| |||||||
วันอังคารที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2551
คนละเรื่องกัน
แค่ชอบคงไม่พอ
แค่ชอบคงไม่พอ
แม้จะทำงานเพลงน้อยลงน้อย แต่คำถามที่ผมมักถูกถามบ่อยเป็นอันดับต้นๆก็คือ “อะไรชักนำให้ผมมาทำงานศิลปะด้านเสียงเพลง”
ความชอบหรือ ฟังคำถามมากๆเข้า ผมก็เลยย้อนถามกลับไปบ้าง สำหรับคนที่ทำงานทำนองเดียวกัน “ความชอบใช่ไหม” หลาย คนสารภาพกับผมตรงๆว่าเขาวาดภาพความสำเร็จของตัวเองไว้ที่ปลายสุดของความฝัน อยากเป็นนักเขียน อยากเป็นนักแต่งเพลง อยากเป็นนักดนตรี ฯลฯ
ลองสำรวจหัวใจตัวเองดู
ผม ว่าผมไม่เคยคิดอยากเป็นอะไรอย่างที่ว่าเลย ที่ผมมาเป็นนักเขียน เพราะผมอยากเขียนไม่ใช่เพราะผมอยากเป็น สองคำนี้ต่างกันจริงๆหรือว่าแค่เล่นลิ้น คนที่กำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการเลือกทางเดินคงต้องคิดต่อเอง
ส่วน คำถามที่ถามว่า เพราะชอบหรือ บอกได้เลยว่าแค่ชอบยังไม่พอ เสียงเพลงเสียงดนตรีนี่ใครก็ชอบใครๆก็รักทั้งนั้น ไม่เชื่อไปเดินดูตามร้านคาราโอเกะก็ได้ ที่นั่นมีลูกค้าตั้งแต่รุ่นยังไม่ถึงสิบขวบยันไปถึงรุ่นอายุเจ็ดสิบ ขึ้นชื่อว่าดนตรีแล้วมีใครไม่ชอบบ้าง
เพื่อนนักเรียนของผมครั้งเรียนมัธยม ก็รักดนตรีและชอบเล่นดนตรีอยู่หลายคน แต่มีเหลือแทบนับคนได้ที่ยังคงเล่นดนตรีมาถึงทุกวันนี้
ผมเข้ามาทำงานเพลงครั้งแรก แม้จะเป็นงานอย่างที่ทุกวันนี้เขาเรียกกันว่า “อินดี้” แต่ผมก็โชคดีที่ได้เห็นระดับพระกาฬทำงานอยู่ใกล้ๆข้างหน้าไม่ถึงศอก พี่ป้อมอัสนี พี่ปราจีน ทรงเผ่า พี่ต๋องเทวัญ ฯลฯ ผมนั่งดูพี่พวกนั้นทำงานแล้วบอกได้เลยว่า ไม่ใช่แค่ความชอบเท่านั้นที่พวกเขามีต่อ “ดนตรี” ทั้งหมดที่ผมเขามีแสดงออกมาอย่างชัดเจนทั้งความรับผิดชอบและแววตา
พวกเขาไม่เพียงแต่แค่ “ชอบ” พวกเขา “หลงใหล”มันหัวปักหัวปำเลยครับ
มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ ถ้าอยากทำอะไรอย่าเพียงแต่แค่ชอบ ต้องหลงใหลมันอย่างโงหัวไม่ขึ้นเท่านั้น จึงจะสร้างงานชนิดเปลี่ยนโลกได้
และนี่คือคำตอบที่ดีที่สุดสำหรับคำถามบรรทัดแรก-----------------------------------------------------------------------------
บางครั้งแค่ชอบก็คงไม่พอ มันมีอะไรอีกมากมายเหลือเกิน
รวมไปถึงความรักด้วย แค่รักก็คงไม่พอเช่นกันครับ
ความรักไม่มีในโลก
| ความรักไม่มีในโลก | |
ความรักไม่มีในโลก สวัสดีค่ะพี่ประภาส มีเพื่อนอยู่คนหนึ่งที่คิดอะไรแปลกๆ (อย่างน้อยก็ในสายตาเรา) เค้า บอกว่า โลกนี้ไม่มีใครรักใครจริงหรอก ยกเว้นพ่อแม่ แม่รักเราเพราะเราเป็นส่วนหนึ่งของแม่ เรารักแม่เพราะเราเป็นส่วนหนึ่งของแม่ แต่ความรักหนุ่มสาว เป็นความรักที่ทำเพื่อตัวเองทั้งนั้น ทำดีกับเค้าเพราะอยากให้เค้ารักเรา สรุปแล้วทุกคนบนโลกนี้เห็นแก่ตัวค่ะ คิด เหมือนกันนะคะว่ามันจริงเป็นบางส่วนในเรื่องความรักแบบหนุ่มสาวนะคะ แต่พยายามจะบอกเค้าว่าบางครั้งเราก็ทำอะไรให้ใครซักคนเพราะเราอยากทำนะ เราไม่ได้คิดอยากได้อะไร อีกอย่างหนึ่ง เราเชื่อว่า every relationship needs work ค่ะ ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนหรือแฟนหรือครอบครัวก็ตาม แต่เค้ากลับบอกว่าถ้าต้องทำอะไรมากขนาดนั้น โดยเฉพาะเรื่องแฟน ไม่เอาดีกว่า เหนื่อย ผิดไหมค่ะที่นั่งเถียงเรื่องความคิดกับใครคนหนึ่งที่เราเห็นว่าความคิดเค้า มันฉาบฉวยซะเหลือเกิน เราไม่ได้มองว่าเราคิดถูก แค่อยากให้เค้าลองมองในมุมที่เรามองบ้าง แต่ดูเหมือนจะไม่สำเร็จ เค้าคิดอยู่อย่างเดียวว่าความรักไม่มีในโลกค่ะ เส้นขนาน
ตอนหนุ่มๆผมเคยนั่งเถียงกับเพื่อนคนหนึ่งตั้งแต่หัวค่ำจนเกือบเช้าว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่มนุษย์ปฏิบัติต่อกันล้วนตั้งอยู่บนความเห็นแก่ตัวแทบทั้ง สิ้น ผมว่าท่านผู้อ่านหลายคนก็คงเคยเป็นอย่างนี้ นั่งเถียงเรื่องอะไรบางเรื่องจนถึงเช้า โดยเฉพาะเรื่องที่เป็นนามธรรมจับต้องไม่ได้ และผลที่ได้ก็คือไม่เห็นมีใครยอมใคร ต่อให้คนหนึ่งเสียงดังกว่า หรืออีกคนหนึ่งทำท่าเหมือนศิโรราบไปแล้ว ครั้นเมื่อเดินจากกันไป ทั้งคู่ก็ยังคงยึดความคิดตัวเองอยู่ วันนั้นผมเป็นฝ่ายไม่เชื่อว่า ความเห็นแก่ตัวของมนุษย์จะเป็นจะเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้มนุษย์กระทำในทุกๆสิ่ง ผมจำได้ว่าไม่ว่าผมจะยกพฤติกรรมใดๆขึ้นมา อีกฝ่ายหนึ่งก็สามารถลากเข้าไปหาความเห็นแก่ตัวของเจ้าของพฤติกรรมได้หมด ตัวอย่าง เช่น เราซื้อดอกไม้ให้ผู้หญิงก็เพราะเราอยากได้เขามาเป็นแฟน เราเขียนการ์ดให้เพื่อนก็เพราะว่าเราอยากให้เพื่อนรักเรา เราสมัครเป็นนักกีฬามหาวิทยาลัยก็เพราะว่าเราอยากเด่นอยากดังอยากเป็นที่ สนใจของผู้คน แม้แต่การทำบุญทำทานเราทำไปก็เพราะว่าเราต้องการให้มันส่งผลถึงชาติหน้าปาง โน้น ผมจำได้แม่นว่าผมเถียงอย่างไรผมก็เถียงไม่ขึ้น เรื่อง ที่คุณเส้นขนานเล่ามาก็คงคล้ายๆกัน แต่เพื่อนของคุณเส้นขนานยังดีกว่า ที่ยังยอมรับว่าความรักของพ่อแม่เป็นความรักที่ไม่ต้องการผลตอบแทน ฝ่ายตรงข้ามของผมวันนั้นหนักข้อกว่ามากครับ เพราะแม้แต่ความรักที่แม่มีต่อลูก เขายังโต้ได้ว่าที่แม่ทำไปนั้นก็เพื่อจะได้หวังพึ่งพาลูกยามแก่เฒ่า วัน นั้นเราหยุดเถียงไปด้วยเสียงขุ่นๆของทั้งสองฝ่าย ตอนนั้นราวตีสี่ตีห้าแล้ว ผมลุกออกจากวงสนทนาไปหาน้ำหาท่ากินด้วยทีท่าของคนที่ยอมแพ้ ผมได้มานั่งคิดเรื่องนี้อีกทีก็หลังจากที่อ่านจดหมายของคุณเส้นขนาน ถึงวันนี้ก็เกือบยี่สิบปีแล้วครับที่ผมเถียงแพ้มา แต่ ก็อย่างที่บอก ถึงวันนี้แล้วผมก็ยังไม่เชื่อนะครับ ว่ามนุษย์จะทำทุกอย่างด้วยเหตุผลของหลักเศรษฐศาสตร์เพียงข้อเดียว คือทำทุกอย่างเพื่อผลกำไร แม่ค้าทอดมันแถมให้เราอีกสองสามชิ้นก็หวังผูกใจให้เรามาอุดหนุ่นบ่อยๆ ชาย หนุ่มผู้ยากจนแต่งงานกับหญิงสาวลูกเศรษฐีก็หวังจะยกฐานะตัวเองให้สูงขึ้นตาม หญิงสาว ผู้จัดการนำของขวัญไปให้ท่านประธานบริษัทก็หวังจะได้การพิจารณาตำแหน่งใหม่ ในปลายปี ฯลฯ ตัวอย่างเหล่านี้เป็นหลักฐานสนับสนุนทฤษฎีของเพื่อนผมเป็นอย่างดี และมีให้เห็นอยู่ทั่วไปจริงๆ ผมยอมรับ ผมลองสมมุติตัวเองเป็นโค้ช แล้วกลับ มาประเมินการพันตูทางความคิดเมื่อเกือบยี่สิบปีก่อน เป็นไปได้ไหมที่ผมไปหลงเถียงเรื่องพฤติกรรมมนุษย์ในทางเดียวกับเขา นั่นคือไปคิดว่าหลักจิตวิทยาที่อธิบายการกระทำของมนุษย์มีเพียงตำราแบบเดียว คือตำราของฝรั่ง นักจิตวิทยาตะวันตกส่วนใหญ่เชื่อว่าทุกพฤติกรรมของมนุษย์ล้วนเกิดมาจากแรงขับ (ทุกแรงขับก็ล้วนเป็นกิเลสประเภทอ๊อกเทนสูงๆแทบทั้งนั้น ฟังชื่อเชื้อเพลิงพวกนี้ดูสิครับ ความทะเยอทะยาน ความริษยา ความฝักใฝ่ในเพศตรงข้าม ความน้อยเนื้อต่ำใจ ฯลฯ ) ถ้าเราเอาความคิดนี้ตั้งเป็นเกณฑ์ การเถียงวันนั้นผมเถียงอย่างไรก็ต้องแพ้วันยังค่ำจริงไหมครับ แล้วถ้าทฤษฎีของฝรั่งมันถูกต้องทุกอย่าง คงจะต้องถามอีกว่าแล้วเราจะควบคุมความเห็นแก่ตัวของมนุษย์ได้อย่างไร ที่ต้องถามอย่างนี้เพราะถ้าธรรมชาติของมนุษย์มีแต่แรงขับที่เป็นความเห็นแก่ตัวล้วนๆ แล้วคนที่เขาทำดีเขาทำมาจากอะไร มี การทดลองทางวิทยาศาสตร์อันหนึ่งจะเล่าให้ฟังครับ ไม่น่าเชื่อว่าเรื่องแบบนี้ก็ทดลองกันได้ นักวิทยาศาสตร์ติดตั้งอุปกรณ์ทางการแพทย์อย่างหนึ่งไว้ที่ตัวอาสาสมัครเพื่อ ที่จะค้นหาว่าเวลาเราทำความดีต่อคนอื่น (พฤติกรรมที่ยอมรับกันว่าเป็นการไม่เห็นแก่ตัวเช่น จูงคนแก่ข้ามถนน ให้อาหารสุนัขจรจัด ฯลฯ) ส่วนไหนของสมองรับปฎิกิริยาหลังจากทำความดีไปแล้ว ผลการทดลองออกมาว่ามันเป็นสมองส่วนเดียวกับเวลาได้กินของอร่อยหรือได้ฟังเพลงเพราะๆ นักวิทยาศาสตร์ที่ทำการทดลองชุดนี้จึงสรุปเอาว่าคนเราทำความดีก็เพื่อความสุขส่วนตัว แม้ แต่ความดี เขาก็เอาวิถีทางวิทยาศาสตร์มาอธิบายจนได้ ฝรั่งนี่มันเหลือเกินจริงๆ ยังไม่หมดแค่นี้ครับ มีอีกข่าวหนึ่งที่ผมเคยอ่านมา ฟังหูไว้หูนะครับเพราะมันเป็นเพียงแค่ข่าวทางวิทยาศาสตร์ เขาบอกว่าคนที่เป็นคนร้าย(เห็นแก่ตัวมาก) กับคนที่เป็นคนดี(เห็นแก่ตัวน้อย) มี ความแตกต่างกันที่ฮอร์โมนบางชนิด นั่นคือเขากำลังบอกเราว่าคนเราจะดีจะชั่วนั้นอยู่ที่สารเคมีบางอย่างในตัว ฟังแล้วคนพุทธอย่างเรายอมรับยากจริงๆ และเขายังบอกอีกว่าถ้าอยากให้คนไม่เห็นแก่ตัว ก็สามารถฉีดสารเคมีบางอย่างใส่คนๆนั้นได้ เอากับเขาสิครับ บ้ากันได้ขนาดนี้อีกหน่อยใครอยากเป็นอรหันต์ก็คงมียาฉีดให้ซื้อมาฉีดกัน ยังไม่หมดครับเรื่องความดีกับวิทยาศาสตร์ เคย อ่านใช่ไหมครับว่าทุกๆส่วนที่ประกอบเป็นมนุษย์ไม่ว่าจะเป็นลักษณะตาสองชั้น ผิวดำแดง พรสวรรค์ทางดนตรี ฯลฯ และก็ไม่เว้นแม้แต่พฤติกรรมเห็นแก่ตัวหรือไม่เห็นแก่ตัว ขี้ลืม ขี้บ่น ล้วนถูกบันทึกอยู่ในดีเอ็นเอของมนุษย์ ประโยคนี้แปลไทยเป็นไทยได้อีกว่า ถ้าอยากให้มนุษย์คนไหนเป็นคนดีก็ตัดต่อพันธุกรรมเอาเสียเลย ฟังแล้วน่าเศร้านะครับ เหมือนกับจะบอกว่า หนทางเดียวที่จะควบคุมมนุษย์ให้เห็นแก่ตัวน้อยลง (ทำความดี) คือ ต้องควบคุมจากปัจจัยภายนอก นั่นคือการตัดต่อยีน การฉีดสารเคมี เพราะปัจจัยภายในมันล้วนมีแต่แรงขับที่จะทำทุกอย่างด้วยความเห็นแก่ตัว หรือบางทีฝรั่งเขาคงอยากจะบอกว่าก็ไม่เห็นจะต้องไปควบคุมมันอะไรกับไอ้ความ เห็นแก่ตัวนี่ อย่างน้อยมันก็ทำบ้านเมืองของเขาร่ำรวยมาไม่รู้เท่าไรแล้ว ด้วยวิธีเอาเปรียบคนผิวดำและผิวเหลืองมาตลอดประวัติศาสตร์นั่นเอง แล้วผมก็จบบทความวันนี้โดยไม่ได้ตอบอะไรคุณเส้นขนานเลย แม้ผมจะมีความเชื่อส่วนตัวว่า มนุษย์ถูกสร้างขึ้นมาเหมือนใบหน้าที่รองพื้นด้วยครีมยี่ห้อกิเลส บางคนก็รองพื้นเสียหนาจนไม่เห็นผิว แต่ภายใต้ครีมรองพื้นที่พอกอยู่นั้น ใบหน้าผ่องแผ้วนพคุณมีอยู่จริง และทุกคนรอที่จะล้างมันออก คิดอีกกี่รอบๆ ผมก็คงต้องยอมรับว่าผมไม่รู้จะหาอะไรไปเถียงเจ้าเพื่อนคนนั้นของผมให้ชนะได้ว่าความรักแท้ๆ(ไม่หวังสิ่งตอบแทน) มันมีในโลก คืนวันนั้นหลังผมลุกเดินออกไปหาน้ำกิน ผมเดินกลับมาก็เห็นเจ้าเพื่อนตัวดีของผมมันนอนหลับอยู่ที่เก้าอี้กับเพื่อน อีกสองสามคน | |
วันเสาร์ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2551
แม่กูสอน...น่าอ่านดีนะ
เพื่อน ๆ บอกผมว่า
ทำไมมึงดูหน้าตาไม่ค่อยฉลาด แต่เรียนเก่งจังวะ
ผมบอกเพื่อนผมว่า
แม่กูสอน ให้ขยันแล้วก็ตั้งใจเรียน
เพื่อน ๆ ผมบอกว่า
ทำไมพอมึงมีตังค์ มึงชอบเอาไปทำบุญ แจกเด็ก เลี้ยงพระวะ
ผมบอกเพื่อนผมว่า
แม่กูสอน ให้รู้จักแบ่งปันคนอื่น ถึงเราจะมีตังค์น้อย แต่ก็มีคนอื่นที่เขาลำบากกว่าเรา
เพื่อน ๆ ผมบอกว่า
ทำไมมึงชอบเล่นกีฬา เล่นเป็นหลายอย่าง แล้วไม่เคยเห็นมึงป่วยนอนโรงพยาบาลเลยวะ
ผมบอกเพื่อนผมว่า
แม่กูสอน ให้กูออกกำลังกาย จะได้แข็งแรง ไม่เจ็บ ไม่ป่วยง่าย ๆ เพราะเรามีตังค์น้อย เจ็บป่วยจะลำบาก
เพื่อน ๆ ผมบอกว่า
ทำไมมึงอารมณ์ดี ไม่เครียด ไม่โกรธใครบ้างเลยหรือไงวะ
ผมบอกเพื่อนผมว่า
แม่กูสอน ให้เป็นคนอารมณ์ดี ทำให้คนที่อยู่ใกล้เรามีความสุข แล้วจะสบายใจกันทุกคน
เพื่อน ๆ ผมบอกว่า
ทำไมมึงพูดกับคนอื่น ดูสุภาพ อ่อนน้อม ทั้ง ๆ ที่เขาเป็นลุงแก่ ๆ เป็นเด็กเสริฟอาหาร
หรือแม้แต่ขอทานที่มึงให้เศษตังค์แล้วเขาอวยพรให้มึง ทำไมมึงต้องขอบคุณขอทานวะ
ผมบอกเพื่อนผมว่า
แม่กูสอน ให้พูดดี ๆ กับทุกคน ไม่ว่าเขาจะเป็นใคร เราพูดดี ๆ กับเขา เขาก็จะได้พูดดี ๆ กับเรา
เพื่อน ๆ ผมบอกว่า
ทำไมพี่ ๆ น้อง ๆ มึงตั้งหลายคน ทำไมรักใคร่กันดี ไม่เคยทะเลาะกันเลยวะ
ผมบอกเพื่อนผมว่า
แม่กูสอน ให้พี่น้องรักกันทุกคน เพราะหมากับแมวที่อยู่บ้านเดียวกัน มันยังรักกันได้
ทำไมพี่น้องกัน จะรักกันไม่ได้
เพื่อน ๆ ผมบอกว่า
ทำไมมึงถึงรักชาติ รักแผ่นดิน รักในหลวง มากมายนักวะ
ผมบอกเพื่อนว่า
แม่กูสอน ให้กูสำนึกถึงบุญคุณของแผ่นดิน บุญคุณของพระมหากษัติรย์ ทุกพระองค์
แม่กูสอน ให้กูรู้จักคำว่า จงรักภักดี ตั้งแต่กูยังไม่รู้ความหมาย จนทุกวันนี้ กูรู้แล้วว่า
คำว่า จงรักภักดี นั้น ยิ่งใหญ่เพียงใด
เพื่อน ๆ ผมบอกว่า
ทำไมแม่มึงถึงสอนอะไรมึงมากมายจังเลยวะ
ผมบอกเพื่อนว่า
ที่กูเป็นกูอยู่จนทุกวันนี้ ก็เพราะ ' แม่กูสอน'
แม่กูสอนอะไร กูทำตามแม่กูสอนทุกอย่าง
มีอย่างเดียวที่แม่กูไม่ได้สอน แต่กูทำ แล้วกูทำมาตั้งแต่เด็กแล้ว
แม่กูไม่ได้สอนให้รักแม่ แต่......กูรักแม่ว่ะ
ใครไม่รัก........แต่..........กูรัก
วันพฤหัสบดีที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2551
สุดแต่ใจของเธอ
ไม่เคยเรียกร้อง เกินกว่าที่ใจ ของเธอรู้สึก...
แต่ส่วนลึกของฉัน ที่มีให้เธอ มากมายเอ่อท้น ...
หากใจของเธอ ไม่เคยต้องการ ไม่สำคัญไม่เป็นไร...
สักวันหนึ่งเธอคงรู้ รู้และเข้าใจในตัวฉัน...
ในวันที่เธอได้พบ ได้รักใครสักคน...
สุดแต่ใจของเธอ จะมีให้กัน มากน้อยเพียงไหน...
แต่ใจของฉัน ให้เธอทั้งใจ ให้เธอ ได้ทุกอย่าง...
แต่ใจของฉัน ให้เธอทั้งใจ ให้เธอ ได้ทุกอย่าง
-----------------------------------
เคยฟังเค้าเล่ากันว่า
ผู้หญิงลืมยาก
แต่ผู้ชายแย่กว่า
เพราะพวกมันไม่เคยลืม
โดยเพราะคนที่มันรัก
ทำอะไรให้ได้ มันก็จะพยายาม ไม่รู้เป็นยังไง ก็คนมันรักไปแล้วนี่เนอะ
ห้ามกันยาก แต่ไม่แนะนำให้ห้าม
เพราะใจมันไม่ค่อยฟังเหตุผล
วันอังคารที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2551
... เขียนให้เธอ ...
ปล่อยดวงใจเดินทางไปชื่นชม เก็บเอาความสุขสมเพื่อมาขีดเขียน
หากคืนใดที่ท้องฟ้ามืดสลัว เมฆดำทะมึนน่ากลัว ไร้เดือนและดารา
ปล่อยดวงใจเดินทางไปค้นหา เพื่อเอามาแต่งเติมให้เป็นถ้อยคำ
* เขียนดวงดาวให้สุกสกาวบนฟากฟ้า เขียนต้นหญ้าให้ขึ้นตามทางรกร้างไกลไกล
ขุนเขา ทะเล กว้างใหญ่ มหานครใดใด หาใช่แรงผลักดันฉัน
** เพราะเธอนั่นไงคือเหตุผลที่ทำให้ฉันเขียน เป็นเพราะเธอส่ง ส่งใจมาให้กัน
แทนกระดาษดินสอ ด้วยรักที่คงมั่น ให้ฉันเขียนเป็นถ้อยคำถึงเธอ
ในคืนวันที่ฉันค้นหาความหมาย ว่าความรักคืออะไร ใยมีรักไว้ให้กัน
ปล่อยดวงใจเดินทางไปทุกฝัน จะได้เอาคำตอบนั้นมาเขียนให้เธอ
(*) (**)
(ให้ฉันเขียนเป็นถ้อยคำให้เธอ ให้ฉันเขียนเป็นบทเพลงของเธอ) ...
http://www.prapas.com/write4u.m4a
http://www.prapas.com/
วันจันทร์ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2551
งมงาย
งมงาย จาก นสพ. มติชนคอลัมน์ คุยกับประภาส โดย ประภาส ชลศรานนท์
สวัสดีค่ะคุณประภาส
แปลกใจว่าศาสนาของคนตะวันตก เขาพูดถึงพระเจ้า พูดถึงการสร้างโลก สร้างมนุษย์ จนบางครั้งดิฉันก็รู้สึกว่า เป็นเรื่องที่ไม่น่าเชื่อได้ ฟังดูแล้วเหมือนงมงาย แต่คนตะวันตกเขากลับไม่งมงายเท่าคนไทย ศาสนาพุทธของไทยเราสอนให้รู้จักเหตุและผล สอนให้รู้จักอนัตตา ศาสนาพุทธไม่มีพระเจ้า ไม่มีเทพเจ้า สอนแต่ปรัชญาชีวิต แต่ทำไมชาวพุทธในบ้านเรากลับงมงายกว่า ทั้งเรื่องแทงหวยจากวันมรณภาพของพระสงฆ์ เดินสายตามศาลต่างๆ เพื่อขอโชคลาภ ทรงเจ้า หมอผี เต็มไปหมดในสังคมไทยเรา
คุณประภาสว่าคนตะวันตกเขาเชื่อในศาสนาของเขาจริงๆ หรือเปล่า เหมือนกับคนไทยเรามีศาสนาพุทธไว้โก้ๆ ว่าเป็นศาสนาแห่งเหตุผล เพราะดูๆ ไปคนไทยเราก็ทำเหมือนกับว่าไม่เชื่อในคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าเหมือนกัน ฝรั่งเขาเชื่อจริงๆ หรือว่ามีพระเจ้า มีเรือโนอาห์จริง ?
อารยา
หมู่นี้ได้ยินคำว่า "อนัตตา" บ่อยเหลือเกินครับ
บ่อยจนดูราวกับว่าผู้คนในยุคนี้เต็มไปด้วย "อัตตา" กันเต็มกำลัง หรือไม่ก็มีกันจนล้น และอยากจะสลายให้กลายเป็น "สุญตา" กันเสียให้หมด
วันก่อนได้ยินชาวพุทธสายวิปัสสนาสองท่านนั่งคุยกันเกี่ยวกับเรื่องอนัตตา ท่านหนึ่งตั้งปุจฉากับอีกท่านหนึ่งว่า การนั่งวิปัสสนาเพื่อพิจารณาโลกและตัวเองเพื่อปรารถนา "อนัตตา" นั้นเป็นกิเลสไหม อีกท่านหนึ่งตอบว่า ความปรารถนานั้นแม้แต่ "ความว่าง" ก็เป็นกิเลส
สูงที่สุดแล้ว แม้แต่ "พระนิพพาน" ก็ต้องไม่ปรารถนา ท่านว่าอย่างนั้น
ศาสนาของเราเป็นอย่างนี้ละครับ
ในความเห็นของผม ศาสนาพุทธเป็นเรื่องของการถกเถียง เป็นเรื่องของการพินิจพิเคราะห์ ฯลฯ ลองนึกภาพตามผม ย้อนกลับไปสมัยพุทธกาลตอนที่ศาสนาพุทธจะก่อกำเนิดดูก็ได้ เจ้าชายสิทธัตถะเสด็จออกบวช แล้วก็เสาะหาอาจารย์และลัทธิต่างๆ อยู่ตั้งหลายท่าน กว่าที่พระองค์จะนั่งลงแล้วใช้ "ทางสายกลาง" ค้นพบศาสนาด้วยพระองค์เอง พระองค์ต้องผ่าน "การพิจารณา" ผู้คนและตัวเองไม่รู้เท่าไรต่อเท่าไร
จากนั้นพระองค์ก็เสด็จออกโปรดสัตว์ สั่งสอนผู้คนให้ค้นพบความจริงด้วยตัวของตัวเอง
จริงๆ นะครับ พระองค์สอนให้ค้นพบเอง ไม่ให้เชื่อใคร แม้แต่ตัวพระองค์ผู้เป็นครู
อย่างนี้จะไม่ให้เรียกว่าเป็น "ศาสนาแห่งการพิจารณา" ได้อย่างไร จริงไหมครับ
ที่ใดก็ตามเมื่อมีการพิจารณา ที่นั่นก็ต้องมีการ "ถกเถียง" ตามมาเป็นธรรมดา เราจึงได้เห็นตำนานของ ปุจฉาและวิสัชนา เต็มไปหมดในศาสนาพุทธ ไม่ว่าจะเป็นสาขานิกายใด
ผมพูดอย่างนี้เหมือนจะบอกว่าแล้วศาสนาของคนตะวันตกเป็นอีกอย่าง
ผมเห็นเป็นอย่างนี้ครับ ผมเห็นว่าศาสนาของชาวตะวันตกเป็นศาสนาแห่งการ "ศรัทธา" มากกว่า "การพิจารณา"
ชาวคริสต์ไม่นิยมมาตั้งคำถามกันว่า พระเจ้ามีจริงไหม ไม่เคยพยายามใช้วิทยาศาสตร์ที่ตัวเองถนัดพิสูจน์ข้อความในคำสอนของพระคริสต์ ชาวตะวันตกศรัทธาพระเจ้า ก็ด้วย "ศรัทธา" ตัวเดียวเท่านั้น ไม่เกี่ยวกับการ "พิจารณา"
แต่ "ศรัทธา" ตัวเดียวนี่แหละครับแข็งแรงดีนัก
นึกตามผม กลับไปในประวัติศาสตร์ของพวกฝรั่งดูก็ได้ครับ ต่อให้ฉลาดหลักแหลมอย่างกาลิเลโอ ที่เที่ยวสงสัยอะไรเต็มไปหมดที่ปราชญ์ในอดีตเคยกล่าวไว้ จากนั้นก็ทำการพิสูจน์มันเสียจนผู้มีอำนาจในยุคนั้นเกิดการไม่พอใจ
แต่เชื่อไหมครับว่ากาลิเลโอกลับเป็นชาวคริสต์ที่ดี ไปโบสถ์ทุกสัปดาห์ และไม่เคยตั้งคำถามว่าพระเจ้ามีจริงไหม หรือทำไมเราต้องเชื่อพระเจ้า สิ่งเดียวที่เขาแตะต้องศาสนาก็คือ เขากล่าวบางประโยคทางวิทยาศาสตร์ที่ขัดต่อข้อความในพระคัมภีร์
แต่ถึงกระนั้นผมก็เชื่อว่า เขา "ศรัทธา" ในพระเจ้า
และที่น่าสนใจก็คือ มันเป็นการศรัทธาโดยไม่ต้องการ "การพิจารณา" ไม่ต้องการ "ข้อสมมติฐาน" และไม่ต้องการ "การพิสูจน์" ใดๆ ในแนวทางวิทยาศาสตร์ที่เขาเป็นผู้บุกเบิก ยิ่งกว่านั้นกาลิเลโอยังเคยกล่าวไว้เลยว่าวิทยาศาสตร์คือของขวัญที่พระเจ้าประทานให้มนุษย์
ผมมองเห็นคนตะวันตกเขานับถือศาสนาของเขาอย่างนี้
ศรัทธาใน "สิ่งเดียว" นั่นคือพระเจ้า และไม่งมงายในเรื่องอื่นๆ เลย
ศาสนาของคนตะวันตกเป็นศาสนาที่เกิดในทะเลทราย ซึ่งอันนี้ต่างจากศาสนาของคนตะวันออกที่เกิดในดินแดนกสิกรรม
ชนเผ่าในทะเลทรายดำรงชีพด้วยการเลี้ยงสัตว์เร่ร่อน นึกภาพออกนะครับว่าทะเลทรายนั้นเป็นดินแดนที่กันดารเพียงใด การเดินทางผิดพลาดเพียงเล็กน้อยอาจหมายถึงการเดินทางสู่ความตายได้ ศาสนาที่เกิดขึ้นที่นั่นไม่ว่าจะเป็นศาสนายิว ศาสนาคริสต์ และศาสนอิสลาม จึงต้องการ "พระเจ้าเพียงองค์เดียว" ที่สามารถคาดการณ์ล่วงหน้าได้ เพื่อให้คนในศาสนิกชนทุกคนปฏิบัติตามได้อย่างเคร่งครัด
"ปัจเจกนิยม" จึงเกิดขึ้นกับผู้คนในศาสนาของพวกเขา พวกเขาต้องการ "ผู้ชี้นำ" ที่ยิ่งใหญ่ นำพาผู้คนให้พ้นภัย
ฟังดูยากๆ นะครับเรื่องศาสนานี่ แต่คิดดูแล้วน่าคิดต่อไปเรื่อยๆ ว่าหรือเป็นด้วยเหตุนี้ที่ทำให้พวกฝรั่งมีความเป็นปัจเจกบุคคลมาถึงทุกวันนี้ ไม่ก็อาจจะเป็นเหตุผลที่ทำให้ฝรั่งให้ความสำคัญกับ "ผู้ยิ่งใหญ่" อย่างมาก และก็มีความมุ่งมาดในชีวิตที่จะเป็น "ผู้ยิ่งใหญ่" ให้จงได้
และความทะเยอทะยานอันนี้นี่แหละ ทำให้ฝรั่งครองโลกมาหลายร้อยปีแล้ว
ถ้าคนตะวันตกให้ความสำคัญกับผู้ชี้นำผู้ยิ่งใหญ่ แล้วคนตะวันออกคิดอย่างไร
ผมมองว่าพวกเราอยู่กับธรรมชาติที่ค่อนข้างเป็นใจ ไม่ต้องต่อสู้กับความแร้นแค้นมากนัก ทุกปีเพียงแค่ขอพรจากเทพประจำฤดูก็เพียงพอแล้ว
ลองนึกไปถึงผู้คนในภูมิภาคนี้ก็คงจะนึกออก ผมว่าพวกเรามีเทพเจ้ามากมาย และเกือบทั้งหมดเป็นเทพเจ้าจากธรรมชาติแทบทั้งสิ้น
เจ้าป่าเจ้าเขา พระแม่โพสพ แม่คงคา พระพิรุณ พระอัคคี ฯลฯ
หรือเป็นเพราะคนตะวันออกอยู่กับธรรมชาติที่ค่อนข้างอุดม จึงนึกถึง "บุญคุณ" แห่งธรรมชาติตลอดเวลา
ที่ผมต้องกล่าวเรื่องนี้ขึ้นมา ก็เพราะอยากให้คุณอารยาลองนึกดูว่าก่อนที่ศาสนาพุทธจะเข้ามาที่ดินแดนแห่งนี้ เรานับถืออะไรกันอยู่ แม้แต่ในอินเดีย ดินแดนที่ก่อกำเนิดศาสนาพุทธนั้นความเชื่อส่วนใหญ่เป็นเรื่องอะไร
ฮินดูและลัทธิไหว้เจ้าของจีนนั้นหากรวมกันก็นับได้ว่ามีเทพเจ้านับล้านองค์ และเทพเจ้านับล้านองค์ที่ว่าก็ล้วนคือทุกสิ่งทุกอย่างของธรรมชาติ
ความเชื่อทางฮินดูนั้นฝังรากอยู่ในไทยเราไม่น้อย เพราะพิธีพราหมณ์เป็นพิธีคู่บ้านคู่เมือง และคู่พระมหากษัตริย์มาไม่รู้กี่ร้อยกี่พันปีแล้ว
ความเชื่อเหล่านี้อยู่ในดินแดนสุวรรณภูมิก่อนศาสนาพุทธจะเข้ามาเสียอีก
ระยะเวลาเพียงเจ็ดแปดร้อยปีเท่านั้นที่แนวคิดของพระพุทธเจ้าปักหลักปักฐานอยู่ในอาณาจักรนี้ มีการผสมผสานของพุทธ, ฮินดู และการไหว้ผีสางแบบคนพื้นถิ่นจนกลายเป็นศาสนาพุทธแบบไทยๆ ที่คุณอารยาเห็นอยู่
เอาเข้าจริงๆ แล้ว ที่คุณอารยามองว่าสังคมพุทธเราทำไมถึงให้ความสำคัญกับปาฏิหาริย์ ทั้งๆ ที่ศาสนาพุทธก็ไม่เคยพูดถึงพระเจ้า แต่ในความเป็นจริงแล้วเรามีพระเจ้านับล้านๆ องค์อยู่ในความเชื่อมาช้านาน
น่าคิดต่อนะครับ เรามีศาสนาประจำชาติที่มีแนวความคิดเรื่อง "การพิจารณา" เป็นแก่น แต่เราก็มีความเชื่อในเรื่องบุญคุณแห่งธรรมชาติ เทพเจ้าแห่งธรรมชาติ ที่ฝังลึกไม่แพ้กัน
แล้วผมก็เชื่อว่าตัวคุณอารยาเองก็คงต้องเคยยกมือไหว้เจ้าป่าเจ้าเขา พระพิฆเนศ หรืออย่างน้อยสุดก็คงต้องเคยลอยกระทงขอขมาพระแม่คงคา
ถามว่าสิ่งเหล่านี้คือความงมงายไหม
คนเรามองเรื่องนี้ที่เจตนาว่าไหมครับ ถ้าหากมีหญิงชราคนหนึ่งยกมือไหว้ศาลหลักเมืองแล้วก็พึมพำอธิษฐานขอให้ถูกหวยสักงวดเพื่อจะได้ปลดหนี้สินเสียที กับหญิงชราอีกคนหนึ่งยกมือไหว้ท้องฟ้าขณะที่บ้านเมืองกำลังเกิดวิกฤต แล้วก็พึมพำอธิษฐานว่าขอพระสยามเทวาธิราชคุ้มครองประเทศชาติด้วย
คุณอารยาจะมองหญิงชราสองคนนั้นอย่างไร
คนแรกงมงาย หรืองมงายทั้งสองคน
หรือไม่มีใครงมงายเลย
หน้า 17