ทำให้ทุกวันที่แสนจะธรรมดา เป็นวันพิเศษและมีความหมาย...โลกนี้เป็นโลกของคุณ ทัศนคติที่คุณมีจะเป็นตัวกำหนดว่าโลกควรเป็นแบบไหน
โลกนี้เป็นโลกของคุณ ทัศนคติที่คุณมี จะเป็นตัวกำหนดว่าโลกนี้ควรเป็นแบบไหน แม้ว่าคุณจะต้องเผชิญกับการสูญเสียเพื่อนดี ๆ ของคุณไป การที่คนรักไม่เข้าใจ การทะเลาะกับคนที่คุณรัก แต่คุณก็ไม่สามารถหลั่งน้ำตาออกมาได้ และคุณยังต้องบอกกับตัวเองเสมอว่า ไม่ว่าชีวิตจะเป็นเช่นไร คุณยังต้องสวยและเข้มแข็งอยู่เสมอ! คุณสามารถมีความสุขได้มากที่สุด ในขณะเดียวกันคุณก็ต้องสามารถเผชิญกับสิ่งที่เลวร้ายที่สุดได้เช่นกัน และคุณก็เชื่อเสมอว่าคุณจะไม่ตื่นตระหนก แม้ต้องพบเจอกับสิ่งที่เลวร้ายเพียงเล็กน้อยก็ตาม
หนังสือ "พิธีกรรมความรัก" เล่มนี้ จะช่วยให้คุณค้นพบชีวิตกวีในวันที่แสนจะธรรมดา และจะทำให้คุณค้นพบแสงนำทางเล็ก ๆ ที่จะนำพาให้คุณก้าวเดินต่อไป ซึ่งคุณจะได้ค้นพบความกล้าหาญที่คุณอาจไม่เคยพบที่ไหนมาก่อน ชีวิตเรายังคงต้องการพิธีกรรมความรัก ขอให้คุณค้นพบพิธีกรรมความรักที่คุณต้องการจากหนังสือเล่มนี้!
1. โชคชะตาเริ่มต้นที่ "ทัศนคติ" (Cognitive Fortune)
หนังสือเน้นว่า "ทัศนคติที่คุณมีจะเป็นตัวกำหนดว่าโลกควรเป็นแบบไหน" ในมุมของความรัก โชคชะตาไม่ใช่สิ่งที่เราต้องนั่งรอ แต่คือสิ่งที่เรา "ดึงดูด" เข้ามา
จิตวิทยา: สอดคล้องกับกฎแห่งการดึงดูดและ Growth Mindset หากคุณอัปเกรดระบบความรู้ความเข้าใจ (Cognitive Upgrade) ให้เป็นคนที่รักตนเองและมองโลกในแง่ดี โชคชะตาจะนำพาคนที่มีคลื่นพลังงานเดียวกันมาพบกัน
การรู้จักตนเอง: เมื่อเราเข้าใจตนเองอย่างถ่องแท้ (Know Thyself) เราจะเลิกโทษโชคชะตาเมื่อเจอรักที่ไม่สมหวัง แต่จะมองว่าเป็น "บทเรียน" เพื่อปรับจูนเข็มทิศชีวิตให้ไปเจอสิ่งที่คู่ควร
2. ความรักคือ "พิธีกรรม" ไม่ใช่แค่ "โชคลาภ"
คนส่วนใหญ่มองว่าความรักที่มั่นคงคือโชคดี แต่หลี่ ซือหยวน มองว่ามันคือผลจากการสร้าง "พิธีกรรม" ร่วมกัน
การสร้างโชคด้วยวินัย: ความรักที่หอมหวานและมั่นคง (ข้อ 5) เกิดจากการที่คนสองคนตกลงใจที่จะทำเรื่องเล็กน้อยที่แสนธรรมดาให้กลายเป็นวันพิเศษร่วมกันอย่างสม่ำเสมอ
ความปลอดภัยที่แท้จริง: โชคชะตาอาจทำให้คนสองคนมาเจอกัน แต่ "พิธีกรรม" (เช่น การพูดขอบคุณ การกอด หรือการรับฟัง) คือสิ่งที่สร้างพื้นที่ปลอดภัย (Safe Zone) ที่ทำให้ความรักนั้นคงอยู่
3. โบยบินไปกับโชคชะตาด้วย "ความเข้าใจอารมณ์"
ในหนังสือกล่าวว่าความเข้าใจอารมณ์คือตัวตัดสินว่าชีวิตจะไปได้ไกลแค่ไหน
ทางเลือกของตัวเรา: ในยามที่โชคชะตาเล่นตลก (เช่น ความขัดแย้ง หรือการพลัดพราก) ความฉลาดทางอารมณ์ (EI) จะช่วยให้เรา "โอบกอดโลก" และรักษาสมดุลภายในไว้ได้
อิสระจากพันธนาการ: การรู้จักตนเองตามแนวทางจิตวิเคราะห์ (Ego ที่แข็งแรง) ช่วยให้เราไม่ต้องติดอยู่ในกรงขังของโชคชะตาที่ขมขื่น แต่สามารถเลือกที่จะให้อภัยและก้าวต่อไปเพื่อสร้างโชคชะตาใหม่ที่ดีกว่าเดิม
4. ความย้อนแย้งของยิบราน: โชคชะตาคือการหลอมรวม
หากนำปรัชญาของคาลิล ยิบราน มาเสริมแนวคิดในหนังสือเล่มนี้ โชคชะตาในความรักคือการที่คนสองคนมาบรรจบกันเหมือนสายน้ำ แต่ยังคงความเป็นอิสระของตนเองไว้
ความรักที่สมบูรณ์: คือการที่โชคชะตานำทางให้เรามาพบกัน เพื่อที่เราจะได้ทำหน้าที่เป็น "กระจก" สะท้อนให้เห็นความจริงและความงามของกันและกัน
บทสรุป: คุณคือสถาปนิกของโชคชะตา
ความรักในมุมมองนี้ไม่ใช่เรื่องของ "ดวง" 100% แต่คือ การเตรียมพร้อมของจิตใจ เมื่อโชคชะตาหยิบยื่นโอกาสมาให้ ผู้ที่มี "พิธีกรรมความรัก" ในหัวใจ (รู้จักรักตนเองและมีทัศนคติที่ดี) จะสามารถรักษาโอกาสนั้นและเปลี่ยนมันให้กลายเป็นความสุขที่ยั่งยืนได้
"โลกนี้เป็นโลกของคุณ ทัศนคติที่คุณมีจะเป็นตัวกำหนดว่าโลกควรเป็นแบบไหน" — หลี่ ซือหยวน
สารบัญ : พิธีกรรมความรัก
1. อัปเกรดระบบความรู้ความเข้าใจ: ความรู้ความเข้าใจในอารมณ์จะเป็นตัวติดสินว่าชีวิตจะไปได้ไกลแค่ไหน
2. จงเลือกพิธีกรรมพิเศษในช่วงที่คุณให้ความสำคัญกับตนเอง
3. หากคุณมีเป้าหมาย จงทำให้มันเป็นวันที่คุณต้องการ
4. โอบกอดโลกและค้นหาสิ่งที่คุณสามารถเป็นเจ้าของและรู้สึกปลอดภัยอย่างแท้จริง
5. หากคุณมีความรัก ความรักจะหอมหวานและมั่นคง
6. ความรู้สึกของพิธีกรรมทั้งหมดคือจุดสูงสุดของชีวิต
1. อัปเกรดระบบความรู้ความเข้าใจ (Cognitive Upgrade)
"ความรู้ความเข้าใจในอารมณ์จะเป็นตัวตัดสินว่าชีวิตจะไปได้ไกลแค่ไหน"
มุมจิตวิทยา: สอดคล้องกับแนวคิด Self-Awareness ของ Daniel Goleman หากเราไม่เข้าใจอารมณ์ตนเอง เราจะเป็นทาสของมัน (Emotional Hijacking) แต่ถ้าเรารู้เท่าทัน เราจะสามารถบริหารชีวิตและทางเลือกได้แม่นยำขึ้น
การประยุกต์: ชีวิตไม่ได้วัดกันที่ IQ แต่คือการรู้ว่าเมื่อไหร่ควรหยุด เมื่อไหร่ควรไป และจะจัดการกับความผิดหวังได้อย่างไร
2. จงเลือกพิธีกรรมพิเศษในช่วงที่คุณให้ความสำคัญกับตนเอง
"เลือกพิธีกรรมพิเศษในช่วงเวลาของตนเอง"
มุมจิตวิทยา: คือการทำ Self-Care และ Soothing Touch ของ Kristin Neff พิธีกรรมเล็กๆ เช่น การชงกาแฟตอนเช้าอย่างตั้งใจ หรือการทำ Butterfly Hug ก่อนนอน คือการบอกสมองว่า "ฉันกำลังดูแลเธออยู่"
การประยุกต์: หาช่วงเวลา "ศักดิ์สิทธิ์" ของคุณในแต่ละวันที่ไม่มีใครมารบกวนได้ เพื่อเชื่อมต่อกับโลกภายใน
3. หากคุณมีเป้าหมาย จงทำให้มันเป็นวันที่คุณต้องการ
"จงทำให้มันเป็นวันที่คุณต้องการ"
มุมจิตวิทยา: สอดคล้องกับแนวคิด Optimal State ในผลงานล่าสุดของ Goleman แทนที่จะรอให้วันดีๆ เกิดขึ้นเอง เราต้องเป็นผู้สร้างมันขึ้นมา (Self-Efficacy)
การประยุกต์: วางแผนกิจวัตรที่ส่งเสริมความสำเร็จเล็กๆ (Small Wins) ในแต่ละวัน เพื่อสร้างความภูมิใจในตนเอง
4. โอบกอดโลกและค้นหาสิ่งที่คุณสามารถเป็นเจ้าของและรู้สึกปลอดภัยอย่างแท้จริง
"ค้นหาความรู้สึกปลอดภัยอย่างแท้จริง"
มุมจิตวิทยา: คือการสร้าง Internal Secure Base (ฐานที่มั่นภายใน) ตามแนวคิดจิตวิเคราะห์ของฟรอยด์และ Bowlby ความปลอดภัยที่แท้จริงไม่ได้มาจากทรัพย์สิน แต่มาจากความมั่นคงทางใจและการรู้จักตนเอง
การประยุกต์: ค้นหาความถนัด (พหุปัญญา) หรือสิ่งที่ทำให้คุณเกิดภาวะ Flow จนลืมเวลา นั่นแหละคือสิ่งที่คุณ "เป็นเจ้าของ" อย่างแท้จริง
5. หากคุณมีความรัก ความรักจะหอมหวานและมั่นคง
"ความรักจะหอมหวานและมั่นคง"
มุมปรัชญา: ความรักที่มั่นคงเริ่มจากการรักตนเอง (Self-Love) ยิบรานเคยบอกว่าความรักต้องมีพื้นที่ว่างให้ลมแห่งสวรรค์ร่ายรำ การรู้จักตนเองช่วยให้เราไม่พึ่งพิงผู้อื่นจนเกินไป แต่เป็นการร่วมทางกันอย่างสง่างาม
การประยุกต์: เมื่อเราเติมเต็มจากภายในได้แล้ว ความรักกับผู้อื่นจะเป็นเรื่องของการแบ่งปัน ไม่ใช่การเติมส่วนที่ขาด
6. ความรู้สึกของพิธีกรรมทั้งหมดคือจุดสูงสุดของชีวิต
"พิธีกรรมคือจุดสูงสุดของชีวิต"
มุมจิตวิทยา: คือความสามารถในการมีสติอยู่กับปัจจุบัน (Mindfulness) การให้ความสำคัญกับทุกรายละเอียดของชีวิตคือการมีสุนทรียภาพทางอารมณ์ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดของการเติบโต (Human Flourishing)
การประยุกต์: เลิกมองหาความสุขแค่ปลายทาง แต่จงหาความงามใน "พิธีกรรม" ระหว่างทางที่เดินไป
บทสรุป
โลกใบนี้สะท้อนทัศนคติของคุณเอง หากคุณให้เกียรติชีวิตผ่าน "พิธีกรรม" เล็กๆ โลกก็จะตอบแทนคุณด้วยความหมายและความสงบสุขครับ
ไม่ว่าจะเลือกเดินทางไหน ก็ล้วนแต่ลำบากยากเข็ญด้วยกันทั้งสิ้ เหตุใดไม่เลือกในสิ่งที่คุณรักล่ะ!
บนโลกนี้มีถนนให้คุณเลือกเดินมากมาย แต่เมื่อตัดสินใจเลือกแล้ว ต้องเดินหน้าและฝ่าฟันอุปสรรคให้ได้
- Self-Reflection & Awareness: Use tools like journaling, meditation, and solitude to hear your inner voice.
- Letting Go of Masks: Identify where you act out of obligation or fear, and gradually release the need to please others.
- Embracing Vulnerability: Showing your authentic self, rather than a "polished" version, allows for genuine connection.
- Challenging Limiting Beliefs: Replace negative self-doubt with empowering, honest self-talk.
- Lifelong Evolution: The true self is not a fixed destination but a continuously evolving process of growth.
- Cultivate Solitude: Spend time alone to understand your own desires separate from external influences.
- Reconnect with Your Inner Child: Recall passions, joy, and curiosity from your early life.
- Set Boundaries: Start saying "no" to things that do not align with your true self, and "yes" to what makes you feel alive.
- Get Comfortable with Discomfort: Step outside your comfort zone to discover new facets of yourself.
- Find Your Community: Surround yourself with supportive people who encourage your authenticity.
การเดินทางเข้าถึงตัวตนที่แท้จริง (The Journey to Your True Self) คือการหลอมรวมปัญญาจากหลายศาสตร์ ทั้งความฉลาดทางอารมณ์ ปรัชญา และประสบการณ์จิตวิญญาณที่คุณได้อ่านมา โดยมีขั้นตอนสำคัญที่สรุปได้ดังนี้ครับ:
1. ลอกเปลือกนอกออก (Peeling the Layers)
ตัวตนที่แท้จริงมักถูกบดบังด้วย "หน้ากาก" ที่เราสร้างขึ้นเพื่อเอาใจโลก (ทางจิตวิเคราะห์คือการที่ Ego พยายามทำตามความคาดหวังของ Superego)
หยุดเปรียบเทียบ: เข้าใจว่าเรามี พหุปัญญา ในแบบของตัวเอง ไม่จำเป็นต้องเก่งเหมือนใครเพื่อให้มีค่า
ตระหนักถึงความกลัว: ตามแนวคิดของ Anita Moorjani ให้สังเกตว่าเราทำสิ่งต่าง ๆ เพราะ "ความกลัว" หรือ "ความรัก" ตัวตนที่แท้จริงมักถูกฝังอยู่ใต้ความกลัวที่จะไม่ได้รับการยอมรับ
นิยามตัวตนใหม่: ไม่นิยามตัวเองด้วยหน้าที่การงานหรือทรัพย์สิน แต่ด้วย "แก่นแท้" (Being) ภายใน
2. ฝึกการตระหนักรู้ในความเงียบ (Cultivating Stillness)
คาลิล ยิบราน และ แดเนียล โกลแมน เห็นพ้องกันว่าเราจะเข้าถึงตัวตนได้ต้องมี "สติ"
Metacognition: ฝึกเฝ้าสังเกตความคิดและอารมณ์ของตนเองอย่างที่เป็นจริง (Mindfulness) โดยไม่ตัดสิน
Listen to the Silence: จัด "พิธีกรรมพิเศษ" ในแต่ละวันเพื่ออยู่กับความเงียบ เมื่อเสียงรบกวนจากโลกภายนอกเบาลง เสียงของ "ตัวตนที่แท้จริง" (Gut Feeling) จะดังขึ้น
3. สังเกต "สภาวะลื่นไหล" (Observe Your Flow)
วิธีที่ง่ายที่สุดในการค้นหาตัวตนคือการสังเกตว่า "สิ่งใดที่ทำให้คุณลืมตัวตนทางกายภาพไปได้?"
ภาวะ Flow: เมื่อคุณทำสิ่งที่สอดคล้องกับศักยภาพที่แท้จริง คุณจะเข้าสู่สภาวะลื่นไหลจนลืมเวลาและลืมอีโก้ (Egoless)
Work as Love: ตามบทกวีของยิบราน งานหรือกิจกรรมที่ทำด้วยรักคือภาพสะท้อนของตัวตนที่แท้จริงของคุณที่ปรากฏออกมาเป็นรูปธรรม
4. ฝึกความเมตตาต่อตนเองอย่างไม่มีเงื่อนไข (Self-Compassion)
ตามแนวคิดของ Kristin Neff และ หมอจริง การเข้าถึงตัวตนต้องอาศัย "ความปลอดภัย"
เป็นฐานที่มั่นให้ตัวเอง: หากเรายังตัดสินหรือทำร้ายตัวเอง ตัวตนที่แท้จริงที่บอบบางจะไม่กล้าปรากฏออกมา
อ้อมกอดผีเสื้อ (Butterfly Hug): ใช้เครื่องมือทางจิตวิทยาเพื่อปลอบโยนเด็กน้อยภายในตัวคุณในยามที่เขารู้สึกสั่นคลอน เพื่อสร้างความไว้วางใจให้ตัวตนที่แท้จริงกล้าเปิดเผยตัว
5. ยอมรับ "ความลี้ลับ" ของชีวิต (Embracing the Mystery)
สุดท้าย การเข้าถึงตัวตนไม่ใช่การ "หาคำตอบ" แต่คือการ "เป็น"
Dying to be Me: ตระหนักว่าคุณสมบูรณ์แบบอยู่แล้วในระดับจิตวิญญาณ ชีวิตคือการเดินทางเพื่อระลึกถึงความงดงามนั้น (Magnificence)
ความย้อนแย้ง: ยอมรับทั้งความมืดและความสว่างในตัวเอง เพราะตัวตนที่แท้จริงคือผลรวมของทั้งหมดนั้น
จากหนังสือ dying to be me ตัวตนใหม่ จากลมหายใจสุดท้าย ผู้เขียน Anita Moojani/ผู้แปล สมสิทธิ์ อัสดรนิธี
-มนุษย์เกิดมาเพื่ออะไร
-อะไรคือเป้าหมายของการดำรงอยู่ของมนุษย์ ฯลฯ
หนังสือ "Dying to Be Me" (ตัวตนใหม่ จากลมหายใจสุดท้าย) โดย Anita Moorjani เป็นหนังสือที่ถ่ายทอดประสบการณ์เฉียดตาย (Near-Death Experience - NDE) ซึ่งพลิกมุมมองทางจิตวิทยาและจิตวิญญาณอย่างมหาศาล สาระสำคัญของหนังสือเล่มนี้สามารถอธิบายเชื่อมโยงกับ "การรู้จักตนเอง" และ "ความฉลาดทางอารมณ์" ในระดับที่ลึกซึ้งได้ดังนี้ครับ
1. มนุษย์เกิดมาเพื่ออะไร? (The Purpose of Incarnation)
อานิต้าค้นพบว่า มนุษย์ไม่ได้เกิดมาเพื่อ "ทำ" อะไรให้สำเร็จตามมาตรฐานโลก แต่เกิดมาเพื่อ "เป็น" (To Be):
เพื่อตระหนักถึงความงดงามของตนเอง: เราเกิดมาเพื่อรับรู้ว่าเราเป็นส่วนหนึ่งของพลังงานความรักที่ยิ่งใหญ่ (Magnificence) อานิต้าเน้นว่า "เราไม่ได้มาที่นี่เพื่อขัดเกลาตัวเองให้สมบูรณ์แบบ เพราะเราสมบูรณ์แบบอยู่แล้วในระดับจิตวิญญาณ"
เพื่อสัมผัสประสบการณ์: โลกทางกายภาพคือที่ที่เรามาเพื่อสัมผัสอารมณ์และความรู้สึกที่จิตวิญญาณบริสุทธิ์ไม่สามารถทำได้ (เช่น ความหิว ความคิดถึง การกอด)
เพื่อเป็นคำตอบของตัวเอง: เราไม่ได้เกิดมาเพื่อทำตามความคาดหวังของใคร หรือตามบรรทัดฐานของสังคม แต่เกิดมาเพื่อถ่ายทอด "ความจริง" (Truth) ในแบบฉบับของเราเอง
2. อะไรคือเป้าหมายของการดำรงอยู่? (The Goal of Existence)
เป้าหมายสูงสุดที่อานิต้าเน้นย้ำมีเพียงประเด็นเดียวที่สำคัญที่สุดคือ:
การรักตนเองอย่างไม่มีเงื่อนไข (Self-Love): เป้าหมายไม่ใช่การเป็นคนดีในสายตาคนอื่น แต่คือการ "ใจดีกับตัวเอง" และตระหนักว่าเรามีค่าเพียงพอที่จะได้รับความรักเพียงเพราะเรา "ดำรงอยู่"
การมีชีวิตอยู่อย่างไร้ความกลัว: อานิต้าค้นพบว่ามะเร็งของเธอเกิดขึ้นจาก "ความกลัว" (Fear) ทั้งกลัวคนไม่ยอมรับ กลัวความล้มเหลว กลัวความเจ็บป่วย เป้าหมายของชีวิตคือการเปลี่ยนจากความกลัวมาเป็นการ "ไว้ใจ" (Trust) ในชีวิต
3. ประเด็นสำคัญและแนวทางการประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน
คุณสามารถนำ "ตัวตนใหม่" ของอานิต้ามาใช้ในชีวิตประจำวันได้ผ่าน 4 แกนหลักดังนี้ครับ:
A. เปลี่ยนทัศนคติจาก "ความกลัว" เป็น "ความรัก"
ประยุกต์ใช้: ก่อนจะเลือกทำอะไร (ทางเลือก) ให้ถามตัวเองว่า "ฉันทำสิ่งนี้เพราะความกลัว (กลัวเขาโกรธ กลัวตกงาน) หรือทำเพราะความรัก (รักงานนี้ รักคนนี้)?" หากทำด้วยความกลัว ให้ลองปรับจูนความรู้สึกใหม่
B. เลิกพยายามเป็นคนอื่น (Be Yourself)
มุมจิตวิทยา: สอดคล้องกับ ปัญญาด้านความเข้าใจตนเอง (Intrapersonal Intelligence) ของการ์ดเนอร์ อานิต้าบอกว่า "ความผิดพลาดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือการพยายามเป็นเหมือนคนอื่น"
ประยุกต์ใช้: ยอมรับในความแตกต่างและพหุปัญญาของตนเอง ชื่นชมในจุดแข็งและเมตตาในจุดด้อยของตนโดยไม่เปรียบเทียบกับใคร
C. สร้างสภาวะลื่นไหลและความสุข (Live Joyfully)
มุมจิตวิทยา: สอดคล้องกับภาวะ Flow และ Optimal State
ประยุกต์ใช้: ให้ความสำคัญกับความสุขในปัจจุบัน (Living in the Now) อานิต้ากล่าวว่าความสุขคือ "ยา" ที่ดีที่สุด หากคุณทำกิจกรรมที่ชอบจนลืมเวลา นั่นคือเวลาที่คุณเชื่อมต่อกับพลังงานชีวิตที่แท้จริง
D. เชื่อสัญชาตญาณภายใน (Trust Your Gut)
มุมสมอง: สอดคล้องกับเรื่อง Somatic Markers หรือเสียงจากหัวใจ
ประยุกต์ใช้: เมื่อต้องตัดสินใจยากๆ ให้กลับมาฟังเสียงข้างใน (ในความเงียบแบบยิบราน) มากกว่าการฟังเสียงตรรกะหรือความคิดเห็นของคนรอบข้าง
บทสรุป: ใจดีกับตัวเองในมุมของอานิต้า
อานิต้าบอกว่า "หน้าที่เพียงอย่างเดียวของเราคือการเป็นตัวของตัวเองและรักตัวเองให้มากที่สุด" เพราะเมื่อเรารักตัวเองเต็มที่แล้ว ความรักนั้นจะแผ่ขยายไปถึงผู้อื่นโดยอัตโนมัติ (Empathic Concern) โดยที่เราไม่ต้องพยายามฝืน
"ฉันค้นพบว่าเมื่อฉันรักตัวเอง ฉันจะรักคนอื่นได้ง่ายขึ้น และเมื่อฉันเป็นตัวของตัวเอง ฉันกำลังอนุญาตให้คนอื่นเป็นตัวของตัวเองเช่นกัน"
จักรวาลทั้งจักรวาลมีเหตุผลของมัน
ฉันต้องมีหน้าที่ต่อตนเอง ต่อทุกคนที่ฉันเจอ และต่อชีวิตที่จะต้องดำรงอยู่ และแสดงออกถึงความเป็นแก่นแท้อันเฉพาะตัวของตัวเองไว้เสมอ การพยายามไปเป็นแบบอื่น หรือคนอื่นไม่ได้ทำให้ฉันดีขึ้นเลย มีแต่จะสกัดกั้นตัวเองจากการเป็นตัวตนที่แท้จริง มันกีดกั้นไม่ให้ผู้อื่นได้สัมผัสฉันอย่างที่ฉันเป็น และยับยั้งไม่ให้ฉันสัมพันธ์กับพวกเขาด้วความจริงแท้ การไม่จริงแท้ต่อตัวเองยังปิดกั้นฉันจากการเป็นคนในแบบที่ฉันจะเป็นและจากสิ่งที่ฉันจะทำในชีวิตนี้(หน้า 92-93)
จงรักและเมตตาต่อตนเอง เพราะเรามักทำร้ายตนเองโดยไม่รู้ตัวและใช้ชีวิตอยู่ด้วยความหวาดกลัว กลัวคนอื่นไม่ยอมรับ หรือทำในสิ่งที่คนอื่นอยากให้เป็น กลัวไม่ได้ในสิ่งที่ต้องการ รวมถึงภาวะเศร้าโศกที่กัดกร่อนจิตใจจนทำให้รู้สึกสูญเสียคุณค่าในตนเอง ดังนั้น ควรให้ความสำคัญกับจิตวิญญาณและจักรวาลในตัวเราให้มาก ใช้ชีวิตปัจจุบันอย่างมีความสุข เปล่งประกาย และใช้แสงสว่างในตัวเราส่องทางให้กับผู้อื่น เพราะเราต่างเป็นเส้นด้ายเส้นหนึ่งที่ถูกถักทอในผืนผ้าขนาดใหญ่อันเป็นอนันต์
- ที่มา: มีรากฐานมาจากพิธีชงชาญี่ปุ่นโบราณ ซึ่งปรมาจารย์ เซ็ง โนะ ริคีว สอนให้เจ้าภาพและแขกเห็นคุณค่าของการพบกันในขณะนั้นอย่างสูงสุด
- แก่นแท้: สอนให้ใช้ชีวิตอยู่กับปัจจุบัน (Live in the moment) ลดความเร่งรีบลง และใส่ใจคนตรงหน้าอย่างเต็มที่ เพราะเป็นประสบการณ์ที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว
- การประยุกต์ใช้: ใช้เตือนใจให้รักษาความสัมพันธ์ที่ดี (โดยเฉพาะกับเพื่อนหรือคนรัก) ให้ความสำคัญกับการพบเจอผู้คน และทำงานให้ดีที่สุดเหมือนเป็นโอกาสสุดท้ายในชีวิต
บางส่วนจาก ยินดีที่มีเรา พิมพ์ธรรม เอื้อเฟื้อ ตัดแปะโดย เฉลิมชัย เอื้อวิริยะวิทย์
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น