ไม่ว่าเธอจะรักฉันหรือไม่
Artist : FRIDAY - SEVRES
ถึงเธอและฉันรู้จักมานาน
มีคืนและวันทีรู้สึกดีดี
ฉันก็รู้ว่า เราคงเป็นได้แค่นี้
คงไม่มีวันเป็นดังฝัน...
เธอคงจะไม่รักฉัน มากไปกว่านั้น
แต่มันก็ไม่ผิดใช่ไหม
อย่างน้อยฉันก็ยอมรับมัน...
* ถ้าฉันมีใครคนหนึ่งให้รัก
จะไม่ขอให้เขารักคืนมา
แค่ ได้รักฉันก้อคงจะสุขใจกว่า ที่จะไปคาดหวังอะไร
รู้มั๊ยใจฉันมีเธอที่รัก เพียงพอแล้ว ไม่ว่าเธอรักฉันหรือไม่
แค่วันนี้ได้รักเธอ ก็ทำให้ฉันสุขใจ...
ฉันว่าความรักมันเป็นสิ่งสวยงาม
ปล่อยมันไปตามความรู้สึกข้างใน
ทำไมต้องเอาใจเราไปผูกไว้
ทำไม ทำไมต้องคาดหวัง
เรื่องระหว่างคนสองคน อันเปราะบาง
แต่มันก็ไม่ผิดใช่ไหม ก็เราจะเชื่อในรักบ้าง
---------------------------------------------------------------------
จนถึงตอนนี้ ก็ยังคงมองว่าความรักเป็นสิ่งสวยงาม
รักใครชอบใครก็ทำไปเถอะ แค่วันนี้ได้รักเธอ ไม่เห็นต้องคาดหวังอะไร
ไม่ว่าเธอรักฉันหรือไม่ แค่วันนี้ได้รักเธอ ก็ทำให้ฉันสุขใจ...
วันเสาร์ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2552
ไม่ว่าเธอจะรักฉันหรือไม่
วันพฤหัสบดีที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2552
แม่เภาพบลูกสาว
"สอบเสร็จแล้วหรือลูก" เป็นคำทักทายที่แม่เภาส่งให้ลูกสาว
"เสร็จปุ๊บมาปั๊บเลยแม่" พิมพ์ดีตอบโดยไปปล่อยแขนออกจากอ้อมกอดของแม่
"หิวมั้ย กินอะไรมาหรือยัง" แม่เภาถามต่อ
"ก็เก็บท้องไว้กินกับข้าวแม่นี่แหละ" คราวนี้ลูกสาวปล่อยแขนแล้วมองหน้าแม่คล้ายจะวิงวอนให้แม่ป้อนข้าวเหมือนเมื่อครั้งยังเด็ก
"ได้เลย... ยำหมูยอของโปรด ตกลงมั้ย???" แม่เภาไม่รอคำตอบจากลูกสาว คลายอ้อมกอดแล้วเดินเข้าไปในครัว
หลัง จากจัดการอาหารโปรดฝีมือแม่เรียบร้อยแล้ว สองคนแม่ลูกนอนคุยกันจนไม่รู้ว่าใครเข้าเฝ้าเทวดาก่อนกัน พิมพ์ดีรู้แต่เพียงว่าไม่มีผ้าห่มผืนไหนจะอุ่นเท่าอ้อมกอดของแม่ได้เลย
...............................................................................................
พิมพ์ ดีลืมตาขึ้นพร้อมกับแสงตะวันที่รอดเข้ามาจากซอกหน้าต่าง ไม่มีอกอุ่นของแม่เภาห่อกายไว้เหมือนเมื่อคืน กลับได้กลิ่นไข่เจียวที่ลอยตามลมมาจากใต้ถุนบ้าน พิมพ์ดีลุกขึ้นเก็บที่นอน แล้วเดินตามกลิ่นนั้นอย่างไม่รอช้า
"ทำอะไรง่ะแม่" พิมพ์ดีถามโดยไม่ต้องการคำตอบ แต่แม่เภายิงมุขใส่โดยไม่หันหน้ามาหาลูกสาว
"รดต้นไม้อยู่มั้งลูก"
"หือ...แต่เช้าเลยนะแม่ ไหนเอาต้นไม้แม่มาชิมซิ" แล้วสองคนแม่ลูกก็จัดการอาหารมื้อเช้าจนหมดไปในพริบตา
...........................................................................
เช้า นี้อากาศสดใส จนพิมพ์ดีอดที่จะปล่อยใจไปกับท้องฟ้า สายลม และดวงไฟสีส้มที่กำลังจะรอยพ้นขอบฟ้าขึ้นมา แม่เภาเห็นอาการเหม่อลอยของลูกสาวจึงเดินเข้ามานั่งข้างๆ แล้วพูดขึ้นว่า
"มีอะไรหรือเปล่าลูก ดูมีเรื่องในใจ"
"แม่รู้ได้ไง หนูอุตส่าห์ปล่อยมันลงทะเลไปแล้ว" พิมพ์ดีตอบทั้งที่ยังมองท้องฟ้าอยู่
"ยังปล่อยไม่หมดนี่ แม่ยังเห็นมันอยู่ในแววตาหนูอยู่เลย เล่าให้แม่ฟังได้มั้ย" แม่เภาถามต่อ
" ไม่มีอะไรมาหรอกแม่ เรื่องไร้สาระ แต่หนูมีคำถามมาถามแม่นะ แม่ว่าถ้าเรารู้อยู่ว่าทางที่เราจะเดินไปน่ะ เห็นทางลำบากอยู่ข้างหน้า เราควรจะเดินต่อมั้ย" ลูกสาวตั้งคำถามกลับบ้าง
"มันก็ขึ้นอยู่ กับว่า ปลายทางที่เราตั้งใจจะไปให้ถึง มันมีอะไรรออยู่ และสิ่งที่รออยู่มันคุ้มค่ากับเวลาที่เราจะทุ่มเทหรือเปล่า ยกตัวอย่างเช่น หากเราเห็นว่าทางนั้นมันขรุขระซะจนวิงเวียนหัว(ใจ) และทำเรากระอักเลือดอยู่บ่อยๆ แต่ปลายทางมีน้ำใสในลำธารให้เราได้ชื่นใจเวลาหิวกระหาย มีแดดอุ่นๆ ไว้ห่มเวลาหนาวกาย และมีหลังคาแข็งแรงไว้เป็นที่กำบังฝนและไอแดดได้ มันก็น่าจะฝ่าฟันไปให้ถึง" แม่เภาพยายามอธิบาย
"แล้วถ้ามัน เป็นทางขรุขระอย่างที่แม่ว่า แต่ปลายทางมันเป็นเหวลึก และไม่รู้ว่าในเหวนั้นมันมีอะไร แต่มันน่าค้นหาสุดสุด แม่จะว่าไง" ลูกสาวถามต่อ
"อันนี้ลูกก็ต้องสมมติให้เจอสิ่งที่เลวร้ายที่สุด และลองถามตัวเองว่าจะรับได้มั้ยกับสิ่งเลวร้ายนั้น" แม่เภาตอบสั้น แต่ได้ใจความ
"แล้วถ้าคำตอบคือรับไม่ได้ แต่ไม่อยากเดินกลับ เพราะถ้าเดินกลับมีมีดที่จ่ออยู่ที่มือรอแทงอยู่แล้วล่ะแม่" คำถามต่อมาหลุดออกมาทันที
"ยอมให้มีดบาดมือดีกว่าต้องไปผ่าตัดหัวใจมั้ยลูก" แม่เภาถามกลับ คราวนี้ไม่มีคำพูดกระเด็นออกมาจากปากพิมพ์ดี มีแต่สีหน้าที่ครุ่นคิด แม่เภาจึงได้โอกาสทบทวนประโยคที่เคยบอกลูกไว้เมื่อคราวไปหาลูกที่หอพัก
" จำได้มั้ยที่แม่เคยบอก คนเราน่ะ เลือกที่จะได้ยินเสียงอะไรก็ได้ที่ตัวเองอยากได้ยิน ได้เห็นอะไรก็ได้ที่ตัวเองอยากเห็น และเราก็เลือกที่จะเดินทางที่เราอยากจะเดินได้เสมอ เราเลือกได้นะลูก"
ไม่มีคำถามต่อไปจากแม่เภา สีหน้าครุ่นคิดของพิมพ์ดีเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มพิมพ์ใจให้ท้องฟ้า เธอไม่ได้บอกแม่ว่าทางเดินที่เธอจะเลือกคืออะไร เธอรู้แต่ว่าอะไรที่ผ่านมาแล้วแนะนำเธอให้รู้จักกับความทุกข์ เธอจะหันหลังให้สิ่งนั้นทันที
วันเสาร์ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2552
วันอาทิตย์ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2552
วิถีแห่งความรู้แจ้ง
เสียงอ่าน
http://www.archive.org/details/pramote_vitehangkwamroojang
http://audio.palungjit.com/showthread.php?t=332
http://d.igetweb.com/index.php?mo=3&art=69280
http://www.ideaforlife.net/dhamma/sound/pramote/book/vitehangkwamroojang.html
หนังสือ
http://www.wimutti.net/books/vidhi2/main.htm
ก็แค่รู้สึกตัว
การปฏิบัติธรรมบางครั้งกลับไม่ใช่เรื่องยาก ก็แค่ฟังธรรมบ้าง ฟังการตอบปัญหาที่ผู้อื่นถามบ้าง ฟังไปนานเข้าจิตก็เกิดความรู้สึกตัวสามารถปฏิบัติธรรมได้เป็นอย่างดี มีสติสัมปชัญญะอยู่เนืองๆ จิตใจผ่องใส หน้าตาก็ผ่องใส จนจิตเขาทำหน้าที่ของเขาเอง แค่คอยรู้ไปเรื่อยๆ เท่านั้นเอง แท้จริงสติสัมปชัญญะจะเกิดขึ้นมาก็เพราะเราต้องไม่คิดมาก คือไม่คิดว่า “การปฏิบัติธรรมคืออะไร จะลงมือทำได้อย่างไร และทำแล้วจะมีผลอย่างไร” ให้ตามรู้ความรู้สึกเรื่อยไป แล้วก็สังเกตจิตใจตนเองเสมอๆ จิตเขารู้สึกอย่างไรก็รู้ไปตามนั้น แล้วก็เห็นว่าความรู้สึกทั้งหลายเป็นเพียง “อะไรบางอย่าง” (นาม) ที่เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป ไม่ใช่ตัวเราและบังคับไม่ได้ ให้เห็นอยู่เพียงเท่านี้เองโดยไม่หลงเข้าไปแทรกแซงหรือแก้ไขอาการของจิต แล้วความทุกข์ทางใจที่เคยมีเป็นภูเขาเลากาก็ค่อยสลายตัวไป จิตใจมีความอิ่มเอิบเบิกบานในธรรมเพราะสามารถปล่อยวางความรู้สึกต่างๆ ลงได้เป็นลำดับ ในขณะที่ผู้คิดมาก ถามมาก ฟังธรรมมาหลายปีก็ยังปฏิบัติไม่เป็น เพราะไม่ได้ลงมือปฏิบัติคือไม่ลงมือตามรู้กายตามรู้ใจเสียที บุคคลเหล่านี้จะรู้สึกว่า การปฏิบัติธรรมช่างเป็นเรื่องยากเย็นเสียเหลือเกิน ตรงกับที่หลวงปู่ดูลย์ท่านกล่าวว่า “ยากสำหรับผู้ไม่ปฏิบัติ” คือยากสำหรับนักคิดนักถามและนักเพ่งนักจ้อง แต่ไม่ยากสำหรับนักตามรู้กายและนักตามรู้ใจ
การตามรู้จิตใจของตนเองเป็นเรื่องเรียบง่าย ไม่มีขั้นตอนหรือวิธีการใดๆ เป็นพิเศษเลย เพียงแค่ให้รู้ความรู้สึกเข้าไปตรงๆ คือจิตใจมีความรู้สึกอย่างไรก็รู้ไปตามนั้น เช่นจิตรู้สึกมีความสุขก็รู้ จิตรู้สึกมีความทุกข์ก็รู้ จิตเฉยๆ ก็รู้ จิตมีโลภะคือรู้สึกโลภ/ใคร่/รัก/หวง/ห่วงก็รู้ จิตมีโทสะคือรู้สึกโกรธ/หงุดหงิด/ขุ่นข้องหมองใจ/เกลียด/กลัว/กังวล/อิจฉา/พยาบาทก็รู้ จิตมีโมหะคือฟุ้งซ่านหรือซึมเซาก็รู้ จิตสงบปลอดโปร่งผ่องใสเบิกบานก็รู้ ตัวความรู้สึกทั้งหลายนั่นแหละคือธรรมอย่างหนึ่งเรียกว่า “นามธรรม” ไม่ใช่ตัวเรา เมื่อเห็นนามธรรม นามธรรมก็แสดงธรรมให้ดู คือเขาจะแสดงความเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไปให้ได้เห็น เมื่อเห็นมากเข้าจิตใจก็จะเริ่มปล่อยวางความรู้สึกต่างๆ ซึ่งไม่ใช่ตัวเราหรือของเราลงได้ คือความสุขเกิดขึ้นก็ไม่หลงยินดี ความทุกข์เกิดขึ้นก็ไม่หลงยินร้าย กุศลเกิดขึ้นก็ไม่หลงยินดี และอกุศลเกิดขึ้นก็ไม่หลงยินร้าย จิตใจเข้าถึงความเป็นกลางในสิ่งทั้งปวง ตรงกับที่หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี วัดหินหมากเป้ง จังหวัดหนองคาย กล่าวว่า “ผู้ใดเข้าถึงความเป็นกลางจะพ้นจากทุกข์ทั้งปวง” (อนึ่งเมื่อหัดตามรู้นามธรรมอย่างนี้ก็จะพลอยรู้จักและตามรู้รูปธรรมคือกายได้ด้วย เพราะกายกับจิตเป็นของคู่กัน เมื่อรู้กายได้ก็รู้จิตได้ และเมื่อรู้จิตได้ก็รู้กายได้ กายกับใจหรือรูปกับนามนี่แหละคือธรรมะที่ต้องตามรู้เขา คือกายอยู่ในอาการอย่างไรก็รู้ว่ารูปอยู่ในอาการอย่างนั้น)
ทั้งผู้ปฏิบัติและผู้ไม่ได้ปฏิบัติต่างก็รู้จักความรู้สึกทางใจด้วยกันทั้งนั้น ความแตกต่างระหว่างผู้ปฏิบัติกับผู้ไม่ปฏิบัติมีไม่มากคือ ผู้ไม่ปฏิบัติมีความรู้สึกใดๆ ขึ้นมาแล้วก็ไม่รู้ ถึงรู้ก็รู้ตามหลังนานๆ เช่นโกรธไปเมื่อวานมาวันนี้เพิ่งนึกได้ว่าเมื่อวานนี้โกรธ เป็นต้น ส่วนผู้ปฏิบัติเมื่อมีความรู้สึกอย่างไรเกิดขึ้นในจิตใจ ก็รู้ได้อย่างรวดเร็วโดยไม่มีความรู้สึกอย่างอื่นมาคั่นเสียก่อน เช่นพอโกรธก็ตามรู้ได้ว่าจิตก่อนหน้าที่จะรู้ทันนี้กำลังโกรธอยู่ หลักของการปฏิบัติมีอยู่เพียงแค่ว่า จิตใจมีความรู้สึกอย่างไรก็ตามรู้ไปตามนั้นเท่านั้น โดยไม่ต้องทำอะไรก่อนจะรู้ ระหว่างรู้ และรู้แล้วก็ไม่ต้องทำอะไรต่อไปอีก เช่นไม่ต้องดักดูไว้ก่อนว่าเมื่อไรจะโกรธ ไม่ต้องพยายามห้ามหรือป้องกันไม่ให้โกรธ และเมื่อโกรธแล้วก็ไม่ต้องอยากและพยายามทำให้หายโกรธเร็วๆ เพียงรู้ว่านามธรรมอย่างหนึ่งเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็ดับไปเท่านั้นก็พอแล้ว สำหรับอารมณ์ในฝ่ายที่น่าพอใจ ก็ไม่ต้องอยากให้เกิดขึ้น ไม่ต้องพยายามทำให้เกิดขึ้น และถ้าเกิดขึ้นแล้วก็ไม่ต้องพยายามรักษาเอาไว้ ให้ตามรู้ไปตามความเป็นจริงเช่นเดียวกับอารมณ์ที่ไม่น่าพึงใจนั่นเอง
อย่าพยายามไปบังคับจิตให้หยุดคิด หน้าที่ของเราคือทำสติตามรู้ความคิดไปทำสติตามรู้ไป ความคิดนั่นแหละคือเครื่องรู้ของจิต เครื่องระลึกของสติ ความคิดเป็นฐานที่ตั้งอันมั่นคงของสติ ตราบใดที่จิตยังมีความคิด สติยังมีความระลึก สิ่งที่เราจะพึงได้จากการภาวนาคือความที่สติมีพลังแก่กล้าขึ้นจนเป็นมหาสติ เป็นสติที่มีฐานที่ตั้งอย่างมั่นคง แล้วกลายเป็นสติพละ เป็นสติที่มีพละกำลังอันเข้มแข็ง กลายเป็นสตินทรีย์ สติเป็นใหญ่ในธรรมทั้งปวง เมื่อเป็นสติพละ เป็นสตินทรีย์ เมื่อสติตัวนี้เพิ่งพลังแก่กล้าขึ้น จึงกลายเป็นสติวินโย จิตของเราจะมีสติเป็นผู้นำ แม้จะตั้งใจก็ตาม ไม่ตั้งใจก็ตาม จิตจะมีความสำนึกรู้ผิดชอบชั่วดีอยู่ตลอดเวลา ในเมื่อจิตกระทบอารมณ์อันใดขึ้นมา สติตัวนี้จะออกไปรับและพิจารณาให้เกิดรู้เหตุรู้ผลขึ้นมา เมื่อรู้เหตุรู้ผลแล้วจิตมันก็จะปล่อยวางไปเอง
เรื่องมันไม่ยากแต่ทำจริงๆ แล้วยากอยู่ แต่ถ้าทำได้แล้วมันก็จะไม่เป็นเรื่องยากอีกต่อไป ก็แค่รู้ื ดูมันไปเรื่อยๆ
30 วิธีเอาชนะโชคชะตา
การที่จะช่วยให้ถึงเป้าหมายเร็วขึ้น อาจจะต้องมีพลังความช่วยเหลือมาจากภายนอก
( จากบุคคลผู้มีอำนาจ จากเพื่อนๆ หรือจากโชค ....)
นอกจาก จะต้องเก่งสู้เขาได้ หรือเก่งกว่า แล้ว จะต้องโชคดีกว่า จะต้องมีพลังอะไรต่างๆ มาคอยช่วยหนุน ประคับประคอง และผลักดันอยู่เสมอ
คุณเป็น “ คนโชคดี ” หากคุณประสบความสำเร็จ หรือได้สิ่งที่ต้องการ หรือมีความสุขได้ง่ายและเร็วกว่าคนอื่น
“ โชคร้าย ” ก็เหมือนมรสุมที่คอยขัดขวางการเดินทาง ทำให้ถึงเป้าหมายได้ยากขึ้น ถ้าท้อแท้และล้มเลิกยอมแพ้ ก็อาจไม่ถึงเป้าหมายนั้นเลย
รู้ เข้าใจ เห็นด้วย แต่เมื่อไม่ได้นำไปใช้ ก็ลืม
รู้ เข้าใจ เห็นด้วย แต่เมื่อไม่ได้นำไปใช้ อย่างนานเพียงพอ อย่าด่วนสรุปว่า ไม่ได้ผล
สิ่งที่จะช่วยความจำได้ดีที่สุด คือ การทำอยู่เรื่อยๆ จนติดเป็นนิสัย
กฎ “ 30 วิธีเอาชนะโชคชะตา ”
กฎข้อที่ 1 คนโชคดี รู้ว่า “ โชค ” สามารถเปลี่ยนแปลงได้
- ไม่มีอนาคตใคร ที่ฟ้าลิขิตมาแล้ว ทุกอย่างในอนาคตเปลี่ยนแปลงได้
- โชคที่ฟ้าลิขิตมานั้น มันดีบ้าง ไม่ดีบ้าง แต่คนที่โชคดีจริงๆ นั้น สามารถเปลี่ยนสิ่งที่ฟ้าให้มา เป็นสิ่งที่ดีได้ทั้งหมด
- จะเปลี่ยนโชคนั้นได้ คุณต้องเปลี่ยนความคิดของตนเองตั้งแต่ตอนนี้เป็นต้นไป
ว่า โชคเป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงได้
กฎข้อที่ 2 คนโชคดีเชื่อว่า ตัวเขาเองสามารถเปลี่ยนแปลงโชคนั้น ได้
o เราสร้างอนาคตของเราเอง แต่ไปเรียกมันว่า “โชคชะตา” (เบนจามิน ดิสเรลี)
o สิ่งที่ควบคุมโชคเหล่านั้น อยู่ในมือคุณทั้งหมด คือตัวคุณเอง
o การจะเรียนรู้จัก วิธีการควบคุมโชค การเป็นเจ้านายโชค และการกำราบโชคให้อยู่หมัด เราต้องเชื่อว่า เราเองเป็นผู้รับผิดชอบในความโชคดี โชคร้าย ของตัวเราเอง และต้องไม่ปัดความรับผิดชอบไปให้ผู้อื่น หรือสิ่งอื่น
o การเรียนรู้การเป็นเจ้านายของโชค เป็นเหมือนการเรียน “ทักษะ” (Skill) อย่างหนึ่ง ที่เราสามารถเรียนรู้ให้เก่งได้
o ข้อดีของการฝึก “ทักษะ” คือ ยิ่งเราเก่งมากเท่าใด เราก็ควบคุมสถานการณ์ได้มากขึ้นเท่านั้น
o เราต้องควบคุมสถานการณ์ที่เกิดขึ้น แทนที่จะให้สถานการณ์ที่เกิดขึ้นควบคุมเรา
o ยิ่งเราเก่งในเรื่อง “ทักษะในการควบคุมโชค” มากแค่ไหน ไม่ว่าสถานการณ์อะไรเกิดขึ้น ร้ายหรือดี เราสามารถเปลี่ยนสถานการณ์นั้นให้เป็นดี หรือดีกว่า ได้ทั้งหมด
กฎข้อที่ 3 รู้จัก กฎพ่อ และกฎแม่ แห่งโชคลาภ
o กฎที่สำคัญที่สุดแห่งโชคลาภ คือ
# กฎแห่งเหตุและผล ( The law of cause and effect )
# กฎแห่งแรงดึงดูด ( The law of attraction )
o โลกนี้ เป็นโลกที่อยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ที่แน่นอน ตายตัว ไม่ยกเว้นใคร (ไม่ว่าคุณจะชอบมัน หรือเชื่อมันหรือไม่ก็ตาม) คนที่ฝ่าฝืนไม่เคารพกฎเหล่านี้ จะได้รับผลลัพธ์ที่ตนเองไม่ต้องการ แล้วเรียกมันว่า “โชคร้าย”
กฎข้อที่ 4 จงเคารพ กฎแห่ง เหตุและผล (กฎพ่อ แห่งโชคลาภ)
- ทุกอย่างเกิดขึ้น โดยมีเหตุ มีผล (สำหรับผลทุกอย่าง จะมีสาเหตุที่แน่นอน)
- ถ้าคุณเปลี่ยนเหตุให้ดีขึ้น ผลของคุณก็จะดีขึ้น
- การกระทำ (หรือเหตุ) ทุกอย่าง จะมีผลตามมา ไม่ว่าเราจะ เห็นมันหรือไม่
และไม่ว่าเราจะชอบมันหรือไม่ ก็ตาม
** โชค ไม่ได้เป็นสิ่งที่เกิดแบบสุ่มสี่สุ่มห้า อะไรที่เกิดขึ้นกับเรา จะเป็นผลบางอย่างจากการกระทำหรือความคิดของเรา ไม่ว่าเราจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม
ข้อปฏิบัติ
ถ้าอยากได้ผล (หรือโชค) ที่ต่างไป ก็ต้องเปลี่ยนเหตุหรือการกระทำ และความคิดของเราเอง
บางทีสาเหตุนั้นอาจไม่ชัดเจน เราอาจไม่ทราบหรือไม่เข้าใจ หน้าที่ของเรา คือ หาสาเหตุนั้น
กฎข้อที่ 5 จงบูชา กฎแห่งแรงดึงดูด (กฎแม่แห่งโชคลาภ)
- (เพื่อได้) โชค คุณต้องใช้กฎแห่งแรงดึงดูด ช่วยดึง ผู้คนและสถานการณ์ ที่จะช่วยคุณให้เดินหน้าเร็วขึ้น เข้ามาในชีวิต (ไบรอัน เทรซี่ , สรอ.)
** กฎแห่งแรงดึงดูด “คุณจะดึงดูดสิ่งที่อยู่ในความคิดส่วนใหญ่ของคุณเข้ามาในชีวิต” ไม่ว่าจะเป็น คน สถานการณ์ สิ่งของ ...ฯลฯ... (กฎนี้ เป็นกฎตายตัวของโลก เหมือนกฎแห่งแรงโน้มถ่วง ไม่ว่าคุณจะชอบมันหรือไม่ และเชื่อมันหรือไม่ ก็ตาม)
ข้อปฏิบัติ
สิ่งเดียวที่ต้องทำ คือ ควบคุมความคิด ให้คิดแต่ในเรื่องที่ต้องการเท่านั้น (พูดถึงมัน ฝันถึงมัน หมกมุ่นอยู่กับมันตลอดเวลา) สิ่งนี้ ทำยากกว่าที่คิด เพราะจิตสำนึกของเราจะคอยคิดแต่เรื่องทางลบ
เทคนิค
ลงโทษตัวเองเล็กๆ (ทุกครั้งที่คิดในเรื่องทางลบ) เมื่อความคิดเถลไถลไปเรื่องทางลบ เพื่อเทรนให้จิตสำนึกเชื่อมความเจ็บกับความคิดทางลบ (ทำติดต่อกันอย่างน้อย 21 วัน จะเป็นการพัฒนาจิตใจให้กล้าแข็งขึ้น)
*** มีทางสองแบบ ที่จะไปถึงเป้าหมายหรือสิ่งที่ต้องการ
ทางแรก ทำงานลูกเดียว เพื่อให้ถึงเป้าหมายให้ได้ (วิธีนี้ เหนื่อยและช้า)
ทางที่สอง ขณะที่คุณ วิ่ง เข้าหาเป้าหมาย เป้าหมายนั้น ก็วิ่ง เข้าหาคุณ (วิธีนี้
เหนื่อยน้อยและเร็ว)
กฎข้อที่ 6 กำจัด ความเชื่อที่จำกัด
- คนเราเลือกเกิดไม่ได้ แต่คนเราเลือกที่จะเป็นได้
- ที่สำคัญ ต้องคิดเป็น (ไม่เช่นนั้น ก็อยู่เหมือนคนล้มเหลว)
** ในโลกนี้ ทุกอย่างเป็นไปได้ ถ้าตั้งใจและคิดอย่างถูกต้อง
มนุษย์สามารถเป็นอะไรที่ตนเองต้องการได้ทั้งนั้น เพราะมนุษย์จะพัฒนาการไป
ตามที่ตนเองคิดเท่านั้น
o ถ้าคุณคิดเป็น คุณไม่ต้องพึ่งโชค แต่คุณจะสร้างโชค
o หากรู้วิธีสร้างโชคเองแล้ว อยากโชคดีแค่ไหนก็ได้ทั้งนั้น
o สร้างโชค(ดี) เป็นผู้กำราบโชค เอาชนะโชคจนอยู่หมัด ย่อมมีความรู้สึกที่แตกต่างกับการตกเป็นเหยื่อของโชค(ร้าย)
กฎข้อที่ 7 ทำตัวเป็น หมอดูที่แม่นที่สุดในโลก
- ไม่มีคนคนใดสามารถมาลิขิตชีวิตของมนุษย์ได้ คุณจะต้องกุมบังเหียนชีวิตนี้เอง
ไม่ว่าชีวิตนี้จะออกมาดีหรือไม่ดี คุณต้องเป็นผู้รับผิดชอบมันทั้งนั้น
** มนุษย์ทุกคนมีศักยภาพที่ยิ่งใหญ่ มีความสามารถที่จะสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ โดยการคิด และการกระทำที่ถูกต้อง
- เพราะในเมื่อมนุษย์จะพัฒนาการไปตามอย่างที่ตนคิด การคิดและการกระทำ
ในตอนนี้ จึงเป็นตัวกำหนดผลในอนาคต
- คุณมีศักยภาพในการเปลี่ยนอนาคตของตัวเอง คุณสามารถทำนายอนาคตของคุณเองได้ ถ้าคุณ มุ่งพลังกาย พลังความคิด ไปที่สิ่งที่ดี ความฝันที่ยิ่งใหญ่ อนาคตของคุณก็จะไปในทิศทางนั้น (ดี / ไม่ดี)
“มนุษย์จะพัฒนาการไปตามอย่างที่ตนคิด” เป็นกฎที่แน่นอนและตายตัวของโลก เหมือน
กฎแรงโน้มถ่วง อยู่คู่โลกมาตั้งแต่มีมนุษย์ และจะไม่มีวันเปลี่ยนแปลง ใช้ได้ทุกประเทศ
ทุกสมัย ตลอดไป เป็นกฎแห่งการทำนายอนาคต
หน้าที่ของคุณ ก็คือ ทำอย่างไรที่จะเข้าใจถ่องแท้ถึงกฎนี้ เพื่อจะได้นำไปใช้ และเมื่อไหร่ที่คุณเป็นเจ้าของกฎนี้ คุณสามารถมี และเป็นอะไรก็ได้ตามใจปรารถนา
กฎข้อที่ 8 คนโชคดี ตัดสินใจ ไขว่คว้าหาโชค
สุภาษิตญี่ปุ่นกล่าวไว้ว่า “ วันที่คุณตัดสินใจทำ เป็นวันโชคดีของคุณ ”
กฎข้อที่ 9 คนโชคดี ลงมือทำวันนี้
* เมื่อคุณรู้ว่าต้องการอะไร
คุณต้องเริ่มวางแผนเดินหน้าเข้าไปหาเป้า และทำวันนี้
(วันพรุ่งนี้ไม่เคยมา ชีวิตทุกคนประกอบไปด้วยวันนี้)
** เริ่มอะไรก็ได้ แม้ว่าเล็กเท่าใดก็ตาม เพราะการเริ่มต้นนั้นยากที่สุด
แต่เมื่อได้เริ่มแล้ว การทำต่อ จะใช้แรงและความพยายามน้อยลง
กฎข้อที่ 10 รู้จัก องค์ประกอบของโชค
เซเนกา / โรมัน / คศ. 1 , กล่าวว่า โชค คือ ความเตรียมพร้อม พบกับ โอกาส
** องค์ประกอบของโชคดี คือ - โอกาส
- ความเตรียมพร้อม
ทั้งสองสิ่งต้องเกิดขึ้นด้วยกัน จึงจะเป็น “ โชคดี ”
ถ้าโอกาสมาถึง แต่เราไม่พร้อม เรียกว่า ความน่าเสียดาย
** เราต้องรู้จักสร้างโอกาส ทำอย่างไรก็ได้ให้โอกาสเกิดขึ้นกับเรามากที่สุด **
กฎข้อที่ 11 เพิ่มโอกาส โดยลองสิ่งแปลกใหม่
** สิ่งหนึ่งที่ทำได้ ที่จะเปิดโอกาสนั้นมาถึงเราได้มากครั้งที่สุด คือ ลองสิ่งใหม่ ๆ
- ถ้าการกระทำของคุณเป็นแบบเดิม ๆ คุณก็จะได้ผลแบบเดิม ๆ
** ไอน์สไตน์ ให้คำนิยาม การทำสิ่งเดิม ๆ ซ้ำไปซ้ำมา และหวังให้ผลมันเปลี่ยนไป
ว่า “ ความวิกลจริต ”
- ถ้าอยากได้ผลที่แตกต่างไปในทางดี ก็ต้องลองทำสิ่งใหม่ ๆ ดี ๆ ที่เราไม่เคยทำ
หรือที่ไม่มีคนอื่นเคยทำ
- เนื่องจากโชคของคุณ ส่วนใหญ่จะมาจากผู้อื่น ดังนั้น การเจอคนใหม่ ๆ ที่ดี ๆ
ทำให้มีโอกาสที่จะประสบสิ่งดี ๆ
- ยิ่งคุณเป็นคนรู้จักคนมากเท่าไหร่ โอกาสที่คนจะนำไป หรือให้ไอเดียสิ่งดี ๆ
ก็มีเยอะมากยิ่งขึ้น แค่ไอเดียดี ๆ ไอเดียเดียว สามารถทำให้เราเป็นมหาเศรษฐีได้
กฎข้อที่ 12 เพิ่มโอกาส โดยการเอาตนเองเข้าไปอยู่ในหนทางของโอกาส
** การเอาตัวเข้าไปอยู่ในหนทางของโอกาส ก็เหมือนกับการไปรอตรงที่โอกาสมันมีสิทธิโผล่ขึ้นมาได้มาก เราควรคิดว่า สิ่งที่เราอยากได้ มันอยู่กันที่ไหนเยอะ ๆ
- การที่เราได้โอกาสมากกว่า ก็ทำให้ได้พัฒนาฝีมือได้รวดเร็วกว่า
ข้อคิด
ลองถามตนเองว่า เหตุที่เราไม่ก้าวหน้า หรือไม่มีโชค เป็นเพราะเราทำงานอยู่ในองค์กรที่ผิดหรือเปล่า ไม่เหมาะสมกับความสามารถส่วนตัวหรือเปล่า หรือตั้งร้านค้าอยู่ในสถานที่ที่ผิดหรือไม่..... (บางครั้ง แค่เปลี่ยนสิ่งต่าง ๆ ก็ทำให้โชคเปลี่ยนไปได้อย่างรวดเร็ว)
กฎข้อที่ 13 เพิ่มโอกาส โดยการเพิ่มคุณค่าของตนเอง
** การเพิ่มคุณค่าให้ตนเองในทุก ๆ ทาง ทำให้เราวางตำแหน่งของตัวเราให้อยู่ในโอกาสที่คล้าย ๆ กัน คือ ดีขึ้น ดีขึ้น ยิ่งตนเองดีมากเท่าไร โอกาสที่ผ่านมาในชีวิต ก็ดีมากขึ้นเท่านั้น (โชคดี จะมีโอกาสเกิดมากขึ้น เป็นเงาตามตัว )
- กล่าวกันว่า “ Birds of a Feather Flock Together ”
“ คนที่อยู่ในระดับเดียวกัน จะอยู่ใกล้กัน หรือเป็นเพื่อนกัน ”
( คนที่ประสบความสำเร็จ ก็จะได้เพื่อน เป็นคนที่ประสบความสำเร็จ )
- ยิ่งคุณเพิ่มคุณค่าให้ตนเองมากเท่าใด คุณก็จะมีเพื่อนเป็นคนที่มีค่าและประสบ
ความสำเร็จ เพิ่มขึ้นเท่านั้น
- ยิ่งคุณมีเพื่อน “ คุณภาพ ” มาก โชคดีของคุณก็จะเพิ่มเป็นทวีคูณ
“ Like Attracts Like ” สิ่งที่คล้าย ๆ กัน จะถูกดึงดูดเข้าหากัน
** อยากได้ของดี ตนเองต้องเป็นของดีด้วย
กฎข้อที่ 14 เพิ่มโอกาส โดยการออกไปเจอคน
** เวลามีโอกาสผ่านเข้ามาถึง ถ้าคนในตำแหน่งที่มีอำนาจไม่เคยรู้จัก หรือไม่เคยเห็นหน้าเราเลย เขาไม่สามารถจับเราชนกับโอกาสนั้นได้ เขาต้องคิดถึง คนที่โดดเด่น ( ซึ่งบางครั้ง
ไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องความเก่งเสมอไป อาจเป็นความมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี หรือมีความเป็นผู้นำ หรือมีผลงาน )
กฎข้อที่ 15 คบคนพาล พาลพาไปหาผิด
- คนที่ไม่ดี คนที่เป็นคนคิดทางลบ คนที่ชอบบอกว่า เป็นไปไม่ได้หรอก
อย่าคิดเลย คิดอะไรเกินตัว ฝันหวาน.... ส่วนใหญ่คนเหล่านี้ เป็นคนที่ไม่ค่อยจะทำอะไรที่น่าสนใจ อยู่ใกล้คนเหล่านี้นาน ๆ คุณจะคิดว่าสิ่งที่เขาพูดเป็นความจริง
การที่เขาเหล่านั้นเป็นผู้แพ้ด้วยเหตุผลประการใดก็ตาม ไม่ควรจะมาทำให้คุณเป็น
ผู้แพ้ด้วย
* การอยู่ใกล้ ๆ คนที่กล้าคิดใหญ่ ฝันใหญ่ แล้วทำได้
ทำให้เราได้แรงบันดาลใจ กล้าคิด กล้าทำ
หรืออ่านหนังสือของคนที่ประสบความสำเร็จเขียนแบ่งปัน
ทำให้เราได้ความคิดใหม่ ๆ ดี ๆ โอกาสที่จะโชคดี มีมากขึ้นเป็นทวีคูณ
** ถ้าคุณอยากโชคดี ชีวิตคุณควรจะห้อมล้อมตนเองด้วยคนที่เก่ง ฉลาด ประสบความสำเร็จ คิดในทางบวก
อย่าไปเสียเวลากับคนที่ชอบพูดทางลบ ไม่ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน
เพราะเขาจะนำเอาโชคร้ายมาให้
กฎข้อที่ 16 เพิ่มโอกาส โดยการเอาประโยชน์ให้มากที่สุดจากสถานการณ์ปัจจุบัน (ที่ไม่ดีนัก)
* โอกาสนั้น ไม่ใช่เกิดบ้าง ไม่เกิดบ้าง หรือเกิดตามความบังเอิญ
โอกาสนั้น มีอยู่ทั่วไป แต่เราจะเห็นมันหรือเปล่า เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
ถ้าใจเราปิดแคบ หรือมีวิสัยทัศน์ที่แคบ ๆ เราก็จะไม่เห็นโอกาสนั้น
** คนที่โชคดี จะเป็นคนที่มองเห็นโอกาสในสถานการณ์ที่คนทั่วไปคิดว่า ไม่ดีนัก
และสามารถทำประโยชน์จากทุกสถานการณ์ (ถ้าสถานการณ์ไม่เหมือนกับที่
คาดหวังไว้ ก็จะไม่ย่อท้อ จะมองหาสิ่งดีที่เขาทำได้ในสถานการณ์นั้น)
** ในการแข่งขัน หัวสมองจะต้องเริ่มทำงานทันทีว่า ทำอย่างไร เราจึงจะโดดเด่น
จากผู้แข่งขันรายอื่น (ทำอย่างไรกรรมการจึงจะจำเราได้)
ซึ่งเมื่อหัวสมองได้พุ่งไปทำงานอย่างนั้นแล้ว จะทำให้เราสามารถเอาศักยภาพ
ทั้งหลายมาใช้ได้เต็มที่ ผลก็คือ ทำให้เราได้เรียนรู้อย่างมากมายถึงศักยภาพที่เรา
ไม่เคยรู้ว่ามีอยู่
กฎข้อที่ 17 เตรียมความพร้อม สำหรับโอกาสที่กำลังจะมา เสมอ
- สถานะ ชาติตระกูล และองค์อื่น ไม่สำคัญเท่า ความทะเยอทะยานส่วนตัว
การใฝ่หาโอกาส และที่สำคัญที่สุด คือ การเตรียมความพร้อม
** อับราฮัม ลิงคอล์น กล่าวว่า ผมมีกฎง่าย ๆ คือ
“ จงเตรียมพร้อมทุกอย่าง เหมือนกับโอกาสของเราจะมาถึงในวันนี้ ”
กฎข้อที่ 18 เข้าใจว่า “โชคส่วนใหญ่ของคุณ จะมาจากคนอื่น.....”
- คนอื่น ๆ เช่น ผู้ใหญ่ที่เห็นผลงานดีของเรา / เพื่อนดี ๆ ที่ช่วยเหลือในสิ่งต่าง ๆ คนอื่น ๆ ที่มีอำนาจตัดสินใจว่าจะช่วยเรา .....ฯลฯ.....
** เป็นเรื่องธรรมดาที่ว่า คนที่มีความสัมพันธ์ที่ดีกับทุกคน จะเป็นคนที่โชคดีกว่าผู้อื่น
เป็นคนที่เพื่อนหรือผู้มีอำนาจนึกถึงเวลามีงานดี ๆ หรือมีคนดี ๆ ที่อยากแนะนำให้รู้จัก
+ เมื่อไม่มีโอกาส ความสามารถอาจพัฒนาได้ช้ากว่าที่ควร
** เพิ่มสัมพันธภาพกับผู้อื่น ก่อนที่คุณต้องการขอความช่วยเหลือ
“ Dig your well before you’re thirsty ”
กฎข้อที่ 19 เป็น “คนเก่งทางด้านมนุษยสัมพันธ์”
- การเข้ากับคนได้ดี การทำตัวให้คนรักคนชอบ เป็นเรื่องที่ต้องเรียนรู้กันตลอดชีวิต
- ยิ่งคุณเก่งเรื่องมนุษยสัมพันธ์มากเท่าใด คุณจะยิ่งโชคดีมากขึ้นเท่านั้น
วิธีบางวิธีที่จะเก่งทางมนุษยสัมพันธ์
1. ปฏิบัติกฎทองคำ “ปฏิบัติกับผู้อื่น เหมือนกับที่เราต้องการให้เขาปฏิบัติกับเรา”
2. ศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติมจากหนังสือคลาสสิคด้านการสร้างมนุษยสัมพันธ์ ของ
คาร์เนกี (How to win friends and pinfluence people)
** ที่สำคัญ การปฏิบัติให้ได้ผล ต้องปฏิบัติบ่อย ๆ จนตนเองเก่ง
- หน้าที่หลักของคอนดักเตอร์ คือ การทำงานกับคน (นักดนตรี)
ไม่ใช่กับสิ่งของ (เครื่องดนตรี)
- ความสำเร็จของคอนดักเตอร์
30 % มาจากความฉลาด ความรู้ ความเก่งในศาสตร์
70 % มาจากความสามารถในการสร้างสถานการณ์ ที่ทำให้ผู้ร่วมงานทำงานได้ดีที่สุด
** ในโลกของการทำงาน ทักษะ มนุษยสัมพันธ์ จะมีความสำคัญต่อความสำเร็จ
มากกว่าความเก่งเฉพาะด้าน
กฎข้อที่ 20 ช่วยเหลือผู้อื่น โดยไม่หวังผลตอบแทน
** การหว่าน ต้องมาก่อนการเก็บเกี่ยว
* ไม่ว่าเราหว่านอย่างไร ก็จะเก็บเกี่ยวอย่างนั้น เป็นกฎตายตัวอีกกฎหนึ่งของโลก
การช่วยเหลือผู้อื่น เป็นการหว่านอย่างหนึ่ง ที่ต้องทำก่อน และควรทำโดยไม่ต้องห่วง
การเก็บเกี่ยวหรือผลตอบแทน (ซึ่งจะมีมาแน่ ตามกฎตายตัวของโลก)
กฎข้อที่ 21 สร้างชื่อเสียงที่ดี
- ชื่อเสียง คือสิ่งที่คนอื่นพูดถึงคุณ เวลาอยู่ลับหลังคุณ
** ชื่อเสียงที่ดี จะทำให้คุณโชคดีได้อีกเยอะ เพราะจะทำให้คุณประสบความสำเร็จ
ได้ง่ายขึ้นและเร็วขึ้น
กฎเหล็กที่สำคัญ ที่เราต้องพึงจำไว้
“ People will do business with someone they know , Like and trust ”
(คนจะทำธุรกิจกับคนที่เขา รู้จัก ชอบ และเชื่อใจ)
- ยิ่งคนจำนวนมากเท่าไหร่ที่รู้จักเราและคิดถึงเราในทางที่ดี เราก็โชคดีมากเท่านั้น
** ภารกิจที่สำคัญที่สุดของคนที่อยากโชคดี คือ เพิ่มจำนวนคนที่รู้จักเรา ชอบเรา และ
เชื่อใจเรา ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้
กฎข้อที่ 22 อย่าหาโชคที่การพนัน
** ในโลกของการพนันไม่มีคนโชคดี นอกจากเจ้าของกาสิโน
- ไม่มีใครโชคดีจากการพนัน ถึงแม้คุณจะเล่นได้ตอนนี้ ในที่สุดคุณก็ต้องเสีย
เพราะเป็นธรรมชาติของมนุษย์จะไม่ยอมหยุดเล่นเมื่อกำลังได้ จะยอมหยุด
เมื่อเล่นเสียหมดตัวแล้ว หรือจนเป็นหนี้มหาศาล
กฎข้อที่ 23 อย่าแสวงโชคที่ล๊อตเตอรี่
- คนที่ร่ำรวยและประสบความสำเร็จขึ้นมาได้ด้วยตนเอง ( Self-made
people สร้างตัวขึ้นมาโดยสุจริตและด้วยความสามารถตนเองแท้ ๆ
ไม่เกี่ยวกับมรดก ) จะไม่ซื้อล๊อตเตอรี เพราะเขารู้ว่า เงินได้มาจากงาน
ได้มาจากไอเดีย ได้มาจากความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้อื่น
กฎของโลกอีกประการหนึ่ง คือ
“ You can’t keep anything you don’t deserve ”
คุณไม่สามารถรักษาอะไรที่คุณไม่สมควรได้รับไว้ได้
** การให้การศึกษาตนเองด้านการเงิน (Financial Education)
จะทำให้คุณรู้จักการรักษาเงินนั้น และทำให้มันโตได้
กฎข้อที่ 24 อย่ามีศัตรู (ไม่ว่าโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ)
- ศัตรูแค่คนเดียว ก็สามารถทำให้ชีวิตเรามีโชคร้ายได้เยอะแยะมากมาย
เพราะศัตรูคนนั้นก็มีเพื่อน ๆ และพรรคพวก ซึ่งอาจทำให้ชีวิตเรายากลำบาก
ขึ้นมาก
กฎข้อที่ 25 คนโชคดี คือ คนขยัน
เบนจามิน แฟลงคลิน กล่าวไว้ว่า
“ Diligence is mother of Goodluck ”
ความขยัน เป็นมารดาของความโชคดี
โทมัส เจฟเฟอร์สัน กล่าวไว้ว่า
“ I am a Great Beliver In Luck ,
And I find The Harder I work ,
The More I have of It ”
“ ผมเชื่อเรื่องโชคเป็นอย่างมาก และผมพบว่า ยิ่งผมทำงานหนักมากเท่าไหร่
ผมก็ยิ่งมีโชคมากขึ้นเท่านั้น ”
** เมื่อเกี่ยวกับความสำเร็จแล้ว ไม่มีอะไรมาทดแทนการทำงานหนักได้
(เทคนิคบางอย่าง อาจทำให้ถึงความสำเร็จ เร็วขึ้น และง่ายขึ้น)
กฎข้อที่ 26 หาทางให้คนอื่นได้ประโยชน์ด้วย
- ยิ่งมีคนได้รับประโยชน์ (จากการรับใช้ หรือใช้ผลิตภัณฑ์ของเรา) มากเท่าใร
โชคดี ก็ยิ่งมาเยือนมากเท่านั้น
** อย่าคิดถึงแต่ผลประโยชน์ของตนเองฝ่ายเดียว ก่อนที่จะทำอะไร ควรคิดก่อนว่า คนอื่นจะได้รับประโยชน์จากสิ่งที่เราทำได้อย่างไร
- โลกทั้งโลกนี้ ประกอบไปด้วย “คนอื่น” ทั้งหมด ยกเว้นเพียงคนเดียวเท่านั้น
คือ ตัวเราเอง
* โลกนี้ เป็นโลกของการพึ่งพาอาศัยกัน
“ You can have everything in life you want , If you
will just help other people get what you want ”
* กุญแจสำคัญ
หาวิธีอะไรก็ตามที่เขาได้ และเราได้ ไปพร้อม ๆ กัน
และเมื่อนั้น เราสามารถจะได้อะไรก็ได้ในชีวิต
** การคิดให้คนอื่นได้ผลประโยชน์ และเน้นตรงส่วนนั้น
จะนำ “โชคดี” มาให้คุณมากมาย
กฎข้อที่ 27 การอิจฉาจะนำโชคร้ายมาเพิ่ม
** คนโชคดี จะยินดีกับคนอื่นเมื่อเขาได้ดี หรือประสบความสำเร็จ
- เวลาที่เราอิจฉาเขา มันสมองของเรากำลังมุ่งไปที่ที่ผิด
คือ มุ่งไปที่สิ่งที่คนอื่นมี แต่ที่เราไม่มี
กฎธรรมชาติของโลก
“ You get moer of what you focus on ”
ไม่ว่าสิ่งใดที่คุณเพ่งความสนใจไป สิ่งนั้น คุณจะมีมากขึ้น
ไม่ว่าจะเป็นความจน ความป่วย ความมั่งมี ความสุข.......
- ยิ่งคุณมุ่งคิดไปในสิ่งที่คนอื่นมี และคุณขาด ความรู้สึกด้อยนั้นก็จะมีมากขึ้น
กฎข้อที่ 28 อย่าพูดว่า คู่แข่งหรือคนที่คุณไม่ชอบ “โชคดี”
** “ความโชคดี” คือวิธีการอธิบายความสำเร็จของผู้อื่น (ที่เราไม่ชอบ)
ฌอง คอดโต (นักเขียนชาวฝรั่งเศส)
EX สิ่งที่บัณฑิต อึ้งรังสี ทำ
+ ทำงานหนัก เพื่อที่จะได้เป็นเลิศในสาขาที่อยากเก่ง
+ มีวิธีการคิดที่แตกต่างจากคนทั่วไป (คิดต่างกัน ทำให้อนาคตต่างกัน)
+ ต้องใช้ความอดทน
+ ไม่ย่อท้อ เอาชนะความไม่ยุติธรรม
ข้อสำคัญ
1. มีเป้าหมายที่ชัดเจน
2. ทำงานหนัก เพื่อบรรลุเป้าหมายนั้น ๆ
** ในโลกนี้ ทุกอย่างเป็นไปได้เสมอ เมื่อเรามีความเชื่อและความกล้า
- เวลาเราเห็นคนอื่นประสบความสำเร็จ เราไม่ควรบอกว่าเขาโชคดี เพราะ
# ส่วนใหญ่แล้ว เป็นเพราะคุณอิจฉาเขา
# เป็นการดูถูกคนอื่นนิด ๆ
# การที่คนอื่นประสบความสำเร็จหรือได้สิ่งดี ๆ มีเหตุเสมอ ไม่ว่าคุณ
จะเห็นเหตุนั้นหรือไม่ก็ตาม
กฎข้อที่ 29 “ดูดี” เหมือนคนโชคดี
* เป็นเรื่องธรรมดาของโลก ที่คนที่ดูดี หล่อ สวย ก็จะได้โอกาสดี ๆ ในชีวิต
มากกว่าคนที่ไม่โดดเด่น
“ดูดี” = ดูดีทั้งรูปร่างหน้าตา , การแต่งกาย , บุคลิคภาพ , ความเฉลียวฉลาด และความสะอาด
** การเป็นนักฟังที่ดี ให้ความสนใจอย่างจริงจังกับคนที่พูดคุยด้วย สามารถทำให้เรา
เป็นคนมีเสน่ห์ ซึ่งจะส่งผลอย่างมากต่อ “ ความโชคดี ”
- โชคและการดูดี มีความสัมพันธ์กันอย่างแน่นอน
กฎข้อที่ 30 จงรู้จักเห็นค่าของสิ่งที่มีอยู่แล้ว
กฎนี้ เป็นความลับที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของการเป็น “บุคคลที่โชคดี”
หากคุณเป็นเจ้านายของกฎนี้ ไม่ยากเลยที่คุณจะเป็น “คนที่โชคดีที่สุดในโลก”
The Law of Gratitude
“ The more you appreciate what you already have ,
the more you will have”
ยิ่งคุณเห็นค่าสิ่งที่มีแล้ว คุณยิ่งมีเพิ่มขึ้น
** นอกจาก ความคิด ของเรา จะ “ดึงดูด” สิ่งต่าง ๆ เข้ามาในตัวเราแล้ว
ความรู้สึก ของเรา ก็จะดึงดูดด้วย
“ ความรู้สึกดี ๆ ” ก็จะดึงดูดสิ่งของหรือสถานการณ์คล้าย ๆ กัน ที่คนทั่วไป
เรียกว่า “โชคดี”
แหล่งที่มา : จากหนังสือ “30 วิธีเอาชนะโชคชะตา” ของ บัณฑิต อึ้งรังสี
กฎแห่งแรงดึงดูด
- เราคิดอะไรได้อย่างนั้น คิดดีได้ดี คิดไม่ดีได้สิ่งไม่ดี
- คิดจดจ่อ ครุ่นคิดกับสิ่งที่เราร้องขอ
- แล้วสิ่งที่เราร้องขอจะเป็นจริง
- เราคิดอะไรให้ดูอารมณ์ของเราขนาดนั้น
- อารมณ์ดีย่อมดึงดูดสิ่งดี ๆ เข้ามา
- หากอารมณ์ไม่ดีก็คิดถึงบรรยากาศดี ๆ สิ่งที่เราชอบ
- กฎแห่งแรงดึงดูดมีกระบวนการคือ เชื่อ ขอ รับ
- เชื่อ คิด พูด เสมือนว่าได้สิ่งนั้นแล้ว
- รับ รู้สึกว่าได้สิ่งนั้นแล้ว
- หากเริ่มต้น เริ่มดึงดูดกับเรื่องเล็ก ๆ ก่อน แล้วดึงดูดสิ่งใหญ่ ๆ เป็นการฝึกทักษะจนใช้กฎได้อย่างชำนาญ
- ดึงดูดสิ่งเล็กกับสิ่งใหญ่ก็ใช้กฎเท่า ๆ กัน เช่น เงินหนึ่งบาทกับเงินล้านบาท
- คิดไว้ล่วงหน้า
- คาดหวังในสิ่งที่ต้องการ สิ่งไม่ต้องการไม่ต้องไปคิดถึงมัน
- เห็นคุณค่าตัวเอง เห็นคุณค่าในสิ่งที่ตนมี แล้วสิ่งดี ๆ ก็จะเข้ามา
- ขอบคุณล่วงหน้า
- สร้างมโนภาพว่าคุณกำลังมีความสุขกับสิ่งที่คุณร้องขอ
- ใช้กฎแห่งแรงดึงดูดเป็นกิจวัตร
- ก่อนนอนคิดทบทวน หากคิดผิดคิดใหม่ ปรับแผนการใช้กฎใหม่ สร้างจิตนาการความรู้สึกดี ๆ ต่อสิ่งร้องขอใหม่
- มีความสุขตลอดเวลา
- ไม่คิดลบ ไม่ทำลบ ไม่พูดลบ
- ทำตัวเองให้สมบูรณ์ให้ดีแล้วค่อยช่วยผู้อื่น
- ทำบุญ
- รักเคารพตัวเอง หาจุดเด่นของตัวเอง
- เรื่องขำ ๆ หัวเราะทำให้อารมณ์ดีได้
- คิดถึงความร่ำรวย อย่าคิดถึงหนี้สิน
- คิดถึงสุขภาพที่แข็งแรง ความหนุ่มสาว อย่าคิดโรคภัย ความแก่ชรา
- เมื่อเจ็บป่วยก็คิดว่าต้องหาย กินยาแล้วต้องดี
- เราต่อต้านสิ่งใดเราก็จะได้สิ่งนั้น
- คิดถึงสิ่งร้ายได้สิ่งร้าย
- กฎแห่งแรงดึงดูดใช้ได้ไม่จำกัด ยิ่งใช้เยอะยิ่งดี ยิ่งเกิดทักษะ
- สลัดออกจาก กรอบความเชื่อของสังคม อดีตเก่า ๆ ไม่ยึดติด กล้าที่จะเปลี่ยนแปลง ถ้าคิดว่าเกิดมาจนก็จะจนไปตลอด
- ใครร้ายมาให้ดีตอบ ให้ความรักกลับไป
- เชื่อกฎแห่งแรงดึงดูดโดยไม่ต้องสงสัย
- ใส่พลังการคิดบวกเข้าไปในทุกเรื่องที่คิด
- ดึงสิ่งดี ๆ เข้ามา
- ทำในสิ่งที่รัก
1. Ask
2. Believe
3. Receive
ขอหรือโฟกัสในสิ่งที่ต้องการ, เชื่อมั่นว่ามันจะต้องเกิดขึ้น, รับในสิ่งที่ขอ