วันพฤหัสบดีที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

Nothing – A very short introduction

Frank Close
Oxford University Press
2009
157 numbered pages
softcover
ISBN 9780199225866
Scientific essay
Any interested reader
Dr. Manuel Vogel, Imperial College London, m.vogel@gsi.de

What is our world made of and what are its tiniest constituents? Are they infinitely close together or is empty  space  between  them  necessary (or possible)?

โลกของเรามีอะไรบ้างและมีองค์ประกอบน้อยที่สุดคืออะไร? มันเป็นอนันต์หรือว่าว่างเปล่า ระหว่างมันมันจำเป็นไหม (หรือเป็นไปได้ไหม)?

Is  the  idea of a  vacuum  in conflict with  our logic? Such questions concerning the  void and  how it came to be have intrigued mankind since the early ages.

ความคิดเรื่องสูญญากาศขัดแย้งกับเหตุผลของเราหรือไม่? คำถามเกี่ยวกับความว่างเปล่าและทำให้มนุษย์ทุกคนทึ่งในช่วงแรก

The ancient Greek philosophers were among the first to approach them and have done so very thoroughly, but lacking experiments and relying only on observation and logical analysis.

ปราชญ์กรีกโบราณเป็นกลุ่มแรกที่มาคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้พิจารณาอย่าถี่ด้วน แต่ขาดการทดลองและอาศัยแค่การสังเกตการณ์และการวิเคราะห์เชิงตรรกะเท่านั้น

However, in terms of history it  became quickly apparent that scientific method was an irreplaceable tool in offering an explanation to the most fundamental questions of nature.
อย่างไรก็ตามในแง่ของประวัติศาสตร์มันก็เห็นได้ชัดว่าวิธีการทางวิทยาศาสตร์เป็นเครื่องมือที่ยังไม่สามารถอธิบายคำถามพื้นฐานที่สุดของธรรมชาติได้ทั้งหมด

This is exactly how this book  approaches  the problem  – it  starts  by stating  the  problem at  first  and analysing  the earliest ideas,  continues  by  reviewing  the  development  of  science  and  different  paradigms  throughout history and finally presents  modern  views  of  time  and  space.  In  order  to  do  that,  the  author  slowly introduces the concepts of classical and quantum mechanics, electrodynamics and relativity. Finally, he presents  us  again  with  the  same two thousand years old questions and  answers,  but now under the  light  of  modern  science.  A  reader  already  familiar with  physics and  mathematics  will  be  very happy  with  the  precise  scientific  style  of  the  book,  whereas  readers  without  previous  knowledge might in the beginning be  overwhelmed by such line of thought. Nevertheless, the well-written text and the interesting topic of the  book keep the reader's attention all the time and create a feeling of "I  want  to  know  what  happens  next",  rather  surprising  for  a  scientific  essay.  I  would  highly recommend  the  book  to  anyone  who  either  wants  to  spend  a  few  quality  hours  re-discovering  a known, but maybe slightly neglected topic, or who seeks an intriguing introduction to this field where science and philosophy meet.
https://www.researchgate.net/publication/243403306_Nothing_A_Very_Short_Introduction_by_F_Close

วันอาทิตย์ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

Measure What Matters : John Doerr


OKRs — Objectives and Key results

Objectives คือวัตถุประสงค์ที่เราต้องการทำ โดยหลักการคือต้องมีความท้าทาย แต่ละคนไม่ควรมีเกิน 3–5 objectives ในแต่ละ Quarter
Key results คือผลที่จะบอกว่า. Objective นั้นสำเร็จหรือไม่ ซึ่งผมคิดว่าเป็นส่วนสำคัญ ดังนั้นเกือบจะพูดได้ว่า Key results จะต้องวัดได้ หรือตีค่าเป็นตัวเลขได้นั่นเอง
Key resultsต้องเป็นผลที่วัดได้ โดยไม่มีคนเข้าไปยุ่งเกี่ยวได้ untouchable จะได้ไม่มี bias
ความถี่ของการติดตาม => รายไตรมาส ไม่ใช่รายปี

OKRsต่างจาก KPI อย่างไร ?

ผมคิดว่าฟังดูคล้ายกับ KPI มากๆมันต่างกันอย่างไรละ เนื่องจากผมเองไม่ได้มีประสบการณ์ทำ KPI มากมายเท่าไหร่นัก แต่ผมคิดว่า Principle ต่างกันตรงที่
  • OKRs มีส่วนร่วมในการกำหนด หรือกำหนดเอง (โดยปกติ Objective 50% มาจากผู้ปฏิบัติจากหน้างาน
  • OKRs ไม่ได้เป็นเครื่องมือประเมิน Performance หรือ การพิจารณาเงินเดือน ต้องแยกออกมาต่างหาก เพราะจุดประสงค์ของ OKRs คือการสร้างจุดหมายร่วมกัน ให้เห็นข้อมูลว่าอยู่ตรงไหนเพื่อพัฒนาตัวเอง อันนี้ผมถือว่าเป็นข้อแตกต่างที่ใหญ่มาก Incentive มันต่างกัน ถ้าเมื่อไหร่ OKRs ถูกเหมารวมกับตัวเงินเดือน ทุกคนก็จะไม่อยากเสี่ยงอยากตั้งเป้าหมายให้ safe จะได้ reach 100% ได้ สุดท้ายมันก็คือตัวชี้วัดผักชีที่ไม่ได้มีความหมายอะไร ทุกคนมาทำให้เสร็จๆเพื่อส่งรายงานขึ้นข้างบน (คุ้นๆไหมครับ)
  • ดังนั้น OKRs ไม่ได้จำเป็นต้อง reach 100% เสมอไป และถ้าเรา reach 100% เมื่อไหร่ อาจต้องทบทวนว่าการตั้ง goal ของเรานั้นง่ายไปหรือเปล่า

https://medium.com/humanofhealthathome/measure-what-matter-the-simple-idea-that-drives-10x-growth-ad08db4b7bd3?fbclid=IwAR2OvmDx9US1xDNKeTKIxH8vj3PLnxx3V_7DcNpdwSIflfv2EzxEqWBVIxo

https://www.whatmatters.com/

วันศุกร์ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

The Science of Well-Being



The Science of Well-Being

overviews what psychological science says about happiness. The purpose of the course is to not only learn what psychological research says about what makes us happy but also to put those strategies into practice. The first part of the course reveals misconceptions we have about happiness and the annoying features of the mind that lead us to think the way we do. The next part of the course focuses on activities that have been proven to increase happiness along with strategies to build better habits. The last part of the course gives learners time, tips, and social support to work on the final assignment which asks learners to apply one wellness activity aka "Rewirement" into their lives for four weeks.

"The course focuses both on positive psychology — the characteristics that allow humans to flourish, according to Dr. Santos — and behavioral change, or how to live by those lessons in real life,"

คนเรามองโลกในแง่ดีหรือมองในแง่ร้าย การคุยกันในเรื่องนี้มีแนวโน้มที่เพิ่มขึ้น คนที่มองโลกในแง่ดีได้ประสบความสำเร็จในอาชีพมากกว่า ทำไมทุกคนเลือกที่จะมองโลกในแง่ร้าย? พันธุศาสตร์? ถ้าคนที่มองโลกในแง่ร้ายเป็นนิสัยพวกเขาสามารถเปลี่ยนแปลงได้หรือไม่?
นักจิตวิทยาทั้งหลายเชื่อว่าการมองโลกในแง่ดีสามารถเรียนรู้ได้้เหมือนทักษะอื่นๆ แนวความคิดเหล่านี้ง่ายพอที่จะนำมาใช้งานได้ง่ายและทำงานได้ดีสำหรับคนส่วนใหญ่
- Aristotle : ความสุขคือกิจกรรมซึ่งหมายความว่าคนที่กระตือรือร้นจะมีความสุขมากขึ้น มีความสนใจและงานอดิเรกมากมายและยุ่งอยู่กับการสร้างความสุขแม้ว่าทุกคนจะต้องการพักผ่อนบ้าง
- ข้อมูลเชิงลึกของอริสโตเติลสามารถนำมาใช้ได้อย่างแท้จริงเพราะการออกกำลังกายของหอผู้ป่วยทุกชนิดที่เป็นโรคซึมเศร้า
- นักจิตวิทยาด้านความรู้ความเข้าใจได้ตระหนักว่าสิ่งที่เราคิดว่าเป็นไปตามความสมัครใจ คนหงุดหงิดมักตัดตัวเองลงด้วยความคิดเชิงลบโดยอัตโนมัติ (หรือ ANT) เช่น "ไม่มีใครชอบฉัน" หรือ "ฉันเป็นคนล้มเหลวอย่างสมบูรณ์" ในการบำบัดด้วยความรู้ความเข้าใจ ANTs ถูกท้าทายและถูกแทนที่ด้วยการประเมินตนเองในเชิงบวกมากขึ้น ดังนั้นสควอช ANTs!
- มีบางอย่างที่เป็นลบในชีวิตของบุคคลไม่ว่าจะเป็นอยู่ในปัจจุบันหรือใน offing คนบางคนอยู่ในสภาพเตรียมพร้อมที่จะบิน แก้วของพวกเขาว่างเปล่าครึ่งหนึ่ง อย่าเป็นคนนั้น
- การใช้ชีวิตในปัจจุบันเป็นสิ่งที่ดีที่สุดเสมอไป คนที่อาศัยอยู่ในอดีตมักจะรู้สึกเสียใจมาก ปรารถนาที่จะมีชีวิตที่ดีขึ้นอยากได้รับการยกย่องชื่นชมหรือชื่นชมมากขึ้นการมีชีวิตอยู่ในอนาคตนี้เป็นสูตรสำหรับความเสียใจ
- การชื่นชมความงามเป็นเส้นทางสู่ความสุข ไม่ว่าจะเป็นสีอิ่มตัวของกลีบดอกไม้เสียงเพลงหรือการจับภาพคนที่มีเสน่ห์ทางเพศประสบการณ์เหล่านี้ส่งผลกระทบต่อสมองของเราเหมือนกับยากระตุ้นซึ่งสะท้อนถึงวิวัฒนาการที่เราออกแบบไว้
- ฉลอง! ช่วงเวลาที่มีความสุขที่สุดในช่วงวัยเด็กของเรามักเป็นช่วงฉลองครอบครัว เราเป็นสิ่งมีชีวิตทางสังคมและกิจกรรมทางสังคมในเชิงบวกช่วยเพิ่มความสุขของเรา
- ถ้าเป็นไปได้ให้หลีกเลี่ยงคนที่ทำให้คุณหดหู่ ปลูกฝังสหายที่มีความสุข ความพอใจออกไป
- นอกเหนือจากการเลือกเพื่อนที่ร่าเริงแล้วควรใช้ชีวิตในสภาพอากาศที่มีแดดจัดเนื่องจากวันที่อากาศแจ่มใสยกระดับอารมณ์และฤดูหนาวของเราทำให้เกิดภาวะซึมเศร้าในบางคน
- ถ้าทั้งหมดนี้ดูเหมือนจะเป็นประโยชน์ ประสบการณ์ของผมแสดงให้เห็นว่าคนที่มีความสุขโดยทั่วไปค่อนข้างเต็มไปด้วยตัวเอง แต่มนุษย์ส่วนใหญ่ไม่ค่อยเติมเต็ม เรายังมีชีวิตอยู่ผ่านคนอื่น ด้วยเหตุนี้การดูแลผู้อื่นโดยเฉพาะเด็กเป็นแหล่งความสุขที่ยิ่งใหญ่ ข่าวดีสำหรับเด็กไม่มีบุตรคือการดูแลสัตว์เลี้ยงหรือแม้กระทั่งกระถางในกระถางก็สามารถสร้างความสุขในลักษณะเดียวกัน

https://www.psychologytoday.com/us/blog/the-human-beast/201203/creating-happiness-10-practical-strategies

https://www.coursera.org/learn/the-science-of-well-being

วันพฤหัสบดีที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

The Order of Time Carlo Rovelli Allen Lane (2018)

เวลาเป็นภาพลวงตา: การรับรู้ของเราไร้เดียงสาของการไหลไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงทางกายภาพ

ภายใต้ระเบียบของเวลา (The Order of Time) ที่ดูเที่ยงตรงนั้นเต็มไปด้วยความไร้ระเบียบมากมายซ่อนอยู่ มีแต่เวลาที่เหมาะสม (proper time) ของแต่ละคน และยังมีเวลาที่เป็นไปได้มากมายอีกนับไม่ถ้วน ผันไปตามตัวแปรอย่างมวลและแรงดึงดูดที่ยิ่งมากก็ยิ่งทำให้เวลาเดินช้าลง

In the first, “The Crumbling of Time”, 
In part two, “The World without Time”,
In the final section, “The Sources of Time”


https://themomentum.co/the-order-of-time-carlo-rovelli/
https://www.nature.com/articles/d41586-018-04558-7

วันพุธที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2561

5 Stages of Grief

เป็นทฤษฎีความเศร้า 5 ขั้น
ที่ Dr. Elsabeth Kubler-Ross เป็นผู้เขียนไว้
อยู่ในหนังสือชื่อ “On Death and Dying”
5 ขั้นของความเศร้านี้มีอะไรบ้าง ลองมาดูกันครับ
ขั้นที่หนึ่ง ช่วงปฏิเสธ (Denial)
ช่วงนี้ พูดง่ายๆ คือเราเพิ่งเผชิญกับการสูญเสีย บางทีเป็นข่าวร้าย
คนที่เรารักผูกพันเสียชีวิต หรืออกหัก คนรักทิ้ง รู้ว่าตัวเองป่วยร้ายแรง
หรือผิดหวังแบบไม่ได้เตรียมใจ เช่น โดนไล่ออกจากงาน โดนโกงหมดตัว
ภาวะการยอมรับความจริงในช่วงเวลานี้จะอ่อนแอ
เราจะยังไม่อยากยอมรับว่ามันเกิดขึ้นจริง และปฏิเสธมัน
มันไม่จริงใช่ไหม ต้องมีอะไรผิดพลาดแน่ๆ หรือมีคนมาบอกเรา
เราก็ยังไม่อยากจะเชื่อ บางคนเป็นชั่วขณะ แต่บางคนอาจจะใช้เวลาซักพัก
ถึงจะรับรู้ได้ว่ามันเกิดขึ้นจริงๆ
ขั้นที่สอง ช่วงขุ่นเคืองใจ (Anger)
หรือจะเรียกว่าโกรธ โมโห ไม่พอใจก็ได้ เป็นช่วงที่เราอยากโทษนั่นโทษนี่
มีความคิดหมุนวนในหัว บางคนรู้สึกว่าไม่ใช่ความผิดตัวเอง
เป็นความผิดคนอื่น อยากด่า อยากระบาย ถ้ามีคู่กรณีก็อยากโต้ตอบ
อยากทำอะไรเพื่อให้มีทางออกของอารมณ์
บางคนผ่านช่วงแรกมาแล้ว รับรู้ว่ามันเกิดขึ้นจริง พอซักพักเริ่มโกรธ�ทำไมถึงต้องเป็นเรา ทำไมทำอย่างนี้กับเรา ชั้นทำไม่ดีตรงไหน
ช่วงนี้อารมณ์ความรู้สึกจะมากกว่าเหตุผล เป็นช่วงที่ต้องระวัง
เพราะบางทีเผลอพูดหรือทำอะไรไปแบบไม่สนใจผลที่จะตามมา
และหลายครั้งต้องมาเสียใจทีหลัง หลังจากควบคุมอารมณ์ได้แล้วก็มี
ขั้นที่สาม ช่วงคิดต่อรอง (Bargaining)
ส่วนใหญ่เป็นการคิดต่อรองอยู่ภายในใจของตัวเอง
จะเป็นช่วงที่เราสร้างทางเขาวงกตขึ้นมาในใจตัวเอง และหลงทางอยู่ในนั้น
เพราะเราจะใช้เวลาไปกับการคิดว่า ถ้าเกิดเราทำอย่างนั้นล่ะ
ถ้าย้อนเวลาไปได้ล่ะ ถ้าเขากลับมาล่ะ ถ้าวันนั้นไม่เกิดอย่างนั้นขึ้น
ถ้าเขาไม่ทำอย่างนี้ ถ้าเรายอมเปลี่ยนตัวเองล่ะ
เป็นช่วงที่จินตนาการสำคัญกว่าความรู้จริงๆ
เราจะติดอยู่ในจินตนาการของคำว่า ถ้า...แล้ว วนไปมา
ประโยคที่เราคุยกับเพื่อน หรือปรึกษาใครก็มักจะมีแต่เรื่องนี้
คือถ้า...แล้ว มันจะเป็นยังไง แล้วก็เก็บกลับมาคิดวนซ้ำๆ ไป
เป็นช่วงที่ชีวิตเราไม่ไปไหน อยู่ในทางวกวนที่เราสร้างขึ้นมา
ขั้นที่สี่ ช่วงซึมเศร้า (Depression)
หลังจากโกรธและพยายามต่อรองแล้ว มันจะมาถึงช่วงที่เรารู้สึกหมดหวัง
รู้ว่าเรื่องที่แอบหวังไว้มันคงไม่ทางเกิดขึ้นแล้ว
ช่วงนี้ความเศร้าจะถาโถมหนัก เป็นช่วงที่รู้สึกหดหู่
ช่วงนี้บางคนอาจจะมีความคิดว่าไม่อยากอยู่ต่อไป
หรือไม่ก็ไม่อยากทำอะไร จม ดิ่ง หล่นจากที่สูง
บางความรู้สึกก็อยากอยู่คนเดียว ไม่อยากให้ใครมายุ่ง
ปล่อยชั้นไว้คนเดียว บางคนก็ฟูมฟาย
แต่ละคนอาจจะแสดงออกมาไม่เหมือนกัน
แต่โดยรวมแล้วจะมีความรู้สึกคล้ายๆ กัน คือรู้สึกว่างเปล่า
แต่ความซึมเศร้าช่วงนี้ เป็นคนละส่วนกันกับอาการโรคซึมเศร้านะครับ
เป็นความเศร้าที่เกิดขึ้นจากความรู้สึกหลังการสูญเสียหรือผิดหวัง
แต่ถ้าใครปล่อยให้ตัวเองอยู่กับความรู้สึกนี้ไปนานๆ
ก็อาจจะมีผลต่อสภาวะจิตใจได้เหมือนกัน
ช่วงนี้จะมีความคิดลบเกิดขึ้นต่างๆ นานา
เป็นช่วงที่เราไม่ควรอยู่คนเดียวมากเกินไป และอย่าทำตัวว่าง
หาเพื่อน หาที่ปรึกษาคุย หากิจกรรมทำ จะช่วยได้
และสุดท้ายขั้นที่ห้า ยอมรับความจริง (Acceptance)
เป็นช่วงที่เหมือนผ่านบททดสอบทางความรู้สึกมาหมดแล้ว
จิตใจ ความคิดเริ่มปรับตัวได้ ความรู้สึกเริ่มบรรเทา
เริ่มยอมรับกับสิ่งที่มันเกิดขึ้นได้ และอยู่กับความจริง
มันอาจจะไม่โอเคทุกอย่าง แต่มันคิดได้ มันเข้าใจ มันยอมรับ
ทำให้ชีวิตมันมีประตู มีทางไป มีทางออก
ห้าขั้นของความเศร้านี้ เป็นเรื่องทั่วไป ที่ใครๆ ก็เคยเจอ
มากน้อยแตกต่างกัน และเรื่องที่มีผลต่อเรามากน้อยก็ต่างเรื่องกัน
บางคนผ่านแต่ละช่วงแบบสั้นๆ บางคนใช้เวลานาน
บางคนผ่านช่วงหนึ่งแล้วอาจจะวนกลับไปกลับมาอีก
บางคนก็ผ่านแล้วผ่านเลย ยอมรับมันได้ เรียนรู้จากมัน
แต่อยากบอกว่า ความคิดที่ว่าทำยังไงถึงจะข้ามความเศร้าไปได้
มันไม่มีจริง ตราบใดที่คนเรามีความจำและความรู้สึก
สิ่งที่จะเกิดขึ้นจริงได้ คือ เราก้าวผ่านความเศร้านั้นไปแบบเข้าใจ
เข้าใจตัวเอง เข้าใจเรื่องที่เกิดขึ้น เข้าใจชีวิต เข้าใจความผิดหวัง
และบางทีอาจจะต้องเข้าใจคนที่ทำร้ายเรา คนที่ทำให้เราเสียใจ
คนที่ทำให้เราผิดหวัง เข้าใจและให้อภัย
แล้วมันจะค่อยๆ ดีขึ้นได้เรื่อยๆ ครับ
ทุกๆ เรื่องที่เราพบ
ทุกๆ เรื่องที่เราเจอ
ทุกๆ เรื่องที่เราผ่านมา
มันจะพาเราไปสู่เรื่องอื่นๆ ต่อไป
วันนี้แย่ พรุ่งนี้จะแย่น้อยลง
วันนี้อ่อนแอ พรุ่งนี้จะเข้มแข็งขึ้น
ชีวิตเราเติบโตขึ้นทุกวันครับ
(ขอบคุณข้อมูลบางส่วนจากเวบนี้ครับ https://bit.ly/2yfujuz)

ดาราศาสตร์ฟิสิกส์สำหรับคนเร่งรีบ


"บนฟ้ามีอะไร"
"ดาวเคราะห์ ดาวฤกษ์ มีมากกว่าเม็ดทรายบนโลก"
"พ้นจากนั้นไปล่ะ"
"ระบบสุริยะอื่น กาแล็กซีอื่น หลุมดำ"
"แล้วพ้นจานั้นไปล่ะ"
"ไม่มีใครรู้หรอก เราไม่รู้จุดสิ้นสุดของเอกภพ แล้วมันก็อาจจะมีเอกภพอื่นอีก"
"แล้วพ้นจากนั้นไปล่ะ"
......

พ้นจากทุกสิ่งทุกอย่างไปล่ะ พ้นจากความไพศาลที่เราไม่อาจจินตนาการ...เรื่องทั้งหมดนนี้มันคืออะไร
แล้วทำไมมันถึงมีอยู่ หรือว่ามันไม่มีอยู่

ในเอกภพอันมืดดำและสุกสว่าง แม้มันจะเกินความเข้าใจ แต่เราก็อยากเข้าใจ

รีบเหรอ เล่มนี้แหละออกแบบมาสำหรับมนุษย์ทุกคนผู้เร่งรีบและสงสัย


เอกภพไม่จำเป็นจะต้องเข้าใจง่าย

โลกของเราอยู่มาเป็นเวลาเนิ่นนานหลายปี มันถูกทำให้เริ่มเคลื่อนที่อย่างเหมาะเจาะ จากนั้นทุกสิ่งทุกอย่างก็เป็นไปตามวิถีของมัน
                               Lucretius. C.

ในตอนแรก เกือบ 14,000 ล้านปีมาแล้วว อวกาศและสสารทั้งหมดรวมถึงพลังงานของเอกภพส่วนที่เรารู้จักถูกกักอยู่ภายในปริมาตรเล็กกว่าหนึ่งในล้านล้านของขนาดจุดพหัพภาคด้านล่างนี้
.

สภาพตอนนั้นร้อนยิ่งยวด แรงพื้นฐานของธรรมชาติในเอกภพถูกรวมเป็นหนึ่งเดียว แม้จะยังไม่รู้ว่าเกิดขึ้นมาได้อย่างไร เอกภพขนาดเล็กกว่าจุนี้ก็มีแต่ขยายตัวออกอย่างรวดเร็ว จนกลายเป็นสิ่งที่ทุกวันนี้เราเรียกว่า บิ๊กแพง
ทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปของไอน์สไตน์ที่เสนอกในปี 1916 ให้ภาพความเข้าใจต่อเอกภพที่เรามีในปัจจุบัน สสารและพลังงานทำให้เส้นใยแห่งกาลอวกาศโค้งตัวรอบๆ มัน ต่อมาในทศวรรษที่ 20 กลศาสตร์ควอนตัมได้รับการค้นพบและทำให้เราเข้าใจโลกของสิ่งเล็กๆ อย่างโมเลกุล อะตอมและอนภาคอื่นๆ ที่เล็กกว่าอะตอม แต่ความรู้ความเข้าใจธรรมชาติหลักสองอย่างนี้ไม่สอดคล้องกัน นักฟิสิกส์จึงเฝ้าเพียรพยายามหาทางรวมเอาทฤษฏีของสิ่งเล็กๆ เข้ากับทฤษฏีของสิ่งใหญ่ๆ กลายเป็นทฤษฏีหนึ่งเดียวที่เรียกว่า "ทฤษฎีควอนตัมความโน้มถ่วง"

หนึ่งในล้านล้านของวินาทีผ่านไปจากจุดกำเนิด


วันอาทิตย์ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2561

เพราะรักมันซับซ้อน - School Girl Memory

เพราะรักมันซับซ้อน - School Girl Memory เนื้อเพลง อาจจะมีบางคนสงสัย ว่าเกิดอะไรกับรักของเรา เพราะเขาไม่เข้าใจ กับความสัมพันธ์ครั้งนี้ ได้แต่บอกตัวเองเดิมๆซ้ำๆ ว่ารักที่เกิดมานั้นจะลอยหลุดไป และฉันต้องคอยเตรียมใจ ความรัก เรื่องราวของเรา มีหลายคนที่ยังงงและสงสัย และฉันเองก็ยังไม่แน่ใจ ว่าเรื่องในตอนสุดท้าย จะยังมีเธอกับฉัน รู้แต่ตอนนี้ทุกวัน จะรักเธอ ไม่ต้องการใครสักคนมาเข้าใจ มีแต่เรานั้นรู้กัน ว่ารักกันเท่าไร ไม่ว่ามันจะจบเช่นไร ก็ไม่จำเป็นต้องอธิบาย ความรักเรา อาจไม่เหมือนกับใครทั้งนั้น แต่ว่ามันคือรักของเรา และฉันก็สุขใจ กว่าอะไรที่มีทั้งนั้น ได้แต่บอกตัวเองเดิมๆซ้ำๆ ถ้ารักที่เกิดมานั้นจะลอยหลุดไป และฉันต้องคอยเตรียมใจ ความรัก นิยามของเรา มีหลายคนที่ยังงงและสงสัย และฉันเองก็ยังไม่แน่ใจ ว่าเรื่องในตอนสุดท้าย จะยังมีเธอกับฉัน รู้แต่ตอนนี้ทุกวัน ยังรักเธอ ไม่ต้องการใครสักคนมาเข้าใจ มีแต่เรานั้นรู้กัน ว่ารักกันเท่าไร ไม่ว่ามันจะจบเช่นไร ก็ไม่จำเป็นต้องอธิบาย เพราะ . . . รู้แต่ตอนนี้ทุกวัน ฉันรักเธอ ไม่ต้องการใครสักคนมาเข้าใจ มีแต่เรานั้นรู้กัน ว่ารักกันเท่าไร ไม่ว่ามันจะจบเช่นไร ก็ไม่จำเป็นต้องอธิบาย ความรักเรา แค่มองตาก็เข้าใจ ไม่จำเป็นต้องอธิบาย ความรักเรา