นิทานล้านบรรทัด
เรื่อง > ประภาส ชลศรานนท์
หมวกสักหลาด
................................................................
ข้อสอบวิชาสนุกกับปรัชญาชีวิต (สปช.007)
อ่านข้อความต่อไปนี้ แล้วตอบคำถามท้ายเรื่อง
ชายคนหนึ่งไปเดินเที่ยวที่ตลาด
เขามองเห็นหมวกสักหลาดใบหนึ่งสวยถูกใจ
ป้ายราคาที่ติดอยู่นั้นก็ต้องนับว่าเป็นหมวกที่มีราคาแพงมาก
ใบหนึ่งเท่าที่เขาเคยเห็นมา เขาจึงเริ่มต่อรองราคา
แต่ไม่ว่าจะต่ออย่างไร คนขายก็ไม่ยอมลดราคาลงเลย
แม้แต่บาทเดียว ในที่สุดเขาก็ซื้อหมวกใบนั้นด้วยความรู้สึก
สองอย่างผสมกันคือทั้งถูกใจและทั้งเสียดาย
เขาเดินถือถุงกระดาษที่ใส่หมวกสักหลาดใบนั้นมาตามทาง
แล้วเขาก็คิดขึ้นมาว่า ไหน ๆ ก็ซื้อมาด้วยราคาแพงอย่างนี้
จะใส่อยู่ในถุงก็ดูเหมือนจะสูญเปล่า เขาจึงนำหมวกขึ้นมา
สวมหัว แล้วก็ทิ้งถุงกระดาษไป
ชายคนนั้นลืมไปว่า ฤดูนี้เป็นฤดูร้อน
เขาใส่หมวกเดินอวดตามตลาดอยู่สักพัก เขาก็เริ่มรู้สึก
ร้อนอบอ้าวไปทั้งหัว และเมื่อเห็นต้นไม้ใหญ่แผ่เงาร่มรื่น
เขาก็รีบเข้าไปอาศัยพักร้อนทันที
เขาถอดหมวกสักหลาดออกมาโบกแทนพัด เพื่อไล่
ความร้อนที่ใบหน้า แล้วพูดกับตัวเองว่า "ดีนะ ที่ซื้อหมวก
สักหลาดมา ไม่อย่างนั้นคงร้อนแย่เลย"
เขาโบกพัดจนผมเผ้าที่เปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อแห้งลง "ถ้าไม่
ซื้อหมวกมา เราจะไปหาพัดจากที่ไหนได้"
หลังจากคลายร้อนลงไปมากแล้ว ชายคนนั้นก็สวมหมวก
ใบโปรดเดินชมตลาดต่อ แต่ความร้อนของยามบ่ายในฤดู
ร้อนก็ยังคงทำหน้าที่ของมันอย่างไม่หยุดพัก เหงื่อของเขา
เริ่มเกาะเป็นเม็ดพราวบนใบหน้าอีกครั้ง เขาถอดหมวกมา
โบกพัดแล้วก็กลับไปสวมหัวใหม่ สลับไปมาอยู่อย่างนี้
ถึงตอนนี้เขายืนอยู่หน้าร้านกาแฟร้านหนึ่ง เหงื่อของเขา
ไหลโทรมใบหน้าไปหมด
เขาเข้าไปนั่งในร้านกาแฟ แล้วสั่งโอเลี้ยงกับคนขาย เขา
ถอดหมวกออกมาวางบนโต๊ะ ความนุ่มหนาของสักหลาด
ทำให้เขาคิดอะไรบางอย่างขึ้นมา เขาลองเอาหมวกซับเหงื่อ
ตัวเองดู มันซับได้ดีทีเดียวเลย
"ดีนะ ที่ซื้อหมวกสักหลาดมา ไม่อย่างนั้นจะไปหาอะไรมา
ซับเหงื่อได้" เขาพูดกับตัวเองอย่างดีใจ
หลังจากดื่มโอเลี้ยงจนหมด และซับเหงื่อที่ใบหน้าตัวเอง
จนแห้ง ชายคนนั้นก็สวมหมวกออกมาเดินเที่ยวตลาด
อีกครั้ง คราวนี้แดดคล้อยลงไปมากแล้ว อากาศที่ร้อน
อบอ้าวก็ลดน้อยลง เขาใส่หมวกเดินเที่ยวอย่างมีความสุข
จนพระอาทิตย์ลับขอบฟ้า
คนขายของในตลาดเริ่มเอาหลอดไฟมาติดตั้ง
ไม่รู้ว่าจะเป็นเพราะยามโพล้เพล้ที่เป็นรอยต่อของกลางวัน
กลางคืนแบบนี้ ว่ากันว่าสายตาคนมักจะยังปรับตัวได้ไม่ดี
หรือจะเป็นเพราะปีกหมวกสักหลาดที่ชายคนนั้นสวมใส่ไม่
ยอมถอดมันมาบังสายตา เลยทำให้ชายคนนั้นเดินไปชน
ป้ายร้านค้าร้านหนึ่ง
เขาชนแรงแค่ไหนไม่รู้ แต่เจ้าของร้านได้ยินเสียงเหมือน
ของตกจากชั้นสอง เจ้าของร้านรีบมาประคองชายคนนั้น
ให้ลุกขึ้น
เจ้าของร้านถอดหมวกของเขาออก เพื่อสำรวจบาดแผล
"ไม่แตก ๆ" เจ้าของร้านละล่ำละลักบอก
ชายคนนั้นคลำหัวตัวเองป้อย ๆ "ดีนะ ที่ฉันใส่หมวก
สักหลาดไว้ มันช่วยกันไม่ให้หัวฉันแตกนั่นอย่างไร"
"ขายอะไรหรือ" เขาเอาหมวกมาสวมหัวอีกครั้ง
"ขายมะปราง ลองกอง ลูกหว้าก็มี" คนขายบอก "เอาอย่าง
นี้แล้วกันเดินมาชนป้ายของฉันอย่างนี้ ฉันให้ลูกหว้าไปกิน
เล่น ไม่คิดเงิน หยิบเอาเลย"
ชายคนนั้นกล่าวขอบคุณ แล้วก็หยิบลูกหว้าขึ้นมากำหนึ่ง
คนขายเห็นดังนั้นก็คะยั้นคะยอให้หยิบอีก เขาจึงถอดหมวก
ออกมาแล้วก็หยิบลูกหว้าใส่ลงไปในหมวกสองสามกำมือ
แล้วก็เดินยิ้มออกมาจากร้าน
"ดีนะ ที่มีหมวกใบนี้ ไม่อย่างนั้นคงไม่ได้ลูกหว้าเยอะ
ขนาดนี้" เขาพูดกับตัวเองอีกครั้ง
เขากลับมาถึงห้องเช่า แล้วก็รีบเทลูกหว้าใส่จาน ลูกหว้า
หลายผลคงปริแตกระหว่างทาง สีม่วงเข้มของมันเลอะเป้น
ดวง ๆ บนหมวกสักหลาด เขารีบนำหมวกไปแช่น้ำในอ่าง
และก็วางแผนจะซักตากแดดในวันพรุ่งนี้
ตอนที่ชายคนนั้นเข้านอน เขาใช้ความคิดวกวนอยู่กับ
หมวกสักหลาดใบนั้นอยู่ตลอดเวลาจนนอนไม่หลับ แล้ว
ความคิดหนึ่งก็แล่นเข้ามาในหัวของเขา คนเก่าคนแก่มัก
พูดกันว่าผ้าสักหลาดนั้นหากซักน้ำแล้วตากแดดสีของผ้า
สักหลาดจะซีดไปเพราะถูกแดดเลีย
เขารีบลุกขึ้นจากเตียงกลางดึกเพื่อมาซักหมวกสักหลาด
เขาซักอย่างระมัดระวังที่สุด ซักเสร็จก็สะบัดตากไว้ข้าง
เก้าอี้ แล้วก็นั่งมองหมวกใบโปรดด้วยความชื่นชม
สามสี่วันนั้น เขาปิดหน้าต่างเพื่อไม่ให้แสงแดดลอดเข้ามา
โดนหมวกที่เขาตากไว้ข้างเก้าอี้เลย
เมื่อถึงวันที่แปดหลังจากวันที่เข้าซื้อหมวกมา เขาก็เริ่มไม่
สบาย ไข้ขึ้น ๆ ลง ๆ แล้วเขาก็เริ่มไอจนตัวโยน บางทีอาจ
จะเป็นเพราะเขามัวแต่เก็บตัวอุดอู้อยู่ในห้องที่ไม่เปิดหน้า
ต่างระบายอากาศหลายวัน หรือบางทีอาจจะเป็นเพราะเชื้อ
ราที่ขึ้นที่หมวกสักหลาดที่ไม่โดนแดดเลย
วันนี้ เขากำลังแต่งตัวเพื่อจะไปหาหมอ เขาเอามือปัดเชื้อรา
ที่ขึ้นที่หมวกออก เขารู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัวจนต้องหยิบเสื้อ
มาใส่ทับอีกชั้นหนึ่ง แล้วเขาก็หยิบหมวกใบโปรดขึ้นมาสวม
ทันทีที่เขาเปิดประตูห้องเช่าออกมา ลมเย็น ๆ ปะทะตัวเขา
วูบหนึ่งเขารีบดึงปีกหมวกลงมาบังลม แล้วก็พูดกับตัวเองว่า
"ดีนะ ที่มีหมวก"
ถ้าท่านแนะนำชายคนนั้นได้ ท่านจะแนะนำว่าอย่างไร
ก. เอาหมวกไปทิ้ง เพราะเชื้อราที่หมวกจะทำให้ป่วยไข้ไปนาน
ข. เอาหมวกไปทิ้ง เพราะเรื่องที่เกิดขึ้นมันมีสาเหตุมาจาก
หมวกทั้งสิ้น
ค. เอาหมวกไปเก็บ เพราะเป็นของที่มีมูลค่าและคุณค่า
ง. แนะนำให้ไปเป็นนักการเมือง
จ. ไม่แนะนำ เพราะฉันก็เคยคิดอย่างนี้เหมือนกัน
ฉ. ไม่แนะนำ แต่จะแนะนำตัวเองถึงเรื่องที่กำลังกังวลอยู่ว่า
ทำไมมันคล้ายกับชายคนนั้นนัก
ช. ไม่แนะนำ แต่จะทบทวนเรื่องผู้ชายคนหนึ่งที่เคยผ่าน
เข้ามาในชีวิต เขาไม่ได้ชื่อหมวก แต่ทำไมรู้สึกว่าเขา
เหมือนหมวก
ซ. ปฏิจจสมุปบาท
ฌ. ไม่มีข้อใดถูกต้อง
ญ. ถูกทุกข้อ
...
คัดลอกจากหน้าสุดท้าย a day ฉบับที่ 103 March 2009
ปล. ขอขอบคุณ คุณเซเซ่ จาก www.thaimung.net ค่ะ
ปล.อีกที สาธุขออย่าให้มีปัญหานี่มันรอบ 2 แล้ว TT^TT
วันจันทร์ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2554
เจ้าหญิงแสนโหล
นิทานล้านบรรทัด :: ประภาส ชลศรานนท์
a day 108_aug09 (หน้าสุดท้าย)
เจ้าหญิงแสนโหล
กาลครั้งหนึ่ง ในยุคที่มีเจ้าหญิงเจ้าชายอยู่เต็มไปหมด
ยังมีเจ้าหญิงอยู่องค์หนึ่งชื่อเจ้าหญิงแสนโหล
เจ้าหญิงแสนโหล
กาลครั้งหนึ่ง ในยุคที่มีเจ้าหญิงเจ้าชายอยู่เต็มไปหมด
ยังมีเจ้าหญิงอยู่องค์หนึ่งชื่อเจ้าหญิงแสนโหล
เจ้าหญิงมักตรัสเสมอว่าใบหน้าของพระองค์ไม่ค่อยแตกต่างอะไรกับเจ้าหญิงเมืองอื่นๆ เลย
“ทำไมเจ้าหญิงต้องใส่กระโปรงบานและยาวอย่างนี้” เจ้าหญิงมักตรัสอย่างนี้กับสาวใช้คนสนิท
“ทำไมเจ้าหญิงต้องใส่กระโปรงบานและยาวอย่างนี้” เจ้าหญิงมักตรัสอย่างนี้กับสาวใช้คนสนิท
“แล้ว ทำไมเจ้าหญิงต้องใส่มงกุฎด้วย ฉันไม่อยากเป็นเจ้าหญิงคนอื่นๆ เลย ฉันอยากเป็นตัวของตัวเอง ฉันอยากเป็นเจ้าหญิงหนึ่งเดียว ไม่อยากเป็นเจ้าหญิงแสนโหล อย่าว่าแต่แสนโหลเลย โหลเดียวฉันก็ไม่อยากให้ใครรู้สึกว่าฉันเหมือน”
ดังนั้นเจ้าหญิงแสนโหลจึงสั่งให้สาวใช้คนสนิทไปสืบดูว่าเจ้าหญิงเมืองอื่นๆ เขาทำอะไรกันบ้าง
“องค์หญิงเพคะ” สาวใช้กลับมารายงาน “เจ้าหญิงราพันเซลที่อยู่เมืองถัดไป เป็นเจ้าหญิงที่มีผมดำยาวสลวยเพคะ”
“อ๋อ เจ้าหญิงราพันเซลที่ปล่อยผมยาวลงมาจากหอคอยเพื่อให้เจ้าชายปีนขึ้นไปใช่ไหม
ดังนั้นเจ้าหญิงแสนโหลจึงสั่งให้สาวใช้คนสนิทไปสืบดูว่าเจ้าหญิงเมืองอื่นๆ เขาทำอะไรกันบ้าง
“องค์หญิงเพคะ” สาวใช้กลับมารายงาน “เจ้าหญิงราพันเซลที่อยู่เมืองถัดไป เป็นเจ้าหญิงที่มีผมดำยาวสลวยเพคะ”
“อ๋อ เจ้าหญิงราพันเซลที่ปล่อยผมยาวลงมาจากหอคอยเพื่อให้เจ้าชายปีนขึ้นไปใช่ไหม
ดีล่ะ ฉันไม่อยากเหมือนนางหรอก ฉันไม่อยากเป็นเจ้าหญิงแสนโหล ฉันไม่อยากเหมือนนางหรอก
ฉันไม่อยากเป็นเจ้าหญิงแสนโหล ฉันไม่อยากเหมือนใคร”
พูดจบเจ้าหญิงแสนโหลก็เอากรรไกรมาตัดผมอันยาวสลวยของเธอออก
สาวใช้เห็นดังนั้นก็ตกใจ “ไม่ต้องตกใจ ไปสืบมาอีกว่าเจ้าหญิงองค์อื่นเขาทำอะไร”
สาวใช้กลับมาอีกพร้อมรายงาน “ถัดไปอีกสามเมืองเพคะ ประชาชนเรียกขานเจ้าหญิงองค์นี้ว่าเจ้าหญิงนิทรา
สาวใช้เห็นดังนั้นก็ตกใจ “ไม่ต้องตกใจ ไปสืบมาอีกว่าเจ้าหญิงองค์อื่นเขาทำอะไร”
สาวใช้กลับมาอีกพร้อมรายงาน “ถัดไปอีกสามเมืองเพคะ ประชาชนเรียกขานเจ้าหญิงองค์นี้ว่าเจ้าหญิงนิทรา
ว่ากันว่านางหลับใหลเพื่อรอเจ้าชายมาจุมพิต”
“ดีล่ะ” เจ้าหญิงแสนโหลทำหน้าเชิดเหมือนนางร้ายละครหลังข่าว “ถ้าอย่างนั้น ฉันจะไม่ยอมนอนหลับง่ายๆ
“ดีล่ะ” เจ้าหญิงแสนโหลทำหน้าเชิดเหมือนนางร้ายละครหลังข่าว “ถ้าอย่างนั้น ฉันจะไม่ยอมนอนหลับง่ายๆ
ฉันไม่อยากเหมือนนาง เจ้าต้องคอยปลุกฉันนะ คราใดที่ฉันเผลอนอนหลับเจ้าต้องปลุกฉัน”
สาวใช้หายไปอีกหลายวัน กลับมาคราวนี้สาวใช้มีเรื่องเจ้าหญิงเมืองอื่นมาเล่าให้ฟังถึงสามสี่เมือง
“เจ้าหญิงสโนวไวท์เธออยู่กับคนแคระทั้งเจ็ดเพคะ”
“จริงหรือ น่าเกลียดจังเลย เป็นผู้หญิงตัวคนเดียวไปอยู่กับผู้ชายเยอะแยะได้อย่างไร” เจ้าหญิงแสนโหลกล่าว
“แต่ในวังขององค์หญิงมีทหารหนุ่มเต็มไปหมดนี่เพคะ” สาวใช้ทักเจ้าหญิงแสนโหลโบกมือเฉไฉ
สาวใช้หายไปอีกหลายวัน กลับมาคราวนี้สาวใช้มีเรื่องเจ้าหญิงเมืองอื่นมาเล่าให้ฟังถึงสามสี่เมือง
“เจ้าหญิงสโนวไวท์เธออยู่กับคนแคระทั้งเจ็ดเพคะ”
“จริงหรือ น่าเกลียดจังเลย เป็นผู้หญิงตัวคนเดียวไปอยู่กับผู้ชายเยอะแยะได้อย่างไร” เจ้าหญิงแสนโหลกล่าว
“แต่ในวังขององค์หญิงมีทหารหนุ่มเต็มไปหมดนี่เพคะ” สาวใช้ทักเจ้าหญิงแสนโหลโบกมือเฉไฉ
“เอาน่า แล้วในวังของเรามีคนแคระไหมล่ะ”
“มีเพคะ แต่เป็นคนแคระผู้หญิง” สาวใช้ตอบ
“ไล่มันออกจากวังไป ฉันไม่อยากให้ชื่อของฉันมีสร้ายคำท้ายเกี่ยวกับครแคระทั้งนั้น ไม่ว่าจะผู้หญิงหรือผู้ชาย”
“แต่เขาเป็นแม่ครัวของเรานะเพคะ”
“ไล่มันออกไป แล้วหาแม่ครัวใหม่ คราวนี้ห้ามเอาคนตัวเตี้ยมาอยู่ในครัวด้วย” เจ้าหญิงแสนโหลเริ่มดันทุรัง
“มีเพคะ แต่เป็นคนแคระผู้หญิง” สาวใช้ตอบ
“ไล่มันออกจากวังไป ฉันไม่อยากให้ชื่อของฉันมีสร้ายคำท้ายเกี่ยวกับครแคระทั้งนั้น ไม่ว่าจะผู้หญิงหรือผู้ชาย”
“แต่เขาเป็นแม่ครัวของเรานะเพคะ”
“ไล่มันออกไป แล้วหาแม่ครัวใหม่ คราวนี้ห้ามเอาคนตัวเตี้ยมาอยู่ในครัวด้วย” เจ้าหญิงแสนโหลเริ่มดันทุรัง
“แล้วเจ้าหญิงคนต่อไปที่เจ้าไปสืบมาล่ะ”
“ข้ามภูเขาลูกนี้ไปเพคะ มีเจ้าหญิงซินเดอเรลล่า ก่อนจะอภิเษกสมรสครองคู่อย่างมีความสุขนิรันดร
“ข้ามภูเขาลูกนี้ไปเพคะ มีเจ้าหญิงซินเดอเรลล่า ก่อนจะอภิเษกสมรสครองคู่อย่างมีความสุขนิรันดร
พระนางเคยทำงานบ้าน แล้วก็อยู่กับแม่เลี้ยงเพคะ” สาวใช้เล่าอย่างละเอียด
“ดีสิ ฉันไม่อยากทำงานบ้านอยู่แล้ว เอ..แล้วฉันมีแม่เลี้ยงไหม” เจ้าหญิงแสนโหลสนใจรายละเอียดไม่แพ้สาวใช้
“ไม่มีเพคะ” สาวใช้ตอบ
“อย่างนี้ก็แสดงว่าฉันไม่เหมือนยายนั่น” เจ้าหญิงแสนโหลดีใจ
“เพคะ แต่ถ้าเสด็จพ่อขององค์หญิงอภิเษกสมรสใหม่เมื่อไร องค์หญิงก็จะมีแม่เลี้ยงทันที”
“ดีสิ ฉันไม่อยากทำงานบ้านอยู่แล้ว เอ..แล้วฉันมีแม่เลี้ยงไหม” เจ้าหญิงแสนโหลสนใจรายละเอียดไม่แพ้สาวใช้
“ไม่มีเพคะ” สาวใช้ตอบ
“อย่างนี้ก็แสดงว่าฉันไม่เหมือนยายนั่น” เจ้าหญิงแสนโหลดีใจ
“เพคะ แต่ถ้าเสด็จพ่อขององค์หญิงอภิเษกสมรสใหม่เมื่อไร องค์หญิงก็จะมีแม่เลี้ยงทันที”
สาวใช้พูดสำเนียงคล้ายบ่าง นั่นคือออกไปทางยุ
“ไม่ ยอม ฉันไม่อยากเหมือนเจ้าหญิงซิน ฉันจะไม่ยอมให้เสด็จพ่ออภิเษกสมรสใหม่” เจ้าหญิงแสนโหลทำหน้าปั้นปึ่ง และเป็นหน้าปั้นปึ่งแบบที่ได้รับการตรวจสอบจากสาวใช้แล้วว่าไม่เหมือนเจ้า หญิงองค์ไหนแน่ๆ
“แล้วเจ้าหญิงอีกเมืองหนึ่งล่ะ”
“หม่อมฉันลอง ข้ามแม่น้ำไปแล้วเพคะ เมืองที่ฝั่งโน้น มีเจ้าหญิงรจนาพระชายาของเจ้าชายสังข์ทอง เรื่องราวของพระนางโรแมนติกเหลือเกิน พระนางทรงเสี่ยงมาลัยเลือกเจ้าขายได้เพคะ”
“ต่อให้โรแมนติกแค่ไหน ฉันก็ไม่ยอมเหมือน จากนี้อย่าให้ฉันจับพวงมาลัยนะ”
“ผ่าน ไปอีกหลายปี เจ้าหญิงผมสั้นที่ชอบอดหลับอดนอน ทั้งๆ ที่ไม่ได้ทำงานบ้านอะไร แถมยังรังเกียจพวงมาลัยและคนแคระไปพร้อมๆ กัน ก็ยังคงให้สาวใช้ออกเดินทางไปทั่ว เพื่อสืบดูเรื่องราวของเจ้าหญิงองค์อื่นๆ แล้วก็นำมาเป็นข้อห้ามของตัวเอง
ยิ่งสืบเยอะ ข้อห้ามก็ยิ่งเยอะ
ทุก วันนี้ เจ้าหญิงแสนโหลได้เปลี่ยนชื่อใหม่ไปเป็นชื่ออื่นแล้ว แต่คนทั่วไปก็ยังคงเรียกพระนางว่าเจ้าหญิงแสนโหล เพราะพฤติกรรมที่เจ้าหญิงพยายามปฏิเสธไม่ทำ มันกลับทำให้ผู้คนพูดถึงองค์หญิงในเรื่องนั้น และทุกครั้งที่ผู้คนพูดถึงเจ้าหญิงองค์อื่นๆ ก็มักจะพูดโยงมาถึงเจ้าหญิงแสนโหลเสมอ ตัวอย่างเช่น เมื่อพูดถึงเจ้าหญิงนิทรา ผู้คนก็จะพูดต่อว่า แล้วก็มีเจ้าหญิงอีกองค์ที่คล้ายๆ เจ้าหญิงนิทราแต่ไมค่อยยอมนอน เมื่อพูดถึงเจ้าหญิงสโนไวท์ ก็จะพูดกันต่อว่ายังมีเจ้าหญิงที่เคยมีคนแคระอยู่ในวัง แต่ตอนหลังรังเกียจคนแคระ เป็นต้น
ไม่มีใครพูดว่าเจ้าหญิงแสนโหลมีเอกลักษณ์พิเศษอันใดเลย
“ไม่ ยอม ฉันไม่อยากเหมือนเจ้าหญิงซิน ฉันจะไม่ยอมให้เสด็จพ่ออภิเษกสมรสใหม่” เจ้าหญิงแสนโหลทำหน้าปั้นปึ่ง และเป็นหน้าปั้นปึ่งแบบที่ได้รับการตรวจสอบจากสาวใช้แล้วว่าไม่เหมือนเจ้า หญิงองค์ไหนแน่ๆ
“แล้วเจ้าหญิงอีกเมืองหนึ่งล่ะ”
“หม่อมฉันลอง ข้ามแม่น้ำไปแล้วเพคะ เมืองที่ฝั่งโน้น มีเจ้าหญิงรจนาพระชายาของเจ้าชายสังข์ทอง เรื่องราวของพระนางโรแมนติกเหลือเกิน พระนางทรงเสี่ยงมาลัยเลือกเจ้าขายได้เพคะ”
“ต่อให้โรแมนติกแค่ไหน ฉันก็ไม่ยอมเหมือน จากนี้อย่าให้ฉันจับพวงมาลัยนะ”
“ผ่าน ไปอีกหลายปี เจ้าหญิงผมสั้นที่ชอบอดหลับอดนอน ทั้งๆ ที่ไม่ได้ทำงานบ้านอะไร แถมยังรังเกียจพวงมาลัยและคนแคระไปพร้อมๆ กัน ก็ยังคงให้สาวใช้ออกเดินทางไปทั่ว เพื่อสืบดูเรื่องราวของเจ้าหญิงองค์อื่นๆ แล้วก็นำมาเป็นข้อห้ามของตัวเอง
ยิ่งสืบเยอะ ข้อห้ามก็ยิ่งเยอะ
ทุก วันนี้ เจ้าหญิงแสนโหลได้เปลี่ยนชื่อใหม่ไปเป็นชื่ออื่นแล้ว แต่คนทั่วไปก็ยังคงเรียกพระนางว่าเจ้าหญิงแสนโหล เพราะพฤติกรรมที่เจ้าหญิงพยายามปฏิเสธไม่ทำ มันกลับทำให้ผู้คนพูดถึงองค์หญิงในเรื่องนั้น และทุกครั้งที่ผู้คนพูดถึงเจ้าหญิงองค์อื่นๆ ก็มักจะพูดโยงมาถึงเจ้าหญิงแสนโหลเสมอ ตัวอย่างเช่น เมื่อพูดถึงเจ้าหญิงนิทรา ผู้คนก็จะพูดต่อว่า แล้วก็มีเจ้าหญิงอีกองค์ที่คล้ายๆ เจ้าหญิงนิทราแต่ไมค่อยยอมนอน เมื่อพูดถึงเจ้าหญิงสโนไวท์ ก็จะพูดกันต่อว่ายังมีเจ้าหญิงที่เคยมีคนแคระอยู่ในวัง แต่ตอนหลังรังเกียจคนแคระ เป็นต้น
ไม่มีใครพูดว่าเจ้าหญิงแสนโหลมีเอกลักษณ์พิเศษอันใดเลย
ยิ่งอยากพิเศษ ยิ่งไม่พิเศษ
วันอาทิตย์ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2554
รู้จักคนง่าย สนิทกันค่อนข้างยาก
เป็นคนเจอหน้าผู้คนมากมายในแต่ละวัน
ได้คุย เดินผ่านไปมา รู้จักกันก็เยอะ
สนิทกันกับเค้าบ้าง บ้างมาตีสนิท อยากสนิทกับเค้าบ้างก็เป็นบางคน
- บางคนถึงไม่ค่อยรู้ข่าวคราว ก็ยังรู้สักว่าสนิทได้เหมื
อนเดิม(by พี่วีป)
วันอังคารที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2554
ปรัชญาชีวิตของ ฌอง-ปอล ซาร์ตร์
...การทำลายเสรีภาพของบุคคลหนึ่งบุคคลใด เป็นการลดทอนบุคคลนั้น ให้เปลี่ยนสภาพจากการเป็นมนุษย์ไปเป็นวัตถุชิ้นหนึ่ง...
คุณผู้อ่านที่รัก,มนุษย์มีความแตกต่างกับวัตถุสิ่งของอื่นในโลก วัตถุสิ่งของไม่มีความสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองไปจากสิ่งที่เป็น อยู่ แต่มนุษย์สามารถจัดการให้ตัวเองเป็น หรือไม่เป็นอะไรได้ ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจเลือกจะเป็น(หรือไม่เป็น)ของตนเอง
ซาร์ตร์พูดว่า เสรีภาพเป็นพื้นฐานของมนุษย์ "มนุษย์คือเสรีภาพ" ความเป็นมนุษย์และเสรีภาพเป็นสิ่งที่แยกออกจากกันไม่ได้ ถ้าปราศจากเสรีภาพแล้ว มนุษย์ก็ไม่ต่างจากก้อนหินที่อยู่ในโลก ดังนั้นการทำลายเสรีภาพของบุคคลหนึ่งบุคคลใด จึงเท่ากับเป็นการลดทอนบุคคลนั้น ให้เปลี่ยนสภาพจากการเป็นมนุษย์ไปเป็นวัตถุชิ้นหนึ่ง
เสรีภาพมีความสัมพันธ์โดยตรงกับการตัดสินใจ และมนุษย์ทุกคนมีเอกสิทธิ์ในการเลือกตัดสินใจในเรื่องของตัวเอง เวลาที่เราเกิดเรื่องยุ่งยากใจ เราอาจขอคำชี้แนะจากผู้อื่นที่มีประสบการณ์มากกว่า เราอาจขอความเห็นจากคนรอบข้างมากมายหลายคน แต่ที่สุดแล้วเราจะถูกทิ้งให้ต้องเลือกตัดสินใจตามลำพังเสมอ
นอกจากเชิดชูเสรีภาพแล้ว ซาร์ตร์ยังย้ำให้ตระหนักถึงความรับผิดชอบ เพราะความเชื่อว่ามนุษย์ทุกคนเริ่มจากความว่างเปล่า เสรีภาพในการดำรงชีวิตได้สร้างตัวตนของเราขึ้นมา และการกระทำต่างๆของมนุษย์ล้วนเกิดจากการตัดสินใจของตัวเองทั้งสิ้น (ขอยกตัวอย่างเพื่อความเข้าใจ -- การเชื่อฟังและทำตามคำพ่อแม่ ซาร์ตร์ถือว่า เราตัดสินใจที่จะเชื่อฟังและทำตาม เรามีเสรีภาพที่จะปั้นแต่งชีวิตเราเองโดยไม่ยอมเชื่อฟังก็ได้) ดังนั้นมนุษย์จึงไม่สามารถหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบต่อเรื่องราวของตนเอง ได้เลย
------
เป็นผู้นำแนวคิดเอกซิสเตนเชียลลิสม์ - Existentialism ถ้าสนใจเพิ่มเติมขอแนะนำให้ลองอ่าน "ปรัชญาชีวิตของ ฌอง-ปอล ซาร์ตร์" เรียบเรียงโดย พินิจ รัตนกุล 216 หน้า สำนักพิมพ์สามัญชน
ก่อนจบขอยกเอาความตอนที่กล่าวถึง เสรีภาพกับวรรณกรรมสักหน่อย..
"ให้โอกาสกับสิ่งที่เราไม่รู้"
ผมเชื่อเสมอว่าในโลกนี้มีหลายสิ่งหลายอย่างที่เรา "ไม่รู้"
แต่เราชอบคิดว่าเรา "รู้"
ความผิดพลาดในชีวิตของเรา คือ การตัดสินใจหรือตัดสินคนด้วยความคิดว่าเรา "รู้" ทั้งที่เรา "ไม่รู้"
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความรัก เพื่อน หรือการทำงาน
เราเสียเพื่อน เสียแฟน หรือเสียลูกน้องไปกี่คนแล้วในชีวิต
เพียงเพราะคิดว่าเรา "รู้" ทั้งที่เราไม่ได้ "รู้จริง"
ผมจึงเชื่อว่าความรู้ที่น่ากลัวที่สุดในโลก
คือ คำว่า "รู้แล้ว"
เพราะเมื่อคำว่า "รู้แล้ว" ดังขึ้น
ประตูแห่งการเรียนรู้ หรือการแสวงหา "ความจริง" เพิ่มเติมก็ปิดลงทันที
นี่คือ ความรู้ที่น่ากลัวและอันตรายอย่างยิ่ง
ผมเชื่อว่าหลายคนเคยเสียใจเมื่อรู้ภายหลังว่าหลายสิ่งไม่เป็นไปอย่างที่เราคิด
แต่เราตัดสินใจไปแล้ว
"เวลา" นั้นยุติธรรมกับทุกคน
เพราะเมื่อผ่านไปแล้ว ก็จะไม่หวนกลับมาอีก
และเมื่อเรารู้ว่าเราตัดสินใจผิดพลาด
สิ่งหนึ่งที่ค้นพบก็คือครั้งนั้นเรามองปัญหาไม่ครบ
มีบางสิ่งบางอย่างที่เรานึกไม่ถึง
มีบางเรื่องที่เราไม่รู้จริง แต่คิดว่ารู้
คำว่า "อาจจะ" เป็นอย่างนั้นก็ได้ ไม่ได้อยู่ในความคิดของเราในช่วงเวลานั้นเลย
แปลกไหมครับว่า จินตนาการสำหรับ "สิ่งที่เราไม่รู้" ล้วนเป็นไปในทางลบทั้งสิ้น
"สิ่งที่เราไม่รู้" เหมือนกับ "ความมืด"
ทุกครั้งที่เราเดินไปในความมืด
จินตนาการสำหรับเส้นทางข้างหน้ามักจะน่ากลัวเสมอ
เราไม่รู้ เราไม่เห็น แต่เราไม่เคยคิดในทางบวก
ไม่เคยคิดว่าเส้นทางจะราบเรียบ
ไม่เคยคิดว่าอีกแป๊บเดียวก็ถึง
ไม่คิดว่าสักพักไฟฟ้าก็ติด ความสว่างก็จะมาเยือน ฯลฯ
เราไม่เคยให้ "โอกาส" กับ "สิ่งที่เราไม่รู้" เลย
"ให้โอกาสกับสิ่งที่เราไม่รู้" หนุ่มเมืองจันท์
แต่เราชอบคิดว่าเรา "รู้"
ความผิดพลาดในชีวิตของเรา คือ การตัดสินใจหรือตัดสินคนด้วยความคิดว่าเรา "รู้" ทั้งที่เรา "ไม่รู้"
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความรัก เพื่อน หรือการทำงาน
เราเสียเพื่อน เสียแฟน หรือเสียลูกน้องไปกี่คนแล้วในชีวิต
เพียงเพราะคิดว่าเรา "รู้" ทั้งที่เราไม่ได้ "รู้จริง"
ผมจึงเชื่อว่าความรู้ที่น่ากลัวที่สุดในโลก
คือ คำว่า "รู้แล้ว"
เพราะเมื่อคำว่า "รู้แล้ว" ดังขึ้น
ประตูแห่งการเรียนรู้ หรือการแสวงหา "ความจริง" เพิ่มเติมก็ปิดลงทันที
นี่คือ ความรู้ที่น่ากลัวและอันตรายอย่างยิ่ง
ผมเชื่อว่าหลายคนเคยเสียใจเมื่อรู้ภายหลังว่าหลายสิ่งไม่เป็นไปอย่างที่เราคิด
แต่เราตัดสินใจไปแล้ว
"เวลา" นั้นยุติธรรมกับทุกคน
เพราะเมื่อผ่านไปแล้ว ก็จะไม่หวนกลับมาอีก
และเมื่อเรารู้ว่าเราตัดสินใจผิดพลาด
สิ่งหนึ่งที่ค้นพบก็คือครั้งนั้นเรามองปัญหาไม่ครบ
มีบางสิ่งบางอย่างที่เรานึกไม่ถึง
มีบางเรื่องที่เราไม่รู้จริง แต่คิดว่ารู้
คำว่า "อาจจะ" เป็นอย่างนั้นก็ได้ ไม่ได้อยู่ในความคิดของเราในช่วงเวลานั้นเลย
แปลกไหมครับว่า จินตนาการสำหรับ "สิ่งที่เราไม่รู้" ล้วนเป็นไปในทางลบทั้งสิ้น
"สิ่งที่เราไม่รู้" เหมือนกับ "ความมืด"
ทุกครั้งที่เราเดินไปในความมืด
จินตนาการสำหรับเส้นทางข้างหน้ามักจะน่ากลัวเสมอ
เราไม่รู้ เราไม่เห็น แต่เราไม่เคยคิดในทางบวก
ไม่เคยคิดว่าเส้นทางจะราบเรียบ
ไม่เคยคิดว่าอีกแป๊บเดียวก็ถึง
ไม่คิดว่าสักพักไฟฟ้าก็ติด ความสว่างก็จะมาเยือน ฯลฯ
เราไม่เคยให้ "โอกาส" กับ "สิ่งที่เราไม่รู้" เลย
"ให้โอกาสกับสิ่งที่เราไม่รู้" หนุ่มเมืองจันท์
คำบางคำที่ post facebook มีนา-เมษา 54
แล้วทุกอย่างจะผ่านพ้นไป ไม่ว่าสึนามิ แผ่นดินไหว นักการเมืองไทย
ความรักมันซับซ้อนเกินไป เกินกว่าคนไม่มีแฟนจะเข้าใจ ยากไป๊
ถ้าทุกอย่างมันไม่มีจริง ไม่ว่าจะความสำเร็จ ฯลฯ แล้วเราทำอะไรกันอยู่แผ่นฟ้ากว้างเขาสูงใหญ่ยังเคยข้
อาจเกิดมาเพื่อแพ้ แต่ไม่ได้เกิดมาเพื่อท้อ
เวลาเป็นสิ่งหนึ่ง ที่ทุกๆ คนได้มาเท่าๆ กัน และเที่ยงธรรมเสมอ
ไหนลองกำมือดู ใจเราเองก็เท่านี้
ไม่ใช่คนแบบโรแมนติกเรี่ยราด ค่อนข้างเก็บความรู้สึก จีบสาวไม่เป็น แต่ผมก็มีมุมที่น่ารักให้ผู้หญิ
ทุกคนมีเส้นรอบวง ของตัวเอง มีโลกของตัวเองมีหัวใจของตัวเอง
ฟ้าที่มืดมิดนั้นที่แท้มันทำให้เราเห็นดาวชัดขึ้นต่างหาก
ดาวที่เราเห็นแม้จะเห็นต่างเวลา
คนเราเกิดมาเพื่อรักคนอื่น มันเป็นสิ่งให้เรายึดไว้
ทำให้ตัวเองมีคุณค่ากับคนอื่น มีเราอยู่แล้วคนอื่นดีขึ้น
ถึงผมจะไม่หล่อเหมือนคนอื่น แต่ผมจะไม่มีคนอื่นเหมือนคนหล่อ
ไม่มีอะไรต้องถึง ก็แค่เฝ้าดูเฝ้ารู้ไปเรื่อยๆ ชีวิตก็เท่านี้ใช่ไหม
บางอย่างขาดความจริงเต็ม บางอย่างเต็มจริงๆ พร่อง
สมมติซ้อนสมมติ ถอดยังไง
ชอบนาฬิกา เพราะนาฬิกาบอกเฉพาะเวลาปัจจุบั
สติ ลมหายใจ มันมีค่าจริงๆ
นาฬิกาไม่เคยขี้เกียจ แต่ผ่านไปเร็วเกินไปไหม
ต่างคนต่าง คงจะต้อง เดินทางกันต่อไป
ต่างคนต่างก็มีความยึดมั่นถือมั
ก็รู้อยู่ ที่เรามีความไม่พอใจ ก็เพราะใจเรายังมีความไม่พอ
โลกใบใหญ่ใบนี้ ไม่ใช่ทุกคนนี่ที่มีความหมายสำห
ไม่ว่าโลกจะเลวร้ายอย่างไร ถ้ายังไม่หมดลมหายใจก็คงต้องสู้
จากกันในวันที่ยังจำกันได้ ไม่ลืมไม่มีหรอก มีแต่ลืมช้าหรือลืมเร็วแค่นั้น
ชีวิตมีองค์ประกอบของความสุขอยู
ทุกครั้งที่ยิ้มให้กระจก จะมีรอยยิ้มสะท้อนกลับมา
วันอังคารที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2554
แม่เภา
แม่เภาเดินเข้าไปในร้านหนังสือ แล้วก็เจอหนังสือถูกใจเล่นหนึ่งราคา ๓๗๕ บาท
แม่เภาดูรูปบนปกด้วยความพอใจ แต่พอจะเปิดอ่านก็พบว่า มันถูกหุ้มด้วยพลาสติกไว้ แม่เภาจึงเดินไปหาคนขาย
แม่เภา ?ขอแกะดูหน่อยนะ?
คนขาย ?แกะไม่ได้?
แม่เภา ?ทำไมหละ อยากรู้ว่าข้างในเกี่ยวกับเรื่องอะไร?
คนขาย ?ดูที่ปกก็รู้ว่าเรื่องอะไร?
แม่เภา ?ไอ้รู้น่ะรู้ว่าเรื่องอะไร แต่อยากรู้ว่ากระดาษดีไหม เนื้อเรื่องเป็นแบบไหน ภาพประกอบสวยไหม?
คนขาย ?แกะไม่ได้?
แม่เภา ?แกะแล้วก็ห่อใหม่ได้ไม่ใช่หรือ ห่อไม่ยากหรอกแบบนี้ เดี๋ยวฉันช่วยห่อก็ได้?
คนขาย ?แกะไม่ได้ ถ้าอยากแกะก็ซื้อไปก่อนแล้วไปแกะที่บ้าน?
แม่เภา ?ซื้อไปแล้วไม่ชอบ ไม่คุ้มกับราคา ๓๗๕ บาท ฉันเอากลับมาคืนได้หรือเปล่า?
คนขาย ?ไม่ได้หรอก ของซื้อของขายคืนได้อย่างไร อย่างนี้คนซื้อก็ซื้อไปอ่านทีละเล่มแล้วเอามาคืน คนขายจะได้อะไรหละ?
แม่เภา ?อู้ย ใครเขาจะไปทำอะไรขนาดนั้น แกะดูไม่ได้จริงๆ หรือ เผื่อเจอหนังสือไม่ดี?
คนขาย ?ช่วยไม่ได้ ก็ต้องไปลุ้นเอาเองสิ?
แม่เภาเดินออกไปนอกร้านอย่างลังเล แล้วก็ตรงไปที่ร้านขายกล้วยแขกที่อยู่ข้างๆ
แม่เภา ?แม่ค้ากล้วยแขกขอถุงกระดาษใบหนึ่ง สิ แล้วก็หนังยางมันเส้นหนึ่งด้วย
แม้ค้ากล้วยแขกส่งให้อย่างยินดี แม่เภานับเงินแล้วเดินเข้าไปในร้านหนังสืออีกครั้ง
แม่เภา ?เอาเล่มนี้นะ? (ส่งหนังสือราคา ๓๗๕ บาทที่ห่อด้วยพลาสติกให้คนขาย)
คนขาย ?๓๗๕ บาท?
คนขายเอาหนังสือใส่ถุงให้แม่เภา แม่เภายื่นถุงกระดาษที่ปากถุงมัดด้วยหนังยางไว้อย่างแน่นหนาส่งให้คนขายหนังสือ
คนขาย (รับถุงกระดาษมาทำหน้างงๆ)
?๓๗๕ บาท?
แม่เภา (รับหนังสือไว้)
?ในถุงนั้นมีเงินอยู่ ไม่เชื่อเขย่าดูสิ?
คนขาย (เขย่าถุงกระดาษมีเสียงกุกกักๆ)
?แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่ามีเงินครบ ๓๗๕ บาท?
แม่เภา ?ก็ลุ้นเอาเองสิ เหมือนฉันไง ซื้อหนังสือเล่มนี้ไป ยังไม่รู้เลยว่าจะถูกใจหรือเปล่า?
คนขายทำท่าจะแกะหนังสติ๊กที่มัดปากถุงออก แม่เภาร้องห้ามไว้
แม่เภา ?แกะไม่ได้จ๊ะ แต่ไม่ต้องห่วงนะ รับรองมีเงินอยู่แน่นอน แต่ว่าคงต้องรอให้ฉันกลับถึงบ้านไปแกะพลาสติกก่อน แล้วแม่ค้าค่อยแกะกระดาษนะจ๊ะ
แม่เภาเดินออกไป คนขายหนังสือมองตามแล้วก็ทำหน้าเหมือนไก่ขึ้นมาทันที แต่ไม่ใช่ไก่ธรรมดา เป็นไก่ตาแตกเลยทีเดียว??
แม่เภาดูรูปบนปกด้วยความพอใจ แต่พอจะเปิดอ่านก็พบว่า มันถูกหุ้มด้วยพลาสติกไว้ แม่เภาจึงเดินไปหาคนขาย
แม่เภา ?ขอแกะดูหน่อยนะ?
คนขาย ?แกะไม่ได้?
แม่เภา ?ทำไมหละ อยากรู้ว่าข้างในเกี่ยวกับเรื่องอะไร?
คนขาย ?ดูที่ปกก็รู้ว่าเรื่องอะไร?
แม่เภา ?ไอ้รู้น่ะรู้ว่าเรื่องอะไร แต่อยากรู้ว่ากระดาษดีไหม เนื้อเรื่องเป็นแบบไหน ภาพประกอบสวยไหม?
คนขาย ?แกะไม่ได้?
แม่เภา ?แกะแล้วก็ห่อใหม่ได้ไม่ใช่หรือ ห่อไม่ยากหรอกแบบนี้ เดี๋ยวฉันช่วยห่อก็ได้?
คนขาย ?แกะไม่ได้ ถ้าอยากแกะก็ซื้อไปก่อนแล้วไปแกะที่บ้าน?
แม่เภา ?ซื้อไปแล้วไม่ชอบ ไม่คุ้มกับราคา ๓๗๕ บาท ฉันเอากลับมาคืนได้หรือเปล่า?
คนขาย ?ไม่ได้หรอก ของซื้อของขายคืนได้อย่างไร อย่างนี้คนซื้อก็ซื้อไปอ่านทีละเล่มแล้วเอามาคืน คนขายจะได้อะไรหละ?
แม่เภา ?อู้ย ใครเขาจะไปทำอะไรขนาดนั้น แกะดูไม่ได้จริงๆ หรือ เผื่อเจอหนังสือไม่ดี?
คนขาย ?ช่วยไม่ได้ ก็ต้องไปลุ้นเอาเองสิ?
แม่เภาเดินออกไปนอกร้านอย่างลังเล แล้วก็ตรงไปที่ร้านขายกล้วยแขกที่อยู่ข้างๆ
แม่เภา ?แม่ค้ากล้วยแขกขอถุงกระดาษใบหนึ่ง สิ แล้วก็หนังยางมันเส้นหนึ่งด้วย
แม้ค้ากล้วยแขกส่งให้อย่างยินดี แม่เภานับเงินแล้วเดินเข้าไปในร้านหนังสืออีกครั้ง
แม่เภา ?เอาเล่มนี้นะ? (ส่งหนังสือราคา ๓๗๕ บาทที่ห่อด้วยพลาสติกให้คนขาย)
คนขาย ?๓๗๕ บาท?
คนขายเอาหนังสือใส่ถุงให้แม่เภา แม่เภายื่นถุงกระดาษที่ปากถุงมัดด้วยหนังยางไว้อย่างแน่นหนาส่งให้คนขายหนังสือ
คนขาย (รับถุงกระดาษมาทำหน้างงๆ)
?๓๗๕ บาท?
แม่เภา (รับหนังสือไว้)
?ในถุงนั้นมีเงินอยู่ ไม่เชื่อเขย่าดูสิ?
คนขาย (เขย่าถุงกระดาษมีเสียงกุกกักๆ)
?แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่ามีเงินครบ ๓๗๕ บาท?
แม่เภา ?ก็ลุ้นเอาเองสิ เหมือนฉันไง ซื้อหนังสือเล่มนี้ไป ยังไม่รู้เลยว่าจะถูกใจหรือเปล่า?
คนขายทำท่าจะแกะหนังสติ๊กที่มัดปากถุงออก แม่เภาร้องห้ามไว้
แม่เภา ?แกะไม่ได้จ๊ะ แต่ไม่ต้องห่วงนะ รับรองมีเงินอยู่แน่นอน แต่ว่าคงต้องรอให้ฉันกลับถึงบ้านไปแกะพลาสติกก่อน แล้วแม่ค้าค่อยแกะกระดาษนะจ๊ะ
แม่เภาเดินออกไป คนขายหนังสือมองตามแล้วก็ทำหน้าเหมือนไก่ขึ้นมาทันที แต่ไม่ใช่ไก่ธรรมดา เป็นไก่ตาแตกเลยทีเดียว??
หลังจากที่คนขายงงเป็นไก่ตาแตกไปแล้ว ก็รีบแกะหนังยางที่มัดถุงกระดาษออก แล้วก็พบว่า
มีธนบัตรใบละหนึ่งร้อย ๓ ใบ เหรียญสิบอีก ๗ เหรียญ และเหรียญบาทอีก ๔ เหรียญ
และกลัวยแขกอีกหนึ่งชิ้น
เด็กสาววัยรุ่นคนหนึ่งซึ่งกำลังยืนจ่ายเงิน เห็นเหตุการณ์โดยตลอด
เด็กสาววัยรุ่น "มีอะไรหรือคะ"
คนขายหนังสือ "ยายคนนั้นซื้อหนังสือไปแล้วจ่ายเงินไปครบ"
คนขายหนังสือเดินตามแม่เภาออกไปหน้าร้าน แต่ไม่พบแม่เภาแล้ว คนขายหนังสือเดินกลับมาอย่างโกรธๆ
เด็กสาววัยรุ่น "ป้าเภาจ่ายเงินไม่ครบหรือค่ะ ขาดไปเท่าไหร่ค่ะ"
คนขายหนังสือ "หนูรู้จักเขาเหรอ"
เด็กสาววัยรุ่น "รู้จักค่ะ ขาดไปเท่าไรค่ะ"
คนขายหนังสือ "ขาดไปบาทหนึ่ง"
เด็กสาววัยรุ่น "ขาดบาทเดียว เอาของหนูก็ได้" (เด็กสาวล้วงกระเป๋าสตางค์)
คนขายหนังสือ "ไม่เอา เดี๋ยวฉันจะแจ้งตำรวจ หนูเป็นพยานด้วยแล้วกัน หนูก็เห็นตลอดตอนฉันแกะถุงตลอดใช่ไหม"
สีหน้าของเด็กสาววัยรุ่นไม่ค่อยดีนัก
ตัดภาพไปที่สถานีตำรวจ ข้างหน้าโต๊ะร้อยเวร มีแม่เภา คนขายหนังสือ และเด็กสาววัยรุ่น นั่งอยู่
ส่วนถุงกระดาษและหนังสือหุ้มพลาสติกนั้นวางอยู่บนโต๊ะ
ตำรวจ "ขอโทษที่ให้รอนาน ทำไมแม่เภาไม่จ่ายเงินเขาดีๆล่ะ ทำไมต้องใส่ถูงกระดาษมัดหนังยางอย่างนั้น"
แม่เภา "ก็หนังสือที่เขาขายยังห่อด้วยพลาสติกเลยนี่หมวด หมวดต้องคุ้มคร้องผู้บริโภคด้วยนะ อย่าลืมว่าหมวดเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ"
คนขายหนังสือ "แต่คุณจ่ายเงินไม่ครบราคา หนังสือ ๓๗๕ บาทในถุงกระดาษมีอยู่แค่ ๓๗๔ บาท"
มีธนบัตรใบละหนึ่งร้อย ๓ ใบ เหรียญสิบอีก ๗ เหรียญ และเหรียญบาทอีก ๔ เหรียญ
และกลัวยแขกอีกหนึ่งชิ้น
เด็กสาววัยรุ่นคนหนึ่งซึ่งกำลังยืนจ่ายเงิน เห็นเหตุการณ์โดยตลอด
เด็กสาววัยรุ่น "มีอะไรหรือคะ"
คนขายหนังสือ "ยายคนนั้นซื้อหนังสือไปแล้วจ่ายเงินไปครบ"
คนขายหนังสือเดินตามแม่เภาออกไปหน้าร้าน แต่ไม่พบแม่เภาแล้ว คนขายหนังสือเดินกลับมาอย่างโกรธๆ
เด็กสาววัยรุ่น "ป้าเภาจ่ายเงินไม่ครบหรือค่ะ ขาดไปเท่าไหร่ค่ะ"
คนขายหนังสือ "หนูรู้จักเขาเหรอ"
เด็กสาววัยรุ่น "รู้จักค่ะ ขาดไปเท่าไรค่ะ"
คนขายหนังสือ "ขาดไปบาทหนึ่ง"
เด็กสาววัยรุ่น "ขาดบาทเดียว เอาของหนูก็ได้" (เด็กสาวล้วงกระเป๋าสตางค์)
คนขายหนังสือ "ไม่เอา เดี๋ยวฉันจะแจ้งตำรวจ หนูเป็นพยานด้วยแล้วกัน หนูก็เห็นตลอดตอนฉันแกะถุงตลอดใช่ไหม"
สีหน้าของเด็กสาววัยรุ่นไม่ค่อยดีนัก
ตัดภาพไปที่สถานีตำรวจ ข้างหน้าโต๊ะร้อยเวร มีแม่เภา คนขายหนังสือ และเด็กสาววัยรุ่น นั่งอยู่
ส่วนถุงกระดาษและหนังสือหุ้มพลาสติกนั้นวางอยู่บนโต๊ะ
ตำรวจ "ขอโทษที่ให้รอนาน ทำไมแม่เภาไม่จ่ายเงินเขาดีๆล่ะ ทำไมต้องใส่ถูงกระดาษมัดหนังยางอย่างนั้น"
แม่เภา "ก็หนังสือที่เขาขายยังห่อด้วยพลาสติกเลยนี่หมวด หมวดต้องคุ้มคร้องผู้บริโภคด้วยนะ อย่าลืมว่าหมวดเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ"
คนขายหนังสือ "แต่คุณจ่ายเงินไม่ครบราคา หนังสือ ๓๗๕ บาทในถุงกระดาษมีอยู่แค่ ๓๗๔ บาท"
คนขายหนังสือเทถุงกระดาษออกมา ธนบัตร เหรียญ กล้วยแขก
และแป้งกรอบๆ ของกล้วยแขกร่วงลงมา
ตำรวจ "เอาอย่างนี้สิแม่เภา ขาดอีกบาทเีดียวก็ให้เขาไป"
แม่เภาส่ายหน้า
คนขายหนังสือ "(หยิบแป้งกรอบของกล้วยแขกเข้าปาก) เห็นไหมหมวดจ่ายไม่ครบจริงๆ
หนูคนนี้เป็น พยานได้ ตอนฉันแกะถุงคนนี้ก็เห็นตลอด"
เด็กวัยรุ่นมองหน้าแม่เภาขอความเห็นใจ
แม่เภา "บอกหมวดเขาไป เห็นอย่างไรก็บอกหมวดเขาไปลูก"
ตำรวจ "หนูเห็นเหรอ"
เด็กสาววัยรุ่น "(พยักหน้า) คะ"
คนขายหนังสือ "นั่นไง... เขาจ่ายไม่ครบจริงๆ หมวดต้องจับนะอย่างไรฉันก็ไม่ยอม
ตำรวจ "บาทเีดียว เอาของผมก็ได้ แล้วแยกกันไป"
คนขายหนังสือ "ไม่เอา บาทเีดียวหมวดก็ต้องจับ"
ตำรวจ "เอาอย่างไรดี แม่เภา (หนักใจ)"
แม่เภา "หมวดก็ว่าไปตามหน้าที่ไม่ต้องเกรงใจ แต่หมวดว่าไหมถ้าเราจะซื้อหนังสือสักเล่ม
เราน่าจะรู้ว่าในนั้นมีอะไร"
ตำรวจ "แม่เภาทำไมจ่ายเงินเขาไม่ครบหละ (เอานิ้วเขี่ยดูเงิน) ๓๗๔ บาทจริงๆ ด้วย
หรือว่านับผิดไป"
คนขายหนังสือ "อย่างไรหมวดก็ต้องจับให้ได้" (หยิบเศษแป้งกล้วยแขกเข้าปากเคี้ยวอีก)"
คนขายหนังสือ "กล้วยแขกชิ้นนี้ฉันขอกินนะ เมื่อเช้าไม่ได้กินอะไรมาเลย"
คนขายหยิบกล้วยแขกใ่ส่ปากเคี้ยว แต่พอกัดเข้าไปคำแรก คนขายหนังสือก็ร้องโอ้ยดังลั่น ทุกคนในโรงพักตกใจ
ตำรวจ "เป็นอะไรไปครับ"
คนขายหนังสือค่อยๆ คายกล้วยแขกออกจากปาก ไม่ได้มีแต่เศษกล้วยแขกเพียงอย่างเดียว ที่ถูกคายออกมา ในนั้นมีเหรียญบาทอีกเหรียญหนึ่งแทรกอยู่ในเนื้อกล้วยแขก แม่เภายิ้มน้อยๆ แต่เด็กสาวคนนั้นต้องเอามือปิดปากกลั้นเสียงหัวเราะฯ
และแป้งกรอบๆ ของกล้วยแขกร่วงลงมา
ตำรวจ "เอาอย่างนี้สิแม่เภา ขาดอีกบาทเีดียวก็ให้เขาไป"
แม่เภาส่ายหน้า
คนขายหนังสือ "(หยิบแป้งกรอบของกล้วยแขกเข้าปาก) เห็นไหมหมวดจ่ายไม่ครบจริงๆ
หนูคนนี้เป็น พยานได้ ตอนฉันแกะถุงคนนี้ก็เห็นตลอด"
เด็กวัยรุ่นมองหน้าแม่เภาขอความเห็นใจ
แม่เภา "บอกหมวดเขาไป เห็นอย่างไรก็บอกหมวดเขาไปลูก"
ตำรวจ "หนูเห็นเหรอ"
เด็กสาววัยรุ่น "(พยักหน้า) คะ"
คนขายหนังสือ "นั่นไง... เขาจ่ายไม่ครบจริงๆ หมวดต้องจับนะอย่างไรฉันก็ไม่ยอม
ตำรวจ "บาทเีดียว เอาของผมก็ได้ แล้วแยกกันไป"
คนขายหนังสือ "ไม่เอา บาทเีดียวหมวดก็ต้องจับ"
ตำรวจ "เอาอย่างไรดี แม่เภา (หนักใจ)"
แม่เภา "หมวดก็ว่าไปตามหน้าที่ไม่ต้องเกรงใจ แต่หมวดว่าไหมถ้าเราจะซื้อหนังสือสักเล่ม
เราน่าจะรู้ว่าในนั้นมีอะไร"
ตำรวจ "แม่เภาทำไมจ่ายเงินเขาไม่ครบหละ (เอานิ้วเขี่ยดูเงิน) ๓๗๔ บาทจริงๆ ด้วย
หรือว่านับผิดไป"
คนขายหนังสือ "อย่างไรหมวดก็ต้องจับให้ได้" (หยิบเศษแป้งกล้วยแขกเข้าปากเคี้ยวอีก)"
คนขายหนังสือ "กล้วยแขกชิ้นนี้ฉันขอกินนะ เมื่อเช้าไม่ได้กินอะไรมาเลย"
คนขายหยิบกล้วยแขกใ่ส่ปากเคี้ยว แต่พอกัดเข้าไปคำแรก คนขายหนังสือก็ร้องโอ้ยดังลั่น ทุกคนในโรงพักตกใจ
ตำรวจ "เป็นอะไรไปครับ"
คนขายหนังสือค่อยๆ คายกล้วยแขกออกจากปาก ไม่ได้มีแต่เศษกล้วยแขกเพียงอย่างเดียว ที่ถูกคายออกมา ในนั้นมีเหรียญบาทอีกเหรียญหนึ่งแทรกอยู่ในเนื้อกล้วยแขก แม่เภายิ้มน้อยๆ แต่เด็กสาวคนนั้นต้องเอามือปิดปากกลั้นเสียงหัวเราะฯ
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)