วันจันทร์ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2556

วลีทอง'สังฆราช'

 : โต๊ะการศึกษารายงาน

              คำสอนของ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ซึ่งเป็นแนวทางให้พุทธศาสนิกชนเดินตามครรลองที่ถูกต้องนั้น มีมากมาย โดยสำนักเลขานุการสมเด็จพระสังฆราช ได้รวบรวมธรรมะที่พระองค์ทรงเทศนาในโอกาสต่างๆ เรียกว่า "วลีทอง" ดังนี้

              -เมื่อชนะมารในใจของตนได้แล้ว มารข้างนอกก็ทำอะไรไม่ได้

              -ใครมีเรื่องจะต้องผจญใจ ก็ให้ระลึกถึงพระพุทธเจ้า ผู้ทรงพิชิตมารด้วยพระบารมี คือความดี จะสามารถชนะใจตนเองได้ และจะเอาชนะเหตุการณ์ต่างๆ ได้

              -น่าจะนึกถึงความแก่ ความตายกันบ้าง เพื่อจะได้ลดความมัวเมาและทำความดี

              -หน้าที่ของคนเราที่จะพึงปฏิบัติต่อชีวิตร่างกาย คือ บริหารรักษาให้ปราศจากโรค ให้มีสมรรถภาพ และรีบประกอบประโยชน์ให้เป็นชีวิตดี ชีวิตอุดม

              -วิสัยโลกจะต้องมีรัก แต่ให้มีสติควบคุมใจ มิให้ความรักมีอำนาจเหนือสติ

              -การชนะนั้น ท่านมุ่งให้เอาชนะตนเอง คือชนะจิตใจที่ใฝ่ชั่วของตน เพื่อที่จะรักษาและเพิ่มพูน ความดีของตนให้ดียิ่งๆ ขึ้น

              -การพัฒนาตน จำต้องพัฒนาให้ถึงจิตใจ ถ้าคนมีจิตใจไม่เจริญ ก็ยากจะพัฒนาส่วนอื่นๆ ให้เกิดผลสำเร็จได้

              -การรักษาเกียรติ เป็นการรักษาธรรมอย่างหนึ่ง จะก้าวหน้าหรือถอยหลังด้วยเกียรติ หรือเพื่อรักษาเกียรติ ก็เป็นสิ่งที่พึงสรรเสริญเท่ากัน

              -การทำประโยชน์ทุกอย่าง ย่อมต้องมีการเสียสละบ้างไม่มากก็น้อย เช่น ทำทานก็ต้องเสียสละทรัพย์

              -ความเคารพในธรรม ทำให้ผู้ใหญ่เป็นที่เคารพของผู้น้อย

              -ความเคารพในธรรม ทำให้คนเป็นคน

              -คนที่รู้มาก แต่ใช้ความรู้นั้นช่วยตัวเองไม่ได้ เพราะขาดความเคารพในธรรม

              -คนทุจริต ชื่อว่าไม่รักตน เพราะทำความทุกข์ให้แก่ตนเอง

              -คนสุจริต ชื่อว่ารักตน เพราะทำความสุขให้แก่ตนเอง

              -วิธีถึงพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง คือให้ตั้งใจระลึกถึงพุทธคุณข้อใดข้อหนึ่งให้จริง แล้วพระพุทธเจ้าจะปรากฏขึ้นในพระพุทธคุณ ความหวาดหลัวและความหม่นหมองก็จะหายไปจากจิตใจ

              -พระพุทธศาสนาสอนให้เข้าใจเรื่องกรรม ไม่ใช่ให้คนกลัวกรรม หรืออยู่ใต้อำนาจกรรม แต่เพื่อให้ควบคุมกรรมในปัจจุบันของตน

              -คนที่มีอำนาจเหนือกรรม คือคนที่ควบคุมจิต เจตนาของตนได้ และตั้งมั่นแน่วแน่อยู่ในธรรม

              -ถ้าแผ่เมตตาจิตอยู่เนืองๆ จะระงับคู่เวรในอดีต ตลอดถึงปัจจุบันได้

              -ผู้ที่สามารถรักษาจิตของตนได้ ตามพุทธโอวาทที่ว่า ไม่ทำชั่วทั้งปวง ทำดีให้ถึงพร้อม ทำจิตของตนให้ผ่องแผ้ว ย่อมปิดทางอดีตกรรมที่ชั่ว และเปิดทางปัจจุบันกรรมที่ดี

              -อดีตกรรมไรๆ ที่จะให้ผลโดยอาศัยใจนั้น ไม่มีอำนาจโดยลำพังตนเอง แต่อาจมีอำนาจครอบงำใจที่อ่อนแอ หากใจเข้มแข็ง ใจย่อมชนะกรรมที่เกี่ยวใจได้ทุกอย่าง

              -ความขรุขระของชีวิต เพราะกรรมเก่านั้น คนเราสามารถทำกรรมปัจจุบัน ปรับปรุงสกัดกั้นกรรมเก่าได้ ดุจสร้างทำนบกั้นน้ำฉันนั้น

              -ความเชื่อกรรม ถ้าเชื่อให้ถูกทาง ก็จะแก้ความเชื่อโชคลางต่างๆ ได้เป็นอันมาก

              -ทำใจให้สบาย ร่างกายสบาย แม้จะขาดวัตถุไปมากหรือน้อย ก็ไม่เป็นทุกข์

              -ภาวะทางใจที่เกิดขึ้นทุกอย่าง เกี่ยวกับชีวิตหรือแง่มุมในการมอง พระพุทธศาสนาสอนให้คิด หรือมองตามความเป็นจริงว่า ผิดถูก ดีชั่ว มีคุณมีโทษอย่างไรตามจริง

              -คนที่มีใจเข้มแข็ง ยิ่งถูกค่อนแคะ ก็ยิ่งจะเกิดกำลังใจมากขึ้น

              -แม้เป็นเรื่องจริง หากไม่ถึงเวลาที่ควรติหรือชม ก็อย่าไปติหรือชม นิ่งเสียดีกว่า

              -คนที่ทำดีไม่น้อย เป็นทุกข์เพราะการทำดีของตน หรือไม่กล้าทำดี เพราะยังทำไม่ถึงความดีแห่งจิตใจของตน

              -การทำจิตใจของตนให้มั่นคง เป็นการสร้างความดีให้แก่จิตใจ เป็นตัวความดีที่เป็นแก่นแท้ของความดีทั้งปวง ซึ่งจะป้องความทุกข์ไม่ให้มากระทบใจได้ทุกอย่าง

              -ภาระในใจ แม้จะเป็นเรื่องดีมีประโยชน์ ถ้าไม่รู้จักจัดแจงแบ่งเบาให้แก่ตนเอง ก็จะทำให้เป็นทุกข์ใจได้เหมือนกัน

              -ทรัพย์ของคนตระหนี่นั้น แม้จะมีมาก ก็เหมือนไม่มี เพราะไม่เกิดประโยชน์แก่ตนและผู้อื่น

              -คนที่อยู่ด้วยกันได้ก็เพราะถือศีลธรรมต่อกัน แม้พวกโจรจะปล้นคนอื่น ก็ต้องไม่ปล้นกันเอง

              -ศรัทธาที่ถูกต้อง เกิดจากศึกษาให้รู้ให้เข้าใจอย่างถูกต้อง

              -วิธีชนะโดยไม่เบียดเบียนใคร เป็นความดีชั้นตรี การชนะที่เกื้อกูลเขาด้วย เป็นความดีชั้นโท การชนะความชั่วของตนเอง เป็นความดีชั้นเอก

              -คนทำชั่ว แม้จะได้รับแต่งตั้งให้เป็นคนดี ก็หาได้ชื่อว่าเป็นคนดีไม่ ผู้ที่รู้และค้านเป็นคนแรกก็คือตัวเองนั่นเอง

              -ธรรมคือมิตรประจำตน ไม่มีพรากไปจากตน จึงย่อมช่วยตนอยู่เสมอ

              -ถ้ารู้จักมองดูความเป็นไปต่างๆ ของตนในทางที่น่าหัวเราะเสียบ้าง ก็น่าจะมีทุกข์น้อยลง แต่การมองดูคนอื่นนั้น สู้มองดูตนเองไม่ได้

              -คนเรานั้น นอกจากจะมีปัญญาแล้ว ยังต้องมีความคิดอีกด้วย จึงจะเอาตัวรอดได้จากอันตรายต่างๆ ในโลก

              -คนฉลาดแท้ ย่อมไม่คิดเอาเปรียบ หรือคิดข่มเหงเบียดเบียนใคร แต่ในขณะเดียวกัน ก็ไม่ยอมให้ใครข่มเหงได้สำเร็จ

              -ในการดำเนินชีวิต ถ้ากลัวจะต้องพบอุปสรรค ก็ทำอะไรไม่ได้ คนที่เข้มแข็งย่อมไม่ยอมแพ้ เมื่อพบอุปสรรคก็แก้ไขไปด้วยจิตใจที่มุ่งมั่น

              -วิธีดับความปรารถนาต้องการ คือการหัดเป็นผู้ให้บ่อยๆ ให้เสมอๆ

              -ผู้มีธรรม ถือเหตุผลเป็นสำคัญเสมอ ไม่ว่าใครจะทำผิดมาแล้วมากน้อยเพียงไร หากเห็นเหตุผลที่กระทำไปเช่นนั้น จักให้อภัยได้อย่างง่ายดาย

              -การฝึกใจไม่ให้โกรธ เป็นการฝึกให้อภัยในความผิดของผู้อื่น ผู้ให้อภัยง่าย คือผู้ไม่โกรธง่ายนั่นเอง

              -ไม่ว่าจะมีอารมณ์ใดเกิดขึ้น หากเพ่งดูใจตนเองให้เห็นอารมณ์นั้นแล้ว อารมณ์นั้นจะหมดไป ได้ความสุขมาแทนที่

              -ผู้เจริญเมตตาอยู่เสมอ เป็นผู้ไม่โกรธง่าย ทั้งมีจิตใจเยือกเย็นเป็นสุข

              -ผู้ที่ตายด้วยโรคภัยทางกาย ดีกว่าผู้ที่ตายแล้วในทางชื่อเสียงและคุณงามความดี ด้วยโรคภัยทางใจ คือกิเลส

              -ความคิดนั้น ไม่ว่าคิดดีหรือคิดชั่ว เมื่อเกิดขึ้นแล้ว จะไม่ลบหายไปจากจิตใจ การพยายามควบคุมความคิดให้ถูกต้องอยู่เสมอ เป็นสิ่งควรทำด้วยกันทุกคน

              -อภัยทานคือการยกโทษให้ อภัยทานนี้เป็นคุณแก่ผู้ให้ยิ่งกว่าผู้รับ

              -การได้มาซึ่งสิ่งของใดๆ ด้วยวิธีอันมิชอบ เป็นการได้ไม่คุ้มเสีย เพราะสิ่งของเหล่านั้น เมื่อถึงเวลาก็หมดสิ้นไป แต่ความเสียหายอันเกิดจากการทุจริตจักยังคงอยู่

              -วัดนั้นเป็นอารามภายนอก สำหรับเป็นนาบุญนาธรรมอยู่ส่วนหนึ่ง ควรจะมีวัดภายใน คือวัดภายในจิตใจตนเองอีกส่วนหนึ่งด้วย วัดแบบนี้พระพุทธเจ้าตรัสเรียกว่า ธรรมาราม มีศรัทธาในพระรัตนตรัย คือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นพุทธปฏิมา เป็นตู้พระธรรม และเป็นพระสงฆ์ วัดในใจนี้จะติดตามเราไปทุกสถานทุกเมื่อ ขอให้พากันมีศรัทธาตั้งมั่น ในพระรัตนตรัย จะได้มีพระพุทธปฏิมา ตู้พระธรรม และพระสงฆ์ อยู่ในใจทุกเมื่อ

              -สันดานของคนเรานั้นต้องการผลสำเร็จ แต่ไม่อยากทำเหตุให้เหนื่อยยาก เช่น อยากถูกลอตเตอรี่ จนถึงขโมยเขาเป็นต้น ตัณหาในผลสำเร็จนี้เองเป็นเหตุให้คนลักขโมยเขา โกงเขา แม้การอยากถูกลอตเตอรี่กล่าวได้ว่าเป็นนิสัยขโมยอย่างหนึ่งเหมือนกัน เพราะฉะนั้นต้องควบคุมตัณหา ให้ผลสำเร็จนี้ อย่าไปตามใจตัณหา แต่ว่าส่งเสริมตัณหานั้นให้ไปอยากในการประกอบเหตุ ซึ่งจะทำให้ได้ผลเช่นนั้นในทางที่ชอบ นี่แหละเป็นหลักของพระพุทธศาสนา

              -ผู้ที่วุ่นวายเร่าร้อนกับสถานะของอะไรๆ หลายอย่างในปัจจุบัน แม้หันมาลองดูความคิดความร้อน ในใจตนแล้ว หันเหความคิดที่เป็นเหตุแห่งความร้อนไปสู่ความเย็นเสีย ก็จะพ้นจากความเร่าร้อนวุ่นวายได้ ถ้าปล่อยใจให้คิดวนอยู่แต่ว่า เราจน ของแพง เขาทำให้ของราคาสูง ทีคนอื่นทำไมไม่ลำบากเหมือนเรา เราทำดีทำไมจึงไม่ได้ดี อะไรทำนองนี้ ก็จะวนเวียนอยู่แต่ในทะเลแห่งความร้อน

              -พระพุทธองค์ทรงสอนไว้อย่างหนึ่งที่เป็นคุณอย่างยิ่งแก่ผู้ปฏิบัติ คือทรงสอนให้อยู่กับปัจจุบัน ไม่ให้อาลัยอดีต ไม่เพ้อฝันถึงอนาคต

"ชายใบ้ที่ไล่นับเสาทางด่วน"

นิทานล้านบรรทัด 
ประภาส ชลศรานนท์


บนเมล์สายหนึ่งที่กำลังวิ่งไปยังชานเมือง ผู้โดยสารที่เหลืออยู่เพียงไม่กี่คนเริ่มสังเกตเห็นว่า ผู้โดยสารคนที่นั่งชิดหน้าต่างด้านขวากำลังส่งเสียงแปลกๆ พร้อมกับเอาดินสอจนอะไรบางอย่างในสมุดเล่มเล็กๆ
“อื้อๆ อี้ๆ”

ตำรวจวัยกลางคนยศจ่าที่นั่งอยู่หลังสุดชะโงกหน้ามองผู้โดยสารคนนั้นแล้วหันมาพูดเบาๆกับกระเป๋ารถเมล์ “สงสัยจะใบ้”

หญิงสาววัยรุ่นผมดัดหยิกตามสมัยนิยมได้ยินนายตำรวจพูดก็หันไปมองตาม พร้อมๆกับเด็กหนุ่มที่นั่งถัดไปอีกแถวหนึ่งที่เพิ่งเงยหน้าจากหนังสือนิตยสารฟุตบอล เขาลองพยายามเงี่ยหูฟังผู้โดยสารที่ทำเสียงอู้อี้คนนั้น
หญิงชราที่นั่งใกล้มากที่สุดบ้วนน้ำหมากใส่ถุงพลาสติกแล้วหันไปมองผู้โดยสารใบ้อย่างจริงจัง เสียงอู้อี้ในลำคอของชายใบ้ดังขึ้น พลางชี้มือชี้ไม้ไปที่เสาทางด่วนที่รถวิ่งผ่าน

กระเป๋ารถเมล์เดินเข้าไปหา
“พี่ชายทำอะไรอ่ะ” กระเป๋ารถเมล์พูดพลางเอามือลูบแผลที่แขนตัวเองเบาๆ เขาเพิ่งไปสักยันต์อาจารย์ตุ้มม

“อื้อเออๆ อื้ออี้ออๆ อื้อๆ” ชายใบ้หันมาพูดกับกระเป๋ารถเมล์
“นับเสาทางด่วนเหรอ”กระเป๋าหนุ่มหัวเราะ
ชายใบ้พยักหน้า แล้วก็อธิบายต่อ “อื้อๆ ออๆ อื้อ อื้ออื่อ อื๋อ อี้อือ อื้อๆ”

หญิงชราเอาหมากใส่ปากอีกชิ้นแล้วก็เมินหน้าไม่สนใจ มองออกหน้าต่างไป จ่าตำรวจเห็นกระเป๋ารถเมล์คุยกับชายใบ้เลยตะโกนข้ามมาอย่างอารมณ์ดี “ถามเขาดูสิ ว่าจดนับเสามาตลอดทางเลยหรือไง เห็นเขียนอะไรยุกยิก”

กระเป๋าหนุ่มทำท่าก้มลงไปมองสมุดเล่มเล็กๆของชายใบ้ เขารีบเอียงสมุดเข้าหาตัวแล้วก็ปิดไม่ให้กระเป๋าหนุ่มเห็น “อื้อๆอือ อือๆๆๆ อื้อ” ท่าทางไม่พอใจของเขาแสดงออกมาอย่างชัดเจน

“ใช่มั้งครับจ่า” กระเป๋ารถเมล์หัวเราะ “นับได้กี่ร้อยต้นแล้ว” กระเป๋าหนุ่มแซว

คนอื่นๆเห็นกระเป๋าหนุ่มหัวเราะ ก็เลยหัวเราะตามแก้เขินกันทั้งรถ ถึงตอนนี้ผู้คนที่อยู่บนรถเมล์ต่างก็มองออกไปนอกหน้าต่างแล้วก็ใช้ความคิดของตัวเองตัดสินคนอื่

หญิงชราส่ายหน้าเบาๆด้วยกำลังคิดว่าชายคนนั้นถ้าไม่บ้าก็เมา คนอะไรจะนับเสาทางด่วนไปเรื่อยๆ

จ่าตำรวจนั้นถึงขั้นสมเพชชายใบ้ด้วยซ้ำว่าชายใบ้นั้นคงว่างมากจึงมาทำอะไรที่ไร้สาระสิ้นดี

มาที่ชายหนุ่มที่อ่านหนังสือบอลคนนั้นบ้าง เขาไม่แสดงปฏิกิริยาอะไรมากนัก แต่เขากำลังคิดต่อไปว่า แล้วชายใบ้จะนับเสาได้ครบได้อย่างไร ในเมื่อเสาทางด่วนมันมีเส้นทางไปได้หลายทาง ขึ้นเหนือลงใต้หรือจะไปทางตะวันออกก็มี แล้วในที่สุดชายหนุ่มผู้หลงใหลในกีฬาฟุตบอลก็จบกระบวนความคิดของตัวเองว่าชายใบ้ทำสิ่งที่ไร้ประโยชน์เอามากๆ

ส่วนหญิงสาวผมหยิก เธอไม่ได้ดูแคลนเขาเหมือนคนอื่นๆแต่เธอก็คิดว่าทำไมเขาจึงไม่ไปรักษาตัว หรือทำไมญาติพี่น้องของเขาจึงไม่มาดูแลเขา ทำไมจึงปล่อยเขาออกมาอยู่ในสังคมภายนอก แล้วทำอะไรที่ไร้สาระอย่างนี้

ชายใบ้ยังคงเขียนอะไรยุกยิกในสมุดเล่มเล็กเล่มนั้นต่อ

อยากรู้ไหมว่าเขาจดอะไร ตัวเลขจำนวนเสาทางด่วนหรือ เปล่าเลย ในสมุดจดของเขาเขียนไว้ดังนี้

ทำไมตำรวจต้องใส่ชุดคับๆแน่นๆ จะวิ่งจะเดินก็ไม่ถนัด
ผู้หญิงดัดผมไปทำไม ดัดเสร็จเดี๋ยวก็ยืดใหม่
คนเราจะดูคนหน้าเดิมๆมาเตะฟุตบอลลูกหนึ่งให้เข้าประตูอีกข้างหนึ่งไปทำไม
คนแก่จะเคี้ยวหมากไปทำไม กินก็ไม่กิน กลืนก็ไม่กลืน
คนหนุ่มจะเอาสีดำๆมาฝังเข้าไปในผิวหนังตัวเองทำไม
ทำไมคนมากมายจึงไร้สาระเหลือเกิ
...................................................

“โลกที่ขาดสระหมดวรรณยุกต์และงดวรรค”

นิทานล้านบรรทัด
ประภาส ชลศรานนท์


ฝนปรอยกรกนกคนตลกชวนดวงกมลคนผอมรอชมภมรดมดอมดอกขจรสองคนชอบจอดรถตรงตรอกยอมทนอดนอนอดกรนรอยลภมรดมดอกหอมบนขอนตรงคลองมอญลมบนหวนสอบจนปอยผมปรกคอสองสมร
สมพรคนจรพบสองอรชรสมพรปองสองสมรยอมลงคลองลอยคอมองสองอรชรมองอกมองคอมองผมมองจนสองคนฉงนสมพรบอกชวนสองคนถอนสมอลงชลลองวอนสองหนสองอรชรถอยหลบสมพรวอนจนพลพรรคสดสวยหมดสนกรกนกชวนดวงกมลชงนมผงรอชมภมรบนดอน
ฝนตกตลอดจนถนนปอนจอมปลวกตรงตรอกจอดรถถลอกปอกลงสองสมรมองนกปรอทจกมดจกปลวกจกหนอนลงคอสมพรคงลอยคอลอยวนบอกสอพลอคนสวยผสมบทสวดของขอม
คนหนอคนสมพรสวดวนจนอรชรสองคนฉงนฉงวยงวยงงคอตกยอมนอนลงบนบกสมพรยกซองผงทองปลอมผสมลงนมชงของสองสมรสมพรถอนผมนวลลออสองคนปนผสม ตอนหลอมรวมนมชงสมพรสวดบทขอมถอยวกวนหกหน
ขอวรรคตอนวอนผองชนจงอวยพรสองดวงสมรรอดปลอดนรกคนคนจรหมอนสกปรก
ฝนตกจนจอมปลวกยวบลงมดปลวกหนอนออกซอกซอนลงผสมนมชงจนบทสวดหมดผลสมพรคนสกปรกคงหลงยกนมชงซดลงคอรอครอบครองสองคนสวยปลวกมดหนอนอลวนซอกซอนจนสมพรปวดคองอลงหอนนอนครวญนอนหงอซมบนกองหนอนกองปลวกรอหมอตรวจ
ลมฝนสงบลงผองปวงชนพลพรรคครบคนของสองอรชรยกพลสมทบชกถองหวดตบสมพรจนถดถอยตกตมจมลงคลอง
จบตอน
.............................................................................................................

(เป็นงานเขียนทดลองที่เน้นรูปแบบมากกว่าเนื้อหา ด้วยรูปแบบที่สร้างกฎในการเขียนขึ้นมาเองว่านิทานเรื่องนี้ห้ามใช้สระห้ามใช้วรรณยุกต์และห้ามใช้การเว้นวรรค จะเกิดอะไรขึ้นกับคนอ่านที่มองเห็นตัวหนังสือเป็นแถวเดียวยาวพรืดไม่มีข้างบนข้างล่างไม่มีเว้นวรรค ภาษาไทยของเรานั้นหากไม่นับการเว้นวรรคเราอาจใช้ความเคยชินของสระและวรรณยุกต์มาช่วยแบ่งคำให้อ่านง่ายขึ้นได้ ซึ่งต่างจากภาษาอังกฤษที่แต่ละคำจะมีเว้นวรรคอยู่แล้ว....ผู้เขียน)

ตัวตน Identity

นิทานล้านบรรทัด 
ประภาส ชลศรานนท์

ตัวตน Identity

เด็กหญิงม่วย แซ่ลี้ เกิดในครอบครัวคนจีนแถวเยาวราช พ่อเป็นคนจีนโพ้นทะเล ส่วนแม่เป็นคนจีนที่เกิดในไทย

เมื่อเรียนถึงชั้นประถมสี่ เธอได้เปลี่ยนนามสกุลจากแซ่ลี้เป็น สรรพพิเศษชัยชาญพนาลัย ตามสมัยนิยม และพอขึ้นประถมห้า เธอก็เปลี่ยนชื่อจากม่วยเป็น สุกุลณาวลี

จบมัธยมปลาย เธอสอบเข้าเรียนได้ที่คณะทันตแพทย์ ระหว่างที่เรียนอยู่ชั้นปี 3 นิสิตหญิงสุกุลณาวลี ได้เปลี่ยนชื่อไปเป็น อรรถพรรณศร เนื่องจากมีหมอดูทักว่าคนเกิดวันจันทร์นั้น ชื่อไม่ควรมีสระ

ทันทีที่รับปริญญาตรี ทันตแพทย์หญิงอรรถพรรณศร สรรพพิเศษชัยชาญพนาลัย ได้เข้าทำงานรับราชการเป็นแพทย์ในกองทัพอากาศ และเมื่อทำงานไปได้สี่ปี เธอก็ได้ทุนไปศึกษาต่อปริญญาโทด้านทันตกรรมประดิษฐ์ที่ประเทศอังกฤษ ที่นั่นเธอได้พบรักกับอุปทูตหนุ่ม

เมื่อเรียนจบ เธอกลับมาเมืองไทยเพื่อเข้าพิธีแต่งงานกับคนรักที่กำลังได้รับการแต่งตั้งเป็นท่านทูต ส่วนเธอเองนั้นยศนำหน้าได้เปลี่ยนเป็นเรืออากาศโทหญิงแล้ว

สิบแปดปีต่อมา เธอได้รับแต่งตั้งให้เป็นคุณหญิง พร้อมๆกับปีนั้นเองเธอก็ได้กินตำแหน่งรองศาสตราจารย์จากงานวิจัยเรื่องรูปลักษณ์ของฟันในแต่ละชนชาติ

สองปีถัดจากนั้น นาวาอากาศโทหญิงอรรถพรรณศรก็เดินทางไปศึกษาทำปริญญาเอกด้านนิติทันตวิทยาเกี่ยวกับการพิสูจน์เอกลักษณ์บุคคลที่ประเทศสหรัฐอเมริกา

วิทยานิพนธ์ปริญญาเอกของเธอสำเร็จพร้อมกับข่าวร้ายจากฝั่งยุโรป สามีท่านทูตของเธอเสียชีวิตจากการลอบสังหารในความขัดแย้งทางการเมือง ตำรวจสอบสวนแล้วพบว่าเป็นการลอบสังหารผิดตัว เนื่องจากท่านทูตมีหน้าตาบุคคลิกละม้ายนักการเมืองท้องถิ่นคนหนึ่ง

เมื่อเสร็จพิธีศพ ด็อกเตอร์อรรถพรรณศร ก็แน่วแน่รับราชการทหาร และอาจเป็นเพราะด้วยความสูญเสียครั้งใหญ่ เธอจึงเริ่มศึกษาแนวทางต่างๆทางศาสนาเพื่อความสงบด้านจิตใจ

ในคราวที่เธอพาพระสงฆ์ไปเผยแผ่ธรรมะที่ประเทศแคนาดา เธอก็ได้พบกับเศรษฐีหนุ่มใหญ่ชาวเยอรมัน อดอล์ฟ เชอร์แมน ทั้งสองสนใจในเรื่องเดียวกัน และคุยกันถูกคอราวกับรู้จักกันมาเป็นสิบๆปี

ในปีนั้นเอง ทั้งสองตัดสินใจแต่งงานกันที่ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ อรรถพรรณศรขอใช้นามสกุลเก่ารวมกับนามสกุลอันยาวเหยียดของสามี

จะว่าไปแล้วชีวิตของเธอเกี่ยวข้องกับตัวตนของมนุษย์อย่างแนบแน่นมาตลอด ไม่ว่าจะเป็นความชำนาญของเธอในเรื่องอัตลักษณ์ในฟันของชนชาติมนุษย์ รวมไปถึงเรื่องการเสียชีวิตของสามีคนแรกที่ถูกสังหารเพราะคนร้ายจำตัวตนผิดคน

เธอบอกกับทุกคนว่าหนทางชีวิตของเธอที่ผ่านมา ทำให้เธอปล่อยวางมากขึ้น ยึดติดในตัวตนน้อยลง

ถึงวันนี้ เธอยังคงรับราชการทหาร เธอใช้เวลาว่างวันหยุดเดินทางไปกับสามีเพื่อบรรยายเรื่องการละอัตตาและเรื่องการไม่ยึดติด

หนังสือเล่มล่าสุดของเธอติดอันดับเบสท์เซลเลอร์
หนังสือเล่มนั้นบนปกเขียนว่า
“ละตัวตน” โดย นาวาอากาศเอกหญิงรองศาสตราจารย์ด็อกเตอร์ทันตแพทย์หญิงคุณหญิง อรรถพรรณศร สรรพพิเศษชัยพิชาญพนาลัย อันคาส วิคเตอร์เคอร์เน็ท ลอยด์ เชอร์แมน
.....................................................................................

ดินสอวิเศษกับยางลบวิเศษ

นิทานล้านบรรทัด
ประภาส ชลศรานนท์


กาลครั้งหนึ่ง ดินสอวิเศษถูกสร้างขึ้นมาพร้อมๆกับยางลบวิเศษ

“เมื่อฉันเขียนประโยคใดขึ้นมาก็ตาม สิ่งนั้นจะเกิดขึ้นทันที” ดินสอวิเศษพูดจบก็เขียนประโยคหนึ่ง “ฝนตกพายุฝนพัดกระหน่ำเดี๋ยวนี้

ทันทีที่ไม้โทตัวสุดท้ายถูกเขียน ฟ้าแถวๆนั้นก็แลบขึ้นมา แล้วจู่ๆเมฆก็ก่อตัวเป็นก้อนดำทะมึน ประตูหน้าต่างบ้านรอบๆบริเวณนั้นถูกเปิดปิดด้วยแรงลมที่ไม่รู้มาจากไหน เกิดเสียงปึงปังลั่นไปหมด ดินทรายบนพื้นถูกลมหมุนพัดตีขึ้นมาจนคละคลุ้ง

ท่ามกลางฝุ่นที่ฟุ้งกระจาย ยางลบวิเศษปรากฏตัวขึ้น เขาพุ่งตัวมาลบประโยคที่ดินสอวิเศษเขียนไว้

ลมหยุดนิ่งไม่ต่างอะไรกับพัดลมที่เปิดไว้แล้วถูกดึงปลั๊กออก เมฆฝนกระจายตัวเบาบางลง ฟ้ากลับมาสว่างดังเดิม

“เมื่อฉันลบประโยคใดออก สิ่งนั้นก็จะไม่เกิดขึ้น” ยางลบวิเศษประกาศต่อกรกับดินสอวิเศษ

ดินสอวิเศษจ้องมองยางลบวิเศษอย่างเคียดแค้น “แล้วเราจะได้เห็นดีกัน”
และแล้วทั้งสองก็เริ่มก่อสงคราม เมื่อดินสอวิเศษเขียนประโยคใด ยางลบวิเศษก็รีบรุดไปลบออกทันที และเช่นกันเมื่อยางลบวิเศษไปลบประโยคใดที่มีอยู่แล้ว ดินสอวิเศษก็จะพุ่งไปเขียนขึ้นมาใหม่

โลกทั้งโลกวุ่นวายไปหมดเพราะทั้งสองพันตูกันโดยไม่สนใจว่าจะมีใครได้รับผลกระทบจากการแสดงแสนยานุภาพของตัวเอง ความรู้สึกอยากเอาชนะทำให้ดินสอวิเศษกล้าทำในสิ่งที่มีแต่ปีศาจเท่านั้นที่ทำ ดินสอวิเศษบ้าระห่ำถึงขนาดเขียนข่าวร้ายบนหน้าหนังสือพิมพ์ชนิดจะให้เกิดโศกนาฎกรรมครั้งใหญ่บนโลก ซึ่งถ้าไม่ได้ยางลบวิเศษมารีบมาลบออก ก็ไม่รู้ว่าโลกเราจะเป็นอย่างไร

ยางลบวิเศษเองก็เช่นกัน ด้วยความอยากเอาชนะทำให้มันเข้าไปลบรัฐธรรมนูญ ซึ่งถ้าดินสอวิเศษไม่มาเขียนให้เหมือนดังเดิม กฎหมายทั้งหมดในประเทศก็ต้องวุ่นวายเพราะไร้กฏหมายหลัก

หลายปีผ่านไป ทั้งสองยังไม่มียอมกันและกัน

หลายปีผ่านไป ทั้งสองก็ยังเขียนและลบ ลบและเขียน

หลายปีผ่านไป ดินสอก็เริ่มสั้นกุดลง และยางลบก็เหลือเพียงก้อนเล็กๆ ซึ่งคะเนดูแล้วมันอาจจะลบได้อีกเพียงครั้งเดียวเท่านั้นและก็อาจลบได้เพียงประโยคสั้นๆ

ในที่สุดดินสอวิเศษก็คิดไม้ตายออก “ทำไมฉันลืมเรื่องนี้ไปได้” ดินสอวิเศษคิดประโยคหนึ่งขึ้นมาได้ และถ้าเขาเขียนประโยคนั้นขึ้นมาแล้ว เขาจะเป็นผู้กำชัยอย่างถาวร

“ยางลบวิเศษเอ๋ย แกเตรียมตัวพ่ายแพ้แล้วก็หายไปจากโลกนี้ได้แล้ว ฉันจะเขียนประโยคที่แกจะแพ้อย่างสมบูรณ์แบบ”

พูดจบดินสอวิเศษก็เขียนประโยคไม้ตายขึ้นมา

“โลกนี้ไม่มียางลบวิเศษ มีแต่ดินสอวิเศษ”

มันเขียนเสร็จมันก็แหงนหน้ามองฟ้า หัวเราะกึกก้อง ฟ้าคำรามรับเหตุการณ์สำคัญที่กำลังจะเกิดขึ้น ยางลบวิเศษตัดสินใจครั้งสุดท้ายพุ่งตัวเข้ามาลบข้อความนั้นทันท

ดินสอวิเศษเห็นเข้าก็พูดด้วยเสียงอันดัง “ลบไปเลย ลบให้พอใจ เพราะแกจะลบได้อีกเพียงครั้งเดียวเท่านั้น ตัวแกก็จะหมดแล้ว ฉันนี่สิแม้จะเหลือแท่งสั้นกุดแค่นี้ แต่ฉันก็ยังเขียนต่ออีกได้”

ยางลบวิเศษเมื่อลบเสร็จ มันก็หมดก้อนกลายเป็นขี้ยางลบอยู่ตรงนั้น ดินสอวิเศษหัวเราะสะใจในชัยชนะ เสียงหัวเราะของมันดังไปทั่วบริเวณประสานกับเสียงฟ้าลั่น

แต่แล้ว จู่ๆเสียงหัวเราะของมันก็ค่อยๆเบาลง มันแปลกใจอย่างมาก มันรีบหันกลับมาดูประโยคที่มันเขียน แล้วมันก็พบว่าประโยคที่มันเขียนถูกลบไม่หมด

ในวินาทีนั้นเอง ดินสอวิเศษก็ค่อยๆเลือนหายไป เพราะประโยคที่มันเขียนมีเพียงข้อความตรงกลางเท่านั้นที่ถูกลบ ทั้งประโยคจึงเหลือเพียงแค่นี้
“โลกนี้ไม่มี..............ดินสอวิเศษ”

****************************

นางสาวเพลินเดินทางรอบโลก

นิทานล้านบรรทัด
ประภาส ชลศรานนท์

อันที่จริงความคิดความฝันที่จะเดินทางรอบโลกนั้น มันมีขึ้นตั้งแต่ชื่อนำหน้าของเพลินยังเป็นเด็กหญิงอยู่ด้วยซ้ำ

เด็กหญิงเพลินเฝ้ามองรูปภาพประเทศต่างๆในโทรทัศน์อย่างสนอกสนใจ

งานวันเด็กครั้งหนึ่งตอนที่เด็กหญิงเพลินยังอยู่ชั้นประถมต้น เด็กหญิงเพลินขึ้นเวทีตอบคำถามแข่งขันเกี่ยวกับธงชาติของนานาประเทศได้รางวัลที่สอง เธอพลาดธงชาติของประเทศเปรูแค่ประเทศเดียว

และเมื่อขึ้นมัธยมปลาย นางสาวเพลินก็ได้รางวัลชนะเลิศประกวดเรียงความ “โลกกว้างใหญ่มีอะไรให้เรียนรู้

ตอนที่เธอได้รับปริญญาตรีเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง ของขวัญที่เธอชอบมันมากที่สุดคือดิคชันนารี 4 ภาษา เธอบอกกับใครๆว่ามันจะทำให้ความฝันของเธอสมบูรณ์ยิ่งขึ้น

“ฉันจะต้องเดินทางรอบโลกให้ได้” เพลินบอกกับแฟนหนุ่ม “เสียดายที่ฉันไม่ได้เลือกเอกอังกฤษตั้งแต่แรก”
เพลินเลือกเรียนต่อปริญญาโทด้านภูมิศาสตร์ด้วยความคิดว่า การจะรู้จักประเทศต่างๆด้านวัฒนธรรมอย่างเดียวไม่พอเพียงที่จะทำให้รู้จักประเทศนั้นดีพอ

วันแต่งงานของเพลินหลังจากจบปริญญาโทไม่ถึงปี เพลินกับเจ้าบ่าวตั้งใจว่าจะไปฮันนีมูนที่เวียงจันทน์ ใครจะค่อนว่าอย่างไรเพลินก็ไม่สนใจ เพราะจากหนังสือท่องเที่ยวที่เธอศึกษามา เวียงจันทน์เป็นเมืองที่น่ารักในสายตาเธอ
และที่สำคัญจะเป็นการเดินทางออกนอกประเทศครั้งแรกของเธอ

แต่แล้วเธอก็ไม่ได้ไปลาว เจ้าบ่าวของเธอเกิดเป็นอีสุกอีใ

เพลินหย่ากับสามีตอนที่ลูกชายคนเดียวของเธอเพิ่งเข้าอนุบาล ความคิดความฝันเรื่องการเดินทางรอบโลกยังไม่หายไปไหน แม้จะต้องทำงานหนักและยังต้องเป็นทั้งพ่อและทั้งแม่ของลูก

เพลินลงเรียนภาษาอังกฤษเพิ่มเติม เธอสอนลูกของเธอทุกครั้งที่มีโอกาสว่าให้สนใจภาษาอังกฤษมากๆไว้ เพราะมันจะทำให้เราสื่อสารกับใครก็ได้ในโลก

ตอนที่ลูกของเพลินกำลังจะขึ้นมัธยมต้น ผู้จัดการบริษัทที่เธอทำงานอยู่ได้นำข่าวดีมาบอกเธอในเช้าวันหนึ่ง “บริษัทจะส่งพนักงานไปทำเวิร์คชอปที่จีน 2 เดือน คุณเพลินเป็นคนหนึ่งที่บริษัทเลือก ถ้าคุณเพลินสมัครใจ”
การเดินทางออกนอกประเทศครั้งแรกกำลังจะเกิดขึ้นแล้ว

หลังจากที่พูดคุยวางแผนที่จะให้ลูกชายไปพักอยู่กับญาติห่างๆคนหนึ่งสำเร็จ คืนนั้นเพลินก็เกิดอาการลังเล
“คนที่เหอหนานพูดภาษาอังกฤษกันน้อยมาก แล้วเราจะสื่อสารกับเขาได้หรือ” เพลินคิดเรื่องนี้จนนอนไม่หลับ แล้วเธอก็คิดอย่างนี้ไปอีกทั้งสัปดาห์

ในที่สุดเธอก็ปฏิเสธที่จะไปเมืองจีน เธอบอกกับลูกของเธอว่า การเราจะไปเที่ยวที่ไหนนั้นเราต้องเตรียมตัวให้ดีก่อน ว่าแล้ววันรุ่งขึ้นเธอก็ไปสมัครเรียนภาษาจีน เผื่อไว้ว่าวันข้างหน้าถ้าโอกาสมันจะกลับมาหาเธออีกครั้ง

ตอนที่ลูกชายเธอเรียนจบมหาวิทยาลัย บริษัทที่เธอทำงานอยู่ต้องปิดบริษัทไปด้วยไม่สามารถสู้กับวิกฤติเศรษฐกิจไหว ตลอด 5 ปีที่เธอหางานประจำทำไม่ได้ เธอก็หารายได้ด้วยการรับจ้างแปลเอกสาร

แม้จะยังไม่ได้เดินทางไปไหนเลย แต่เพลินก็เก็บสะสมหนังสือแนะนำการท่องเที่ยวของประเทศต่างๆไว้มากมาย จนแทบจะพูดได้เลยว่าหนังสือในตู้ห้องนอนเธอมากกว่าครึ่งเป็นหนังสือท่องเที่ยว
ส่วนที่เหลือก็เป็นหนังสือเรียนภาษาต่างๆด้วยตัวเอง


ปีหน้าคุณยายเพลินจะมีอายุครบ 72 ปีแล้ว

แม้จะรู้ว่ามันยาก แต่ลูกชายของเธอกำลังหาทางชวนเธอขึ้นเครื่องบินไปเที่ยวฮ่องกงหรือสิงคโปร์สักวันสองวัน ให้ได้ชื่อว่าได้เดินทางออกนอกบ้านสักที

คุณยายเพลินมักจะบอกกับนักเรียนที่มาติวภาษาที่บ้านของเธอว่า “จะเดินทางไปไหนต้องรู้จักที่นั่นให้ดีก่อน แล้วเว็บไซท์ที่เกี่ยวกับฮ่องกงหรือสิงคโปร์อะไรแถวนี้ ก็ยังไม่มีข้อมูลอะไรใหม่ๆ ส่วนใหญ่ที่มีอยู่ ยายก็รู้หมดแล้ว”

“มันต้องรู้มากกว่านี้สิ ถึงจะออกเดินทางได้”

...........................................................................

"เจ้าชายไร้สิว"

นิทานล้านบรรทัด
ประภาส ชลศรานนท์


นานมาแล้ว ยังมีเจ้าชายรูปงามองค์หนึ่งซึ่งมีนิสัยประหลาดอยู่อย่างหนึ่ง นั่นคือทรงเกลียดใบหน้าที่มีสิวอย่างไร้เหตุผล

เจ้าชายเฝ้าเพียรถามเหล่าองครักษ์แทบทุกวันว่า 
“วันนี้ใบหน้าของเรามีสิวขึ้นไหม ใบหน้าของเราเกลี้ยงเกลาดีไหม” 

ตลอดเวลาเจ้าชายจะต้องรักษาความสะอาดของใบหน้าตัวเองอย่างพิถีพิถัน ด้วยการล้างหน้าทุกครั้งที่นึกออก บางคืนก็ถึงกับตื่นขึ้นมาล้างหน้าด้วยความคิดไปเองว่าสิวกำลังจะขึ้น

แล้ววันที่เจ้าชายกลัวมากที่สุดว่ามันจะมาถึงก็ใกล้เข้ามา นั่นคือวันเลือกคู่ 
ทำไมเจ้าชายผู้รักในใบหน้าสะอาดสะอ้านถึงเกิดวิตกจริตกับวันเลือกคู่หรือ พระองค์ตรัสกับองครักษ์ว่า “ฉันไม่อยากพบหน้าหญิงผู้เลอโฉมของเมืองนี้ด้วยใบหน้าที่ไม่พร้อมของฉัน”

องครักษ์รีบทูลตอบ“แต่ตอนนี้ พระพักตร์ของพระองค์ก็ไม่มีสิวแม้แต่เม็ดเดียว นะพ่ะย่ะค่ะ” 

เจ้าชายหันมองกระจก “หากมีสิวแม้แต่เม็ดเดียว ฉันก็ไม่ยอมเจอหญิงสาวคนใด”

ว่ากันว่า คนเรานั้นเกลียดสิ่งใดมักได้สิ่งนั้น เจ้าชายไร้สิวของเราก็เช่นกัน อาจจะเป็นด้วยความเครียดหรือความกังวล และแล้วในเช้าวันหนึ่ง องครักษ์ทั้งหมดก็ต้องรีบวิ่งกรูมาที่ห้องบรรทมของเจ้าชายด้วยตกใจในเสียงกรีดร้องที่ดังลั่นไปทั้งวัง

“เป็นไปไม่ได้ ฉันมีสิวขึ้นที่จมูกได้อย่างไร” เจ้าชายกรีดร้องพลางขว้างแจกันลงกับพื้นด้วยความโกรธ “ไปเอาสบู่ที่ดีที่สุดในเมืองนี้มา อาทิตย์หน้าแล้วที่จะถึงวันเลือกคู่ ฉันไม่ยอมที่จะมีสิวแม้แต่เพียงเม็ดเดียว” พูดจบเจ้าชายก็อาละวาดอยู่ในห้องบรรทมจนข้าวของล้มระเนระนาด

ยิ่งเครียดสิวก็ยิ่งขึ้น หนำซ้ำยิ่งฟอกสบู่มากเกินไป ผิวหน้าก็ยิ่งแห้ง ผิวหน้ายิ่งแห้งก็ยิ่งคัน ยิ่งคันก็ยิ่งเกา ยิ่งเกาก็ยิ่งอักเสบ พอผิวอักเสบผิวก็ยิ่งติดเชื้อง่ายขึ้น

หกวันผ่านไป เจ้าชายไม่ยอมออกจากห้องบรรทมแม้แต่จะไปร่วมโต๊ะเสวยกับพระบิดา เจ้าชายเอาเฝ้าแต่นั่งอยู่หน้ากระจก ใครจะไปเชื่อผ่านไปเพียงหกวันใบหน้าของเจ้าชายก็แทบจะไม่มีที่ว่างที่ไม่มีสิว

ถึงตอนนี้ เจ้าชายของเรากำลังมองเห็นใบหน้าของชายหนุ่มที่มีสิวมากที่สุดในโลกอยู่ในกระจก

“อีกวันเดียวเท่านั้น” เจ้าชายพูดเสียงสั่น แล้วก็หันไปจะคว้าแจกันมาขว้างทิ้ง แต่ก็ไม่สามารถหาได้เนื่องจากห้องบรรทมของพระองค์ ไม่เหลือแจกันให้ขว้างแล้ว

องครักษ์คนเดิมรีบคลานเข้ามาอย่างลุกลน “กระหม่อมไปพบแม่มดตามพระองค์รับสั่งให้ไปหาแล้ว แม่มดได้มอบขวดยาวิเศษมาให้พระองค์พ่ะย่ะค่ะ” องครักษ์ชูขวดแก้วเล็กๆเท่าฝ่ามือ

เจ้าชายหันกลับมามองอย่างดีใจแล้วรีบคว้าขวดแก้วไปถือ “มันรักษาสิวเราได้อย่างนั้นหรือ”

“พ่ะย่ะค่ะ มันใช้ทาลงที่สิวทีละเม็ด แม่มดบอกว่า เมื่ออรุณรุ่งมาเยือน สิวทุกเม็ดที่ถูกทาจะหายไปจนไม่เหลือแม้แต่ริ้วรอย” องครักษ์ทูลบอก

เจ้าชายฟังดังนั้นก็รีบเปิดขวดเพื่อจะเทยาวิเศษมาทาสิวของพระองค์

“แต่มันมีข้อแม้บางอย่างพ่ะย่ะค่ะ” องครักษ์รีบทูล 
แม่มดในนิทานเรื่องไหนๆก็มีข้อแม้ทั้งนั้น ไม่เคยช่วยใครฟรีๆหรอก

“ข้อแม้อะไร” เจ้าชายทรงยั้งมือไว้

องครักษ์ทูลตอบ “แม่มดบอกว่า เมื่อสิวของใครก็ตามที่ยุบหายไปเพราะยาวิเศษนี้ มันจะไปขึ้นที่ใบหน้าคนอื่นแทน และไม่ได้ขึ้นแทนแบบเม็ดต่อเม็ดด้วย แต่จะขึ้นแทนแบบสิวหนึ่งเม็ดต่อสิวเต็มหนึ่งใบหน้า”

เจ้าชายนั่งนึกทวนคำที่แม่มดบอก สิวหนึ่งเม็ดจะหายไปและไปขึ้นบนใบหน้าคนอื่นเต็มใบหน้า ช่างปะไร มันไม่ใช่ใบหน้าของเราเสียหน่อย เจ้าชายรีบเทขวดยาวิเศษลงฝ่ามือ แล้วก็ละเลงบนใบหน้าตัวเอง

ราตรีนั้น เจ้าชายทรงบรรทมหลับไปด้วยความกังวลว่า ยาวิเศษนั้นจะวิเศษจริงสมคำที่แม่มดบอกหรือไม่ เพราะอรุณรุ่งพรุ่งนี้ก็จะเป็นวันเลือกคู่แล้ว
เช้าวันรุ่งขึ้น พลันที่เจ้าชายรู้สึกตัวตื่น พระองค์ก็รีบพุ่งตัวไปที่กระจกทันที
ช่างมหัศจรรย์อะไรอย่างนี้ ใบหน้าของเจ้าชายได้กลับกลายเป็นใบหน้าของชายหนุ่มที่สะอาดสะอ้านดังเดิม ไม่มีร่องรอยของสิวแม้แต่น้อย เจ้าชายรีบแต่งองค์ทรงเครื่องเต็มยศเพื่อไปงานเลือกคู่ที่จัดอย่างยิ่งใหญ่ที่ท้องพระโรง

แล้วเจ้าชายก็พบกับสิ่งมหัศจรรย์มากกว่าที่คิดไว้ องครักษ์ทุกคนของพระองค์มีสิวเต็มใบหน้า พระบิดาและพระมารดาก็เช่นกัน พระญาติและเสนาบดีทุกคนล้วนมีสิวอยู่เต็มใบหน้า

ไม่เว้นแม้แต่สาวเลอโฉมที่มาให้เลือกคู่ ทุกคนมีใบหน้าที่บวมเป่งไปด้วยสิว
..............................................................................................