วันศุกร์ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2567

ทำไมต้องตกหลุมรัก พิมพ์ครั้งที่ 4 / สรวิศ ชัยนาม /

 

หนังสือสำรวจปรัชญาความรัก “...บางทีนี่อาจจะเป็นความหมายของคำพูดของ Badiou ที่บอกว่า “จงรักสิ่งที่คุณจะไม่มีวันได้เจออีกเป็นครั้งที่สอง” หรือ “จงรักสิ่งที่คุณไม่มีวันจะเชื่อซ้ำได้อีกหน”...”

"รักแท้ (true love) และ ‘ชีวิตที่แท้จริง (the true life)’ เป็นสิ่งที่เชื่อมโยงกัน ความรักต้องได้รับการปกป้องจากศัตรูทั้งหลาย ตั้งแต่ขนบธรรมเนียมและความคาดหวังของครอบครัวไปจนถึงระบอบทุนนิยม รักแท้ทำให้คู่รัก ‘เสียคน (corrupt)’ ความรักทำให้คนที่เรารักดูน่ารักขึ้นมา ความรักมาพร้อมกับความเปราะบางและความเสี่ยงที่ประเมินไม่ได้ แต่มันก็หาได้มีทางแก้แต่อย่างใด รักแบบ ‘ปลอดภัยไว้ก่อน’ ไม่ใช่ความรัก ความเจ็บปวดเป็นส่วนที่ชอบธรรมของความรัก หากคุณไม่ต้องการการผจญภัย หรือความเจ็บปวด แสดงว่าคุณต้องการแค่โรแมนซ์ (romance) ไม่ใช่ความรัก"

บางส่วนจากคำนำ
. . .
"ทำไมต้องตกหลุมรัก?: Alain Badiou ความรัก และ The Lobster" ของสรวิศ ชัยนาม เป็นหนึ่งในผลงานที่จะเปลี่ยนแปลงมุมมองของคุณเกี่ยวกับ ‘ความรัก’ หรือชี้ให้เห็นว่า ความรักเป็น ‘เหตุการณ์’ ที่เปลี่ยนแปลงชีวิตเราทั้งหลาย ทำให้คู่รักสามารถยกย่อง และสร้าง ‘ความจริง’ สำคัญขึ้นมาในชีวิต เป็นห้วงขณะที่เราต่างก้าวพ้นความเป็น ‘หนึ่ง’ ไปสู่ ‘สอง’ ซึ่งใกล้เคียงกับการปฏิวัติ
. . .

 


ทำไมต้องตกหลุมรัก (อีกครั้ง)
‘เริ่มต้น’ ความรักใหม่ กับ “ทำไมต้องตกหลุมรัก” ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 5

รักแท้ต้องการการปกป้องจากศัตรู 

ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 5 ปรับปรุงใหม่ B&B Press จึงออกแบบแจ็คเก็ตหุ้มปกอย่างดี ปกป้องหนังสือจากฝุ่น ละอองน้ำ แสงแดด และมลภาวะที่อยู่รายล้อม

รักแท้ทำให้คุณรวบรวมความกล้าที่จะปรับเปลี่ยนตัวเอง

ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 5 B&B Press จึงออกแบบปกและรูปเล่มใหม่ ปรับภาษาอ่านสมูทกว่าเดิม พร้อมภาพที่เป็นมากกว่าภาพประกอบภายในเล่ม

รักแท้ทำให้เรารัก ‘ความลึกลับ’ ของอีกฝ่าย
ครั้งแรกกับหนังสือมีเสียง ฟังเสียงสัมภาษณ์พิเศษของสรวิศ ชัยนาม ผ่าน Hidden Link ที่ซ่อนอยู่ในภายเล่ม

และสุดท้าย ไม่ว่าจะด้วยสาเหตุอะไรก็ตาม หากคุณตกหลุมรักหนังสือเล่มนี้ คุณจะไม่ต้องการเหตุผลว่าทำไมคุณยังรัก คุณจะกดสั่ง “ทำไมต้องตกหลุมรัก” ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 5 ในทันที

ความรักในมุมมองของ Alain Badiou เป็นแนวคิดที่มีความซับซ้อนและเชื่อมโยงกับทฤษฎีทางปรัชญาของเขาเกี่ยวกับเหตุการณ์ (Event) และการสร้างความจริง (Truth). Badiou มองว่าความรักเป็นเหตุการณ์ที่สามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตของคนสองคน และเป็นการแสดงออกถึงการมีส่วนร่วมในการสร้างความจริงร่วมกันระหว่างผู้ที่ตกลงรักกัน

1. ความรักเป็นเหตุการณ์ (Event):
Badiou เห็นว่าความรักไม่ใช่สิ่งที่สามารถอธิบายหรือคาดเดาได้ในแบบธรรมดาของชีวิตประจำวัน แต่เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิต ซึ่งทำให้โลกของคนทั้งสองเปลี่ยนแปลงไปโดยสิ้นเชิง เมื่อรักเกิดขึ้น มันไม่ได้เป็นแค่ความรู้สึก แต่เป็นการเกิดขึ้นของสิ่งใหม่ที่ทำให้คนสองคนมองโลกในวิธีใหม่ การเกิดขึ้นของความรักจึงคล้ายกับการเกิดขึ้นของ "เหตุการณ์" ซึ่งไม่สามารถคาดหมายล่วงหน้าได้และไม่สามารถถูกควบคุม

2. ความรักเป็นการสร้างความจริงร่วมกัน (Truth):
ในทฤษฎีของ Badiou, ความรักเป็นหนึ่งในรูปแบบของการเข้าถึง "ความจริง" (Truth) ซึ่งเป็นกระบวนการที่ไม่สามารถอธิบายด้วยเหตุผลหรือเหตุผลธรรมดา ความรักทำให้คนสองคนสามารถร่วมสร้างและประสบกับความจริงใหม่ร่วมกัน ซึ่งมักจะเป็นความจริงที่ไม่เหมือนเดิมกับที่เคยมีในชีวิตของแต่ละคน ก่อนที่ความรักจะเกิดขึ้น

3. ความรักเป็นการเสี่ยง (Risk):
Badiou มองว่าความรักต้องการความกล้าเสี่ยงในการเปิดตัวเองให้กับอีกคนหนึ่งโดยไม่รู้ว่าจะได้รับการตอบรับอย่างไร เพราะมันเป็นการตั้งคำถามกับตัวเองและกับโลก นอกจากนี้ ความรักในมุมมองของเขามักจะไม่เป็นไปตามเงื่อนไขหรือข้อจำกัดของสังคมและการควบคุมที่มีอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมันเกิดขึ้นจากความหลากหลายและความแตกต่างระหว่างคนสองคน

4. ความรักและการสำนึกถึง "อื่น" (The Other):
Badiou มักพูดถึงการที่ความรักทำให้เราสำนึกถึง "อีกฝ่าย" หรือ "ผู้อื่น" ที่ไม่เหมือนเรา ซึ่งทำให้เราได้เผชิญกับความแตกต่างและความแปลกใหม่ การที่เราเปิดใจรับผู้อื่นที่แตกต่างจากเราเป็นสิ่งสำคัญในกระบวนการของความรัก ความรักจึงเป็นกระบวนการของการเรียนรู้และเติบโตจากความแตกต่างนั้น

5. ความรักและการปฏิวัติทางอุดมการณ์:
สำหรับ Badiou, ความรักไม่ใช่แค่เรื่องของความรู้สึกส่วนตัวหรือความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล แต่เป็นการมีส่วนร่วมในการสร้างโลกใหม่หรือการปฏิวัติในชีวิตส่วนตัว ความรักในแง่นี้เป็นการทำให้โลกทั้งสองเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง และช่วยให้คนสองคนเข้าถึงความเป็นไปได้ใหม่ๆ ที่อาจจะไม่เคยมีมาก่อน

สรุปได้ว่า ความรักในมุมมองของ Alain Badiou เป็นมากกว่าแค่ความสัมพันธ์ทางอารมณ์ แต่เป็นการสร้างเหตุการณ์ที่เปลี่ยนแปลงโลกของคนสองคนไปพร้อมกัน มันเป็นการค้นหาความจริงและการเปิดรับความแตกต่างจากผู้อื่น เพื่อสร้างสรรค์สิ่งใหม่ที่มีความหมายในชีวิตของทั้งคู่

ในมุมมองของ Alain Badiou, การตกหลุมรักไม่ใช่เพียงแค่ความรู้สึกที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ แต่เป็นกระบวนการที่ลึกซึ้งและมีความหมายมากกว่าการตอบสนองต่ออารมณ์ชั่วขณะหรือความต้องการทางกายภาพ ความรักในทัศนะของ Badiou เป็นการเข้าถึง "เหตุการณ์" (Event) และ "ความจริง" (Truth) ที่สามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตและมุมมองของบุคคลได้อย่างสมบูรณ์

1. ความรักเป็นเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด

สำหรับ Badiou, ความรักไม่ใช่สิ่งที่สามารถคาดเดาได้หรือเข้าใจได้ด้วยเหตุผลทั่วไป แต่เป็น "เหตุการณ์" ที่เกิดขึ้นในชีวิตที่สามารถเปลี่ยนแปลงมุมมองของเราและชีวิตของเราโดยสิ้นเชิง เหตุการณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากการคำนวณหรือการวางแผน แต่เป็นสิ่งที่ทำให้เราได้เปิดรับประสบการณ์ใหม่และมุมมองใหม่ที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อน

การตกหลุมรักสำหรับ Badiou จึงเป็นเหมือนกับการที่เราเผชิญกับสิ่งที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้และไม่สามารถควบคุมได้ เหมือนกับการที่เหตุการณ์สำคัญๆ ในชีวิตเรากลายเป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงทุกสิ่งรอบตัวเรา ซึ่งความรักเป็นหนึ่งในเหตุการณ์นั้นที่สามารถทำให้เราเห็นโลกในมุมมองใหม่

2. การตกหลุมรักคือการสร้างความจริงใหม่

Badiou เชื่อว่าความรักไม่ได้เป็นเพียงแค่การรับรู้ความรู้สึกในระยะสั้น แต่เป็น กระบวนการในการสร้างความจริง (Truth) ใหม่ร่วมกันระหว่างคนสองคน นั่นหมายความว่าเมื่อคนสองคนรักกัน พวกเขากำลังสร้างโลกใหม่และวิธีการมองโลกใหม่ร่วมกัน ความรักทำให้คนสองคนเข้าถึง "ความจริง" ที่แตกต่างจากสิ่งที่พวกเขาเคยรู้จักในชีวิตเดิมๆ

การตกหลุมรักจึงเป็นเหมือนการเปิดประตูสู่ความเป็นไปได้ใหม่ในชีวิต เป็นกระบวนการของการเรียนรู้และการเติบโตจากความแตกต่างที่แต่ละคนมี

3. ความรักและการเสี่ยง

ในทฤษฎีของ Badiou, การตกหลุมรักคือการ เสี่ยง กับสิ่งที่ไม่สามารถควบคุมได้ เพราะมันเป็นการเปิดใจให้กับ "ผู้อื่น" หรือ "อื่น" ที่แตกต่างจากตัวเรา การรักคือการยอมรับความแตกต่าง และเสี่ยงที่จะได้รับความเจ็บปวดจากการรัก เพราะมันไม่สามารถควบคุมหรือคาดเดาได้ล่วงหน้า

การตกหลุมรักตามมุมมองนี้ไม่ใช่เพียงการค้นหาความสุขส่วนตัวหรือการเติมเต็มความต้องการทางอารมณ์ แต่เป็นการเผชิญหน้ากับความเสี่ยงในการเปิดใจให้กับผู้อื่น และยอมรับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจากความสัมพันธ์นั้น

4. ความรักเป็นการปฏิวัติทางอุดมการณ์

อีกแง่หนึ่งของความรักในทฤษฎีของ Badiou คือมันเป็น การปฏิวัติทางอุดมการณ์ ในชีวิตของทั้งสองคน ความรักไม่เพียงแค่เป็นการเชื่อมโยงระหว่างบุคคล แต่ยังสามารถเป็นการเปลี่ยนแปลงวิธีคิดและมุมมองของทั้งสองคนเกี่ยวกับโลกและความเป็นไปได้ในชีวิต การตกหลุมรักสามารถทำให้คนสองคนมีความหมายใหม่ในการดำเนินชีวิตร่วมกัน และสามารถช่วยให้พวกเขามองเห็นสิ่งใหม่ๆ ที่ไม่เคยคิดมาก่อน

ในทัศนะนี้ ความรักไม่ใช่แค่การพบเจอใครบางคนที่เรารู้สึกดีด้วยเท่านั้น แต่เป็นกระบวนการที่ทำให้เรา "ปฏิวัติ" ตัวเองและสร้างอุดมการณ์ใหม่ๆ ขึ้นมาผ่านความสัมพันธ์นั้น

สรุป

ในทฤษฎีของ Alain Badiou ความรักเป็นหนึ่งใน สี่เงื่อนไข (Conditions) ที่เขาใช้ในการอธิบาย การเข้าถึงความจริง (Truth) หรือ การสร้างความจริง ในชีวิตมนุษย์ ซึ่งสี่เงื่อนไขนี้ประกอบด้วย:

  1. ความรัก
  2. การเมือง
  3. วิทยาศาสตร์
  4. ศิลปะ

แต่ละเงื่อนไขนี้, ตาม Badiou, เป็นวิธีที่มนุษย์สามารถสร้างและสัมผัสถึงความจริงในแง่มุมที่เหนือกว่าความเข้าใจธรรมดาในชีวิตประจำวัน ความรักมีบทบาทสำคัญในทฤษฎีนี้ เพราะมันไม่ใช่แค่การมีความรู้สึกพิเศษกับบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่เป็น การเปิดเผยความจริงใหม่ ที่เกิดขึ้นจาก การสร้างความสัมพันธ์ ที่ลึกซึ้งและไม่คาดคิดระหว่างสองคน

 Badiou มองว่าการตกหลุมรักเป็นการ ค้นพบเหตุการณ์ที่เปลี่ยนแปลงชีวิต และ การสร้างความจริงใหม่ ผ่านการเปิดใจให้กับผู้อื่น ความรักไม่ใช่แค่ความรู้สึกที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เป็นกระบวนการที่มีความเสี่ยง การเปลี่ยนแปลง และการปฏิวัติที่สามารถทำให้เรามองโลกและตัวเราในแบบที่ต่างออกไปจากเดิม นี่คือเหตุผลที่ว่า ทำไมเราถึงต้องตกหลุมรัก: เพราะความรักคือการเปิดประตูสู่การสร้างสรรค์และการเรียนรู้ชีวิตในมิติที่ลึกซึ้งกว่าเดิม

In Praise of Love

 “A figure like Plato or Hegel walks here among us!” —Slavoj Žižek on Alain Badiou

“บุคคลอย่างเพลโตหรือเฮเกลเดินอยู่ท่ามกลางพวกเรา!” —Slavoj Žižek พูดถึง Alain Badiou

ในโลกที่เต็มไปด้วยการบริโภคนิยม ซึ่งการหาคู่ทางออนไลน์ให้คำมั่นสัญญาว่าจะมีความรักที่ปราศจากความเสี่ยง และความรักมักถูกมองว่าเป็นเพียงความปรารถนาและความสุขนิยมในรูปแบบหนึ่งเท่านั้น Alain Badiou เชื่อว่าความรักกำลังตกอยู่ในอันตราย โดยนำเอาคำพูดอันโด่งดังของ Rimbaud ที่ว่า “ความรักต้องได้รับการสร้างสรรค์ใหม่” มาใช้ In Praise of Love เป็นบทความที่เต็มไปด้วยอารมณ์ของนักปรัชญาชาวฝรั่งเศสผู้มีชื่อเสียงเพื่อปกป้องความรัก 

สำหรับ Badiou ความรักคือโครงการที่มีความสำคัญต่อการดำรงอยู่ การแสวงหาความจริงที่เปิดเผยออกมาอย่างต่อเนื่อง การแสวงหานี้เริ่มต้นด้วยการพบกันโดยบังเอิญ เหตุการณ์ที่เปลี่ยนแปลงบุคคลทั้งสองไปตลอดกาล ท้าทายให้พวกเขา “มองโลกจากมุมมองของสองคนแทนที่จะเป็นหนึ่งเดียว” บาดีอูเชื่อว่านี่คือการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่สุดของความรัก 

ด้วยการเรียกร้องนักคิดที่เปี่ยมด้วยพลังจากคีร์เกกอร์ เพลโต และเดอ โบวัวร์ ไปจนถึงพรูสท์ ลากอง และเบ็คเก็ตต์ บาดีอูได้สร้างเรื่องเล่าใหม่เกี่ยวกับความรักที่เผชิญหน้ากับความทันสมัยในศตวรรษที่ 21 หนังสือ In Praise of Love ที่มีเนื้อหาซาบซึ้ง กระตือรือร้น และชาญฉลาด กระตุ้นให้เราไม่กลัวความรัก แต่ให้มองว่าความรักเป็นการผจญภัย การแสวงหาอันยิ่งใหญ่ที่ผลักดันให้เราสำรวจความแตกต่างและความแตกต่าง ซึ่งท้ายที่สุดจะนำเราออกจากความหมกมุ่นอยู่กับตัวตน 

main ways philosophy interprets love: (1) love as romantic ecstasy, ความรักเป็นความปีติยินดีแบบโรแมนติก (2) love as legalistic contract, ความรักเป็นสัญญาทางกฎหมาย (3) love as skeptical illusion. ความรักเป็นภาพลวงตาอันน่าสงสัย 

 Badiou, against these three interpretations of love, offers us a fourth: love is a quest for truth, i.e., a being-in-the-world that is lived by the two instead of by the one. The scene of the two drastically alters Dasein’s disclosure (truth) of beings. Love is a new clearing. Badiou explains how his position on love differs from Levinas’ position on it (the encounter of the Other is not the experience of the Other). Love is an existential project — it concerns one’s being-in-the-world.

บาดีอูเสนอวิธีที่สี่ให้กับเราเมื่อเปรียบเทียบกับการตีความความรักสามแบบนี้: ความรักคือการแสวงหาความจริงกล่าวคือ การดำรงอยู่ในโลกที่ดำรงอยู่โดยสองสิ่งแทนที่จะเป็นหนึ่งเดียว ฉากของทั้งสองเปลี่ยนแปลงการเปิดเผย (ความจริง) ของ Dasein เกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตอย่างสิ้นเชิง ความรักคือการเคลียร์ ใหม่ บาดีอูอธิบายว่าจุดยืนของเขาเกี่ยวกับความรักแตกต่างจากจุดยืนของเลวินาสเกี่ยวกับความรักอย่างไร (การเผชิญหน้าของผู้อื่นไม่ใช่ประสบการณ์ของผู้อื่น) ความรักคือโครงการเชิงอัตถิภาวนิยม ซึ่งเกี่ยวข้องกับการดำรงอยู่ของบุคคลในโลก

ใน หนังสือ In Praise of Love (โดย Alain Badiou ร่วมกับ Nicolas Truong) Badiou พูดถึง ความรักในมุมมองของปรัชญา ในแง่ที่แตกต่างจากการมองความรักในรูปแบบธรรมดาหรือในแง่ของวัฒนธรรมสมัยใหม่ หนังสือเล่มนี้สำรวจความรักในหลายมิติและพูดถึงการท้าทายที่ความรักเผชิญในโลกปัจจุบัน ซึ่งเต็มไปด้วยการเชื่อมโยงที่ถูกกระทบกระเทือนจากสังคมผู้บริโภค, เทคโนโลยี, และสื่อสังคมออนไลน์

1. ความรักเป็นการสร้างโลกใหม่

Badiou ยืนยันว่า ความรัก คือ เหตุการณ์ที่สร้างโลกใหม่ นี่คือหลักการสำคัญในทฤษฎีของเขา ความรักในมุมมองนี้ไม่ใช่แค่ความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นระหว่างสองคน แต่เป็น กระบวนการที่สร้างความจริงใหม่ ในชีวิตของทั้งสองคน ความรักทำให้โลกของทั้งสองคนเปลี่ยนแปลงไป—ไม่เพียงแค่ความรู้สึกหรือความเข้าใจระหว่างกัน แต่ยังเป็นการสร้าง "ความจริงร่วม" ที่ไม่สามารถหาได้จากความสัมพันธ์หรือประสบการณ์ในโลกเดิม

ความรักจึงเป็น เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยไม่คาดคิด และทำให้เรารู้จักและเข้าใจชีวิตในแง่มุมใหม่ๆ แม้ว่าในบางครั้งมันอาจจะทำให้เราเผชิญหน้ากับความเจ็บปวดหรือความไม่แน่นอน แต่มันก็คือการ สร้างโลกใหม่ ที่ทั้งคู่ร่วมกันสร้างขึ้นจากความสัมพันธ์นั้น

2. ความรักและการท้าทายกับสังคมทุนนิยมและวัตถุนิยม

ในโลกสมัยใหม่ที่ถูกครอบงำด้วยการบริโภคและเทคโนโลยี, ความรัก ถูกมองว่าเป็นเรื่องของ การหาความพอใจส่วนตัว และถูกบิดเบือนให้กลายเป็นเพียงแค่การหาความสุขชั่วคราวหรือการใช้ "สินค้า" ที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ทางเพศหรือการมองหาความสนุกในชีวิต

Badiou ต่อต้านมุมมองนี้ โดยเขาเชื่อว่า ความรัก ไม่ควรถูกมองว่าเป็นสินค้า (consumer good) หรือผลประโยชน์ส่วนตัวที่มุ่งไปที่ความสะดวกสบายในชีวิต ความรักในทางที่เขามองคือ การท้าทายการคิดเชิงบริโภค และเป็นการยึดมั่นในอุดมการณ์ที่สูงขึ้นกว่าการหาความสุขส่วนตัว การรักกันคือการก้าวข้ามข้อจำกัดของสังคมทุนนิยมที่เน้นความสะดวกและผลประโยชน์ส่วนบุคคล

3. ความรักคือการเสี่ยงและการยอมรับความไม่แน่นอน

Badiou มองว่า การตกหลุมรัก คือการยอมรับ ความไม่แน่นอน และการเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการเปิดใจให้ผู้อื่น การรักคือการยอมรับความเสี่ยงในการ เปิดตัวเอง และเสี่ยงต่อการถูกปฏิเสธหรือการเจ็บปวดจากการรัก คนสองคนที่รักกันไม่สามารถคาดเดาได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในอนาคต บางครั้งอาจเผชิญกับความไม่มั่นคงหรือความผิดหวัง แต่การที่ทั้งคู่ยอมเสี่ยงกับความไม่แน่นอนนี้เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการที่ทำให้ความรักเติบโตและ สร้างโลกใหม่

4. ความรักเป็นความแตกต่างระหว่างกัน

ใน การรักกัน, Badiou เชื่อว่าความรักไม่ใช่แค่การรวมกันของสองคนที่มีความเหมือนกัน แต่เป็น การเปิดรับความแตกต่าง เขาเห็นว่าในความรัก เราต้องยอมรับและเข้าใจ "ผู้อื่น" ที่มีความแตกต่างจากตัวเราอย่างลึกซึ้ง มันเป็นการยอมรับใน ความแตกต่างที่แท้จริง ที่ทำให้ทั้งคู่เติบโตและเปลี่ยนแปลงจากสิ่งที่เราเคยรู้จักมา

การที่เราเลือกที่จะรักคนที่แตกต่างจากเราไม่ใช่แค่การเลือกความคล้ายคลึง แต่เป็นการท้าทายตัวตนของเราเองและการเติบโตไปพร้อมกับคนที่เป็น "ผู้อื่น" ที่ไม่เหมือนเรา

5. การสร้างความรักในยุคปัจจุบัน

ในโลกสมัยใหม่ที่เต็มไปด้วยการเชื่อมโยงผ่านสื่อออนไลน์, การ "เลือกคู่" หรือการรักกันกลายเป็นสิ่งที่ถูกคำนวณและเปลี่ยนแปลงโดยเทคโนโลยีและสังคม Badiou มองว่า การรักกันในยุคนี้ ท้าทายความหมายของความรัก ที่ถูกลดทอนจากสื่อและเทคโนโลยี ความรักในรูปแบบดิจิทัลไม่ใช่การรักในลักษณะ "ลึกซึ้ง" ที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตและโลกของทั้งสองคน

ความรักในมุมมองของ Badiou จึงไม่ใช่แค่การ "เชื่อมโยง" แต่เป็นการ สร้างความจริงใหม่ ที่มีความหมาย และ การรักกันในรูปแบบของการสร้างโลกใหม่ นี่คือการที่ความรักกลายเป็น การปฏิวัติ ไม่เพียงแค่ในชีวิตของทั้งสองคน แต่ยังเป็นการท้าทายและขัดขืนการมองโลกแบบปัจจุบันที่เน้นการบริโภคและความสะดวกสบาย

ความรักและการเมืองในทฤษฎีของ Badiou

Badiou เชื่อว่า ความรัก และ การเมือง ต่างมีลักษณะของ "เหตุการณ์" (Event) ที่ไม่สามารถคาดเดาได้ล่วงหน้า และ สร้างความจริงใหม่ ในโลกที่เต็มไปด้วยความซับซ้อนและความไม่แน่นอน

1. ความรักและการเมืองเป็นเหตุการณ์ที่เปลี่ยนแปลงโลก

ทั้ง ความรัก และ การเมือง เป็น เหตุการณ์ ที่สามารถ เปลี่ยนแปลงโลก ได้อย่างสิ้นเชิง ในการรักกันหรือการเข้าร่วมในการต่อสู้ทางการเมือง, Badiou มองว่ามันไม่ใช่แค่การทำตามกฎเกณฑ์หรือการตอบสนองต่อความต้องการส่วนตัว แต่เป็นการ เผชิญหน้ากับสิ่งที่ไม่คาดคิด และ การเปิดรับสิ่งใหม่ ที่จะนำไปสู่การ สร้างโลกใหม่

  • ความรัก เป็นเหตุการณ์ที่ทำให้สองคนสามารถสร้างความสัมพันธ์ที่แตกต่างจากชีวิตที่เคยมี และช่วยให้พวกเขาเห็นโลกในมุมใหม่
  • การเมือง ในมุมมองของ Badiou เป็นการต่อสู้เพื่อ ความยุติธรรม หรือการ สร้างโลกใหม่ ที่แตกต่างจากระเบียบสังคมที่มีอยู่ในปัจจุบัน

ทั้งสองเป็น การปฏิวัติ ซึ่งไม่ใช่แค่การปรับตัวให้เข้ากับสภาพที่เป็นอยู่ แต่เป็นการ ทำลาย สภาพที่มีอยู่และ สร้างสิ่งใหม่ จาก การเปลี่ยนแปลงภายใน

2. ความรักเป็นการสร้างความจริงใหม่เหมือนการเมือง

Badiou มองว่าทั้งความรักและการเมืองสามารถ สร้าง "ความจริงใหม่" ที่มีความหมายเกินกว่าการตอบสนองต่อความต้องการส่วนตัวหรือการตอบสนองต่อแรงกดดันจากภายนอก

  • ความรัก ไม่ใช่แค่การพบกันระหว่างสองคนเพื่อเติมเต็มความต้องการของกันและกัน แต่มันคือการ สร้างความสัมพันธ์ที่มีความหมาย ที่ทั้งสองคนร่วมมือกันสร้างขึ้นใหม่
  • การเมือง ในเชิงปฏิบัติการของ Badiou คือการ เปิดเผยความจริง เกี่ยวกับสังคมที่ถูกกดขี่ หรือการท้าทายโครงสร้างอำนาจที่มีอยู่ในโลก

ในทางปฏิบัติ, ความรักและการเมืองล้วนเกี่ยวข้องกับ การสร้างความจริง ที่แตกต่างจากโลกเก่าที่เรารู้จัก บทบาทของทั้งสองจึงไม่ใช่แค่การปรับตัวให้เข้ากับสิ่งที่มีอยู่ แต่เป็นการ ทำลายกรอบเก่า และ สร้างสิ่งใหม่ จากการเปิดรับความจริงใหม่

3. ความรักและการเมืองเป็นกระบวนการของการเสี่ยง

Badiou เน้นย้ำว่า ทั้งความรักและการเมืองเป็นกระบวนการที่เต็มไปด้วย ความเสี่ยง การรักหรือการลงมือในทางการเมืองไม่ได้เป็นสิ่งที่สามารถคาดเดาผลลัพธ์ได้ และมันมักจะนำไปสู่ การเผชิญหน้ากับสิ่งที่ไม่รู้ และ การท้าทายสิ่งที่มีอยู่ ก่อนที่เหตุการณ์เหล่านั้นจะเกิดขึ้น

  • ใน ความรัก, เราเสี่ยงที่จะเผชิญกับการถูกปฏิเสธหรือเจ็บปวดจากการรัก แต่ก็เป็นกระบวนการที่ทำให้เราสามารถเติบโตและ ค้นพบสิ่งใหม่ๆ เกี่ยวกับตัวเราและผู้อื่น
  • ใน การเมือง, เราเสี่ยงต่อการถูกกดขี่หรือถูกบีบบังคับจากระบอบอำนาจ แต่การต่อสู้ทางการเมืองคือการ ท้าทายระเบียบเดิมๆ เพื่อสร้างโลกที่ยุติธรรมและเท่าเทียมมากขึ้น

ทั้งสองกรณีนี้เต็มไปด้วย ความไม่แน่นอน และต้องการ การกระทำที่มาจากความเชื่อ ว่าสิ่งที่เราทำนั้นสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นในโลกได้

4. การรักและการเมืองเป็นการเปิดรับ "อื่น"

Badiou พูดถึง การเปิดรับความแตกต่าง และการ ยอมรับ "อื่น" ในการรักและในการทำการเมือง

  • ใน ความรัก, การรักคนที่แตกต่างจากตัวเราคือการเปิดรับ ความแตกต่าง และไม่เพียงแค่รักคนที่เหมือนเรา แต่เป็นการสร้างความสัมพันธ์ที่สามารถพัฒนาไปตามความแตกต่างที่มีอยู่
  • ใน การเมือง, การต่อสู้เพื่อความยุติธรรมและการสร้างโลกใหม่หมายถึงการเปิดรับ ความแตกต่างทางสังคม และ การยอมรับความหลากหลาย ในการสร้างสังคมที่มีความเท่าเทียม

ทั้งสองการกระทำนี้จึงเกี่ยวข้องกับการ เปิดใจให้กับสิ่งที่ไม่รู้ และไม่เพียงแค่การมองหาความสะดวกสบายจากสิ่งที่เราคุ้นเคย แต่เป็นการเผชิญหน้ากับสิ่งที่ท้าทายและสามารถนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่


สรุปความสัมพันธ์ระหว่างความรักและการเมืองในทฤษฎีของ Badiou:

  1. เหตุการณ์ที่เปลี่ยนแปลงโลก: ความรักและการเมืองทั้งสองเป็น เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและสร้างความจริงใหม่ ซึ่งช่วยเปลี่ยนแปลงโลกของผู้คนในรูปแบบที่ไม่สามารถคาดเดาได้ล่วงหน้า
  2. สร้างความจริงใหม่: ทั้งสองสามารถ สร้างความจริงใหม่ ที่เปลี่ยนแปลงชีวิตและมุมมองของผู้คนทั้งในระดับส่วนตัว (ความรัก) และในระดับสังคม (การเมือง)
  3. การเสี่ยง: ความรักและการเมืองทั้งสองต้องการการ เสี่ยง และการเผชิญหน้ากับความไม่แน่นอนในกระบวนการของการเปลี่ยนแปลง
  4. การเปิดรับ "อื่น": ทั้งสองมีลักษณะของการ เปิดรับความแตกต่าง และการยอมรับสิ่งที่แตกต่างจากตัวเรา ซึ่งทำให้เกิดการเติบโตและการเปลี่ยนแปลงในทั้งระดับบุคคลและสังคม

ในที่สุด, Badiou มองว่าทั้งความรักและการเมืองเป็นการ สร้างโลกใหม่ และ การปฏิวัติ ที่เกิดจากการท้าทายสถานะเดิม ๆ ทั้งในชีวิตส่วนตัวและในระบบสังคม

 


สรุปแนวคิดหลักใน In Praise of Love:

  • ความรักคือเหตุการณ์ที่สร้างโลกใหม่: ความรักไม่ใช่แค่ความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นระหว่างสองคน แต่เป็นกระบวนการของการสร้างความจริงใหม่ที่ไม่สามารถคาดเดาได้
  • ความรักท้าทายโลกทุนนิยม: ความรักไม่ใช่สินค้าในตลาด แต่เป็นการเปิดเผยอุดมการณ์และความหมายที่เหนือกว่าความพึงพอใจส่วนตัว
  • ความรักเป็นการเสี่ยง: การรักกันคือการยอมรับความไม่แน่นอนและความเสี่ยงในการเปิดตัวเองให้กับผู้อื่น
  • ความรักคือการยอมรับความแตกต่าง: การรักไม่ใช่การรวมตัวกันของสองคนที่เหมือนกัน แต่เป็นการเปิดรับและยอมรับในความแตกต่าง
  • การรักในยุคดิจิทัล: ความรักในโลกปัจจุบันท้าทายการใช้เทคโนโลยีและสื่อสังคมในการลดทอนความหมายของความรักแท้จริง

In Praise of Love จึงเป็นการเรียกร้องให้เราพิจารณาความรักในแง่ที่ลึกซึ้งกว่าเดิม โดยมองว่ามันคือการเปิดรับความแตกต่าง การสร้างโลกใหม่ และการท้าทายความเข้าใจเดิม ๆ เกี่ยวกับความสัมพันธ์ในสังคมปัจจุบัน 

To love is to struggle, beyond solitude, with every­ thing in the world that can animate existence. This world where I see for myself the fount of happiness my being with someone else brings. “I love you” becomes: in this world there is the fount you are for my life. In the water from this fount, I see our bliss, yours first (p. 104). การรักคือการดิ้นรนต่อสู้เพื่อเอาชนะความโดดเดี่ยวกับทุกสิ่งในโลกที่สามารถหล่อเลี้ยงชีวิตได้ โลกที่ฉันมองเห็นแหล่งความสุขที่ฉันได้รับจากการอยู่ร่วมกับผู้อื่น “ฉันรักคุณ” กลายเป็น: ในโลกนี้มีแหล่งที่คุณเป็นอยู่เพื่อชีวิตของฉัน ในน้ำจากแหล่งนี้ ฉันเห็นความสุขของเรา ความสุขของคุณก่อน (หน้า 104)

Anyone who doesn’t take love as a starting point will never understand the nature of philosophy ผู้ที่ไม่ยึดถือความรักเป็นจุดเริ่มต้นจะไม่มีวันเข้าใจธรรมชาติของปรัชญา

we must re-invent love but also quite simply defend it, because it faces threats from all sides เราต้องคิดค้นความรักขึ้นมาใหม่ แต่ก็ต้องปกป้องมันด้วย เพราะความรักต้องเผชิญกับการคุกคามจากทุกฝ่าย

ถ้าความรัก ไม่มีความเสี่ยงไม่มีอะไรสุ่ม ไม่มีการเผชิญหน้าโดยบังเอิญ เมื่อพิจารณาจากทรัพยากรทั้งหมดของแคมเปญโฆษณาขนาดใหญ่ ฉันมองว่ามันเป็นภัยคุกคามแรกของความรัก

โลกเต็มไปด้วยการพัฒนาใหม่ๆ และความรักก็ต้องเป็นสิ่งที่สร้างสรรค์เช่นกัน ความเสี่ยงและการผจญภัยต้องได้รับการคิดค้นใหม่เพื่อความปลอดภัยและความสะดวกสบาย

It is an eternal commitment, turned towards the absolute,ความรักคือความมุ่งมั่นชั่วนิรันดร์ที่หันเข้าหาความสมบูรณ์แบบ

 love is above all a construction that lasts.  ความรักเป็นสิ่งที่สร้างขึ้นและคงอยู่ตลอดไป We could say that love is a tenacious adventure.เราสามารถพูดได้ว่าความรักคือการผจญภัยที่มุ่งมั่น 

แต่นักอุดมคติที่มุ่งมั่นจะลบล้างมัน ความรักเป็นเพียงสิ่งปกปิดความปรารถนาทางเพศ เป็นแผนการอันซับซ้อนและเพ้อฝันเพื่อให้แน่ใจว่าเผ่าพันธุ์จะอยู่รอด

ทำไมความรักที่แท้จริงจึงเป็นสิ่งที่น่าสนใจสำหรับมนุษยชาติทั้งหมด ไม่ว่าความรักนั้นจะดูเรียบง่ายหรือซ่อนเร้นเพียงใดก็ตาม เราทราบดีว่าผู้คนหลงใหลในเรื่องราวความรักได้อย่างไร นักปรัชญาต้องตั้งคำถามว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น ทำไมจึงมีภาพยนตร์ นวนิยาย และบทเพลงมากมายที่เน้นไปที่เรื่องราวความรัก ความรักต้องมีบางอย่างที่เป็นสากลเพื่อให้เรื่องราวเหล่านี้ดึงดูดความสนใจของผู้ชมจำนวนมาก สิ่งที่เป็นสากลก็คือความรักทุกรูปแบบบ่งบอกถึงประสบการณ์ใหม่เกี่ยวกับความจริงเกี่ยวกับการเป็นสองคน ไม่ใช่หนึ่งเดียว เราสามารถพบเจอและสัมผัสโลกภายนอกได้นอกเหนือจากการมีจิตสำนึกที่โดดเดี่ยว ความรักประเภทใดก็ตามให้หลักฐานใหม่แก่เราในเรื่องนี้ และนั่นคือเหตุผลที่เราชอบที่จะรัก อย่างที่นักบุญออกัสตินกล่าวไว้ว่า เราชอบที่จะรัก แต่เราก็อยากให้คนอื่นรักเราด้วย เหตุผลง่ายๆ คือเรารักความจริง นั่นคือสิ่งที่ทำให้ปรัชญามีความหมาย ผู้คนชอบความจริง แม้ว่าพวกเขาจะไม่รู้ว่าตัวเองชอบมันก็ตาม

 แล้วเราตกหลุมโรแมนซ์ต่อไปไม่ได้หรือ ทำไมต้องตกหลุมรัก?

พบคนขี้ขลาดกำลังประเมินความเสี่ยงหนึ่งอัตรา เป็นไปได้ว่าความรักที่แท้จริงจะหายลับไปในสักวัน

 ตัดแปะโดย เฉลิมชัย เอื้อวิริยะวิทย์

The Subject and Power-Michel Foucault

 


สรุป "The Subject and Power" โดย Michel Foucault

บทความ "The Subject and Power" ของ Michel Foucault เป็นการสำรวจความสัมพันธ์ระหว่าง อำนาจ (power) และ ตัวตน (subject) โดย Foucault พยายามที่จะเข้าใจว่าอำนาจทำงานอย่างไรในสังคม และในกระบวนการนี้ตัวตนของบุคคลถูกสร้างขึ้นหรือถูกกำหนดอย่างไรผ่านกลไกต่าง ๆ ของอำนาจ เขาพยายามชี้ให้เห็นว่า ตัวตน ไม่ได้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ แต่เป็นสิ่งที่สร้างขึ้นผ่านความสัมพันธ์และกระบวนการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับอำนาจในสังคม

1. อำนาจและตัวตน:

Foucault เริ่มต้นด้วยการอธิบายว่า อำนาจ ไม่ใช่สิ่งที่มาจากจุดกลางหรือจากศูนย์กลางของสถาบันใด ๆ แต่เป็นสิ่งที่กระจายอยู่ทั่วทั้งสังคม ผ่านความสัมพันธ์ที่มีระหว่างบุคคลและสถาบันต่าง ๆ อำนาจไม่ได้เป็นสิ่งที่ถูกใช้เพียงเพื่อกดขี่หรือควบคุม แต่ยังทำให้ ตัวตน ของบุคคล (subjectivity) ถูกสร้างขึ้นในกระบวนการนั้น

ในมุมมองของ Foucault, ตัวตน ไม่ได้มีอยู่ก่อนแล้วหรือเป็นสิ่งที่เป็นอยู่ตามธรรมชาติ แต่เป็น ผลิตภัณฑ์ของอำนาจ ที่มีการกำหนดและจัดการโดยสถาบันทางสังคม เช่น รัฐ ศาสนา การศึกษา หรือสถาบันทางการแพทย์ โดยที่คนในสังคมไม่ได้ตระหนักถึงการกำหนดนี้ แต่กลับยอมรับในสิ่งที่กำหนดให้เป็น "ปกติ" หรือ "ธรรมชาติ"

2. รูปแบบการทำงานของอำนาจ:

Foucault กล่าวว่าอำนาจทำงานในรูปแบบที่ ละเอียดอ่อน และ กระจายไปทั่ว โดยไม่จำเป็นต้องมีการใช้อำนาจจากศูนย์กลาง อำนาจไม่ได้มีเพียงแค่การบังคับหรือกดขี่โดยตรง แต่ทำงานผ่านกระบวนการของการ ฝึกฝน (discipline) และการ ควบคุม (surveillance) ตัวอย่างเช่น การควบคุมพฤติกรรมในโรงเรียน การฝึกฝนในที่ทำงาน หรือการควบคุมในเรือนจำ ซึ่งทำให้บุคคลสามารถควบคุมตนเองโดยการรับรู้ว่าเขาอาจจะถูกเฝ้าระวังตลอดเวลา (Panopticon)

ในกระบวนการนี้ ตัวตน ของบุคคลถูกสร้างขึ้นจากการที่บุคคลยอมรับในมาตรฐานที่ถูกกำหนดขึ้นโดยอำนาจและสังคม เช่น การรู้จักควบคุมอารมณ์และพฤติกรรมของตัวเองเพื่อให้สอดคล้องกับกฎระเบียบที่กำหนดขึ้นในแต่ละสังคม

3. ความสัมพันธ์ระหว่างอำนาจและความรู้ (Power-Knowledge):

ในบทความนี้ Foucault ยังกล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่าง อำนาจ และ ความรู้ โดยที่เขามองว่าอำนาจและความรู้ไม่แยกจากกัน อำนาจไม่ได้เพียงแค่บังคับหรือควบคุม แต่ยังมีบทบาทในการผลิตความรู้ และในทางกลับกัน ความรู้ที่ถูกผลิตขึ้นก็เป็นเครื่องมือในการเสริมสร้างอำนาจ

ตัวอย่างเช่น ในระบบการแพทย์หรือจิตเวชศาสตร์ ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยโรคหรือความผิดปกติทางจิตนั้นไม่ได้เป็นแค่การสะท้อนความจริง แต่ยังมีบทบาทในการจัดระเบียบและกำหนดพฤติกรรมของบุคคลตามมาตรฐานที่สังคมยอมรับว่าเป็น "ปกติ" หรือ "ผิดปกติ" ซึ่งช่วยสร้างระบบการควบคุมและอำนาจที่ซับซ้อนได้

4. การต่อต้านและการหลบหนีจากอำนาจ:

Foucault ยอมรับว่าแม้จะมีการกระจายตัวของอำนาจในทุกๆ ด้านของชีวิต แต่ยังมีพื้นที่สำหรับการต่อต้านและการหลบหนีจากอำนาจ การต่อต้านนี้ไม่ได้หมายถึงการปฏิวัติหรือการล้มล้างอำนาจโดยตรง แต่เป็นการ ต่อต้านผ่านการเปิดเผยและการทำความเข้าใจ การทำความเข้าใจถึงวิธีที่อำนาจทำงานช่วยให้บุคคลสามารถหาทางหลีกเลี่ยงหรือปรับตัวต่ออำนาจนั้น ๆ ได้

5. การเปลี่ยนแปลงของตัวตน:

การเปลี่ยนแปลงของตัวตนในมุมมองของ Foucault ไม่ได้เกิดจากการปรับปรุงตัวเองในแง่จิตวิทยาหรือการทำให้ดีขึ้นเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงในรูปแบบของการจัดระเบียบทางสังคม การเปลี่ยนแปลงในระบบการควบคุม และการปรับเปลี่ยนในวิธีที่คนในสังคมมองตัวเอง

สรุปหลัก:

ในบทความ "The Subject and Power" Foucault ได้นำเสนอแนวคิดที่ว่า ตัวตน (subjectivity) ของบุคคลไม่ใช่สิ่งที่มีอยู่โดยธรรมชาติหรือเกิดขึ้นจากภายในตัวเอง แต่ถูกสร้างขึ้นจากภายนอกผ่านความสัมพันธ์กับอำนาจในสังคม เขามองว่าอำนาจทำงานอย่างละเอียดอ่อนและกระจายไปทั่ว ไม่ใช่แค่การบังคับโดยตรง แต่ยังเป็นการฝึกฝนและควบคุมพฤติกรรมผ่านสถาบันต่าง ๆ ในสังคม โดยมีความสัมพันธ์กับการผลิตความรู้ และการสร้างมาตรฐานทางสังคมที่บุคคลต้องปฏิบัติตาม**

การสร้างตัวตนไม่ใช่แค่การยอมรับมาตรฐานเหล่านี้โดยไม่ตั้งคำถาม แต่ยังเป็นกระบวนการที่สามารถเปิดช่องทางให้มีการต่อต้านหรือการหลบหนีจากอำนาจได้ นอกจากนี้ Foucault ยังมองว่าการที่เราทำความเข้าใจเกี่ยวกับวิธีที่อำนาจทำงานในชีวิตประจำวัน สามารถช่วยให้บุคคลมีอำนาจในการจัดการและปรับตัวต่ออำนาจเหล่านั้นได้

อ้างอิง

Michel Foucault, “The Subject and Power,” Critical Inquiry 8, no. 4 (1982): 777–95.
http://www.jstor.org/stable/1343197

ในโลกที่เต็มไปด้วยการต่อสู้และการปกครอง มีอาณาจักรที่เรียกว่า "จักรวาลแห่งอำนาจ" ที่ไม่เคยหยุดนิ่ง ทุกๆ คนในโลกนี้ต้องอยู่ภายใต้การควบคุม และ "ตัวตน" (The Subject) ของพวกเขาก็ถูกกำหนดโดยอำนาจเหล่านั้น!

การค้นหาวิธีหลุดพ้นจากอำนาจไม่ได้มาจากการต่อสู้ที่มีอาวุธ แต่เป็นการที่ตัวตน (subject) เริ่มมีสติรู้ตัวว่าสิ่งที่พวกเขาคิดว่าเป็น "เสรีภาพ" จริงๆ แล้วคือผลผลิตของอำนาจที่ควบคุมโดยไม่รู้ตัว!

คำสำคัญ

  • การควบคุมผ่านสถาบัน (โรงเรียน, รัฐ, ศาสนา)
  • การสร้างอัตลักษณ์ (ว่าเราเป็นใครและทำไมเราทำสิ่งเหล่านี้)
  • อำนาจแบบซ่อนเร้น (ไม่จำเป็นต้องใช้การบังคับโดยตรง แต่ควบคุมจากภายในตัวเราเอง)

1. อำนาจไม่ได้มาจากแค่การควบคุมภายนอก

Foucault ชี้ให้เห็นว่าอำนาจไม่ใช่แค่การบังคับจากภายนอกหรือการกดขี่จากผู้มีอำนาจ เช่น รัฐหรือผู้นำ แต่จริงๆ แล้วอำนาจเกิดขึ้นจาก การควบคุมภายในตัวเราเอง ผ่านการสังเกตและการฝึกฝนตัวตนของเรา ตัวอย่างเช่น การที่เราต้องทำตามกฎของสังคมหรือทำสิ่งต่างๆ เพียงเพราะมันเป็นสิ่งที่ "ถูกต้อง" ตามมาตรฐานที่ตั้งขึ้นโดยสังคม

ข้อคิด:
เมื่อเรามองย้อนกลับไปในชีวิตเรา เราจะพบว่าไม่เพียงแค่รัฐหรืออำนาจภายนอกที่มีผลต่อการกระทำของเรา แต่การที่เรายอมรับความคาดหวังจากสังคมและตัวเราเองก็เป็นรูปแบบหนึ่งของการถูกควบคุม แม้กระทั่งการคิดว่าเรา "เลือก" ก็อาจเป็นผลจากการได้รับอิทธิพลจากอำนาจต่างๆ ที่มีอยู่ในสังคม


2. การสร้างตัวตน (Subjectivity) ผ่านอำนาจ

Foucault อธิบายว่าอำนาจไม่ได้มาจากการบังคับเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากกระบวนการที่ทำให้เรากลายเป็น "ตัวตน" (subject) ที่ตอบสนองต่อกฎเกณฑ์ต่างๆ ที่ได้รับการกำหนดจากสังคม เช่น การเรียนรู้และยอมรับวิธีการมองโลกที่มาจากสถาบันต่างๆ เช่น การศึกษา ศาสนา หรือรัฐ

ข้อคิด:
เราอาจคิดว่าเราเลือกชีวิตของเราเอง แต่หลายครั้งความคิดและการกระทำของเราถูกกำหนดจากสิ่งที่เราได้รับการฝึกฝนมาตลอดชีวิต การเข้าใจว่าเราเป็น "subject" ที่มีการสร้างตัวตนจากอำนาจภายนอกจะช่วยให้เราเห็นภาพที่กว้างขึ้น และอาจช่วยให้เราสามารถเลือกทางเดินของชีวิตที่เป็นอิสระจากการควบคุมเหล่านี้


3. อำนาจไม่ใช่สิ่งที่มีแค่ "ฝ่ายหนึ่ง" ควบคุม

Foucault กล่าวว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ อำนาจไม่ใช่สิ่งที่ถูกถือครองหรือปกครองโดยบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่มันกระจายอยู่ในทุกๆ มุมของชีวิตและสังคม เช่น การมีกฎระเบียบในโรงเรียน โรงพยาบาล หรือคุก ซึ่งทั้งหมดนี้สร้างขึ้นจากการมองโลกในแบบที่สังคมสร้างขึ้น เราทุกคนต่างมีส่วนร่วมในการรักษาหรือปฏิเสธอำนาจนั้น

ข้อคิด:
หากเรามองว่าอำนาจเป็นสิ่งที่กระจายและไม่จำกัดอยู่แค่ที่หนึ่งที่ใด เราจะเริ่มเห็นว่าเรามีความรับผิดชอบต่อการต่อสู้กับอำนาจในทุกๆ ด้านของชีวิต ไม่ว่าจะในสถาบันใดๆ หรือแม้แต่ในชีวิตประจำวัน การเข้าใจว่าเรามีบทบาทในการสร้างหรือทำลายอำนาจจะช่วยให้เราเปลี่ยนแปลงได้อย่างมีสติและมุ่งไปในทางที่ดีขึ้น


4. อำนาจและเสรีภาพสัมพันธ์กัน

Foucault สอนว่า เสรีภาพ และ อำนาจ มีความสัมพันธ์ที่ซับซ้อน อำนาจไม่จำเป็นต้องทำให้เรา "ไร้เสรีภาพ" แต่สามารถทำให้เรามีเสรีภาพในกรอบที่กำหนดไว้ก่อนแล้ว เช่น การเลือกในกรอบของอำนาจที่ถูกสร้างขึ้น หรือการมีทางเลือกภายใต้ข้อจำกัดที่ถูกกำหนด

ข้อคิด:
เมื่อเรามองว่าเสรีภาพและอำนาจเป็นสิ่งที่สามารถอยู่ร่วมกันได้ เราจะเห็นว่าเสรีภาพอาจไม่ได้มาจากการขจัดอำนาจออกไป แต่เป็นการทำความเข้าใจและเจรจาเกี่ยวกับอำนาจเหล่านั้น เพื่อหาทางเลือกที่ดีกว่าในกรอบของมัน นั่นอาจหมายถึงการสร้างเสรีภาพจากการเข้าใจว่าอำนาจเหล่านั้นทำงานอย่างไรและเราใช้มันอย่างไร


5. การสังเกตและการควบคุมตัวเอง

Foucault ชี้ให้เห็นว่า การที่สังคมใช้ การสังเกต เป็นเครื่องมือในการควบคุม เช่น ในการศึกษาหรือการทำงาน เป็นเครื่องมือสำคัญที่ทำให้ผู้คนรู้สึกว่า "ต้องทำตาม" เพราะพวกเขาคิดว่ามีคนกำลังมองอยู่ตลอดเวลา หรือมีผลกระทบจากการกระทำของพวกเขา

ข้อคิด:
เราสามารถนำข้อคิดนี้มาใช้ในชีวิตจริงโดยการตั้งคำถามกับสิ่งที่เราทำหรือเชื่อ เพราะอาจเป็นผลมาจากการถูกสังเกตหรือความคาดหวังจากผู้อื่น การตั้งคำถามกับการกระทำของตัวเองและสังคมจะทำให้เรามีความเข้าใจในตัวเราและโลกได้ดีขึ้น


สรุป:

"The Subject and Power" ของ Foucault ท้าทายวิธีที่เราเข้าใจอำนาจและตัวตนของเรา โดยการยืนยันว่าอำนาจไม่ใช่สิ่งที่เป็นตัวเลือกหรือปัญหาของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่เป็นกระบวนการที่ฝังลึกในชีวิตประจำวันและในวิธีการที่เราเห็นตัวเองและโลก คำถามที่เราควรตั้งคือ "อำนาจควบคุมเรายังไง?" และ "เราจะใช้ชีวิตอย่างไรภายใต้กรอบอำนาจเหล่านี้?"

โลกนี้เต็มไปด้วยอำนาจที่มีอิทธิพลอยู่ทุกที่ แม้กระทั่งในตัวเราเอง!

ตัดแปะโดย เฉลิมชัย เอื้อวิริยะวิทย์

วันพฤหัสบดีที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2567

ฟูโกต์: อำนาจอยู่ทุกหนทุกแห่ง

ผลงานศิลปะโดย ราอูล เลออน

Michel Foucault, the French postmodernist, has been hugely influential in shaping understandings of power, leading away from the analysis of actors who use power as an instrument of coercion, and even away from the discreet structures in which those actors operate, toward the idea that ‘power is everywhere’, diffused and embodied in discourse, knowledge and ‘regimes of truth’ (Foucault 1991; Rabinow 1991). Power for Foucault is what makes us what we are, operating on a quite different level from other theories:

 มิเชล ฟูโกต์ นักคิดชาวฝรั่งเศสยุคหลังสมัยใหม่ มีอิทธิพลอย่างมากในการสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับอำนาจ โดยหันเหออกจากการวิเคราะห์ผู้ที่ใช้อำนาจเป็นเครื่องมือในการบังคับ และแม้กระทั่งออกจากโครงสร้างที่แยกจากกันซึ่งผู้มีอำนาจเหล่านี้ดำเนินการ ไปสู่แนวคิดที่ว่า "อำนาจอยู่ทุกหนทุกแห่ง ‘power is everywhere’, " แพร่กระจายและรวมเข้าเป็นเนื้อเดียวกันในวาทกรรม ความรู้ และ "ระบอบแห่งความจริง regimes of truth" (ฟูโกต์ 1991; Rabinow 1991) อำนาจสำหรับฟูโกต์คือสิ่งที่ทำให้เราเป็นอย่างที่เป็นอยู่ โดยดำเนินการในระดับที่แตกต่างจากทฤษฎีอื่นๆ อย่างสิ้นเชิง:

“ผลงานของเขานั้นถือเป็นการออกนอกกรอบอย่างสิ้นเชิงจากรูปแบบความคิดแบบเดิม ๆ และไม่สามารถบูรณาการเข้ากับแนวคิดเดิม ๆ ได้อย่างง่ายดาย เนื่องจากอำนาจนั้นกระจัดกระจายมากกว่าจะรวมศูนย์ เป็นรูปธรรมและถูกบังคับใช้มากกว่าจะถูกครอบครอง เป็นเพียงการโต้แย้งมากกว่าการบังคับขู่เข็ญ และเป็นตัวแทนมากกว่าที่ตัวแทนจะเป็นผู้ส่งสาร” (Gaventa 2003: 1)

Foucault challenges the idea that power is wielded by people or groups by way of ‘episodic’ or ‘sovereign’ acts of domination or coercion, seeing it instead as dispersed and pervasive. ‘Power is everywhere’ and ‘comes from everywhere’ so in this sense is neither an agency nor a structure (Foucault 1998: 63). Instead it is a kind of ‘metapower’ or ‘regime of truth’ that pervades society, and which is in constant flux and negotiation. Foucault uses the term ‘power/knowledge’ to signify that power is constituted through accepted forms of knowledge, scientific understanding and ‘truth’:

ฟูโกต์ตั้งคำถามต่อแนวคิดที่ว่าอำนาจนั้นถูกควบคุมโดยผู้คนหรือกลุ่มต่างๆ ในรูปแบบของการครอบงำหรือบังคับในรูปแบบ "ชั่วคราว" หรือ "อำนาจอธิปไตย" โดยมองว่าอำนาจนั้นกระจัดกระจายและแพร่หลาย "อำนาจอยู่ทุกหนทุกแห่ง" และ "มาจากทุกหนทุกแห่ง" ดังนั้นในความหมายนี้ อำนาจจึงไม่ใช่ตัวแทนหรือโครงสร้าง (ฟูโกต์ 1998: 63) แต่เป็นเพียง "อำนาจเหนือ" หรือ "ระบอบแห่งความจริง" ที่แทรกซึมอยู่ในสังคม และอยู่ในภาวะผันผวนและต่อรองอยู่ตลอดเวลา ฟูโกต์ใช้คำว่า "อำนาจ/ความรู้" เพื่อบ่งบอกว่าอำนาจนั้นถูกสร้างขึ้นผ่านรูปแบบความรู้ ความเข้าใจทางวิทยาศาสตร์ และ "ความจริง" ที่ได้รับการยอมรับ:

“ความจริงคือสิ่งหนึ่งของโลกนี้ มันเกิดขึ้นได้ก็ด้วยข้อจำกัดหลายๆ รูปแบบเท่านั้น และมันก่อให้เกิดผลที่เกิดขึ้นจากอำนาจ สังคมแต่ละแห่งมีระบอบความจริงของตนเอง มี “การเมืองทั่วไป” ของความจริงของตนเอง นั่นคือ ประเภทของวาทกรรมที่สังคมยอมรับและทำให้เป็นจริง กลไกและตัวอย่างที่ทำให้สามารถแยกแยะข้อความจริงและเท็จได้ วิธีการที่แต่ละข้อความได้รับการอนุมัติ เทคนิคและขั้นตอนที่ให้คุณค่าในการได้มาซึ่งความจริง สถานะของผู้มีหน้าที่พูดสิ่งที่ถือเป็นความจริง” (ฟูโกต์ ใน Rabinow 1991)

'การเมืองทั่วไป' และ 'ระบอบแห่งความจริง' เหล่านี้เป็นผลมาจากการอภิปรายและสถาบันทางวิทยาศาสตร์ และได้รับการเสริมกำลัง (และกำหนดนิยามใหม่) อย่างต่อเนื่องผ่านระบบการศึกษา สื่อ และกระแสอุดมการณ์ทางการเมืองและเศรษฐกิจ ในแง่นี้ 'การต่อสู้เพื่อความจริง' ไม่ใช่เพื่อความจริงแท้บางอย่างที่สามารถค้นพบและยอมรับได้ แต่เป็นการต่อสู้เกี่ยวกับ 'กฎเกณฑ์ที่ใช้แยกความจริงและความเท็จออกจากกัน และผลเฉพาะของอำนาจที่ผูกติดกับความจริง'... การต่อสู้เกี่ยวกับ 'สถานะของความจริงและบทบาททางเศรษฐกิจและการเมืองที่ความจริงมี' (Foucault ใน Rabinow 1991) นี่คือแรงบันดาลใจให้ Hayward เน้นที่อำนาจในฐานะขอบเขตที่เอื้ออำนวยและจำกัดความเป็นไปได้ในการกระทำ และเกี่ยวกับความสามารถที่สัมพันธ์กันของผู้คนในการรับรู้และกำหนดขอบเขตเหล่านี้ (Hayward 1998)

ฟูโกต์เป็นหนึ่งในนักเขียนไม่กี่คนที่พูดถึงอำนาจซึ่งตระหนักว่าอำนาจไม่เพียงแต่เป็นสิ่งที่เป็นลบ บีบบังคับ หรือกดขี่ ซึ่งบังคับให้เราทำสิ่งต่างๆ ที่ขัดต่อความต้องการของเราเท่านั้น แต่ยังสามารถเป็นพลังที่จำเป็น สร้างสรรค์ และเป็นพลังบวกในสังคมได้อีกด้วย (Gaventa 2003: 2):

“เราต้องหยุดอธิบายผลกระทบของอำนาจในแง่ลบเสียที เพราะอำนาจ “กีดกัน” “กดขี่” “เซ็นเซอร์” “ทำให้เป็นนามธรรม” “ปิดบัง” “ปกปิด” ในความเป็นจริง อำนาจก่อให้เกิด ก่อให้เกิดความเป็นจริง ก่อให้เกิดอาณาเขตของวัตถุและพิธีกรรมแห่งความจริง ปัจเจกบุคคลและความรู้ที่อาจได้รับจากบุคคลนั้นเป็นส่วนหนึ่งของการผลิตนี้” (ฟูโกต์ 1991: 194)

อำนาจยังเป็นแหล่งที่มาสำคัญของระเบียบวินัยและความสอดคล้องทางสังคมอีกด้วย ในการหันเหความสนใจออกจากการใช้อำนาจแบบ 'อำนาจอธิปไตย' และ 'ตามช่วงเวลา' ซึ่งโดยทั่วไปแล้วมักจะมุ่งเน้นไปที่รัฐศักดินาเพื่อบังคับราษฎรของตน ฟูโกต์ได้ชี้ให้เห็นถึง 'อำนาจทางวินัย' ชนิดใหม่ที่สามารถสังเกตได้ในระบบการบริหารและบริการสังคมที่ถูกสร้างขึ้นในยุโรปในศตวรรษที่ 18 เช่น เรือนจำ โรงเรียน และโรงพยาบาลจิตเวช ระบบการเฝ้าติดตามและประเมินผลไม่จำเป็นต้องใช้กำลังหรือความรุนแรงอีกต่อไป เนื่องจากผู้คนเรียนรู้ที่จะควบคุมตนเองและประพฤติตนในลักษณะที่คาดหวัง

ฟูโกต์สนใจกลไกของการเฝ้าระวังเรือนจำ วินัยในโรงเรียน ระบบการบริหารและควบคุมประชากร และการส่งเสริมบรรทัดฐานเกี่ยวกับพฤติกรรมทางร่างกาย รวมทั้งเรื่องเพศ เขาศึกษาจิตวิทยา การแพทย์ และอาชญวิทยา และบทบาทของสิ่งเหล่านี้ในฐานะองค์ความรู้ที่กำหนดบรรทัดฐานของพฤติกรรมและการเบี่ยงเบน ร่างกายถูกกดขี่และถูกทำให้ประพฤติตัวในลักษณะบางอย่าง โดยถือเป็นตัวอย่างเล็กๆ ของการควบคุมทางสังคมต่อประชากรในวงกว้าง ผ่านสิ่งที่เขาเรียกว่า 'พลังชีวภาพ' วินัยและพลังชีวภาพสร้าง 'แนวปฏิบัติทางวาทกรรม' หรือองค์ความรู้และพฤติกรรมที่กำหนดว่าอะไรคือปกติ ยอมรับได้ เบี่ยงเบน ฯลฯ – แต่แนวปฏิบัติทางวาทกรรมนั้นยังคงเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา (ฟูโกต์ 1991)

ประเด็นสำคัญเกี่ยวกับแนวทางของฟูโกต์ต่ออำนาจก็คือ แนวคิดนี้ก้าวข้ามการเมืองและมองว่าอำนาจเป็นปรากฏการณ์ทางสังคมและเป็นรูปธรรมในชีวิตประจำวัน นี่คือสาเหตุที่การต่อสู้เพื่ออำนาจที่เน้นที่รัฐ รวมถึงการปฏิวัติ ไม่ได้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในระเบียบสังคมเสมอไป สำหรับบางคน แนวคิดเรื่องอำนาจของฟูโกต์นั้นเข้าใจยากและอยู่ห่างไกลจากหน่วยงานหรือโครงสร้างจนดูเหมือนว่าจะไม่มีขอบเขตสำหรับการดำเนินการในทางปฏิบัติ แต่เขามีอิทธิพลอย่างมากในการชี้ให้เห็นถึงวิธีที่บรรทัดฐานสามารถฝังแน่นจนเกินการรับรู้ของเรา ซึ่งทำให้เราต้องฝึกฝนตัวเองโดยไม่ต้องถูกบังคับโดยเจตนาจากผู้อื่น

ตรงกันข้ามกับการตีความหลายๆ แบบ ฟูโกต์เชื่อในความเป็นไปได้ของการกระทำและการต่อต้าน เขาเป็นนักวิจารณ์ทางสังคมและการเมืองที่กระตือรือร้นซึ่งมองเห็นบทบาทของ 'ปัญญาชนอินทรีย์' ความคิดของเขาเกี่ยวกับการกระทำนั้น เช่นเดียวกับของเฮย์เวิร์ด เกี่ยวข้องกับความสามารถของเราในการรับรู้และตั้งคำถามต่อบรรทัดฐานและข้อจำกัดทางสังคม การท้าทายอำนาจไม่ใช่เรื่องของการแสวงหา 'ความจริงแท้' (ซึ่งในทุกกรณีคืออำนาจที่สังคมผลิตขึ้น) แต่เป็น 'การแยกอำนาจของความจริงออกจากรูปแบบของอำนาจครอบงำ สังคม เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม ซึ่งอำนาจนั้นดำเนินการอยู่ในปัจจุบัน' (ฟูโกต์ ใน Rabinow 1991: 75) วาทกรรมสามารถเป็นแหล่งของทั้งอำนาจและการต่อต้าน โดยมีขอบเขตในการ 'หลบเลี่ยง ทำลาย หรือโต้แย้งกลยุทธ์ของอำนาจ' (Gaventa 2003: 3):

“คำพูดไม่ได้ขึ้นอยู่กับอำนาจหรือถูกยกขึ้นต่อต้านอำนาจเสมอไป... เราต้องยอมรับกระบวนการที่ซับซ้อนและไม่แน่นอน ซึ่งคำพูดสามารถเป็นทั้งเครื่องมือและผลของอำนาจได้ แต่ก็เป็นอุปสรรค เป็นจุดสะดุดของการต่อต้าน และจุดเริ่มต้นของกลยุทธ์ที่ต่อต้าน คำพูดถ่ายทอดและสร้างอำนาจ คำพูดเสริมสร้างอำนาจ แต่ก็บั่นทอนและเปิดเผยอำนาจ ทำให้อ่อนแอและขัดขวางได้” (ฟูโกต์ 1998: 100-1)

ลูกบาศก์แห่งพลังนั้นไม่เข้ากันง่ายนักกับความเข้าใจเรื่องพลังของฟูโกต์ แต่ก็มีขอบเขตสำหรับการวิเคราะห์เชิงวิจารณ์และการดำเนินการเชิงกลยุทธ์ในระดับของการท้าทายหรือการกำหนดทิศทางของวาทกรรม เช่น การใช้ความหมายทางจิตวิทยา/วัฒนธรรมของ 'พลังที่มองไม่เห็น' และ 'อำนาจเหนือ' เป็นเลนส์ในการมองภาพรวม แนวทางของฟูโกต์ถูกนำมาใช้กันอย่างแพร่หลายในการวิจารณ์แนวคิดและกรอบแนวคิดด้านการพัฒนา และวิธีการที่วาทกรรมด้านการพัฒนาถูกแทรกซึมด้วยพลัง (Gaventa 2003 อ้างอิงงานของ Escobar, Castells และนักวิจารณ์ 'หลังการพัฒนา' คนอื่นๆ)

ในระดับการปฏิบัติ นักรณรงค์และผู้ปฏิบัตินิยมใช้การวิเคราะห์วาทกรรมเพื่อระบุภาษาช่วยเหลือเชิงบรรทัดฐานที่จำเป็นต้องได้รับการตรวจสอบอย่างรอบคอบยิ่งขึ้น และเพื่อกำหนดกรอบทางเลือก ตัวอย่างเครื่องมือที่ใช้งานได้จริงสำหรับการดำเนินการนี้รวมอยู่ในคอลเลกชัน IIED Power Tools ที่เรียกว่า 'Writing Tool' และในเวิร์กช็อปขององค์กรพัฒนาเอกชน เราได้ใช้การวิเคราะห์วาทกรรมแบบง่ายๆ เพื่อตรวจสอบคำชี้แจงภารกิจและจุดมุ่งหมายของโครงการ

 ฟูโกด์(Michel Foucault)เสนอว่า 

(1)อำนาจไม่ได้มีลักษณะเหมือนสิ่งของซึ่งใครสามารถแสวงหา ฉวยชิง หรือแบ่งปันแก่ผู้อื่น 

(2) ความสัมพันธ์เชิงอำนาจไม่ใช่ความสัมพันธ์ซึ่งอยู่ภายนอกหรือแยกอย่างเด็ดขาด เป็นเอกเทศ จากความสัมพันธ์ในสังคมชุดอื่น แต่ปรากฎในความสัมพันธ์ทางสังคมที่กล่าวมาแล้ว และทันทีที่ความสัมพันธ์เหล่านี้เกิดการแบ่งแยก ความไม่เท่าเทียม หรือเสียศูนย์ไปชั่วขณะ โดยอาการที่กล่าวแล้วก็อาจเป็นผลมาจากความ
สัมพันธ์เชิงอำนาจซึ่งอยู่ในความสัมพันธ์ทางสังคมนั้น 

(3) อำนาจดำรงอยู่ทุกแห่งหน ซึ่งหมายความว่าความสัมพันธ์เซิงอำนาจมีหลายซับหลายซ้อน ปรากฎอยู่ และมีบทบาทในความสัมพันธ์ชุดต่างๆ และเนินฐาน เป็นปริมณฑล ซึ่งก่อให้เกิดการเคลื่อนและเลื่อนไหลของอำนาจจากจุดหนึ่งไปยังจุดอื่น ทันทีที่มีช่องว่างขึ้น 

(4) ความสัมพันธ์เชิงอำนาจมีทั้งที่เกิดขึ้นโดยเจตนาและไมใช่อัดวิสัย (intentional and nonsubjective) หมายความว่าไม่มีความสัมพันธ์เชิงอำนาจใดที่เกิดขึ้นโดยปราศจากเป้าหมายและจุดมุ่งหมาย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าความสัมพันธ์เชิงอำนาจทั้งหมดต้องเป็นผลมาจากทางเลือกและการตัดสินใจของปัจเจกบุคคล 

และ (5) ณ ที่ใดก็ตามที่อำนาจปรากฎ ที่นั้นย่อมมีการต่อด้านขัดขืน ด้วยเหตุนี้การต่อด้านขัดขืนจึงมิใช่สิ่งที่อย่นอกความสัมพันธ์เชิงอำนาจ และการดำรงอยู่ของอำนาจก็ขึ้นกับการต่อด้านขัดขืน ณ จุดต่างๆ ในความสัมพันธ์ทางสังคม

ในงาน Discipline and Punish ของ Michel Foucault แนวคิดเรื่องการสร้างวินัย (disciplinary power) และการเฝ้าระวัง (surveillance) เชื่อมโยงอย่างลึกซึ้งกับ "ความเป็นธรรมชาติ" (naturalness) และ "ความชอบธรรม" (legitimacy) ของการใช้เทคโนโลยีในการควบคุมสังคม ซึ่งจะมีผลกระทบทั้งในด้านที่เห็นได้ชัดและในแง่ของอำนาจที่ซ่อนอยู่ในกระบวนการเหล่านั้น

1. การสร้างวินัยและความเป็นธรรมชาติ (Naturalization)

Foucault อธิบายว่า การควบคุมและการฝึกฝนพฤติกรรมในสังคมไม่ได้มาในรูปแบบของการบังคับโดยตรงเพียงอย่างเดียว แต่เป็นกระบวนการที่ทำให้สิ่งต่าง ๆ ดูเหมือนเป็น "ธรรมชาติ" หรือเป็นสิ่งที่บุคคลยอมรับโดยไม่ต้องสงสัย กล่าวคือ สังคมได้สร้างระเบียบที่บุคคลทุกคนรู้สึกว่าการควบคุมและการฝึกฝนเป็นสิ่งที่ "ควรทำ" หรือ "เป็นไปตามธรรมชาติ" แม้ว่ามันจะมาจากกระบวนการของอำนาจ

ตัวอย่างเช่น ในสมัยก่อนที่มีการประหารชีวิตหรือทรมานนักโทษในที่สาธารณะ ทุกคนรู้สึกว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้อง แต่เมื่อเข้าสู่ยุคใหม่ ระบบการลงโทษได้เปลี่ยนไปเป็นการควบคุมพฤติกรรมโดยการฝึกฝน (discipline) และการเฝ้าระวัง (surveillance) ซึ่งทำให้ผู้คนรับรู้ว่าการฝึกฝนและการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ต่าง ๆ เป็นสิ่งที่เหมาะสมและไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ จนกลายเป็น “ธรรมชาติ” ของการอยู่ร่วมในสังคม นั่นคือการใช้เทคโนโลยีในการสร้างการควบคุมแบบนี้ทำให้คนยอมรับว่า "เป็นเรื่องปกติ" ที่จะต้องถูกควบคุมพฤติกรรมด้วยการเฝ้าระวัง หรือถูกฝึกฝนในรูปแบบต่าง ๆ เช่น ในระบบการศึกษา โรงพยาบาล หรือในที่ทำงาน

2. ความชอบธรรม (Legitimacy) ของการใช้เทคโนโลยีการควบคุม

การใช้เทคโนโลยีในการควบคุมและฝึกฝนผู้คนไม่ได้เป็นเพียงการใช้เครื่องมือทางกายภาพหรือเทคโนโลยี แต่ยังต้องมีการสร้างความชอบธรรมในการใช้เครื่องมือเหล่านั้น ผ่านการทำให้สังคมยอมรับว่า "เทคโนโลยีนี้เหมาะสม" และ "ถูกต้อง"

Foucault ชี้ให้เห็นว่า ระบบการลงโทษที่มีการจัดระเบียบอย่างเข้มงวด เช่น การใช้เรือนจำหรือระบบการเฝ้าระวัง (เช่น กล้องวงจรปิด) กลายเป็นสิ่งที่ถูกมองว่าเป็นมาตรการที่ "ชอบธรรม" ในการรักษาความสงบเรียบร้อยของสังคม เพราะมันไม่ใช่แค่การลงโทษผู้กระทำผิด แต่ยังเป็นกระบวนการที่ทำให้สังคมสามารถควบคุมและจัดระเบียบบุคคลภายใต้กฎเกณฑ์ที่ถูกมองว่าเป็นความถูกต้อง (legitimate) สังคมยอมรับว่าเราต้องใช้เทคโนโลยีเหล่านี้ในการควบคุมพฤติกรรมของคนในสังคม เช่น การตรวจสอบพฤติกรรมในที่ทำงาน การเฝ้าระวังในที่สาธารณะ หรือการตรวจสอบในเชิงสุขภาพหรือความปลอดภัย

สิ่งที่ Foucault แสดงให้เห็นคือ อำนาจที่ปรากฏในรูปแบบของ "เทคโนโลยี" เช่น ระบบการเฝ้าระวังหรือการฝึกฝน ถูกทำให้ดูเหมือนเป็นการกระทำที่ชอบธรรมและจำเป็นอย่างยิ่งในสังคม ซึ่งอาจนำไปสู่การยอมรับแบบไม่มีการตั้งคำถามในระดับบุคคลและสังคม การใช้เทคโนโลยีในการควบคุมจึงไม่ใช่เพียงแค่การบังคับ แต่เป็นการกระทำที่ดูเหมือนมีเหตุผลและเหมาะสมตามสถานการณ์

3. การเชื่อมโยงระหว่างอำนาจและเทคโนโลยี

การใช้เทคโนโลยีในการสร้างวินัยและการเฝ้าระวังสามารถสะท้อนถึงความสัมพันธ์ระหว่างอำนาจและการควบคุม ซึ่งเทคโนโลยีไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือที่ใช้เพื่อการบังคับอย่างเดียว แต่เป็นเครื่องมือในการ "จัดระเบียบ" และ "ปรับเปลี่ยน" พฤติกรรมของผู้คนให้ตรงกับมาตรฐานที่ถูกกำหนดโดยสังคมและอำนาจ

เมื่อเทคโนโลยี เช่น ระบบการเฝ้าระวัง หรือแม้แต่การใช้ข้อมูลสารสนเทศในการติดตามพฤติกรรมของบุคคล ถูกนำมาใช้ในสังคม สิ่งเหล่านี้ไม่เพียงแต่ทำหน้าที่ในการควบคุม แต่ยังสามารถทำให้บุคคลรู้สึกถึง "การถูกจับตามอง" ตลอดเวลา ซึ่งนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมโดยไม่ต้องบังคับแบบตรงๆ กระบวนการนี้สามารถสร้างความชอบธรรมในสังคมได้ เนื่องจากมันทำให้สังคมดูเหมือนจะสามารถป้องกันอาชญากรรม และรักษาความสงบเรียบร้อยได้อย่างมีประสิทธิภาพ

4. ข้อกังวลเกี่ยวกับการควบคุมและอำนาจ

การใช้เทคโนโลยีเพื่อสร้างการควบคุมในรูปแบบนี้อาจนำไปสู่ข้อกังวลเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลและเสรีภาพ ในบางกรณี เทคโนโลยีที่ถูกใช้ในการเฝ้าระวังอาจทำให้บุคคลรู้สึกถึงการถูกควบคุมและการสูญเสียความเป็นส่วนตัว แม้จะมีความชอบธรรมในด้านความปลอดภัยหรือการรักษาความสงบเรียบร้อย แต่ก็อาจนำไปสู่การควบคุมที่เกินจำเป็นหรือไม่เป็นธรรม

สรุป:

การสร้างวินัยและความเคร่งครัดรัดกุมผ่านเทคโนโลยี เช่น การใช้ระบบเฝ้าระวังหรือการฝึกฝนในรูปแบบต่าง ๆ ทำให้การควบคุมพฤติกรรมกลายเป็นสิ่งที่ดูเหมือนเป็น "ธรรมชาติ" และ "ชอบธรรม" ในสังคม ผลกระทบนี้คือการที่อำนาจไม่ต้องแสดงออกอย่างรุนแรงอีกต่อไป แต่สามารถควบคุมได้อย่างละเอียดอ่อนและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งในทางหนึ่งช่วยรักษาระเบียบสังคม แต่ในอีกทางหนึ่งอาจทำให้เกิดการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลและเสรีภาพได้

  อ้างอิง

สายพิณ ศุพุทธมงคล. (2543). คุกกับคน : อำนาจและการต่อต้านขัดขืน. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.

ผลงานการเขียนที่ได้รับรางวัลวิทยานิพนธ์ดีเด่นจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในปี พ.ศ.2541 

Foucault: power is everywhere

References for further reading

Foucault, M. (1991). Discipline and Punish: the birth of a prison. London, Penguin.

Foucault, Michel (1998) The History of Sexuality: The Will to Knowledge, London, Penguin.

Gaventa, John (2003) Power after Lukes: a review of the literature, Brighton: Institute of Development Studies.

Hayward, Clarissa Rile (1998) ‘De-Facing Power’, Polity 31(1).

Rabinow, Paul (editor) (1991) The Foulcault Reader: An introduction to Foulcault’s thought, London, Penguin.

Technologies of power "determine the conduct of individuals and submit them to certain ends or domination, an objectivizing of the subject" (Foucault,1988b, p. 18). Technologies of the self are ways the various operations on their own bodies and souls, thoughts, conduct, and way of being, that people make either by themselves or with the help of others, in order to transform themselves to reach a state of happiness, purity, wisdom, perfection, or immortality.

เทคโนโลยีแห่งอำนาจ “กำหนดพฤติกรรมของปัจเจกบุคคลและยอมให้พวกเขาอยู่ภายใต้เป้าหมายหรือการครอบงำบางประการ ซึ่งเป็นการทำให้ผู้ถูกกระทำเป็นวัตถุ” (ฟูโกต์, 1988b, หน้า 18) เทคโนโลยีแห่งตนเองคือวิธีการต่างๆ ที่ใช้ดำเนินการกับร่างกายและจิตวิญญาณ ความคิด พฤติกรรม และวิถีการดำเนินชีวิตของตนเอง ซึ่งผู้คนดำเนินการด้วยตนเองหรือด้วยความช่วยเหลือจากผู้อื่น เพื่อเปลี่ยนแปลงตนเองให้บรรลุถึงสภาวะแห่งความสุข ความบริสุทธิ์ ปัญญา ความสมบูรณ์แบบ หรือความเป็นอมตะ

ตัวตนอาจเปลี่ยนแปลงและถูกสร้างขึ้นใหม่เป็นความแตกต่าง ดังนั้น ตัวตนที่ฟูโกต์สนับสนุนจึงไม่ใช่ตัวตนในยุคแห่งแสงสว่างที่มุ่งหมายที่จะเป็นตัวตนที่สอดคล้อง สอดคล้อง มีเหตุผล กลมกลืน เป็นอิสระ และเป็นหนึ่งเดียว ในทางกลับกัน เขาสนับสนุนรูปแบบตัวตนและอัตลักษณ์และวิธีการดำรงอยู่ที่แยกจากศูนย์กลาง หลายรูปแบบ เปลี่ยนแปลง และแม้แต่ขัดแย้งกัน

แนวคิดเรื่องอำนาจที่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการกดขี่ การบังคับ หรือการครอบงำเพียงอย่างเดียว ณ จุดนี้ ฟูโกต์มองว่าบุคคลต่างๆ "เป็นตัวแทนที่กำหนดตัวเองได้ มีความสามารถท้าทายและต้านทานโครงสร้างของการครอบงำในสังคมสมัยใหม่"

In The Ethics of the Concern for Self as a "Practice of Freedom (Foucault, 1997a), an interview in 1984, the year of his death, Foucault explains the change in his thinking about the relations of subjectivity and truth. In his earlier thinking he had conceived of the relationship between the subject and 'games of truth' in
terms of either coercive practices (psychiatry or prison) or heoretical-scientific discourses (the analysis of wealth, of language, of living beings, especially in The Order of Things). In his later writings he breaks with this relationship to emphasize games of truth not as a coercive practice, but rather as an ascetic practice of self-formation. 'Ascetic' in this context means an "exercise of self upon the self by which one attempts to develop and transform oneself, and to attain a certain mode of being" (Foucault, 1997a, p. 282). Work' completed by the self upon itself is an ascetic practice that is to be understood not in terms of more traditional left wing models of liberation , but rather as (Kantian) practices of freedom . This is an essential distinction for Foucault because the notion of liberation suggests that there is a hidden self or inner nature or essence that has been "concealed, alienated, or imprisoned in and by mechanisms of repression" (Foucault, 1997a, p. 282). The process of liberation, on this model, liberates the 'true' self from its bondage or repression. By contrast, Foucault historicizes questions of ontology: there are no essences only 'becomings,' only a phenomenology or hermeneutics of the self - the forging of an identity through processes of self-formation. To him, liberation is not enough and the practices of freedom do not preclude liberation, but they enable individuals and society to define "admissible and acceptable forms of existence or political society" (Foucault, 1997a, p. 283). He rejects Sartre's idea that power is evil, stating instead that "power is games of strategy" (Foucault, 1997a, p. 298) and that the ways of avoiding the application of arbitrary, unnecessary or abusive authority "must be framed in terms of rules of law, rational techniques of government and ethos, practices of the self and of freedom" 

ในบทสัมภาษณ์เรื่อง The Ethics of the Concern for Self as a "Practice of Freedom (ฟูโกต์, 1997a) ในปี 1984 ซึ่งเป็นปีที่เขาเสียชีวิต ฟูโกต์ได้อธิบายถึงการเปลี่ยนแปลงความคิดของเขาเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างความเป็นอัตวิสัยและความจริง ในความคิดช่วงแรกของเขา เขาได้คิดถึงความสัมพันธ์ระหว่างประธานกับ "เกมแห่งความจริง" ในแง่ของการปฏิบัติที่ใช้การบังคับ (จิตเวชศาสตร์หรือเรือนจำ) หรือวาทกรรมเชิงทฤษฎีและวิทยาศาสตร์ (การวิเคราะห์ความมั่งคั่ง ภาษา สิ่งมีชีวิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน The Order of Things) ในงานเขียนช่วงหลังของเขา เขาได้ทำลายความสัมพันธ์นี้เพื่อเน้นย้ำว่าเกมแห่งความจริงไม่ใช่การปฏิบัติที่ใช้การบังคับ แต่เป็นการฝึกฝนแบบบำเพ็ญตบะเพื่อสร้างตนเอง 'การบำเพ็ญตบะ' ในบริบทนี้หมายถึง "การฝึกฝนตนเองบนตนเองซึ่งบุคคลหนึ่งพยายามที่จะพัฒนาและเปลี่ยนแปลงตนเอง และเพื่อบรรลุถึงรูปแบบการดำรงอยู่บางอย่าง" (ฟูโกต์, 1997a, หน้า 282) งาน' ที่ทำสำเร็จโดยตัวตนบนตัวมันเองเป็นการปฏิบัติแบบนักพรตที่ต้องเข้าใจไม่ใช่ในแง่ของรูปแบบการปลดปล่อยฝ่ายซ้ายแบบดั้งเดิม แต่เป็นการปฏิบัติเกี่ยวกับอิสรภาพ (ของคานต์) นี่เป็นความแตกต่างที่สำคัญสำหรับฟูโกต์ เพราะแนวคิดเรื่องการปลดปล่อยบ่งบอกว่ามีตัวตนที่ซ่อนอยู่หรือธรรมชาติภายในหรือสาระสำคัญที่ถูก "ปกปิด แยกตัว หรือจองจำในและโดยกลไกของการปราบปราม" (ฟูโกต์, 1997a, หน้า 282) กระบวนการปลดปล่อยตามแบบจำลองนี้ปลดปล่อยตัวตน 'ที่แท้จริง' จากการเป็นทาสหรือการปราบปราม ในทางตรงกันข้าม ฟูโกต์ทำให้คำถามเกี่ยวกับออนโทโลยีกลายเป็นประวัติศาสตร์: ไม่มีสาระสำคัญ มีเพียง 'การเกิดขึ้น' มีเพียงปรากฏการณ์วิทยาหรือการตีความของตัวตน - การสร้างอัตลักษณ์ผ่านกระบวนการของการสร้างตัวตน สำหรับเขา การปลดปล่อยไม่เพียงพอ และการปฏิบัติเพื่อเสรีภาพไม่ได้ขัดขวางการปลดปล่อย แต่การปฏิบัติเหล่านี้ทำให้ปัจเจกบุคคลและสังคมสามารถกำหนด "รูปแบบการดำรงอยู่หรือสังคมการเมืองที่ยอมรับได้" (ฟูโกต์, 1997a, หน้า 283) เขาปฏิเสธแนวคิดของซาร์ตร์ที่ว่าอำนาจเป็นสิ่งชั่วร้าย โดยกล่าวว่า "อำนาจคือเกมแห่งกลยุทธ์" (ฟูโกต์, 1997a, หน้า 298) แทน และว่าแนวทางในการหลีกเลี่ยงการใช้อำนาจที่ไร้เหตุผล ไม่จำเป็น หรือละเมิด "ต้องกำหนดกรอบในแง่ของกฎหมาย เทคนิคที่สมเหตุสมผลของรัฐบาลและจริยธรรม การปฏิบัติต่อตนเองและเสรีภาพ"

Chapter 5: Foucault, Truth-Telling and Technologies of the Self: Confessional Practices of the Self and Schools

Tina (A. C.) Besley

 แต่เกี่ยวข้องกับแนวทางการพัฒนาตนเองแบบปัจเจกบุคคล จากภูมิหลังนี้ ฉันโต้แย้งว่าในงานของฟูโกต์ การดูแลตนเองถูกแทรกซึมด้วยการมีอยู่ของผู้อื่น

Self-Care and Truth-Telling: Rethinking Care with Foucault

Author: