วันจันทร์ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

คาถา

หมวกสักหลาด

นิทานล้านบรรทัด
เรื่อง > ประภาส ชลศรานนท์

หมวกสักหลาด
................................................................

ข้อสอบวิชาสนุกกับปรัชญาชีวิต (สปช.007)
อ่านข้อความต่อไปนี้ แล้วตอบคำถามท้ายเรื่อง
ชายคนหนึ่งไปเดินเที่ยวที่ตลาด
เขามองเห็นหมวกสักหลาดใบหนึ่งสวยถูกใจ
ป้ายราคาที่ติดอยู่นั้นก็ต้องนับว่าเป็นหมวกที่มีราคาแพงมาก
ใบหนึ่งเท่าที่เขาเคยเห็นมา เขาจึงเริ่มต่อรองราคา
แต่ไม่ว่าจะต่ออย่างไร คนขายก็ไม่ยอมลดราคาลงเลย
แม้แต่บาทเดียว ในที่สุดเขาก็ซื้อหมวกใบนั้นด้วยความรู้สึก
สองอย่างผสมกันคือทั้งถูกใจและทั้งเสียดาย

เขาเดินถือถุงกระดาษที่ใส่หมวกสักหลาดใบนั้นมาตามทาง
แล้วเขาก็คิดขึ้นมาว่า ไหน ๆ ก็ซื้อมาด้วยราคาแพงอย่างนี้
จะใส่อยู่ในถุงก็ดูเหมือนจะสูญเปล่า เขาจึงนำหมวกขึ้นมา
สวมหัว แล้วก็ทิ้งถุงกระดาษไป
ชายคนนั้นลืมไปว่า ฤดูนี้เป็นฤดูร้อน
เขาใส่หมวกเดินอวดตามตลาดอยู่สักพัก เขาก็เริ่มรู้สึก
ร้อนอบอ้าวไปทั้งหัว และเมื่อเห็นต้นไม้ใหญ่แผ่เงาร่มรื่น
เขาก็รีบเข้าไปอาศัยพักร้อนทันที
เขาถอดหมวกสักหลาดออกมาโบกแทนพัด เพื่อไล่
ความร้อนที่ใบหน้า แล้วพูดกับตัวเองว่า "ดีนะ ที่ซื้อหมวก
สักหลาดมา ไม่อย่างนั้นคงร้อนแย่เลย"
เขาโบกพัดจนผมเผ้าที่เปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อแห้งลง "ถ้าไม่
ซื้อหมวกมา เราจะไปหาพัดจากที่ไหนได้"

หลังจากคลายร้อนลงไปมากแล้ว ชายคนนั้นก็สวมหมวก
ใบโปรดเดินชมตลาดต่อ แต่ความร้อนของยามบ่ายในฤดู
ร้อนก็ยังคงทำหน้าที่ของมันอย่างไม่หยุดพัก เหงื่อของเขา
เริ่มเกาะเป็นเม็ดพราวบนใบหน้าอีกครั้ง เขาถอดหมวกมา
โบกพัดแล้วก็กลับไปสวมหัวใหม่ สลับไปมาอยู่อย่างนี้
ถึงตอนนี้เขายืนอยู่หน้าร้านกาแฟร้านหนึ่ง เหงื่อของเขา
ไหลโทรมใบหน้าไปหมด
เขาเข้าไปนั่งในร้านกาแฟ แล้วสั่งโอเลี้ยงกับคนขาย เขา
ถอดหมวกออกมาวางบนโต๊ะ ความนุ่มหนาของสักหลาด
ทำให้เขาคิดอะไรบางอย่างขึ้นมา เขาลองเอาหมวกซับเหงื่อ
ตัวเองดู มันซับได้ดีทีเดียวเลย
"ดีนะ ที่ซื้อหมวกสักหลาดมา ไม่อย่างนั้นจะไปหาอะไรมา
ซับเหงื่อได้" เขาพูดกับตัวเองอย่างดีใจ
หลังจากดื่มโอเลี้ยงจนหมด และซับเหงื่อที่ใบหน้าตัวเอง
จนแห้ง ชายคนนั้นก็สวมหมวกออกมาเดินเที่ยวตลาด
อีกครั้ง คราวนี้แดดคล้อยลงไปมากแล้ว อากาศที่ร้อน
อบอ้าวก็ลดน้อยลง เขาใส่หมวกเดินเที่ยวอย่างมีความสุข
จนพระอาทิตย์ลับขอบฟ้า

คนขายของในตลาดเริ่มเอาหลอดไฟมาติดตั้ง
ไม่รู้ว่าจะเป็นเพราะยามโพล้เพล้ที่เป็นรอยต่อของกลางวัน
กลางคืนแบบนี้ ว่ากันว่าสายตาคนมักจะยังปรับตัวได้ไม่ดี
หรือจะเป็นเพราะปีกหมวกสักหลาดที่ชายคนนั้นสวมใส่ไม่
ยอมถอดมันมาบังสายตา เลยทำให้ชายคนนั้นเดินไปชน
ป้ายร้านค้าร้านหนึ่ง
เขาชนแรงแค่ไหนไม่รู้ แต่เจ้าของร้านได้ยินเสียงเหมือน
ของตกจากชั้นสอง เจ้าของร้านรีบมาประคองชายคนนั้น
ให้ลุกขึ้น
เจ้าของร้านถอดหมวกของเขาออก เพื่อสำรวจบาดแผล
"ไม่แตก ๆ" เจ้าของร้านละล่ำละลักบอก
ชายคนนั้นคลำหัวตัวเองป้อย ๆ "ดีนะ ที่ฉันใส่หมวก
สักหลาดไว้ มันช่วยกันไม่ให้หัวฉันแตกนั่นอย่างไร"
"ขายอะไรหรือ" เขาเอาหมวกมาสวมหัวอีกครั้ง
"ขายมะปราง ลองกอง ลูกหว้าก็มี" คนขายบอก "เอาอย่าง
นี้แล้วกันเดินมาชนป้ายของฉันอย่างนี้ ฉันให้ลูกหว้าไปกิน
เล่น ไม่คิดเงิน หยิบเอาเลย"
ชายคนนั้นกล่าวขอบคุณ แล้วก็หยิบลูกหว้าขึ้นมากำหนึ่ง
คนขายเห็นดังนั้นก็คะยั้นคะยอให้หยิบอีก เขาจึงถอดหมวก
ออกมาแล้วก็หยิบลูกหว้าใส่ลงไปในหมวกสองสามกำมือ
แล้วก็เดินยิ้มออกมาจากร้าน
"ดีนะ ที่มีหมวกใบนี้ ไม่อย่างนั้นคงไม่ได้ลูกหว้าเยอะ
ขนาดนี้" เขาพูดกับตัวเองอีกครั้ง
เขากลับมาถึงห้องเช่า แล้วก็รีบเทลูกหว้าใส่จาน ลูกหว้า
หลายผลคงปริแตกระหว่างทาง สีม่วงเข้มของมันเลอะเป้น
ดวง ๆ บนหมวกสักหลาด เขารีบนำหมวกไปแช่น้ำในอ่าง
และก็วางแผนจะซักตากแดดในวันพรุ่งนี้

ตอนที่ชายคนนั้นเข้านอน เขาใช้ความคิดวกวนอยู่กับ
หมวกสักหลาดใบนั้นอยู่ตลอดเวลาจนนอนไม่หลับ แล้ว
ความคิดหนึ่งก็แล่นเข้ามาในหัวของเขา คนเก่าคนแก่มัก
พูดกันว่าผ้าสักหลาดนั้นหากซักน้ำแล้วตากแดดสีของผ้า
สักหลาดจะซีดไปเพราะถูกแดดเลีย
เขารีบลุกขึ้นจากเตียงกลางดึกเพื่อมาซักหมวกสักหลาด
เขาซักอย่างระมัดระวังที่สุด ซักเสร็จก็สะบัดตากไว้ข้าง
เก้าอี้ แล้วก็นั่งมองหมวกใบโปรดด้วยความชื่นชม
สามสี่วันนั้น เขาปิดหน้าต่างเพื่อไม่ให้แสงแดดลอดเข้ามา
โดนหมวกที่เขาตากไว้ข้างเก้าอี้เลย
เมื่อถึงวันที่แปดหลังจากวันที่เข้าซื้อหมวกมา เขาก็เริ่มไม่
สบาย ไข้ขึ้น ๆ ลง ๆ แล้วเขาก็เริ่มไอจนตัวโยน บางทีอาจ
จะเป็นเพราะเขามัวแต่เก็บตัวอุดอู้อยู่ในห้องที่ไม่เปิดหน้า
ต่างระบายอากาศหลายวัน หรือบางทีอาจจะเป็นเพราะเชื้อ
ราที่ขึ้นที่หมวกสักหลาดที่ไม่โดนแดดเลย
วันนี้ เขากำลังแต่งตัวเพื่อจะไปหาหมอ เขาเอามือปัดเชื้อรา
ที่ขึ้นที่หมวกออก เขารู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัวจนต้องหยิบเสื้อ
มาใส่ทับอีกชั้นหนึ่ง แล้วเขาก็หยิบหมวกใบโปรดขึ้นมาสวม
ทันทีที่เขาเปิดประตูห้องเช่าออกมา ลมเย็น ๆ ปะทะตัวเขา
วูบหนึ่งเขารีบดึงปีกหมวกลงมาบังลม แล้วก็พูดกับตัวเองว่า
"ดีนะ ที่มีหมวก"

ถ้าท่านแนะนำชายคนนั้นได้ ท่านจะแนะนำว่าอย่างไร
ก. เอาหมวกไปทิ้ง เพราะเชื้อราที่หมวกจะทำให้ป่วยไข้ไปนาน
ข. เอาหมวกไปทิ้ง เพราะเรื่องที่เกิดขึ้นมันมีสาเหตุมาจาก
หมวกทั้งสิ้น
ค. เอาหมวกไปเก็บ เพราะเป็นของที่มีมูลค่าและคุณค่า
ง. แนะนำให้ไปเป็นนักการเมือง
จ. ไม่แนะนำ เพราะฉันก็เคยคิดอย่างนี้เหมือนกัน
ฉ. ไม่แนะนำ แต่จะแนะนำตัวเองถึงเรื่องที่กำลังกังวลอยู่ว่า
ทำไมมันคล้ายกับชายคนนั้นนัก
ช. ไม่แนะนำ แต่จะทบทวนเรื่องผู้ชายคนหนึ่งที่เคยผ่าน
เข้ามาในชีวิต เขาไม่ได้ชื่อหมวก แต่ทำไมรู้สึกว่าเขา
เหมือนหมวก
ซ. ปฏิจจสมุปบาท
ฌ. ไม่มีข้อใดถูกต้อง
ญ. ถูกทุกข้อ
...

คัดลอกจากหน้าสุดท้าย a day ฉบับที่ 103 March 2009

ปล. ขอขอบคุณ คุณเซเซ่ จาก www.thaimung.net ค่ะ
ปล.อีกที สาธุขออย่าให้มีปัญหานี่มันรอบ 2 แล้ว TT^TT

เจ้าหญิงแสนโหล

นิทานล้านบรรทัด :: ประภาส ชลศรานนท์
a day 108_aug09 (หน้าสุดท้าย)
เจ้าหญิงแสนโหล
กาลครั้งหนึ่ง ในยุคที่มีเจ้าหญิงเจ้าชายอยู่เต็มไปหมด
ยังมีเจ้าหญิงอยู่องค์หนึ่งชื่อเจ้าหญิงแสนโหล
เจ้าหญิงมักตรัสเสมอว่าใบหน้าของพระองค์ไม่ค่อยแตกต่างอะไรกับเจ้าหญิงเมืองอื่นๆ เลย

“ทำไมเจ้าหญิงต้องใส่กระโปรงบานและยาวอย่างนี้” เจ้าหญิงมักตรัสอย่างนี้กับสาวใช้คนสนิท
“แล้ว ทำไมเจ้าหญิงต้องใส่มงกุฎด้วย ฉันไม่อยากเป็นเจ้าหญิงคนอื่นๆ เลย ฉันอยากเป็นตัวของตัวเอง ฉันอยากเป็นเจ้าหญิงหนึ่งเดียว ไม่อยากเป็นเจ้าหญิงแสนโหล อย่าว่าแต่แสนโหลเลย โหลเดียวฉันก็ไม่อยากให้ใครรู้สึกว่าฉันเหมือน”

ดังนั้นเจ้าหญิงแสนโหลจึงสั่งให้สาวใช้คนสนิทไปสืบดูว่าเจ้าหญิงเมืองอื่นๆ เขาทำอะไรกันบ้าง
“องค์หญิงเพคะ” สาวใช้กลับมารายงาน “เจ้าหญิงราพันเซลที่อยู่เมืองถัดไป เป็นเจ้าหญิงที่มีผมดำยาวสลวยเพคะ”

“อ๋อ เจ้าหญิงราพันเซลที่ปล่อยผมยาวลงมาจากหอคอยเพื่อให้เจ้าชายปีนขึ้นไปใช่ไหม
ดีล่ะ ฉันไม่อยากเหมือนนางหรอก ฉันไม่อยากเป็นเจ้าหญิงแสนโหล ฉันไม่อยากเหมือนนางหรอก
ฉันไม่อยากเป็นเจ้าหญิงแสนโหล ฉันไม่อยากเหมือนใคร”
พูดจบเจ้าหญิงแสนโหลก็เอากรรไกรมาตัดผมอันยาวสลวยของเธอออก

สาวใช้เห็นดังนั้นก็ตกใจ “ไม่ต้องตกใจ ไปสืบมาอีกว่าเจ้าหญิงองค์อื่นเขาทำอะไร”

สาวใช้กลับมาอีกพร้อมรายงาน “ถัดไปอีกสามเมืองเพคะ ประชาชนเรียกขานเจ้าหญิงองค์นี้ว่าเจ้าหญิงนิทรา
ว่ากันว่านางหลับใหลเพื่อรอเจ้าชายมาจุมพิต”

“ดีล่ะ” เจ้าหญิงแสนโหลทำหน้าเชิดเหมือนนางร้ายละครหลังข่าว “ถ้าอย่างนั้น ฉันจะไม่ยอมนอนหลับง่ายๆ
ฉันไม่อยากเหมือนนาง เจ้าต้องคอยปลุกฉันนะ คราใดที่ฉันเผลอนอนหลับเจ้าต้องปลุกฉัน”

สาวใช้หายไปอีกหลายวัน กลับมาคราวนี้สาวใช้มีเรื่องเจ้าหญิงเมืองอื่นมาเล่าให้ฟังถึงสามสี่เมือง

“เจ้าหญิงสโนวไวท์เธออยู่กับคนแคระทั้งเจ็ดเพคะ”

“จริงหรือ น่าเกลียดจังเลย เป็นผู้หญิงตัวคนเดียวไปอยู่กับผู้ชายเยอะแยะได้อย่างไร” เจ้าหญิงแสนโหลกล่าว

“แต่ในวังขององค์หญิงมีทหารหนุ่มเต็มไปหมดนี่เพคะ” สาวใช้ทักเจ้าหญิงแสนโหลโบกมือเฉไฉ
“เอาน่า แล้วในวังของเรามีคนแคระไหมล่ะ”

“มีเพคะ แต่เป็นคนแคระผู้หญิง” สาวใช้ตอบ
“ไล่มันออกจากวังไป ฉันไม่อยากให้ชื่อของฉันมีสร้ายคำท้ายเกี่ยวกับครแคระทั้งนั้น ไม่ว่าจะผู้หญิงหรือผู้ชาย”

“แต่เขาเป็นแม่ครัวของเรานะเพคะ”
“ไล่มันออกไป แล้วหาแม่ครัวใหม่ คราวนี้ห้ามเอาคนตัวเตี้ยมาอยู่ในครัวด้วย” เจ้าหญิงแสนโหลเริ่มดันทุรัง
“แล้วเจ้าหญิงคนต่อไปที่เจ้าไปสืบมาล่ะ”

“ข้ามภูเขาลูกนี้ไปเพคะ มีเจ้าหญิงซินเดอเรลล่า ก่อนจะอภิเษกสมรสครองคู่อย่างมีความสุขนิรันดร
พระนางเคยทำงานบ้าน แล้วก็อยู่กับแม่เลี้ยงเพคะ” สาวใช้เล่าอย่างละเอียด

“ดีสิ ฉันไม่อยากทำงานบ้านอยู่แล้ว เอ..แล้วฉันมีแม่เลี้ยงไหม” เจ้าหญิงแสนโหลสนใจรายละเอียดไม่แพ้สาวใช้

“ไม่มีเพคะ” สาวใช้ตอบ
“อย่างนี้ก็แสดงว่าฉันไม่เหมือนยายนั่น” เจ้าหญิงแสนโหลดีใจ
“เพคะ แต่ถ้าเสด็จพ่อขององค์หญิงอภิเษกสมรสใหม่เมื่อไร องค์หญิงก็จะมีแม่เลี้ยงทันที”
สาวใช้พูดสำเนียงคล้ายบ่าง นั่นคือออกไปทางยุ

“ไม่ ยอม ฉันไม่อยากเหมือนเจ้าหญิงซิน ฉันจะไม่ยอมให้เสด็จพ่ออภิเษกสมรสใหม่” เจ้าหญิงแสนโหลทำหน้าปั้นปึ่ง และเป็นหน้าปั้นปึ่งแบบที่ได้รับการตรวจสอบจากสาวใช้แล้วว่าไม่เหมือนเจ้า หญิงองค์ไหนแน่ๆ

“แล้วเจ้าหญิงอีกเมืองหนึ่งล่ะ”
“หม่อมฉันลอง ข้ามแม่น้ำไปแล้วเพคะ เมืองที่ฝั่งโน้น มีเจ้าหญิงรจนาพระชายาของเจ้าชายสังข์ทอง เรื่องราวของพระนางโรแมนติกเหลือเกิน พระนางทรงเสี่ยงมาลัยเลือกเจ้าขายได้เพคะ”

“ต่อให้โรแมนติกแค่ไหน ฉันก็ไม่ยอมเหมือน จากนี้อย่าให้ฉันจับพวงมาลัยนะ”

“ผ่าน ไปอีกหลายปี เจ้าหญิงผมสั้นที่ชอบอดหลับอดนอน ทั้งๆ ที่ไม่ได้ทำงานบ้านอะไร แถมยังรังเกียจพวงมาลัยและคนแคระไปพร้อมๆ กัน ก็ยังคงให้สาวใช้ออกเดินทางไปทั่ว เพื่อสืบดูเรื่องราวของเจ้าหญิงองค์อื่นๆ แล้วก็นำมาเป็นข้อห้ามของตัวเอง

ยิ่งสืบเยอะ ข้อห้ามก็ยิ่งเยอะ

ทุก วันนี้ เจ้าหญิงแสนโหลได้เปลี่ยนชื่อใหม่ไปเป็นชื่ออื่นแล้ว แต่คนทั่วไปก็ยังคงเรียกพระนางว่าเจ้าหญิงแสนโหล เพราะพฤติกรรมที่เจ้าหญิงพยายามปฏิเสธไม่ทำ มันกลับทำให้ผู้คนพูดถึงองค์หญิงในเรื่องนั้น และทุกครั้งที่ผู้คนพูดถึงเจ้าหญิงองค์อื่นๆ ก็มักจะพูดโยงมาถึงเจ้าหญิงแสนโหลเสมอ ตัวอย่างเช่น เมื่อพูดถึงเจ้าหญิงนิทรา ผู้คนก็จะพูดต่อว่า แล้วก็มีเจ้าหญิงอีกองค์ที่คล้ายๆ เจ้าหญิงนิทราแต่ไมค่อยยอมนอน เมื่อพูดถึงเจ้าหญิงสโนไวท์ ก็จะพูดกันต่อว่ายังมีเจ้าหญิงที่เคยมีคนแคระอยู่ในวัง แต่ตอนหลังรังเกียจคนแคระ เป็นต้น

ไม่มีใครพูดว่าเจ้าหญิงแสนโหลมีเอกลักษณ์พิเศษอันใดเลย


ยิ่งอยากพิเศษ ยิ่งไม่พิเศษ