิบัติอย่างไร หรือการตําหนิใครบางคนสําหรับพฤติกรรมที่ผิดของพวกเขา Parrhesia ยังถูกมองว่าเป็นการวิพากษ์วิจารณ์พฤติกรรมหรือทัศนคติส่วนตัวของตนเอง เพราะด้วยการตําหนิผู้อื่น ผู้ตําหนิก็มีรูปแบบที่แน่นอนอยู่แล้วว่าเขาควรกระทําและกระทําอย่างไรอย่างเหมาะสม - การวิจารณ์ผู้อื่นและการวิจารณ์ตัวเอง

4. parrhesia ถูกมองว่าเป็นหน้าที่หรือภาระผูกพัน การพูดความจริงถือเป็นหน้าที่และภาระผูกพัน และขึ้นอยู่กับความจําเป็นทางศีลธรรมของผู้แต่ง นักพากย์ไม่เคยรู้สึกถูกบังคับหรือถูกบังคับให้บอกความจริง การบีบบังคับหรือความรู้สึกถูกบังคับให้หยุดตําแหน่งในฐานะนักพากย์ การแสดงความจริงควรถือเป็นหน้าที่และคุณธรรมที่สะท้อนถึงอิสรภาพและความตระหนักรู้อย่างแท้จริง

Parrhesia เป็นกิจกรรมทางวาจาที่ผู้พูดมีความสัมพันธ์พิเศษกับความจริงโดยความบริสุทธิ์และความซื่อสัตย์ ความสัมพันธ์บางอย่างกับชีวิตของเขาเองผ่านความเสี่ยงและอันตราย 

ความสัมพันธ์กับตนเองหรือผู้อื่นผ่านการวิพากษ์วิจารณ์ (การวิพากษ์วิจารณ์ตนเองและผู้อื่น) และ ความสัมพันธ์พิเศษกับกฎศีลธรรมโดยเสรีภาพและคุณธรรม หรือพูดให้ตรงกว่านั้น Parrhesia คือกิจกรรมทางวาจาซึ่งผู้พูดแสดงออกถึงความสัมพันธ์ส่วนตัวกับความจริงและพร้อมที่จะเสี่ยงเพราะตระหนักดีว่าการ
ถ่ายทอดความจริงเป็นหน้าที่ที่จะต้องช่วยเหลือผู้อื่นหรือตนเอง ใน Parrhesia ผู้พูดใช้เสรีภาพของเขาและชอบความซื่อสัตย์มากกว่าการโน้มน้าวใจ ความจริงมากกว่าความเท็จหรือความเงียบ ความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตเหนือชีวิตและความปลอดภัย การวิพากษ์วิจารณ์มากกว่าคําโกหก และคุณธรรมทางศีลธรรมมากกว่าผลประโยชน์ของตนเองและความไม่แยแสทางศีลธรรม

การพัฒนาความหมายและการปฏิบัติของ Parrhesia

Foucault มองว่าโสกราตีสเป็นนักปรัชญาและนักปรัชญา ในอัลซิเบียเดส เมเจอร์,Parrhesia เชิงปรัชญามีความเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับหัวข้อเรื่องความกังวลต่อตนเอง(การดูแลตนเอง (care of the self,atau epimeleia heauton).

ฟูโกต์เห็นว่า Parrhesia กลายเป็นปัญหามากขึ้นเมื่อประชาธิปไตยของเอเธนส์พัฒนาขึ้น ประชาธิปไตยเกิดขึ้นจาก สุภาพ,คือรัฐธรรมนูญที่พลเมืองทุกคนอยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกัน (isonomia)มีสิทธิเท่าเทียมกันในรัฐบาล และมีสิทธิในการพูดอย่างเท่าเทียมกัน (isegoria)ปัญหาคือว่าไอโซโนเมียและไอเซโกเรียได้รับการยอมรับจากรัฐธรรมนูญของเอเธนส์ ในขณะที่พาร์เรเซียไม่ได้รับการยอมรับ Parrhesia ยังอธิบายไม่ชัดเจน

ในแง่สถาบัน ในเวลาเดียวกัน สถาบันประชาธิปไตยเช่นนี้จะต้องจัดให้มีพื้นที่ที่เท่าเทียมกันสําหรับ parrhesias ทุกรูปแบบ แม้ว่า parrhesiast อาจเป็นพลเมืองที่ไม่ดีซึ่งอาจนําอันตรายมาสู่เมืองหรือประเทศ และด้วยเหตุนี้จึงทําลายชีวิตประชาธิปไตย คําถามคือ ใครจะพูดความจริงภายในขอบเขตของระบบสถาบัน ถ้าทุกคนมีสิทธิเท่าเทียมกันในความคิดเห็น? ประชาธิปไตยไม่สามารถระบุได้ว่าใครมีสิทธิหรือมีคุณสมบัติพิเศษในการพูดความจริง ในที่นี้ ฟูโกต์แสดงให้เห็นปฏิปักษ์ของชาวกรีกระหว่างพาร์เรเซีย (เสรีภาพในการพูด)และประชาธิปไตย ประชาธิปไตยให้เสรีภาพในการพูด แต่มักถูกจํากัดโดยกฎหมายและรัฐธรรมนูญ

ฟูโกต์ยังชี้ให้เห็นถึงปฏิปักษ์นี้ในตําราคลาสสิกด้วย มีตําราที่โด่งดังที่สุดเล่มหนึ่งเปิดเผยอยู่ในสาธารณรัฐ (557ab) โสกราตีสกล่าวถึงอันตรายที่เป็นไปได้หลายประการของสถาบันประชาธิปไตย แต่ประเด็นที่สําคัญที่สุดคือเสรีภาพในการพูดมีความเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดมากขึ้นกับการเลือกการดํารงอยู่ (ทางเลือกของการดํารงอยู่)Parrhesia ถูกมองว่าเป็นทัศนคติส่วนตัวที่มีความสําคัญมากในชีวิตทางการเมืองในเมือง จากข้อความเหล่านี้เรายังสามารถเห็นลักษณะทางศีลธรรมและจริยธรรมของนักอรรถาธิบายได้ สิ่งนี้เห็นได้ชัดเจนในผลงานของอริสโตเติลด้วยจริยธรรม Nicomachean (1124b28)

ลักษณะพื้นฐานของประชาธิปไตยคือเสรีภาพ ทุกคนมีเสรีภาพในการพูดและสามารถทําทุกอย่างที่ต้องการได้ เพลโตไม่ได้ตําหนิ parrhesia เพราะมันเปิดโอกาสให้ผู้คนมีอิทธิพลต่อเมืองอย่างกว้างขวาง จริงๆ แล้ว เพลโตเน้นยํ้าถึงอันตรายหลักของอาการ parrhesia กล่าวคือ มันจะนําผู้คนไปสู่การตัดสินใจที่ไม่ดี หรือเป็นหนทางให้ผู้นําเมืองกลายเป็นคนทุจริตและกดขี่ข่มเหง สําหรับเพลโต นับว่าอันตรายมากหากทุกคนมีอิสระที่จะพูดและกระทําตามความปรารถนาของตน แล้วเราจะพบวิถี รูปแบบ และแนวปฏิบัติของชีวิตที่หลากหลาย สถานการณ์นี้อาจก่อให้เกิดเมืองอิสระหลายแห่งที่มีรัฐธรรมนูญและ
กฎหมายของตนเอง หากสิ่งนี้เกิดขึ้น จะเกิดอนาธิปไตยเกี่ยวกับเสรีภาพในการเลือกวิถีชีวิตของตัวเองอย่างไร้ขีดจํากัด

ฟูโกต์มองเห็นประเด็นหลักสองประการเป็นพิเศษซึ่งถูกนํามาพิจารณาเสมอมาในศตวรรษที่สี่ ข้อความของเพลโตแสดงให้เห็นว่าเสรีภาพในการพูดมีความเชื่อมโยงกับทางเลือกที่มีอยู่หรือทางเลือกในการดําเนินชีวิตส่วนบุคคลมากขึ้น Parrhesia ที่นี่ถูกมองว่าเป็นทัศนคติหรือคุณภาพส่วนบุคคลมากกว่า และในขณะเดียวกันก็เป็นภาระผูกพันที่สําคัญสําหรับชีวิตทางการเมืองของเมือง หรืออาจเป็นอันตรายต่อเมืองที่เกี่ยวข้องกับParrhesia ที่ดูถูกเหยียดหยาม

การอภิปรายเกี่ยวกับเรื่องเพศในท้ายที่สุดยังมุ่งเน้นไปที่ความตระหนักรู้ของมนุษย์ในฐานะหัวข้อเรื่องเพศและจริยธรรม ในการอภิปรายเกี่ยวกับเรื่องเพศ จริงๆ แล้วมนุษย์ตระหนักดีว่าตนเองมีความปรารถนา ตัณหา ตลอดจนความพึงพอใจซึ่งเป็นพื้นฐานและสิ่งที่พวกเขาต้องยอมรับ และที่นั่นเขาก็ตระหนักได้ว่าแท้จริงแล้วเขาคือบุคคลที่ต้องเผชิญหน้ากับตัวเอง ด้วยวิธีนี้ ฟูโกต์เข้าสู่แกนที่สามซึ่งเป็นจุดไคลแม็กซ์ของงานทั้งหมดของเขา กล่าวคือ การก่อตัวของตัวตนโดยผ่านการดูแลตนเอง

ประเด็นสุดท้ายที่ฟูโกต์วิเคราะห์เกี่ยวกับการดูแลตนเองก็คือวาทกรรมเกี่ยวกับเรื่องเพศและอาการ parrhesia ในที่นี้ ฉันให้ความสําคัญกับประเด็น Parrhesia มากขึ้น ซึ่งเป็นก้าวไปสู่ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ถูกทดสอบกับตัวเขาเองในการกําหนดสไตล์ในตนเองและการดูแลตัวเอง

ต้องใช้ Parrhesia เพื่อโน้มน้าวใจใครบางคนว่าเขาควรใส่ใจกับตัวเองและผู้อื่น (ดูแลผู้อื่น) สิ่งนี้สันนิษฐานว่าผู้คนควรจะสามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตของตนเองได้

นอกเหนือจากการอธิบายอาการพาร์เรเซียแบบโสคราตีสแล้ว ฟูโกต์ยังได้พัฒนาวิธีปฏิบัติพาร์เรเซียโดยมุ่งเน้นไปที่ความสัมพันธ์ระหว่างความจริงกับตนเอง และตนเองและผู้อื่น “การปฏิบัติ” ในที่นี้ต้องเข้าใจในสองความหมาย คือ การใช้ parrhesia ในความสัมพันธ์ของมนุษย์ในลักษณะพิเศษ และเทคนิคที่ใช้ในความสัมพันธ์เช่นนี้

Parrhesia เป็นกิจกรรมที่ใช้ในความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ได้อย่างน้อย 3 ประเภทได้แก่ การอยู่ร่วมกันในชุมชน การอยู่ในสังคม และความสัมพันธ์ส่วนตัวระหว่างมนุษย์

อำนาจและความรู้มีความสําคัญอย่างยิ่งต่อการทําความเข้าใจ parrhesia - เข้าใจในแง่ของความสัมพันธ์ส่วนตัวกับความจริง
- เพราะความจริงถือเป็นการใช้อํานาจ ความจริงจึงไม่เกินกําลังของตน อำนาจย่อมพบได้ทุกที่ ความรู้และความจริงก็เช่นกัน และที่ใดมีอำนาจ ที่นั่นย่อมมีความรู้และความจริง

ปรัชญาความคิดทั้งหมดของฟูโกต์นั้นเป็นเทคโนโลยีแห่งตัวตน วิธีคิดนี้นําเราไปสู่เทคนิคหรือกลยุทธ์ที่เกิดขึ้นจริง Parrhesia เป็นหนึ่งในแนวคิดหลายๆ อย่างที่นํามาใช้เป็นเครื่องมือในการอธิบายการปฏิบัติตนนี้ Parrhesia ถูกมองว่าเป็นกลยุทธ์อย่างชัดเจนในการสร้างเรื่อง นี่คือสิ่งที่ Foucault เรียกว่าการควบคุมตนเอง

นี่เป็นมุมมองเชิงวิพากษ์เกี่ยวกับประวัติศาสตร์และความเป็นจริงของชีวิตมนุษย์ ในที่นี้ ฟูโกต์ไม่เพียงแต่มองประวัติศาสตร์และความเป็นจริงเป็นสิ่งที่มอบให้เท่านั้น แต่เขายังทําให้ประวัติศาสตร์และการใช้ชีวิตตามความเป็นจริงเป็นปัญหา และพยายามกําหนดคําตอบเฉพาะเจาะจงสําหรับแต่ละสถานการณ์อยู่เสมอ ดังนั้นปัญหาดังกล่าวจึงเป็นกิจกรรมทางปัญญาที่สร้างสรรค์และเป็นความคิดที่มีจริยธรรมด้วย

ฟูโกต์แสดงให้เห็นว่าเพื่อที่จะควบคุมตนเองได้ เราต้องมีความสัมพันธ์พิเศษกับความจริง เมื่อต้องสื่อสารกับผู้อื่นที่เกี่ยวข้องกับความจริง เราต้องมีความเป็นผู้ใหญ่อยู่ในตัวเองก่อนเพื่อที่จะสามารถพูดความจริง ถ่ายทอดความจริงนี้ และสามารถให้คําแนะนําหรือคําแนะนําแก่ผู้อื่นได้ กล่าวอีกนัยหนึ่ง ชีวิตของบุคคลควรเป็นการบอกเล่าความจริง

 จาก

Michel Foucault: Parrhesia (Truth-Telling) Dan Care Of The Self

  • Konrad Kebung (Institut Teologi dan Teknologi Kreatif Ledalero, Maumere, NTT) Sekolah Tinggi Filsafat Teologi Ledalero, Maumere, Flores, Nusa Tenggara Timur
 
ตัดแปะโดย เฉลิมชัย เอื้อวิริยะวิทย์