วันจันทร์ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

"ทัศนคติ" ... (ประโยคย้อนแสง : ประภาส ชลศรานนท์)

คนหนึ่ง ได้รับพรสวรรค์มามากกว่าคนอื่น
คนหนึ่ง ได้เอกสิทธิ์ ได้การศึกษาหาความรู้ดีกว่าคนอื่น
คนหนึ่ง ไม่ได้ทั้งสองอย่าง

แล้วคนไหนเล่าจะถูกพยากรณ์ว่า เขาจะเป็นมนุษย์ที่ยิ่งใหญ่
ทั้งพรสวรรค์ ทั้งเอกสิทธิ์ ไม่ใช่เส้นลายมือสำคัญที่จะพยากรณ์ได้เลย

สิ่งหนึ่งที่มนุษย์ทุกคนเลือกเองได้ ไม่ต้องได้รับจากพระเจ้า
และไม่ต้องไ้ด้รับดีเอ็นเอจากบรรพบุรุษ

สิ่งเดียวเท่านั้นที่ทำให้มนุษย์ยิ่งใหญ่

"ทัศนคติ"

"โอกาส กับ ความสามารถ" ... (ประโยคย้อนแสง : ประภาส ชลศรานนท์)

มี คำ อยู่ สอง คำ
ที่ทำให้คนเราประสบความสำเร็จในชีวิต 
นั่นคือคำว่า "โอกาส" และ "ความสามารถ"
สองคำนี้มีความสัมพันธ์กันและแตกต่างกัน
"โอกาส" เป็นของที่ไม่ใช่ของเรา แต่เป็นของที่คนอื่นหยิบยื่น
"ความสามารถ" เป็นของของเรา ไม่ว่าจะมีมาตั้งแต่เกิดหรือสร้างขึ้นมาเอง

"โอกาส"
เป็นของที่เกิดขึ้นมาแล้วก็หายวับไปได้ เพราะมันเป็นของของคนอื่น

"ความสามารถ"
ต่างหากที่จะไม่หายไปไหน เพราะเราสร้างมันขึ้นมาเองได้ด้วยคาถาที่มีชื่อว่า "ความพยายาม"

การเกิดมาเป็น "คนด้อยโอกาส" จึงไม่น่ากลัวเท่ากับเกิดมาเป็นคน "ด้อยความสามารถ"

ความสัมพันธ์ที่น่าสนใจที่สุดของคำสองคำนี้ก็คือ

ทุกครั้งที่ขีด "ความสามารถ" เพิ่มขึ้น

"โอกาส" ก็มักจะเพิ่มตามมาไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน

"ใช่เธอใช่ไหมคนดี" ... (ประโยคย้อนแสง : ประภาส ชลศรานนท์)



"ใช่เธอใช่ไหมคนดี"
โดย ลุงชาลี


เคยใช้นามปากกา "ชาลี" พูดคุยกับน้อง ๆ หลาน ๆ ในเว็บไทยมุงเมื่อสมัยที่ยังไม่มีเฟซบุ๊ค
แล้วก็เขียนตอบน้องคนหนึ่งไปเกี่ยวกับเพลง "เก็บใจ" เอามาแปะไว้ตรงนี้เผื่อใครไม่เคยอ่าน จะได้ยืนยันว่า ไม่นัดตอบคำถามเกี่ยวกับความรักจริง ๆ

"ความรักเป็นเรื่องของคนสองคน แต่งานแต่งงานเป็นเรื่องของคนหลายคน"

ลุงเคยอ่านเจอที่คุณประภาสเคยเขียนไว้ตอนไหนสักตอนหนึ่งในหนังสือของเขา
"ความรักเป็นเรื่องของคนสองคน" ประโยคนี้ฟังดูง่าย
แต่ทำเป็นเล่นไป อาจมีคนเป็นหมื่นเป็นแสนไม่เข้าใจประโยคง่าย ๆ นี้

หลายคนเจ็บปวดกับความรัก เพราะดันให้ความรักเป็นของคนแค่คนเดียว
บางคนก็ให้เป็นเรื่องของตัวเอง นั่นคือตามใจแต่ตัวเอง เอาตัวเองเป็นใหญ่ ไม่สนใจอีกคนหนึ่ง
บางคนก็ให้เป็นเรื่องของอีกคน นั่นคือตามใจแต่คนรัก เอาตัวคนรักเป็นใหญ่ ไม่สนใจตัวเอง

สิ่งมีชีวิตในโลกนี้จะดำรงเผ่าพันธุ์ต่อไปได้จำต้องมี "การปรับตัว" - ปรัชญาข้อนี้คุณประภาสแกอธิบายมาจากทฤษฎีของดาร์วิน

นอกจากการปรับตัวแล้ว สิ่งมีชีวิตที่ชื่อว่ามนุษย์ทำมากกว่าสิ่งมีชีวิตอื่นก็คือ "การเอาชนะ"
ปรัชญาข้อนี้ คุณประภาสแกก็อธิบายมาจากวิถีของ เอดิสัน กาลิเลโอ

เอะอะอะไร คุณประภาสแกก็ทูนแต่พวกนักวิทยาศาสตร์ยันเต อย่าไปว่าแกเลย

กาลิเลโอนั้นน่าสนใจที่สุด เพราะพี่ท่านใช้ทั้งการปรับตัวและเอาชนะ ยอมติดคุกหัวโตเพื่อเขียนตำราวิทยาศาสตร์เล่มยิ่งใหญ่ของโลก

ความรักก็เป็นอย่างนั้น

ความรักเป็นเรื่องของคนสองคน
ความรักจำเป็นต้องอยู่รอด
ความรักจึงจำเป็นต้องปรับตัวและต้องเอาชนะ
ฟังดูโหดจัง ต้องเอาชนะด้วยหรือ
พุทโธ่ ... คนรักกันทำไมุ่ถูกไม่ควร จะไปยอมได้อย่างไร

ถ้าฝ่ายหนึ่งยอมตลอดเวลา ความรักจะกลายเป็นเรื่องของคนคนเดียวทันที

ใครที่คิดว่าเรื่องเอาชนะเป็นเรื่องโหดร้าย
คุณประภาสแกก็เคยเล่าเรื่องของซุนวูให้ฟัง
"รอบร้อยชนะร้อย ยังหาใช่ความยอดเยี่ยมไม่
มิต้องรบแต่ชนะได้ จึงเป็นความยอดเยี่ยม"
ปรัชญาสูงสุดของซุนวูว่าไว้

นอกจากการปรับตัวและการเอาชนะ ซึ่งเป็นคุณสมบัติสำคัญของมหาบุรุษแล้ว
อีกข้อหนึ่งซึ่งจะทำให้มนุษย์ผู้ยิ่งใหญ่เป็นมนุษย์ผู้ยิ่งใหญ่อันประเสริฐ
นั่นก็คือ "การเปิดใจ"
รับฟังทุกความเห็น มองทุกอย่างเป็นไปได้ มองความผิดพลาดของตัวเองได้ ยอมรับความผิดหวังได้ ยอมรับความสมหวังได้

เอดิสันเปิดใจกว่าสองพันครั้ง เพื่อรับวัสดุใหม่ ๆ ในการสร้างหลอดไฟให้ชาวโลก

ไอน์สไตน์เปิดใจรับจินตนาการของตัวเองบนเนินเขาว่า มันอาจเป็นจริงได้ในทางคณิตศาสตร์จนเกิดฟิสิกส์ยุคใหม่

เจ้าชายสิทธัตถะเปิดใจรับคำสอนจากอาจารย์หลายต่อหลายคน เพื่อค้นหาคำตอบของชีวิต และสุดท้ายพระองค์ยังเปิดใจอันใสที่สุดในจักรวาล เพื่อฟังเสียงจากสมาิธิของตัวเอง

ในความรัก คนสองคนต้องการ "การเปิดใจ" อย่างที่สุด

ไม่ "เปิดใจ" แล้วจะ "เชื่อใจ" กันได้อย่างไร
ความเชื่อใจนี่แหละคือเสาเข็ม อันปักลึกมั่นคงของตึกที่ชื่อว่า "ความรัก"
เมื่อเราเจอใครสักคนหนึ่งที่เราคิดว่า "ใช่" วินาทีนั้นน่าจะเป็นครั้งแรกที่ต้อง "เปิดใจ" ตัวเองก่อน "ใช่" จริงไหม หรือแค่พึงใจในหน้าตาและบุคลิก หรือแค่เหมือนใครสักคนที่เราขาดหายไป หรือใช่เพราะเขาสาละวนเอาใจแต่เราคนเดียว

เปิดใจตัวเองจริง ๆ ว่า เขาใช่สำหรับเราไหมและเราใช่สำหรับเขาไหม
อันนี้ต้องดูดี ๆ ต้องเปิดใจจริง ๆ ไม่ใช่เอาแต่ใจ แล้วหลอกตัวเองว่าใช่

คุณประภาสแกบอกมาว่า บางทีแกก็เรียกการรู้ว่า "ใช่" หรือ "ไม่ใช่" จากการเปิดใจอันนี้ว่า "สัมผัสที่หก"

ไม่เพียงแต่เรื่องความรักดอก มันจะมีกับทุกเรื่องจริง ๆ ถ้าเรา "เปิดใจ"

วันพุธที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2557

ข้อคิดดีมาก

ข้อคิดดีมาก..ในวันตรุษจีน⭐️⭐️
1. เมื่อวาน
ไม่สามารถกลับไป
แก้ไขอะไรได้ 
จึงมีวันพรุ่งนี้
ให้เราได้ทำสิ่งดีๆต่อไป

2. คนเดียวเท่านั้น
ที่จะช่วยให้คุณผ่าน
ทุกปัญหาได้
คือ "ตัวคุณ"

3. เรื่องวุ่นวายบนโลก
มีอยู่ 2 อย่างเท่านั้นคือ
"ไปหลงรัก" และ
"ไปหลงเกลียด"

4. ความสบายใจ
ไม่ได้เกิดจาก
ทำทุกสิ่งให้ได้ดังใจ
แต่เกิดจากใจ
ที่ยอมรับว่า ไม่มีอะไร
ที่จะได้ดังใจเราไปทั้งหมด

5. ต่างคนต่างความคิด
ต่างจิตต่างใจ
อย่าดูถูกความคิดใคร
ถ้าความคิดต่าง

6. อ่านหนังสือออก สำคัญ
อ่านเหตุการณ์ออก สำคัญกว่า
อ่านคนอื่นออก สำคัญยิ่ง
อ่านตนเองออก สำคัญที่สุด

7. ถ้าคิดได้ ให้ช่วยคิด
ถ้าคิดไม่ได้ ให้ช่วยทำ
ถ้าทำไม่ได้ ให้ความร่วมมือ
ถ้าร่วมมือไม่ได้ ให้กำลังใจ
แม้ให้กำลังใจไม่ได้
ให้สงบนิ่ง

8. ละได้ ใจก็สะอาด
วางได้ ใจก็โล่ง
ปลงได้ ใจก็เย็น
อภัยได้ ใจก็สงบ

9. เงาจันทร์ เกิดจาก
ความนิ่งของน้ำ ฉันใด
ปัญญา เกิดจาก
ความนิ่งของใจ ฉันนั้น

10. ไม่ใช่ความทุกข์
ที่ทำให้เราคิดมาก
แต่เป็นเพราะเราคิดมาก
ทำให้เกิดความทุกข์

11. รู้จักให้ รู้จักรับ
รู้จักปรับ รู้จักให้อภัย
รู้จักแบ่ง รู้จักได้
รู้จักแข็ง รู้จักคลาย
ชีวิตจะเบาสบาย
และมีความสุข

12. หาที่สงบร้อยที่
ยังไม่ดีเท่าสงบที่ใจตน
รู้จักคนร้อยคน
ไม่ดีเท่ารู้จักตน
เพียงคนเดียว

13. เมื่อมี จงรู้จักให้
เมื่อได้ จงรู้จักพอ
เมื่อขอ จงรู้คุณค่า
คนเราเกิดมา ถึงเวลา
.........ก็ ต้องจากไป

14. สิ่งที่ย้อนไม่ได้ คือเวลา
สิ่งที่หนีไม่ได้ คือความตาย
สิ่งที่ชื้อไม่ได้ คือ สุขภาพ&ชีวิต
สิ่งที่มองไม่เห็น คือใจคน
สิ่งที่ต้องอดทน คือใจตัวเอง

15.ไฟไม่ได้ร้อน
ถ้าเราไม่เอาตัวเข้าไปใกล้
ทุกข์ใดๆก็ไม่ทำให้เราหนัก
ถ้าเราไม่เอาใจเข้าไปแบก

16. กำลังใจอาจหาได้
จากคนรอบข้าง
แต่ความเข้มแข็ง
เราต้องสร้างมันขึ้นเอง

17. บางครั้งกำลังใจ
นอกจากจะมีไว้ให้ใครๆ
ก็ต้องเก็บไว้ให้ตัวเองด้วย

18. เมื่อตัดสินใจ
ที่จะเดินไปข้างหน้า
ก็อย่าหวั่นไหวกับปัญหา
ที่จะต้องพบเจอ

19. คนมีปัญญา
มักมองเห็นโอกาส
ในทุกๆปัญหา
คนขาดปัญญา
มักมองเห็นปัญหา
ในทุกๆโอกาส

20. ทุกครั้งที่เรา ไม่เข้าใจกัน
ไม่ผิดที่จะโกรธ
แต่ผิดที่เราไม่ขอโทษกัน

21. จงเป็นคนดี
คนเก่งและมีความสุข
แค่นี้ก็เป็นคนโดยสมบูรณ์แล้ว

วันพุธที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2556

ความมั่นคงของชาติ

ความมั่นคง

"ความเห็นของคนในชาติจะเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติได้อย่างไร ยิ่งหากคนมีความเห็นไปในทิศทางเดียวกันมากถึงระดับหนึ่ง ความเห็นนั้นไม่ควรกลายเป็นความคิดเห็นหลักๆ ของชาติหรอกหรือ" (ข้อความในหนังสือ 'สื่อออนไลน์ Born to be democracy)

...

เป็นไปได้ไหมว่า ความมั่นคงของชาติน่าจะเกิดจากคนในชาติมีความรู้ มีความคิดเห็นที่ถูกต้อง มีการทำความเข้าใจกันในทุกภาคส่วนปฏิบัติหน้าที่ของตนอย่างเต็มที่ เต็มความสามารถ ทำเพื่อส่วนรวม เพื่อประโยชน์ของชาติ ชาติก็น่าจะมั่นคงแล้ว

"การผูกขาดความคิดให้ทุกคนคิดเหมือนๆ กันเป็นเพียงจินตนาการของผู้ที่ต้องการความมั่นคงให้ตัวเองมากกว่าประเทศชาติ" 

คนบนดาวโลกนี้

หลายคนไม่ยอมตั้งคำถาม เหมือนว่าโลกนี้ฉันรู้หมดแล้ว
หลายคนมัวแต่ตั้งคำถาม แต่ไม่ยอมหาคำตอบ
หลายคนใช้เวลาไปมากมายเสมือนว่าจะมีให้ใช้อย่างเต็มเปี่ยม
หลายคนพยายามไขว่คว้าหาความงามนอกตัวไกลจนลืมควานหาความงามในตัวใกล้ตัว
หลายคนยังเดินทางค้นหาคำตอบ

ดาวฤกษ์ที่สุกสกาวยังมีวันหมดอายุ
ดาวฤกษ์หลายดวงอาจดับสูญไปนานแล้วเพียงแต่เรายังเห็นมันอยู่

ดาวฤกษ์ยังลอยเคว้งคว้างอยู่บนท้องฟ้าแม้เราจะไม่เห็นมันก็ตาม
นานจนเราไม่รู้ว่าความงามตรงหน้าจะมีอายุขัยเนิ่นนานเพียงใด

วันอังคารที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2556

ราคาของกระดาษแผ่นนั้น

โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์
ทราบกันอยู่แล้วใช่ไหมครับว่า ปริญญาบัตรนั้นถือกำเนิดจากวุฒิบัตรของสมาคมช่างฝีมือ มอบสิทธิในการรับจ้างทำงานฝีมือหรือถ้าเป็นถึง Master ก็อาจรับนักเรียนมาสอนให้เป็นช่างได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าแรง
คนที่ได้วุฒิบัตรจากสมาคมช่างฝีมือต้องพิสูจน์ความสามารถตัวเองมากกว่าคนที่ได้ปริญญาจากมหาวิทยาลัย เช่นถ้าเป็นช่างห่วยแตก นายจ้างซึ่งเป็นเจ้าของกิจการเล็กๆ สามารถตรวจสอบและประเมินงานของลูกน้องได้ง่ายย่อมไล่ออก ส่วนถ้ามีวุฒิบัตรถึงตั้งตัวเป็นครูได้ ฝีมือไม่ดีและสอนไม่ได้เรื่อง ลูกค้าก็หนี แรงงานก็หนีไปเรียนที่อื่นหมด กิจการย่อมเจ๊งไปเป็นธรรมดา
นี่แหละครับคือ QA และการตรวจสอบจากภายนอกที่มีประสิทธิภาพจริง ตามที่ทบวงมหาวิทยาลัยเรียกร้องอยู่เวลานี้
ส่วนปริญญาด๊อกเตอร์นั้น ไม่เกี่ยวกับอาชีพหรือช่างฝีมือโดยตรง เพราะเป็นวุฒิบัตรทางด้านวิชาการหรือความคิดความอ่าน โดยเฉพาะทางด้านปรัชญาและเทววิทยา ส่วนใหญ่ของคนที่เรียนมักเป็นคนที่ยังชีพด้วยการให้คนอื่นเลี้ยง เช่นพระ หรือลูกหลานเจ้าที่ดินรายใหญ่ เพราะไม่ต้องทำอาชีพอะไรอยู่แล้ว
ครั้นภายหลัง เมื่อระบบอุตสาหกรรมนิยมครอบงำมหาวิทยาลัยจนมืดมิด ปริญญาบัตรจึงเปลี่ยนจากวุฒิบัตรมากลายเป็นใบขับขี่
หมายความว่ารับรองความสามารถของทุกคนที่ได้ปริญญาใบเดียวกันให้เหมือนกันหมดเหมือนใบขับขี่ คือขับรถในท้องถนนได้เท่ากัน
ทั้งนี้ เพราะอุตสาหกรรมต้องการเกณฑ์คนเข้าทำงานโดยสะดวก จึงผลักภาระการกลั่นกรองคนให้มหาวิทยาลัยทำ
ระบบตรวจสอบจากภายนอกจึงอ่อนล้าลงไป เพราะระบบอุตสาหกรรมต้องการเพียงความรู้เฉพาะด้านแคบๆ ซึ่งทุกคนย่อมสามารถเรียนรู้จากการฝึกอบรมในระหว่างปฏิบัติงานได้อยู่แล้ว
ปริญญาบัตรจึงกลายเป็นกระดาษศักดิ์สิทธิ์ เพราะเปิดโอกาสให้แก่ชีวิตของแต่ละบุคคลกว้างขึ้นในทุกทาง เนื่องจากไม่มีใครตรวจสอบคุณค่าที่แท้จริงของมัน แม้แต่เอาไปเปรียบกับใบขับขี่ ก็ยังสู้ใบขับขี่ไม่ได้ เพราะอย่างน้อยผู้ถือใบขับขี่ก็ได้ผ่านการสอบขับรถจริงบนถนนมาแล้ว ในขณะที่ผู้ถือปริญญาบัตรอาจยังไม่เคยเข้าไปนั่งในรถยนต์เลย
ระบบปริญญาบัตรซึ่งโดยตัวของมันเองก็ขาดๆ เกินๆ อยู่แล้วนี้แหละ เมื่อนำไปใช้ในเมืองไทยยิ่งเลอะเทอะมากขึ้นไปอีก ทั้งนี้ด้วยเหตุผลอย่างน้อยสองประการ
ประการแรก รัฐโดยสำนักงาน ก.พ.กระโดดเข้ามาช่วยรับรองใบขับขี่ของมหาวิทยาลัยต่างๆ
ฟังดูเหมือนมีเหตุผลดี เพราะสมัยก่อนนี้รัฐเป็นผู้จ้างผู้จบปริญญามากที่สุด ก็ชอบที่จะเป็นผู้ประเมินว่าหลักสูตรไหนผลิตคนที่ได้มาตรฐานออกมาบ้างแต่ ก.พ.มีกึ๋นพอจะประเมินได้หรือครับ โดยไม่มีเจตนาจะดูหมิ่น ก.พ. ประเด็นที่ผมต้องการจะชี้ให้เห็นก็คือหน่วยงานแห่งเดียว ซึ่งใช้ความสามารถของคนอย่างค่อนข้างจำกัด ย่อมไม่มีความสามารถจะประเมินสัมฤทธิผลทางการศึกษาได้จริง จะเห็นได้ว่าแม้แต่วิธีประเมินของ ก.พ.ก็ใช้วิธีที่ง่ายเกินไป คือประเมินตัวหลักสูตร ไม่ใช่ประสิทธิผลของผู้จบหลักสูตร ผลก็คือเสนอตัวหลักสูตรให้ ก.พ.พอใจ จนได้รับคำรับรอง หลังจากนั้นก็ตัวใครตัวมัน
แต่ในปัจจุบัน ผู้จ้างงานรายใหญ่ของเหล่าผู้ถือปริญญาไม่ใช่ราชการแล้ว ระบบประเมินของ ก.พ.ซึ่งไม่มีประสิทธิภาพอยู่แล้วนั้นยิ่งผิดยุคผิดสมัยเข้าไปใหญ่ ผมไม่ได้หมายความว่าฉะนั้นสมาคมอุตสาหกรรมไทย หรือหอการค้าไทยจึงควรออกมาตรฐานของตนเองสำหรับรับรองปริญญาบัตร อันนั้นก็ไม่เลวนัก แต่ไม่พอครับ
จะให้ดีกว่าคือเลิกรับรองปริญญาบัตรกันไปเลยไม่ดีกว่าหรือ อยากจ้างใครก็วัดความสามารถกันด้วยวิธีอื่นที่ได้ผลกว่า เดี๋ยวนี้มีคนคิดวิธีวัดความสามารถกันหลายชั้นหลายเชิงด้วยเทคนิควิธีที่บริษัทห้างร้านหรือหน่วยราชการอาจทำได้เอง
ผมไม่เชื่อนักหรอกครับว่าเทคนิควิธีอย่างนี้จะมีประสิทธิภาพสูงส่งนัก แต่ก็ดีกว่าวางใจไว้กับปริญญาบัตรไม่ใช่หรือครับ ที่สำคัญกว่าเทคนิควิธีการวัดก็คือหน่วยงานทั้งหลายมีระยะเวลาสำหรับการทดลองงานทั้งนั้น ทำไมไม่ใช้ช่วงเวลานี้สำหรับการเรียนรู้คนที่ตัวรับเข้ามาอย่างเที่ยงธรรมและมีประสิทธิภาพล่ะครับ
การเลิกรับรองปริญญาบัตรจะทำให้ผู้เรียนและผู้สอนให้ความสำคัญแก่ความรู้และการเรียนรู้มากขึ้น ไม่มีใครเข้าเรียนมหาวิทยาลัยเพื่อเอาแต่กระดาษแผ่นเดียวอีก แต่ต้องหาความรู้อย่างจริงจังเพื่ออนาคตของตัวเอง หรืออย่างน้อยเพื่อเอาไปตอบปัญหาชีวิตของตัวเองจริงๆ
อันที่จริงในหลายสังคมนั้น การรับรองปริญญาบัตรเป็นกระบวนการทางสังคม ไม่ใช่เป็นหน้าที่ของหน่วยงานใด หมายความว่ามีองค์กรทางสังคมหลากหลายที่กระโดดลงมาประเมินปริญญาบัตรของหลักสูตรต่างๆ และของมหาวิทยาลัยต่างๆ การจัดอันดับมหาวิทยาลัยก็เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการประเมินดังกล่าว บางทีเขาจัดละเอียดลงไปถึงศาสตร์แต่ละศาสตร์ด้วยซ้ำ วงการที่ใช้งานจากผู้ถือปริญญาก็ยังอาจประเมินและแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกันอีกด้วยว่า จะรับคนทำงานด้านนั้นด้านนี้ต้องเลือกจากมหาวิทยาลัยอะไร
ถ้าสังคมไม่ทำเอง ปล่อยให้รัฐทำ รัฐก็จะทำแบบรวมศูนย์ คือมีมาตรฐานเดียว หยาบ และไม่ค่อยบ่งบอกอะไรมากนักเหมือนใบขับขี่
ความเลอะเทอะของระบบปริญญาบัตรเมื่อนำมาใช้ในเมืองไทย ประการที่สองก็คือ ในทุกสังคมนั้น การศึกษาคือการลงทุนเพื่อการเลื่อนสถานภาพทั้งนั้น แต่ในเมืองไทยเราค่อนข้างจะปิดไม่ให้ระบบที่จะเลื่อนสถานภาพเปิดกว้างแก่คนทั่วไป ฉะนั้นการศึกษาจึงเป็นเครื่องมืออย่างดีของคนชั้นนำที่จะหวงแหนสถานภาพอันสูงของตนไว้ให้แก่บุตรหลาน
ความศักดิ์สิทธิ์ของปริญญาบัตรในเมืองไทยจึงยิ่งมีสูงกว่าสังคมอื่นๆ อีกหลายสังคม เพราะตัวปริญญาบัตรเองก็หมายถึงสถานภาพที่สูงอยู่แล้ว ทั้งยังส่อว่าผู้ถือปริญญาบัตรน่าจะสืบทอดสถานภาพที่สูงของครอบครัวและพรรคพวกเส้นสายกว้างขวางอีกด้วย
ราคามันถึงแพงไงครับ อย่าว่าแต่มหาวิทยาลัยนอกที่เข้ามาหลอกคนไทยเลยที่ขายปริญญาบัตรกันในราคาเป็นแสน
มหาวิทยาลัยของรัฐเองก็ตั้งราคาปริญญาบัตรไว้สูงเหมือนกัน เป็นหลายแสนในระดับปริญญาตรีบางหลักสูตร และเป็นหลายๆ แสนในระดับหลังปริญญาตรี
เพียงแต่มหาวิทยาลัยของรัฐไม่ได้หลอกใคร เพราะ ก.พ.รับรองจริงๆ ส่วน ก.พ.จะหลอกใครหรือไม่ ผมไม่ทราบ
ฉะนั้น ผมอยากเดาว่า สมมุติว่าปราบปรามมหาวิทยาลัย "เถื่อน" ที่เข้ามาเปิดหลักสูตรปริญญาในเมืองไทยลงได้ราบคาบในครั้งนี้ ในเวลาอีกไม่กี่ปี ก็จะมีคนแอบเข้ามาทำอย่างเดียวกันอีก เพียงแต่ทำได้แนบเนียนกว่า เพราะมีปัจจัยดังที่กล่าวแล้วซึ่งทำให้เมืองไทยเป็นตลาดสินค้าปริญญาที่น่าจะทำกำไรได้ง่าย และมากที่สุด

http://www.reocities.com/midfirst2001/newpage22.html