วันพฤหัสบดีที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2552

แม่เภาพบลูกสาว

หลัง จากที่แม่เภาไปเยี่ยมพิมพ์ดีลูกสาวคนเล็กคราวก่อน สองแม่ลูกก็ยังไม่ได้พบกันอีกเลย จนวันที่พิมพ์ดีกลับมาเยี่ยมบ้านในช่วงปิดเทอม แม่ลูกสวมกอดกันทันทีที่ได้พบหน้า

"สอบเสร็จแล้วหรือลูก" เป็นคำทักทายที่แม่เภาส่งให้ลูกสาว

"เสร็จปุ๊บมาปั๊บเลยแม่" พิมพ์ดีตอบโดยไปปล่อยแขนออกจากอ้อมกอดของแม่

"หิวมั้ย กินอะไรมาหรือยัง" แม่เภาถามต่อ

"ก็เก็บท้องไว้กินกับข้าวแม่นี่แหละ" คราวนี้ลูกสาวปล่อยแขนแล้วมองหน้าแม่คล้ายจะวิงวอนให้แม่ป้อนข้าวเหมือนเมื่อครั้งยังเด็ก

"ได้เลย... ยำหมูยอของโปรด ตกลงมั้ย???" แม่เภาไม่รอคำตอบจากลูกสาว คลายอ้อมกอดแล้วเดินเข้าไปในครัว

หลัง จากจัดการอาหารโปรดฝีมือแม่เรียบร้อยแล้ว สองคนแม่ลูกนอนคุยกันจนไม่รู้ว่าใครเข้าเฝ้าเทวดาก่อนกัน พิมพ์ดีรู้แต่เพียงว่าไม่มีผ้าห่มผืนไหนจะอุ่นเท่าอ้อมกอดของแม่ได้เลย

...............................................................................................

พิมพ์ ดีลืมตาขึ้นพร้อมกับแสงตะวันที่รอดเข้ามาจากซอกหน้าต่าง ไม่มีอกอุ่นของแม่เภาห่อกายไว้เหมือนเมื่อคืน กลับได้กลิ่นไข่เจียวที่ลอยตามลมมาจากใต้ถุนบ้าน พิมพ์ดีลุกขึ้นเก็บที่นอน แล้วเดินตามกลิ่นนั้นอย่างไม่รอช้า

"ทำอะไรง่ะแม่" พิมพ์ดีถามโดยไม่ต้องการคำตอบ แต่แม่เภายิงมุขใส่โดยไม่หันหน้ามาหาลูกสาว

"รดต้นไม้อยู่มั้งลูก"

"หือ...แต่เช้าเลยนะแม่ ไหนเอาต้นไม้แม่มาชิมซิ" แล้วสองคนแม่ลูกก็จัดการอาหารมื้อเช้าจนหมดไปในพริบตา

...........................................................................

เช้า นี้อากาศสดใส จนพิมพ์ดีอดที่จะปล่อยใจไปกับท้องฟ้า สายลม และดวงไฟสีส้มที่กำลังจะรอยพ้นขอบฟ้าขึ้นมา แม่เภาเห็นอาการเหม่อลอยของลูกสาวจึงเดินเข้ามานั่งข้างๆ แล้วพูดขึ้นว่า

"มีอะไรหรือเปล่าลูก ดูมีเรื่องในใจ"

"แม่รู้ได้ไง หนูอุตส่าห์ปล่อยมันลงทะเลไปแล้ว" พิมพ์ดีตอบทั้งที่ยังมองท้องฟ้าอยู่

"ยังปล่อยไม่หมดนี่ แม่ยังเห็นมันอยู่ในแววตาหนูอยู่เลย เล่าให้แม่ฟังได้มั้ย" แม่เภาถามต่อ

" ไม่มีอะไรมาหรอกแม่ เรื่องไร้สาระ แต่หนูมีคำถามมาถามแม่นะ แม่ว่าถ้าเรารู้อยู่ว่าทางที่เราจะเดินไปน่ะ เห็นทางลำบากอยู่ข้างหน้า เราควรจะเดินต่อมั้ย" ลูกสาวตั้งคำถามกลับบ้าง

"มันก็ขึ้นอยู่ กับว่า ปลายทางที่เราตั้งใจจะไปให้ถึง มันมีอะไรรออยู่ และสิ่งที่รออยู่มันคุ้มค่ากับเวลาที่เราจะทุ่มเทหรือเปล่า ยกตัวอย่างเช่น หากเราเห็นว่าทางนั้นมันขรุขระซะจนวิงเวียนหัว(ใจ) และทำเรากระอักเลือดอยู่บ่อยๆ แต่ปลายทางมีน้ำใสในลำธารให้เราได้ชื่นใจเวลาหิวกระหาย มีแดดอุ่นๆ ไว้ห่มเวลาหนาวกาย และมีหลังคาแข็งแรงไว้เป็นที่กำบังฝนและไอแดดได้ มันก็น่าจะฝ่าฟันไปให้ถึง" แม่เภาพยายามอธิบาย

"แล้วถ้ามัน เป็นทางขรุขระอย่างที่แม่ว่า แต่ปลายทางมันเป็นเหวลึก และไม่รู้ว่าในเหวนั้นมันมีอะไร แต่มันน่าค้นหาสุดสุด แม่จะว่าไง" ลูกสาวถามต่อ

"อันนี้ลูกก็ต้องสมมติให้เจอสิ่งที่เลวร้ายที่สุด และลองถามตัวเองว่าจะรับได้มั้ยกับสิ่งเลวร้ายนั้น" แม่เภาตอบสั้น แต่ได้ใจความ

"แล้วถ้าคำตอบคือรับไม่ได้ แต่ไม่อยากเดินกลับ เพราะถ้าเดินกลับมีมีดที่จ่ออยู่ที่มือรอแทงอยู่แล้วล่ะแม่" คำถามต่อมาหลุดออกมาทันที

"ยอมให้มีดบาดมือดีกว่าต้องไปผ่าตัดหัวใจมั้ยลูก" แม่เภาถามกลับ คราวนี้ไม่มีคำพูดกระเด็นออกมาจากปากพิมพ์ดี มีแต่สีหน้าที่ครุ่นคิด แม่เภาจึงได้โอกาสทบทวนประโยคที่เคยบอกลูกไว้เมื่อคราวไปหาลูกที่หอพัก

" จำได้มั้ยที่แม่เคยบอก คนเราน่ะ เลือกที่จะได้ยินเสียงอะไรก็ได้ที่ตัวเองอยากได้ยิน ได้เห็นอะไรก็ได้ที่ตัวเองอยากเห็น และเราก็เลือกที่จะเดินทางที่เราอยากจะเดินได้เสมอ เราเลือกได้นะลูก"

ไม่มีคำถามต่อไปจากแม่เภา สีหน้าครุ่นคิดของพิมพ์ดีเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มพิมพ์ใจให้ท้องฟ้า เธอไม่ได้บอกแม่ว่าทางเดินที่เธอจะเลือกคืออะไร เธอรู้แต่ว่าอะไรที่ผ่านมาแล้วแนะนำเธอให้รู้จักกับความทุกข์ เธอจะหันหลังให้สิ่งนั้นทันที

ไม่มีความคิดเห็น: