วันจันทร์ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2556

นางสาวเพลินเดินทางรอบโลก

นิทานล้านบรรทัด
ประภาส ชลศรานนท์

อันที่จริงความคิดความฝันที่จะเดินทางรอบโลกนั้น มันมีขึ้นตั้งแต่ชื่อนำหน้าของเพลินยังเป็นเด็กหญิงอยู่ด้วยซ้ำ

เด็กหญิงเพลินเฝ้ามองรูปภาพประเทศต่างๆในโทรทัศน์อย่างสนอกสนใจ

งานวันเด็กครั้งหนึ่งตอนที่เด็กหญิงเพลินยังอยู่ชั้นประถมต้น เด็กหญิงเพลินขึ้นเวทีตอบคำถามแข่งขันเกี่ยวกับธงชาติของนานาประเทศได้รางวัลที่สอง เธอพลาดธงชาติของประเทศเปรูแค่ประเทศเดียว

และเมื่อขึ้นมัธยมปลาย นางสาวเพลินก็ได้รางวัลชนะเลิศประกวดเรียงความ “โลกกว้างใหญ่มีอะไรให้เรียนรู้

ตอนที่เธอได้รับปริญญาตรีเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง ของขวัญที่เธอชอบมันมากที่สุดคือดิคชันนารี 4 ภาษา เธอบอกกับใครๆว่ามันจะทำให้ความฝันของเธอสมบูรณ์ยิ่งขึ้น

“ฉันจะต้องเดินทางรอบโลกให้ได้” เพลินบอกกับแฟนหนุ่ม “เสียดายที่ฉันไม่ได้เลือกเอกอังกฤษตั้งแต่แรก”
เพลินเลือกเรียนต่อปริญญาโทด้านภูมิศาสตร์ด้วยความคิดว่า การจะรู้จักประเทศต่างๆด้านวัฒนธรรมอย่างเดียวไม่พอเพียงที่จะทำให้รู้จักประเทศนั้นดีพอ

วันแต่งงานของเพลินหลังจากจบปริญญาโทไม่ถึงปี เพลินกับเจ้าบ่าวตั้งใจว่าจะไปฮันนีมูนที่เวียงจันทน์ ใครจะค่อนว่าอย่างไรเพลินก็ไม่สนใจ เพราะจากหนังสือท่องเที่ยวที่เธอศึกษามา เวียงจันทน์เป็นเมืองที่น่ารักในสายตาเธอ
และที่สำคัญจะเป็นการเดินทางออกนอกประเทศครั้งแรกของเธอ

แต่แล้วเธอก็ไม่ได้ไปลาว เจ้าบ่าวของเธอเกิดเป็นอีสุกอีใ

เพลินหย่ากับสามีตอนที่ลูกชายคนเดียวของเธอเพิ่งเข้าอนุบาล ความคิดความฝันเรื่องการเดินทางรอบโลกยังไม่หายไปไหน แม้จะต้องทำงานหนักและยังต้องเป็นทั้งพ่อและทั้งแม่ของลูก

เพลินลงเรียนภาษาอังกฤษเพิ่มเติม เธอสอนลูกของเธอทุกครั้งที่มีโอกาสว่าให้สนใจภาษาอังกฤษมากๆไว้ เพราะมันจะทำให้เราสื่อสารกับใครก็ได้ในโลก

ตอนที่ลูกของเพลินกำลังจะขึ้นมัธยมต้น ผู้จัดการบริษัทที่เธอทำงานอยู่ได้นำข่าวดีมาบอกเธอในเช้าวันหนึ่ง “บริษัทจะส่งพนักงานไปทำเวิร์คชอปที่จีน 2 เดือน คุณเพลินเป็นคนหนึ่งที่บริษัทเลือก ถ้าคุณเพลินสมัครใจ”
การเดินทางออกนอกประเทศครั้งแรกกำลังจะเกิดขึ้นแล้ว

หลังจากที่พูดคุยวางแผนที่จะให้ลูกชายไปพักอยู่กับญาติห่างๆคนหนึ่งสำเร็จ คืนนั้นเพลินก็เกิดอาการลังเล
“คนที่เหอหนานพูดภาษาอังกฤษกันน้อยมาก แล้วเราจะสื่อสารกับเขาได้หรือ” เพลินคิดเรื่องนี้จนนอนไม่หลับ แล้วเธอก็คิดอย่างนี้ไปอีกทั้งสัปดาห์

ในที่สุดเธอก็ปฏิเสธที่จะไปเมืองจีน เธอบอกกับลูกของเธอว่า การเราจะไปเที่ยวที่ไหนนั้นเราต้องเตรียมตัวให้ดีก่อน ว่าแล้ววันรุ่งขึ้นเธอก็ไปสมัครเรียนภาษาจีน เผื่อไว้ว่าวันข้างหน้าถ้าโอกาสมันจะกลับมาหาเธออีกครั้ง

ตอนที่ลูกชายเธอเรียนจบมหาวิทยาลัย บริษัทที่เธอทำงานอยู่ต้องปิดบริษัทไปด้วยไม่สามารถสู้กับวิกฤติเศรษฐกิจไหว ตลอด 5 ปีที่เธอหางานประจำทำไม่ได้ เธอก็หารายได้ด้วยการรับจ้างแปลเอกสาร

แม้จะยังไม่ได้เดินทางไปไหนเลย แต่เพลินก็เก็บสะสมหนังสือแนะนำการท่องเที่ยวของประเทศต่างๆไว้มากมาย จนแทบจะพูดได้เลยว่าหนังสือในตู้ห้องนอนเธอมากกว่าครึ่งเป็นหนังสือท่องเที่ยว
ส่วนที่เหลือก็เป็นหนังสือเรียนภาษาต่างๆด้วยตัวเอง


ปีหน้าคุณยายเพลินจะมีอายุครบ 72 ปีแล้ว

แม้จะรู้ว่ามันยาก แต่ลูกชายของเธอกำลังหาทางชวนเธอขึ้นเครื่องบินไปเที่ยวฮ่องกงหรือสิงคโปร์สักวันสองวัน ให้ได้ชื่อว่าได้เดินทางออกนอกบ้านสักที

คุณยายเพลินมักจะบอกกับนักเรียนที่มาติวภาษาที่บ้านของเธอว่า “จะเดินทางไปไหนต้องรู้จักที่นั่นให้ดีก่อน แล้วเว็บไซท์ที่เกี่ยวกับฮ่องกงหรือสิงคโปร์อะไรแถวนี้ ก็ยังไม่มีข้อมูลอะไรใหม่ๆ ส่วนใหญ่ที่มีอยู่ ยายก็รู้หมดแล้ว”

“มันต้องรู้มากกว่านี้สิ ถึงจะออกเดินทางได้”

...........................................................................

"เจ้าชายไร้สิว"

นิทานล้านบรรทัด
ประภาส ชลศรานนท์


นานมาแล้ว ยังมีเจ้าชายรูปงามองค์หนึ่งซึ่งมีนิสัยประหลาดอยู่อย่างหนึ่ง นั่นคือทรงเกลียดใบหน้าที่มีสิวอย่างไร้เหตุผล

เจ้าชายเฝ้าเพียรถามเหล่าองครักษ์แทบทุกวันว่า 
“วันนี้ใบหน้าของเรามีสิวขึ้นไหม ใบหน้าของเราเกลี้ยงเกลาดีไหม” 

ตลอดเวลาเจ้าชายจะต้องรักษาความสะอาดของใบหน้าตัวเองอย่างพิถีพิถัน ด้วยการล้างหน้าทุกครั้งที่นึกออก บางคืนก็ถึงกับตื่นขึ้นมาล้างหน้าด้วยความคิดไปเองว่าสิวกำลังจะขึ้น

แล้ววันที่เจ้าชายกลัวมากที่สุดว่ามันจะมาถึงก็ใกล้เข้ามา นั่นคือวันเลือกคู่ 
ทำไมเจ้าชายผู้รักในใบหน้าสะอาดสะอ้านถึงเกิดวิตกจริตกับวันเลือกคู่หรือ พระองค์ตรัสกับองครักษ์ว่า “ฉันไม่อยากพบหน้าหญิงผู้เลอโฉมของเมืองนี้ด้วยใบหน้าที่ไม่พร้อมของฉัน”

องครักษ์รีบทูลตอบ“แต่ตอนนี้ พระพักตร์ของพระองค์ก็ไม่มีสิวแม้แต่เม็ดเดียว นะพ่ะย่ะค่ะ” 

เจ้าชายหันมองกระจก “หากมีสิวแม้แต่เม็ดเดียว ฉันก็ไม่ยอมเจอหญิงสาวคนใด”

ว่ากันว่า คนเรานั้นเกลียดสิ่งใดมักได้สิ่งนั้น เจ้าชายไร้สิวของเราก็เช่นกัน อาจจะเป็นด้วยความเครียดหรือความกังวล และแล้วในเช้าวันหนึ่ง องครักษ์ทั้งหมดก็ต้องรีบวิ่งกรูมาที่ห้องบรรทมของเจ้าชายด้วยตกใจในเสียงกรีดร้องที่ดังลั่นไปทั้งวัง

“เป็นไปไม่ได้ ฉันมีสิวขึ้นที่จมูกได้อย่างไร” เจ้าชายกรีดร้องพลางขว้างแจกันลงกับพื้นด้วยความโกรธ “ไปเอาสบู่ที่ดีที่สุดในเมืองนี้มา อาทิตย์หน้าแล้วที่จะถึงวันเลือกคู่ ฉันไม่ยอมที่จะมีสิวแม้แต่เพียงเม็ดเดียว” พูดจบเจ้าชายก็อาละวาดอยู่ในห้องบรรทมจนข้าวของล้มระเนระนาด

ยิ่งเครียดสิวก็ยิ่งขึ้น หนำซ้ำยิ่งฟอกสบู่มากเกินไป ผิวหน้าก็ยิ่งแห้ง ผิวหน้ายิ่งแห้งก็ยิ่งคัน ยิ่งคันก็ยิ่งเกา ยิ่งเกาก็ยิ่งอักเสบ พอผิวอักเสบผิวก็ยิ่งติดเชื้อง่ายขึ้น

หกวันผ่านไป เจ้าชายไม่ยอมออกจากห้องบรรทมแม้แต่จะไปร่วมโต๊ะเสวยกับพระบิดา เจ้าชายเอาเฝ้าแต่นั่งอยู่หน้ากระจก ใครจะไปเชื่อผ่านไปเพียงหกวันใบหน้าของเจ้าชายก็แทบจะไม่มีที่ว่างที่ไม่มีสิว

ถึงตอนนี้ เจ้าชายของเรากำลังมองเห็นใบหน้าของชายหนุ่มที่มีสิวมากที่สุดในโลกอยู่ในกระจก

“อีกวันเดียวเท่านั้น” เจ้าชายพูดเสียงสั่น แล้วก็หันไปจะคว้าแจกันมาขว้างทิ้ง แต่ก็ไม่สามารถหาได้เนื่องจากห้องบรรทมของพระองค์ ไม่เหลือแจกันให้ขว้างแล้ว

องครักษ์คนเดิมรีบคลานเข้ามาอย่างลุกลน “กระหม่อมไปพบแม่มดตามพระองค์รับสั่งให้ไปหาแล้ว แม่มดได้มอบขวดยาวิเศษมาให้พระองค์พ่ะย่ะค่ะ” องครักษ์ชูขวดแก้วเล็กๆเท่าฝ่ามือ

เจ้าชายหันกลับมามองอย่างดีใจแล้วรีบคว้าขวดแก้วไปถือ “มันรักษาสิวเราได้อย่างนั้นหรือ”

“พ่ะย่ะค่ะ มันใช้ทาลงที่สิวทีละเม็ด แม่มดบอกว่า เมื่ออรุณรุ่งมาเยือน สิวทุกเม็ดที่ถูกทาจะหายไปจนไม่เหลือแม้แต่ริ้วรอย” องครักษ์ทูลบอก

เจ้าชายฟังดังนั้นก็รีบเปิดขวดเพื่อจะเทยาวิเศษมาทาสิวของพระองค์

“แต่มันมีข้อแม้บางอย่างพ่ะย่ะค่ะ” องครักษ์รีบทูล 
แม่มดในนิทานเรื่องไหนๆก็มีข้อแม้ทั้งนั้น ไม่เคยช่วยใครฟรีๆหรอก

“ข้อแม้อะไร” เจ้าชายทรงยั้งมือไว้

องครักษ์ทูลตอบ “แม่มดบอกว่า เมื่อสิวของใครก็ตามที่ยุบหายไปเพราะยาวิเศษนี้ มันจะไปขึ้นที่ใบหน้าคนอื่นแทน และไม่ได้ขึ้นแทนแบบเม็ดต่อเม็ดด้วย แต่จะขึ้นแทนแบบสิวหนึ่งเม็ดต่อสิวเต็มหนึ่งใบหน้า”

เจ้าชายนั่งนึกทวนคำที่แม่มดบอก สิวหนึ่งเม็ดจะหายไปและไปขึ้นบนใบหน้าคนอื่นเต็มใบหน้า ช่างปะไร มันไม่ใช่ใบหน้าของเราเสียหน่อย เจ้าชายรีบเทขวดยาวิเศษลงฝ่ามือ แล้วก็ละเลงบนใบหน้าตัวเอง

ราตรีนั้น เจ้าชายทรงบรรทมหลับไปด้วยความกังวลว่า ยาวิเศษนั้นจะวิเศษจริงสมคำที่แม่มดบอกหรือไม่ เพราะอรุณรุ่งพรุ่งนี้ก็จะเป็นวันเลือกคู่แล้ว
เช้าวันรุ่งขึ้น พลันที่เจ้าชายรู้สึกตัวตื่น พระองค์ก็รีบพุ่งตัวไปที่กระจกทันที
ช่างมหัศจรรย์อะไรอย่างนี้ ใบหน้าของเจ้าชายได้กลับกลายเป็นใบหน้าของชายหนุ่มที่สะอาดสะอ้านดังเดิม ไม่มีร่องรอยของสิวแม้แต่น้อย เจ้าชายรีบแต่งองค์ทรงเครื่องเต็มยศเพื่อไปงานเลือกคู่ที่จัดอย่างยิ่งใหญ่ที่ท้องพระโรง

แล้วเจ้าชายก็พบกับสิ่งมหัศจรรย์มากกว่าที่คิดไว้ องครักษ์ทุกคนของพระองค์มีสิวเต็มใบหน้า พระบิดาและพระมารดาก็เช่นกัน พระญาติและเสนาบดีทุกคนล้วนมีสิวอยู่เต็มใบหน้า

ไม่เว้นแม้แต่สาวเลอโฉมที่มาให้เลือกคู่ ทุกคนมีใบหน้าที่บวมเป่งไปด้วยสิว
..............................................................................................

"หมอดูเทวดา"

นิทานล้านบรรทัด
ประภาส ชลศรานนท์


ครั้งหนึ่งครั้งนี้ 
ยังมีโหรา 
เป็นเพื่อนเทวดา 
ทำนายแม่นยำ
ใครถามสิ่งใด 
ไม่เคยพูดพร่ำ 
ถามคำตอบคำ
ถูกต้องทุกครา

และแล้ววันหนึ่ง
จึงมีคนหา
หมอดูเจ้าข้า
ช่วยทายฉันที
หนุ่มน้อยนักร้อง
น้องของเศรษฐี
จะออกทีวี
ไปแข่งร้องเพลง
แข่งมาหลายครั้ง
ทั้งรวยทั้งเก่ง
คนฟังครื้นเครง
ชนะร่ำไป
จะแข่งอีกครั้ง
อยากดังครั้งใหญ่
ขอถามโหรไว้
พยากรณ์ให้ที
ฉันมีคู่แข่ง
มาแรงคนนี้
สุ้มเสียงเข้าที
ไม่เคยแข่งใคร

หมอดูอ้อยสร้อย
หนุ่มน้อยลุ้นใหญ่
บอกมาไวไว
ทายหน่อยเทวดา
โหรใหญ่หันมอง
เพราะเธอร้องหา
คำทายจึงมา
เทวดาบอกแล้ว
“ผู้ชนะการร้อง
รับรองไม่แคล้ว
คนดังเสียงแจ๋ว
คือเธอนั่นเอง”

หนุ่มน้อยยิ้มใหญ่
ครึ้มใจครื้นเครง
คำทายตรงเผง
มาจากหมอดู
ต้องแม่นดังว่า
เทวดาย่อมรู้
ใครเล่าจะสู้
ยอดคำทำนาย

เวลาผ่านล่อง
นักร้องย่ามใจ
ไม่ทำการใด
เที่ยวเล่นทั้งวัน
ส่วนอีกฝ่ายหนึ่ง
พึ่งเข้าแข่งขัน
ทุกสิ่งทุกอัน
เตรียมพร้อมอย่างดี
เพลงโน้นเพลงนั้น
ฝึกทุกวันวี่
การแข่งครั้งนี้
อนาคตเฝ้ารอ
แม้นยินคำทาย
หัวใจไม่ท้อ
ไม่คิดย่นย่อ
ฝึกหนักทุกวัน

ถึงวันประลอง
สองคนแข่งขัน
คนหนึ่งไม่หวั่น
คนหนึ่งย่ามใจ
ผลการประกวด
แชมป์รวดร้าวใหญ่
แพ้คู่แข่งไป
อย่างทิ้งคะแนน

หนุ่มน้อยเสียใจ
ไปพบหมอแม่น
ด้วยความเคียดแค้น
ร้องด่าออกมา
โหรโกหกเรา
ไหนเล่าเทวดา
ทำนายมาว่า
เราผู้มีชัย

หมอดูฟังเสร็จ
อย่าเพิ่งเอ็ดไป
เทวดาอยู่ใกล้
กำลังสำแดง
“เทวดามีฤทธิ์
มีจิตมีแจ้ง
มีเสียงมีแสง
เห็นอนาคตกาล”

แชมป์เก่าอกหัก
ชักอันธพาล
ร้องด่าหน้าด้าน
เทวดาหมอดู
โหรใหญ่จึงห้าม
หยุดความอดสู
ความจริงมีอยู่
เทวดาบอกมา

“เทวดารู้หมด
อนาคตข้างหน้า
ถึงมีฤทธา
แต่แพ้บางคน
เทวดาทุกสาย
คำทำนายทุกหน
แพ้แก่ปุถุชน
ที่มีความเพียร”
..................

"ความสุขของปลา"

นิทานล้านบรรทัด 
ประภาส ชลศรานนท์


หญิงสาวชายหนุ่มคู่หนึ่งนั่งพลอดรักกันอยู่ริมบ่อน้ำ
ว่ากันว่าทั้งสองเป็นนักศึกษาที่ร่ำเรียนมาสูงส่ง มีปริญญาคนละหลายใบ และว่ากันอีกว่าทั้งสองเป็นคนมีเหตุผลมาก

“เธอดูปลาพวกนี้สิ มันช่างมีความสุขจริง” ชายหนุ่มเอ่ยขึ้น

หญิงสาวหันมองไปทางปลาที่กำลังแหวกว่าย “ทำไมเธอจึงรู้ว่ามันมีความสุข เธอไม่ใช่ปลาสักหน่อย”

คราวนี้ชายหนุ่มหันไปมองหญิงสาวบ้าง สีหน้าเธอก็ดูปรกติดี แสดงว่าเธอไม่ได้มีอารมณ์หงุดหงิดอันใด เขาจึงย้อนถามหญิงสาวกลับไปด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยเช่นกัน

“แต่เธอไม่ใช่ฉัน แล้วเธอมารู้ได้อย่างไรว่าฉันไม่รู้ว่าปลามันมีความสุข” ชายหนุ่มพูดประโยคยากๆด้วยใบหน้ายิ้มๆ

“ก็จริงอยู่ที่ว่าฉันไม่ใช่เธอ ฉันคงไม่มีทางรู้หรอกว่าเธอรู้หรือเปล่าว่าปลามันมีความสุข แต่ในเหตุผลเดียวกัน เธอก็ไม่ใช่ปลา เธอจะไปรู้ได้อย่างไรว่าปลามันมีความสุข” หญิงสาวยิ้มตอบไปด้วยประโยคที่ยากไม่แพ้กัน
ชายหนุ่มโบกมือห้าม “เดี๋ยวก่อน เราลองมาไล่เรียงลำดับกันดีๆ เธอเริ่มต้นถามฉันก่อนว่าฉันรู้ได้อย่างไรว่าปลามันมีความสุข นั่นแสดงว่าเธอรู้ว่าฉันรู้ถึงความสุขของปลา” ชายหนุ่มแสดงเหตุผล 

“จริงไหม” ชายหนุ่มคะยั้นคะยอ
“ตรรกะของเธอมันก็ไม่ผิด” หญิงสาวหันมาจ้องหน้าชายหนุ่ม “แต่ฉันแค่ถามว่าเธอรู้ได้อย่างไรว่าปลามันมีความสุข แค่นั้น”
“นั่นแหละ ประโยคนั้นมันแปลว่าอะไร นอกจากแปลว่าฉันไม่รู้ว่าปลามีความสุข” เสียงชายหนุ่มเริ่มจะออกห้วนๆ
“มันแปลว่าอย่างนั้นจริงๆหรือ” หญิงสาวยืดตัวตรง ทุกครั้งที่เธอไม่พอใจ เธอจะแสดงกิริยาแบบนี้ “ฉันว่าฉันเริ่มไม่เข้าใจแล้วว่า ในเมื่อเธอไม่ใช่ฉันแล้วเธอมารู้ได้อย่างไรว่าฉันพูดประโยคนั้นด้วยความหมายอะไร” 

สงครามแห่งเหตุผลเริ่มก่อตัวขึ้นแล้ว

“เอาอย่างนี้ไหม” ชายหนุ่มเสนอ “เพื่อไม่ให้การวิเคราะห์ออกนอกลู่นอกทาง เราตัดเรื่องปลาออกไปก่อน”
หญิงสาวกอดอกนิ่ง รอให้ชายหนุ่มพูดต่อ

“ทีนี้เราก็มาดูเหตุผลของเราสองคน อันแรกก่อน ตรรกะของเธอที่ว่า ฉันไม่ใช่เธอ ฉันจะไปรู้ได้อย่างไรว่าเธอต้องการพูดประโยคนั้นด้วยความหมายอะไร ถ้ายอมรับว่าตรรกะของเธอถูกต้อง ฉันก็คงต้องบอกว่า ตรรกะของฉันที่ว่า เธอจะไปรู้ได้อย่างไรว่าฉันรู้ว่าปลามันมีความสุขในเมื่อเธอไม่ใช่ฉัน ก็ย่อมถูกต้องด้วยเช่นเดียวกัน” 

ชายหนุ่มยักไหล่ให้หญิงสาวพูดบ้าง
หญิงสาวคลายมือที่กอดไว้ที่อกออก “ที่เธอว่ามาก็ถูก แต่เรื่องทุกเรื่องบนโลกมันมีต้นเหตุ เราจะตัดเรื่องปลาออกไปได้อย่างไร ในเมื่อมันเป็นต้นเรื่องทั้งหมด”

“เธอว่าปลามันมีความสุขไหม” ชายหนุ่มถามหญิงสาวอีก
“ฉันไม่ใช่ปลาฉันจะไปรู้ได้อย่างไร” หญิงสาวตอบ

ชายหนุ่มถอดรองเท้าออก “เอาอย่างนี้ไหม”
“เธอจะทำอะไรน่ะ” หญิงสาวตกใจ
“ฉันจะลงไปว่ายน้ำแบบปลา ฉันพิสูจน์ให้เธอรู้ว่า ปลามันมีความสุข ทีนี้เธอไม่อาจพูดได้อีกว่าฉันไม่ใช่ปลาฉันจะไปรู้ได้อย่างไร” 
พูดไม่ทันขาดคำ ชายหนุ่มก็กระโดดลงไปในบ่อน้ำ แล้วก็ทำท่าแหวกว่ายอย่างมีความสุข

หญิงสาวนั่งมองชายหนุ่มว่ายน้ำอยู่สักพัก แล้วจึงเอ่ยขึ้น
“เธอทำให้ปลามันไม่มีความสุข” 

เธอชี้ให้ชายหนุ่มดูปลาฝูงใหญ่ที่ว่ายหนีไปรวมกันที่ริมบ่อด้วยตกใจที่มีคนลงไปว่ายในน้ำ “ปลามันกลัวเธอไม่รู้หรือ”

ชายหนุ่มหันไปมองปลาแล้วก็หันกลับมามองหญิงสาว เขาว่ายหันรีหันขวางด้วยความงุ่นง่านสักพักแล้วจึงพูดด้วยเสียงอันดังว่า “แล้วเธอรู้ได้อย่างไรว่าปลามันไม่มีความสุข เธอรู้ได้อย่างไรว่าปลามันกลัวฉัน ในเมื่อเธอไม่ใช่ปลาสักหน่อย” 

สงครามแห่งเหตุผลบานปลายออกไปเรื่อยๆ

หญิงสาวลุกขึ้นถอดรองเท้าออกด้วยความโกรธ เธอขว้างรองเท้าลงพื้นแล้วก็กระโดดลงไปในบ่อ “ฉันจะพิสูจน์ให้เธอรู้ว่าปลามันไม่มีความสุขจริงๆ”

ถึงตอนนี้ ชายหนุ่มกับหญิงสาวต่างก็ว่ายอยู่ในน้ำบ่อเดียวกัน แต่ว่ายด้วยกิริยาท่าทางไม่เหมือนกัน ชายหนุ่มนั้นแสดงสีหน้าว่ามีความสุขอย่างมากไม่ว่าจะว่ายในท่าทางแบบไหน ส่วนหญิงสาวก็เช่นกัน เธอแสดงสีหน้าหวาดกลัวชายหนุ่มทุกครั้งที่ชายหนุ่มว่ายเข้ามาใกล้ หนำซ้ำทั้งสองยังตะโกนบอกกันตลอดเวลาว่าตัวเองมีความสุขและไม่มีความสุข

ทั้งคู่ว่ายน้ำจนเหนื่อย แม้ยังไม่มีทีท่าว่าจะมีใครยอมใคร แต่ในที่สุดทั้งชายหนุ่มและหญิงสาวก็มาเกาะลอยคอเกาะขอบบ่ออยู่ข้างๆกัน

เมื่อน้ำเริ่มนิ่งไม่มีแรงกระเพื่อมจากการว่ายของคนสองคน ปลาน้อยตัวหนึ่งได้ว่ายเข้ามาใกล้ชายหนุ่มหญิงสาว ไม่รู้จะด้วยความเหนื่อยหรือหูฝาด ทั้งสองเหมือนได้ยินปลาฮุบเป็นเสียงมนุษย์ว่า
“เหตุผลไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุดนะ” 

ชายหนุ่มหญิงสาวมองหน้ากัน หรือจะเป็นพระอินทร์แปลงร่างมาเป็นปลาเพื่อให้สติ

“ทำอย่างนี้แล้วมีความสุขหรือ” เสียงฮุบสุดท้ายที่ทั้งสองได้ยิน

ก่อนที่ปลาน้อยจะว่ายจากไป ชายหนุ่มหญิงสาวจึงตะโกนขึ้นมาพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย “ท่านไม่ใช่เรา ท่านมารู้ได้อย่างไรว่าเราไม่มีความสุข”
---------------------------------------------------------------------------

โอ่งวิเศษ

นิทานล้านบรรทัด
ประภาส ชลศรานนท์
......................
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ยังมีชาวนาผู้ยากจนอยู่ 2 คน ชื่อว่า บุญฝังและบุญเคลือบ
ชาวนาทั้งสองมีบ้านอยู่ไม่ไกลจากกันนัก ครอบครัวของบุญฝัง นอกจากภรรยาของเขาและลูกอีกห้าคนแล้ว บุญฝังก็ยังเลี้ยงดูอุปการะบิดาผู้แก่เฒ่าไว้ด้วย ส่วนครอบครัวของบุญเคลือบก็มีสมาชิกในบ้านเท่ากัน คือภรรยาหนึ่ง ลูกอีกหก และบิดาผู้ชราอีกหนึ่ง

บุญฝังและบุญเคลือบมีอุปนิสัยแตกต่างกัน บุญฝังเป็นผู้นิยมทำอะไรตามลำดับ จะปลูกข้าว หว่านไถก็ไม่เคยข้ามขั้นตอน จะหวังฟ้าหวังฝนเพื่อให้ได้ผลผลิตจากไร่นา ก็ไม่เคยหวังลมๆแล้ว จนถึงขั้นก่นด่าฟ้าดินเมื่อไม่เป็นดังหวัง ซึ่งผิดกับบุญเคลือบ

ว่ากันว่าที่ทั้งสองมีอุปนิสัยเช่นนี้น่าจะสืบเนื่องมาจากบิดาของทั้งสอง บิดาของบุญฝังเป็นผู้มักน้อยและเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ส่วนบิดาของบุญเคลือบนั้นตรงกันข้าม ข้าวของสิ่งใดที่เป็นของตัวแม้จะไม่ได้ใช้ก็หวงแหนเสียจนแทบแตะต้องไม่ได้ ส่วนข้าวของที่เป็นของคนอื่น กลับใช้ของเขาอย่างไม่เกรงใจ หลายครั้งมีทีท่าเหมือนจะยึดเอาเป็นของตัวเองเสียเฉยๆด้วยซ้ำ

สามสี่ปีมานี้ ฝนตกลงมาน้อยมาก แถมยังตกไม่ตรงฤดูกาลอีก ขาดฝนหลายๆปีอย่างนี้ ชาวนาทั้งสองครอบครัวก็เริ่มลำบาก ข้าวปลาอาหารที่เก็บไว้ก็เริ่มร่อยหรอลง

วันหนึ่ง ณ บริเวณที่เนินชายป่า ขณะที่บุญเคลือบและบุญฝังกำลังขุดหาแมลงเพื่อเอาไปคั่วกิน
“เทวดาเฮงซวย เก็บฝนไว้ใช้คนเดียว คนจนๆอย่างเราก็แย่สิ” บุญเคลือบบ่นเหมือนทุกวัน
“บางที เทวดาท่านอาจกำลังเอาฝนไปตกที่ๆลำบากกว่าเราก็ได้”บุญฝังแก้ต่างให้เทวดา
ไม่รู้จะเป็นเพราะเสียงบ่นนี้ดังไปถึงหูพระอินทร์ จนทำให้อาสนะของพระอินทร์แข็งจนนั่งไม่ติดหรือเปล่า จู่ๆจอบของบุญฝังก็ฟันไปโดนสิ่งของอย่างหนึ่งเข้า

“เค้ง” เป็นเสียงของจอบกระทบกับของแข็งบางอย่าง
“เค้ง” อีกเสียงดังขึ้นตามมาทันที คราวนี้เป็นจอบของบุญเคลือบบ้าง
บุญเคลือบหันมามองหน้าบุญฝังทันที
“เสียงอะไร...หรือว่าจอบของเราไปฟันโดนหีบสมบัติ” บุญเคลือบวาดฝัน
บุญฝังค่อยๆเอาจอบเกลี่ยดินที่อยู่รอบๆออกไป แล้วก็วางจอบลงเอามือค่อยๆปาดดินออก
“มันจะทันการณ์อะไร”ว่าแล้วบุญเคลือบก็เงื้อจอบฟันซ้ำไปตรงรอยจอบเดิมของตัวเอง
“เค้ง” เสียงนั้นดังขึ้นอีก
“ไม่ใช่หีบหรอก” บุญฝังมองเห็นเศษกระเบื้องชิ้นเล็กที่กระเด็นหลุดออกมาตอนที่บุญเคลือบฟันจอบลงไป “น่าจะเป็นโอ่งนะ อย่าใช้จอบเลยบุญเคลือบ เดี๋ยวโอ่งไหแตกหมด” บุญฝังพูดพลางเอามือปาดดินออกไปให้เห็นรูปร่างโอ่ง
บุญเคลือบเหลือบมองบุญฝังแว่บหนึ่งแล้วก็ลงจอบต่อ “อยากรู้จริงๆว่าโอ่งมันใส่อะไรไว้ บางทีอาจจะเป็นโอ่งใส่ทองก็ได้”

“แค้ง...” คราวนี้เสียงดังกว่าเดิม
“เดี๋ยวก็แตกหมดหรอก” บุญฝังปาดดินออกจนเห็นเป็นรูปร่างโอ่งใบใหญ่อย่างชัดเจน ส่วนบุญเคลือบ หลังจากฟันจอบจนเศษกระเบื้องชิ้นใหญ่กระเด็นหลุดออกมา ก็ชักกลัวว่าโอ่งของตนจะแตกหมด จึงนั่งลงเอามือปาดดินเลียนแบบบุญฝังบ้าง

เมื่อดินออกไปจนหมดก็มองเห็นเป็นโอ่งสองใบ ฝังอยู่ในดินข้างๆกัน ใบหนึ่งนั้นแตกร้าวด้วยแรงฟันจากจอบ รอยร้าวเห็นชัดจนนึกออกเลยว่าถ้าใครไปจับมายกขึ้นมาตั้ง โอ่งคงแตกเป็นชิ้นๆกองอยู่กับพื้นอย่างไม่ต้องสงสัย 
ส่วนอีกใบที่บุญฝังค่อยๆขุดรูปร่างสมบูรณ์ดีทุกอย่าง 
“ไม่เห็นมีอะไร” บุญเคลือบมองลงไปในโอ่ง
“ได้โอ่งมาเปล่าๆใบหนึ่ง แค่นี้ก็พอแล้ว” บุญฝังยิ้ม

คืนนั้นหลังจากนำโอ่งไปที่บ้านแล้ว บุญฝังก็ให้ภรรยาทำความสะอาดโอ่ง แล้วก็นำมาตั้งอยู่กลางบ้าน
“เอาไว้ใส่อะไรดีละพ่อ” บุญฝังถามบิดา
“ใส่ข้าวที่เราออมไว้สิลูก” บิดาตอบ “โอ่งนี้เจ้าขุดเจอ เทวดาท่านคงจะให้มาไว้เก็บของที่มีค่าสูงสุด แล้วอะไรจะมีค่าสำหรับชาวนาอย่างเราเท่าข้าวละ”
บุญฝังเห็นดีด้วยกับบิดาจึงไปยกไหใบเล็กๆที่เก็บข้าวไว้กินมาเทใส่ลงโอ่ง
“เหลือแค่นี้แหละพ่อ” ว่าแล้วบุญฝังก็หาไม้กระดานมาปิดฝาโอ่ง เพื่อป้องกันหนูเข้าไปแทะกิน แล้วก็พาครอบครัวเข้านอน

ยังไม่ทันจะเช้าดี ทั้งบุญฝังและบิดาก็ถูกปลุกให้ตื่น ภรรยาบุญฝังหน้าตาตื่นมาปลุก “พี่บุญฝัง พี่รีบไปดูโอ่งที่พี่ใส่ข้าวไว้เร็ว”
“มีอะไรหรือ หนูมันเข้าไปกินข้าวจนหมดหรือ”
“พี่รีบไปดูเถิด” ภรรยาดึงมือบุญฝังอย่างร้อนรน
บุญฝังลุกออกจากมุ้งตรงไปที่กลางบ้านทันที บิดาของบุญฝังกำลังยืนอยู่ข้างๆโอ่ง มือข้างหนึ่งถือไม้กระดานที่ใช้ปิดฝาโอ่ง
“มีอะไรพ่อ” บุญฝังมองลงไปในโอ่ง

ในนั้น ข้าวสารที่บุญฝังใส่ไว้เมื่อคืนที่เคยมีเพียงติดก้นโอ่ง บัดนี้มันเต็มพูนขึ้นมาถึงปากโอ่ง
บุญฝังกับบิดามองหน้ากัน

หลังจากนั้นบ้านของบุญฝังก็มีข้าวกินอยู่ตลอดเวลา จากโอ่งวิเศษใบเดียวนี้ ไม่ว่าจะตักข้าวออกไปเท่าใด เพียงแค่กระพริบตาเดียวข้าวก็เพิ่มขึ้นจนพูนขึ้นมาเต็มโอ่ง บุญฝังมีข้าวกินแล้วก็ไม่เคยลืมเพื่อนบ้าน เขามักเอาข้าวออกไปแจกจ่ายให้กับชาวบ้านรอบๆเขา รวมไปถึงบ้านของบุญเคลือบ

ด้วยนิสัยที่อยากได้ของคนอื่น แม้จะได้ข้าวสารจากบุญฝังอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน แต่บุญเคลือบก็ยังไม่พอใจ เขาสงสัยว่าบุญฝังเอาข้าวมาจากไหนทุกวัน เขาจึงมาคอยแอบมองเข้าไปในบ้านของบุญฝัง จนรู้ความจริงว่า ข้าวสารที่ไม่มีวันหมดนั้นมาจากโอ่งที่บุญฝังขุดเจอนั่นเอง

และแล้วคืนหนึ่ง บุญเคลือบก็ย่องเข้าไปในบ้านของบุญฝัง เขาเทข้าวสารออกจากโอ่งวิเศษจนหมดแล้วก็แบกโอ่งเปล่ากลับบ้านตัวเอง
บิดาของบุญเคลือบยืนรอเขาอยู่ที่บ้านแล้ว

“วางโอ่งลงเร็วๆสิ ไอ้เคลือบ เอ็งอยากให้มันแตกหรือไง” บิดาจอมจู้จี้เริ่มบ่น
ทันทีที่บุญเคลือบวางโอ่งลง บิดาของเขาก็ชะโงกเข้าไปดูในโอ่งทันที
“นี่หรือวะโอ่งวิเศษที่แกว่า แล้วมันเอาข้าวออกมาจากตรงไหน”
“เดี๋ยวสิพ่อ เดี๋ยวฉันจะไปเอาเสื้อผ้าที่เรามีอยู่มาใส่ลงไป สักปะเดี๋ยวเสื้อผ้ามันก็จะเพิ่มจำนวนขึ้นเยอะแยะเลย”พูดจบ ด้วยความใจร้อน บุญเคลือบพุ่งตัวไปที่ตู้ใส่เสื้อผ้าเพื่อเลือกหยิบเสื้อผ้า พลางร้องเรียกภรรยาให้มาช่วยกัน

บิดาของบุญเคลือบยังคงก้มๆเงยเข้าไปในโอ่งด้วยความสงสัยว่า มันมีช่องให้สิ่งของออกมาจากตรงไหน “ปัทโธ่ จะไปเอาของมาใส่ทำไมให้เสียเวลา ก็หาช่องในโอ่งให้เจอแล้วก็ไปล้วงเอาออกมาให้หมดก็แค่นั้น” 

หลังจากพูดกับตัวเองจบ บิดาผู้จู้จี้และร้อนรนก็ปีนลงไปในโอ่ง 
เป็นธรรมดาของคนเฒ่าคนแก่ที่ย่อมเคลื่อนไหวไม่คล่องตัว และด้วยท่าทางการปีนลงไปในโอ่งที่ไม่ค่อยถนัดนัก บิดาของบุญเคลือบจึงเสียการทรงตัวกลิ้งล้มลงไปในโอ่ง เสียงดังลั่น

“พ่อ ทำอะไรน่ะ” บุญเคลือบหันกลับมาทันทีที่ได้ยินเสียง
“ไอ้เคลือบเอ๊ย ช่วยพ่อด้วย” บิดาผู้จู้จี้ร้องเรียก บุญเคลือบจึงผละจากตู้ใส่เสื้อผ้ามายังโอ่งวิเศษ เขารีบดีงมือบิดาเขาขึ้นมา

“พ่อ...” เสียงบุญเคลือบดังลั่น 
“ทำไมพ่อมีหลายคนเล่า” 
หลังจากดึงพ่อคนแรกขึ้นมาได้ บุญเคลือบยังต้องดึงชายชราหน้าตาเหมือนกันเปี๊ยบขึ้นมาจากโอ่งอีกไม่รู้กี่คน เสียงบ่นของพ่อผู้จู้จี้เริ่มระงมขึ้น ทั้งบ่นถึงลูกตัวเองและบ่นถึงพ่อที่มีหน้าตาเหมือนกันอีก
“ช่วยด้วย” บุญเคลือบร้องลั่น “พ่อจู้จี้ขี้บ่นคนเดียวก็จะตายอยู่แล้ว นี่แล้วมาเป็นสิบๆอย่างนี้ จะไหวหรือ”

ยิ่งดึงออกมาไม่หมด พ่อที่ยังอยู่ก้นโอ่งก็จะเพิ่มไปเรื่อยๆนะบุญเคลือบ
...........................................................................................

วันศุกร์ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2556

หัวใจก็มีแค่เพียงดวงหนึ่ง

นิทานรื่องนี้มีตัวละครสามตัว เรื่องย่อมีดังนี้
1.สาวน้อยอนงค์วิไลเดินพลัดตกจากสะพานลงไปในแม่น้ำ
2.เธอว่ายน้ำไม่เป็น
3.แถวนั้นไม่มีใครเลยนอกจาก ปิตา ชายหนุ่มที่มาพายเรือเล่น
4.ปิตา โดดลงไปในน้ำ และช่วย อนงค์วิไล ขึ้นมาบนฝั่ง
5.ปิตา ผายปอดให้จน อนงค์วิไล รู้สึกตัว
6.ปิตา พาเธอเข้าไปพักในบ้านพักตากอากาศของเขา
7.ในบ้านหลังนั้น ยังมีชายหนุ่มอีกคนที่เป็นเพื่อน ปิตา อยู่ด้วย เขาชื่อ ภรัสดาษ
8.ภรัสดาษ ช่วยอุ้ม อนงค์วิไล เข้ามาปฐมพยาบาลในบ้าน
9.อนงค์วิไล สำลักน้ำไปเยอะ เธอเพลียหลับไปบนโซฟา หลังจากนั้น ภรัสดาษ หาเสื้อผ้าให้เธอเปลี่ยน และทำข้าวต้มร้อนๆ ให้อนงค์วิไลทาน
10.ปิตา ต้องเดินทางกลับกรุงเทพฯ เพราะมีงานที่รับผิดชอบรออยู่
11.ภรัสดาษ พา อนงค์วิไล ไปส่งที่บ้าน
12.หลังจากนั้น ภรัสดาษ ก็ยังไปมาหาสู่ อนงค์วิไล อยู่มิขาด
13.และเช่นกัน ทุกครั้งที่ปิตา มาที่บ้านพักตากอากาศ ปิตา ก็หาเวลามาเยี่ยมเยียน อนงค์วิไล
14.ฤดูร้อนผ่านไปอีก 2 ฤดูร้อน
15.ทั้งปิตาและภรัสดาษ ขออนงค์วิไล แต่งงาน
16.อนงค์วิไล คิดไม่ตก เพราะปิตา คือคนที่ช่วยชีวิต ส่วนภรัสดาษ คือคนที่ประคบประหงมดูแลเธอ

ช่วยอนงค์วิไล คิดหน่อยเถิด ว่าเธอจะเลือกใครเป็นคู่ชีวิต

หมายเหตุ หากหาคำตอบไม่เจอ ให้ลองเปิดพจนานุกรมไทย ฉบับไหนก็ได้ หาความหมายชื่อตัวละครหนุ่มทั้งสองดู แล้วหวนกลับมาดูบทบาทของทั้งสองอีกที

วันจันทร์ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2556

แบบสุดกึ๋น ~ ไทร็อค

เนื้อเพลง แบบสุขกึ๋น - ไทร็อก

เพลง : แบบสุขกึ๋น



Intro ......
แต่ก่อนไม่เคย ไม่เคย
แค่เพียงแต่รู้จัก
ไม่เคยจะคิดให้ใจ
ของเราต้องหวั่นไหว
ไม่เคยจะหวังฝากใจ
ให้ใครเลยสักคน
แค่เพียงผ่าน
ทักทายแล้วจากไป
แต่มาวันนั้น
เห็นเธอคนเคยที่รู้จัก
แปลกใจรอยยิ้ม
ของเธอทำใจให้หวั่นไหว
ข้างในรอยยิ้ม
ของเธอช่างงาม
สุขสดใส
เหมือนว่าใจเพิ่งเคยได้เจอ
อยากบอกอะไรให้รู้
ในใจสักนิดหนึ่ง
โปรดอย่าทำขรึม
ให้ใจดวงนี้ต้องร้าวรอน
ได้โปรดเถอะยิ้มให้ฉัน
ให้ใจมันเบิกบาน
ทุกคืนวัน สุขสดใส
ถ้าเธอมีเขา
ฉันก็คงทำใจสักนิดหน่อย
ตั้งตาคอยเพียงแต่เธอ
เมื่อไหร่จะย้อนมา
อยากบอกเธอ
ในใจนั้นเฝ้าคอยทุกเวลา
ขอจงโปรดมอบใจ
ของเธอให้ฉันมา
Solo ......
ถ้าเธอมีเขา
ฉันก็คงทำใจสักนิดหน่อย
ตั้งตาคอยเพียงแต่เธอ
เมื่อไหร่จะย้อนมา
อยากบอกเธอ
ในใจนั้นเฝ้าคอยทุกเวลา
ขอจงโปรดมอบใจ
ของเธอให้ฉันมา
แต่ก่อนไม่เคย ไม่เคย
แค่เพียงแต่รู้จัก
ไม่เคยจะคิดให้ใจ
ของเราต้องหวั่นไหว
ไม่เคยจะหวังฝากใจ
ให้ใครเลยสักคน
แค่เพียงผ่าน
ทักทายแล้วจากไป
อยากบอกอะไรให้รู้
ในใจสักนิดหนึ่ง
โปรดอย่าทำขรึม
ให้ใจดวงนี้
ต้องร้าวรอน
ได้โปรดเถอะยิ้มให้ฉัน
ทุกวันขออ้อนวอน
ฉันคงได้ฝันดีทั้งคืน.


จาก https://chordtabs.in.th/%E0%B8%84%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%94%E0%B8%81%E0%B8%B5%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%8C_%E0%B9%81%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%94%E0%B8%81%E0%B8%B6%E0%B9%8B%E0%B8%99-%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B9%87%E0%B8%AD%E0%B8%81-23137.html