วันพุธที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

7 Verbs That Shape the Way You Love

 


7 Verbs That Shape the Way You Love

Written By
Esther Perel & Mary Alice Miller

What is so different about relationships today? Why does modern love seem so damn hard? How do we keep passion alive? Why do people cheat? How can you avoid an affair? When trust is broken, can it be healed? Are relationship skills universal or can you be a different person at home than you are at work?

ความสัมพันธ์ในปัจจุบันแตกต่างจากในอดีตอย่างไร? ทำไมความรักในยุคปัจจุบันถึงดูยากเหลือเกิน?  เราจะรักษาความรักความปรารถนาให้คงอยู่ได้อย่างไร ? ทำไมคนถึงนอกใจ? เราจะหลีกเลี่ยงการนอกใจได้อย่างไร? เมื่อความไว้วางใจถูกทำลาย มันจะกลับคืนมาได้หรือไม่? ทักษะในการสร้างความสัมพันธ์นั้นใช้ได้กับทุกคนหรือไม่ หรือเราสามารถเป็นคนละคนกันระหว่างที่บ้านกับที่ทำงานได้?

Echoed with breathless anticipation, these are among the most common questions posed to me at dinner parties, happy hours, patient sessions and in the yoga waiting room. 

However, across all of them, there is one question that remains my favorite: Where do we learn to love and how?

“To love” is a skill that is cultivated, not merely a state of enthusiasm. It is dynamic and active. Imbued with intention and responsibility. And it is a verb.
As a person that speaks nine languages, I’ve learned how important it is to practice the basic verbs (of a new language). These are the first we learn for speech and I’ve come to believe that they are also the first we learn in love.

อย่างไรก็ตาม ในบรรดาคำถามทั้งหมด มีคำถามหนึ่งที่ยังคงเป็นคำถามโปรดของฉันเสมอ นั่นคือ เราเรียนรู้ที่จะรักจากที่ไหนและอย่างไร ?

“การรัก” เป็นทักษะที่ต้องฝึกฝน ไม่ใช่เพียงแค่ความกระตือรือร้น มันเป็นสิ่งที่มีพลวัตและกระตือรือร้น เต็มไปด้วยเจตนาและความรับผิดชอบ และมันเป็นคำกริยา
ในฐานะคนที่พูดได้เก้าภาษา ฉันได้เรียนรู้ว่าการฝึกฝนคำกริยาพื้นฐาน (ของภาษาใหม่) นั้นสำคัญมาก คำกริยาเหล่านี้เป็นคำแรกที่เราเรียนรู้เพื่อการพูด และฉันเชื่อว่าพวกมันก็เป็นคำแรกที่เราเรียนรู้ในเรื่องความรักเช่นกัน

I pay special attention to seven:

  • to ask
  • to take
  • to receive
  • to give
  • to share
  • to refuse
  • to play/imagine 
7 กริยาเชิงสัมพันธ์ (Relational verbs) ที่ Esther Perel แนะนำว่าเปรียบเสมือนโครงสร้างที่เราต้องเรียนรู้และฝึกฝนเพื่อใช้ในการสื่อสารและสร้างความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งและลึกซึ้ง มีดังนี้:

  1. Asking (การร้องขอ): คุณต้องรู้ความต้องการของตัวเอง กล้าที่จะร้องขอ สื่อสารความคาดหวังให้อีกฝ่ายรู้อย่างชัดเจน และเชื่อมั่นว่าตนเองมีคุณค่าพอที่จะได้รับการตอบสนองในสิ่งที่ร้องขอไป
  2. Giving (การให้): การเป็นผู้ให้ด้วยความเต็มใจและมีน้ำใจ โดยต้องไม่ใช่การให้เพียงเพื่อไม่ให้รู้สึกติดค้าง เพื่อไม่ให้ตัวเองรู้สึกผิด หรือเพื่อให้เท่าเทียมกับสิ่งที่อีกฝ่ายเคยให้มา
  3. Receiving (การรับ): ถือเป็นกริยาที่เปราะบางที่สุด เพราะมันเชื่อมโยงโดยตรงกับการเห็นคุณค่าในตัวเอง (Self-worth) ว่าคุณรู้สึกคู่ควรที่จะได้รับความใกล้ชิด ความสุข และความผูกพันในความสัมพันธ์หรือไม่
  4. Sharing (การแบ่งปัน): การแบ่งปันความแตกต่างไม่ใช่แค่การประนีประนอมเพื่อยอมพบกันครึ่งทาง แต่เป็นการเรียนรู้ที่จะบูรณาการสิ่งที่สำคัญของทั้งสองฝ่ายเข้าด้วยกัน เพื่อให้แต่ละคนรู้สึกได้รับการชื่นชม ยอมรับ และมีคุณค่า
  5. Imagining (การจินตนาการ): ความสามารถในการฝันถึงอนาคตร่วมกัน การวาดภาพตัวเองในวันข้างหน้า และการสร้างเป้าหมายหรือโปรเจกต์ชีวิตไปด้วยกัน
  6. Refusing (การปฏิเสธ): ความสามารถในการพูดคำว่า "ไม่" อย่างตรงไปตรงมาและสบายใจ โดยไม่ใช้วิธีทางอ้อมหรือการบีบบังคับ คุณต้องยอมรับได้ว่าเมื่อคุณพูดคำว่าไม่ อีกฝ่ายก็มีสิทธิ์ที่จะไม่พอใจ ซึ่งความรู้สึกทั้งสองอย่างนี้สามารถดำรงอยู่ร่วมกันได้ในความสัมพันธ์
  7. Being Curious (การมีความสงสัยใคร่รู้): แม้ในตอนแรกจะกล่าวถึง 6 กริยา แต่ในตอนท้าย Esther ให้เพิ่ม "ความสงสัยใคร่รู้" เข้าไปในกลุ่มกริยาเชิงสัมพันธ์เหล่านี้ด้วย การตั้งคำถามและมีความสงสัยใคร่รู้ในตัวผู้อื่นถือเป็นทักษะสำคัญอันดับหนึ่งที่ช่วยให้เราได้สำรวจและเปิดรับความแตกต่าง ซึ่งการเรียนรู้ที่จะรักในความแตกต่างนี้คือแก่นแท้ของความสัมพันธ์

กริยาทั้งหมดนี้ล้วนเป็นทักษะที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ (Relational verbs) ซึ่งคุณไม่สามารถทำได้เพียงลำพัง แต่ต้องอาศัยการฝึกฝนและเรียนรู้ที่จะใช้มันร่วมกับผู้อื่นเท่านั้น

When we learn these verbs as children, some grow strong while others grow weak. As adults, they become built them into the foundations of our defense mechanisms and our survival strategies; our strengths and our vulnerabilities.

So, if you want a modern history lesson in how you learned to love, I’d advise you to take a look at your verbs.

Ask yourself: Which of these verbs is strongest for you? And which is weakest? Is there one that could use a little extra care? Since all of them come into play when we face the everyday demands of love, conflict and connection you may find some are a bit more robust than others.

As you embark on this self assessment, take notice of which relational skills need a little extra practice. And I challenge you to pick one verb this month and make it a focus. Give it massaging, caring, effort to build that muscle.

เมื่อเราเรียนรู้คำกริยาเหล่านี้ในวัยเด็ก บางคำจะแข็งแกร่ง ในขณะที่บางคำจะอ่อนแอ เมื่อเราเติบโตเป็นผู้ใหญ่ คำกริยาเหล่านี้จะกลายเป็นรากฐานของกลไกการป้องกันและกลยุทธ์การเอาตัวรอดของเรา เป็นทั้งจุดแข็งและจุดอ่อนของเรา

ดังนั้น ถ้าคุณอยากเรียนรู้ประวัติศาสตร์สมัยใหม่เกี่ยวกับ  วิธีที่  คุณเรียนรู้ที่จะรัก ฉันขอแนะนำให้คุณลองพิจารณาคำกริยาของคุณดู

การสบตาในโลกแห่งความเป็นจริงมีความสำคัญต่อระบบประสาทมากกว่าการมองผ่านหน้าจอ เพราะการสบตากันจริงๆ จะกระตุ้นการทำงานของเซลล์ประสาทกระจกเงา (Mirror neurons) ให้ตอบสนองและเชื่อมโยงถึงกัน ซึ่งเป็นกระบวนการที่ดึงเอาประสาทสัมผัสทั้งหมด ทั้งเสียง การมองเห็น และจังหวะลมหายใจเข้ามาทำงานร่วมกัน

เมื่อเราคุยกันผ่านหน้าจออย่าง Zoom หรือ FaceTime แม้เราจะคิดว่าเรากำลังมองหน้าอีกฝ่ายอยู่ แต่ในความเป็นจริงเราไม่ได้สบตากันจริงๆ การสื่อสารผ่านหน้าจอจึงเป็นเพียง "ประสบการณ์เทียม" (Pseudo-experience) ซึ่งในทางระบบประสาทวิทยาแล้ว การเชื่อมต่อทางสมองเหล่านั้นไม่ได้เกิดขึ้นจริงแต่อย่างใด

นอกจากนี้ การสบตากันจริงๆ ในสถานการณ์ที่ปลอดภัยยังมีฤทธิ์ช่วยปลอบประโลมและปรับสมดุล (Regulate) ระบบประสาทของเราให้ผ่อนคลาย ในทางกลับกัน การคุยผ่านหน้าจอที่บ่อยครั้งเรามักจะเอาแต่จ้องมองภาพสะท้อนของตัวเอง จะทำให้สมองรู้สึกเหนื่อยล้า (Exhausted) เพราะสมองต้องพยายามประมวลผลการปฏิสัมพันธ์ที่ดูเหมือนจะเกิดขึ้น แต่ในความเป็นจริงกลับไม่มีการเชื่อมต่อทางระบบประสาทเกิดขึ้นเลย

การสื่อสารแบบเผชิญหน้า สบตา และรับรู้ถึงการมีอยู่ทางกายภาพของกันและกัน จึงเป็นสิ่งที่ช่วยดึงให้เรากลับมามีตัวตนและเชื่อมโยงกับคนตรงหน้าได้อย่างมั่นคง แตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับการใช้ชีวิตแบบไร้รูปร่างกายภาพ (Disembodied) ผ่านหน้าจอ

ลองถามตัวเองดูว่า ในบรรดาคำกริยาเหล่านี้ คำกริยาไหนแข็งแกร่งที่สุดสำหรับคุณ และคำกริยาไหนอ่อนแอที่สุด มีคำกริยาไหนที่ควรได้รับการดูแลเป็นพิเศษหรือไม่ เนื่องจากคำกริยาทั้งหมดล้วนมีบทบาทเมื่อเราเผชิญกับความต้องการในชีวิตประจำวัน ทั้งเรื่องความรัก ความขัดแย้ง และความสัมพันธ์ คุณอาจพบว่าบางคำกริยามีความแข็งแกร่งมากกว่าคำกริยาอื่นๆ

ขณะที่คุณเริ่มประเมินตนเอง โปรดสังเกตว่าทักษะด้านความสัมพันธ์ใดบ้างที่ต้องการการฝึกฝนเพิ่มเติม และฉันขอท้าให้คุณเลือกคำกริยาหนึ่งคำในเดือนนี้และให้ความสำคัญกับมัน ให้เวลากับมัน ดูแลเอาใจใส่ และทุ่มเทความพยายามเพื่อเสริมสร้างทักษะนี้ให้แข็งแกร่งขึ้น

And then report back to me on my social media channels. Tell me what verb you are working on and the creative ideas you have for greater mastery of it. I’d love to hear -- and I’m sure the people I’ve met at dinner parties, happy hours and at the yoga studio could use some inspiration too.

การที่เราขาดทักษะในการพูดคุยและเข้าสังคมในยุคปัจจุบัน เกิดจากการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและเทคโนโลยีที่ทำให้เราใช้ชีวิตแบบ "ไร้การเชื่อมต่อทางกายภาพ" (disembodied) และมุ่งเน้นความสะดวกสบายจนขาดการปฏิสัมพันธ์ โดยมีสาเหตุหลักดังนี้:

1. ขาดพื้นที่ในการฝึกฝนทักษะทางสังคมตั้งแต่เด็ก คนยุคก่อนเติบโตมากับการวิ่งเล่นอย่างอิสระตามท้องถนน ซึ่งเป็นพื้นที่สำคัญในการฝึกเจรจาต่อรอง การตั้งกฎเกณฑ์ การทะเลาะเบาะแว้ง และการสร้างพันธมิตร เมื่อคนรุ่นใหม่ขาดการฝึกฝน "กล้ามเนื้อ" ทางสังคมเหล่านี้ การต้องเข้าไปทักทายคนแปลกหน้าหรือการเดตแบบเจอตัวจริงจึงกลายเป็นเรื่องที่สร้างความวิตกกังวลอย่างมาก นอกจากนี้ วัยรุ่นยุคนี้ยังเริ่มต้นมีประสบการณ์ความรักช้าลง โดยมักเริ่มในช่วงอายุ 24-26 ปี ทำให้ขาดช่วงเวลาเรียนรู้ที่จะพูดคุยหรือรับมือกับความผิดหวังแบบค่อยเป็นค่อยไปเหมือนคนยุคก่อนที่เริ่มฝึกฝนตั้งแต่ช่วงวัยรุ่น

2. การสื่อสารผ่านหน้าจอทำให้ระบบประสาทไม่ได้เชื่อมต่อกันจริงๆ ทุกวันนี้คำว่า "คุยกันแล้ว" มักหมายถึงแค่การส่งข้อความหากัน ซึ่งการไม่ได้ยินเสียงนั้นทำให้ร่างกายพลาดการหลั่งฮอร์โมนแห่งความผูกพัน (Oxytocin) ที่เกิดจากการได้ยินเสียง แม้แต่การพูดคุยผ่านวิดีโอคอลก็เป็นเพียงประสบการณ์เทียม (Pseudo-experience) ที่เราไม่ได้สบตากันจริงๆ ทำให้เซลล์ประสาทกระจกเงา (Mirror neurons) ไม่ทำงาน และบ่อยครั้งที่เราเอาแต่จ้องมองเงาของตัวเองบนหน้าจอ ซึ่งส่งเสริมความหลงตัวเองและทำให้สมองรู้สึกเหนื่อยล้า ทักษะทางสังคมของเราจึงค่อยๆ เสื่อมถอยลงไปในทุกระดับ

3. เราพยายามหลีกเลี่ยง "ความยากลำบาก" (Friction) ในการใช้ชีวิต โลกปัจจุบันทำให้เราใช้ชีวิตแบบไม่ต้องพึ่งพาการสัมผัส (Contactless) เราสามารถเรียน ทำงาน หรือสั่งอาหารได้โดยไม่ต้องเจอหน้าหรือเอ่ยคำขอบคุณใครด้วยซ้ำ ยิ่งไปกว่านั้น เทคโนโลยีและ AI มักจะมอบคำตอบที่ชัดเจนและพร้อมจะเห็นด้วยกับเราเสมอ สิ่งเหล่านี้ทำให้เราไม่คุ้นชินกับความขัดแย้ง ไม่รู้วิธีรับมือกับความคับข้องใจ และไม่พร้อมที่จะเผชิญหน้ากับคนที่มีความคิดเห็นแตกต่างจากเรา บางคนถึงกับเลือกที่จะระบายความกังวลกับ AI แทนที่จะรวบรวมความกล้าไปพูดคุยกับคนจริงๆ ที่ตัวเองสนใจ

4. ความหวาดระแวงจากการถูกจับตามองตลอดเวลา (Surveillance) คนยุคนี้กลัวที่จะส่งข้อความหรือสื่อสารกันอย่างลึกซึ้ง เพราะมีความกังวลว่าทุกอย่างที่ส่งไปถูกบันทึกไว้ได้และอาจถูกส่งต่อเพื่อประจานได้เพียงแค่คลิกเดียว ความกลัวที่จะดูโง่หรือถูกนำความลับไปเปิดเผย ทำให้เกิดความหวาดระแวง ไม่ไว้ใจกัน และต้องคอยระวังตัวเพื่อประเมินผลกระทบอยู่ตลอดเวลา ทำให้การสร้างความสัมพันธ์ที่แท้จริงเป็นไปได้ยาก

5. ขาดความสามารถในการฟังอย่างลึกซึ้ง การพูดคุยบนโลกออนไลน์มักเกิดขึ้นแบบฉาบฉวยและใช้เวลาสั้นๆ ซึ่งไม่เพียงพอสำหรับการคุยในประเด็นเชิงลึก เมื่อไม่ต้องเห็นหน้ากัน คนเรามักจะกล้าแสดงออกอย่างไร้มารยาทเพราะไม่มีผลกระทบตามมา ที่สำคัญคือ เวลาที่เราฟังคนอื่นพูด เรามักจะไม่ได้ฟังเพื่อทำความเข้าใจจริงๆ แต่มัวยุ่งอยู่กับการเตรียมคำตอบโต้กลับ ทำให้เราขาดทักษะพื้นฐานอย่างความสงสัยใคร่รู้ (Curiosity) และการตั้งคำถามเพื่อให้เห็นบริบทก่อนที่จะด่วนสรุป
นอกเหนือจากการใช้กริยาเชิงสัมพันธ์ทั้ง 7 ประการตามที่ได้กล่าวไปแล้ว ยังต้องอาศัยทักษะที่ใช้รับมือกับการมีปฏิสัมพันธ์ต่อหน้าดังต่อไปนี้:
1. ความสงสัยใคร่รู้ (Curiosity) ถือเป็นทักษะอันดับหนึ่งที่ Esther Perel แนะนำในการสร้างความสัมพันธ์ มันคือความปรารถนาที่จะเรียนรู้และสำรวจความแตกต่างของอีกฝ่าย มองว่าอีกฝ่ายเป็นพื้นที่แห่งความลึกลับให้เราได้ค้นพบ การมีความสงสัยใคร่รู้หมายถึงการมุ่งความสนใจไปที่คนตรงหน้าอย่างแท้จริง โดยไม่ต้องคอยกังวลประเมินตัวเองว่าอีกฝ่ายจะคิดอย่างไรกับเรา
2. การตั้งใจฟังอย่างลึกซึ้ง (Deep Listening) เมื่อสนทนากัน ทักษะสำคัญคือการฟังเพื่อทำความเข้าใจจริงๆ ไม่ใช่การฟังเพียงเพื่อเตรียมคิดหาคำตอบโต้กลับ หากมีสิ่งที่ยังไม่เข้าใจ ควรตั้งคำถามเพิ่มเติมก่อนที่จะรีบด่วนสรุป และที่สำคัญคือต้องมองสิ่งที่อีกฝ่ายสื่อสารในบริบทภาพรวม ไม่ใช่ดึงเอาแค่คำพูดบางคำมาตัดสิน
3. การรับมือกับความยากลำบากและความขัดแย้ง (Navigating Friction & Disagreement) ความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งต้องอาศัยการเอาชนะอุปสรรคร่วมกัน ทักษะนี้คือการเรียนรู้ที่จะรับมือกับความคับข้องใจ การถูกเข้าใจผิด และความเห็นที่ไม่ตรงกัน เพราะความรักไม่ใช่การหาคนที่เหมือนกับเราหรือเห็นด้วยกับเราไปเสียทุกอย่าง แต่เป็นการถูกค้นพบและยอมรับจากคนที่มีความแตกต่างจากเรา ซึ่งความแตกต่างนี้ไม่สามารถหาได้จากการใช้ AI ที่ถูกตั้งโปรแกรมมาให้โอนอ่อนผ่อนตามและเห็นด้วยกับเราเสมอ
4. การยอมรับความคลุมเครือและการกล้าเสี่ยง (Embracing Ambiguity & Risk-Taking) แทนที่จะพยายามหาคนที่มีคุณสมบัติตรงตาม "เช็กลิสต์" ทุกประการ เราต้องเปิดใจรับความไม่แน่นอนและพร้อมเผชิญกับเรื่องประหลาดใจ การตกหลุมรักคือการก้าวข้ามขีดจำกัดและกล้ากระโดดเข้าไปเสี่ยง (Leap of faith) โดยไม่มีอะไรรับประกันผลลัพธ์ล่วงหน้า การยอมรับความคลุมเครือนี้จะทำให้เราสัมผัสถึงความมีชีวิตชีวา (Vitality) ในความสัมพันธ์
5. อารมณ์ขัน (Humor) ทักษะในการไม่จริงจังกับตัวเองหรือทุกสิ่งรอบตัวมากจนเกินไป และเข้าใจว่าเมื่อมองปัญหาในสเกล 1 ถึง 10 หลายๆ เรื่องอาจเป็นแค่ปัญหาในระดับ 2 หรือ 3 เท่านั้น ซึ่งแปลว่าไม่ใช่ทุกเรื่องที่คู่ควรแก่การนำมาทะเลาะเบาะแว้ง
6. การสร้างความไว้วางใจทีละเล็กทีละน้อย (Building Trust Incrementally) ความไว้วางใจคือความสามารถในการมั่นใจท่ามกลางสิ่งที่ไม่แน่นอน ทักษะนี้ไม่สามารถสร้างได้ในชั่วข้ามคืน แต่จะสะสมผ่าน "ช่วงเวลาเล็กๆ" (Sliding door moments) ในแต่ละวัน เกิดจากการแสดงให้อีกฝ่ายเห็นครั้งแล้วครั้งเล่าว่าเขาสามารถพึ่งพาเราได้ เราคอยระวังหลังให้เขา และเรายังคงคำนึงถึงผลประโยชน์ของเขาแม้ในยามที่เขาไม่ได้อยู่ในห้องเดียวกับเราก็ตาม
7. การอยู่ร่วมกันแบบพึ่งพาอาศัยอย่างสมดุล (Healthy Interdependence) แทนที่จะคาดหวังให้อีกฝ่ายมาเติมเต็มสิ่งที่ขาดหาย หรือต้องทำทุกอย่างเหมือนกัน ทักษะนี้คือการยอมรับความแตกต่างแล้วสนับสนุนซึ่งกันและกัน มันคือความสามารถในการปล่อยให้อีกฝ่ายออกไปทำสิ่งต่างๆ ด้วยตัวเอง แต่ในขณะเดียวกันก็คอยส่งเสียงเชียร์และบอกว่า "คุณทำได้ ฉันเชื่อในตัวคุณ" เพื่อสร้างความรู้สึกมั่นคงว่าเขาไม่ได้อยู่เพียงลำพังแม้ในยามที่ต้องเผชิญโลกด้วยตัวเอง
8. การปรากฏตัวและสบตาอย่างแท้จริง (Being Present & Making Eye Contact) ในโลกออฟไลน์ ทักษะพื้นฐานที่สุดคือการสบตากัน ได้ยินเสียงกัน และรับรู้จังหวะลมหายใจของกันและกัน การกระทำเหล่านี้จะช่วยกระตุ้นระบบประสาทและเซลล์กระจกเงา (Mirror neurons) ในสมอง ซึ่งสร้างความรู้สึกผ่อนคลายและเชื่อมโยงกันได้อย่างแท้จริง นอกจากนี้ยังต้องรู้จักดึงตัวเองออกจากหน้าจอทีวีหรือสมาร์ตโฟน เพื่อมาใช้เวลาและให้ความสนใจกับคนตรงหน้าอย่างแท้จริงโดยไม่ไขว้เขว
การมีส่วนร่วมกับผู้อื่นช่วยให้เรารู้จักตนเองดีขึ้นได้อย่างไร

การมีส่วนร่วมและปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นเปรียบเสมือน "กระจกสะท้อน" และ "ตัวกระตุ้น" ที่สำคัญ ซึ่งช่วยให้เรามองเห็นและเข้าใจตนเองในมิติที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น โดยไม่สามารถเกิดขึ้นได้จากการนั่งคิดเพียงลำพัง ผ่านกลไกดังต่อไปนี้:
1. เปลี่ยนความเข้าใจที่เป็นนามธรรมให้กลายเป็นสถานการณ์จริง การนั่งทำความเข้าใจตัวเอง จัดการกับความภาคภูมิใจในตนเอง (Self-esteem) หรือเยียวยาบาดแผลในใจเพียงลำพังนั้นเป็นเรื่องที่เป็นนามธรรม แต่เมื่อคุณมีความสัมพันธ์หรือมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น สิ่งที่ซ่อนอยู่เหล่านั้นจะถูกกระตุ้นและแสดงออกมาให้เห็นทันที เปรียบเสมือนโค้ชออกกำลังกายที่สามารถบอกทฤษฎีคุณได้ตอนที่คุณนั่งอยู่เฉยๆ แต่เขาจะสามารถแก้ไขท่าทางให้คุณได้จริงๆ ก็ต่อเมื่อคุณเริ่มลงมือปฏิบัติและเกิดข้อผิดพลาดให้เห็นตรงหน้า ความสัมพันธ์จึงเป็นพื้นที่จริงที่ทำให้เราได้ฝึกฝนการตอบสนองใหม่ๆ และเห็นจุดอ่อนของตนเอง
2. เราค้นพบตัวเองผ่าน "ความแตกต่าง" ของคนอื่น แก่นแท้ประการหนึ่งคือ เราไปพบเจอผู้อื่นเพื่อค้นหาตัวตนของเราเอง และเพื่อสร้างความประหลาดใจให้กับตัวเราเองในมุมที่เราไม่เคยรู้จักมาก่อน หลายครั้งเรามักจะดึงดูดหรือเลือกความสัมพันธ์กับคนที่เป็นตัวแทนของสิ่งที่เราอยากจะเป็น หรือส่วนที่เราซ่อนเร้นไว้ เช่น หากเราเป็นคนเจ้าระเบียบ เราอาจจะดึงดูดคนที่มีความลื่นไหลและผ่อนคลาย ซึ่งการรับมือกับความแตกต่างเหล่านี้จะช่วยเปิดมุมมองใหม่และขยายขอบเขตตัวตนของเรา
3. ความขัดแย้งช่วยเปิดโปงบาดแผลในอดีตและความต้องการเบื้องลึก เวลาที่เรามีความขัดแย้งหรือมีปฏิกิริยารุนแรงกับผู้อื่น หลายครั้งมันไม่ใช่แค่เรื่องปัญหาที่อยู่ตรงหน้า แต่เป็น "การซ้อนทับกันของเวลา" ระหว่างอดีตและปัจจุบัน ตัวอย่างเช่น การทะเลาะเรื่องเล็กๆ อย่างการเปิดตู้ทิ้งไว้ อาจกระตุ้นให้ฝ่ายหนึ่งนึกถึงอดีตที่เคยถูกควบคุมและรู้สึกเหมือนกำลังถูกบงการชีวิต ในขณะที่อีกฝ่ายอาจรู้สึกถึงการถูกทอดทิ้งและต้องอยู่ตามลำพังเหมือนในวัยเด็ก การมีปฏิสัมพันธ์จึงช่วยสะท้อนให้เราเห็นถึงบาดแผลที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข (Unresolved issues) ในใจเรา
4. การสำรวจความกลัวลึกๆ ผ่านการรักษาสมดุลระหว่าง "Me" และ "We" ภารกิจที่ท้าทายที่สุดในทุกความสัมพันธ์คือการตอบคำถามว่า "เราจะเชื่อมโยงกับคนอื่นได้อย่างไรโดยไม่สูญเสียความเป็นตัวเอง และเราจะรักษาความเป็นตัวเองไว้ได้อย่างไรโดยไม่สูญเสียความสัมพันธ์" การทำงานร่วมกับคนอื่นจะบีบให้เราต้องเผชิญหน้ากับความกลัวพื้นฐาน 2 ประการ ได้แก่ ความกลัวที่จะถูกทอดทิ้ง (Fear of abandonment) และความกลัวที่จะถูกกลืนกินจนสูญเสียตัวตน (Fear of suffocation) ปฏิกิริยาที่เรามีต่อสิ่งเหล่านี้จะทำให้เรารู้จักสไตล์ความผูกพัน (Attachment) และขอบเขตของตัวเองได้ชัดเจนที่สุด
5. เผยความต้องการทางอารมณ์ผ่านความใกล้ชิด รสนิยม ความชอบ หรือจินตนาการเรื่องความใกล้ชิดทางกายและทางเพศ (Sexuality & Intimacy) ไม่ใช่แค่เรื่องของร่างกาย แต่เป็น "การแปลความหมายจากความต้องการทางอารมณ์ที่ลึกซึ้งที่สุดของเรา" ประวัติศาสตร์ทางอารมณ์และวิธีที่เรารับรู้ถึงความรักในวัยเด็ก มักถูกจารึกไว้ในการแสดงออกทางร่างกายของเรา การมีปฏิสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดจึงเป็นช่องทางสำคัญที่ทำให้เราค้นพบความเปราะบาง ความกลัว และความปรารถนาซ่อนเร้นของตัวเองได้อย่างลึกซึ้ง

Four Practical Ways Leaders Can Navigate Disagreements In Teams

ในองค์กรสมัยใหม่ ปัญหาที่แก้ไขยากที่สุดมักไม่ใช่แค่ปัญหาทางการเงินหรือการดำเนินงานเท่านั้น ความขัดแย้งที่ทำให้ทีมเป็นอัมพาตและทำลายวัฒนธรรมองค์กรนั้นเกี่ยวข้องกับประเด็นเรื่องถูกผิด “เราควรใช้ AI ในการประเมินผลการปฏิบัติงานของพนักงานหรือไม่ หรือเราควรหลีกเลี่ยงเพราะอาจทำให้เกิดอคติ ? เราควรอนุญาตให้พนักงานที่มีผลงานดีเยี่ยมมีความยืดหยุ่นเต็มที่หรือไม่ หรือเราควรบังคับใช้กฎระเบียบในที่ทำงานเดียวกันสำหรับทุกคนเพื่อให้เกิดความยุติธรรม?” นี่คือข้อพิพาททางศีลธรรมโดยแท้จริง พนักงานไม่ได้ขัดแย้งกันแค่เรื่องว่าควรทำอะไร แต่ขัดแย้ง กันว่าทำไมการตัดสินใจนั้นจึงรู้สึกว่าถูกหรือผิดโดย พื้นฐาน

สร้างความสัมพันธ์ที่ดี (ถ้าทำได้) 

ในทุกการสนทนาเพื่อให้การตัดสินใจมีประสิทธิภาพมากขึ้น เราควรเปลี่ยนหัวข้อสนทนาจากการตัดสินขั้นสุดท้ายไปเป็นการเล่าเรื่องราว อย่าเพียงแค่ถกเถียงถึงผลลัพธ์ แต่จงสอบถามถึงเรื่องราวทั้งหมด เหตุการณ์ใดที่กระตุ้นให้เกิดปฏิกิริยานี้ คุณรู้สึกว่าคุณค่าใดกำลังถูกคุกคาม เจตนาเบื้องหลังการกระทำนั้นคืออะไร นำความยืดหยุ่นมาใช้ประกอบการตัดสินใจ มองหาจุดร่วมจะปรากฏให้เห็น และทางเลือกที่เป็นไปได้และเหมาะสมจะช่วยเพิ่มการประนีประนอมในทั้งสองฝ่าย การยอมรับว่ามุมมองที่สมเหตุสมผลหลายมุมมองสามารถมีอยู่ได้นั้น แสดงให้เห็นว่าความเห็นต่างเป็นคุณลักษณะขององค์กรที่มีความหลากหลาย ไม่ใช่ข้อบกพร่อง

เข้าหาด้วยความเห็นอกเห็นใจและความอยากรู้อยากเห็น 

โปรดจำไว้ว่าคุณมีทางเลือกเสมอ ตั้งแต่การทบทวนตนเอง การกำหนดขอบเขต ความเห็นอกเห็นใจ ไปจนถึงความเป็นมืออาชีพ มีวิธีมากมายที่จะจัดการกับความขัดแย้งในที่ทำงานและก้าวต่อไปข้างหน้าได้ 

ตัดแปะโดย เฉลิมชัย เอื้อวิริยะวิทย์

ไม่มีความคิดเห็น: