วันพฤหัสบดีที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2569

Foucault's argument "episteme,"

 Michel Foucault / . "Is it surprising that prisons resemble factories,  schools, barracks, hospitals, which all resemble prisons?" . "Paul-Michel  Foucault was a French philosopher, historian of ideas, writer, political  activist, and

 
The concept of the episteme in Foucault’s archeology is one of the most significant concepts in critical theory. Humanities and social science fields are the most affected. Philosophy included. In discussing this, i prefer to start out being a bit reserved to see what others are included to think. Call it fishing if u like. But there is no escaping the politics of knowledge.
The episteme of philosophical questions probably includes inability to prioritize. A certain obsessiveness about demonstrating totality along with aloofness. Through the asking of minute questions.

 แนวคิดเรื่องญาณวิทยาในโบราณคดีของฟูโกเป็นหนึ่งในแนวคิดที่สำคัญที่สุดในทฤษฎีวิพากษ์ สาขาวิชามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ได้รับผลกระทบมากที่สุด รวมถึงปรัชญาด้วย ในการอธิบายเรื่องนี้ ฉันขอเริ่มต้นด้วยการสงวนท่าทีเล็กน้อยเพื่อดูว่าคนอื่นคิดอย่างไร จะเรียกว่าการลองเชิงก็ได้ แต่ไม่มีทางหลีกเลี่ยงการเมืองแห่งความรู้ได้ ญาณวิทยาของคำถามทางปรัชญาน่าจะรวมถึงความไม่สามารถจัดลำดับความสำคัญ ความหมกมุ่นบางอย่างเกี่ยวกับการแสดงให้เห็นถึงความเป็นทั้งหมดควบคู่ไปกับความห่างเหิน ผ่านการตั้งคำถามเล็กๆ น้อยๆ

 Foucault's argument highlights how scientific practice is shaped by an underlying "episteme," a cultural framework of unspoken assumptions that defines what counts as knowledge in a given era. These assumptions operate below conscious awareness, guiding scientists' choices in questions, methods, and validations without them realizing it.

ข้อโต้แย้งของฟูโกเน้นให้เห็นว่าการปฏิบัติทางวิทยาศาสตร์นั้นถูกกำหนดโดย "ญาณวิทยา" (episteme) ซึ่งเป็นกรอบทางวัฒนธรรมของสมมติฐานที่ไม่ได้กล่าวออกมาโดยตรง ที่กำหนดว่าอะไรคือความรู้ในแต่ละยุคสมัย สมมติฐานเหล่านี้ทำงานอยู่ใต้จิตสำนึก ชี้นำทางเลือกของนักวิทยาศาสตร์ในด้านคำถาม วิธีการ และการตรวจสอบ โดยที่พวกเขาไม่รู้ตัว

Episteme Defined
The episteme forms a historical "space of knowledge" that makes certain inquiries possible while excluding others. It dictates the rules for separating true from false, often tied to power dynamics rather than pure reason. Scientists inherit this from their cultural context, treating it as natural rather than contingent.

นิยามของญาณวิทยา ญาณวิทยาเป็น "พื้นที่แห่งความรู้" ทางประวัติศาสตร์ที่ทำให้การสอบถามบางอย่างเป็นไปได้ ในขณะที่กีดกันการสอบถามอื่นๆ มันกำหนดกฎเกณฑ์สำหรับการแยกความจริงออกจากความเท็จ ซึ่งมักเชื่อมโยงกับพลวัตของอำนาจมากกว่าเหตุผลบริสุทธิ์ นักวิทยาศาสตร์ได้รับมรดกนี้มาจากบริบททางวัฒนธรรมของพวกเขา โดยมองว่าเป็นเรื่องธรรมชาติมากกว่าสิ่งที่ไม่แน่นอน

Cultural Embeddedness
These assumptions are so ingrained that they permeate experiments, peer review, and fact acceptance across the scientific community. Foucault draws from Nietzsche to argue knowledge serves practical "cutting" interests, not neutral truth-seeking. Thus, science reflects societal power structures, not timeless objectivity.

การฝังรากลึกทางวัฒนธรรม สมมติฐานเหล่านี้ฝังแน่นมากจนแทรกซึมเข้าไปในการทดลอง การตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญ และการยอมรับข้อเท็จจริงทั่วทั้งชุมชนวิทยาศาสตร์ ฟูโกดึงเอาแนวคิดของนีทเช่มาใช้เพื่อโต้แย้งว่าความรู้รับใช้ผลประโยชน์เชิงปฏิบัติที่ "เฉียบคม" ไม่ใช่การแสวงหาความจริงที่เป็นกลาง ดังนั้น วิทยาศาสตร์จึงสะท้อนโครงสร้างอำนาจทางสังคม ไม่ใช่ความเป็นกลางที่อยู่เหนือกาลเวลา

Implications for Science
No scientist escapes this; even modern work assumes its era's episteme, like past shifts from resemblance-based to representational thinking in the Renaissance-to-Enlightenment transition. Critique requires exposing these hidden conditions, enabling "truthful truth" via rigorous norms. This doesn't dismiss science but reveals its human, power-laden roots.

นัยสำคัญต่อวิทยาศาสตร์ ไม่มีนักวิทยาศาสตร์คนใดหนีพ้นสิ่งนี้ไปได้ แม้แต่งานวิจัยสมัยใหม่ก็ยังยึดถือกรอบความรู้ของยุคสมัยนั้นๆ เช่นเดียวกับการเปลี่ยนแปลงในอดีตจากการคิดแบบอิงความคล้ายคลึงไปสู่การคิดแบบอิงการเป็นตัวแทนในช่วงเปลี่ยนผ่านจากยุคเรเนสซองส์ไปสู่ยุคเรืองปัญญา การวิพากษ์วิจารณ์จำเป็นต้องเปิดเผยเงื่อนไขที่ซ่อนเร้นเหล่านี้ เพื่อให้เกิด "ความจริงแท้" ผ่านบรรทัดฐานที่เข้มงวด นี่ไม่ได้หมายความว่าวิทยาศาสตร์ถูกปฏิเสธ แต่เป็นการเปิดเผยรากเหง้าของมนุษย์ที่เต็มไปด้วยอำนาจ 

Foucault is making the case that every scientist, regardless of when they’re conducting their work, does that work proceeding from certain background epistemological assumptions that make conducting science even possible. And these assumptions, not only do the scientists not realize that they’re making them, but they’re so deeply ingrained within the culture that the scientist lives in, that they ultimately dictate everything from the experiments the scientist chooses to run to the questions the scientist thinks are worth answering all the way down to what the scientific community as a whole decides should be accepted or rejected as fact.

 ฟูโกต์กำลังชี้ให้เห็นว่า นักวิทยาศาสตร์ทุกคน ไม่ว่าจะทำการวิจัยในยุคใดก็ตาม ล้วนทำงานโดยอาศัยสมมติฐานทางญาณวิทยาพื้นฐานบางอย่าง ซึ่งทำให้การทำวิจัยทางวิทยาศาสตร์เป็นไปได้ และสมมติฐานเหล่านี้ ไม่เพียงแต่ตัวนักวิทยาศาสตร์เองจะไม่รู้ตัวว่ากำลังตั้งสมมติฐานเหล่านั้น แต่ยังฝังรากลึกอยู่ในวัฒนธรรมที่นักวิทยาศาสตร์อาศัยอยู่ จนในที่สุดก็กำหนดทุกสิ่งทุกอย่าง ตั้งแต่การทดลองที่นักวิทยาศาสตร์เลือกที่จะทำ ไปจนถึงคำถามที่นักวิทยาศาสตร์คิดว่าควรค่าแก่การหาคำตอบ และไปจนถึงสิ่งที่ชุมชนวิทยาศาสตร์โดยรวมตัดสินใจว่าควรยอมรับหรือปฏิเสธว่าเป็นข้อเท็จจริง 

ฟูโกต์อธิบายว่า episteme (โครงสร้างญาณวิทยาที่ซ่อนอยู่) กำหนดวิทยาศาสตร์โดยกำหนด "กฎเกณฑ์การเล่น" ที่ไม่ปรากฏชัด สร้างขอบเขตว่าความรู้แบบไหนเป็นไปได้ คำถามอะไรถูกถาม และหลักฐานอะไรยอมรับได้wikipedia+1

กำหนดคำถามทางวิทยาศาสตร์

Episteme กรองว่าปัญหาไหน "สมควร" ถูกถาม เช่น ใน Renaissance ความคล้ายคลึง (resemblance) ทำให้วิทยาศาสตร์สมุนไพรตั้งอยู่บนสัญลักษณ์ คำถามคือ "สมุนไพรตัวไหนคล้ายอาการโรค?" ไม่ใช่กลไกทางเคมี[en.wikipedia]

กำหนดวิธีการทดลอง

ยุคคลาสสิก episteme ของ representation ทำให้วิทยาศาสตร์กลายเป็นการจำแนกประเภท (taxonomy) นักธรรมชาติวิทยาไม่ผ่าตัดหาโครงสร้างภายใน แต่จัดตารางเปลือกนอกตามลำดับความคล้าย สมองนักวิทย์ถูก "โปรแกรม" ให้เห็นโลกแบบนี้[strongreading.blogspot]

กำหนดสิ่งที่ยอมรับเป็น "ข้อเท็จจริง"

Episteme ตัดสินว่าอะไรคือ "จริง" ในชุมชนวิทยาศาสตร์ เช่น Modern episteme ยอมรับ "ชีวิต" (life) เป็นหน่วยวิเคราะห์ ทำให้ biology เกิดขึ้น แต่ปิดกั้นมุมมองอื่น กระบวนการ peer review และ textbook สะท้อน episteme นี้โดยไม่รู้ตัว[en.wikipedia]

ตัวอย่างการเปลี่ยนแปลง

การเปลี่ยน episteme ทำให้ "ข้อเท็จจริง" เก่าล้าสมัย เช่น จาก natural history (จำแนก) สู่ biology (ชีวิตและวิวัฒนาการ) ในศตวรรษที่ 19 นักวิทย์ไม่ได้ "ค้นพบ" กลไกใหม่ แต่ episteme ใหม่ทำให้มองเห็นกลไกได้[ebsco]

 

แนวคิด "Episteme" (อีพิสทีม) ของ Michel Foucault/ หมายถึง
โครงสร้างความรู้หรือกรอบความคิดเบื้องหลังที่กำหนดกฎเกณฑ์ว่าสิ่งใดนับเป็น "ความจริง" หรือวิทยาศาสตร์ในช่วงเวลาหนึ่งๆ เป็นรากฐานทางประวัติศาสตร์ที่จำกัดขอบเขตของความคิด (historical a priori) ทำให้ความรู้เปลี่ยนไปตามยุคสมัย ไม่ใช่การพัฒนาเชิงเส้นตรง
สาระสำคัญของ Episteme ตามแนวคิดของ Foucault มีดังนี้:
  • โครงสร้างความรู้ยุคสมัย: Foucault อธิบายว่าความรู้ไม่ได้เกิดขึ้นลอยๆ แต่ถูกกำหนดโดยบริบททางประวัติศาสตร์และโครงสร้างวาทกรรม (discursive formations)
  • ความรู้คืออำนาจ: Episteme เชื่อมโยงกับอำนาจโดยการกำหนดบรรทัดฐานของสังคมและข้อจำกัดของสิ่งที่สามารถพูดหรือคิดได้
  • การแบ่งยุคสมัย (ใน The Order of Things):
    • ยุคเรเนสซองส์ (Renaissance): เน้นความคล้ายคลึงและความเหมือน (Resemblance)
    • ยุคคลาสสิก (Classical): เน้นการเป็นตัวแทน (Representation) และการจัดระเบียบ/จัดหมวดหมู่ (Taxonomy)
    • ยุคสมัยใหม่ (Modern): เน้นที่มนุษย์ (Man) ในฐานะวัตถุและประธานของการศึกษา
  • การเปลี่ยนแปลงแบบหักดิบ (Discontinuity): ความรู้ไม่ได้พัฒนาอย่างต่อเนื่อง แต่ Episteme หนึ่งจะถูกแทนที่ด้วยอีกอันหนึ่งอย่างฉับพลัน ทำให้วิธีคิดของแต่ละยุคต่างกันโดยสิ้นเชิง
แนวคิดนี้ช่วยให้เข้าใจว่าความรู้ทางวิทยาศาสตร์และสังคมศาสตร์มีความจำกัดและเปลี่ยนแปลงไปตามบริบทของยุคนั้นๆ

 

The Order of Things

ในหนังสือ The Order of Things: An Archaeology of the Human Sciences ของฟูโกต์ ความรู้ไม่ได้แบ่งเป็น "ประเภท" แบบตายตัว แต่ถูกกำหนดโดย episteme ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางปัญญาที่เปลี่ยนแปลงตามยุคสมัย สร้างเงื่อนไขให้ความรู้บางอย่างเป็นไปได้ ขณะที่กีดกันความรู้แบบอื่น

สาม Epistemes หลัก

ฟูโกต์วิเคราะห์ประวัติศาสตร์ความรู้ผ่านสาม episteme ที่แตกต่างกัน

  • ยุคเรอเนสซองส์ (Renaissance): ความรู้ตั้งอยู่บน "ความคล้ายคลึง" (resemblance) เช่น สิ่งต่างๆ เชื่อมโยงกันผ่านสัญลักษณ์ สมุนไพรรักษาโรคเพราะ "คล้าย" อาการ

  • ยุคคลาสสิก (Classical Age, ศตวรรษที่ 17-18): เปลี่ยนเป็น "การแทนที่" (representation) และการจำแนก (taxonomy) ความรู้คือการจัดเรียงสิ่งต่างๆ ในตาราง เช่น general grammar, natural history, analysis of wealth

  • ยุคสมัยใหม่ (Modernity, หลังศตวรรษที่ 19): มุ่งไปที่ "มนุษย์" (man) เป็นศูนย์กลาง นำไปสู่สาขาวิทยาศาสตร์มนุษย์ เช่น biology (จาก natural history), economics (จาก wealth), philology/linguistics

การเปลี่ยนผ่านทางประวัติศาสตร์

การเปลี่ยน episteme ไม่ใช่ความก้าวหน้าตามธรรมชาติ แต่เป็นการ "แตกหัก" (rupture) เช่น จาก resemblance สู่ representation ในศตวรรษที่ 17 ยุคคลาสสิกมองโลกเป็นวัตถุที่จัดระเบียบได้ แต่ยุคใหม่หันมาสำรวจชีวิต สถานะ และภาษาในตัวมนุษย์เอง สิ่งนี้เปิดทางให้ "ความตายของมนุษย์" (death of man) ในโพสต์โมเดิร์น

สาขาความรู้หลักที่วิเคราะห์

ฟูโกต์โฟกัสสามสาขาที่สะท้อน episteme

สาขายุคคลาสสิกยุคสมัยใหม่
ภาษาGeneral GrammarLinguistics
สิ่งมีชีวิตNatural HistoryBiology
เงินทองAnalysis of WealthEconomics

 

ฟูโกต์พูดถึง "Death of Man" (ความตายของมนุษย์) ใน The Order of Things ด้วยภาพอุปมาระดับกวีนิพนธ์ที่ท้ายเล่ม โดยประกาศว่าตำแหน่งอันศูนย์กลางของมนุษย์ในโครงสร้างความรู้สมัยใหม่กำลังลบเลือนหายไป เหมือน "รอยเท้าบนชายหาดที่จะถูกลบด้วยคลื่น"[en.wikipedia]

ภาพอุปมาระดับสุดท้ายของหนังสือ

ในบทสรุป ("The Human Sciences") ฟูโกต์ใช้ภาษากวีบรรยายการล่มสลายของ episteme สมัยใหม่:

"ในขณะที่รอยเท้าของเราค่อยๆ จางหายไปในทรายชายหาดที่เรากำลังเดิน มนุษย์กำลังจะลบเลือนออกจากความรู้ที่เคยเป็นของเขา และบางทีในไม่ช้าเราจะสามารถลบภาพของเขาได้อย่างสิ้นเชิง"[en.wikipedia]

ความหมายเชิงปรัชญา

  • มนุษย์ไม่ใช่สิ่งถาวร: "มนุษย์" เป็นเพียงการประดิษฐ์ชั่วคราวของ episteme คลาสสิกตอนปลาย (ปลายศตวรรษที่ 18-19) ที่วางมนุษย์เป็นทั้ง subject (ผู้รู้) และ object (สิ่งที่ถูกรู้)[strongreading.blogspot]

  • การกลับสู่ impersonality: ความรู้ในอนาคตจะคล้ายคณิตศาสตร์และฟิสิกส์ยุคคลาสสิก—ระบบที่ไม่ต้องการ "มนุษย์" เป็นตัวกลาง คล้าย "ภาษาเร่าร้าง" (desert of language) และ "ชีววิทยาของการเป็น" (biology of being)[en.wikipedia]

  • ต่อจาก Nietzsche: หลัง "พระเจ้าตายแล้ว" (God is dead) มนุษย์เคยขึ้นเป็นศูนย์กลาง แต่โครงสร้างนี้กำลังแตกสลาย สู่ความรู้ที่ "ไม่มีมนุษย์" (knowledge without man)[toaj.stpi.niar.org]

บริบททางประวัติศาสตร์

ฟูโกต์คาดการณ์ structuralism (เช่น Lévi-Strauss, Chomsky) ที่กำลังเฟื่องฟูในทศวรรษ 1960s จะเร่งให้ "มนุษย์" สูญสิ้นบทบาทศูนย์กลาง สู่ความเป็น impersonal knowledge ที่มนุษย์เป็นเพียง "รูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า" ชั่วคราวบนพื้นผิวความรู้strongreading.blogspot+1

ตามแนวคิดของฟูโกต์ ไม่มีวิธีรู้ "ถูกหรือผิด" แบบสัมบูรณ์ (absolute truth) เพราะความจริงถูกกำหนดโดย episteme และ regime of truth (ระบอบความจริง) ที่เชื่อมโยงกับอำนาจในสังคม แต่สามารถเข้าใจและท้าทายได้ผ่านการวิเคราะห์ทางโบราณคดี (archaeology) และพงศาวดาร (genealogy).realitasindonesia+1

ไม่มีเกณฑ์ถูกผิดนอก Episteme

ความจริงไม่ใช่สิ่งคงที่ แต่เป็น "ผลผลิต" ของโครงสร้างทางปัญญาและอำนาจ เช่น สิ่งที่ "จริง" ใน episteme คลาสสิก (การแทนที่) จะกลายเป็น "ผิด" ใน episteme สมัยใหม่ (ชีวิต-แรงงาน-ภาษา) นักวิทยาศาสตร์หรือผู้รู้ยึด "ความจริง" ภายในกรอบของตัวเองโดยไม่รู้ตัว.[en.wikipedia]

วิธีการรู้ของฟูโกต์: Archaeology and Genealogy

  • Archaeology of Knowledge: "ขุดค้น" กฎเกณฑ์ที่ซ่อนอยู่ของ episteme ว่าอะไรถูกยอมรับเป็นความรู้ ใครกำหนด และอะไรถูกกีดกัน (เช่น ใน The Order of Things) เพื่อเผยว่าความจริงเป็นการก่อร่างทางประวัติศาสตร์ ไม่ใช่ธรรมชาติ.

  • Genealogy: ตาม Nietzsche ติดตามเส้นทางอำนาจที่สร้าง "regime of truth" เช่น สถาบัน (โรงพยาบาล โรงเรียน เรือนจำ) ผลิตความจริงผ่าน discourse และ power/knowledge.

ถูกผิด = ตรงตามระบอบอำนาจหรือไม่

"ถูก" หมายถึง สอดคล้องกับ discourse ที่อำนาจยอมรับในเวลานั้น (เช่น DSM ในจิตเวชกำหนด "ปกติ") "ผิด" คือ ถูกกีดกันออกจาก discourse นั้น การ "รู้" ของฟูโกต์คือการตั้งคำถามต่อระบอบนี้ เพื่อเปิดพื้นที่ให้ความจริงทางเลือก ไม่ใช่ค้นหาความจริงสูงสุด.[realitasindonesia]

ตัวอย่างในทางปฏิบัติ

สมมติทฤษฎีวิวัฒนาการ: "ถูก" ใน modern episteme เพราะสอดคล้องกับ biology ของชีวิต แต่หาก episteme เปลี่ยน (เช่น AI/ชีวสารสนเทศ) มันอาจกลายเป็น "ผิด" หรือไม่จำเป็น ฟูโกต์เชิญชวนให้ "desubjectivated" มองความจริงแบบนับถือเท่า ไม่ยึดติด.[nattawutsingh.blogspot]

 

ตามแนวคิดของฟูโกต์ การวิเคราะห์ discourse (วาทกรรม) ในสังคมปัจจุบันใช้ "Foucauldian Discourse Analysis" โดยมุ่งขุดค้นกฎเกณฑ์อำนาจที่ควบคุมว่าอะไรพูดได้ อะไรพูดไม่ได้ และใครมีสิทธิ์พูด เพื่อเผย power/knowledge ในประเด็นอย่างเพศ สุขภาพ สื่อสังคม หรือการเมือง.kroobannok+1

ขั้นตอนวิเคราะห์ Discourse (5 Steps จาก Kendall & Wickham)

  1. ระบุ discourse: รวบรวมถ้อยแถลง (statements) ที่เกี่ยวข้อง เช่น ข่าว สื่อโซเชียล นโยบาย รายงานวิจัย เกี่ยวกับหัวข้อหนึ่ง (เช่น "discourse เรื่อง climate change")[en.wikipedia]

  2. กฎการสร้างถ้อยแถลง: ถามว่า ถ้อยแถลงเหล่านี้ถูกสร้างอย่างไร (ใครพูด? ในบริบทไหน?) เช่น สื่อกระแสหลักสร้าง discourse "โควิด=อันตราย" ผ่าน expert quotes[kroobannok]

  3. กฎว่าอะไรพูดได้: วิเคราะห์ว่าอะไรถูกกีดกัน (taboo) เช่น discourse สุขภาพจิตปิดกั้น "โรคจิต=อ่อนแอ" แต่ discourse ใหม่เปิด "self-care"[en.wikipedia]

  4. พื้นที่ใหม่: ดูว่าพื้นที่ discourse ใหม่เกิดจากอะไร (เช่น TikTok สร้าง discourse การเมืองเยาวชนที่ mainstream ไม่มี)[en.wikipedia]

  5. นำเสนอผล: แสดง pattern อำนาจ เช่น discourse "AI=อนาคต" เสริมอำนาจบริษัทเทค อย่างไร[en.wikipedia]

ตัวอย่างในสังคมไทยปัจจุบัน

ประเด็นDiscourse หลักการวิเคราะห์ฟูโกต์
เพศวิถี"ชาย=หญิงเท่านั้น"กฎ exclusion: กีดกัน LGBTQ+ แต่ social media สร้างพื้นที่ใหม่ สะท้อน regime of truth ที่เปลี่ยน [kroobannok]
สุขภาพจิต"Mental health awareness"Power/knowledge: แอป mindfulness เปลี่ยน "บ้า" เป็น "self-help" แต่ยังควบคุมผ่าน medical discourse [digital.car.chula.ac]
การเมือง"ประชาธิปไตย vs คสช."Prohibition: สื่อบางส่วนปิดกั้น anti-regime แต่ Twitter เปิด speaker positions ใหม่ [kroobannok]

เครื่องมือปฏิบัติ

  • รวบรวมข้อมูล: สื่อ ข่าว Twitter Threads นโยบาย สัมภาษณ์

  • ถามคำถามฟูโกต์: ใครกำหนด discourse? มันผลิต subject (ตัวตน) อย่างไร? เชื่อมอำนาจอะไร? (จาก The Order of Discourse)[en.wikipedia]

  • หลีกเลี่ยง: อย่าตีความ "ความหมาย" แบบ hermeneutics แต่โฟกัส "การทำงาน" ของ discourse ในอำนาจ[kroobannok]

    Utilitarianism วัด "ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด" ด้วยปริมาณความสุข (pleasure) ลบความทุกข์ (pain) โดย Bentham, Mill และ Sidgwick เป็นนักพุทธานุภาพนิยม (hedonists) ที่เชื่อว่าความสุขคือความสุขทางประสาทสัมผัสหรือจิตใจล้วนๆ แต่ตีความต่างกัน.

    Jeremy Bentham: Quantitative Hedonism

    Bentham มองความสุขทุกประเภทเท่ากัน วัดด้วย Hedonic Calculus (ค.ศ. 1789) ที่มี 7 ปัจจัย: intensity, duration, certainty, propinquity, fecundity, purity, extent "push-pin" (เกมเด็ก) มีค่าการคำนวณเท่ากับ Shakespeare ถ้าผลรวม pleasure สูงกว่า. เขาเชื่อ nature ควบคุมมนุษย์ด้วย pleasure-pain ดังนั้นพฤติกรรมถูกต้องคือ maximize total pleasure สำหรับทุกคนที่เกี่ยวข้อง.iep.utm+1

    John Stuart Mill: Qualitative Hedonism

    Mill ปรับปรุง Bentham ใน Utilitarianism (1861) โดยแยก "higher pleasures" (ปัญญา ศิลปะ ความสัมพันธ์) ดีกว่า "lower pleasures" (กิน ดื่ม เพศ) แม้ปริมาณน้อยกว่า "ดีกว่ากลายเป็น Socrates dissatisfied มากกว่าพวกหมู satisfied" เพราะ higher pleasures มี dignity และยั่งยืนกว่า Mill ยังเพิ่ม rule utilitarianism: ทำตามกฎที่พิสูจน์แล้วว่าสร้างความสุขสูงสุด ไม่คำนวณทุก action แยก.[iep.utm]

    Henry Sidgwick: Rational Hedonism

    Sidgwick ใน Methods of Ethics (1874) รวม hedonism เข้ากับ rational intuition เชื่อ pleasure คือดีสูงสุดแต่ต้องคำนึงถึง "distributive justice" และ common sense morality เขาแก้ paradox ของ egoism vs universalism โดยเสนอ "point of view of the Universe" – คำนวณ pleasure ทุกคนแบบ impartial เหมือน God มอง Sidgwick สงสัย psychological hedonism (มนุษย์แสวง pleasure เสมอ?) แต่ยืนยัน ethical hedonism.[iep.utm]

    การเปรียบเทียบหลัก

    นักคิดการวัด Pleasureจุดเด่น/จุดอ่อน
    Benthamปริมาณ (Hedonic Calculus)ง่ายคำนวณ แต่ลดทอนศิลปะ=เกมเด็ก
    Millคุณภาพ (higher/lower)แก้ qualitative แต่ subjective
    Sidgwickปริมาณ+เหตุผล+justiceซับซ้อน ลึก แต่ idealistic

     

 https://www.philosophizethis.org/transcript/episode-122-transcript

 

ไม่มีความคิดเห็น: