วันพุธที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

Team Building Games

http://www.wangdummountaincamp.com/private_folder/Agenda/Walkrally&TeamBuilding.pdf
http://file.siam2web.com/ptstraining/files[document]/Team/2012127_53465.pdf

Chicken, Dog, Rice

เกมนี้เป็นเกมที่ได้รับความนิยม เนื่องจากสามารถช่วยให้ผู้เล่นได้รู้จักกับการคิดนอกกรอบ, การวางแผน และการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ

จะมีผู้เล่นในทีมหนึ่งคนเป็นชาวนา และจะต้องนำลูกทีมที่เหลือซึ่งเปรียบเหมือนชาวบ้านข้ามแม่น้ำไป โดยชาวนาจะต้องนำสุนัข ไก่ และข้าวสารข้ามมาด้วยเช่นกัน สิ่งสำคัญคือ เรือที่ชาวนาใช้นั้นสามารถพาเขาและของอีกสิ่งหนึ่งเท่านั้นข้ามไปด้วยได้ และมีแค่ชาวนาคนเดียวที่สามารถสั่งสุนัขของเค้าหยุดกินไก่ และสั่งให้ไก่หยุดกินข้าวสารได้

กิจกรรมนี้เหมาะสำหรับทุกคน และยังเป็นกิจกรรมที่ช่วยในการละลายพฤติกรรมที่ดีอีกด้วย
กิจกรรมนี้จะทำให้เกิด การคิดอย่างสร้างสรรค์ ในทีม

Inventory

เกมนี้นำมาจากปริศนาหอคอยแห่งฮานอย (Tower of Hanoi) ซึ่งเราจะแบ่งทีมออกเป็นกลุ่มเล็ก ๆ โดยกิจกรรมนี้จะบังคับให้ผู้เล่นรู้จักกับการทำงานหลาย ๆ อย่างได้ในเวลาเดียวกันและกิจกรรมกลุ่มสัมพันธ์ วิธีการคือ ผู้เล่นจะต้องเคลื่อนย้ายกองจานทั้งหมดไปไว้ที่อีกหมุดหนึ่ง โดยการเคลื่อนย้ายจะต้องเป็นไปตามกติกา และจะต้องทำให้สำเร็จภายในระยะเวลาอันรวดเร็วด้วย

กิจกรรมนี้เหมาะสำหรับทุกคน
กิจกรรมนี้จะทำให้เกิด การร่วมมือร่วมใจ, การคิดอย่างสร้างสรรค์, และ การเป็นผู้นำ

ปากกาสามัคคี
กติกาการเล่น  Staff จะแจกปากกา 1 ด้าม และเชือกตามจำนวนผู้เล่น จากนั้นให้ทุกคนมัดเชือกที่ปากแล้วจับตรึงไว้คนละด้าน โดยมีขวดแก้ววางตรงกลางซึ่งทุกคนต้องช่วยกันทำให้ปากลงขวดให้ได้
ความสำคัญในกิจกรรม
กิจกรรมนี้แสดงให้เห็นถึง ความสามัคคี ความพร้อมเพรียง และการมีสมาธิในการทำงาน ซึ่งเปรียบเสมือนกับเกมส์นี้ ที่ต้องใช้สมาธิอย่างมาก ในการที่จะให้ปากกาลงไปในขวดแก้วที่วางไว้ให้ โดยผู้เล่นทุกคนต้องร่วมมือกัน และรวมไปถึงหน้าที่การทำงานที่ต้องใช้สมาธิในการคิด วิเคราะห์ พิจารณาข้อมูลต่าง ๆ เพื่อให้ได้งานที่ถูกต้อง แม่นยำ

รวมใจปิดตา
กติกาการเล่น  แบ่งกลุ่มเป็น 2 ทีม เท่ากัน แล้วให้ทุกคนปิดตา ยกเว้นคนหัวแถวเนื่องจากต้องเป็นผู้นำทาง โดยให้จะมีด่านให้ผู้นำทางพาลูกทีมที่ปิดตาไป***ถึงเส้นชัยที่กำหนดให้ โดยห้ามใช้เสียงผู้นำทางจะต้องใช้สัญญานบอกลูกมีเองในการนำทาง
ความสำคัญในกิจกรรม
เป็นกิจกรรมที่แสดงให้เห็นถึง หัวหน้าทีม หรือ ผู้นำ ที่ต้องกล้าคิด กล้าทำ และกล้าตัดสินใจ ในการนำลูกทีมไปถึงฝั่ง ถึงจุดหมายปลายทาง หรือ ตามเป้าหมายที่วางไว้
แก้เชือกคล้องมือ
http://www.fund.cdd.go.th/com_cap/arjarn_aor/Vol.18.doc
http://krujakkrapong.com/?wpdmact=process&did=MTIuaG90bGluaw==
http://www.phichitcdd.com/Knowledge02/Development%20team/Team%20Buildingt1.doc


วันจันทร์ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

25 คำคมชวนคิดจากอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์

Nothing happens until something moves.

ไม่มีอะไรเกิดขึ้นได้ โดยปราศจากการเริ่มต้น

Any man who can drive safely
while kissing a pretty girl
is simply not giving the kiss the attention it deserves.


ชายใดที่สามารถขับรถได้อย่างปลอดภัย
ขณะที่จูบหญิงสาวไปด้วยนั้น
แสดงว่าเขาไม่ได้ใส่ใจกับการจูบอย่างที่ควรจะเป็น


A person starts to live when he can live outside himself.

คนเราจะมีชีวิตอย่างแท้จริง ก็ต่อเมื่อสามารถดำเนินชีวิตโดยหลุดพ้นจากตัวเองได้


Once we accept our limits, we go beyond them.

เมื่อเรายอมรับในข้อจำกัดของตัวเอง แสดงว่าเราได้ก้าวล่วงข้อจำกัดนั้นไปแล้ว


The secret to creativity is knowing how to hide your sources.

ความลับของการสร้างสรรค์ คือการรู้วิธีซ่อนที่มาของความคิดนั้นไว้อย่างแนบเนียน


You can't blame gravity for falling in love.

คุณไม่อาจโทษแรงดึงดูดของโลกได้ เมื่อคุณตกหลุมรักใครสักคน

Insanity is doing the same thing over and over again
and expecting different results.

มีแต่คนบ้าเท่านั้น ที่จะทำสิ่งเดิมซ้ำ ๆ แต่กลับหวังผลลัพธ์ที่แตกต่าง

The world is not dangerous because of those who do harm
but because of whose who look at it without doing anything.

โลกใบนี้ไม่ได้น่ากลัวเพราะคนที่ก่ออันตรายกับโลก
แต่มันน่ากลัวเพราะคนที่มองดูมันโดยไม่คิดจะทำอะไรเลยต่างหาก

Anyone who has never made a mistake
has never tried something new.

คนที่ไม่เคยทำผิดพลาดเลย
คือคนที่ไม่เคยลองทำอะไรใหม่ ๆ

If you want to live a happy life,
tie it to a goal, not to people or things.

ถ้าคุณอยากมีชีวิตที่มีความสุข
จงพันธนาการชีวิตด้วยจุดหมาย ไม่ใช่ผู้คนหรือสิ่งอื่นใด


Imagination is more important than knowledge.
Knowledge is limited. Imagination encircles the world.

จินตนาการสำคัญกว่าความรู้
เพราะความรู้นั้นมีจำกัด แต่จินตนาการมีอยู่ทุกพื้นที่บนโลก


Everyone should be respected as an individual,
but no one idolized.

คนทุกคนควรได้รับการเคารพในความเป็นตัวตนของเขา
แต่ไม่มีใครควรได้รับการนับหน้าถือตามากกว่าคนอื่น

You can never solve a problem with the same kind of thinking
that created the problem in the first place.

คุณไม่อาจแก้ปัญหาได้ด้วยความคิดแบบเดิม ๆ
ที่เคยสร้างปัญหาให้กับคุณตั้งแต่ครั้งแรก

Try not to become a man of success
but rather try to become a man of value.

จงอย่าพยายามเป็นคนแห่งความสำเร็จ
แต่จงพยายามเป็นคนที่มีคุณค่าดีกว่า

Learn from yesterday, live for today, hope for tomorrow.
The important thing is not to stop QUESTIONING.

จงเรียนรู้จากอดีต มีชีวิตเพื่อวันนี้ และมีความหวังเพื่อวันพรุ่งนี้
แต่สิ่งที่สำคัญที่สุด คือต้องอย่าหยุดตั้งคำถาม

Women marry men hoping they will change.
Men marry women hoping they will not.
So each is inevitably disappointed.


ผู้หญิงแต่งงานกับผู้ชาย โดยหวังว่าเขาจะเปลี่ยน
ผู้ชายแต่งงานกับผู้หญิง โดยหวังว่าเธอจะไม่มีวันเปลี่ยน
ผู้ชายและผู้หญิงจึงผิดหวังในตัวกันและกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

Only a life lived for others is a life worth while.

ชีวิตที่ทำเพื่อคนอื่นเท่านั้น ที่มีคุณค่าต่อการมีชีวิต


In the middle of difficulty lies opportunity.

ใจกลางของอุปสรรคนั้น มีโอกาสซ่อนอยู่


The only source of knowledge is experience.

ประสบการณ์ คือแหล่งความรู้เพียงแหล่งเดียวเท่านั้น

Logic will get you from A to B.
Imagination will take you everywhere.
ตรรกะจะพาคุณเดินทางจากจุด A ไปจุด B ได้
แต่จินตนาการจะพาคุณเดินทางไปได้ทุกที่

Put your hand on a hot stove for a minute and it seems like an hour.
Sit with a pretty girl for an hour and it seems like a minute.
That's relativity.

การวางมือไว้บนเตาร้อนเพียง 1 นาที ให้ความรู้สึกเหมือนเวลายาวนานกว่า 1 ชั่วโมง
แต่การนั่งกับสาวสวย ๆ นาน 1 ชั่วโมง ให้ความรู้สึกเหมือนเวลาผ่านไปเพียง 1 นาที

Life is like riding a bicycle.
To keep your balance you must keep moving.
ชีวิตเหมือนการปั่นจักรยาน
คุณจะต้องปั่นมันอย่างต่อเนื่อง มันถึงจะทรงตัวได้

I speak to everyone in the same way,
whether he is the garbage man or the president of the university.

ผมพูดคุยกับคนทุกคนเหมือนกัน
ไม่ว่าเขาจะเป็นคนเก็บขยะ หรืออธิการบดีมหาวิทยาลัยก็ตาม

You have to learn the rules of the game,
and then you have to play better than anyone else.

คุณต้องเรียนรู้กฎของเกม
จากนั้นก็ต้องลงเล่นให้ดีกว่าคนอื่น ๆ

Weakness of attitude becomes weakness of character.

ทัศนคติที่อ่อนแอ นำมาซึ่งนิสัยที่อ่อนแอ


วันศุกร์ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2557

วันพุธที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

บ้านหลังสุดท้ายของช่างไม้


...มีช่างไม้สูงอายุคนหนึ่งต้องการจะเกษียณตัวเอง และใช้ชีวิตที่หรูหรากับภรรยา
จึงบอกความต้องการดังกล่าวกับนายจ้างที่เค้าทำงานให้... มาทั้งชีวิต...นายจ้างบ่นเสียดาย
ที่จะต้องสูญเสียช่างฝีมือดีไป หวังจะให้เขาทำงานต่อ แต่ช่างไม้ก็ยังยืนกรานขอเกษียณตัวเองตามเดิม จึงได้ขอร้องให้ช่างคนนี้ช่วยสร้างบ้านให้อีกสัก 1 หลัง
นายจ้างจึงพูดว่า "เอาอย่างนี้ ผมมีที่ดินว่างอยู่ติดทะเลสาบอยู่แปลงหนึ่ง ทิวทัศน์งดงามเป็นอย่างมาก แต่ขาดบ้านพักตากอากาศ ผมอยากให้คุณสร้างบ้านหลังสุดท้าย โดยที่คุณต้องใช้วัสดุไม้ที่ดีที่สุด และใช้ฝีมือที่ปราณีตที่สุดในการสร้าง" ช่างไม้ก็ฝืนใจตอบตกลง
จากนั้นช่างไม้ก็ลงมือสร้างบ้านไม้หลังสุดท้ายของตนเอง แต่ในใจกลับคิดว่า เดี๋ยวเราก็เกษียณแล้ว
ถ้าทำออกมาไม่ดีนายจ้างไล่ออกก็ไม่มีอะไรเสียหายอยู่แล้ว แล้วทำไมต้องตั้งใจด้วยล่ะ
ดังนั้นช่างไม้ก็ไม่ได้คัดเลือกไม้ที่แข็งแรงมาสร้างบ้าน แต่เลือกไม้ส่งๆ เป็นไม้คุณภาพต่ำจากภูเขา เขาไม่ใส่ใจว่าบ้านจะแข็งแรงหรือไม่ เพียงสักแต่ว่าสร้างให้เสร็จๆไป จนในที่สุดเขาก็ทาสีเพื่อให้ภายนอกดูสวยงามและปกปิด เขาคิดในใจว่า ขอให้ข้างนอกดูดีไว้ก่อน พอส่งงานได้ก็พอ โครงสร้างภายในจะเป็นอย่างไรก็ช่าง เจ้านายดูไม่ออกหรอก
ครั้นพอบ้านสร้างเสร็จก็พบว่า มันไม่เหมือนงานที่เป็นฝีมือของช่างคนนี้เลยแม้แต่น้อย บ้านที่สร้างมาก็เป็นงานที่หยาบๆ วัตถุดิบที่ใช้ก็ด้อยคุณภาพ มันช่างเป็นการจบชีวิตช่างฝีมือดีที่ไม่สวยหรูเลย
วันที่งานเสร็จ นายจ้างก็มาตรวจงาน ผลปรากฏว่าเป็นที่พอใจอย่างมาก นายจ้างดูไม่ออกว่าขาดตกบกพร่องอะไร ก่อนที่นายจ้างจะไปเขาตีไหล่ช่างไม้เบาๆ ควักกุณแจออกมาพวงหนึ่งยื่นส่งให้ช่างไม้แล้วบอกว่า
" ตอนนี้บ้านหลังนี้เป็นของคุณแล้ว ผมขอบคุณมากที่คุณอยู่ทำงานกับผมมานานหลายปี นี่ถือเป็นของขวัญเกษียณที่ผมตั้งใจจะมอบให้คุณ"
เมื่อช่างไม้ได้ยินเช่นนั้น ถึงกับตกใจและอุทานกับตัวเองว่า....
น่าละอายจริงๆ ถ้าเขารู้สักนิดว่ากำลังสร้างบ้านของตัวเองอยู่ เขาก็คงตั้งใจสร้างให้ดีกว่านี้...
คุณได้เรียนรู้อะไร? จากนิทานเรื่องนี้...
เช่นเดียวกับพวกเรา ที่กำลังสร้างชีวิตของตัวเราเองด้วยการสั่งสมสิ่งต่างๆ วันละเล็กวันละน้อย และบ่อยครั้ง ที่เราไม่ได้ใช้ความพยายามอย่างที่สุดในการสรรค์สร้างชีวิตของตัวเอง
และเมื่อวันหนึ่งมาถึง เราก็จะตระหนักว่า เราต้องใช้ชีวิตอยู่กับทุกสิ่งทุกอย่าง...ที่เราเป็นผู้สร้างขึ้นมาทั้งหมด..
และเมื่อถึงวันนั้น เรามักจะพูดเสมอว่า ถ้าเรา!!!! สามารถย้อนกลับไปได้ เราจะทำทุกอย่างให้ดีขึ้นซึ่งเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้
แต่ความจริงหาได้เป็นเช่นนั้นไม่ ...
พวกเราทุกคนก็เปรียบเสมือนช่างไม้ ทุกๆ วันพวกเรากำลังตอกตะปู ปูกระดาน หรือแม้แต่กำลังเลือกกำแพงให้กับชีวิตตัวเอง
ดังคำพูดที่ว่า
"ชีวิตในอนาคตก็คือสิ่งที่เราสร้างด้วยตัวเราเอง"
ทัศนคติ และ ทางเลือกต่างๆที่พวกเราได้เลือกกันในวันนี้
ก็เสมือนกับการสร้าง "บ้าน"(ชีวิต) ที่เราจะต้องอยู่กับมัน.....
ดังนั้นจงสร้างบ้านด้วยความฉลาด และจงจำไว้ว่า "จงทำงานเหมือนกับว่า....เราไม่ต้องการเงินทอง
จงรักราวกับว่า......เราไม่เคยเจ็บ
จงเต้นระบำ(ร่าเริง)ราวกับว่า.....ไม่มีใครจ้อง"
ความเสมอต้นเสมอปลายก็นับว่าเป็นคุณธรรมอีกประการหนึ่งที่เราไม่ควรละเลย ทุกวันนี้เราทำอะไรกันอยู่ เราได้เก็บเกี่ยวสิ่งที่ดีๆให้กับชีวิตของเราหรือยัง???...
จงใช้ชีวิตราวกับว่ามันคือ "วันสุดท้าย"
เพราะนี่คือวิธีเดียว..ที่จะสร้างชีวิตได้อย่างดีที่สุด...

ความรัก

ความรัก จาก นิทานล้านบรรทัด

ดิน น้ำ ลม แดด เป็นเพื่อนกัน
น้ำเป็นหญิงสาวหนึ่งเดียวในจตุรมิตร
ใครๆ ก็รู้ว่าดินกับน้ำรักกัน
แดดนั้นรู้ดีที่สุด ด้วยตัวเองมีใจแอบรักน้ำอยู่เต็มอก
แดดมองเห็นความรักอับแนบแน่นของดินและน้ำที่ซึมซับ โอบอุ้ม หล่อเลี้ยงกันและกันมานานแล้ว
ริษยาิแห่งรักของแดดจึงอุบัติขึ้น
แดดพยายามทำทุกวิถีทางที่จะให้น้ำระเหยออกจากดิน
พยายามทุกวิถีทางที่จะให้น้ำพ้นจากอ้อมอกแห่งดิน
ทุกครั้งที่มีโอกาส ความร้อนจากแดดจึงแผดเผาดินให้น้ำีระเหยออกมา
แดดต้องการให้น้ำกลายเป็นไอลอยตัวขึ้นมาหาแดด
เพื่อให้มาอยู่ในอ้อมกอดของแดดเพียงผู้เดียว
น้ำนั้นปรับตัวง่าย อยู่กับแดดก็ทำตัวราวกับมีความสุข
แดดจะแต่งตัวให้น้ำอย่างงดงามที่สุดด้วยชุดเมฆสีขาวฟูฟ่อง
แต่เมื่อไรก็ตามที่น้ำในชุดฟูฟ่องลอยต่ำลงมาหาดิน
ก็จะกลั่นตัวเป็นหยดน้ำลงมาซึมซับอยู่กับดินดังเดิม
แดดไม่ยอมแพ้
ยังคงแผดเผาดึงดันให้น้ำระเหยลอยเป็นไอขึ้นมาเป็นของตนเองอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน
ความรักของแดดนั้นเป็นเรื่องแปลก
ยิ่งพยายามแผดเผาให้น้ำระเหยขึ้นมาใส่ชุดฟูฟ่องมากเท่าไหร่
ชุดฟูฟ่องก็มักจะฟูและหนักจนลอยต่ำกลั่นตัวเป็นน้ำไปหาดินทุกครั้ง
ราวกับว่า ยิ่งรักมากยิ่งสูญเสียมาก
อย่างไรอย่างนั้น
วันหนึ่งดินจึงไปปรึกษาลมเพื่อนรัก
ลมรับรู้เรื่องราวรักสามเส้านี้มาตลอด
เมื่อดินมาขอความช่วยเหลือ ลมจึงอาสาช่วย
ทุกครั้งที่น้ำถูกแดดดึงตัวลอยขึ้นไปบนฟ้า
ลมก็จะพัดให้น้ำในชุดเมฆฟูฟ่องลอยไปรวมตัวเพื่อกลั่นตัวเป็นหยดน้ำลงไปหาดิน
และแล้ว
วันที่ลมกลัวเหลือเกินก็มาถึง
แดดมาหาลมเพื่อขอความช่วยเหลือจากลมบ้าง
แดดมาขอให้ลมช่วยทำให้การระเหยของน้ำมากขึ้นอีก
ด้วยการพัดดินที่ชุ่มน้ำให้คลายน้ำออกมา
ด้วยความเป็นเพื่อน ลมจึงต้องรับปาก
จากนั้นมา
ลมจึงต้องทำทั้งสองหน้าที่
นั่นคือทั้งทำให้น้ำระเหยตัว และก็ทำให้น้ำรวมตัวเพื่อหยดลงมา
เหตุการณ์เป็นอย่างนี้วนเวียนไปมามิรู้จักจบสิ้น
และด้วยความใกล้ชิดกับน้ำบ่อยๆ เข้า
ในที่สุด ลมก็ตกหลุมรักน้ำอีกคน

วันจันทร์ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

วันที่ไฟฟ้าดับ

นิทานล้านบรรทัด
ประภาส ชลศรานนท์
วันที่ไฟฟ้าดับ
จุ๋มกับจ้อยเป็นสามีภรรยากัน
จ้อยเป็นชายหนุ่มที่ทำงานอยู่กับบ้าน รับจ้างเขียนโปรแกรม ส่วนจุ๋มทำงานเป็นดีไซเนอร์อยู่บริษัทเล็กๆที่รับจ้างออกแบบอาร์ตเวิร์คทั้งสิ่งพิมพ์และเว็บไซท์
เวลาส่วนใหญ่ของทั้งสองจึงอยู่หน้าจอ ถึงแม้กลางวันทั้งสองจะไม่ได้เจอหน้ากัน แต่ทั้งสองก็ยังคงส่งข้อความถึงกัน ถ่ายรูปอาหารการกิน ผู้คนและสิ่งที่เขาพบเจอผ่านสมาร์ทโฟนถึงกัน ใครๆก็รู้ว่าสามีภรรยาคู่นี้หลงใหลในโซเชียลเน็ตเวิร์คเพียงใด
ในยามค่ำคืน เมื่อสาวจุ๋มกลับมาบ้านก็มักนั่งกินข้าวเพียงลำพัง ค่าที่สาวจุ๋มกลับบ้านดึกดื่น หนุ่มจ้อยจึงซื้ออาหารสำเร็จรูปมาเตรียมไว้ แล้วตัวเขาก็กินให้อิ่มแต่หัวค่ำ แล้วก็นั่งทำงานเขียนโปรแกรมต่อในตอนที่สาวจุ๋มกลับถึงบ้าน
“วันนี้แกงไตปลาอร่อยมาก ซื้อร้านไหน” สาวจุ๋มส่งข้อความผ่านไลน์ให้สามี ทั้งๆที่ทั้งสองอยู่ห่างกันแค่ผนังห้องกัน
“ร้านนี้” หนุ่มจ้อยส่งรูปภาพหน้าร้านที่เขาถ่ายมาเมื่อตอนเย็น
“ขอบใจนะที่รัก” สาวจุ๋มส่งรูปตัวเองทำหน้าทะเล้นให้สามี และแน่นอนที่สุดมืออาร์ตเวิร์คอย่างเธอไม่มีทางลืมที่จะตบแต่งรูปตัวเองให้ดูดีก่อนส่ง
“เดี๋ยวอิ่มแล้ว ขออาบน้ำนอนเลยนะ พรุ่งนี้มีประชุมเช้า ฝันดีนะคะ”
เหตุการณ์ซ้ำๆอย่างนี้เกิดขึ้นแทบทุกวัน
จุ๋มกับจ้อยแต่งงานกันมาห้าหกปีแล้ว ทั้งสองใช้ชีวิตแทบทั้งหมดอยู่บนจอมอนิเตอร์ทั้งการงานและงานอดิเรก ทั้งเรื่องความรู้และการพบปะสังคม ไม่น่าเชื่อว่าในบางสัปดาห์ทั้งสองคุยกันผ่านตัวหนังสืออย่างเดียว ทั้งจอเล็กและจอใหญ่
ทั้งสองยังเจอเพื่อนๆผ่านทางจอ พวกเขาไม่รู้สึกเลยว่าพวกเขาไม่ได้เจอกัน เพราะการอัพเดทสเตตัส การอ่านข้อความที่ทวีตบอกข่าว และการเห็นรูปของเพื่อนๆที่ถ่ายมาตามสถานที่ต่างๆในอินสตาแกรม ทำให้พวกเขาคุ้นชินว่าพวกเขาได้เจอเพื่อนอยู่เนืองๆ ทั้งที่บางคนพวกเขาไม่ได้เจอกันเกือบสิบปีแล้ว
แล้ววันนั้นก็มาถึง วันที่ไฟฟ้าดับทั้งเมือง
จ้อยเดินออกมาห้องทำงานเดินมาที่ห้องนอน จุ๋มงัวเงียตื่นขึ้นมาเพราะรู้สึกว่าอากาศอึดอัด เสียงแอร์คอดิชั่นที่คุ้นหูเงียบไป
“คุณเป็นใคร” สาวจุ๋มเพ่งมองหนุ่มจ้อยที่เพิ่งเดินมาถึงปลายเตียง มีแสงจันทร์ส่องเข้ามากระทบหน้าจ้อยรำไร
“คุณนั่นแหละเป็นใคร” หนุ่มจ้อยย้อน “คุณเข้ามาในห้องผมทำไม แล้วเอาชุดนอนของเมียผมมาใส่ทำไม” หนุ่มจ้อยจำภรรยาตัวเองไม่ได้ ทั้งหน้าตาและเสียง
“แกนั่นแหละถอยไป อย่าเข้ามานะ แกทำอะไรสามีฉันแล้วเอาเสื้อผ้าเขามาใส่” สาวจุ๋มขว้างหมอนใส่หนุ่มจ้อย จะว่าไปทั้งสองไม่ได้คุยกันแบบคนปรกติมาเป็นปีแล้ว
หนุ่มจ้อยเดินเข้าไปใกล้ๆเตียง สาวจุ๋มเห็นท่าไม่ได้การจึงวิ่งออกไปที่นอกบ้าน ถนนข้างนอกมืดมิดเพราะไฟถนนดับหมด มีแต่แสงจันทร์ที่ช่วยส่องสว่าง ก่อนออกมาสาวจุ๋มไม่ลืมที่จะหยิบโทรศัพท์มือถือของตัวเองออกมาด้วย
สาวจุ๋มรีบส่งข้อความหาสามีของตัวเองทันที
“ช่วยด้วย” เธอพิมพ์เสร็จแล้วก็หาสติกเกอร์การ์ตูนรูปคนตกใจแถมส่งไป
สาวจุ๋มคงไม่รู้ว่าไฟฟ้าดับครั้งนี้ มันเป็นการขัดข้องเรื่องไฟฟ้าครั้งใหญ่ นั่นคือมันดับทั้งเมือง ดับแม้กระทั่งเครือข่ายผู้ให้บริการทางโทรศัพท์ก็ไม่มีพลังงานไฟฟ้าที่จะรับส่งสัญญาณให้
หนุ่มจ้อยวิ่งตามมาถึงที่ตรงสาวจุ๋มยืนหอบอยู่ มือขวาเขาหยิบท่อแป๊บส่วนมือซ้ายเขาถือโทรศัพท์มือถือ “แกเป็นใคร” หนุ่มจ้อยจ้องเขม็ง
“ฉันชื่อจุ๋ม” สาวจุ๋มพูดตะกุกตะกัก เธอถอยหลังช้าๆด้วยความกลัว
คราวนี้แสงจันทร์ที่ส่องมาทำให้เขาเห็นหน้าผู้หญิงที่อยู่ยืนตัวสั่นอยู่ข้างหน้าได้ชัดเจนขึ้น
“อย่ามาเล่นลูกไม้นี้ ฉันรู้จักจุ๋มเมียฉันดี” หนุ่มจ้อยมองโทรศัพท์ เขาเปิดไปที่รูปภรรยาตัวเอง แล้วก็เงยหน้าตวาด“หน้าเธอไม่เหมือนจุ๋มเลย ไม่เหมือนเลยสักนิด จุ๋มของฉันสวยกว่านี้ตั้งเยอะ”
ใครจะไปคาดคิดว่า วันหนึ่งในอนาคตเราจะเห็นแต่หน้าคนรู้จักผ่านทางจอ และก็จำแต่ใบหน้านั้นไว้ในความทรงจำ ใครจะไปคิดว่าเราจะจำหน้าจริงๆของคนที่เรารู้จักไม่ได้ในวันหนึ่ง เพราะฤทธิ์ของแอพพลิเคชั่นในสมาร์ทโฟนได้ช่วยแต่งหน้าให้ผู้คนเปลี่ยนไป
หนุ่มจ้อยกระชับท่อแป๊บในมือแน่น แล้วก็เดินย่างสามขุมเข้าหาภรรยาตัวเอง
.........................................................

เกมโชว์

นิทานล้านบรรทัด

ประภาส ชลศรานนท์
เรื่อง เกมโชว์
...................
รายการเกมโชว์ที่มีรางวัลเป็น โลกทั้งใบให้ครอง ได้ผ่านมาถึงรอบสุดท้ายแล้ว พิธีกรประกาศเสียงลั่น 

“คำถามรอบนี้ ถามเพียงสั้นๆ หากใครตอบแล้วเสียงของคนทั้งโลกโห่ร้องพอใจและตบมือเสียงดังยาวนานที่สุด คนผู้นั้นก็จะได้เป็นแชมป์และรับรางวัลโลกนี้ไปครอง และคำถามคือ...” 

พิธีกรหยุดเสียงเพื่อให้ได้ยินคำถามชัดเจน
“1+1 เป็นเท่าไร”

ผู้แข่งขันคนที่หนึ่งซึ่งเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ฉลาดที่สุดกดปุ่มได้ก่อนแล้วตอบว่า “มันอยู่ที่ว่า 1นั้นมีค่าเป็น 1 สัมบูรณ์ไหม”

ทนายความเป็นผู้แข่งขันคนที่สองกดปุ่มได้เป็นคนต่อมา “มันอยู่ที่ตัวบทกฎหมายว่าเขียนไว้อย่างไร หากเขียนไว้ว่า 1+1 เท่ากับ 2 เราก็ต้องมาตีความว่า 1+1 มันเป็นอย่างอื่นได้อีกไหม”

ผู้แข่งขันคนคนที่สามและสี่เป็นฝาแฝดกัน และมีอาชีพเป็นนักธุรกิจใหญ่ทั้งคู่ “คุณคิดว่ามันเป็นเท่าไรละ” แฝดคนแรกถามพิธีกรกลับ แฝดคนหลังพูดต่อ “คุณมีตัวเลือกให้เราเลือกไหมละว่ามันควรจะเป็นเท่าไร โจทย์แบบนี้มันน่าจะมีช้อยส์ให้เลือกนะ”นักธุรกิจต่อรองกลับ

มาถึงคนที่ห้าผู้แข่งขันคนนี้เป็นนักเศรษฐศาสตร์ “ผมคิดว่า1+1 เท่ากับ 1000000 ผมเสนอตัวเลขกลมๆอย่างนี้ก่อน แต่ต้องดูบริบทอื่นประกอบด้วย การรวมกันในของสองสิ่งมันมักมีค่ามากกว่าเดิมเป็นทวีคูณ ผมไม่ได้มองเป็นเครื่องหมายบวกอย่างเดียว” 

ผู้แข่งขันคนที่หกกดปุ่มตอบต่อทันทีหลังจากที่นักเศรษฐศาสตร์เพิ่งตอบไป “1.00 บวกกับ1.00 เท่ากับ 2.00” เธอเป็นนักสถิติ

ยังคงเหลือผู้แข่งขันอีกสี่คนที่ยังไม่ได้กดปุ่มตอบ นั่นคือ นักการเมือง กวี นักบวช และเด็กอนุบาล

“หากมิมีใครแก่งแย่งกันแล้ว ดอกไม้คงเผยความจริง” กวีกล่าวขึ้นทำลายความเงียบ “หนึ่งผสานหนึ่ง คำตอบนั้นอยู่ในสายลม”

นักการเมืองหันไปทางนักบวชพนมมือนอบน้อม “นิมนต์ก่อนเลยขอรับ”
นักบวชแต่งชุดขาวซึ่งนับเป็นผู้แข่งขันคนที่แปดตอบว่า “ 1+ 1 เท่ากับ ศูนย์”
ความเงียบเข้าปกคลุมเวทีแข่งขันเกมโชว์ไปพักใหญ่ มีเสียงขานสาธุเบาๆมาจากกลุ่มคนดู อีกมุมหนึ่งมีคนได้ยินเสียงขานรับอาเมนดังขึ้้นด้วย

นักการเมืองขยับตัวมาด้านหน้าเพื่อตอบเป็นคนที่เก้า “สิ่งใดที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม ต่อประชาชน ผมจะทำทุกวิถีทางเพื่อสิ่งนั้น”
พิธีกรทำหน้านิ่วเหมือนจะถามว่านี่คือคำตอบของคำถามที่ว่าหนึ่งบวกหนึ่งเท่ากับเท่าไร แล้วใช่ไหม
“ให้ผมไปสาบานที่ไหนก็ได้” นักการเมืองย้ำ

แทบจะไม่มีใครสังเกตเลยว่าเด็กน้อยผู้แข่งขันคนที่สิบซึ่งยืนอยู่ตั้งนานแล้วนั้น มีอาการตัวสั่นเบาๆด้วยความตื่นเต้น เขาตอบเป็นคนสุดท้าย

“1 + 1 เท่ากับ 2 ครับ” เด็กน้อยตอบ
ดนตรีตื่นเต้นดังรับ พิธีกรเดินเข้ามาตรงกลาง
“คำตอบที่ผู้แข่งขันทั้งสิบ ตอบไปหมดแล้ว ท่านผู้ชมพร้อมหรือยังที่จะให้คะแนน ถ้าพร้อมแล้ว เครื่องตรวจรับเสียงตบมือทั่วโลกก็พร้อมแล้ว เมื่อสัญญาณไฟแดงสว่างขึ้นที่จอทีวีท่านตบมือเลยนะครับ ผมจะขานทีละหมายเลข พร้อมนะครับ....”