วันจันทร์ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2569

ใช้ชีวิตธรรมดาให้เป็นการกบฏ กับ Michel de Certeau

 


การที่เราอยากเป็นกบฏหรือพยายามขัดขืนต่อระบบตามแนวคิดของ Michel de Certeau นั้น เกิดจากแรงผลักดันพื้นฐานที่ต้องการสงวนความเป็นมนุษย์ภายใต้โครงสร้างอำนาจที่คอยควบคุมเราอยู่ โดยมีเหตุผลสำคัญดังนี้ครับ:

1. เพื่อตอกย้ำเสรีภาพ ศักดิ์ศรี และความเป็นอิสระ (Asserting Freedom, Dignity, and Autonomy) ระบบอำนาจหรือโครงสร้างแบบเทคโนแครตมักพยายามตีกรอบและบงการชีวิตเรา การขัดขืนในระดับชีวิตประจำวันจึงเป็นวิธีการที่เราใช้เพื่อรักษาความอิสระและตอกย้ำศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของเราเอง De Certeau ยกตัวอย่างแนวปฏิบัติที่เรียกว่า "La perruque" (การละเล่นตุกติกในเวลางาน เช่น การแอบนำเศษวัสดุหรือเวลาของนายจ้างมาทำสิ่งของของตนเอง) ซึ่งไม่ได้ทำไปเพื่อแสวงหากำไรทางวัตถุ แต่มีจุดประสงค์หลักเพื่อ แสดงออกถึงความสามารถส่วนตัว ความคิดสร้างสรรค์ และยืนยันความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันกับเพื่อนร่วมงานหรือครอบครัว ภายใต้ระบบอุตสาหกรรมที่พยายามกดทับพวกเขาไว้
2. เพื่อเอาชีวิตรอดและรักษาความแตกต่างภายใต้การถูกครอบงำ (Survival and Maintaining Difference) ในหลายๆ ครั้งเราไม่สามารถหลีกหนีหรือก่อการปฏิวัติเพื่อล้มล้างระบบที่กดทับเราได้อย่างสิ้นเชิง เราจึงต้องเรียนรู้ที่จะเป็นกบฏด้วยการ "ฉวยโอกาส" และใช้ประโยชน์จากพื้นที่ของคนอื่น De Certeau เปรียบเทียบกับชนพื้นเมืองในอเมริกาใต้ที่ถูกชาวสเปนยึดครอง พวกเขาไม่สามารถปฏิเสธกฎเกณฑ์และศาสนาที่ถูกยัดเยียดให้ได้ แต่พวกเขากลับนำพิธีกรรมเหล่านั้นมา พลิกแพลงและใช้งานในความหมายที่ซ่อนเร้นซึ่งผิดแปลกไปจากความตั้งใจของผู้ปกครอง การกระทำเช่นนี้ทำให้พวกเขาสามารถเบี่ยงเบนอำนาจที่กดทับและ หลบหนีออกจากระบบได้โดยที่ไม่ต้องก้าวเท้าออกจากระบบเลย
3. เพื่อหลีกหนีจาก "ระเบียบวินัย" และการถูกสอดส่อง (Resisting Discipline and Surveillance) เมื่อสังคมมีวิวัฒนาการไปสู่การควบคุมและเฝ้าระวังผู้คนอย่างเข้มงวดมากขึ้น (ตามแนวคิดของ Michel Foucault) ความจำเป็นที่จะต้องหาวิธีต่อต้านไม่ให้ตัวเองถูกลดทอนกลายเป็นเพียงหมากในตารางแห่งระเบียบวินัยก็ยิ่งทวีความสำคัญขึ้น ผู้บริโภคหรือคนธรรมดาจึงพยายามดัดแปลงช่องโหว่เล็กๆ น้อยๆ เพื่อสร้างเครือข่ายของ "การต่อต้านระเบียบวินัย" (Anti-discipline) ที่ช่วยให้พวกเขาสามารถหลบหลีกและเบี่ยงเบนการทำงานของโครงสร้างเหล่านั้นได้
4. เพื่อทวงคืนชีวิตชีวาและสร้างความหมายให้กับการดำรงอยู่ (Restoring Vitality and Meaning) ระบบ โครงสร้าง หรือระเบียบแบบแผนที่ถูกวางไว้จากเบื้องบน (เช่น การวางผังเมืองอย่างเป็นระบบ) มักจะสร้างความเป็นระเบียบที่นิ่งงันตายตัวและ "ไร้ชีวิตชีวา" ซึ่งริบเอาความหมายที่แท้จริงของการใช้ชีวิตไป การกบฏในชีวิตประจำวัน เช่น การที่คนเดินเท้าจงใจเดินออกนอกเส้นทางที่ถูกวางผังไว้ การสร้างทางลัด หรือการฝ่าฝืนกฎจราจร จึงเป็นการปฏิเสธโครงสร้างที่ตายตัว และเปลี่ยนพื้นที่เหล่านั้นให้กลายเป็น "พื้นที่แห่งการพานพบ" (Spaces of encounter) ที่แต่ละคนสามารถขีดเขียนเรื่องราวและสร้างความหมายที่แท้จริงให้กับชีวิตของตนเองได้
ท้าทายกรอบความคิดกระแสหลักได้ดังนี้ครับ:
1. การท้าทายทฤษฎีแบบเหมารวม (Critique of Totalizing Theories) De Certeau ท้าทายทฤษฎีทางสังคมศาสตร์ของนักคิดผู้ทรงอิทธิพลในยุคของเขาอย่าง Michel Foucault และ Pierre Bourdieu อย่างตรงไปตรงมา เขามองว่าทฤษฎีที่พยายามอธิบายทุกสิ่งทุกอย่างอย่างเบ็ดเสร็จ (Totalizing theories) หรือการใช้สถิติเพื่อจัดระเบียบพฤติกรรมมนุษย์นั้น เป็นการทำลายและเพิกเฉยต่อความซับซ้อนและ "ความเฉพาะตัว" (Singularity) ของการกระทำในชีวิตประจำวัน เขามองว่าทฤษฎีเหล่านี้มักจะตกหลุมพรางของการสร้าง "สายตาที่มองเห็นทุกสิ่ง" (Panoptic vision) ซึ่งเป็นภาพลวงตาของความรู้ที่พยายามจะควบคุมและจัดการมนุษย์
2. ภาพลวงตาของการมองจากมุมสูง (The Illusion of the Voyeur vs. The Walker) ข้อคิดที่โดดเด่นมากคือการเปรียบเทียบระหว่างคนที่มองเมืองจากตึกระฟ้า (เช่น World Trade Center) กับคนที่เดินอยู่บนท้องถนน
  • การมองจากมุมสูง (The Voyeur): ทำให้เกิด "เรื่องแต่งแห่งความรู้" (Fiction of knowledge) ที่มองเห็นเมืองเป็นข้อความที่อ่านออกและจัดการได้ง่าย แต่มันแลกมาด้วยการละทิ้งและมองข้ามวิถีชีวิตจริงๆ ของผู้คนเบื้องล่าง
  • คนเดินถนน (The Walker): คนที่เดินอยู่เบื้องล่างอาจจะตาบอดต่อโครงสร้างภาพรวมของเมือง แต่พวกเขาคือผู้ที่สร้าง "พื้นที่" (Space) และเรื่องราวที่มีความหมายผ่านการเดิน การเลือกเส้นทาง การใช้ทางลัด ซึ่งอยู่นอกเหนือการควบคุมและไม่สามารถถูกบันทึกด้วยแผนที่ได้
3. การต่อต้านระเบียบวินัยผ่าน "การบริโภค" (Anti-Discipline and Poaching) ข้อคิดสำคัญคือการเปลี่ยนมุมมองต่อ "ผู้บริโภค" (Consumers) หรือคนธรรมดา ว่าไม่ได้เป็นเพียงผู้รับที่เฉื่อยชาหรือยอมจำนนต่อระบบ ในขณะที่โครงสร้างอำนาจพยายามจัดระเบียบและควบคุมเรา คนธรรมดากลับสร้าง "การต่อต้านระเบียบวินัย" (Anti-discipline) ผ่านการนำสิ่งที่ระบบยัดเยียดให้มาใช้งานในแบบของตนเอง De Certeau เปรียบเทียบผู้คนว่าเป็นเหมือน "ผู้ลักลอบล่าสัตว์" (Poachers) ในดินแดนของคนอื่น พวกเขาขโมยทรัพยากร (เช่น เวลา กฎเกณฑ์ หรือสินค้า) มาดัดแปลงเพื่อตอบสนองความต้องการและสร้างความหมายของตนเอง
4. ประวัติศาสตร์คือการสร้าง ไม่ใช่แค่การค้นพบ (Historiography as an Operation) De Certeau ท้าทายความเข้าใจเดิมๆ เกี่ยวกับวิชาประวัติศาสตร์ เขาชี้ให้เห็นว่าการเขียนประวัติศาสตร์เป็น "ปฏิบัติการ" (Operation) อย่างหนึ่งของสถาบันที่มีอำนาจ ประวัติศาสตร์ไม่ได้เป็นเพียงการสะท้อนอดีตที่บริสุทธิ์ แต่เป็นการขีดเส้นแบ่งระหว่าง "ปัจจุบัน" และ "อดีต" เพื่อจัดการและ "ทำให้คนตายเชื่อง" ประวัติศาสตร์แบบตะวันตกพยายามใช้การเขียนเพื่อเอาชนะความตายและความสูญเสีย โดยนำอดีตมาจัดระเบียบให้กลายเป็นความรู้ที่ปัจจุบันสามารถครอบงำได้
5. อันตรายของการจัดระเบียบและการสูญเสีย "ชีวิตชีวา" (The Loss of Vitality through Ordering) เมื่อใดก็ตามที่การกระทำ ความเชื่อ หรือประสบการณ์ที่เปี่ยมด้วยชีวิตชีวา (ซึ่ง De Certeau เรียกว่า Space/Espace) ถูกนำไปจัดระเบียบ บันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร หรือจัดโครงสร้างให้กลายเป็นระบบตายตัว (Place/Lieu) สิ่งเหล่านั้นจะสูญเสียพลังและถูกทำให้ว่างเปล่า ข้อคิดจากเรื่องนี้คือ การปฏิสัมพันธ์ที่แท้จริงและอิสรภาพมักจะเกิดขึ้นในความวุ่นวาย ความไม่เป็นระเบียบ (Messiness) และในจุดตัดที่ไม่มีกฎเกณฑ์ตายตัว หากเราพยายามจะครอบงำหรือจับจ้องมันมากเกินไป มันก็จะสูญเสียความหมายที่แท้จริงไปทันที
โดยสรุปแล้ว De Certeau สอนให้เราเห็นคุณค่าของ "ความไม่สมบูรณ์แบบและการหลบหลีก" เขาชี้ให้เห็นว่าแม้เราจะถูกห้อมล้อมด้วยระบบทุนนิยม เทคโนโลยี หรือโครงสร้างอำนาจที่พยายามจะสอดส่องและควบคุมเราอย่างเบ็ดเสร็จ แต่เสรีภาพของมนุษย์ไม่เคยตายหายไปไหน มันแค่เปลี่ยนรูปไปซ่อนตัวอยู่ในศิลปะแห่งการเอาตัวรอด ในจังหวะเวลา ในความเจ้าเล่ห์ และในรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ของชีวิตประจำวันครับ
แนวคิดเรื่อง "คนเดินถนน" (The Walker) ของ Michel de Certeau สามารถนำมาประยุกต์ใช้เพื่อทำความเข้าใจเสรีภาพและอำนาจในยุคดิจิทัลได้อย่างลึกซึ้ง โดยเปรียบเทียบโครงสร้างของเทคโนโลยีเป็นเสมือน "เมือง" และผู้ใช้งานเป็นเสมือน "คนเดินถนน" ดังนี้ครับ:
1. อัลกอริทึมคือมุมมองจากตึกสูง ส่วนผู้ใช้งานคือคนเดินถนน ในโลกดิจิทัล แพลตฟอร์ม โซเชียลมีเดีย และอัลกอริทึม (เช่น YouTube หรือ Google) ทำหน้าที่เสมือนหอคอยหรือตึกระฟ้าที่มองลงมาเพื่อสอดส่องและจัดระเบียบข้อมูล อัลกอริทึมเหล่านี้พยายามที่จะกระจาย จัดหมวดหมู่ วิเคราะห์ และระบุตัวตนของผู้คนผ่านการเก็บข้อมูล (Big Data) มุมมองแบบครอบงำเบ็ดเสร็จ (Panoptic) นี้พยายามเปลี่ยนพฤติกรรมมนุษย์ให้กลายเป็นสถิติที่อ่านและคาดเดาได้ แต่ในขณะเดียวกัน ผู้ใช้งานดิจิทัลก็คือ "คนเดินถนน" ที่เดินลัดเลาะอยู่เบื้องล่าง ซึ่งการเคลื่อนไหวและการใช้งานของพวกเขามักจะหลุดรอดหรือสร้างความหมายใหม่ๆ ที่สายตาของอัลกอริทึมจากมุมสูงมองไม่เห็นหรือจับต้นชนปลายไม่ถูก
2. เสรีภาพในการเลือก "เส้นทางที่คาดเดาไม่ได้" (Defying Probabilities) ความพยายามของระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในปัจจุบันคือการประมวลผลสถิติเพื่อ "คาดเดา" คำถัดไป หรือพฤติกรรมถัดไปที่น่าจะเป็นไปได้มากที่สุด อย่างไรก็ตาม แนวคิดของคนเดินถนนชี้ให้เห็นว่า เสรีภาพของเราคือการเลือก "เส้นทางที่แหกกฎหรือคาดเดาไม่ได้" เช่นเดียวกับคนเดินเท้าที่สามารถเลือกใช้ทางลัด ตรอกซอกซอย หรือเดินออกนอกเส้นทางที่แผนที่ (หรืออัลกอริทึม) กำหนดไว้ให้ การที่ผู้ใช้เลือกคำหรือสร้างสรรค์สิ่งที่มีความน่าจะเป็นต่ำ (Improbable) เป็นการยืนยันถึงอำนาจในการตัดสินใจที่ข้อมูลสถิติหรือระบบตารางแบบตายตัวไม่สามารถเหมารวมหรือจัดระเบียบได้ทั้งหมด
3. การเปลี่ยนผู้บริโภคให้เป็น "ผู้ประกอบสร้าง" (Bricolage and Poaching) ในอดีตผู้บริโภคอาจถูกมองว่าเป็นเพียงผู้รับสื่อที่เฉื่อยชา แต่ในโลกดิจิทัล ผู้คนสามารถนำสื่อที่ตนบริโภค (เช่น วิดีโอ ภาพ หรือข้อความ) มาดัดแปลง ตัดต่อ หรือล้อเลียน แล้วส่งกลับคืนสู่โลกออนไลน์ได้ นี่คือยุทธวิธีที่ De Certeau เรียกว่า "การลักลอบล่าสัตว์" (Poaching) หรือการหยิบฉวยทรัพยากรของผู้อื่นมาใช้งานในแบบของตน ผู้ใช้ไม่ได้ปฏิเสธระบบเทคโนโลยี แต่พวกเขาเข้าไปแฝงตัวอยู่ข้างในระบบ และเปลี่ยนผลผลิตของโครงสร้างอำนาจให้กลายเป็นเครื่องมือในการแสดงออกถึงเสรีภาพและจุดยืนของตนเอง
4. ความท้าทาย: กรงขังดิจิทัลและการต่อต้าน แม้โลกดิจิทัลจะเปิดโอกาสให้คนเดินถนนได้สร้างสรรค์ยุทธวิธีใหม่ๆ แต่ก็มาพร้อมกับความเสี่ยงที่สูงขึ้น เพราะแพลตฟอร์มเหล่านี้อาจเป็น "คุกสอดส่อง" (Panopticon) ที่ทรงพลังที่สุดเท่าที่เคยมีมา การที่เราต้องใช้ชีวิตผ่านหน้าจอมือถือและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์มากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้เกิดคำถามว่า นี่คือการขยายขอบเขตของการถูกจัดระเบียบ หรือเป็นพื้นที่ใหม่สำหรับการต่อต้านระเบียบวินัย (Anti-discipline) กันแน่
เสรีภาพในยุคดิจิทัลจึงเรียกร้องให้เราต้องมีความตระหนักรู้ เพื่อที่จะสามารถหาช่องโหว่และ "เล่นกล" หรือใช้เล่ห์เหลี่ยม (Outwit) กับระบบโครงสร้างทางเทคโนโลยีที่ขยายตัวอย่างไม่หยุดหย่อน เหมือนกับที่ De Certeau ได้สรุปไว้ว่า ในมหานครแห่งอิเล็กทรอนิกส์ที่ถูกควบคุมอย่างหนาแน่น เราต้องรู้จักใช้สัญชาตญาณของการเป็น "นายพราน" เพื่อเอาชีวิตรอดและรักษาความอิสระของเราเอาไว้ให้ได้ครับ
จากที่เราได้คุยกันถึงแนวคิดเรื่อง "ยุทธวิธี" และการเป็น "คนเดินถนน" ของ Michel de Certeau การกบฏในชีวิตประจำวันสะท้อนให้เห็นถึง "เสรีภาพในยุคใหม่" ในรูปแบบที่ไม่ได้มุ่งเน้นการปฏิวัติล้มล้างระบบใหญ่โต แต่เป็นการหาช่องว่างและอิสรภาพภายในโครงสร้างที่ครอบงำเราอยู่ ซึ่งสะท้อนผ่านประเด็นสำคัญดังนี้ครับ:
1. เสรีภาพคือการใช้ "เล่ห์เหลี่ยมและยุทธวิธี" ของคนธรรมดา (Ruses and Tactics) ในยุคสมัยใหม่ที่โครงสร้างต่างๆ (ไม่ว่าจะเป็นระบบทุนนิยม รัฐ หรือแม้แต่สถาบันทางศาสนา) พยายามจัดระเบียบและควบคุมผู้คน เสรีภาพไม่ได้หมายถึงการหลีกหนีออกจากโลกใบนี้ แต่คือการอยู่ในโลกใบเดิมด้วยวิถีทางใหม่ การกบฏในชีวิตประจำวันสะท้อนผ่าน "ภาษาและการกระทำของชายและหญิงธรรมดา ที่มาพร้อมกับเล่ห์เหลี่ยมและยุทธวิธีของพวกเขา" การใช้ยุทธวิธีเหล่านี้เปลี่ยนพื้นที่ในชีวิตประจำวันให้กลายเป็น "พื้นที่แห่งการปฏิสัมพันธ์และพื้นที่ปฏิบัติการ" ที่คนธรรมดาสามารถต่อรองและสร้างความหมายของตนเองได้
2. เสรีภาพที่ไร้ขีดจำกัดผ่าน "การพเนจร" ที่ไม่อาจวัดค่าได้ (Wandering in the Unmeasurable) De Certeau มองว่าเสรีภาพที่แท้จริงคือ "เสรีภาพที่ไร้ขีดจำกัดและไม่มีเงื่อนไข" ซึ่งเสรีภาพแบบนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเราทำการ "พเนจร" หรือเดินออกนอกเส้นทางไปสู่พื้นที่ที่ระบบ "ไม่สามารถวัด แบ่งแยก นับจำนวน หรือตั้งชื่อได้" ยุคใหม่คือยุคแห่งการเก็บข้อมูลและสถิติ (การนับและการวัด) ดังนั้นการกบฏด้วยการใช้ชีวิตในมุมที่อัลกอริทึมหรือระบบระเบียบตามไม่ทันและไม่สามารถจับเป็นตัวเลขได้ จึงเป็นการยืนยันเสรีภาพที่ทรงพลังที่สุด
3. เสรีภาพของ "คนเดินถนน" ที่ไม่ทิ้งร่องรอย (Leaving No Trace) แนวคิดนี้เชื่อมโยงกับ "ภาพเปรียบเปรยของคนเดินถนน" (Metaphor of the walker) ที่เราคุยกันไปก่อนหน้านี้ การเดินหรือการใช้ชีวิตอย่างมีศิลปะคือการเดินที่ "ไม่ทิ้งร่องรอย" (Leaves no trace) เสรีภาพในยุคใหม่คือการที่เราสามารถเคลื่อนไหว แสวงหาหนทาง และประดิษฐ์สร้างสิ่งต่างๆ โดยไม่ยอมทิ้งร่องรอยให้ระบบอำนาจสามารถแกะรอย ผูกมัด หรือตีกรอบเราได้สำเร็จ
4. การต่อต้าน "การครอบงำเบ็ดเสร็จ" (Resisting Total Mastery) การกบฏในชีวิตประจำวันเป็นเครื่องเตือนใจว่าระบบโครงสร้างอำนาจนั้น "ไม่สามารถที่จะครอบงำหรือควบคุมทุกสิ่งทุกอย่างได้อย่างเบ็ดเสร็จ" คนธรรมดาที่เป็นดั่งผู้เดินถนนนั้นมักจะ "ก้าวผ่านไปยังสิ่งอื่นอยู่เสมอ" ทันทีที่ระบบสร้างกฎเกณฑ์ตีกรอบขึ้นมาใหม่ ผู้คนก็จะหาวิธีพลิกแพลงและเคลื่อนตัวหลบหลีกไปสู่ช่องว่างถัดไปเสมอ
สรุปคือ: การกบฏในชีวิตประจำวันสะท้อนว่า เสรีภาพในยุคใหม่ไม่ใช่การทำลายกรงขัง แต่คือความสามารถในการเต้นรำและเดินลัดเลาะไปตามช่องว่างของกรงขังนั้น เป็นเสรีภาพที่ยืนหยัดว่า มนุษย์มีความยืดหยุ่น สร้างสรรค์ และมีความลื่นไหลเกินกว่าที่โครงสร้างใดๆ จะสามารถตีกรอบ ควบคุม หรือวัดค่าได้อย่างสมบูรณ์ครับ

ไม่มีความคิดเห็น: