วันพฤหัสบดีที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2560

#โอ้เธอ

ขอให้ดูแลตัวเองดีๆนะ เราคงไปดูแลแบบเดิมไม่ได้แล้ว
เฉลิมชัย เอื้อวิริยะวิทย์ บนท้องฟ้าไม่เคยมีดาวที่มันสดใสให้มองขึ้นไป
แต่ว่าหัวใจ สว่างได้เพราะเธอ


แต่เรา..เวลาเรานั้นสั้นเกินไป
ไม่พอให้เตรียมหัวใจที่จะยอมรับทัน
Tai Pakpoom เวลาเป็นจำเลยของทุกอย่าง เวลาไม่ได้ช่วยให้ทุกอย่างดีขึ้น มีแต่ตัวเราเท่านั่นที่จะทำให้มันดีขึ้นหรือแย่ลง
เฉลิมชัย เอื้อวิริยะวิทย์ ความรักมันอยู่ที่เราเสมอ รักแท้มีได้ทุกวันเลย แค่เขาไม่รักเราแค่นั้นเอง และไม่เคยเกี่ยวอะไรกับเขา
Tai Pakpoom เขาไม่รักเรามันก็เป็นสิทธิของเขา ที่เรายังรักเขาอยู่ก็ไม่เกี่ยวกับเขา เพราะตอนนี้มันก็คือรักและคิดถึงข้างเดียว
เฉลิมชัย เอื้อวิริยะวิทย์ ไม่หรอกครับ เราไม่ได้คิดถึงเขาหรอก เราคิดถึงเรื่องราวของเขาที่เราสร้างขึ้นสำหรับเรา และเรื่องราวนั้นมันก็ยังคงอยู่ที่เราครับ
Tai Pakpoom เราคิดถึงความทรงจำที่มีร่วมกับเขาที่มีแต่ความสุข เสียดายที่เราไม่สามารถเพิ่มความทรงจำดีๆร่วมกันอีกแล้ว
เฉลิมชัย เอื้อวิริยะวิทย์ เวลาในปัจจุบันมีค่าที่สุดครับ ทำวันนี้ที่อยู่ด้วยกันให้ดี มันไม่สำคัญหรอกครับว่าเขาคิดอย่างไรกับเรา เพราะไม่ว่าจะคิดอย่างไร เราก็ยังชอบเขาอยู่ดี ซักวันเมื่อเขารู้สึกตัวว่าขาดเราไม่ได้ และเราคือความสุขของเขา เขาก็จะบอกเราเองแหละครับ ว่าเขาคิดยังไง
ความสัมพันธ์ล้วนคงอยู่แต่ในปัจจุบันครับ
Tai Pakpoom อยู่กับปัจจุบัน และทำให้เหมือนมันคือวันสุดท้ายในชีวิต เพราะไม่รู้ว่าพรุ่งนี้จะยังลืมตาขึ้นมาอีกหรือไม่ ส่วนอดีตคือบทเรียนเพื่อให้ทำปัจจุบันให้ดีที่สุด
เฉลิมชัย เอื้อวิริยะวิทย์ อยู่กับปัจจุบันครับ และอย่าไปกังวลกับอนาคตที่ถูกสร้างมาจากอดีต สร้างความเป็นไปได้จากบริบทที่เรามีนะครับ
Tai Pakpoom ขอบคุณครับที่สั่งสอนและแนะนำเสมอมา หลังจากนี้จะอยู่กับปัจจุบันให้มากขึ้น ปล่อยวางอดีต และกล้าเผชิญหน้ากับอนาคต ครับ
เฉลิมชัย เอื้อวิริยะวิทย์ ความรักไม่ทำให้เราเสียใจได้หรอกครับ มันไม่ได้เก่งขนาดนั้น
มีแต่เราแหละครับที่ทำให้เราเสียใจ อันเนื่องมาจากความคาดหวังของเราเอง
สร้างความเป็นไปได้ัใหม่ ให้มันเป็น'เกมส์'ของชีวิตเรา ที่เราจะสนุกและตื่นเต้นไปกับมันได้สิครับ
Tai Pakpoom ถ้าความรักเป็นเหมือน "เกมส์" ผมคงแพ้มาแล้ว และตอนนี้ก็ยังไม่พร้อมเริ่มตาใหม่ ขอทบทวนความผิดพลาดจากการแพ้ เพื่อถ้าเริ่มเล่นใหม่จะชนะมั่งครับ
เฉลิมชัย เอื้อวิริยะวิทย์ เวลาเราเต้นรำ มันไม่มีเหตุผล มันไม่มีที่ไหนที่เราต้องไป เราอยู่กับสิ่งตรงหน้า อยู่กับปัจจุบัน และก็สร้างก้าวต่อไปของการเต้นรำ เป็นความสุข และการค้นพบ 
เต้นรำไปกับชีวิตสิครับ ไม่ต้องแพ้ไม่ต้องชนะ เต้นๆ กันไป
Tai Pakpoom นั้นสินะครับ ความรักไม่ใช่การแข่งขัน ไม่จำเป็นต้องมีแพ้ มีชนะ ขอแค่เพียงเราไปพร้อมกันได้ คงเป็นสิ่งที่ดีที่สุด
เฉลิมชัย เอื้อวิริยะวิทย์ บางวันฝนมันก็ตก บางวันก็แดดออก บางวันก็แดดออกและฝนตก ชีวิตมันไม่ได้มีเหตุผลทุกเรื่องหรอกครับ บางครั้งมันก็แค่สิ่งที่เกิดขึ้น
Tai Pakpoom ทุกอย่างล่วนไม่แน่นอน แค่เราต้องหาความสุขจากมันให้ได้ไม่ว่าจะเหตุการณ์ไหนก็ตาม
เฉลิมชัย เอื้อวิริยะวิทย์ ลองใช้ชีวิตอยู่กับปัจจุบันสิครับ ราวกับว่าชีวิตคือการเต้นรำ (dance) ไปในปัจจุบัน (now) ไม่มีอดีต ไม่มีอนาคต มีแต่ now และทั้งหมดก็คือการ dance ไม่มีที่ไหนที่เราจากมา ไม่มีที่ไหนที่เราต้องไปจริงๆ อาจจะทำให้คุณสนุกกับชีวิตมากขึ้นครับ
Tai Pakpoom นั้นสินะครับ แค่ปล่อยชีวิตไปตามจังหวะของมัน
เฉลิมชัย เอื้อวิริยะวิทย์ ใช้ชีวิตให้มันคุ้มค่าครับ ทุกอย่างก็เป็นไปได้หมดนะครับ อยู่ที่เราอนุญาตให้มันเป็นไปได้ ในทุกลมหายใจที่มีชีวิตอยู่
Tai Pakpoom ทุกอย่างเป็นได้ทั้งหมด และทุกอย่างล่วนไม่แน่นอน ปล่อยชีวิตไปตามจังหวะของมัน อีกไปใช้ชีวิตอีกครั้ง
เฉลิมชัย เอื้อวิริยะวิทย์ เลือก ทำ และรับผิดชอบกับผลกระทบที่เกิดขึ้น พี่ว่าน่าจะพอนะ
Tai Pakpoom ครับ ตอนนี้ก็กำลังรับผลจากการกระทำจากที่ผ่านมาอยู่ครับ

วันพฤหัสบดีที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2560

STAMP - The Devil เนื้อเพลง แปล

เพลง The Devil
ศิลปิน แสตมป์ อภิวัชร์ เอื้อถาวรสุข


Does every devil look like you.
Smell like you. Feel like you.
Does every devil look like this.
Smell like this. Talk like this.

Cause there's nobody in
the world like you
They don't smile with
their eyes like you
And if the darkness Is
the way go through
I will follow you

To anywhere you go
Everywhere you go
I will follow you
I will follow you through
To anywhere you go
Everywhere you go
I will follow you
I will follow you through
I will follow you
I will follow you through

Does every devil look like you.
Smell like you. Feel like you.

Cause there's nobody in
the world like you
They don't smile
with their eyes like you
And if the darkness Is
the way go through
I will follow you

To anywhere you go
Everywhere you go
I will follow you
I will follow you through
To anywhere you go
Everywhere you go
I will follow you
I will follow you through

I will follow you
I will follow you through
I will follow you
I will follow you through
ถ้าปีศาจทุกคนมีลักษณะเหมือนคุณ
กลิ่นเหมือนคุณ รู้สึกเหมือนคุณ
ปีศาจทุกคนมีลักษณะเช่นนี้
กลิ่นเช่นนี้ พูดคุยแบบนี้

เพราะไม่มีใครในโลกเหมือนคุณ
พวกเขาไม่ได้ยิ้มด้วย
สายตาของเขาไม่เหมือนคุณ
และถ้ามีความมืดอยู่ฉันจะตามคุณไป

ไปทุกที่ที่คุณไป
ทุกที่ที่คุณไป
ฉันจะตามคุณ
ฉันจะติดตามคุณไป
ไปทุกที่ที่คุณไป
ทุกที่ที่คุณไป
ฉันจะตามคุณ
ฉันจะติดตามคุณไป
ฉันจะตามคุณ
ฉันจะติดตามคุณไป

ปีศาจทุกคนมีลักษณะเหมือนคุณ
กลิ่นเหมือนคุณ รู้สึกเหมือนคุณ

เพราะไม่มีใครในโลกเหมือนคุณ
พวกเขาไม่ได้ยิ้มด้วย
สายตาของเขาไม่เหมือนคุณ


และถ้ามีความมืดอยู่ฉันจะตามคุณไป

ไปทุกที่ที่คุณไป
ทุกที่ที่คุณไป
ฉันจะตามคุณ
ฉันจะติดตามคุณไป
ไปทุกที่ที่คุณไป
ทุกที่ที่คุณไป
ฉันจะตามคุณ
ฉันจะติดตามคุณไป

ฉันจะตามคุณ
ฉันจะติดตามคุณไป
ฉันจะตามคุณ
ฉันจะติดตามคุณไป

วันอังคารที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2560

THE FIFTH DIMENSION AND THE BEGINNING OF EVERYTHING

จักรวาลทั้งหมดเริ่มต้นมาจากที่ไหนกัน 
ถ้าสมมติว่าคุณเชื่อเรื่องทฤษฎี’บิกแบง’ว่าจักรวาลเริ่มต้นมาจากการระเบิดครั้งใหญ่ท่ามกลางความว่างเปล่า คุณก็คงได้คำตอบที่สบายใจไปแล้ว แม้ว่ามันจะฟังดูแล้วละม้ายคล้ายคลึงกับอุดมคติทางคริสต์ศาสนาไปซักนิดที่ว่าด้วยแสงสว่างแวบแรกแล้วทุกอย่างก็ถูกก่อกำเนิดขึ้น แต่ก็ดูเหมือนเป็นคำตอบที่นักวิทยาศาสตร์ทั้งหลายยังพอใจที่จะเริ่มต้นความคิดในกำเนิดของจักรวาลในแบบนั้น แม้ว่ายังจะตอบไม่ได้ชัดเจนว่าแล้วไอ้ที่ระเบิดตูมแรกนั้น มันเอาอะไรที่ไหนมาระเบิดกัน 
และก็ยังไม่มีคำอธิบายเรื่องกำเนิดของจักรวาลอื่นใดที่ฟังแล้วจะพอยอมรับได้นอกไปจากทฤษฎี’บิกแบง’นี้
ในกระบวนหาคำตอบทางความคิดใดๆ เวลาที่เราหาคำตอบใดไม่ได้นั้น บางทีก็เป็นเพราะเรายังไม่ได้อาศัยอยู่ในบริบทที่ถูกต้อง เราเคยเชื่อว่าโลกแบนอยู่นับพันปี และในบริบทของ’โลกแบน’นั้น การเดินทางของเราจึงหยุดอยู่ที่ขอบของโลก และคำตอบสำหรับการอธิบายทุกๆปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นพระอาทิตย์ขึ้นหรือตก ก็ถูกอธิบายมาจากกรอบความคิดทางบริบทที่ว่า’โลกแบน’ และไม่น่าเชื่อว่าเราเพิ่งจะได้ข้อสรุปว่า’โลกกลม’เมื่อไม่กี่ร้อยปีมานี่เอง และในบริบทของโลกที่กลมนั้น พาให้เราหาคำตอบได้ชัดเจนสำหรับสิ่งต่างๆในโลกเราได้มากขึ้นอีกหลายร้อยหลายพันอย่าง
ในโลกของวิทยาศาสตร์ ‘หลังนิวตัน (Post-Newtonian Paradigm)’ บริบทของวิทยาศาตร์สมัยใหม่เริ่มเปลี่ยนแปลงบริบทของความจริงที่เราอาศัยอยู่อีกครั้ง เช่น ทฤษฎีสัมพันธภาพ (Relativity Theory) ทำให้เราเริ่มมองเห็นความสัมพันธ์ระหว่าง ‘ปริภูมิ (space)’และ’เวลา (time)’ ที่แตกต่างออกไป เราเริ่มมองเห็นความเป็นไปได้ที่เวลาจะบิดเบี้ยวไปใน space แม้ว่าจะยังคงรักษาความเร็วไว้คงที่ตลอดกาล ทฤษฎีโกลาหล (Chaos Theory) เริ่มทำให้เราเห็นความสัมพันธ์ของสิ่งที่ดูเหมือนจะไร้ระเบียบในธรรมชาติกลับยึดโยงกันด้วยสมการทางคณิตศาสตร์ที่พิสูจน์ได้อย่างไม่น่าเชื่อ หรือแม้กระทั่งทฤษฎีซับซ้อน (Complexity Theory) ที่นำเอารายละเอียดทั้งหมดของสิ่งที่เราสังเกตุโดยไม่ละเว้นรายละเอียดใดๆเข้ามาทำนายหรือสร้างระบบที่ซับซ้อน (Complex System) ที่เข้าใกล้ธรรมชาติและมนุษย์มากที่สุด เครื่องมือเครื่องไม้ต่างๆที่ใช้ในการค้นหาความจริงก็มีมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเครื่องเร่งอนุภาคขนาดใหญ่ ที่ทำการศึกษาองค์ประกอบที่เล็กลงไปกว่าระดับของอะตอมได้มากขึ้น และค้นพบองค์ประกอบของอนุภาคใหม่ๆมากมายที่อาจจะกำเนิดมาพร้อมกับจักรวาลเสียด้วยซ้ำ ทั้งหมดนี้เป็นการค้นพบที่ยิ่งใหญ่และค่อยๆเปลี่ยนบริบททางความคิดเราไปทีละน้อย แต่ก็ยังอยู่บนพื้นฐานบางอย่างที่ยังไม่ทำให้เรามองเห็นภาพที่ทะลุทะลวงออกไปได้สำหรับปัญหาที่เรามีให้กับคำตอบที่ว่า จักรวาลเริ่มต้นขึ้นได้อย่างไร และเราก็ยังพอใจในคำตอบที่เรามีแค่นั้น
ถ้ามองจากมุมหนึ่ง เราก็ยังคงพอใจที่จะอาศัยอยู่ในโลกที่แบน ตราบที่เรายังให้คำตอบกับบางสิ่งได้ในวิธีที่เราสบายใจ
ถ้าเรามองย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์ นับตั้งแต่วันแรกที่มีสรรพสิ่งเกิดขึ้นในโลก มีความเชื่ออยู่หนึ่งเดียวสำหรับเราที่ไม่เคยเปลี่ยน เป็นบริบทที่ตายตัวสำหรับเราและเราไม่เคยคิดที่จะตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับมัน เป็นบริบทที่เราอาศัยอยู่ในมันแบบที่เราไม่เคยสงสัยเกี่ยวกับมัน เรามองไม่เห็นมัน แต่มันอยู่ในทุกๆสรรพสิ่ง ทุกๆทฤษฎี ทุกๆความคิด ตลอดทุกขณะ
บริบทนั้นคือ ‘เวลา’
สำหรับผู้คนโดยส่วนใหญ่ เวลาเป็นคุณสมบัติเชิงเส้นที่ไม่มีจุดเริ่มต้นและจุดจบ เราอธิบายเวลาในทางนามธรรมว่าเป็นอดีต ปัจจุบัน และ อนาคต และนับในเชิงของปริมาณในหน่วยของวินาที นาที ชั่วโมง วัน เดือน และ ปี เป็นความจริงที่ตายตัวและเป็นสากล เราคิดว่าเวลาเป็นปริมาณที่ตายตัวเมื่อเทียบกับความเร็วของแสง หรือจำนวนครั้งของการคายประจุของอนุภาค และนั้นคือเวลาในโลกของเราในปัจจุบัน
โลกที่ยังแบนราบราวกับเหรียญที่มีหน้าเดียว
มนุษย์อยู่ในมุมมองที่เคลื่อนที่เป็นเส้นโค้งไปช้าๆมาตั้งแต่เริ่มต้นของความเป็นมนุษย์ ตั้งแต่เราเห็นดวงอาทิตย์เคลื่อนตัวผ่านขอบฟ้าไปจากรุ่งเช้าไปถึงยามเย็น เป็นเครื่องหมายที่ทำให้เห็นเวลาที่กำลังเคลื่อนตัวผ่านไปในแต่ละวัน เรามองเห็นเข็มบนเครื่องมือบอกเวลาเช่นนาฬิกา เดินทางโดยปลายเข็มชี้บอกบนตัวเลขที่เคลื่อนไปเป็นเส้นโค้งผ่านไปบนหน้าปัทม์ ไม่ว่าเราจะมีความเข้าใจเวลาสำหรับตัวเรามากน้อยหรือสลับซับซ้อนเท่าไร เวลาสำหรับเราก็ยังเคลื่อนตัวบนระนาบเดียวใน 2 มิติ จากจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่งเสมอ 
ราวกับเรากำลังยืนอยู่บนโลกแบนที่กว้างใหญ่ไพศาล
ในมิติของการคิดที่สลับซับซ้อน เรามักจะแทนค่าความคิดที่สลับซับซ้อนด้วยรูปทรง 3 มิติเพื่อแก้ปัญหาในเชิงปรัชญา หรือความคิดในทางคณิตศาสตร์ที่ซับซ้อนขึ้น ซึ่งมีให้เห็นได้บ่อยครั้งในทางวิทยาศาสตร์ แต่เป็นที่น่าแปลกที่โครงสร้างของเวลากลับเป็นสิ่งที่ตายตัวในฐานะคุณสมบัติที่เป็น 2 มิติ ไม่เคยมีบทสนทนาใดเลยที่ผมค้นพบว่ามีการนำเสนอโครงสร้างของเวลาในแบบอื่น มีหลายครั้งที่เวลาทำงานร่วมกับมิติของปริภูมิในที่ว่างของอวกาศ และทำงานสอดคล้องกับการบิดเบี้ยวของปริภูมิเหล่านั้น แต่ก็ยังไม่เคยมีบทสนทนาใดที่นำเสนอแนวคิดของเวลาในฐานะปริภูมิเสียเอง
ในวิธีคิดแบบสร้างสรรค์เชิงสถาปัตยกรรม เราถูกฝึกให้ก้าวข้ามกรอบความคิดของเหตุผลบ้างเป็นครั้งคราว เพื่อให้เกิดการค้นพบใหม่ๆในสามมิติที่จะนำพาเหตุผลตามมาได้ในภายหลัง ถ้าเราเอากระบวนวิธีคิดแบบสถาปัตยกรรมมาใช้เพื่อหาโครงสร้างหรือปริภูมิของเวลา หน้าตาของเวลาในปัจจุบันจะเปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง บริบทของเวลาที่มีโครงสร้างที่สลับซับซ้อนขึ้นจะทำให้เราค้นพบคำตอบบางอย่างที่เรายังไม่ชัดเจนกับมันได้อย่างไรบ้าง และนั่นคือความคิดที่ทำให้ตื่นเต้นและน่าสนใจเหลือเกิน
ถ้าเพียงแค่เรามองเห็นเวลาเป็นทรงกลมขนาดมหึมา เหมือนลูกบอลลูกใหญ่ที่กลมดิกอย่างสมบูรณ์แบบ ไม่มีจุดเริ่มต้นและจุดจบ ประสบการณ์ของเราที่เสมือนกับเวลาเดินทางผ่านเราไปเป็นเส้นตรงนั้น ก็เปรียบเสมือนกับข้อจำกัดของมดตัวหนึ่งที่เดินไปบนผิวของลูกบอลนั้น ถ้าลูกบอลนั้นใหญ่พอ มดตัวนั้นแทบจะไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันกำลังเดินอยู่บนผิวโค้งของทรงกลม เขาก็จะมีประสบการณ์ว่ากำลังเคลื่อนที่ผ่านไปบนเส้นตรง 2 มิติที่ประกอบไปด้วยอดีต ปัจจุบัน และอนาคต และแน่นอน มดตัวนั้นสามารถเดินเลี้ยวไปทางใดก็ได้บนผิวลูกบอลนั้น เขาก็จะยังมีประสบการณ์ในลักษณะสามจุดของการอ้างอิง(อดีต ปัจจุบัน อนาคต) ที่ไม่แตกต่างกัน ไม่มีทางใดเลยที่มดตัวเล็กๆบนพื้นผิวของลูกบอลยักษ์ลูกนี้จะมีทางมองเห็นลูกบอลว่ามันเป็นทรงกลม อาจจะมีโอกาสอยู่บ้างถ้าเขาสามารถเดินทางรอบลูกบอลได้นานและเร็วพอที่จะเห็นความโค้งของผิวลูกบอลนั้น หรือแม้กระทั่งกลับมายืนที่จุดเดิมเมื่อครบรอบของวงกลม แต่ก็โชคร้ายที่สภาพทางชีววิทยาของมดนั้นไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้นานพอที่จะพิสูจน์สิ่งนั้น
ถ้าโครงสร้างทางปริภูมิของจักรวาลทั้งหมดถูกสร้างอยู่บนโครงสร้างของเวลา และเวลาเองก็มีโครงสร้างทางปริภูมิเป็น 3 มิติเช่นกัน มันก็อาจจะทำให้เราเข้าใจโครงสร้างของจักรวาล รวมทั้งกำเนิดของจักรวาลได้ในบริบทที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง ในบริบทของเวลาที่เป็นทรงกลมนี้ ตอบคำถามในกำเนิดของจักรวาลในความสลับซับซ้อนที่มากขึ้น จุดเริ่มต้นของสรรพสิ่งและจุดจบของสรรพสิ่งเกิดขึ้นในขณะเดียวกันเช่นเดียวกับที่อดีต ปัจจุบัน อนาคต ล้วนคงอยู่พร้อมกันทั้งหมดบนผิวทรงกลมนั้น มันแค่ข้อจำกัดของการรับรู้ของมนุษย์เท่านั้นที่ทำให้เราเห็นมันเป็นเส้นตรง นี่คือความหมายในนัยยะของมิติที่ 5 ที่มีนักวิทยาศาสตร์ปรัชญาเมธีหลายคนพูดถึงกัน 
และการหากำเนิดของจักรวาลก็ไม่ต่างอะไรกับการหาคำตอบว่าทรงกลมที่กลมเกลี้ยงสมบูรณ์แบบนี้มีจุดเริ่มต้นอยู่ที่ไหนกัน
ลองนึกภาพหยดน้ำที่กลมเกลี้ยงที่ลอยอยู่ในอวกาศที่ปราศจากแรงโน้มถ่วง ให้เราบอกว่าหยดน้ำหยดนี้บนผิวน้ำนั้นจุดไหนเป็นจุดเริ่มต้นของหยดน้ำทั้งหมด นั่น น่าจะยากพอกันและมีสาระพอกันในความพยายามที่จะหาคำตอบว่าจักรวาลเริ่มต้นมาจากไหน ในข้อจำกัดของการรับรู้สำหรับการเป็นของมนุษย์ในปัจจุบันนั้น ไม่ได้ให้เครื่องมือที่มากพอที่จะทำให้มนุษย์มองเห็นหรือพิสูจน์ความจริงของสรรพสิ่งได้ทั้งหมด เสมือนกับมดตัวเล็กๆที่อยู่บนผิวลูกบอลลูกนั้น มีเพียงสิ่งเดียวที่ไปไกลกว่าข้อจำกัดทางกายภาพของมนุษย์ก็คือความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการ มันอาจจะเป็นเวลาอีกนานแสนนานและเราต้องเดินทางออกไปอีกไกลโพ้นในจักรวาลกว่าที่เราจะได้ข้อพิสูจน์สำหรับแนวคิดของเวลาที่มีโครงสร้างแบบปริภูมิสามมิติทรงกลมนี้ ค้นพบมิติที่ 5 สำหรับสรรพสิ่ง และพามนุษย์ชาติก้าวข้ามไปอยู่อีกที่หนึ่งของความจริงที่ค้นพบว่าโลกนี้กลมและไม่ได้แบนอย่างที่คิด และพาเราก้าวข้ามข้อจำกัดของเวลาไปได้ในที่สุด
และถ้ามันเป็นจริงได้ ก็ขอให้จำไว้ว่า ทุกอย่างเริ่มต้นจากความไร้เหตุผล และวิธีคิดอย่างสร้างสรรค์ในแบบสถาปัตยกรรมแค่นั้นเอง

https://duangritbunnag.com/2015/09/22/the-fifth-dimension-and-the-beginning-of-everything/

วันอาทิตย์ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2560

ลองอ่านดู

ฉันไม่มั่นใจ..ว่าฉันจะทำให้เธอหายเหนื่อยได้หรือเปล่า…
แต่ฉันพร้อมจะอยู่ด้วย..ให้เธอยามที่เธอเหนื่อยล้าทุกครั้งที่เธอต้องการ
ฉันไม่มั่นใจ..ว่าฉันจะรักเธอ…มากกว่าที่คนอื่นรักเธอ
แต่เธอ..จะเป็นคนที่ฉันรักมากกว่าใครๆ

ฉันไม่มั่นใจ..ว่าฉันจะรักเธอตลอดไป
แต่ฉันจะรักเธอให้มากที่สุดเท่าที่ฉันจะรักใครคนหนึ่งได้..
ความรักของฉันไม่ได้หวังผลตอบแทนอะไรมาก..
ฉันไม่มั่นใจ..ว่าฉันจะดูแลเธอได้ดีกว่าใครๆ
แต่ฉันจะดูแลเธอให้มากเท่าที่ฉันจะทำได้และเธออนุญาติให้ทำ..
ฉันไม่มั่นใจ..ว่าฉันจะทำให้เธอยิ้มได้ทุกครั้ง
แต่ก็จะพยายามทำให้เธอมีความสุขมากที่สุดทั้งเวลาที่อยู่และไม่อยู่ด้วยกัน
แต่ฉันมั่นใจ..ว่าฉันจะไม่ทำให้เธอร้องไห้.
ฉันจะรักเธอทุกวัน…
ฉันจะภาวนาให้เธอฝันดีทุกคืน
แม้ไม่รู้ว่าฝันดีของเธอ
จะมีฉันอยู่ในนั้นหรือเปล่า
แต่ถ้าคืนไหนที่เธอฝันร้าย
ขอให้ฉันเข้าไปช่วยเธอในฝันนั้น
ความรักของฉันมันคงเป็นความรักเสมอ
แม้ว่าเธอไม่สนใจมัน
ความรักของฉันไม่ได้มีมากมายล้นฟ้า
เพราะความรักของฉันนั้นมีเพียงพอสำหรับเธอคนเดียว

วันศุกร์ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2560

ทุกความลับคือความจริง

#ทุกความลับคือความจริง #นิ้วกลม

ความทรงจำเป็นสมบัติส่วนตัวที่สุดอย่างหนึ่ง
ไม่มีใครได้แตะต้องมัน, นอกจากเจ้าของความทรงจำ
หลายความทรงจำจึงเป็นความลับ
และทุกความลับคือความจริง

ฉันพบว่าโลกทั้งใบนั้นใหญ่เกินไป
เกินกว่าจะเปลี่ยนแปลง
จะหมุน จะปะทะ จะครอบครอง จะตัดสินว่ามันน่าจะเป็นเช่นนั้นเช่นนี้

เราสามารถยอมรับ ยอมแพ้ แล้วมีความสุขได้ ในโลกที่เราเลือก

อาจเคยห่่วงสายตาคนอื่นในโลกใบกว้าง แต่ไม่เป็นแบบนั้นอีกต่อไป

สนใจแต่สายตาของคนที่เธอรักและรักเธอ แล้วเธอจะเป็นตัวของตัวเอง เป็นในสิ่งที่เธอเป็น มีความสุขแบบที่เธอเป็น จึงเรียกว่าความสุข

โลกยังหมุนไป ฉันอาจอ่อนแอก็เป็นได้ แต่ฉันก็เป็นแบบนี้
เมื่อรู้ว่าตัวเองเป็นอย่างไร
ยอมรับตัวเอง เลือกโลกที่เหมาะกับเรา
ต่อให้จักรวาลจะเป็นอย่างไร
อย่างน้อย เรายังมีดวงดาวของเราเอง
ดาวที่ว่านั้น ซ่อนตัวอยู่ในโลกใบนี้

เมื่อเดินไปไกลพอ เสียงของผู้อื่นไม่ต่างจากนกกา
เมื่อเดินไปไกลพอ คนที่เธอรักจะยิ้มให้ทางที่เธอเลือก ปรบมือโอบกอดยินดี

อย่าเสียเวลากับการหลงทางนานนัก ชีวิตคนเราไม่ยืดยาวพอให้ทำเช่นนั้น

รอยยิ้มของเธอคือรอยยิ้มของฉัน

วิธีรักษาแรงดึงดูด คือการไม่เคลื่อนเข้าใกล้กัน กว่าที่เป็น (แต่ก็ไม่ควรไกลเกินกว่าจะส่องแสงให้เห็นกัน)

ความมืดมิได้สีดำ มันไม่มีสีเลยต่างหาก
ความไม่รักมิได้มีสีดำ หากคือไม่มีความรู้สึกเลยต่างหาก

เรารักเพื่อรู้จักความรัก เพื่อรู้จักความจริงของความรัก

แล้วความรักเล่า
หากยังเหลือเพียงอ้อมกอดที่อีกฝ่ายไม่ต้องการ
ยังเป็นความรักอยู่หรือไม่

เรามีความหมายเสมอ
ขอเพียงปล่อยตัวเองจากสิ่งที่ทำให้เราไร้ความหมาย
พาเราไปพบกับ 'ความหมาย' ใหม่
ที่บางคน บางเวลา บางสถานที่ จะมอบให้แก่เรา

แล้วเราจะพบความสวยงาม ของการปล่อยมือ

เราอาจไม่ได้เห็นกันทุกวัน หากมีโอกาสได้พบกันอีก จะรู้สึกดีทุกครั้งเมื่อได้เจอ

หากรักแล้วจะไม่กลัว เพราะรู้ดีว่ามีแต่สิ่งดีดีจะมอบให้
โดยไม่ได้คิดว่าจะต้องได้รับสิ่งใดกลับมา

ตราบที่ยังกลัว นั่นหมายความว่า ฉัน สำคัญกว่าเขา
เมื่อทั้งคู่ไม่มีความกลัวต่อกัน เมื่อนั้นจึงกลายเป็น เรา


ดวงดาวมีไว้ให้มอง ในระยะห่างที่ส่องแสงถึง 
มีความสุขกับการมอง โดยไม่ต้องครอบครอง 
ดวงดาว ความรัก ความสำเร็จ 

รักที่แท้ ปราศจากการตัดสินพิพากษา
รักเปิดพื้นที่ให้อีกคนหนึ่งเป็นแบบที่เป็น
และเราเองก็เป็นแบบที่เราเป็น

รักคือ การเป็นพื้นที่ปลอดภัย
ของกันและกัน
ในโลกที่เต็มไปด้วยพายุ

สิ่งที่เธอรักมิได้สมบูรณ์แบบ
ความรักของเธอต่างหากที่ทำให้สิ่งนั้นสมบูรณ์แบบ

บางอย่างมันก็มีระยะห่างของมันนะ ใกล้ไปก็ไม่ดี ไกลไปก็ไม่ดี ตรงนี้อาจจะดีที่สุดแล้ว 

วันอังคารที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2560

The Three Laws of Performance: Rewriting the Future of Your Organization and Your Life

1,How people perform correlates to how situations occur to them.
ผู้คนมีความสัมพันธ์อย่างไรกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับพวกเขา อีกวิธีหนึ่งในการพูดว่า "มีอะไรเกิดขึ้นและสิ่งที่คุณทำให้มันมีความหมาย" สิ่งที่เกิดขึ้นไม่เกิดขึ้นซึ่งทำให้เราผิดหวัง - เป็นวิธีที่เรารับรู้ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นและวิธีที่เราตัดสินว่าเกิดอะไรขึ้น เป็นบทสนทนาที่เรามีกับตัวเองเกี่ยวกับสิ่งที่หมายถึง ตัวอย่างเช่นสมมติว่าคุณกำลังนั่งอยู่ในห้องและมีคนลุกขึ้นออกจากห้องและกระแทกประตู คุณอาจคิดว่าพวกเขาโกรธ เกิดอะไรขึ้น? พวกเขาออกจากห้อง ประตูกระแทก สิ่งที่คุณทำมันหมายความว่าอย่างไร พวกเขาโกรธ แต่ดูคุณอาจจะผิด และนี่คือจุดที่การติดต่อสื่อสารและการเข้าใจผิดทำให้เกิดปัญหาที่จำนวนผู้นำที่มีทักษะไม่สามารถแก้ได้เว้นเสียแต่ว่าคุณจะรู้ได้อย่างไร
2. How a situation occurs, arises in language.
วิธีที่ดีที่สุดในการทำความเข้าใจแนวคิดนี้คือตัวอย่างจากหนังสือ Helen Keller Helen อธิบายว่าเธอคิดอย่างไรกับร่างกายของเธอว่าเธอร้องไห้โดยไม่เข้าใจอารมณ์ที่อยู่เบื้องหลังน้ำตา จากนั้นเมื่อเธอเรียนรู้ที่จะสื่อสารโลกใหม่ทั้งหมดก็เปิดกว้างสำหรับเธอ โลกเกิดขึ้นอย่างแท้จริงสำหรับเธอเพราะเธอสามารถตั้งชื่อและสื่อสารอารมณ์รอบตัวได้
3.Future-based language transforms how situations occur to people. 
หลักการนี้สร้างความแตกต่างระหว่างการอธิบายสิ่งที่มีอยู่และสิ่งที่หมายถึงและการสร้างและภาษากำเนิด นี่คือภาษาที่สร้างสิ่งใหม่ ๆ - อนาคตใหม่ - ประสบการณ์ที่แตกต่างออกไป ฉันเคยมีประสบการณ์จริงกับกระบวนการนี้ ฉันจำได้ว่ากำลังทำแผนกลยุทธ์จากแนวทางในการระบุปัญหาและหาแนวทางแก้ไขแล้วเข้าร่วมกระบวนการที่เรียกว่า "การค้นหาในอนาคต" ซึ่งเราสร้างอนาคตใหม่ ๆ และสร้างกิจกรรมและกลยุทธ์เพื่อสร้างอนาคต ทฤษฎีก็คือเมื่อคุณสร้างอนาคตใหม่สิ่งที่อาจเป็นปัญหาในตอนนี้อาจไม่ใช่ปัญหาในสถานการณ์ในอนาคตดังนั้นคุณจึงไม่ควรใช้เวลาในการแก้ปัญหานี้


วันพฤหัสบดีที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2560

กล้าที่จะถูกเกลียด

“กล้าที่จะถูกเกลียด” เป็นหนังสือโดยชาวญี่ปุ่น 2 คนที่ศึกษาหลักจิตวิทยาของอัลเฟรด แอดเลอร์
หนังสือเล่มนี้กล่าวไว้ว่า “คนเราเปลี่ยนแปลงตัวเองได้ และโลกใบนี้ก็เรียบง่ายจนไม่ว่าใครก็สามารถมีความสุขได้”
วันนี้ผมนำ 5 ข้อคิดที่ไม่ธรรมดา จากหนังสือเล่มนี้มาฝากกัน
ใครอ่านแล้วชอบ ตามไปอุดหนุนหนังสือจาก สำนักพิมพ์วีเลิร์น ได้เลยนะครับ

1. ไม่มีใครที่เปลี่ยนแปลงตัวเองไม่ได้
ไม่ว่าอยู่ในช่วงเวลาไหน สภาพแวดล้อมแบบไหน คนเราเปลี่ยนแปลงตัวเองได้เสมอ
ที่คุณเปลี่ยนแปลงไม่ได้ เพราะคุณตัดสินใจว่าจะไม่เปลี่ยนแปลงต่างหาก
ถึงจะไม่พอใจหลายอย่าง แต่คนเราก็เลือกที่จะอยู่กับ ตัวตนในแบบที่เป็นอยู่ เพราะมันช่วยให้ใช้ชีวิตได้ง่ายและอุ่นใจกว่า

คำตอบของการเปลี่ยนแปลงตัวเองคือ ตัดสินใจเลิกใช้ชีวิตในแบบที่เป็นอยู่
ตราบใดที่คุณผูกติดกับคำว่า “ถ้า” เช่น “ถ้าฉันทำแบบนี้” คุณก็จะเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้เลย

2. คุณรู้สึกทุกข์ เพราะคุณเลือกที่จะมีความทุกข์เอง
คุณไม่ได้ทุกข์เพราะสภาพแวดล้อมที่เลวร้าย คุณไม่ได้ทุกข์เพราะเจอสิ่งที่ไม่ดี
คุณรู้สึกทุกข์ เพราะคุณตัดสินใจว่า ความทุกข์ส่งผลดีต่อตัวคุณ
เพราะความทุกข์ให้ประโยชน์กับคุณบางอย่าง

เคยเจอคนที่ชอบพร่ำบ่น หรือมีอะไรต้องมาระบาย มาปรับทุกข์ไหมครับ
เคยเจอคนที่ทุกข์แล้วเก็บตัว ไม่ยอมพูดคุยกับใครไหมครับ
คนประเภทนี้รู้สึกต่ำต้อย จนต้องใช้ความทุกข์เป็นเครื่องมือ ให้ตัวเองเป็น “คนพิเศษ”
มันคือการเอาความทุกข์ของตัวเองมาใช้เป็นอาวุธเพื่อควบคุมคนอื่น

แต่อย่างไรก็ตาม ตราบใดที่คุณยังเอาความทุกข์มาเป็นอาวุธเพื่อทำให้ตัวเองเป็นคนพิเศษ
คนคนนั้นก็จำเป็นต้องพึ่งพาความทุกข์ไปตลอดกาล

3. อิสรภาพคือการถูกคนอื่นเกลียด
คนเราทุกคนล้วนอยากได้การยอมรับจากผู้อื่น
แต่ยิ่งเราแสวงหาการยอมรับเท่าไร เราก็ยิ่งถูกพันธนาการมากขึ้นเท่านั้น

การใช้ชีวิตเพื่อเติมเต็มความคาดหวัง หรือฝากชีวิตของตัวเองไว้กับคนอื่น
คือการโกหกตัวเองและคนรอบข้างไปวันๆ
ความกล้าที่จะมีความสุข ต้องอาศัยความกล้าที่จะถูกเกลียด
ตราบใดที่คุณยังไม่เลิกสนใจคำวิพากษ์วิจารณ์ ยังกลัวที่จะถูกเกลียด ยังอยากได้การยอมรับ
คุณก็ไม่สามารถใช้ชีวิตตามที่ตนเองปรารถนาได้

4. คุณไม่ใช่ศูนย์กลางของโลก
คนส่วนใหญ่ใช้ชีวิตราวกับว่าตัวเองเป็นศูนย์กลางของโลก
คนแบบนี้จะคิดอยู่ตลอดเวลาว่าคนอื่นคิดกับตัวเองอย่างไร
มองว่าตัวเองเป็นอย่างไร หรือจะทำในสิ่งที่ตัวเองต้องการได้มากแค่ไหน
คนแบบนี้ดูเผินๆเหมือนเขากำลังคิดถึงคนอื่นอยู่
แต่แท้จริงแล้วพวกเขากำลังมองแต่ตัวเอง ใส่ใจแต่ตัวเอง และไม่ได้ให้ความสำคัญกับคนอื่นเลย

จริงๆแล้วคุณเป็นส่วนหนึ่งของสังคมเท่านั้น
และเป็นหน้าที่ของเราที่ต้องก้าวไปสร้างความสัมพันธ์กับคนอื่นด้วยตัวเอง
ไม่ใช่คิดว่า “คนคนนี้จะให้อะไรกับเราได้บ้าง”
แต่ต้องคิดว่า “เราจะให้อะไรกับคนคนนี้ได้บ้าง”

 5. การช่วยเหลือคนอื่นคือการทำเพื่อตัวเอง
นิยามของความสุข ในหนังสือเล่มนี้ คือ “การรู้สึกว่าได้ช่วยเหลือคนอื่น”
ความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของสังคม ทำให้คุณช่วยคนอื่นได้อย่างไร้เงื่อนไข
ถ้าคุณช่วยคนอื่นเพราะอยากได้การยอมรับ คุณก็จะไม่เป็นอิสระ
การช่วยเหลือคนอื่นจึงไม่ใช่การอุทิศตนจนถึงขั้นละทิ้งตัวเอง
แต่เป็นการทำเพื่อให้รู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่าต่างมาก

ถ้าเราช่วยเหลือผู้อื่นจากใจจริง จะได้รับการยอมรับหรือไม่ ก็ไม่ใช่สิ่งจำเป็นอีกต่อไป
เพราะเรารู้สึกได้เองว่า “ฉันมีคุณค่าและมีประโยชน์ต่อใครสักคน”
และนั่นแหละครับ คือความสุขที่แท้จริง

• สุขทุกข์ใจเราเลือกเอง เราทุกคนล้วนอยู่ในโลกที่ตัวเองปั้นแต่งขึ้นด้วยการตีความของเราเอง ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่ว่า “โลกเป็นอย่างไร” แต่อยู่ที่ว่า “ใจเราเป็นอย่างไรต่างหาก” หากเรามองโลกผ่านแว่นดำก็ไม่แปลกที่เราจะเห็นทุกอย่างดำมืดหมด สิ่งที่ควรต้องทำคือแค่ถอดแว่นออกและมองโลกตามสภาพความเป็นจริง ทุกคนสามารถเลือกที่จะมีความสุขได้ อ่านแล้วนึกถึงเนื้อเพลง “ร่มสีเทา” ของวัชราวลี โดยเฉพาะท่อนที่ว่า “อย่าไปยึด อย่าไปถือ อย่าไปเอามากอดไว้ ก็จะไม่เสียใจ ตลอดชีวิตต้องผ่านการเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าใครจะทุกข์จะสุขแค่ไหน ก็อยู่ที่จะมอง”

• ไม่มีเหตุการณ์ใดในอดีตเป็นสาเหตุของความสำเร็จหรือความล้มเหลวในปัจจุบัน บางคนชอบคร่ำครวญว่าชีวิตเราเป็นทุกข์เพราะพ่อแม่ทอดทิ้ง เราไม่สามารถมีความสุขได้เพราะโดนคนรอบตัวกลั่นแกล้ง หรือเราไม่สามารถมีความรักที่สมหวังเพราะเราโดนแฟนเก่าหักอก เราไม่รวยเพราะเรียนมาไม่สูง แอดเลอร์บอกว่า ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ว่า “มีสิ่งใดเกิดขึ้น” แต่อยู่ที่ว่าเรา “ให้ความหมายกับสิ่งนั้นอย่างไร” เราไม่สามารถย้อนเวลากลับไปแก้ไขอดีตได้ เพราะฉะนั้นหากเรายังเชื่อว่าอดีตคือตัวกำหนดชีวิตเราในปัจจุบัน ชีวิตเราก็จะถูกพันธนาการไว้จนไม่อาจมีความสุขในวันข้างหน้า แต่ความจริงก็คือเราไม่ได้เป็นเหยื่อของการกระทำใด ๆ ในอดีตเพราะเราทุกคนสามารถกำหนดชะตากรรมตัวเองในปัจจุบันได้และเปลี่ยนแปลงตนเองได้เสมอ
• ไม่สำคัญว่าคุณได้อะไรมาบ้าง สิ่งสำคัญคือคุณจะใช้สิ่งที่มีอยู่ให้เป็นประโยชน์อย่างไร บางคน “รักตัวเองไม่ลง” เพราะมองเห็นแต่ข้อเสียของตัวเอง เช่น เรียนไม่เก่ง หน้าตาไม่ดี รูปร่างไม่ดี มนุษย์สัมพันธ์ไม่ดี มองโลกในแง่ร้าย ขี้หวาดระแวง ฯลฯ นักปรัชญาบอกว่า ความรู้สึกต่ำต้อยเป็นสิ่งที่เราคิดไปเองและไม่ใช่ข้อเท็จจริง เป็นเพียง “ความรู้สึกส่วนตัวที่เราปั้นแต่งขึ้นเอง” โลกเรานั้นไม่เท่าเทียมดังนั้นจึงเป็นธรรมดาที่ทุกคนย่อมมีความต่างกันอยู่แล้ว สิ่งสำคัญไม่ใช่การเปรียบเทียบทำให้ต้องการอยากกลายเป็นคนอื่นหรืออยู่เหนือคนอื่น แต่คือการเปลี่ยนแปลงตัวเองให้ดีขึ้นภายใต้พื้นฐานที่เรามีอยู่เพื่อให้ก้าวไปไกลกว่าจุดที่เรากำลังยืนในปัจจุบัน สิ่งที่เลวร้ายก็คือ หลายคนขาดความกล้าที่จะก้าวเดิน มัวแต่คิดว่า “อย่างเราคงไม่มีปัญหาหรอก” “ถึงพยายามไปก็เท่านั้น” แล้วยอมแพ้ตั้งแต่ยังไม่ลงมือทำอะไรด้วยซ้ำ
• คนเราเลือกที่จะทุกข์เพราะต้องการบรรลุเป้าหมายบางอย่าง หนังสือเล่มนี้มีแนวคิดที่น่าสนใจบอกว่าคนเราไม่ได้ทุกข์เพราะสภาพแวดล้อมที่เลวร้ายหรือเพราะเจอสิ่งที่ไม่ดี แต่เราเลือกที่จะทุกข์เพราะเราตัดสินใจว่า ความทุกข์ส่งผลดีหรือให้ประโยชน์บางอย่างต่อเรา อย่างเช่น บางคนชอบพร่ำบ่นความทุกข์ในอดีตราวกับเป็นเรื่องราวที่น่าภาคภูมิใจ  คนประเภทนี้รู้สึกต่ำต้อย จนต้องใช้ความทุกข์เป็นเครื่องมือ ให้ตัวเองเป็น “คนพิเศษ” เพราะมันคือการเอาความทุกข์ของตัวเองมาใช้เป็นอาวุธเพื่อควบคุมคนอื่น แต่อย่างไรก็ตาม ตราบใดที่ยังเอาความทุกข์มาเป็นอาวุธเพื่อทำให้ตัวเองเป็นคนพิเศษ คนคนนั้นก็จำเป็นต้องพึ่งพาความทุกข์ไปตลอดกาล ตัวอย่างเช่น เด็กที่ชอบเก็บตัวไม่ออกจากห้องเป็นแรมปีที่ภาษาญี่ปุ่นเรียกว่า ฮิคิโคโมริ ( ひきこもり) นั้นไม่ได้เป็นเพราะเขามีความทุกข์แต่เป็นเพราะเขาซ่อนตัวเพื่อบรรลุเป้าหมายบางอย่าง คือ ต้องการเรียกร้องความสนใจจากพ่อแม่ทำให้พ่อแม่เป็นห่วง เพราะทันทีที่เขาออกจากห้องเขาจะกลายเป็นคนธรรมดาทันที
• ไม่มีใครเปลี่ยนแปลงตัวเองไม่ได้ คนเราเปลี่ยนแปลงตัวเองได้เสมอไม่ว่าจะอยู่ในสภาพแวดล้อมแบบใด แต่บางคนกลับเลือกที่จะไม่เปลี่ยนแปลง เพราะการยึดติดกับความเคยชินแบบเก่า ๆ ทำให้อุ่นใจกว่า อย่างน้อยเราก็คาดเดาได้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นบ้าง ถึงจะไม่พอใจชีวิตที่เป็นอยู่นักแต่ก็เลือกที่จะอยู่กับ “ตัวตนแบบที่เป็นอยู่” เพราะมันช่วยให้ใช้ชีวิตได้ง่ายและอุ่นใจกว่าเช่น บางคนอยากทำธุรกิจอะไรสักอย่าง แต่ก็ไม่ลงมือทำโดยหาข้ออ้างต่างๆนาๆ เช่น ไม่มีเวลา เงินทุนไม่พอ อายุมากแล้ว ฯลฯ คือหาเหตุผลที่ทำให้ทำไม่ได้มาอ้าง หรือบางคนมีความสัมพันธ์ไม่ดีกับพ่อแม่โดยอ้างว่า เพราะโดนพ่อแม่ตีดุด่าตอนเด็ก แต่จริงๆแล้วนั่นเป็นเพียงข้ออ้างที่ไม่อยากจะปรับความสัมพันธ์ให้ดีขึ้นต่างหาก
• สิ่งที่ควบคุมได้มีเพียงเรื่องของตัวเอง นักปรัชญาบอกว่า ความทุกข์ใจทั้งหมดเกิดจาก “ความสัมพันธ์กับผู้คน” ประเด็นนี้ตรงกับหนังสือเล่มโปรดของดิฉันชื่อว่า “ความสุขไม่ได้หาย แค่หาให้เจอ” กล่าวไว้ว่า ในโลกนี้มีเพียง 3 เรื่อง คือ เรื่องของเรา เรื่องของเขา และเรื่องของสวรรค์ แต่คนเรามักลืมไปทำให้คอยไปคิดก้าวก่ายเรื่องของคนอื่นหรือไม่ให้คนอื่นเข้ามาก้าวก่ายเรื่องของเรา อยากให้คนนั้นทำแบบที่เราอยากให้ทำ หรือไม่พอใจที่คนโน้นมาทำแบบนี้กับเรา ทำให้โกรธเรื่องที่ควบคุมไม่ได้เช่น ทำไมฝนถึงตก ทำไมรถจึงติด ทำไมเจ้านายถึงจู้จี้ ฯลฯ หรือบางคนกังวลว่าถ้าเราทำแบบนั้นแล้วคนอื่นจะคิดอย่างไร วิตกว่าคนอื่นจะมองเราไม่ดี โดยลืมไปว่าในโลกนี้มีเพียงเรื่องเดียวที่เราควบคุมได้คือ “เรื่องของเรา” ตราบใดที่เรายังไม่เลิกสนใจคำวิพากษ์วิจารณ์ ยังกลัวที่จะถูกคนอื่นเกลียด ทำตามความคาดหวังของคนอื่น หรือยังอยากได้การยอมรับจากคนอื่นมากเท่าไร ก็จะถูกพันธนาการไว้มากเท่านั้น สิ่งที่น่าสนใจที่พิสูจน์ได้ก็คือ ถึงแม้เราสามารถควบคุมได้แค่ตัวเราเอง แต่หากเราเปลี่ยนแปลงตนเอง สิ่งรอบตัวเราก็จะเปลี่ยนตามเช่นกัน
•  การช่วยเหลือคนอื่นคือคุณค่าของชีวิต เราเป็นส่วนหนึ่งของโลก ไม่ใช่ศูนย์กลางของโลก ดังนั้นแทนที่จะคิดว่า “คนๆนี้จะให้อะไรเราได้บ้าง” มาเป็น “เราจะให้อะไรคนอื่นได้บ้าง” นิยามความสุขในหนังสือเล่มนี้ที่ดิฉันชอบมากก็คือ “การได้ช่วยเหลือคนอื่นอย่างไร้เงื่อนไข” ซึ่งไม่ใช่การช่วยเพื่อให้ได้รับการยอมรับ เพราะถ้าเราช่วยเหลือผู้อื่นจากใจจริง การได้รับการยอมรับหรือไม่ก็ไม่ใช่สิ่งจำเป็นอีกต่อไป การช่วยเหลือจะสามารถสร้างความรู้สึกได้ว่า “ฉันมีคุณค่าและมีประโยชน์ต่อใครสักคน” และนั่นก็คือความสุขที่แท้จริงค่ะ การดำเนินชีวิตอย่างมีคุณค่าก็คือการเดินตามดวงดาวนำทางแห่งการช่วยเหลือผู้คน
สุดท้ายหนังสือสรุปว่าภารกิจชีวิตมนุษย์มีเป้าหมายสองอย่างคือ หนึ่งคือการพึ่งพาตัวเองได้โดยรู้สึกได้ว่าตัวเองมีความสามารถที่จะยืนบนลำแข้งตัวเอง และสองคือการมีความสัมพันธ์ที่ดีกับคนในสังคมโดยสามารถรู้สึกถึงความเป็นมิตร
ที่สำคัญที่อิงหลักพุทธศาสนามาเลยก็คือ ชีวิตที่สมบูรณ์ในตัวเอง คือชีวิตที่เลิกมองอดีตและอนาคต แต่เน้น “การทำสิ่งที่อยู่ตรงหน้าในขณะนี้” และ “ทำวินาทีนี้ให้ดีที่สุด” ค่ะ อย่าลืมนะคะว่าทุกคนสามารถเปลี่ยนแปลงตัวเองได้ ดังนั้นเราสามารถเลือกที่จะมีความสุขที่นี่และเดี๋ยวนี้เลย
พิชชารัศมิ์ได้เพิ่มช่องทางการสื่อสารกับผู้อ่านทางเฟซบุ้กเพจ “Life Inspired by พิชชารัศมิ์” ฝากติดตามด้วยนะคะ
เรื่องโดย : พิชชารัศมิ์ www.marumura.com
ทักทายพูดคุยกับพิชชารัศมิ์ ได้ที่ >>> Life Inspired by พิชชารัศมิ์