วันพุธที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

Ars Moriendi : Living Well in Order to Die Well



แนวคิดของ ดร. ลิเดีย ดักเดล (Dr. Lydia Dugdale) และผู้เชี่ยวชาญในแหล่งข้อมูลของคุณ ดังนี้ครับ:

 "ศิลปะการใช้ชีวิตและการเตรียมตัวตายดี (The Modern Ars Moriendi)" เพื่อการตายอย่างสงบ

  • ส่วนที่ 1: ปลุกจิตวิญญาณและประวัติศาสตร์ของ Ars Moriendi ศิลปะแห่งการตาย
    • ที่มาและการกลับมาของศิลปะแห่งการตายดี: ย้อนมองประวัติศาสตร์ช่วงกาฬโรคระบาดหนัก (Black Death) ในศตวรรษที่ 14 เมื่อนักบวชล้มตายหรือละทิ้งหน้าที่ ทำให้ผู้คนต้องลุกขึ้นมาเขียน "คู่มือเตรียมตัวตายฉบับทำด้วยตัวเอง"
    • เหตุใดเราจึงหลงลืมศิลปะนี้?: มองสาเหตุทางสังคมและเทคโนโลยีที่ทำให้คู่มือนี้หายไปในช่วงทศวรรษที่ 1920 (Roaring 20s) และการนำความตายเข้าไปซ่อนไว้ในระบบโรงพยาบาล
  • ส่วนที่ 2: บ่มเพาะวิถีชีวิตเพื่อเตรียมพร้อมสู่ปลายทาง (Living Well to Die Well)
    • "เราใช้ชีวิตอย่างไร เราจะตายเช่นนั้น": ฝึกฝนการใช้ชีวิตโดยตระหนักรู้ถึง "ความจำกัดของเวลา" (Finitude) เพื่อให้เกิดปัญญาและเป้าหมายชีวิต
  • ส่วนที่ 3: ถักทอความสัมพันธ์และบทบาทของชุมชน (The Work of Community)
    • ความตายไม่ใช่เรื่องส่วนตัวของคนเดียว: มนุษย์ใช้ชีวิตและตายได้ดีที่สุดท่ามกลางชุมชนที่เกื้อกูล
    • สะสางความขัดแย้งและการคืนดี (Reconciliation): ฝึกปฏิบัติด้านความสัมพันธ์ด้วยการขอโทษและให้อภัยกับคนรอบข้างตั้งแต่ยามที่ยังแข็งแรงดี เพื่อไม่ให้มีสิ่งใดคั่งค้างในใจ
  • ส่วนที่ 4: ขบคิดคำถามเชิงอัตถิภาวนิยมและมิติจิตวิญญาณ (Existential and Spiritual Wrestling)
    • ทำความเข้าใจ "ความหมายสุดท้าย": การหันมาทบทวนและหาคำตอบให้กับคำถามเชิงลึกเกี่ยวกับพระเจ้า จิตวิญญาณ หรือสิ่งที่เกิดขึ้นหลังความตายล่วงหน้า แทนที่จะรอให้วิกฤตความตายมาถึง
  • ส่วนที่ 5: การเตรียมตัวเชิงปฏิบัติและการสื่อสารทางการแพทย์ (Practical and Medical Decisions)
    • ทำความเข้าใจความต่างระหว่าง "การฆ่า" (Killing) และ "การปล่อยให้ตายตามธรรมชาติ" (Allowing to Die): เพื่อช่วยให้เข้าใจขอบเขตศีลธรรมและไม่เกิดความรู้สึกผิดเมื่อต้องตัดสินใจหยุดยื้อสัญญาณชีพ
    • การจัดการเอกสารล่วงหน้าและการเปิดอกคุย: วิธีเลือกตัวแทนตัดสินใจด้านการแพทย์ (Healthcare Proxy) และการสื่อสารเรื่องการปฏิเสธการกู้ชีพ (DNR/DNI) กับแพทย์และครอบครัวอย่างตรงไปตรงมาเพื่อสลัดตัวเองออกจากการเป็น "ตัวประกันของเทคโนโลยี"




แนวคิดเกี่ยวกับ "ศิลปะการตายเพื่อใช้ชีวิตให้มีความหมาย" (Ars Moriendi / Art of Dying) ปรากฏขึ้นอย่างเด่นชัดผ่านบทสนทนาเชิงปรัชญาและแพทยศาสตร์ระหว่าง ศาสตราจารย์ เชลลี เคลแกน (Shelly Kagan) และ ดร. ลิเดีย ดักเดล (Lydia Dugdale) แพทย์และนักวิชาการผู้ศึกษาตำราศิลปะการตายยุคกลาง ซึ่งร่วมกันถอดรหัสและเสนอแนวทางไว้ดังนี้ครับ:
1. แก่นคิดสำคัญ: "การใช้ชีวิตให้ดีเพื่อที่จะตายให้ดี" (Living Well in Order to Die Well)
ศิลปะการตายไม่ใช่การหมกมุ่นอยู่กับความตายในวาระสุดท้าย หรือการพยายามทำตัวให้โดดเด่นในวินาทีสุดท้ายของชีวิต แต่คือการตระหนักรู้ในความจำกัดของเวลาชีวิต (Finitude / Mortality) ซึ่งจะทำหน้าที่เหมือนแว่นขยายที่ช่วยขับเน้นสิ่งที่มีคุณค่าและมีความหมายที่สุดในปัจจุบันให้เด่นชัดขึ้น เพื่อให้เราไม่ใช้ชีวิตอย่างสูญเปล่าในโลกที่ไม่มีโอกาสให้แก้ตัวใหม่ (No do-overs)



2. การบ่มเพาะคุณธรรม 5 ประการเพื่อเผชิญหน้ากับความตาย (The Five Virtues)
ดร. ดักเดล หยิบยกแนวคิดจากตำรา Ars Moriendi ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 15 ซึ่งระบุว่ามนุษย์มักเผชิญกับ "สิ่งเร้าหรือความเย้ายวน 5 ประการ" เมื่อความตายมาเยือน การใช้ชีวิตที่มีความหมายจึงต้องอาศัยการบ่มเพาะ "คุณธรรม 5 ประการ" ตลอดช่วงชีวิตเพื่อต้านทานสิ่งเหล่านั้น:


  • บ่มเพาะความศรัทธา (Faith) เพื่อต้านทานความไม่เชื่อและเคลือบแคลงใจ (Unbelief)
  • บ่มเพาะความหวัง (Hope) เพื่อต้านทานความสิ้นหวังอันเกิดจากความทุกข์ทรมาน (Despair)
  • บ่มเพาะความอดทน (Patience) เพื่อต้านทานความใจร้อนรนและอยากให้เรื่องแย่ๆ รีบจบไป (Impatience)
  • บ่มเพาะความอ่อนน้อมถ่อมตน (Humility) เพื่อต้านทานความหยิ่งยโสในอัตตาของตน (Pride)
  • บ่มเพาะความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ (Generosity) เพื่อต้านทานความโลภและการยึดติดในวัตถุสิ่งของ (Greed)
  • การใช้ชีวิตให้ดีเพื่อเตรียมตัวสำหรับการตายที่ดี (ซึ่งสืบทอดมาจากแนวคิดโบราณอย่าง Ars Moriendi หรือ "ศิลปะแห่งการตายดี") สามารถแบ่งออกเป็นแนวทางสำคัญที่เชื่อมโยงถึงกันตามที่ปรากฏในแหล่งข้อมูล ดังนี้:
    1. การยอมรับความจำกัดของชีวิต (Acknowledge Finitude): ขั้นตอนแรกคือเราต้องตระหนักและยอมรับว่าความตายเป็นเรื่องธรรมชาติและหลีกเลี่ยงไม่ได้สำหรับมนุษย์ทุกคน การตระหนักถึงเวลาที่จำกัดจะช่วยเปลี่ยนมุมมองในการดำเนินชีวิต ทำให้เราไม่ใช้ชีวิตไปเรื่อย ๆ โดยไม่มีทิศทาง แต่จะหันมาให้ความสำคัญกับสิ่งที่จำเป็นอย่างแท้จริงในชีวิตด้วยความใส่ใจและมีเป้าหมาย
    2. การบ่มเพาะคุณธรรมและการสร้างนิสัย (Cultivate Virtues and Habits): แก่นแท้ของศิลปะการตายดีคือ "เรามีชีวิตอย่างไร เราก็มักจะตายอย่างนั้น" อุปนิสัยและคุณธรรมต่าง ๆ ไม่ใช่สิ่งที่จะสร้างขึ้นได้ในทันทีเมื่อถึงจุดสิ้นสุดของชีวิต แต่ต้องอาศัยการฝึกฝนและปฏิบัติจนเป็นนิสัยตลอดการดำเนินชีวิต เพื่อรับมือกับวิกฤตทางจิตใจในช่วงบั้นปลาย ตำราโบราณได้แนะให้เราบ่มเพาะคุณธรรมสำคัญเพื่อต้านทานสิ่งที่จะทำให้เราตายอย่างไม่มีความสุข ได้แก่:
    3. ความหวัง (Hope) เพื่อป้องกันความสิ้นหวัง
    4. ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ (Generosity) เพื่อเอาชนะความโลภ
    5. ความอดทน (Patience) เพื่อรับมือกับความกระวนกระวาย
    6. ความศรัทธา (Faith) และ ความอ่อนน้อมถ่อมตน (Humility)
    7. การสร้างและทำนุบำรุงความสัมพันธ์ในชุมชน (Nurture Relationships and Community): มนุษย์ดำเนินชีวิตและเผชิญความตายได้ดีที่สุดในบริบทของชุมชนและคนรอบข้าง ไม่ใช่อยู่อย่างโดดเดี่ยว การมีชีวิตที่ดีจึงเรียกร้องให้เราลงทุนและใส่ใจในความสัมพันธ์กับครอบครัวและมิตรสหายตั้งแต่ตอนที่ยังแข็งแรงดี ที่สำคัญคือต้องหาโอกาส ขออโหสิกรรมและการคืนดี (Reconciliation) กับคนที่เรามีความขัดแย้ง เพื่อไม่ให้มีเรื่องค้างคาใจในยามบ่ายของชีวิต
    8. การขบคิดเรื่องจิตวิญญาณและคำถามขั้นสุดท้าย (Wrestle with Existential and Spiritual Questions): ชีวิตที่ดีต้องมีการหันกลับมาทบทวนคำถามเชิงอัตถิภาวนิยม เช่น ความหมายของชีวิต ความเชื่อเรื่องพระเจ้า หรือสิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังความตาย การปล่อยให้คำถามเหล่านี้ค้างคาโดยไม่หาคำตอบจนกระทั่งถึงวันที่ร่างกายทรุดโทรมหรือไม่มีสติสัมปชัญญะเพียงพอ มักจะนำมาซึ่งความกลัวและอาการวิตกกังวลอย่างรุนแรงเมื่อความตายมาเยือน การหาคำตอบและทำความเข้าใจเรื่องเหล่านี้ล่วงหน้าจะช่วยให้เกิดความสงบในใจอย่างแท้จริงเมื่อเวลามาถึง
    9. การวางแผนและเปิดอกพูดคุยเชิงปฏิบัติ (Practical Preparation and Open Conversations): การเตรียมตัวที่ดีต้องอาศัยการพูดคุยอย่างตรงไปตรงมากับครอบครัวและแพทย์เกี่ยวกับแผนการดูแลรักษาพยาบาลล่วงหน้า (เช่น DNR/DNI หรือการทำพินัยกรรมชีวิต) และการเลือกตัวแทนที่จะตัดสินใจด้านการแพทย์ในยามที่เราหมดสติ การวางแผนและพูดคุยล่วงหน้านี้ทำให้เราไม่ต้องตกเป็น "ตัวประกันของเทคโนโลยี" ทางการแพทย์ที่เพียงยื้อการทำงานของร่างกายเอาไว้ในห้องไอซียูโดยไม่มีโอกาสฟื้นตัว และช่วยให้ครอบครัวไม่ต้องเผชิญกับ "ความหวังเท็จ" (False Hope) อีกด้วย

3. การรักษาสมดุลเชิงคุณค่า (Holding Values in Tension)
เคลแกนและดักเดลเห็นพ้องว่า ศิลปะการใช้ชีวิตที่มีความหมายภายใต้เงาของความตายต้องอาศัยการรักษาสมดุลใน 2 มิติสำคัญ:
  • หลีกเลี่ยงแนวคิดสุดโต่งแบบ "ใช้ชีวิตทุกวันให้เหมือนวันสุดท้าย" เคลแกนชี้ว่าทัศนคตินี้เป็นสิ่งที่เป็นอันตราย เพราะหากเราคิดว่าวันนี้เป็นวันสุดท้ายจริงๆ เราจะไม่สามารถริเริ่มหรืออุทิศตนให้แก่เป้าหมายระยะยาวที่ยิ่งใหญ่และมีคุณค่าได้เลย (เช่น การเรียนแพทย์ หรือการเขียนหนังสือที่ใช้เวลายาวนานกว่า 20 ปี)
  • ความเชื่อมโยงระหว่าง "โครงสร้างทางเวลา" และ "ความตาย": นักปรัชญาอธิบายว่า การที่มนุษย์มีแผนงาน มีเป้าหมาย หรือมีสำนึกเรื่องเวลาใด ๆ ในชีวิต ล้วนเป็นการดำเนินชีวิตโดยมี "ความตายอยู่ในเบื้องหลังของจิตสำนึก" (Death in the background of consciousness) อยู่ตลอดเวลา เนื่องจากความตายคือสิ่งที่จะเข้ามาตัดขาดและทำลายโครงสร้างการมุ่งสู่อนาคตทั้งหมดของเราโดยสิ้นเชิง ซึ่งการสูญเสียโครงสร้างเวลาและความหมายนี้เองคือเหตุผลว่าทำไมความคิดเรื่องความตายจึงสร้างความตื่นตระหนกและน่าหวาดกลัวอย่างยิ่งสำหรับมนุษย์
  • เล่นเกมระยะยาวควบคู่กับการเตรียมพร้อมรับมือความตาย เราต้องรักษาสมดุลด้วยการมุ่งมั่นทำตามความฝันและเป้าหมายระยะยาว (Long game) ในขณะเดียวกันก็ต้องมีความพร้อมทั้งทางด้านความสัมพันธ์และจิตวิญญาณอยู่เสมอในกรณีที่ชีวิตต้องจบลงอย่างกะทันหัน
  • เคลแกนเปรียบเทียบแนวคิดนี้กับจารีตของชาวยิว (Hasidic) ที่แนะนำให้มนุษย์พกกระดาษ 2 แผ่นไว้ในกระเป๋าเสื้อตลอดเวลา:
    • กระดาษแผ่นที่หนึ่งเขียนว่า: "ฉันเป็นเพียงฝุ่นผงและเเถ้าถ่าน" (เพื่อเตือนตนถึงความไม่จีรังและความตาย)
    • กระดาษแผ่นที่สองเขียนว่า: "โลกใบนี้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อตัวฉันเอง" (เพื่อตระหนักถึงคุณค่าและโอกาสอันแสนวิเศษของการมีชีวิตอยู่)

4. แนวทางปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมในชีวิตประจำวัน
  • แสดงความรักและความกตัญญูในปัจจุบัน (Expressing Gratitude & Love): อย่ารอจนถึงวินาทีสุดท้ายบนเตียงผู้ป่วยจึงค่อยบอกรักหรือขอบคุณคนสำคัญ ภายใต้ความไม่แน่นอนของชีวิต เราควรใช้โอกาสในชีวิตปัจจุบันแสดงความซาบซึ้งใจต่อมิตรสหายและครอบครัวทันทีเมื่อมีโอกาส
  • เตรียมตัวและพูดคุยเรื่องความต้องการทางการแพทย์ล่วงหน้า (Medical Preparation): การพูดคุยกับครอบครัวและแพทย์เกี่ยวกับความต้องการในวาระสุดท้ายอย่างตรงไปตรงมา เช่น เรื่องการไม่ยื้อชีวิตหรือการกู้ชีพ (DNR) ในขณะที่เรายังมีสุขภาพดีและสติปัญญาแจ่มใส เพื่อป้องกันความทุกข์ทรมานจากการรักษาทางการแพทย์ที่มากเกินจำเป็น (Over-medicalization) ในวาระสุดท้าย
  • สร้างแสงสว่างต้านทานความมืดมน: ในมุมมองกายภาพนิยมของเคลแกนที่เชื่อว่าความตายคือจุดจบของตัวตนโดยสมบูรณ์ คุณค่าของชีวิตไม่ได้เกิดจากสิ่งเหนือธรรมชาติ แต่เกิดจากการที่มนุษย์เราส่งมอบความรัก มิตรภาพ ความคิดสร้างสรรค์ และการช่วยเหลือผู้อื่นให้แก่กัน เขาเปรียบว่าจักรวาลอาจเป็นสถานที่ที่มืดมิดและไม่แยแสต่อเรา แต่ทุกครั้งที่เราสร้างความสัมพันธ์และความดีงาม เรากำลังสร้าง "จุดแสงสว่างเล็กๆ" ซึ่งเมื่อมารวมกันเป็นชุมชน แสงสว่างนั้นจะขยายกลายเป็นทวีปที่ขับไล่ความมืดมนของจักรวาลลงได้
จากการตกตะกอนร่วมกันผ่านแนวคิด Ars Moriendi และประสบการณ์ของ ดร. ลิเดีย ดักเดล สิ่งที่มนุษย์เราต้องการอย่างแท้จริงในการดำเนินชีวิตเพื่อมุ่งไปสู่ปลายทางที่ดี ประกอบด้วยปัจจัยสำคัญหลัก ๆ ดังนี้ครับ:
  1. การยอมรับความจำกัดของชีวิต (Acknowledgement of Finitude): ก้าวแรกของการใช้ชีวิตที่ดีคือการตระหนักรู้และยอมรับว่าเราทุกคนเป็นมนุษย์ที่ต้องเผชิญกับความตาย. หากเราปฏิเสธความจริงข้อนี้และจมอยู่กับการหลีกหนี เราจะไม่สามารถใช้ชีวิตเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับบั้นปลายได้อย่างแท้จริง. ในทางกลับกัน การมองเห็นว่าเวลาเป็น "ทรัพยากรที่มีจำกัด" จะช่วยเพิ่มคุณค่าให้กับเวลาที่เหลืออยู่ ทำให้เราดำเนินชีวิตในแต่ละวันด้วยความตั้งใจ (Intentionality) ใส่ใจในสิ่งที่มีความหมาย และไม่ปล่อยเวลาให้ผ่านไปอย่างเปล่าประโยชน์.
  2. ชุมชนและความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้น (Flourishing Relationships and Community): มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่ถูกสร้างมาเพื่อมีความสัมพันธ์ต่อกัน (Relational creatures). แหล่งข้อมูลเน้นย้ำว่า เราจะมีชีวิตอยู่และตายได้ดีที่สุดเมื่ออยู่ในบริบทของชุมชนและคนรอบข้าง. หากเราปรารถนาที่จะไม่จากไปอย่างโดดเดี่ยวในวาระสุดท้าย เราก็ต้องมีชีวิตอยู่ร่วมกับผู้คนตั้งแต่วันนี้. นอกจากนี้ ความเหงาและการแยกตัวจากสังคมยังส่งผลเสียต่อสุขภาพกายและใจอย่างรุนแรง ดังนั้นเราจึงต้องใส่ใจและลงทุนในความสัมพันธ์กับครอบครัวและมิตรสหายอยู่เสมอ.
  3. การบ่มเพาะคุณธรรมในชีวิตประจำวัน (Cultivating Virtues as Habits): การมีชีวิตที่ดีและมีความสุขเป็นผลมาจากการสะสมพฤติกรรมเล็ก ๆ น้อย ๆ ในทุกวัน. เราจำเป็นต้องบ่มเพาะและฝึกฝนคุณธรรมต่าง ๆ ตลอดช่วงชีวิต ไม่ใช่เพิ่งเริ่มทำในตอนที่ความตายมาเยือน เช่น ความหวัง (Hope) เพื่อป้องกันความสิ้นหวัง, ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ (Generosity) เพื่อลดความโลภ, และ ความอดทน (Patience). คุณธรรมเหล่านี้จะเป็นอุปนิสัยที่ช่วยประคับประคองและปกป้องจิตใจของเราเมื่อต้องเผชิญกับวิกฤตปลายทาง.
  4. การค้นหาความหมาย การบริการผู้อื่น และมิติจิตวิญญาณ (Meaning, Service, and Spirituality): สิ่งที่ช่วยยึดเหนี่ยวและเติมเต็มพลังใจให้ชีวิตมนุษย์เดินหน้าต่อไปได้อย่างมีความหมาย ประกอบด้วย 3 ประการสำคัญ คือ:
    • ความสัมพันธ์ กับผู้คนรอบข้าง
    • การรับใช้และการช่วยเหลือผู้อื่น (Service) ซึ่งจะช่วยดึงใจของเราออกจากการจดจ่ออยู่แต่กับความทุกข์หรือความกังวลของตนเอง
    • ความสัมพันธ์กับสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือพระผู้เป็นเจ้า (Relationship to God) เพื่อช่วยทบทวนและตอบคำถามเชิงอัตถิภาวนิยมอันลึกซึ้งเกี่ยวกับชีวิตและความตายล่วงหน้า เพื่อให้เกิดความสงบในใจอย่างแท้จริงเมื่อวาระสุดท้ายมาถึง.
การดำเนินชีวิตที่ดีจึงไม่ใช่การยื้อชีวิตด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์อย่างสุดกู่ แต่คือการเรียนรู้ที่จะโอบรับคุณค่าของชีวิตอย่างเหมาะสม และพร้อมที่จะปล่อยวางเมื่อถึงเวลาด้วยหัวใจที่สงบ.


 สมุดเบาใจ คือ เครื่องมือช่วยวางแผนสุขภาพและชีวิตล่วงหน้า (Advance Care Planning) ในรูปแบบของหนังสือแสดงเจตนาเลือกวิธีการรักษาในช่วงสุดท้ายของชีวิต (Living Will) ตาม พ.ร.บ. สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 มาตรา 12 จัดทำโดยกลุ่ม Peaceful Death และได้รับการสนับสนุนจาก สสส. [1, 2, 3]

สมุดเบาใจเป็นเหมือนคู่มือช่วยให้คุณได้ทบทวนเป้าหมายและสื่อสารความต้องการของตนเอง เพื่อเตรียมความพร้อมทั้งด้านการดูแลสุขภาพ การจัดการร่างกายและงานศพ รวมถึงการเตรียมตัวทางด้านการเงิน โดยเนื้อหาแบ่งเป็น 4 ส่วนหลักๆ ได้แก่:
  1. คุณภาพชีวิตที่อยากมี: ทบทวนความต้องการในการรักษา เช่น หากอยู่ในภาวะวิกฤต ต้องการให้รักษาแบบยื้อชีวิต หรือเน้นการดูแลแบบประคับประคอง (Palliative Care)
  2. การเลือกผู้แทนตัดสินใจ: ระบุชื่อคนที่คุณไว้วางใจให้ตัดสินใจแทน หากในเวลานั้นคุณไม่สามารถสื่อสารได้ด้วยตัวเอง
  3. การจัดการร่างกายและงานศพ: ระบุความต้องการเรื่องการบริจาคร่างกาย วิธีการจัดการศพ และรูปแบบการจัดงาน
  4. การวางแผนการเงิน: เตรียมค่าใช้จ่ายและจัดการทรัพย์สิน สิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ให้สอดคล้องกับแผนชีวิต [1, 2, 3, 4, 5]
ดาวน์โหลดและสั่งซื้อ
  • ดาวน์โหลดฟรี: สามารถเข้าไปดาวน์โหลดฉบับไฟล์ PDF ได้ที่เว็บไซต์ เบาใจ หรือเว็บไซต์ Peaceful Death 

    สมุดเบาใจ-ver7.pdf

  • สั่งซื้อเป็นเล่ม: สั่งซื้อสมุดเบาใจ (ปกผีเสื้อ) เป็นเล่มจริงได้ที่ Shopee โดยมีจำหน่ายตามร้านค้าทั่วไป เช่น ร้านเบาใจ ในราคาเล่มละประมาณ 30-45 บาท [1, 2, 3]
  • การตระหนักรู้ถึงความตาย (死を受け入れる): ความทุกข์และความกังวลทั้งหลายจะดูเล็กลงทันทีเมื่อเรายอมรับความจริงว่า วันหนึ่งตัวเรา ผลงานของเรา หรือแม้แต่ระบบสุริยะจักรวาลนี้จะสลายกลายเป็นฝุ่นผง การรู้ว่าเวลาของเรามีจำกัดและทุกอย่างจะจบลง จะช่วยให้เราเลิกไล่ตามความปรารถนาที่ไร้สาระ และหันมาดื่มด่ำกับความสุขในปัจจุบันขณะได้ดียิ่งขึ้นครับ

ไม่มีความคิดเห็น: