วันอังคารที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2551

มุมมองของชีวิต

มุมมองของชีวิต

ถึงพี่ประภาส

พี่ประภาสคงเคยได้ยินเพลงของพี่บอย โกสิยพงษ์ ที่ร้องว่า “อยู่ที่เรียนรู้ อยู่ที่ยอมรับมัน ตามความคิดสติเราให้ทัน อยู่กับสิ่งที่มี ไม่ใช่สิ่งที่ฝัน และทำสิ่งนั้นให้ดีที่สุด” แบบนี้ก็แสดงว่าให้เรายอมแพ้และยอมรับความพ่ายแพ้นั้นซะ อย่าไปต่อสู้เพื่อฝัน ใช่มั้ยครับ ตกลงเราควรจะฝันให้ไกลไปให้ถึง หรือ เรียนรู้และยอมรับมัน กันแน่

ตุลย์

“ปัญหา”เป็นของคู่กับ “ชีวิต”

เหมือนกับว่ามันได้ถูกผูกติดมาด้วยกันตั้งแต่แรกเกิด

เมื่อมองปัญหาชีวิต ผมมองแยกออกเป็นสองประเภท นั่นคือประเภทที่อยู่ในมือเราและประเภทที่อยู่ในมือคนอื่น

ประเภทแรกก่อนนะครับ

อะไรก็ตามที่อยู่ในมือเรา ก็ย่อมหมายความว่าเราสามารถควบคุมมันได้

ทีนี้มันก็ขึ้นอยู่กับว่าเราจะควบคุมมันไหม หรือควบคุมมันไหวไหม ผมยกตัวอย่างง่ายๆเช่น ความเกียจคร้านซึ่งผมถือว่าเป็นตัวการใหญที่ทำให้ชีวิตเกิดปัญหาอยู่ตลอด เวลา ถ้าเรามองว่าความเกียจคร้านเป็นปัญหา ทางแก้นั้นก็คงตอบง่ายๆว่าก็แก้ด้วยความเพียร ความเพียรนั้นเป็นของที่อยู่ในมือเรา เป็นอาวุธประจำตัวมนุษย์เลยทีเดียวครับ บทความหลายๆตอนที่ผมเขียนถึงความเพียรของโทมัส เอดิสันหรือบรรณาธิการที่เป็นอัมพาตทั้งตัวเขียนหนังสือจบเล่มด้วยการกระ พริบเปลือกตาข้างเดียว ก็เพื่อจะสื่อให้รู้ว่าความเพียรของมนุษย์นั้นแทบจะไม่มีขีดจำกัดเลยด้วยซ้ำ

ส่วนปัญหาอีกประเภทหนึ่งที่ผมบอกว่าอยู่ในมือคนอื่นนั้นผมให้ความหมายกว้างไกลนับตั้งแต่มือของคนอื่นทั่วๆไปจนถึงมือของพระเจ้า

นายสมชายอยากได้มอเตอร์ไซด์มาขี่สักคัน

ลองมองปัญหานี้กันดูครับ ผมให้ข้อมูลเพิ่มเติมอีกว่านายสมชายเป็นคนมีเงินมีทองคนหนึ่ง ปัญหานี้แก้ง่ายมาก เมื่ออยากได้ก็ไปซื้อมาขี่แล้ว ถ้าผมเปลี่ยนข้อมูลใหม่เป็นนายสมชายไม่มีสตางค์ละ นายสมชายจะแก้ปัญหานี้ต่อไปอย่างไร เงื่อนไขเพิ่มขึ้นแต่ก็ยังถือว่าควบคุมได้ โดยการพยายามขยันทำมาหากินให้ได้เงินทองมา หรือแม้แต่การไปหยิบยืมคนอื่นมา แล้วค่อยหาใช้คืน

ยังถือว่าเป็นการไขปัญหาที่อยู่ในมือของตัวเองอยู่นะครับ ลองดูตัวอย่างที่สอง

พ่อนายสมชายเสียชีวิต นายสมชายจึงขาดความอบอุ่น ขาดที่พึ่งทั้งทางกายและทางใจ

การ เสียชีวิตของพ่อ เป็นสิ่งที่นายสมชายไม่อาจควบคุมได้ ชีวิตมนุษย์ย่อมต้องตายทุกคน ไม่มีใครหลีกเลี่ยงไปได้ ถึงจะต่อสู้หรือเพียรพยายามเท่าใด ชีวิตของพ่อก็ไม่มีวันหวนคืนกลับมา ปัญหาแบบนี้ละครับที่มันไม่ได้อยู่ในมือเรา คนบนโน้นจะเมตตาเราหรือส่งบทเรียนมาให้เรา ก็แล้วแต่มือของท่าน

ตัวอย่างที่สามครับ

นายสมชายหลงรักนางสาวสมศรี และอยากได้นางสาวสมศรีมาเป็นคู่ครอง

ปัญหา ซับซ้อนแบบนี้แหละที่ผู้คนในสังคมประสบพบเจออยู่ตลอดเวลา มันเป็นปัญหาที่จัดอยู่ในประเภทลูกครึ่ง นั่นคือบางส่วนควบคุมได้และบางส่วนควบคุมไม่ได้ ลองแยกดูสิครับ

นาย สมชายสามารถทำตัวดีๆให้นางสาวสมศรีสนใจรักใคร่ได้ นายสมชายสามารถเอาอกเอาใจนางสาวสมศรีให้เธอรู้สึกพึงใจได้ วิธีการเหล่านี้ล้วนอยู่ในมือของนายสมชาย นายสมชายควบคุมได้ ส่วนจิตใจของนางสาวสมศรีจะรู้สึกปฎิพัทธิ์นายสมชายหรือไม่เป็นเรื่องของนาง สาวสมศรี นายสมชายไม่สามารถควบคุมได้

ผมชอบการแยกประเด็นแบบนี้ แล้วผมก็ใช้มันบ่อยๆเวลามีความวิตก ใครที่กำลังทุกข์ใจกับการเตรียมตัวสอบที่จะเรียนต่อที่โรงเรียนหรือเข้าทำงาน ที่ตัวเองอยากเข้า ลองเอาเรื่องของนายสมชายนี้ไปซ้อนทับเพื่อเทียบดู

ความเพียรของตัวเองที่จะเตรียมตัวสอบนั้นเราควบคุมมันได้ แต่ความเพียรของคู่แข่งนี่ ต้องยอมรับว่าเราควบคุมไม่ได้ นึกออกไหมครับ เราไม่มีทางรู้ว่าจะมีใครคนไหนขยันอ่านหนังสือมากกว่าเราหรือไม่ รวมไปถึงการตัดสินว่าจะรับใครเข้าหรือไม่เข้า

ผมกำลังจะบอกว่าเราจึงไม่ควรไปทุกข์กับปัญหาที่เราควบคุมอะไรไม่ได้

ทุกข์ของคนจะสอบเข้าถ้าจะมีก็ควรเหลือเพียงว่า “เราจะทำข้อสอบได้ไหม” ไม่ใช่มัวแต่ทุกข์ว่า “จะเข้าได้ไหม”

เพลงของคุณบอยเพลงนี้ ผมก็เชื่อว่าคุณบอยแต่งขึ้นมาเพื่อให้ผู้คนเอาไว้ต่างน้ำเย็นประโลมใจยามที่เจอปัญหาประเภทที่ไม่อยู่ในมือเรา

แฟนทิ้ง

พ่อแม่เลิกกัน

เศรษฐกิจของชาติวิกฤต

พลัดพรากจากคนที่รักตลอดกาล

เป็นโรคที่รักษาไม่ได้

ฯลฯ

กับสิ่งที่เราควบคุมมันไม่ได้ เมื่อมันเกิดขึ้นมาแล้ว เราต้องยอมรับมัน และก็ต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับมันอย่างที่เพลงบอกไว้

ร้องมันทั้งสองเพลงก็ได้ครับ อะไรในฝันที่เราพอจะสั่งมันด้วยมือของเราได้ เราก็ร้อง “ฝันให้ไกลไปให้ถึง” อย่าได้หยุด ส่วนปัญหาใดที่อยู่ในมือของพระเจ้า เราก็ยืนหยัดเงยหน้ายอมรับและก็ร้อง live and learn อย่างรู้เท่าทัน

พี่ประภาส

ได้แนะนำเพื่อนคนหนึ่งซึ่งเป็นคอหนังฝรั่งให้ดูหนังเรื่องโหมโรง โดยตัดคอลัมน์ที่พี่ประภาสเขียนถึงหนังเรื่องนี้ในมติชนให้เขาอ่านด้วย เขาจึงซื้อวีซีดีมาดูแล้วก็บอกว่า ไม่สนุก ทั้งเรื่องมีแต่เล่นดนตรีไทย ฟังแล้วใจเสียค่ะ แบบนี้หนังไทยจะไปรอดหรือคะ คนไทยเองยังไม่ดูเลย

เด็กพายัพ


คนส่วนใหญ่คาดหวังที่จะเห็นอะไรในกล่องของขวัญก่อนที่เขาจะเปิดเห็นมันจริงๆเสมอ

เราอาจจะเห็นบางคนทำหน้าผิดหวัง และอีกหลายคนก็ทำตาโตตื่นใจกับของที่อยู่ในกล่องอย่างที่เขาไม่คาดคิด มันก็ขึ้นอยู่กับว่าใจของเขาเปิดหรือปิดอยู่

ผมไม่รู้ว่าเพื่อนของคุณเด็กพายัพอยากดูอะไรในหนังเรื่องนี้ เขาคงคาดหวังที่จะได้ดูอะไรที่มันโลดโผนเหมือนที่เขาเห็นในหนังฝรั่ง แล้วในหนังเรื่องโหมโรงมันไม่มี ทั้งๆที่หนังมันก็มีชื่อว่าโหมโรง ซึ่งชื่อมันก็บอกอยู่แล้วว่าต้องเป็นหนังเกี่ยวกับดนตรี และก็คงเป็นดนตรีไทยด้วย ฟังแล้วคิดถึงเรื่องนี้ครับ

หกเจ็ดปีก่อนระหว่างที่นั่งเล่นอยู่ชายป่าบนเขาใหญ่ ผมเห็นหนุ่มสาวคู่หนึ่งจอดรถจักรยานยนต์แล้วเดินลงมาชาย หนุ่มนั้นขะมักเขม้นปูเสื่อแล้วก็ยกตะกร้าของกินลงมาวาง ผมไม่เห็นหญิงสาวแฟนของเขาช่วยเหลืออะไร ผู้หญิงคนนั้นเดินไปเดินมาอยู่สักพัก ผมก็หูบอนไปได้ยินเธอพูดขึ้นมาว่า “ไม่เห็นมีอะไรเลย มีแต่ต้นไม้”

หัวเราะหรือร้องไห้ดีครับเรื่องนี้

ผจญภัยในความรัก

ผจญภัยในความรัก

คอลัมน์ คุยกับประภาส

โดย ประภาส ชลศรานนท์

สวัสดีค่ะคุณประภาส

ไม่ ทราบว่าคุณประภาสจะเป็นเหมือนแม่ของดิฉันหรือไม่ คือไม่ว่าดิฉันจะเป็นเด็กดี ตั้งใจเรียน ไม่เที่ยวกลางคืน ไม่กลับบ้านดึก ไม่เคยทำให้แม่ต้องกังวลใจเกี่ยวกับความประพฤติ แม่บอกว่าไม่ให้มีแฟน ดิฉันก็ไม่มี (จนตอนนี้อายุก็ 20 กว่าแล้ว) คือดิฉันทำตามใจท่านทุกอย่าง แต่แม่ไม่เคยกล่าวชมดิฉันเลย เวลาผลสอบออกมาดีกว่าเทอมก่อนๆ ก็ไม่เคยชม แต่พอได้น้อยขึ้นมาก็บ่นอยู่หลายวันทีเดียว

ดิฉันจึงอยากเรียนถามคุณ ประภาสในฐานะที่คุณประภาสเองก็มีลูกเหมือนกัน คุณประภาสเคยชมลูกบ้างไหม หลายครั้งที่ดิฉันนึกน้อยใจว่าทำไมหนอทำไม เราทำดีมาขนาดนี้แล้ว แม่ไม่เห็นแสดงอาการภูมิใจในตัวเราสักครั้งหนึ่งเลยค่ะ

อั้ม

ผมสนใจคำขึ้นต้นจดหมายของคุณอั้มครับ

คุณ อั้มขึ้นต้นด้วยคำถามว่าผมเป็นอย่างที่คุณแม่คุณอั้มเป็นหรือเปล่า นั่นคือถามผมว่าผมเคยทำตัวเย็นชาไม่ออกปากชมลูกชมเต้าอย่างที่คุณเขียนมาใน จดหมายหรือเปล่า ผมอ่านจดหมายของคุณอั้มด้วยความเห็นใจครับ เพราะเห็นได้ชัดเลยว่าความน้อยเนื้อต่ำใจที่คุณได้รับจากสิ่งที่คุณแม่ทำ นั้น มันพาลให้คิดเหมาไปหมดว่าคนเป็นพ่อเป็นแม่นี่คงเป็นอย่างนี้กันหมด

ความน้อยใจแบบนี้ถ้าเป็นหนักๆ เข้าอาจถึงขั้นไปรู้สึกอิจฉาคนอื่นที่มีแม่ที่ออกปากชมลูกได้

ผม เชื่อว่าความทุกข์ใจที่คุณอั้มประสบอยู่นั้น คุณอั้มก็คงเคยนำไปปรึกษาหรือเล่าสู่กันฟังกับคนที่ไว้เนื้อเชื่อใจมาบ้าง แล้ว และผมก็เชื่อว่าคำตอบที่คุณอั้มได้รับก็คงจะเป็นประโยคทำนองที่ว่า "ทุกอย่างที่แม่ทำไปก็ด้วยความรักเท่านั้น"

ฟังดูเหมือนในละครตอนหัว ค่ำนะครับ คำพูดที่ฟังแล้วน่าเบื่อซ้ำๆ ซากๆ อ้างแต่ความรัก แม่บ่นก็เพราะรัก แม่เคี่ยวเข็ญก็เพราะรัก แม่ตีก็เพราะรัก ฯลฯ

ส่วนท่านผู้อ่านที่กำลังเดาอยู่ว่าแล้วผมจะตอบอย่างไรให้แตกต่างจากคำพูดน่าเบื่อที่ว่านั้น

อาจจะผิดหวังหน่อยนะครับ เพราะผมก็คงตอบเหมือนกันว่า "ความรักตัวเดียวเท่านั้นเอง" ที่ทำให้แม่ของทุกคนเป็นอย่างที่แม่เป็นอยู่

เคยเห็นฉากนี้ในชีวิตจริงไหมครับ

เด็ก ตัวเล็กๆ คนหนึ่งวิ่งข้ามถนนไปด้วยความซุกซนประสาเด็ก รถคันหนึ่งวิ่งผ่านมาด้วยความเร็วสูง แล้วเสียงเบรกจากรถก็ดังลั่นจนเรียกให้ผู้เป็นแม่ที่อยู่แถวๆ นั้นหันมามอง รถจอดห่างจากเด็กน้อยที่ยืนตกตะลึงอยู่ไม่ถึงสองเมตรดี จากนั้นเราก็จะเห็นผู้เป็นแม่พุ่งเข้าไปหาลูกแล้วก็จับข้อมือลากออกมาให้พ้น รัศมีรถ

ภาพต่อมาเราก็จะเห็นผู้เป็นแม่เริ่มลงมือตีลูก และแน่นอนการตีนี้ย่อมเป็นการตีไปบ่นไป หรือถ้าตัวแม่อาศัยอยู่ในตลาดที่ผู้คนมักใช้ภาษาเดิมๆ ของบรรพบุรุษโบราณ เราก็อาจจะได้เห็นการตีไปผรุสวาทไปอย่างเผ็ดร้อนด้วย

ทำไมฉากชีวิตฉากนี้ไม่จบลงด้วยการที่แม่พุ่งเข้าไปหาลูกแล้วก็จูงมือออกมากอดเรียกขวัญ

ทั้งๆ ที่การจบทั้งสองแบบของฉากนี้ก็ล้วนทำไปด้วยความรักเช่นกัน

ผมพูดคำว่าความรักออกมาอีกแล้ว เพราะผมหมายความอย่างนั้นจริงๆ

เป็น ที่รู้กันอยู่ว่าคนตะวันออกไม่ถนัดที่จะแสดงความรักต่อกัน เรื่องบอกรักบอกความในใจนั้น คนไทยคนลาวคนจีนนี่ทำไม่เป็นเลย ยิ่งเป็นพ่อเป็นแม่กับลูกที่โตๆ แล้วนี่ยิ่งเก้งก้างใหญ่

ให้ผมเดาเล่นๆ ผมก็ว่าคุณอั้มเองก็คงไม่เคยเข้าไปกอดหอมแม่แล้วก็บอกรักท่าน

แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าเราไม่ได้รักท่านนี่ จริงไหมครับ

สำหรับ คนที่เป็นลูก...แค่แม่อุ้มท้องแล้วคลอดเราออกมา บุญคุณก็ทดแทนกันไม่หมดแล้วชาตินี้ เรื่องความกตัญญูกตเวทีผมก็เชื่อว่าคุณอั้มมีอยู่เต็มเปี่ยม ไม่อย่างนั้นคุณอั้มจะอยู่ในโอวาทเชื่อฟังท่านทุกเรื่องอย่างที่เล่ามาหรือ ครับ

ถึงตรงนี้ผมคงต้องหมายเหตุไว้สักหน่อยหนึ่งว่า เรื่องการเชื่อฟังกับเรื่องกตัญญูก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ไม่เกี่ยวกันนัก แม้จะใกล้กันมาก

มาดูฉากชีวิตอีกฉากหนึ่งกัน ฉากนี้ผมว่าคุณอั้มก็คงเคยเห็น

ลูกสาวคนโตกลับมาจากที่ทำงาน พอเข้าบ้านก็เห็นแม่นั่งกินไอศครีมสบายใจอยู่บนโต๊ะ เห็นดังนั้นเข้าตัวลูกสาวก็ส่งเสียงดังขึ้นทันที

" แม่กินไอศครีมทำไม แม่ก็รู้อยู่ว่ากินไม่ได้ เดี๋ยวน้ำตาลในเลือดก็สูงหรอก หนูอุตส่าห์ซ่อนในตู้เย็นลึกๆ แล้ว แม่ยังไปค้นมาอีก แม่ไม่เข็ดหรือไง คราวที่แล้วที่น้ำตาลสูงน่ะ หมอก็ห้ามให้ระวัง แม่ก็ดื้อเหลือเกิน อยากนอนโรงพยาบาลอีกหรือไง"

พูดไม่พูดเปล่าลูกสาวยังเอามือยกถ้วยไอศครีมที่กินไม่หมดออกจากโต๊ะด้วย ตัวแม่เห็นลูกทำดังนั้นก็ได้แต่ทำตาปริบๆ ไม่พูดอะไร

"แม่...หนูเหนื่อยนะ ทำงานหาเงินก็เหนื่อยสายตัวแทบขาดแล้ว กลับมาบ้านยังมาเจอแม่พูดไม่รู้เรื่องอีก"

เหตุการณ์หลังจากนั้นเกิดอะไรขึ้นต่อคุณอั้มก็คงจะเดาได้

ตัวแม่แอบไปนั่งเช็ดน้ำตาอยู่คนเดียว แล้วก็อาจเข้าใจผิดไปได้ว่า ลูกนั้นหวงแม้กระทั่งไอศครีมจนต้องแอบเอาไปซ่อนไม่ให้แม่เห็น

คุณ อั้มมองอยู่วงนอกก็มองออกใช่ไหมครับว่า คำพูดของลูกสาวนั้นแม้จะไม่น่าฟังเลย แต่ก็ล้วนพูดมาจากความรักแทบทั้งสิ้น คนนอกฟังอย่างไรก็ฟังออกว่าตัวลูกสาวกลัวอาการเบาหวานของแม่จะกำเริบหนัก เลยรู้สึกโกรธที่เห็นแม่กินของหวานเข้าไปมาก ส่วนตัวคนในเหตุการณ์นั้นฟังไม่ออกหรอกครับว่าเป็นความหวังดี ถึงจะฟังออกบ้าง แต่ไอ้ความน้อยใจนี่สิมันแรงกว่าเยอะ หลายรายแล้วครับที่แรงน้อยใจมันแรงจนบดบังความหวังดีของอีกฝ่ายหนึ่งได้

คุย กันมาถึงตรงนี้ บางคนอาจคิดเล่นๆ ว่าเป็นมนุษย์นี่มันยากดีแท้ กะอีแค่มีความรักนี่ยังไม่พออีกหรือ ต้องมีการแสดงออกของความรักที่สมควรด้วยหรือ

ปัญหามันอยู่ตรงนี้จริงๆ

ปัญหามันอยู่ที่เราไม่แสดงออกกัน หรือไม่ก็ชอบแสดงออกแบบตรงข้าม

มนุษย์ เราทุกคนเกิดมาพร้อมกับความรู้สึกอย่างหนึ่ง นั่นคือความรัก ความรักเป็นความรู้สึกพิเศษที่อธิบายได้ยาก กวีและปราชญ์ตลอดประวัติศาสตร์ต่างก็อธิบายออกมาได้ไม่จบสิ้น

ความหมายของมันว่าอธิบายยากแล้ว การแสดงออกยิ่งยากกว่า

เราจึงเข้าใจผิดกัน หรือไม่เข้าใจกัน และเมื่อขาดความเข้าใจในรักแล้ว ความทุกข์จากความไม่สมหวังในรักก็บังเกิดขึ้น

อย่าง เช่นกรณีของคุณอั้มก็ถือเป็นการไม่สมหวังในรักนะครับ คุณอั้มรู้สึกตลอดเวลาว่าตัวคุณอั้มรักคุณแม่ แต่ก็ยังสงสัยอยู่ว่าหรือคุณแม่นั้นไม่รักเรา

ขออนุญาตแนะนำคุณอั้มง่ายๆ สองข้อ

ก่อน จะแนะนำก็ขอฝากท่านผู้อ่านที่เป็นพ่อคนแม่คนลองทบทวนการแสดงออกของความรัก ของตัวเองดู ตัวผมเองผู้เขียนก็ยอมรับครับว่าบางทีผมก็เผลอแสดงออกผิดๆ ไปกับลูก

กลับมาที่คุณอั้มครับ ลองทำดูนะครับแม้จะรู้สึกเขินๆ ตอนแรกๆ

ข้อ แรก แนะนำให้เข้าไปกอดท่าน บอกรักท่าน ออดอ้อนท่านเหมือนครั้งยังเด็กก็ได้ ไม่น่าเกลียดหรอกครับ เราเป็นลูกนี่ คนรักกันนั้นลองฝ่ายหนึ่งพูดความในใจอยู่ตลอดเวลาแล้วอีกฝ่ายจะไม่พูดบ้าง เชียวหรือ

บางทีไอ้ที่ท่านเคยแสดงออกทางความรักด้วยการบ่นหรือหวงแหนจนเกินเหตุ ก็อาจจะเปลี่ยนไปได้ ถ้าคุณอั้มเริ่มก่อน และทำอยู่เป็นนิจ

กล้าหาญในความรักนี่น่ายกย่องออก ลองดูสิครับ

ข้อที่สอง จะขอแนะนำให้ลองเปลี่ยนความคิดดูใหม่

ให้ รักท่านอย่างที่ท่านเป็น อย่าไปรักท่านอย่างที่เราอยากให้ท่านเป็น แม่บอกรักเราด้วยการบ่น ก็จงเข้าใจท่านและรู้จักตัวท่านว่าท่านเป็นอย่างนี้ ยามใดที่ท่านบ่นก็ให้คิดเสียว่าท่านกำลังบอกรักเรา เพราะถ้าคุณอยากรักท่านอย่างที่อยากให้ท่านเป็น แสดงว่าคุณอยากให้ท่านชมเราก่อน เราถึงจะรัก ผมว่าอย่างนี้มันตื้นๆ อย่างไรไม่รู้

ผจญภัยในความรักให้สนุกนะครับ ขอเป็นกำลังใจให้

ที่มา มติชน วันอาทิตย์ที่ 26 มิถุนายน หน้า 17

คุยกับประภาส(เมื่อวานนี้เอง)

คุยกับประภาส(เมื่อวานนี้เอง)
เมื่อวานนี้เอง

คอลัมน์ คุยกับประภาส

โดย ประภาส ชลศรานนท์

พอใกล้ปีใหม่ทีไร ได้เห็น ส.ค.ส.ของใครต่อใครที่ส่งพรมาอวยให้กัน ได้เริ่มเห็นปฏิทินที่ไม่คุ้นตามาวางอยู่บนโต๊ะ ผมก็มักจะอุทานในใจเสมอว่านี่มันหมดปีไปอีกปีหนึ่งแล้วหรือ

เวลานี่มันวิ่งเร็วดีจริง ผมว่าผมเพิ่งหันรีหันขวางไปสองสามทีเท่านั้นตั้งแต่ที่โลกเราเพิ่งฉลองปีที่ สองพันของคริสต์ศักราชเมื่อวานนี้เอง

ผมว่ามันเพิ่งเมื่อวานนี้เองจริงๆ

วันนี้ขออนุญาตนำบันทึกในสมุดไดอารี่ของตัวเองมาให้ดูกัน ยังอุ่นๆ อยู่เลยครับ เป็นบันทึกของเมื่อวานนี้ ไม่น่าเชื่อว่าเวลาเพียงแค่วันเดียวเท่านั้น แต่เรื่องที่เกิดขึ้นกับตัวผม กลับมีมากมายให้บันทึกจนเมื่อยมือ

10.00 น. ตื่นสายอีกแล้ววันนี้ เมื่อคืนนอนเกือบตีสี่ นั่งคุยกับดี้เพลินไปหน่อย แปลกใจอยู่เหมือนกันที่เมื่อคืนมันกินเบียร์ไปขวดเดียว ปกติมันเป็นคอเบียร์ตัวยง วัชระกลับไปก่อนไม่ถึงสิบนาที เราก็เรียกให้เขามาคิดเงิน

"วันนี้เบียร์ไม่อร่อย" รู้สึกว่าดี้มันพูดอยู่เบาๆ

ถ้าเจี๊ยบไม่รีบกลับเอากีตาร์ไปคืนเจ้าของ ดี้คงไม่นั่งหน้าหน่ายอยู่อย่างนี้ สองคนนี่เขาคู่ขากัน

หรือบางทีอาจจะไม่เกี่ยวก็ได้ ดี้คงรำคาญใจอะไรสักอย่าง

เมื่อวานน่าจะถามมันตรงๆ

สองวันมาแล้วที่ต้องมานั่งอัดเสียงกันใหม่ เครื่องเล่นเทปคาสเซ็ตที่เจี๊ยบหาได้ดีสุดในกลุ่มเพื่อน อัดออกมาแล้วพี่เต๋อยังบอกว่าฟังไม่รู้เรื่องเลย หรือว่าดี้มันรำคาญใจเรื่องนี้

11.00 น. ออกไปหาโจ๊กกินแถวสะพานควาย แล้วจะได้โทรศัพท์ไปหาพี่เก้าขอยืมบ้านนอนอีกสักคืนสองคืนอัดเสียงใหม่เสียเลย

เพิ่งรู้ตัวสายขนาดนี้จะไปหาโจ๊กที่ไหนได้

โชคดีเหลือเกิน เจอร้านกระเพาะปลารถเข็นผ่านมา ไม่เคยเห็นเลยเจ้านี้ หน้าตาน่ากินมาก นั่งยองๆ กินไปชามหนึ่ง เป็นกระเพาะปลาแบบโบราณเสียด้วย ใส่หน่อไม้สดหั่นเป็นเส้นเล็กๆ แบบที่ชอบ กินเสร็จซื้อกลับมากินที่บ้านอีกถุงหนึ่ง กระเพาะปลานี่มันต้องกินกับข้าวเปล่าถึงจะอร่อย

โชคดีเรื่องของกินไปแล้ว แต่เรื่องโทรศัพท์แย่หน่อย คิวยาวเกือบสิบคน

หนำซ้ำพอเข้าไป โทร.ก็โดนกินเหรียญอีก วิ่งไปแลกเหรียญกลับมาอีกที คิวก็ยาวอีกทีเหมือนเดิม

คราวนี้ โทร.ติด แต่พี่เก้าไม่อยู่บ้าน

12.00 น. เอากระเพาะปลาใส่ตู้เย็นแล้วก็เดินข้ามถนนแวะไปหาพี่ต๊อกที่ซอยอินทามระ 6 ได้ยินมาว่าตึกแถวที่พี่ต้นพี่หน่อยซื้อไว้เพิ่งทาสีเสร็จ

เจอพี่ต้นด้วย แกยังถามอีกว่าไม่สนใจมาทำงานด้วยกันหรือ

พี่ต๊อกกำลังยืนเล็งชื่อป้ายบริษัทที่ทำด้วยไม้ แซวแกไปว่าตัวเจมันเอียงกว่าตัวเอสกับตัวแอลไปหน่อย ชื่อบริษัทแค่สามตัวต้องเท่ากันสิ

"ชั่วคราวโว้ย... ของจริงเป็นทองเหลือง สวยกว่านี้อีก" พี่ต๊อกแกเถียง

พี่ต้นพาขึ้นไปเที่ยวบนบริษัท แม้จะเป็นตึกแถวคูหาเดียวแต่ก็นับว่าสะอาดน่าอยู่ พี่ต้นบอกว่ากำลังจะได้รายการมาทำเพิ่มอีกเป็นสองรายการแล้ว เรียนจบเมื่อไหร่มาช่วยกันทำนะ

สงสัยว่าแกลืมไปว่าเราเรียนออกแบบบ้านอยู่

14.00 น. นัด ดี้, เจี๊ยบ, พี่โย ที่เอ็มเค นั่งรถไปลงที่โรงหนังสยาม เดินดูใบปิดหนังเล่น ใบปิดหนังเรื่องวัยอลวนที่กลับมาฉายอีกครั้งสวยจนอยากได้ รูปวาดไพโรจน์ สังวริบุตร เท่มาก ไม่รู้ว่าเป็นฝีมือของเปี๊ยก โปสเตอร์ ผู้กำกับฯในดวงใจหรือเปล่า แต่คิดว่าไม่น่าจะใช่ จำฝีแปรงแกได้

มาถึงเอ็มเค ร้านสองคูหาเล็กๆ วันนี้เขาเปิดแค่ชั้นล่างกับชั้นลอย แอร์ชั้นสองมันเสียไปเครื่องหนึ่ง คนเลยค่อนข้างแน่นแต่วัน เจอพี่แจ๊วยืนอยู่หน้าร้าน

เจ้าของบ้าอะไรไม่รู้อยู่ร้านได้ทุกวัน ขยันอะไรกันนักกันหนา และก็สนิทกับลูกค้าประจำแทบทุกคน ไม่น่าแปลกใจว่าใครๆ ก็ชมว่าแกน่ารัก

"เชิญค่า............." เสียงเรียกของพนักงานในร้านร้องต่อกันเป็นทอดๆ

เป็นเอกลักษณ์ของร้านจริงๆ

พี่แจ๊วแกอบรมลูกน้องแกดี มากินที่นี่เหมือนมากินข้าวบ้าน มีแต่คนรู้จัก แล้วบริกรก็เหมือนน้องนุ่ง ไม่รู้จะไปไหนก็มานั่งเอ็มเคกินน้ำเปล่ารอเพื่อนฟรีๆ ได้

"พี่โยมาแล้ว อยู่ชั้นลอย" พี่แจ๊วบอกตอนพาไปที่โต๊ะ แกรู้จักทุกคนจริงๆ

"คนชักเยอะแล้วพี่ ขยายร้านเถอะ" ล้อแกไปเล่นๆ

"แค่นี้ก็ทำไม่ไหวแล้ว"

"ขยายให้ทั่วประเทศเลยพี่ แล้วก็ทำให้เป็นมหาชนไปเลย" ได้ทีแล้วนี่ ต้องแซวแกให้เกินจริงหน่อย อยากบริการลูกค้าดีนัก

พี่โยนั่งรออยู่กับเจี๊ยบ ดี้ยังไม่มา

พี่โยบอกว่าฟังเพลงม้วนที่อยู่ที่เจี๊ยบแล้วขอวิจารณ์ว่าเสียงอู้อี้ดี จริงๆ และเมื่อกี้แกก็ โทร.คุยกับพี่เก้าให้แล้ว คืนนี้พี่เก้าอยู่บ้านแน่นอน จะไปสุมหัวกันก็ยินดี

เจี๊ยบบอกว่าเทปคาสเซ็ตยังฝากไว้ที่บ้านพี่เก้า

ลองเอาชื่อวงดนตรีที่ตั้งไว้มาให้เจี๊ยบดู เจี๊ยบชอบชื่อ "มุยและพี่สะใภ้" ที่สุด สงสัยคงต้องเอาชื่อนี้แน่ๆ เสียแล้ว ถามใครๆ ก็ชอบทั้งนั้น

พี่โยเอาเทปปกสีน้ำตาลมาให้ดูกล่องหนึ่ง "น่าสนใจ"

"ใครน่ะ" ถามทันทีที่เห็น

บนปกเขียนไว้ว่า โฟล์คซองคำเมือง

"ม้วนนี้มาแรง" พี่โยว่า

14.50 น. ดูหนังที่โรงหนังลิโด้เรื่องสตาร์วอร์ด้วยความตะลึงพรึงเพริศ เดินออกจากโรงมา ยังครางกันอยู่เลยว่าคุณลูกัสแกทำเสียดีขนาดนี้แล้ว จะมีใครทำหนังด้วยเทคนิคตระการตาอย่างได้นี้อีก ไม่มีทางอีกแล้ว

17.00 น. ไปเล่นรักบี้ที่คณะสถาปัตย์ ได้ยินพี่ยอดบอกว่าตึกแถวตรงสี่แยกปทุมวันจะถูกรื้อหมดแล้ว เขาจะสร้างศูนย์การค้าชื่อมาบุญครอง

ได้ยินชื่อปุ๊บก็หัวเราะกันทั้งกลุ่มที่นั่งอยู่หน้าบันได ชื่อห้างอะไรเชยยังกับชื่อข้าวสาร อำแน่นอนพี่ยอดเรา

"ขืนสร้างมีหวังเดินกันโหรงเหรง" รุ่นพี่อีกคนเสริม "แค่สยามเซ็นเตอร์ก็เดินกันหลวมแล้ว"

19.00 น. ไปกินข้าวที่ตลาดสามย่าน ไอ้โค้กไปด้วย ตอนเดินผ่านรถเก๋งคันหนึ่ง มันชะโงกเข้าไปดูในรถเขา

"โทรศัพท์ติดรถโว้ย"

เทคโนโลยีสมัยนี้นี่มันทันสมัยจริงๆ โทรศัพท์ติดรถยนต์ก็ได้ แล้วเครื่องก็เล็กนิดเดียว สูงแค่กระติกน้ำแข็งใบย่อมๆ เท่านั้น หนักไม่น่าจะถึงสิบกิโลฯ คิดว่ามีแต่ในหนังเจมส์บอนด์เสียอีก

เห็นโทรศัพท์แล้วสงสัยต้องลองไปติดต่อองค์การโทรศัพท์ฯอีกที ที่บ้านยังไม่มีโทรศัพท์เลย แถวสะพานควายซื้อเบอร์กันตั้งเจ็ดแปดหมื่น แพงจริงๆ

21.00 น. ไปหาพี่เต๋อที่มณเทียรตามนัด แกกำลังร้องเพลงอยู่บนเวที ขอเพลงร็อดสจวร์ตไปสองสามเพลง แกก็ร้องดีเหลือเกิน เจี๊ยบชี้ให้ดูคนเล่นกีตาร์ที่ยืนอยู่ข้างๆ พี่เต๋อ

"จำได้ไหม ใคร"

"ใครวะ"

"วงอีสซึ่นไง"

เอ้อ..ใช่จริงๆ ด้วย" แฟนอีสซึ่นเหมือนกันนี่เรา

"เล่นวงโอเร็นเตลฟังก์ด้วย ?"

"ไม่รู้... เล่นประจำหรือแวะมาแจมก็ไม่รู้ .. คนนี้ชื่ออะไรวะ

"อัสนี จำได้เขาไว้ผมทรงนี้ตลอด วสันต์น่ะเขาใส่แว่น"

"น่าจะออกเทปอีกนะอีสซึ่นน่ะ"

ใครก็ไม่รู้บอกว่าคงไม่ออกแล้วมั้ง อายุสามสิบกว่าแล้วนี่

ตอนพักเล่น พี่เต๋อแวะเข้ามาคุยด้วย พอได้โอกาสก็รีบเอาเทปที่พี่เต๋อขอให้ไปมาอัดใหม่ ส่งให้แกไป

"ขอฟังอีกทีนะจิก เราไม่เคยทำเพลงไทย แต่น่าลอง"

"ยังขาดอีกสองเพลง เดี๋ยวคืนนี้จะไปอัดอีกพี่"

"เออ..อย่าเล่นกีตาร์ดังนักนะ ฟังเสียงร้องไม่รู้เรื่องเลย"

24.00 น. ถึงบ้านพี่เก้า ไอ้อั๋นกับไอ้ตั้วมาถึงก่อนแล้ว กำลังช่วยพี่โยตัดโมเดลอยู่ พี่โยต้องส่งทีสิสศุกร์นี้

เจี๊ยบร้อง "เธอกับฉันกับคนอื่นๆ" แบบแก้เนื้อใหม่ ไอ้อั๋นบ่นว่าเพลงพวกมึ งนี่เนื้อหาไม่ก้าวหน้าเลย

คืนนี้เป็นคืนที่ดี้เพิ่งเจอพี่เต๋อครั้งแรก มันบอกมันถูกชะตาผู้ชายคนนี้มาก

นั่งคุยกันต่อว่า... พี่เต๋อจะยอมตกปากรับทำดนตรีเพลงชุดนี้ให้เราไหม

ตอนดึกๆ หน่อย ฟังเขาวิเคราะห์ข่าวเที่ยงคืนทางวิทยุ เห็นคนวิเคราะห์ข่าวพูดว่า บางทีปีสองปีนี้ นายกเปรมฯอาจจะล้างมืองานทางการเมือง

มันจะเป็นไปได้อย่างไร พลเอกเปรมฯไม่เป็นนายกฯ แล้วเมืองไทยใครจะเป็นนายกฯได้ คุณชวนหรือ? คุณชาติชายหรือ?

หรือจะเป็นคุณบรรหาร

บ้าน่า...

มันเมื่อวานนี้เองจริงๆ

ไม่รู้สิครับ ผมตื่นมาวันนี้ ผมเจออะไรตั้งหลายอย่างที่มันเปลี่ยนแปลงไปจนแทบไม่น่าเชื่อ อะไรที่คิดว่าเป็นไปไม่ได้ในวันนั้นมันก็ได้เป็นไปแล้วในวันนี้ ถึงวันพรุ่งนี้ผมก็คงได้เขียนบันทึกอีกว่า สิ่งที่เป็นไปไม่ได้ในวันนี้ มันได้เป็นไปแล้วเช่นกัน

ผมไปเปิดตู้เย็นดูมาแล้วครับ กระเพาะปลาถุงที่ผมซื้อมาเมื่อวานยังอยู่ดีอยู่เลย อีกสักประเดี๋ยวผมจะเอามาอุ่นกินกับข้าวเปล่าให้สมอยาก

แค่คิดก็อร่อยไปถึงไหนๆ แล้ว

คนละเรื่องกัน

คนละเรื่องกัน

คนละเรื่องกัน

ถึงพี่ประภาส

พี่ประภาสมีประโยคดีๆที่จะพิสูจน์คนรักบ้างไหมคะ ว่าเขาจริงใจกับเราแค่ไหน

คุยกับเพื่อนๆแต่ละคนก็มีประโยคเด็ดไม่เหมือนกัน มีตัวอย่างค่ะ เพื่อนคนหนึ่งคิดจะบอกกับแฟนว่าครอบครัวของเราล้มละลายแล้ว อีกคนบอกว่าให้บอกแฟนว่าเรากำลังเป็นโรคลูคีเมียอีกไม่นานก็ตาย ฟังแล้วเหมือนแช่งตัวเองทั้งนั้นเลย พี่ประภาสมีประโยคดีๆกว่านี้ที่ไม่แช่งบ้างมั้ยคะ

spy

ทำไมต้องพิสูจน์ด้วยเล่า คนรักกันไม่ควรระแวงกันนะครับ

แต่ถ้าความรู้สึกระแวงมันมีจริงๆ ผมว่าอย่าเพิ่งนับเขาเป็นคนรักไม่ดีกว่าหรือ คบกันไปเรื่อยๆโดยไม่ต้องหาประโยคพิสูจน์อะไรด้วย จริงใจหรือไม่จริงใจหัวใจเรารู้เองอยู่แล้วนี่ครับ


สวัสดีพี่ประภาส

สามปีที่แล้วผมยังเป็นคนจบปริญญาตรีมีงานทำ รายได้ของผมเลี้ยงภรรยาและลูกหนึ่งคนสบายๆ แถมยังมีเหลือเอาไปทำบุญหรือบริจาคมูลนิธิต่างๆได้ ผมชอบทำบุญเพราะติดจากแม่มาตั้งแต่เด็กๆ มาวันนี้หลังจากที่เศรษฐกิจบ้านเราพังยับ ผมก็เป็นบัณฑิตตกงานเหมือนเพื่อนจำนวนมากของผม อย่าเข้าใจผิดว่าผมยอมแพ้ชีวิต ผมกลับมาอยู่บ้าน ผมขายรถเก๋งแล้วก็ซื้อรถกระบะมือสองมาขับรับส่งของ รายได้ก็พอกระเบียดกระเสียนอยู่ได้ ผมยังรอวันที่เศรษฐกิจของไทยจะดีเหมือนก่อนผมจะได้กลับไปทำงานใหม่

ปัญหาของผมไม่ได้อยู่ที่เศรษฐกิจ มันเป็นปัญหาทางจิตใจ ผมเริ่มรู้สึกว่าผมเริ่มเป็นคนดีไม่ค่อยจะได้แล้ว เรื่องมันเป็นอย่างนี้ครับตั้งแต่ผมมาขับรถกระบะผมถูกตำรวจดักจับเรื่องวิ่งผิดเลนบ่อยมาก บางทีก็ถูกจับเพราะบรรทุกของสูงเกินไป ผมถูกจับปรับถี่จนชักเบื่อ ตอนหลังๆนี้ผมยอมติดสินบนให้ตำรวจตรงที่ถูกจับเลย ทั้งๆที่ตัวเองไม่ชอบเลย และเหมือนถูกแกล้งตั้งแต่มาขับรถกระบะผมต้องผจญกับพวกขับรถเห็นแก่ตัวมากขึ้น บางทีผมยอมไม่ได้ผมก็แสดงอาการเห็นแก่ตัวโต้ตอบกลับไปเลย

ยอมรับครับว่าอารมณ์ผมเปลี่ยนไป ผมทำบุญน้อยลงด้วย ในใจลึกๆผมยังอยากเป็นคนดีอยู่ สมัยหนุ่มๆผมเคยตั้งใจจะทำตัวให้เป็นประโยชน์ต่อสังคมให้มากๆเมื่อเรียนจบไปแล้ว แต่สถานะการณ์ของผมตอนนี้ทำไม่ได้เลย พอคิดเรื่องนี้ทีไร ภาพที่สังคมทำกับผมก็ผุดขึ้นมาทุกที ทำให้ผมไม่อยากทำดี

ทุกวันนี้เวลาผมเห็นตำรวจดักจับมอเตอร์ไซค์ หรือตำรวจเรียกรถผมเวลาขับผิดเลนนิดๆหน่อยๆผมอยากขับรถแหกไฟแดงให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย พี่มีความคิดดีๆเกี่ยวกับเรื่องนี้บ้างมั้ยครับ ช่วยผมด้วย

เมฆหมอก


สมัยเรียนมัธยมที่โรงเรียนแสนสุข หนองมน ผมเคยถูกตีหน้าเสาธง ถูกตีพร้อมๆกับกลุ่มเพื่อนๆที่หนีโรงเรียนไปเที่ยวด้วยกันทั้งกลุ่ม

นักเรียนรุ่นหลังๆนี่อาจจะแปลกใจว่ามีการทำโทษนักเรียนหน้าเสาธงด้วยหรือ ในสมัยก่อนนี้การถูกตีหน้าเสาธงนี่น่าอายมากครับ

เป็นการถูกทำโทษที่ทั้งเจ็บทั้งอาย

ผมถูกทำโทษตอนเช้าพอตกสายครูฝ่ายกิจกรรมก็ให้คนมาตามไปพบเพื่อไปช่วยแต่งกลอนขึ้นบอร์ดใหญ่ของโรงเรียนเนื่องในวันสุนทรภู่ที่จะมาถึง

ตอนที่เขามาตามนั้นก้นยังเจ็บอยู่เลย แล้วนี่ผมยังต้องเดินไปเผชิญหน้ากับครูคนที่หวดก้นผมในห้องพักครูอีก ใจมันเต้นแรงอย่างไรพิกล

ผมยังจำความรู้สึกตรงนั้นได้ดี อารมณ์ โกรธและความรู้สึกน้อยใจมีอยู่ในตัวเด็กชายประภาสเคล้ากันอยู่ ระหว่างทางที่เดินไปที่ห้องพักครูก็ยังคิดอยู่ตลอดเวลาว่า จะไปเขียนกลอนให้โรงเรียนทำไมในเมื่อครูทำโทษประจานเราหน้าเสาธงให้ได้อับ อายอย่างนั้น จะเรียกว่าโกรธโรงเรียนก็คงไม่ผิด ผมว่าตอนนี้คุณเมฆหมอกก็คงกำลังมีอาการไม่แตกต่างจากเด็กชายประภาสวันนั้นเท่าไร…ใช่ไหมครับ

และเมื่อกลับมาคิดเรื่องนี้ในวันนี้ ผมพบว่าคนเรามักเอาเรื่องสองเรื่องที่ไม่เกี่ยวกัน มักเอาเหตุผลสองเหตุผลที่ไม่เกี่ยวกันมาตัดสินอะไรบางอย่าง และผลการตัดสินมักออกมาไม่ได้ความเสมอ

จำกันได้ใช่ไหมครับ ผมมักพูดเรื่องสองเรื่องที่ไม่เกี่ยวกันบ่อยๆตรงพื้นที่นี้

“ความเคารพกับการวิเคราะห์วิจารณ์เป็นคนละเรื่องกัน” ผมเขียนเรื่องนี้เมื่อครั้งมีคุณพี่คนหนึ่งเขียนมาค้านผมเรื่องการใช้สรรพนามแทนตัวในภาษาพูดของไทย

“เชื่อไม่เชื่อเป็นเรื่องหนึ่ง การศึกษาค้นคว้าเป็นอีกเรื่องหนึ่ง” ประโยคนี้เกิดขึ้นเมื่อเราคุยกันถึงเรื่องหมอดูและเรื่องผี

“ความผิดคือเรื่องหนึ่ง การให้อภัยคือเรื่องหนึ่ง” เรา คุยกันในเรื่องของครูคนหนึ่งที่ขโมยความฝันของเด็ก การให้อภัยเป็นสิ่งควรทำในหมู่คนที่เจริญแล้ว แต่ความผิดไม่จำเป็นต้องหายไปมันควรยังอยู่เพื่อเตือนใจ

“จะเลือกเพื่อนหรือเลือกแฟน?” จำเรื่องนี้ได้ใช่ไหมครับว่าทำไมต้องเลือก มันคนละเรื่องกัน เราชอบเอามารวมกัน

คุณเมฆหมอกครับ มาถึงบรรทัดนี้ผมคิดว่าคุณเมฆหมอกก็น่าจะพูดประโยคนี้ออกมาอย่างสบายใจได้ว่า “การถูกตำรวจจับบ่อยๆหรือการถูกคนเห็นแก่ตัวบนท้องถนนเอาเปรียบบ่อยๆ มันเป็นคนละเรื่องกันกับ การที่คุณจะทำดีเพื่อส่วนรวม”

หรือถ้าคุณเมฆหมอกจะพูดอีกทีว่า “การที่ชีวิตตกต่ำลงกับการเป็นคนดีของสังคมเป็นคนละเรื่องกัน” ผมยิ่งยินดี

เราคงต้องแยกความโกรธและความน้อยใจในโชคชะตาออกไปจากความคิดดีๆในตัวตนจริงๆของเรา น่าเสียดายออกครับอุตส่าห์มีความคิดดีๆอย่างนี้ อย่าให้มันหลุดหายไปกับความทดท้อเล็กๆน้อยๆเลยครับ

กลับมาที่เรื่องของเด็กชายประภาสต่อ

วันนั้นเด็กชายประภาสก็ไม่ได้คิดอะไรแยกแยะอย่างที่เราคุยกันวันนี้หรอกครับ แต่มีอะไรบางอย่างก็ไม่รู้บอกเขาให้เขาช่วยงานโรงเรียนอย่างเต็มใจ

เขาแต่งกลอนอย่างสุดฝีมือ เขียนขึ้นบอร์ดด้วยลายมือตัวเองอย่างบรรจง และเขาก็ระบายสีมันอย่างตั้งใจตลอดช่วงเวลาพักเที่ยง ความโกรธและความน้อยใจมันหายไปเมื่อไรไม่รู้ รู้แต่ว่าตกเย็นมีคนเห็นเขาเดินยิ้มไปเกือบทั่วโรงเรียน

สองวันต่อมา หน้าเสาธงที่เขาเคยถูกตีก้นทำโทษประจาน เขาได้รับเสียงตบมือจากนักเรียนทั้งโรงเรียน ครูใหญ่กล่าวชมเชยกลอนบทนั้นและพูดชื่อของเขาต่อหน้าแถวนักเรียน

ยังครับเรื่องนี้ยังไม่จบ

อีกหนึ่งปีก่อนที่เขาจะจบจากโรงเรียนมัธยมแห่งนั้น เด็กชายประภาสยังได้เดินไปยืนอยู่หน้าเสาธงต่อหน้าแถวนักเรียนอีกสองครั้ง ครั้งแรกเขาขึ้นไปรับรางวัลจากครูใหญ่ในฐานะที่ไปตอบแข่งขันตอบปัญหาระดับจังหวัดได้รางวัลรองชนะเลิศ

ส่วนอีกครั้งหนึ่งเขาถูกตีหน้าเสาธงอีกโทษฐานปีนรั้วโรงเรียนออกไปเที่ยวในตัวจังหวัด

ชีวิตคนเราก็อย่างนี้แหละครับคุณเมฆหมอก บางทีสังคมก็ตบมือให้เรา บางทีสังคมก็ตีก้นเรา แต่ไม่ว่าเราจะเจ็บก้นเท่าไรก็ตาม ความคิดที่จะทำอะไรดีๆเพื่อสังคมไม่ควรระเหยหายไปจากใจเรา

เพราะมันคนละเรื่องกัน




แค่ชอบคงไม่พอ

แค่ชอบคงไม่พอ

แม้จะทำงานเพลงน้อยลงน้อย แต่คำถามที่ผมมักถูกถามบ่อยเป็นอันดับต้นๆก็คือ “อะไรชักนำให้ผมมาทำงานศิลปะด้านเสียงเพลง”

ความชอบหรือ ฟังคำถามมากๆเข้า ผมก็เลยย้อนถามกลับไปบ้าง สำหรับคนที่ทำงานทำนองเดียวกัน “ความชอบใช่ไหม” หลาย คนสารภาพกับผมตรงๆว่าเขาวาดภาพความสำเร็จของตัวเองไว้ที่ปลายสุดของความฝัน อยากเป็นนักเขียน อยากเป็นนักแต่งเพลง อยากเป็นนักดนตรี ฯลฯ

ลองสำรวจหัวใจตัวเองดู

ผม ว่าผมไม่เคยคิดอยากเป็นอะไรอย่างที่ว่าเลย ที่ผมมาเป็นนักเขียน เพราะผมอยากเขียนไม่ใช่เพราะผมอยากเป็น สองคำนี้ต่างกันจริงๆหรือว่าแค่เล่นลิ้น คนที่กำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการเลือกทางเดินคงต้องคิดต่อเอง

ส่วน คำถามที่ถามว่า เพราะชอบหรือ บอกได้เลยว่าแค่ชอบยังไม่พอ เสียงเพลงเสียงดนตรีนี่ใครก็ชอบใครๆก็รักทั้งนั้น ไม่เชื่อไปเดินดูตามร้านคาราโอเกะก็ได้ ที่นั่นมีลูกค้าตั้งแต่รุ่นยังไม่ถึงสิบขวบยันไปถึงรุ่นอายุเจ็ดสิบ ขึ้นชื่อว่าดนตรีแล้วมีใครไม่ชอบบ้าง

เพื่อนนักเรียนของผมครั้งเรียนมัธยม ก็รักดนตรีและชอบเล่นดนตรีอยู่หลายคน แต่มีเหลือแทบนับคนได้ที่ยังคงเล่นดนตรีมาถึงทุกวันนี้

ผมเข้ามาทำงานเพลงครั้งแรก แม้จะเป็นงานอย่างที่ทุกวันนี้เขาเรียกกันว่า “อินดี้” แต่ผมก็โชคดีที่ได้เห็นระดับพระกาฬทำงานอยู่ใกล้ๆข้างหน้าไม่ถึงศอก พี่ป้อมอัสนี พี่ปราจีน ทรงเผ่า พี่ต๋องเทวัญ ฯลฯ ผมนั่งดูพี่พวกนั้นทำงานแล้วบอกได้เลยว่า ไม่ใช่แค่ความชอบเท่านั้นที่พวกเขามีต่อ “ดนตรี” ทั้งหมดที่ผมเขามีแสดงออกมาอย่างชัดเจนทั้งความรับผิดชอบและแววตา

พวกเขาไม่เพียงแต่แค่ “ชอบ” พวกเขา “หลงใหล”มันหัวปักหัวปำเลยครับ

มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ ถ้าอยากทำอะไรอย่าเพียงแต่แค่ชอบ ต้องหลงใหลมันอย่างโงหัวไม่ขึ้นเท่านั้น จึงจะสร้างงานชนิดเปลี่ยนโลกได้

และนี่คือคำตอบที่ดีที่สุดสำหรับคำถามบรรทัดแรก

-----------------------------------------------------------------------------
บางครั้งแค่ชอบก็คงไม่พอ มันมีอะไรอีกมากมายเหลือเกิน
รวมไปถึงความรักด้วย แค่รักก็คงไม่พอเช่นกันครับ

ความรักไม่มีในโลก

ความรักไม่มีในโลก

ความรักไม่มีในโลก

สวัสดีค่ะพี่ประภาส

มีเพื่อนอยู่คนหนึ่งที่คิดอะไรแปลกๆ (อย่างน้อยก็ในสายตาเรา) เค้า บอกว่า โลกนี้ไม่มีใครรักใครจริงหรอก ยกเว้นพ่อแม่ แม่รักเราเพราะเราเป็นส่วนหนึ่งของแม่ เรารักแม่เพราะเราเป็นส่วนหนึ่งของแม่ แต่ความรักหนุ่มสาว เป็นความรักที่ทำเพื่อตัวเองทั้งนั้น ทำดีกับเค้าเพราะอยากให้เค้ารักเรา สรุปแล้วทุกคนบนโลกนี้เห็นแก่ตัวค่ะ

คิด เหมือนกันนะคะว่ามันจริงเป็นบางส่วนในเรื่องความรักแบบหนุ่มสาวนะคะ แต่พยายามจะบอกเค้าว่าบางครั้งเราก็ทำอะไรให้ใครซักคนเพราะเราอยากทำนะ เราไม่ได้คิดอยากได้อะไร อีกอย่างหนึ่ง เราเชื่อว่า every relationship needs work ค่ะ ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนหรือแฟนหรือครอบครัวก็ตาม แต่เค้ากลับบอกว่าถ้าต้องทำอะไรมากขนาดนั้น โดยเฉพาะเรื่องแฟน ไม่เอาดีกว่า เหนื่อย ผิดไหมค่ะที่นั่งเถียงเรื่องความคิดกับใครคนหนึ่งที่เราเห็นว่าความคิดเค้า มันฉาบฉวยซะเหลือเกิน เราไม่ได้มองว่าเราคิดถูก แค่อยากให้เค้าลองมองในมุมที่เรามองบ้าง แต่ดูเหมือนจะไม่สำเร็จ เค้าคิดอยู่อย่างเดียวว่าความรักไม่มีในโลกค่ะ

เส้นขนาน


ตอนหนุ่มๆผมเคยนั่งเถียงกับเพื่อนคนหนึ่งตั้งแต่หัวค่ำจนเกือบเช้าว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่มนุษย์ปฏิบัติต่อกันล้วนตั้งอยู่บนความเห็นแก่ตัวแทบทั้ง สิ้น

ผมว่าท่านผู้อ่านหลายคนก็คงเคยเป็นอย่างนี้ นั่งเถียงเรื่องอะไรบางเรื่องจนถึงเช้า โดยเฉพาะเรื่องที่เป็นนามธรรมจับต้องไม่ได้

และผลที่ได้ก็คือไม่เห็นมีใครยอมใคร

ต่อให้คนหนึ่งเสียงดังกว่า หรืออีกคนหนึ่งทำท่าเหมือนศิโรราบไปแล้ว ครั้นเมื่อเดินจากกันไป ทั้งคู่ก็ยังคงยึดความคิดตัวเองอยู่

วันนั้นผมเป็นฝ่ายไม่เชื่อว่า ความเห็นแก่ตัวของมนุษย์จะเป็นจะเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้มนุษย์กระทำในทุกๆสิ่ง ผมจำได้ว่าไม่ว่าผมจะยกพฤติกรรมใดๆขึ้นมา อีกฝ่ายหนึ่งก็สามารถลากเข้าไปหาความเห็นแก่ตัวของเจ้าของพฤติกรรมได้หมด

ตัวอย่าง เช่น เราซื้อดอกไม้ให้ผู้หญิงก็เพราะเราอยากได้เขามาเป็นแฟน เราเขียนการ์ดให้เพื่อนก็เพราะว่าเราอยากให้เพื่อนรักเรา เราสมัครเป็นนักกีฬามหาวิทยาลัยก็เพราะว่าเราอยากเด่นอยากดังอยากเป็นที่ สนใจของผู้คน แม้แต่การทำบุญทำทานเราทำไปก็เพราะว่าเราต้องการให้มันส่งผลถึงชาติหน้าปาง โน้น

ผมจำได้แม่นว่าผมเถียงอย่างไรผมก็เถียงไม่ขึ้น

เรื่อง ที่คุณเส้นขนานเล่ามาก็คงคล้ายๆกัน แต่เพื่อนของคุณเส้นขนานยังดีกว่า ที่ยังยอมรับว่าความรักของพ่อแม่เป็นความรักที่ไม่ต้องการผลตอบแทน

ฝ่ายตรงข้ามของผมวันนั้นหนักข้อกว่ามากครับ

เพราะแม้แต่ความรักที่แม่มีต่อลูก เขายังโต้ได้ว่าที่แม่ทำไปนั้นก็เพื่อจะได้หวังพึ่งพาลูกยามแก่เฒ่า

วัน นั้นเราหยุดเถียงไปด้วยเสียงขุ่นๆของทั้งสองฝ่าย ตอนนั้นราวตีสี่ตีห้าแล้ว ผมลุกออกจากวงสนทนาไปหาน้ำหาท่ากินด้วยทีท่าของคนที่ยอมแพ้ ผมได้มานั่งคิดเรื่องนี้อีกทีก็หลังจากที่อ่านจดหมายของคุณเส้นขนาน ถึงวันนี้ก็เกือบยี่สิบปีแล้วครับที่ผมเถียงแพ้มา แต่ ก็อย่างที่บอก ถึงวันนี้แล้วผมก็ยังไม่เชื่อนะครับ ว่ามนุษย์จะทำทุกอย่างด้วยเหตุผลของหลักเศรษฐศาสตร์เพียงข้อเดียว คือทำทุกอย่างเพื่อผลกำไร

แม่ค้าทอดมันแถมให้เราอีกสองสามชิ้นก็หวังผูกใจให้เรามาอุดหนุ่นบ่อยๆ ชาย หนุ่มผู้ยากจนแต่งงานกับหญิงสาวลูกเศรษฐีก็หวังจะยกฐานะตัวเองให้สูงขึ้นตาม หญิงสาว ผู้จัดการนำของขวัญไปให้ท่านประธานบริษัทก็หวังจะได้การพิจารณาตำแหน่งใหม่ ในปลายปี ฯลฯ ตัวอย่างเหล่านี้เป็นหลักฐานสนับสนุนทฤษฎีของเพื่อนผมเป็นอย่างดี และมีให้เห็นอยู่ทั่วไปจริงๆ ผมยอมรับ

ผมลองสมมุติตัวเองเป็นโค้ช

แล้วกลับ มาประเมินการพันตูทางความคิดเมื่อเกือบยี่สิบปีก่อน เป็นไปได้ไหมที่ผมไปหลงเถียงเรื่องพฤติกรรมมนุษย์ในทางเดียวกับเขา นั่นคือไปคิดว่าหลักจิตวิทยาที่อธิบายการกระทำของมนุษย์มีเพียงตำราแบบเดียว คือตำราของฝรั่ง

นักจิตวิทยาตะวันตกส่วนใหญ่เชื่อว่าทุกพฤติกรรมของมนุษย์ล้วนเกิดมาจากแรงขับ (ทุกแรงขับก็ล้วนเป็นกิเลสประเภทอ๊อกเทนสูงๆแทบทั้งนั้น ฟังชื่อเชื้อเพลิงพวกนี้ดูสิครับ ความทะเยอทะยาน ความริษยา ความฝักใฝ่ในเพศตรงข้าม ความน้อยเนื้อต่ำใจ ฯลฯ )

ถ้าเราเอาความคิดนี้ตั้งเป็นเกณฑ์ การเถียงวันนั้นผมเถียงอย่างไรก็ต้องแพ้วันยังค่ำจริงไหมครับ

แล้วถ้าทฤษฎีของฝรั่งมันถูกต้องทุกอย่าง คงจะต้องถามอีกว่าแล้วเราจะควบคุมความเห็นแก่ตัวของมนุษย์ได้อย่างไร ที่ต้องถามอย่างนี้เพราะถ้าธรรมชาติของมนุษย์มีแต่แรงขับที่เป็นความเห็นแก่ตัวล้วนๆ แล้วคนที่เขาทำดีเขาทำมาจากอะไร

มี การทดลองทางวิทยาศาสตร์อันหนึ่งจะเล่าให้ฟังครับ ไม่น่าเชื่อว่าเรื่องแบบนี้ก็ทดลองกันได้ นักวิทยาศาสตร์ติดตั้งอุปกรณ์ทางการแพทย์อย่างหนึ่งไว้ที่ตัวอาสาสมัครเพื่อ ที่จะค้นหาว่าเวลาเราทำความดีต่อคนอื่น (พฤติกรรมที่ยอมรับกันว่าเป็นการไม่เห็นแก่ตัวเช่น จูงคนแก่ข้ามถนน ให้อาหารสุนัขจรจัด ฯลฯ) ส่วนไหนของสมองรับปฎิกิริยาหลังจากทำความดีไปแล้ว ผลการทดลองออกมาว่ามันเป็นสมองส่วนเดียวกับเวลาได้กินของอร่อยหรือได้ฟังเพลงเพราะๆ

นักวิทยาศาสตร์ที่ทำการทดลองชุดนี้จึงสรุปเอาว่าคนเราทำความดีก็เพื่อความสุขส่วนตัว

แม้ แต่ความดี เขาก็เอาวิถีทางวิทยาศาสตร์มาอธิบายจนได้ ฝรั่งนี่มันเหลือเกินจริงๆ ยังไม่หมดแค่นี้ครับ มีอีกข่าวหนึ่งที่ผมเคยอ่านมา ฟังหูไว้หูนะครับเพราะมันเป็นเพียงแค่ข่าวทางวิทยาศาสตร์

เขาบอกว่าคนที่เป็นคนร้าย(เห็นแก่ตัวมาก) กับคนที่เป็นคนดี(เห็นแก่ตัวน้อย) มี ความแตกต่างกันที่ฮอร์โมนบางชนิด นั่นคือเขากำลังบอกเราว่าคนเราจะดีจะชั่วนั้นอยู่ที่สารเคมีบางอย่างในตัว ฟังแล้วคนพุทธอย่างเรายอมรับยากจริงๆ

และเขายังบอกอีกว่าถ้าอยากให้คนไม่เห็นแก่ตัว ก็สามารถฉีดสารเคมีบางอย่างใส่คนๆนั้นได้

เอากับเขาสิครับ บ้ากันได้ขนาดนี้อีกหน่อยใครอยากเป็นอรหันต์ก็คงมียาฉีดให้ซื้อมาฉีดกัน

ยังไม่หมดครับเรื่องความดีกับวิทยาศาสตร์ เคย อ่านใช่ไหมครับว่าทุกๆส่วนที่ประกอบเป็นมนุษย์ไม่ว่าจะเป็นลักษณะตาสองชั้น ผิวดำแดง พรสวรรค์ทางดนตรี ฯลฯ และก็ไม่เว้นแม้แต่พฤติกรรมเห็นแก่ตัวหรือไม่เห็นแก่ตัว ขี้ลืม ขี้บ่น ล้วนถูกบันทึกอยู่ในดีเอ็นเอของมนุษย์ ประโยคนี้แปลไทยเป็นไทยได้อีกว่า ถ้าอยากให้มนุษย์คนไหนเป็นคนดีก็ตัดต่อพันธุกรรมเอาเสียเลย

ฟังแล้วน่าเศร้านะครับ เหมือนกับจะบอกว่า หนทางเดียวที่จะควบคุมมนุษย์ให้เห็นแก่ตัวน้อยลง (ทำความดี) คือ ต้องควบคุมจากปัจจัยภายนอก นั่นคือการตัดต่อยีน การฉีดสารเคมี เพราะปัจจัยภายในมันล้วนมีแต่แรงขับที่จะทำทุกอย่างด้วยความเห็นแก่ตัว

หรือบางทีฝรั่งเขาคงอยากจะบอกว่าก็ไม่เห็นจะต้องไปควบคุมมันอะไรกับไอ้ความ เห็นแก่ตัวนี่ อย่างน้อยมันก็ทำบ้านเมืองของเขาร่ำรวยมาไม่รู้เท่าไรแล้ว

ด้วยวิธีเอาเปรียบคนผิวดำและผิวเหลืองมาตลอดประวัติศาสตร์นั่นเอง

แล้วผมก็จบบทความวันนี้โดยไม่ได้ตอบอะไรคุณเส้นขนานเลย แม้ผมจะมีความเชื่อส่วนตัวว่า มนุษย์ถูกสร้างขึ้นมาเหมือนใบหน้าที่รองพื้นด้วยครีมยี่ห้อกิเลส บางคนก็รองพื้นเสียหนาจนไม่เห็นผิว แต่ภายใต้ครีมรองพื้นที่พอกอยู่นั้น ใบหน้าผ่องแผ้วนพคุณมีอยู่จริง

และทุกคนรอที่จะล้างมันออก

คิดอีกกี่รอบๆ ผมก็คงต้องยอมรับว่าผมไม่รู้จะหาอะไรไปเถียงเจ้าเพื่อนคนนั้นของผมให้ชนะได้ว่าความรักแท้ๆ(ไม่หวังสิ่งตอบแทน) มันมีในโลก

คืนวันนั้นหลังผมลุกเดินออกไปหาน้ำกิน ผมเดินกลับมาก็เห็นเจ้าเพื่อนตัวดีของผมมันนอนหลับอยู่ที่เก้าอี้กับเพื่อน อีกสองสามคน

ผมจำได้ว่าผมเดินไปย้ายยากันยุงที่อยู่ทีอีกมุมหนึ่งมาวางไว้ข้างๆพวกมัน

วันเสาร์ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2551

แม่กูสอน...น่าอ่านดีนะ

มีความหมายดีมากๆ จึงอยากให้อ่านด้วยกันครับ!

เพื่อน ๆ
บอกผมว่า
ทำไมมึงดูหน้าตาไม่ค่อยฉลาด
แต่เรียนเก่งจังวะ
ผมบอกเพื่อนผมว่า

แม่กูสอน
ให้ขยันแล้วก็ตั้งใจเรียน

เพื่อน ๆ ผมบอกว่า

ทำไมพอมึงมีตังค์
มึงชอบเอาไปทำบุญ แจกเด็ก เลี้ยงพระวะ
ผมบอกเพื่อนผมว่า

แม่กูสอน ให้รู้จักแบ่งปันคนอื่น
ถึงเราจะมีตังค์น้อย แต่ก็มีคนอื่นที่เขาลำบากกว่าเรา

เพื่อน ๆ ผมบอกว่า

ทำไมมึงชอบเล่นกีฬา
เล่นเป็นหลายอย่าง แล้วไม่เคยเห็นมึงป่วยนอนโรงพยาบาลเลยวะ
ผมบอกเพื่อนผมว่า

แม่กูสอน ให้กูออกกำลังกาย
จะได้แข็งแรง ไม่เจ็บ ไม่ป่วยง่าย ๆ เพราะเรามีตังค์น้อย เจ็บป่วยจะลำบาก

เพื่อน
ๆ ผมบอกว่า
ทำไมมึงอารมณ์ดี
ไม่เครียด ไม่โกรธใครบ้างเลยหรือไงวะ
ผมบอกเพื่อนผมว่า

แม่กูสอน
ให้เป็นคนอารมณ์ดี ทำให้คนที่อยู่ใกล้เรามีความสุข แล้วจะสบายใจกันทุกคน

เพื่อน
ๆ ผมบอกว่า
ทำไมมึงพูดกับคนอื่น ดูสุภาพ
อ่อนน้อม ทั้ง ๆ ที่เขาเป็นลุงแก่ ๆ เป็นเด็กเสริฟอาหาร
หรือแม้แต่ขอทานที่มึงให้เศษตังค์แล้วเขาอวยพรให้มึง
ทำไมมึงต้องขอบคุณขอทานวะ
ผมบอกเพื่อนผมว่า

แม่กูสอน ให้พูดดี
ๆ กับทุกคน ไม่ว่าเขาจะเป็นใคร เราพูดดี ๆ กับเขา เขาก็จะได้พูดดี ๆ กับเรา

เพื่อน ๆ
ผมบอกว่า
ทำไมพี่ ๆ น้อง ๆ มึงตั้งหลายคน
ทำไมรักใคร่กันดี ไม่เคยทะเลาะกันเลยวะ
ผมบอกเพื่อนผมว่า
แม่กูสอน
ให้พี่น้องรักกันทุกคน เพราะหมากับแมวที่อยู่บ้านเดียวกัน มันยังรักกันได้
ทำไมพี่น้องกัน
จะรักกันไม่ได้

เพื่อน
ๆ ผมบอกว่า
ทำไมมึงถึงรักชาติ รักแผ่นดิน
รักในหลวง มากมายนักวะ
ผมบอกเพื่อนว่า
แม่กูสอน
ให้กูสำนึกถึงบุญคุณของแผ่นดิน บุญคุณของพระมหากษัติรย์ ทุกพระองค์
แม่กูสอน
ให้กูรู้จักคำว่า จงรักภักดี ตั้งแต่กูยังไม่รู้ความหมาย จนทุกวันนี้ กูรู้แล้วว่า
คำว่า จงรักภักดี นั้น
ยิ่งใหญ่เพียงใด

เพื่อน
ๆ ผมบอกว่า
ทำไมแม่มึงถึงสอนอะไรมึงมากมายจังเลยวะ

ผมบอกเพื่อนว่า

ที่กูเป็นกูอยู่จนทุกวันนี้
ก็เพราะ ' แม่กูสอน'
แม่กูสอนอะไร
กูทำตามแม่กูสอนทุกอย่าง
มีอย่างเดียวที่แม่กูไม่ได้สอน
แต่กูทำ แล้วกูทำมาตั้งแต่เด็กแล้ว
แม่กูไม่ได้สอนให้รักแม่
แต่......กูรักแม่ว่ะ


ใครไม่รัก........แต่..........
กูรัก