วันอังคารที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2552

ข้อคิดจากถังน้ำสองใบ

ข้อคิดจากถังน้ำสองใบ

ชายจีนคนหนึ่งแบกถังน้ำสองใบไว้บนบ่าเพื่อไปตักน้ำที่ริมลำธาร

ถังน้ำใบหนึ่งมีรอยแตก

ในขณะที่อีกใบหนึ่งไร้รอยตำหนิ และสามารถบรรจุน้ำกลับมาได้เต็มถัง

แต่ด้วยระยะทางอันยาวไกล จากลำธารกลับสู่บ้าน

จึงทำให้น้ำที่อยู่ในถังใบที่มีรอยแตกเหลืออยู่เพียงครึ่งเดียว

เหตุการณ์ทั้งหมดนี้ดำเนินมาเป็นเวลา 2 ปีเต็มที่คนตักน้ำสามารถตักน้ำกลับมาบ้านได้หนึ่งถังครึ่ง

ซึ่งแน่นอนว่าถังน้ำใบที่ไม่มีตำหนิจะรู้สึกภาคภูมิใจ ในผลงานเป็นอย่างยิ่ง

ขณะเดียวกันถังน้ำที่มีรอยแตกก็รู้สึก อับอายต่อความบกพร่องของตัวเอง

มันรู้สึกโศกเศร้ากับการที่มันสามารถทำหน้าที่ได้เพียงครึ่งเดียวของจุดประสงค์ ที่มันถูกสร้างขึ้นมา

หลังจากเวลา 2 ปีที่ถังน้ำที่มีรอยแตกมองว่าเป็นความล้มเหลวอันขมขื่น

วันหนึ่งที่ข้างลำธาร มันได้พูดกับคนตักน้ำว่า

"ข้ารู้สึกอับอายตัวเองเป็นเพราะ รอยแตกที่ด้านข้างของตัวข้า

ทำให้น้ำที่อยู่ข้างในไหลออกมาตลอดเส้นทาง ที่กลับไปยังบ้านของท่าน"

คนตักน้ำตอบว่า "เจ้าเคยสังเกตหรือไม่ว่ามีดอกไม้เบ่งบานอยู่ตลอดเส้นทางในด้านของเจ้า

แต่กลับไม่มีดอกไม้อยู่เลยในอีกด้านหนึ่ง

เพราะข้ารู้ว่าเจ้ามีรอยแตกอยู่ ข้าจึงได้หว่านเมล็ดพันธุ์ดอกไม้ลงข้างทางเดินด้านของเจ้า

และทุกวันที่เราเดินกลับ... เจ้าก็เป็นผู้รดน้ำให้กับเล็ดพันธุ์เหล่านั้น

เป็นเวลา 2 ปี ที่ข้าสามารถที่จะเก็บดอกไม้สวย ๆ เหล่านั้นกลับมาแต่งโต๊ะกินข้าว

ถ้าหากปราศจากเจ้าที่เป็นเจ้าแบบนี้แล้ว...เราก็คงไม่อาจได้รับความสวยงามแบบนี้ได้"

คนเราแต่ละคนย่อมมีข้อบกพร่องที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง

แต่รอยตำหนิและข้อบกพร่องที่เราแต่ละคนมีนั้น

อาจช่วยทำให้การอยู่ร่วมกันของเราน่าสนใจ และกลายเป็นบำเหน็จรางวัลของชีวิตได้

สิ่งที่ต้องทำก็เพียงแค่ยอมรับคนแต่ละคนในแบบที่เขาเป็น

และมองหาสิ่งที่ดีที่สุดในตัวของพวกเขาเหล่านั้นเท่านั้นเอง

มองโลกหลาย ๆ ด้าน เพราะคนเราไม่ได้มีแต่ข้อเสียเท่านั้น

แต่งงานเพื่ออะไร

แต่งงานเพื่ออะไร

บทความโดย นพ.สุกมล วิภาวีพลกุล / ภาควิชาจิตเวชศาสตร์
มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์


ในฐานะผู้ชายดีๆ ที่หายากคนหนึ่ง ผมรู้สึกเห็นใจสตรีเพศจริงๆครับ
ช่วงเวลาในการเลือกคู่ของเธอทั้งหลายช่างสั้นยิ่งนัก
เพราะช่วงอายุขัยของวัยสาวเริ่มผลิบานเมื่อประมาณ
13 ปี แล้วมาสุดเขตแดนเมื่อวัยสามสิบ
วันเกิดครบรอบ
30 จึงเป็นตัวเลข! แห่งความสะเทือนขวัญ ก่อให้เกิดความตื่นตระหนก
หลายคนไม่อยากพูดถึง คนอื่นก็ไม่ควรเอ่ยปากด้วย
ถือเป็นมารยาทสังคมอย่างหนึ่ง ยกเว้นพวกมีวาจาเป็นอาวุธ
ที่ชอบถามว่า
'ปาอะไรเอ่ยที่ผู้หญิงกลัวที่สุด ' เฉลย ' ปาเข้าไปสามสิบยังไม่มีผัว ' …
ใครดันถาม มันผู้นั้นสมควรตาย


ตอนเรียนหนังสือเป็นนักเรียนนักศึกษา
คุณพ่อคุณแม่ก็สอนนักสอนหนาว่า
'
อย่าริรักในวัยเรียน ' 'ตั้งใจเร ียนหนังสือให้ดี จบแล้วค่อยมีแฟน '
ทั้งๆ ที่ไอ้ตอนเรียนหนังสือมีโอกาสพบปะเพศตรงข้ามมากหน้าหลายตา

ก็หาได้สนใจไม่ เป็นคนประเภท
' รักไม่ยุ่ง มุ่งแต่เรียน '
ทุ่มเทชีวิตให้แก่การศึกษา
เมื่อเติบใหญ่เราจะได้มีวิชา เป็นเครื่องหาเลี้ยงชีพสำหรับตน

หลังจบการศึกษา ประกอบสัมมาอาชีวะ ขณะเดียวกันก็ใช้เวลาว่าง
เลือกสรร ควานหา ผู้จะมาเป็นเจ้าบ่าวในอนาคต
ตั้งสเปกว่าต้องได้แฟนหนุ่มประเภท ซูเปอร์เพอร์เฟค
อย่างวิลลี่ แมคอินทอชหรือจอห์นนี่ แอนโฟเน่ หรืออย่างน้อยๆ
ก็ต้องมาดแมนแฮนซั่ม หล่อล่ำดำขรึม ถึง
จะได้มาตรฐานไอ้ประเภทหุ่นอัฟริกา หน้าติมอร์
อย่าได้สะเออะหน้ามาให้เห็น
ไม่มีทางได้แอ้มหรอก

จากวันเป็นเดือน - จากเดือนเป็นปี ความรักไม่มีวี่แววคืบหน้าแม้วันเวลา


ผ่านไป
เพราะที่ทำงานทั้งห้องมีผู้ชายอยู่แค่ 5 คน -
เจ้านายก็! มีเมียแล้ว
ไม่อยากตกเป็นภรรยาบุญธรรม
สองคนดันเป็นเกย์
อีกคนยังลังเลอยู่ว่าจะเป็นดีหรือเปล่า
คนสุดท้ายเป็นชายแท้

แต่กำลังถูกแย่งตัวระหว่างเกย์สองคนอยู่

ไม่อยากเข้าไปเป็นมือที่สาม
นั่งรถมาทำงาน ก็สองชั่วโมงครึ่ง
กลับอีกสองชั่วโมงสี่สิบนาที กลับถึงบ้าน
หมดสิ้นกำลัง ขอนอนเอาแรงก่อน.........

ขณะที่งีบหลับอย่างสนิท ภาพในความฝันที่เธอเห็นคือ
สถาบันการศึกษาที่เธอจบมา
แหล่งที่มีเพศตรงข้ามชุกชุม เธอหวนรำลึกนึกถึงผู้ชายดีๆ
ที่เขาเคยอุตส่าห์มาเฝ้าตามจีบ ตามง้อตามตื้อ
แล้วเราเล่นตัวจนเคยตัว ในที่สุดผลประโยชน์ตกอยู่ที่เพื่อนสนิท
เป็นที่เรียบร้อย
แหม ! ไม่น่าเลย ยิ่งคิดยิ่งเสียดายจริงจริ๊ง
ตื่นพอดี เจอโลกแห่งความจริง

ดำเนินชีวิตไปแต่ละวัน ยิ่งเข้าหน้าหนาว
ซองสีชมพูกลิ่นหอมๆ จากเพื่อนๆ
เริ่มทยอยมา ตามหลังซอง กฐินซองผ้าป่าที่เพิ่งหมดฤดูกาล
พอไปในงาน ดันเจอคำถามสะกิดใจอีกว่า
'
เมื่อไรจะถึงคิวแจกการ์ดของตัวบ้างล่ะ'...
'
โถ! การ์ดแต่งงานน่ะพิมพ์เสร็จแล้ว เหลือแต่ชื่อเจ้าบ่าวที่ยังไม่ได้เลือกว่าจะเป็นใคร
เพราะครั้งนี้เขาเปลี่ยนระบบเลือกตั้งใหม่
ยังงงๆ เรื่องปาร์ตี้ลิสต์อยู่เลย'
เอ๊ะ
เกี่ยวอะไรกัน!ในใจก็คิดว่า 'ก็ฉันอยู่เป็นโสดนี่มันไม่ดียังไง หนักกระบาลใครรึเปล่า'

เคยตั้งคำถามกันไหม
ว่าทำไมต้องแต่งงาน (กันด้วย!)
คำตอบจากเพื่อนๆ ที่แต่งงานแล้วหรืออยากจะแต่งงานอาจมีหลากหลาย

'
อยู่คนเดียวมันว้าเหว่ อยากมีใครสักคนไว้แก้เหงา ' …
รายนี้เห็นผู้ชาย เป็นตัวคลายเหงา

'
รายได้ไม่พอใช้ หาคนช่วย (หาเงิน) ' …
ผมกลัวมาช่วยผลาญเงินมากกว่า

'
อยากมีลูก ก็ต้องหาพ่อก่อนสิ '…
เกิดได้ลูกแล้วจะทิ้งพ่อรึเปล่าเนี่ยะ

'
โรงงานพร้อมแล้ว ขาดผู้ประกอบการ'…
เจ้าของคำตอบกำลังหาผู้ร่วมลงทุนฯลฯ


อันว่า
' ชีวิตคู่ ' อยู่ไปเพื่อสิ่งใด ?
ชีวิตคู่ คือ การเติมเต็มซึ่งกันและกัน

ดังนั้นเมื่อมีชีวิตสมรสแล้ว

ครึ่งหนึ่งของ ชีวิตเราจะหายไป


ในส่วนที่ขาดจะมีครึ่งชีวิตของอีกฝ่ายมาเติมแต่งแห่งพื้นที่ว่างนั้น

ขณะที่ครึ่งชีวิตของเราที่หาย ก็มิได้สูญสลายไปไหน

มันก็ไปเติมที่ว่างของคู่เรานั่นเอง


จุดมุ่งหมายของ! การแต่งงานคือ

การใช้ชีวิตคู่ให้มีความสุขมากขึ้นและมีชีวิตที่ดีขึ้น

เมื่อเป็นสามีภรรยาแล้วต้องมีความสุขมากกว่าตอนอยู่คนเดียว

ถ้าตอนอยู่ด้วยกันแล้ว มีแต่ความทุกข์
ความเจ็บปวด ทุกข์ทรมาน
ก็ไม่รู้ว่า จะแต่งงานไปหาพระแสงดาบคาบค่ายที่ไหน
อยู่คนเดียวมันส์กว่า

ชีวิตคู่ต้องเกื้อกูลกันและกัน ความก้าวหน้าของสามี ภรรยาต้องมีส่วน

อย่างน้อยก็ปลอบใจในยามที่สามีเครียดจากการงาน

ชีวิตภรรยาถ้าไม่คิดเอาดี ในทางโลกก็เจริญในทา
งธรรม
กำลังใจต้องได้จากสามีเช่นกัน อย่างน้อยก็อย่าหาทุกข์มาสุมเพิ่ม

ถ้าคู่รักของเราประกอบมิจฉาอาชีวะ ติดเหล้า
เล่นการพนัน โกงบ้านกินเมือง
ชีวิตอีกฝ่ายก็เหมือนตก นรกทั้งเป็น


เพราะฉะนั้นเวลาเลือกแฟน แทนที่จะให้ความสำคัญกับเรื่องรูปร่างหน้าตา

ฐานะการเงิน ยี่ห้อรถเก๋งที่ใช้อยู่ ฯลฯ

เปลี่ยนเป็นเงื่อนไขแค่สองข้อที่จำแสนง่าย
คือ
หนึ่ง - สุขใจยามอยู่ใกล้ชิด

สอง - คู่ช่วยคิดชีวิตก้าวหน้า

เพราะชีวิตคู่คือการเติมเต็มชีวิตแก่กันและกัน
หาใช่เป้าหมายเพื่อการเสริม เพิ่มความเสียว เพราะอยู่คนเดียวก็เสียวได้ ไม่ง้อใครให้เสียเวลา

ไม่เสียชาติเกิดหรอกครับ ถ้าคุณจะใช้ชีวิตเป็นโสด

ถือคติประจำใจว่า
'อยู่เป็นโสด ดีกว่ามีผัวเลว '

วันจันทร์ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2552

สมการเชิงวิเคราะห์

สมการเชิงวิเคราะห์
ROMANCEMATHEMATICS

Smart man + smart woman = romance

ผู้ชายเท่ห์ + ผู้หญิงเก่ง = ความ โรแมนติก


Smart man + dumb woman = affair

ผู้ชายเก่ง + ผู้หญิงโง่
= ความ ใคร่*

Dumb man + smart woman = marriage

ผู้ชายโง่
+ ผู้หญิงเก่ง = การแต่งงาน

Dumb man + dumb woman = pregnancy

ผู้ชายโง่ + ผู้หญิงโง่
= ตั้ง ท้อง **

*
OFFICE ARITHMETIC *

Smart boss + smart employee = profit

เจ้านายเก่ง + ลูกน้องเก่ง = กำไร **


Smart boss + dumb employee = production

เจ้านายเก่ง + ลูกน้องโง่ = ผล ผลิต **


Dum! b boss + smart employee = promotion

เจ้านายโง่ + ลูกน้องเก่ง = เลื่อน ตำแหน่ง


Dumb boss + dumb employee = overtime

เจ้านายโง่
+ ลูกน้อง โง่= OT อย่าง เดียว **

*
SHOPPING MATH *

A man will pay $2 for a $1 item he needs.

ผู้ชายจ่าย
2 บาท ต่อ ของ 1 ชิ้นที่เขาต้องการ

A woman will pay $1 for items that she doesn't need.

แต่ ผู้หญิง จ่าย
1 บาท ต่อ ของหลายๆชิ้น ที่เธอไม่ต้อง การ **

*
GENERAL EQUATIONS & STATISTICS *

A woman worries about the future until she gets a husband.

ผู้หญิงจะกังวลเกี่ยวกับอนาคตจนกว่าจะ มีสามี **


A man never worries about the future until he gets a wife.

แต่ ผู้ชายไม่เคยกังวลเลยเกี่ยวก ับอนาคตเลยจนกระทั่งมีภรรยา**


A successful man is one who makes more money than his wife can spend.

ผู้ชายที่ประสบความสำเร็จ คือ ค! นที่สามารถหาเงินได้มากกว่าที่ภรร ยาใช้ **


A successful woman is one who can find such a man.

แต่ผู้หญิงที่ประสบความสำเร็จ คือ คนที่ สามารถหาสามีได้อย่างคนข้างบน **


*
HAPPINESS *

To be happy with a man, you must understand him a lot and love him a little.

การจะมีความสุขกับผู้ชายคนนึง คุณจ ะต้องเข้าใจเค้ามากๆ แต่รักเค้า น้อ ยๆ


To be happy with a woman, you must love her a lot and not try to understand her at all.

การจะมีความสุขกับผู้หญิงคนนึง คุณต้องรักเธอมากๆ และไม่ต้องพยายามอะไรในตัวเธอ ทั้งสิ้น**


*
LONGEVITY *

Married men live longer than single men do, but married menare a lot more willing to die.

ผู้ชายที่แต่งงานแล้วจะมีอายุยืนกว่าชายโสด แต่ชายที่แต่งงานแล้วกลับ เต็มใจเลือกที่จะตายมากกว่าอยู่**


*
PROPENSITY TO CHANGE *
A woman marries a man expecting he will change, but he doesn't. **

ผู้หญิงแต่งงานกับผู้ชายคนนึงและหวัง ว่าจะเปลี่ยน แปลงเค้าได้ แต่ผู้ชายไม่ เปลี่ยน*


A man marries a woman expecting that she won't change, and she does. **

ส่วน ผู้ชายแต่ง งานกับผู้หญิงและหวังว่าเธอคงจะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง แต่เธอก็ เปลี่ยน **


*
DISCUSSION TECHNIQUE *

A woman has the last word in any argument.

ผู้หญิงมักมี คำพูดสุดท้ายในการโต้เถียง


Anything a man says after that is the beginning of a new argument.

แต่อะไรก็ตามที่ผู้ชายพูดออกมาต่อจากนั้น จะเป็นการเริ่มการโต้เถียง ครั้งใหม่ *

บะหมี่น้ำหนึ่งชาม

บะหมี่น้ำหนึ่งชามYour browser may not support display of this image.

เรื่องที่จะเล่าต่อไปนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริง เราให้ชื่อเรื่องนี้ว่า "บะหมี่น้ำหนึ่งชาม"

เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อ 23 ปีที่แล้ว วันที่ 31 ธันวาคม 2528 ซึ่งเป็นวันส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ที่ร้านบะหมี่ " ฮอกไก " บนถนนซัปโปโร ประเทศญี่ปุ่น

การกินบะหมี่โซบะในคืนวันส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่นั้นเป็นประเพณีของชาวญี่ปุ่น ด้วยเหตุนี้เองจึงทำให้ร้านบะหมี่ขายดีในวันสิ้นปี "ร้านฮอกไก" นี้ก็เช่นกัน

ในวันนี้คนแน่นร้านแทบทั้งวัน จนกระทั่งถึงเวลา 22.00 น. คนก็เริ่มน้อยลง โดยปกติแล้วบน ถนนสายนี้คนจะแน่นขนัดไปจนถึงเช้าตรู่ แต่วันนี้ทุกคนจะต้องรีบกลับบ้านเพื่อไปต้อนรับปีใหม่กัน ดังนั้นถนนสายนี้จึงปิดร้าน เร็วกว่าปกติ เถ้าแก่ของร้าน "ฮอกไก" เป็นคนซื่อ และเถ้าแก่เนี้ยก็เป็นคนอัธยาศัยใจคอดี


ในคืนวันส่งท้ายปีเก่า พอลูกค้าคนสุดท้ายกลับไปในขณะเถ้าแก่เนี้ยก็จะปิดร้าน ประตูร้านก็ถูกเปิดออกอย่างเบาๆ มีผู้หญิงคนหนึ่งพาเด็กชายสองคน คนหนึ่งประมาณ 6 ขวบกับอีกคนหนึ่งประมาณ 10 ขวบเข้ามาในร้าน
เด็กชายทั้งสองคนสวมชุดกีฬาใหม่เอี่ยมเหมือนกันทั้งสองคน ส่วนหญิงคนนั้นสวมโอเวอร์โค้ท ลายสก๊อตเก่าๆ เชยๆ

"เชิญนั่งครับ" เถ้าแก่ร้องทักทายออกมา
หญิงคนนั้นเอ่ยปากอย่างขลาดกลัวว่า

"ขอบะหมี่น้ำสักชามได้ไหมคะ" เด็กชายสองคนที่อยู่ข้างหลังสบตากันอย่างไม่ค่อยสบายใจนัก

"ได้ค่ะ ได้ค่ะ ทำไมจะไม่ได้ล่ะค่ะ เชิญนั่งก่อนค่ะ"
เถ้าแก่เนี้ยพาพวกเขาไปนั่งที่โต๊ะเบอร์สองชิดกำแพง แล้วตะโกนบอกไปทางห้องครัวว่า

"บะหมี่น้ำหนึ่งชาม"

บะหมี่หนึ่งชามมีบะหมี่แค่หนึ่งก้อน เถ้าแก่คิดแล้วก็ใส่บะหมี่ เพิ่มไปอีกครึ่งก้อน ต้มบะหมี่ได้ชามเบ้อเริ่ม ทั้งเถ้าแก่เนี้ยและสามแม่ลูกต่างก็ไม่รู้เรื่อง สามแม่ลูกนั่งล้อมชามบะหมี่กินกันอย่างเอร็ดอร่อย กินพลางพูดพลาง
"ทานเถอะครับ" ลูกคนพี่พูด
"แม่ทานหน่อยสิครับ" ลูกคนน้องพูดไปก็คีบบะหมี่ให้แม่กิน ไม่นานก็กินบะหมี่หมดชาม จ่ายเงินไปหนึ่งร้อยห้าสิบเยน แล้วทั้งสามคนก็ชมว่า

"ขอบคุณมากค่ะ(ครับ) บะหมี่อร่อยมากค่ะ(ครับ)" พร้อมกับค้อมตัวเล็กน้อยแล้วลาจากไป

"ขอบคุณมากค่ะ(ครับ) สวัสดีปีใหม่ค่ะ(ครับ)" ทั้งเถ้าแก่และเถ้าแก่เนี้ยต่างก็กล่าวขอบคุณ

***********

ทำงานไปวันแล้ววันเล่ายุ่งตั้งแต่เช้าจรดเย็น และแล้วก็ผ่านไปอีกหนึ่งปี วันที่ 31 ธันวาคม ก็เวียนมาครบรอบอีกครั้งหนึ่ง ในวันส่งท้ายปีเก่า ร้านบะหมี่ "ฮอกไก" ก็ยังคงขายดีและดูเหมือนจะขายดีกว่าปีที่ผ่านมา สองตายายยังคงยุ่งวุ่นวายอยู่กับการค้าขาย

และแล้ววันที่วุ่นวายก็จบสิ้นลง 22.00 น.กว่า ในขณะที่เถ้าแก่เนี้ยกำลังจะปิดร้านอยู่นั้น ประตูร้านก็ถูกผลักออกเบา ๆ ผู้ที่เข้ามาก็คือหญิงวัยกลางคนกับเด็กชายสองคน พอเห็นเสื้อโอเวอร์โค้ทที่เก่า และเชย เถ้าแก่เนี้ยก็นึกขึ้นมาได้ว่าเป็นลูกค้าคนสุดท้ายในวันส่งท้ายปีเก่าของปีที่แล้วนั่นเอง

"ขอบะหมี่น้ำหนึ่งชามได้มั๊ยคะ"

"ได้ค่ะ ได้ค่ะ เชิญนั่งตามสบายนะคะ" เถ้าแก่เนี้ยนำพวกเขาไปนั่งที่เดิมที่เคยนั่งเมื่อปีที่แล้ว โต๊ะเบอร์สอง ตะโกนไปพลางว่า

"บะหมี่น้ำหนึ่งชาม" เถ้าแก่รับคำพลาง จุดเตาที่เพิ่งจะดับไปพลาง

"ได้ครับ บะหมี่น้ำหนึ่งชาม" เถ้าแก่เนี้ยแอบไปพูดที่ข้างหูของเถ้าแก่ว่า "นี่ตาแก่ ต้มบะหมี่ให้พวกเขาสามชามไม่ได้หรือ"

"ไม่ได้ ถ้าทำแบบนั้นจะทำให้พวกเขาอายและไม่สบายใจได้รู้มั๊ย"

สามีตอบพลางแล้วโยนบะหมี่อีกครึ่งก้อนลงไปในหม้อที่น้ำกำลังเดือดพล่าน เดินไปยืนข้างภรรยาแล้วก็ยิ้ม ภรรยาก็พูดขึ้นว่า

"เห็นเธอซื่อ ๆ ทึ่ม ๆ ไม่นึกเลยว่าจิตใจก็ดีเหมือนกันนะ"

ฝ่ายสามีเดินไปตักบะหมี่ชามใหญ่ที่กลิ่นหอมชวนกินชามนั้นแล้วให้ภรรยายกไปให้สาม แม่ลูก สามแม่ลูกนั่งล้อมชามบะหมี่ กินไปพลางคุยไปพลาง เสียงคุยของสามแม่ลูกดังถึงหูของตายาย

"หอมจังเลย…ยอดไปเลย…อร่อยจริงๆ "
"ปีนี้สามารถกินบะหมี่ของร้านฮอกไกได้ นับว่าไม่เลวทีเดียว"
"ถ้าปีหน้าสามารถมากินได้อีกก็ดีนะสิ"

กินเสร็จก็จ่ายเงินไปหนึ่งร้อยห้าสิบเยน แล้วสามแม่ลูกก็เดินออกจากร้านฮอกไกไป

"ขอบคุณค่ะ(ครับ) สวัสดีปีใหม่ค่ะ(ครับ)" มองตามหลังสามแม่ลูกจนลับหายไป

***************

สองตายายก็ยกเรื่องสามแม่ลูกมาพูดซ้ำแล้วซ้ำอีกไปได้ระยะหนึ่ง ในวันสิ้นปีของสามปีมานี้ กิจการของร้านฮอกไกดีมาก สองตายายต่างก็ยุ่งจนไม่มีเวลาคุยกัน แต่พอเลย 21.00น.ไปแล้ว สองตายายก็เริ่มกระวนกระวายใจขึ้นมา พอถึง 22.00น. พนักงานในร้านต่างก็รับอั้งเปาแล้วก็แยกย้ายกันกลับไป

พอคนกลับไปหมดแล้วเจ้าของร้านทั้งสองก็ช่วยกันเอาป้ายราคาบะหมี่ในร้านที่เขียน ไว้ว่า "บะหมี่ชามละสองร้อยเยน" ที่แขวนไว้ตามผนังทั้งหมดพลิกกลับหลัง แล้วช่วยกันเขียนใหม่ว่า "บะหมี่ชามละร้อยห้าสิบเยน"

30 นาทีก่อน เถ้าแก่เนี้ยก็เอาป้าย "จองแล้ว" ไปวางไว้บนโต๊ะเบอร์สอง เหมือนกับว่าจะมีเจตนารอแขกที่ลูกค้าออกจากร้านไปหมดแล้วถึงจะมาอย่างนั้นแหละ

22.30 น. ในที่สุดสามแม่ลูกก็ปรากฏตัวขึ้น พี่ชายสวมเครื่องแบบมัธยมของรัฐแห่งหนึ่ง น้องชายสวมเสื้อแจ๊คเก็ทที่พี่ชายสวมเมื่อปีก่อนดูหลวมและไม่พอดีตัว เด็กทั้งสองคนโตขึ้นมาก ส่วนผู้เป็นแม่ก็ยังคงสวมเสื้อโค้ท

ลายสก๊อตที่ทั้งเก่าและเชยแถมสีซีดตัวเดิม

"เชิญค่ะ เชิญค่ะ" เถ้าแก่เนี้ยกล่าวทักทายอย่างมีน้ำใจ

มองใบหน้าอันยิ้มแย้มและท่าทางต้อนรับอย่างเต็มที่ของเถ้าแก่เนี้ย ทำให้ผู้เป็นแม่นั้นเปล่งคำพูดออกมาอย่างงกงก เงิ่นเงิ่นว่า

"รบกวนช่วยทำบะหมี่น้ำให้สักสองชามได้ไหมค่ะ"

"ได้ค่ะ เชิญนั่งทางนี้ค่ะ" เถ้าแก่เนี้ยนำแม่ลูกไปนั่งยังโต๊ะเบอร์สอง แล้วรีบเอาป้าย"จองแล้ว"ออกเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แล้วตะโกนบอกไปทางครัวว่า

"บะหมี่น้ำสองชาม"

"ได้ครับ บะหมี่น้ำสองชามได้เดี๋ยวนี้แหละครับ" เถ้าแก่พลางตอบ พลางโยนบะหมี่ลงไปในหม้อน้ำสามก้อน

สามแม่ลูกกินไปพูดไป ดูแล้วเหมือนมีความสุขกันมาก สองสามีภรรยาที่ยืนอยู่หลังโต๊ะทำบะหมี่ ได้รับรู้ถึงความสุขที่พวกเขาได้รับกัน ในใจก็พลอยเบิกบานไปด้วย

"ลูกรัก วันนี้แม่ต้องขอบคุณลูก ๆ เป็นอย่างมาก"
"ขอบคุณ ?"
"ทำไมครับ"
"เรื่องเป็นอย่างนี้ คือคุณพ่อของลูกที่ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตไปได้ทำให้คนอีกแปดคนได้รับบาดเจ็บ และทางบริษัทประกันก็ไม่รับผิดชอบในส่วนนั้น ในช่วงหลายปีมานี่ทำให้เราต้องจ่ายเงินเดือนละห้าหมื่นเยนทุกเดือน"
"เอ๊ะ เรื่องนี้เราก็ทราบกันอยู่แล้วนี่ครับ" ผู้เป็นพี่ตอบ

ส่วนเถ้าแก่เนี้ยได้แต่ตั้งใจฟังอย่างเงียบๆ อยู่หลังโต๊ะทำอาหาร
"แต่เดิมนั้นเราต้องชำระหนี้ไปจนถึงปีหน้าเดือนมีนาคม แต่ตอนนี้เราได้ชำระหนี้ไปหมดแล้ว"
"จริงๆ หรือครับ แม่"
"จริงสิจ๊ะ นี่เป็นเพราะว่าพี่ชายของลูกขยันไปส่งหนังสือพิมพ์ ส่วนตัวลูกเองก็ช่วยแม่ซื้อกับข้าวทำอาหาร ทำให้แม่ไปทำงานได้อย่างเต็มที่ ทางบริษัทจึงได้ให้เงินเบี้ยขยันพร้อมทั้งเงินโบนัสพิเศษอื่นๆ อีก จึงทำให้วันนี้สามารถชำระในส่วนที่เหลือได้หมด"

"ว้าว แม่ครับ พี่ครับ อย่างนี้ก็วิเศษสิครับ แต่ว่าต่อไปขอให้ผมได้ช่วยทำอาหารต่อไปเถอะนะครับ"
"ผมก็จะส่งหนังสือพิมพ์ต่อนะครับ ไอ้น้องชาย เราต้องร่วมแรงร่วมใจกันสู้หน่อยแล้วนะ"
"ขอบใจลูกทั้งสองมาก ขอบใจจริงๆ "

"แม่ครับผมกับน้องก็มีความลับจะบอกกับแม่เหมือนกันครับ คือในวันอาทิตย์วันหนึ่งของเดือนพฤศจิกายนโรงเรียนของน้อง ได้แจ้งให้ผู้ปกครองไปเยี่ยมชมนักเรียนในห้องเรียนในวันพบผู้ปกครอง คุณครูของน้องยังได้แนบจดหมายมาอีกหนึ่งฉบับว่า เรียงความของน้องได้ถูกคัดเลือกให้เป็นตัวแทนของฮอกไกโด เพื่อไปแข่งขันเรียงความทั่วประเทศ นี่ผมได้ยินมาจากเพื่อนๆ ของน้องนะครับผมถึงทราบ ดังนั้นในวันนั้นผมจึงไปเป็นตัวแทนแม่ ไปร่วมในงานวันพบผู้ปกครองของน้อง"

"จริงหรือลูก แล้วต่อมาล่ะ"

"หัวข้อที่คุณครูให้เรียงความคือ ความปรารถนาของข้าพเจ้า" น้องได้เอาเรื่องของบะหมี่น้ำหนึ่งชามมาเขียนเป็นเรียงความ แล้วยังได้อ่านต่อหน้าทุกคนด้วย"

"เรียงความเขียนว่า…หลังจากที่คุณพ่อประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์แล้ว ได้ทิ้งหนี้สินให้เรามากมาย เพื่อที่จะชำระหนี้ คุณแม่ต้องทำงานดึกดื่นหาม รุ่งหามค่ำทุกวัน แม้แต่เรื่องของผมที่ต้องไปส่งหนังสือพิมพ์ น้องก็ยังเอาไปเขียนเลย…"

"ยังมีอีก น้องยังเขียนถึงในคืนวันที่ 31 ธันวาคม พวกเราสามคนแม่ลูกได้มาล้อมวงกันกินบะหมี่น้ำ อร่อยมาก… สามคนกินบะหมี่น้ำแค่ชามเดียว คุณตาคุณยายเจ้าของร้านยังกล่าวขอบคุณพวกเราอีก แล้วยังอวยพรวันปีใหม่ให้พวกเราอีก เสียงเหล่านั้นเหมือนกับว่าให้กำลังใจให้เข้มแข็งที่จะยืนหยัดมีชีวิตอยู่ต่อไป พยายามปลดเปลื้องหนี้สินทั้งหลายของคุณพ่อ ให้หมดให้เร็วที่สุด…"

"ด้วยเหตุนี้น้องจึงได้ตัดสินใจว่าโตขึ้นน้องจะเปิดกิจการร้านบะหมี่ แล้วจะต้องเป็นเจ้าของร้านบะหมี่ยอดเยี่ยม อันดับหนึ่งของญี่ปุ่นอีกด้วย แล้วยังจะให้กำลังใจแก่ลูกค้าทุกคน…ขอให้มีความสุขครับ…ขอบคุณครับ…"

สองตายายเจ้าของร้านบะหมี่ที่ยืนฟังอยู่หลังโต๊ะทำบะหมี่จู่ ๆ ก็หายตัวไป

พวกเขาไม่ได้หายไปไหนเลยเพียงแต่คุกเข่ากันอยู่ใต้โต๊ะ ในมือถือปลายผ้าขนหนูกันคนละข้าง พยายามซับน้ำตาที่ไหลไม่ยอมหยุดเหมือนทำนบพังนั้นอย่างไม่ลดละ

"พอน้องอ่านเรียงความจบ คุณครูก็พูดว่า "วันนี้พี่ชายได้มาเป็นตัวแทนของคุณแม่ ดังนั้นขอเชิญพี่ชายขึ้นมากล่าวอะไรสักหน่อยค่ะ"

"จริงหรือลูก แล้วลูกทำอย่างไรล่ะ"

"ก็มันกะทันหันเกินไป ตอนแรกๆ ก็ไม่รู้ว่าจะพูดอะไรดี ผมจึงพูดว่า…ขอบคุณทุกคนที่เอาใจใส่น้องผมเป็นอย่างดี น้องผมต้องไปจ่ายตลาดซื้อกับข้าวกลับมาหุงหาอาหารทุกวัน ดังนั้นในเวลาที่เพื่อนๆ ทุกคนมีกิจกรรมกันในตอนเย็นก็มักจะ อยู่ร่วมกิจกรรมต่างๆ ไม่ได้เพราะต้องรีบกลับบ้าน เมื่อเป็นอย่างนี้คงจะทำให้ทุกคนวุ่นวายกันพอสมควร"

"เมื่อครู่นี้ตอนที่ได้ยินน้องอ่านเรียงความเรื่องบะหมี่น้ำหนึ่งชาม ผมรู้สึกอายมาก แต่พอได้เห็นน้องยืดอกอ่านเรียงความเรื่องบะหมี่ น้ำหนึ่งชามด้วยเสียงอันดังนั้นจนจบ ถึงได้รู้สึกว่าความรู้สึกอายเมื่อ สักครู่นี้ถึงจะเรียกว่าเป็นความอายจริงๆ "

"หลายปีมานี้ ความกล้าของคุณแม่ที่จะสั่งบะหมี่น้ำหนึ่งชามนั้นเพื่อกิน กันสามคนนั้นผมกับน้องจะไม่มีวันลืมเป็นอันขาด ผมและน้องจะต้องขยัน และดูแลแม่เป็นอย่างดี และผมขอฝากน้องของผมให้ทุกคนช่วยดูแลด้วยครับ"

สามแม่ลูกกุมมือกันเงียบ ๆ ตบไหล่ กินบะหมี่หมดอย่างมีความสุขกว่าทุกๆ ปี จ่ายเงินไปสามร้อยเยนกล่าวขอบคุณ ค้อมตัวลงเคารพและเดินออกจากร้านไป

มองตามหลังสามแม่ลูกไป เจ้าของร้านจึงได้รู้สึกว่าปีนี้ได้ผ่านไปแล้วจริงๆ พร้อมกับกล่าวว่า

"ขอบคุณค่ะ(ครับ) สวัสดีปีใหม่ค่ะ(ครับ)"

และแล้วก็ผ่านไปอีกปีหนึ่ง

*************

พอถึงเวลา 21.00น.ทางร้านฮอกไกก็วางป้าย "โต๊ะจอง" ไว้บนโต๊ะเบอร์สองและเฝ้ารอคอย การมาเยือนของสามแม่ลูกเช่นเคย

แต่ในปีนั้นสามคนแม่ลูกไม่ได้มาปรากฏตัวที่ร้านเลย ปีที่สอง ปีที่สาม โต๊ะเบอร์สองก็ยังคงว่างอยู่เช่นเดิม
สามแม่ลูกไม่ได้มาที่ร้านฮอกไกอีกเลย กิจการของร้านฮอกไกดีมาก เรียกว่าดีวันดีคืนเลยทีเดียว ภายในร้านมีการตกแต่งใหม่

โต๊ะเก้าอี้ก็มีการเปลี่ยนใหม่ จะมีก็แต่โต๊ะเบอร์สองที่เก็บรักษาไว้เหมือนเดิม

"นี่มันเรื่องอะไรกัน" ลูกค้าหลายคนต่างก็ถามด้วยความกังขา

เถ้าแก่เนี้ยก็เลยเล่าเรื่องบะหมี่หนึ่งชามให้แก่ลูกค้าฟัง

โต๊ะเก่าตัวนั้นวางอยู่กลางร้านเหมือนกับว่าเป็นการให้กำลังใจตัวเองอย่างหนึ่ง และก้อไม่แน่ว่าวันใดวันหนึ่งลูกค้าทั้งสามอาจจะกลับมาอีก พวกเขาหวังว่าจะใช้โต๊ะเก่าตัวนั้นในการต้อนรับลูกค้าทั้งสามของเขา

โต๊ะเบอร์สองตัวนั้นเปลี่ยนเป็นชื่อว่า "โต๊ะแห่งความสุข" ลูกค้าต่างก็พูดต่อๆ กันไป

มีนักเรียนหลายคนอยากเห็นโต๊ะตัวนี้ถึงขนาดที่ว่านั่งรถมาจากที่ไกลแสนไกลมากิน บะหมี่ และเจาะจงที่จะนั่งโต๊ะตัวนี้


ผ่านวันที่ 31 ธันวาคม ไปอีกหลายๆ ปี

พอถึงวันสิ้นปีหลังจากปิดร้านแล้ว เจ้าของร้านค้าในละแวกใกล้เคียงร้านฮอกไก ก็มักจะมารวมตัวฉลอง โดยการกินบะหมี่ที่ร้านฮอกไก กินไปพลาง ก็รอเสียงระฆังส่งท้ายวันสิ้นปีเก่าไปพลาง แล้วทุกคนก็ไปวัดเพื่อไหว้พระด้วยกัน เป็นธรรมเนียมมา 5-6 ปีแล้ว

ในวันนี้พอเลย 21.30 น.ไปแล้ว เจ้าของร้านขายปลามาถึงก่อนพร้อมทั้งนำซาซิมิมาด้วย ต่อจากนั้นก็มีคนมาเรื่อยๆ เป็นระยะ บ้างก็เอาเหล้ามา บ้างก็เอาอาหารกับแกล้มมา ปกติแล้วก็จะรวมตัวกันได้ประมาณ 30-40 คน ต่างก็คึกคักกันมาก ทุกคนที่มานั้นต่างก็รู้ตำนานเกี่ยวกับโต๊ะเบอร์สอง ทุกคนก็พยายามไม่เอ่ยถึงมันแต่ในใจต่างก็คิดกันว่า วันนี้ "โต๊ะจอง" ตัวนั้นไม่มีคนที่พวกเขาเฝ้ารอมานั่ง มันคงจะว่างเปล่าเพื่อส่งท้ายปีเก่าอีกเช่นเดิม พวกเขาบ้างก็กินเหล้า บ้างก็กินบะหมี่ บ้างก็เข้าๆ ออกๆ

พอเตรียมกับข้าวกับแกล้ม ต่างก็กินกันไปคุยกันไป พูดเรื่องการค้าบ้าง คุยเรื่องโน้นเรื่องนี้ แม้แต่น้ำทะเลขึ้นลง ในระยะนี้บ้านไหนมีเด็กเกิดใหม่ ก็นำมาพูดคุยในวงสนทนา คุยมันทุกๆ เรื่อง จนเหมือนกับว่าเป็นครอบครัวเดียวกัน

เวลาผ่านไปจนถึง 22.30 น. ทันใดนั้นเองประตูร้านก็ถูกผลักออกเบาๆ ทุกคนในร้านหยุดพูดคุยกัน สายตาทุกคู่มองตรงไปยังประตูร้าน ชายหนุ่มสองคนยืนสง่าในชุดสูทสากล พาดโอเวอร์โค้ทไว้บนแขน

พอเห็นว่าผู้ที่มาเป็นใครทุกคนก็รู้สึกว่าบรรยากาศเริ่มผ่อนคลายลง และเริ่มสนทนากันต่อไปอย่างคึกคัก ในขณะที่เถ้าแก่เนี้ยกำลังจะพูดว่า

"ขอโทษค่ะ ที่นั่งเต็มหมดแล้วค่ะ" เพื่อปฏิเสธลูกค้าที่ไม่ได้รับเชิญอยู่นั้น ก็มีหญิงคนหนึ่งสวมชุดกิโมโน เดินเข้ามายืนระหว่างกลางของชายหนุ่มทั้งสองคน ทุกคนในร้านแทบจะหยุดหายใจเมื่อได้ยินคุณนายผู้นั้นพูดว่า

"เอ้อ…รบกวน…รบกวนช่วยทำบะหมี่ให้สามชามได้ไหมคะ"

ทันทีที่เถ้าแก่เนี้ยได้ยินสีหน้าก็เปลี่ยนไปทันที เวลาผ่านไปสิบกว่าปีแล้ว ภาพของสามแม่ลูกในความทรงจำ กับภาพของสามแม่ลูกตรงหน้า เธอพยายามจะนำทั้งสองภาพมาวางซ้อนกัน
เถ้าแก่ที่ยืนตะลึงอยู่ที่โต๊ะทำบะหมี่ ชี้นิ้วไปยังทั้งสามแม่ลูก "พวกคุณ .. พวกคุณ" เขาพูดได้เพียงแค่นั้น คำพูดทุกคำจุกอยู่ที่คอ

ชายหนุ่มหนึ่งในสองคนเห็นท่าทีของเถ้าแก่เนี้ยที่ทำอะไรไม่ถูกก็เลยพูดกับ เถ้าแก่เนี้ยว่า

"พวกเราสามคนแม่ลูกที่เมื่อสิบสี่ปีก่อนในวันส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่มา สั่งบะหมี่น้ำหนึ่งชามทานกันสามคนไงครับ และพวกเราก็ได้รับกำลังใจจากบะหมี่น้ำชามนั้น พวกเราจึงได้สามารถยืนหยัดมาถึงวันนี้ได้"

"หลังจากนั้นก็อพยพครอบครัวไปอาศัยอยู่กับยายที่อำเภอชิกะ ปีนี้ผมสอบผ่านได้เป็นนายแพทย์แล้ว ตอนนี้ผมเป็นแพทย์ฝึกหัดแผนกกุมารเวชที่โรงพยาบาลเกียวโต ปีหน้าเดือนเมษายนก็จะย้ายมาประจำโรงพยาบาลกลางของซัปโปโรแล้ว"

"วันนี้พวกเราก็เลยแวะมาที่โรงพยาบาลเพื่อทำความรู้จักและฝากเนื้อฝากตัว แล้วเลยไปไหว้สุสานของคุณพ่อและน้องชายที่ครั้งหนึ่งเคยใฝ่ฝันว่าจะเป็นเจ้าของกิจการร้านบะหมี่นั้น ขณะนี้ได้ทำงานในธนาคารเกียวโต ได้เสนอความคิดที่เลิศเลออย่างหนึ่งก็คือ

ปีนี้ในวันส่งท้ายปีเก่า พวกเราสามคนแม่ลูกจะมาเยี่ยมคารวะเจ้าของร้านบะหมี่ฮอกไกที่ซัปโปโร และทานบะหมี่น้ำสามชามของร้านฮอกไกด้วย"

สองตายายฟังไปพลาง พยักหน้าไปพลางด้วยน้ำตาคลอเบ้า เถ้าแก่ร้านขายผักที่นั่งอยู่ตรงหน้าประตู พยายามใช้แรงอย่างเต็มที่ที่จะกลืนบะหมี่คำที่คาอยู่ในปากลงไปในคอ แล้วลุกขึ้นยืนพูดว่า

"อ้าว…เถ้าแก่… เป็นอะไรไปล่ะ อุตสาห์เตรียมการมาตลอดสิบปีเพื่อเฝ้าคอยวันนี้ "โต๊ะจอง" ตัวนั้นไงที่พวกเถ้าแก่จองให้ลูกค้าที่จะมาตอนหลังสิบโมงของคืนวันสิ้นปีไง รีบๆ ต้อนรับพวกเขาสิ เร็วเข้า"

ในที่สุดเถ้าแก่เนี้ยก็ได้สติ ตบไหล่ของเถ้าแก่ร้านขายผัก แล้วพูดว่า

"ยินดีต้อนรับค่ะ…เชิญนั่งข้างในค่ะ…นี่ตาเฒ่า…บะหมี่น้ำสามชามโต๊ะสอง"

เถ้าแก่ที่ยืนตะลึงอยู่ก็รีบปาดน้ำตาแล้วรับคำว่า

"ครับ..บะหมี่น้ำสามชาม"




หากดูกันตามจริงแล้ว สิ่งที่เถ้าแก่ร้านบะหมี่ทั้งสองได้ให้ไปมันไม่ได้มีค่ามากมายอะไรเลย มันเป็นแค่เพียงบะหมี่ไม่กี่ก้อน คำพูดที่จริงใจและให้กำลังใจเพียงไม่กี่คำ รวมทั้งคำอวยพรว่า "ขอบคุณค่ะ(ครับ) สวัสดีปีใหม่ค่ะ(ครับ)"ก็เท่านั้นเอง

แต่มันกลับให้ผู้ที่ถูกความจริงอันโหดร้ายบีบให้จมอยู่ในสถานการณ์ คับขันได้สามารถกลับมามีชีวิตอีกครั้ง
***************

เรื่องนี้สอนให้เรารู้ว่า ---

อย่าพยายามมองข้ามตัวเอง
ตัวเราเองสามารถมีอิทธิพลต่อสิ่งแวดล้อมให้น่าอยู่ได้

บางทีมันอาจจะเป็นแค่เพียง

ความใส่ใจความห่วงใยอันจริงใจของคุณเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

ก็สามารถนำพาเอาแสงสว่างอันเจิดจรัสอย่างไม่มีขีดจำกัดมาสู่โลกได้
ด้วยเหตุนี้ความหวังความใฝ่ฝันที่แรงกล้าของพวกเรา …

เพื่อนพ้องทั้งหลาย …
อย่ามัวเห็นแก่ตัวกันหรือเสียดายมันอยู่เลย

หวังว่านับแต่บัดนี้เป็นต้นไป
พวกเราจะสามารถมอบหัวใจแห่งความรักและความเมตตา

ที่เราอัดเก็บไว้ในใจมาเป็นเวลานานแสนนานนั้น

มอบให้กับคนอื่นด้วยความเต็มใจ จุดประกายแห่งความสว่างแก่โลก….

ถึงแม้จะเป็นแสงเพียงริบหรี่เท่านั้น
แต่สำหรับคืนอันหนาวเหน็บอันเย็นยะเยือกของฤดูหนาว

มันเป็นประกายแห่งความอบอุ่นและแสงสว่างอันสุกสกาวจริงๆ

ไหว้พระ 9 วัด รอบกรุง

1. วัดชนะสงครามราชวรมหาวิหาร
ผู้คนส่วนใหญ่นิยมไปไหว้ พระประธานในโบสถ์ และรูปเคารพสมเด็จกรมพระราชวังบ วรมหาสุรสิงหนาท (บุญมา) ผู้ซึ่งนับถือความซื่อสัตย์ ที่ในสมัย รัชกาลที่ 1 โปรดเกล้าฯ ให้เป็นวัดพระสงฆ์ฝ่ายรามัญ เพื่อให้เกียรติแก่ทหารมอญในกองทัพของสมเด็จกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท ซึ่งมีชัยชนะต่อข้าศึกถึง 3 ครั้ง สักการะวัดนี้มีคติความเชื่อที่ว่า "มีชัยชนะต่ออุปสรรคทั้งปวง" ตั้งอยู่บนถนนจักรพงษ์ บางลำพู

2. วัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร
เป็นวัดประจำรัชกาลที่ 8 มี "พระศรีศากยมุนี" เป็นพระประธานที่พระวิหาร มีคติว่า "ไหว้พระวัดสุทัศน์ฯ มีวิสัยทัศน์กว้างไกลมีเสน่ห์แก่บุคคลทั่วไป" ผู้ไปวัดนี้ต้องสักการะ "พระศรีศากยมุนี" ด้วยธูป 3 ดอก เทียน 2 เล่ม ดอกบัวหรือพวงมาลัย อยู่ที่เสาชิงช้า เขตพระนคร กรุงเทพฯ

3. วัดบวรนิเวศวิหาร
เดิมชื่อ "วัดใหม่" กรมพระราชวังบวรมหาศักดิพลเสพในรัชกาลที่ 3 ทรงสถาปนาขึ้นใหม่ เมื่อรัชกาลที่ 4 ทรงผนวช ได้เสด็จ มาประทับและทรงตั้งคณะสงฆ์ธรรมยุติกนิกายขึ้นที่วัดนี้ เป็นครั้งแรก ถือเป็นวัดที่สำคัญแห่งหนึ่งเพราะพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 รัชกาลที่ 7 และรัชกาลที่ 9 ทรงผนวช ณ วัดแห่งนี้ ภายในพระอุโบสถมีภาพเขียนฝีมือ ขรัวอินโข่ง และประดิษฐานพระพุทธรูปสำคัญ เช่น พระสุวรรณเขต พระพุทธชินสีห์ พระนิรันตราย และพระพุทธนินนาท ใครได้ไปสักการะเชื่อกันว่า...บแต่สิ่งดีงามในชีวิต อยู่บนถนนพระสุเมรุ เขตพระนคร

4. วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร
อยู่ริมคลองมหานาค และคลองรอบกรุง ใกล้สะพานผ่าน ฟ้าลีลาศ เป็นวัดโบราณมีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา เดิมชื่อ "วัดสะแก" รัชกาลที่ 1 ได้ทรงสถาปนาขึ้นใหม่แล้วพระ ราชทานนามว่า "วัดสระเกศ" มีพระบรมบรรพต หรือภูเขาทอง ซึ่งรัชกาลที่ 4 ทรงดัดแปลงจาก พระปรางค์ที่ทรุดพังลง โดยแปลงเป็นภูเขาและก่อเจดีย์ไว้ บนยอด ภายในบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ไปสักการะแล้วเชื่อว่า...เสริมสร้างความคิดอันเป็นสิริมงคล

5. วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร (วัดโพธิ์)
คนไทยเราคุ้นเคยกันในชื่อ "วัดโพธิ์ "เป็นวัดที่มีเจดีย์ถึง 99 องค์ ถือว่ามากที่สุดในประเทศไทย ตั้งอยู่หลังพระบรมมหาราชวัง ถนนสนามไชย ผู้คนนิยมไปนมัสการพระพุทธไสยาสน์อันศักดิ์สิทธิ์ ที่ฝ่าพระบาททั้ง สองข้างประดับมุก ลวดลายภาพมงคล 108 ประการ เพราะเชื่อกันว่า...ไหว้พระนอนวัดโพธิ์แล้วจะอยู่ดีกินดีตลอดทั้งปี มีความร่มเย็นเป็นสุข ตั้งอยู่บนถนนสนามไชย แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร

6. วัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว)
วัดพระแก้วนี้นี้เป็นที่ประดิษฐานของ "พระแก้วมรกต" พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของไทย สักการะด้วยธูป เทียน ดอกบัวคู่ มีคติสำหรับผู้มาไหว้ว่า "แก้วแหวน เงินทอง ไหลมา เทมา" อันหมายถึงให้มีความร่ำรวยนั่นเอง อยู่บนถนนหน้าพระลาน แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร

7. วัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร
วัดนี้เคยเป็นที่ประทับของสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) ซึ่งเป็นพระเถระผู้ทรงเกียรติคุณ และวิทยาคุณที่โด่งดังมาก สักการะด้วยธูป 3 ดอก เทียนคู่ ทองคำเปลว 3 แผ่น หมากพลู และภาวนาด้วยคาถาชินบัญชร เพื่อ "ความนิยมชมชื่น มีชื่อเสียงโด่งดัง" ตั้งอยู่ทางฝั่งธนบุรี ตรงข้ามกับท่าช้าง

8. วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร (วัดแจ้ง)
เป็นวัดที่มีพระปรางค์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก สูง 33 วาเศษ สักการะ "พระประธาน" ด้วยธูป 3 ดอก เทียนคู่ และต้องไปเดินทักษิณาวรรตรอบ "พระปรางค์" อีก 3 รอบ มีคติว่า "ชีวิตรุ่งโรจน์ทุกคืนวัน" อยู่บนถนนอรุณอมรินทร์ แขวงวัดอรุณ เขตบางกอกใหญ่

9. วัดกัลยาณมิตรวรมหาวิหาร
เป็นวัดเดียวในประเทศไทยที่พระประธานเป็นพระพุทธรูปปางปาลิไลยก์ผู้ไปไหว้มีคติความเชื่อว่"เดินทางปลอดภัยดี มีมิตรไมตรี" ซึ่งหลักธรรมที่จะทำให้ปลอดภัยทั้งการเดินทางและการดำรงชีวิตได้ คือ การไม่ประมาท มีสติ คือ ให้รู้ตัวอยู่เสมอ ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ฝั่งธนบุรี บริเวณ ปากคลองบางกอกใหญ่

วันพุธที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2552

+ + คน ที่เป็น เพื่อน + +

+ + คน ที่เป็น เพื่อน + +
คอยเตือน ยามเพื่อนพลั้ง
คอยฟัง ยามเพื่อนขอ
คอยรอ ยามเพื่อนสาย
คอยพาย ยามเพื่อนพัก
คอยทัก ยามเพื่อนทุกข์
คอยปลุก ยามเพื่อนท้อ
คอยง้อ ยามเพื่อนงอน
คอยสอน ยามเพื่อนผิด
คอยสะกิด ยามเพื่อนเผลอ
คอยเจอ ยามเพื่อนหา
คอยลา ยามเพื่อนกลับ
คอยปรับ ยามเพื่อนเปลี่ยน
คอยเรียน ยามเพื่อนเที่ยว
คอยเคี่ยว ยามเพื่อนเล่น
คอยเย็น ยามเพื่อนร้อน
คอยหอน ยามเพื่อนเห่า
คอยเฝ้า ยามเพื่อนฟุบ
คอยอุบ ยามเพื่อนปิด
คอยคิด ยามเพื่อนถาม
คอยปราม ยามเพื่อนหลง
คอยปลง ยามเพื่อนแกล้ง
คอยแบ่ง ยามเพื่อนหมด
คอยอด ยามเพื่อนทาน
คอยคาน ยามเพื่อนล้ม
คอยชม ยามเพื่อนชนะ
คอยสละ ยามเพื่อนชอบ

วันจันทร์ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2552

ดวงปีนี้ 2552

หมอลักษณ์ ฟันธง ดูดวงปี 2552 (16 พฤศจิกายน - 15 ธันวาคม)

ราศีพิจิก เมื่อปีที่ผ่านมารวย ตั้งหลักได้ แต่ถ้าปีที่ผ่านมาไม่รวย แสดงว่าโอกาสจะรวยนั้นก็ยาก ตั้งแต่วันที่ 4 ธันวาคม 2551 ดาวพฤหัสบดีโคจรยกเข้าสู่เรือนที่เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลง คนที่เกิดในราศีพิจิกจะเห็นได้ว่า จะมีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไป มีหน้าที่และความรับผิดชอบที่เปลี่ยนแปลงไป ชาวราศีพิจิกเป็นคนลึกลับ เป็นคนแปลก เป็นคนที่มีสัมผัสที่ 6 (Six Sense) และลางสังหรณ์ดี มักเป็นคนอยู่ข้างหลัง หรืออยู่เบื้องหลังความสำเร็จ

เรื่องการเรียน
น้องๆ ที่อยู่ในวัยเรียน จะสอบเข้าศึกษาต่อ เรียนต่อได้ดังใจปรารถนา

เรื่องการงาน
วัยทำงาน สามารถมีการเสนอชื่อให้เลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่งเลื่อนเงินเดือน และประสบความสำเร็จในการที่จะลงทุนทำการค้า หรือการทำธุรกิจอย่างแน่นอน…ฟันธง ปีทอง เดือนทองของชาวราศีพิจิกอยู่ในช่วงประมาณปลายเมษายนจนถึงสิงหาคมครับ มีดาวประจำตัวเป็นดาวอังคาร ผมทายจะตรงกับคนที่กล้า แข็ง ขยัน ถ้าชาวราศีพิจิกมีความเป็นคนขี้เกียจ ไร้สาระ ไม่มีความตั้งใจ จบเห่ ไม่มีอะไรเกิดขึ้นทั้งนั้น นอกจากอยู่ไปวันๆ

หลังจากวันที่ 20 เมษายน ดวงชะตาของคุณจะขยับขยาย จะเปลี่ยนแปลงอย่างยิ่งใหญ่ จะมีโอกาสที่จะทำให้ได้รับความสำเร็จจากความขยันและความเปลี่ยนแปลงนั้นแน่ นอน…ฟันธง

ชาวราศีพิจิกเหมาะทำงานเกี่ยวกับไฮเทคโนโลยี เกี่ยวกับเรื่องของวงการบันเทิง ทำงานที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของการต่างประเทศ หรือทำธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการค้าระหว่างประเทศ มีมุมที่จะประสบความสำเร็จ ไม่ว่าจะเป็นงานส่วนตัว หรืองานที่เป็นลูกน้องลูกจ้างในหน่วยงานในองค์กร มีมุมที่ขยับขยาย หรือพัฒนาหรือเจริญก้าวหน้าขึ้นตั้งแต่ในช่วงปลายเดือนเมษายนเป็นต้นไป เพราะฉะนั้นขอให้คุณรอคอยด้วยใจระทึก แต่หลังจากเดือนสิงหาคมไปแล้ว จะค่อยๆแผ่วลงไปจนถึงปลายปี แล้วมาเริ่มต้นคึกคักได้อีกครั้งประมาณกลางเดือนธันวาคมไปจนถึงปี 2553 – 2554 แปลว่า รอโอกาสดีๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้อย่างแน่นอน

เรื่องการเงิน
จะได้เงินเป็นกอบเป็นกำ ถึงขนาดใครยังไม่มีรถไม่มีบ้าน จะมีรถ มีบ้าน ในช่วงเดือนเมษายนถึงเดือนสิงหาคม…ฟันธง คุณจะสามารถกู้ซื้อได้ หรือจะหยิบยืมเงินจากใครมาซื้อทรัพย์สินขนาดใหญ่ได้ หรือจะขายทรัพย์สินขนาดใหญ่ไป เป็นโอกาสที่คุณจะประสบความสำเร็จ คนที่อยู่ราศีพิจิก ถ้าใครทำงานเสริมเพิ่มเติมรายได้ เช่น ขายตรง ขายอ้อม รับจ๊อบพิเศษ ทำงานเพิ่มเติม จะได้งานตลอดทั้งปี ได้เงินเป็นกอบเป็นกำ จะมีโอกาสดีๆได้ตลอดทั้งปี…ฟันธง แถมมั่นคงมากขึ้น มีเครดิตมากขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา เชื่อมั่นได้เลยว่า มีเงินใช้ตลอดปีโดยไม่เดือดร้อนครับ

เรื่องความรักและครอบครัว
เป็นคนอาภัพรัก ได้คู่เป็นพ่อม่าย คนพิกลพิการ ง่อยเปลี้ยเสียขา หรือจะต้องได้คู่เป็นชาวต่างชาติ ต่างภาษา คือต้องได้คู่แบบแปลกๆ ถ้าเกิดคู่เป็นคนปกติ หน้าตาดี ครบถ้วน ไม่มีปัญหาอะไร คบกันได้ยืดยาก ยกเว้นคุณแต่งงานหลังอายุสัก 40 หรือ 35 อัพ หรืออายุห่างกันสัก 20 ปี ผมเห็นมาเยอะ คนที่เกิดในราศีพิจิกหลายคนไม่แต่งงาน เป็นโสดตลอดชีวิต บางคนแต่งงานกับพ่อม่ายแม่ม่าย หรือเป็นพ่อม่ายแม่ม่ายเสียเอง ปี 2552 จะเป็นความรักแบบเฉาๆเหงาๆไม่หวือหวา ไม่กระดี๊กระด๊า เท่าเรื่องหาเงินและเรื่องงาน ประเด็นสำคัญ อย่าใส่ใจกับเรื่องของความรักให้มากนัก เพราะดูแล้วยังไม่โดดเด่นนัก ถ้าเกิดมีใครเข้ามาแล้วชวนลงทุน ทำการค้า ทำธุรกิจ แบบนี้น่าพิจารณาเป็นกรณีพิเศษ

เรื่องสุขภาพและอุบัติเหตุ
ต้องระวังอุบัติเหตุในช่วงเดือนสิงหาคม กันยายน ตุลาคม จากรถยนต์เฉี่ยวชน ในรถยนต์คุณต้องมี หลวงปู่ทวดเหยียบน้ำทะเลจืด แขวนไว้ประจำรถ ด้านหน้ารถของคุณจะต้องมีสติกเกอร์ พระนารายณ์ทรงครุฑประทับยืนบนพระราหู จะได้แคล้วคลาดตลอดปีตลอดชาติ คุณจะมีปัญหาการเจ็บไข้ได้ป่วยในช่วงเดือนกันยายน ตุลาคม พฤศจิกายน จะป่วยหนักถึงขนาดล้มหมอนนอนเสื่อ แต่ไม่ถึงขนาดสูญเสียอวัยวะ แต่ต้องระวังยิ่งนักเกี่ยวกับการรักษา อย่าใจร้อน เพราะความประมาทในการรักษา อาจจะมีเหตุที่ไม่คาดฝัน เพราะราศีนี้เป็นราศีมรณะของดวงเมือง

สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์เสริมดวงชะตา
ชาวราศีพิจิกมี เทพพระอังคาร เป็นเทพประจำตัว เพราะฉะนั้นต้องไปกราบ หลวงพ่อพระนอน ที่ผมคิดว่าศักดิ์สิทธิ์ที่สุด อยู่ที่วัดขุนอินทประมูล จังหวัดอ่างทอง ส่วนพระบรมรูปที่ควรกราบสักการะ คือ พระนเรศวรมหาราช ที่วัดใหญ่ไชยมงคล รับรองว่าพระบารมีคุ้มครองรักษาตัว

สรรพสิ่งมงคลเสริมดวงชะตา
หาเหรียญพระนเรศวรมาพกไว้คุ้มครอง เพราะเกิดในราศีพิจิกมีดาวอังคารซึ่งเป็นดาวแห่งสงคราม เป็นดาวประจำตัว รับรองว่าสิ่งเหล่านี้จะทำให้ชาวราศีพิจิกผ่านพ้นโพยภัย ประสบความสุขความเจริญในปี 2552 นี้อย่างแน่นอน…ฟันธง


ดวงชะตาของผู้ที่เกิดปีมะแม

ดวงชะตาของท่านที่เกิดปีมะแมในปี 2552 เนื่องจากปีนี้เป็นปีฉลู ซึ่งเป็นคู่อริกับปีมะแมโดยตรง และยังชง (ปะทะ) กับเทพเจ้าคุ้มครองดวงชะตา ทำให้ปีนี้ดวงชะตาต้องพบกับปัญหาและอุปสรรคนานาประการ จึงต้องเตือนตนเองให้มีสติระมัดระวัง เตรียมพร้อมเพื่อเผชิญหน้ากับสถานการณ์ต่างๆ ควรอดทน สุขุมรอบคอบ ใคร่ครวญให้ดีก่อนจะทำการใดๆ หลีกเลี่ยงการมีปากเสียง ทะเลาะกับผู้อื่น หมั่นทำบุญทำกุศลให้มาก ก็จะแคล้วคลาดไปได้ อย่าลืม

ในด้านการงาน ต้องมีสติ ใจเย็น รู้จักประนีประนอม และรักสันติ เป็นสิ่งที่มีค่ามากที่สุดสำหรับท่านในปีนี้ อย่าได้ทำการใดๆ ที่เป็นการขัดแย้งกับบุคคลอื่น ต้องอดทน ยอมอ่อนข้อลดราวาศอกลงในทุกๆ เรื่อง ยอมเสียส่วนน้อยเพื่อรักษาส่วนใหญ่ไว้ และเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาเรื่องยุ่งยากต่างๆ จึงจะไม่เกิดความเครียดและโทสะ เมื่ออารมณ์ของท่านนิ่งสงบก็จะมีสติ สามารถมองทะลุปัญหาที่รุมเร้าเข้ามา และหาทางคลี่คลายไปด้วยดี นอกจากนี้ในดวงมีเกณฑ์ว่า มีแนวโน้มที่จะทำผิดกฎหมาย ซึ่งอาจจะถึงชั้นขึ้นโรงขึ้นศาล ดังนั้นต้องประพฤติตนอยู่ในศีลในธรรม ไม่ทำเรื่องผิดกฎหมายโดยเด็ดขาด

ด้านโชคลาภการเงิน เนื่องจากมีดาวอัปมงคลครอบงำอยู่ในเรือนชะตา ส่งผลให้ทรัพย์สินเงินทองรั่วไหลการลงทุนผิดพลาดล้มเหลว จึงควรหลีกเลี่ยง รวมทั้งต้องงดการเสี่ยงโชค เล่นการพนัน ดูแลทรัพย์สินเงินทองให้ดี อย่าใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่ายฟุ่มเฟือย มีการวางแผนด้านการเงินให้เหมาะสม อย่าปล่อยให้มีแต่จ่ายออกเพียงอย่างเดียว ต้องหารายรับเข้ามาด้วย ต้องเก็บออมเงินไว้บ้างเพื่อใช้ในยามฉุกเฉิน

ด้านความรัก ปีนี้อารมณ์หงุดหงิดง่าย เมื่อมีสิ่งใดมากระทบก็จะอ่อนไหว และมีอารมณ์ฉุนเฉียวได้ง่าย มักจะทำอะไรหุนหันพลันแล่น เป็นเหตุให้เกิดการกระทบกระทั่ง มีปากเสียงกับผู้อื่นง่าย โดยเฉพาะคนใกล้ตัวเช่น คนรัก หรือญาติสนิท ทำให้ความสัมพันธ์ห่างเหินไป ปรับปรุงตัวซะก่อนที่จะสายไป

ด้านสุขภาพปีนี้ ภูมิคุ้มกันอ่อนแอ จะเจ็บไข้ได้ป่วยง่าย ต้องดูแลและรักษาสุขภาพให้แข็งแรง พยายามพักผ่อนให้มากๆ เพื่อผ่อนคลายความเครียด และต้องระวังอย่าให้ตัวเองเหนื่อยล้ามากเกินไป นอกจากนี้ห้ามปีนป่ายที่สูงเด็ดขาด เพราะมีเกณฑ์ว่าจะตกลงบาดเจ็บถึงขั้นเลือดตกยางออก


ชาวราศีพิจิก (เกิด 16 พ.ย.-15 ธ.ค.) เป็นราศีแห่งการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ ชอบให้ผู้คนยกย่อง ชอบสร้างกฎเกณฑ์-ระเบียบ ทำอะไรมักร้อนรน มีทิฐิมานะแรง กล้าเผชิญสิ่งต่าง ๆ ขี้ใจน้อย เก็บความลับเก่ง มีจิตใจเมตตา เอื้อเฟื้อ แต่ขี้ระแวงสงสัย ชอบต่อสู้กับอุปสรรค ชอบผจญภัย ชอบงานอาสา พูดจาขวานผ่าซาก มีพลังมากในการหาเลี้ยงชีพ ชอบการประดิษฐ์คิดค้น ชอบเรื่องทางเพศ เป็นคนที่ขณะรักก็จะแสดงออกจริงจัง และถ้าเกลียดใครก็จะแสดงออกอย่างรุนแรง บางครั้งดูออกจะเป็นคนมุทะลุจนเกินควร

หมอกฤษณ์ คอนเฟิร์ม ดูดวง ราศีธนู(23 พ.ย. -21 ธ.ค.)

หนุ่มที่ชอบเข้าสังคม และสนใจเรื่องใหม่ๆ ความก้าวหน้า การพัฒนาเรื่องต่างๆมาก เขาต้องแน่ใจว่าไม่ตกข่าว หรือข้อมูลใดๆ เขาต้องรู้ว่า แฟชั่นล่าสุดคืออะไร และต้องแน่ใจว่า ตัวเองทันสมัยไม่ตกยุค คุณจะหาเขาจากฝูงชนได้ง่าย โดยเฉพาะถ้างานนั้น เป็นงานเปิดพับใหม่ หรือร้านใหม่ เขาชอบเข้าร่วมงาน ที่มีกิจกรรมในสังคมมาก

มีหนุ่มราศีธนูบางคน ที่ชอบความเป็นส่วนตัว แต่สังเกตุดูเขาจะต้องพยายามล้ำหน้าคนอื่นไปหน่อยนึง เขาต้องเป็นพวกรู้ว่า หนังสืออะไรขายดีที่สุดตอนนี้ เพลงติดอันดับ 10 อันดับตอนนี้คืออะไร หนังมาแรงตอนนี้ เขาต้องไปดูมาแล้ว

หนุ่มที่เกลียดการทำอะไรจำเจ เขาชอบไล่ตามเป้าหมาย ความสำเร็จ คือรางวัลและความพอใจของเขา ทำเงินมันดีแน่ แต่ไม่ได้ให้ความพอใจกับเขา ในแง่ของความสุข เขาหาเงินง่าย ใช้ก็ง่าย… ใครๆก็บอกว่า หากอยากรู้ความจริง ไปถามคนราศีธนู เขาพูดถูกแล้ว อยากรู้อะไรไปถามคนราศีธนู เขาจะบอกหมด บอกแต่เรื่องจริงล้วนๆ แม้แต่บางครั้งพูดจาห้วนๆชวนตี แต่เพื่อนๆก็ยังชอบเขา… ตอนคุณมีปัญหา เพื่อนๆอาจสงสารคุณ แต่ราศีธนูจะช่วยคุณก่อนใคร และไม่หวังผลตอบแทน คนมีเสน่หืที่ปากเสียบ่อยครั้ง

ตอนโมโห ก็ประมาณดูไม่จืด แบบว่าโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ แต่พอหายก็ลืมง่ายด้วย เขาไม่ใช่คนชอบการแก้แค้น ดังนั้นตอนโมโห หากเขาขู่จะเผาบ้านคุณ วางใจได้เลยเขาไม่ทำหรอก…. เขาชอบคำหวาน คำชม ดังนั้นปั่นหัวเขาไม่ยากเลย หากเขารุ้ว่าคุณไม่จริงใจ เขาจะเมินคุณแบบไม่ใยดี เขาจะมองคุณ แบบไม่มีความหมายเลย

ชาวราศีธนูบางคนมีพรสวรรค์เรื่องดนตรี เป็นคนสนุก อารมณ์ดี มีเรื่องขำขันเยอะ เขาชอบความอิสระ มีชีวิตชีวา และมีพลังชีวิตสูง… ตอนทำงานก็ทำจริงจังได้ เขาชอบการเดินทาง เห็นที่แปลกตาใหม่ๆตื่นตาตื่นใจ การออกไปข้างนอก หรือการไปท่องเที่ยว ทำให้เขามีความสุข

หนุ่มราศีธนูเหมือนนกบิน เขาใช้ชีวิตอย่างกับว่า ทุกวันเป็นวันอาทิตย์ นานๆจะเห็นเขาอารมณ์ไม่ดีสักครั้ง วันไหนเขาอารมณ์ดิบๆ เดินออกให้พ้นจากรัศมี ยิงธนูของเขาดีกว่า เดี๋ยวกลายเป็นเป้ายิงธนูแบบไม่ตั้งใจ… หากต้องพูดกับเขาในตอนอารมณ์แบบดิบๆ ก็ให้เลี่ยงหัวข้อการคุย ที่เกี่ยวกับชีวิตของเขา หรือตัวเขาเสีย… หนุ่มราศีธนูก็ เฟลิต Flirt เหมือนหนุ่มทั่วๆไป แต่เป็นพวกติดเบรค เมื่อเฟริตเสร็จก็กลับมาเอง หากเขาหายหน้าไป 2-3 วัน อย่าตกใจกำลังพักฟื้น คืนกำลัง พอสดชื่นก็กลับมาทำหน้าระรื่นกับคุณเหมือนเดิม

หนุ่มธนูค่อนข้างมีภูมิแพ้ แบบว่าแพ้ผู้หญิงสวย ดังนั้นการรักสาวที่ละหลายๆคน สำหรับเขาคือเรื่องปกติ การจัดตารางสาวๆ ไม่ให้รถไปชนกัน สำหรับเขามันคือเกมส์ สนุกสนาน ท้าทาย ไม่น่าเบื่อ… เขาเกลียดการผุกมัด ดังนั้นคำว่า “แต่งงาน” อาจทำให้เขาสำลักหรือแน่นหน้าอกได้ หากคุณให้อิสระเขา เขาจะไม่หนีคุณไปไหน

ผู้ชายที่ติดใจรักใครได้ง่ายๆ พอๆกับการติดหวัด โดยเฉพาะ พบสาวน่ารัก สนุกสนาน หรือมีลักษณะเด่นๆที่เห็นชัดได้… ไม่มีใครบอกได้ว่า รักแต่ละครั้งของเขา จะอยู่นานได้แค่ไหน หากต้องการได้คนราศีธนูมาเป็นแฟน ทำตัวให้เหมือนกับ เป็นหนังผจญภัย ไม่ใช่สารคดีนะ… ตลอดเวลาที่ทำได้ ทำตัวเองให้สดชื่น มีชีวิตชีวา เล่าเรื่องตลกบ้างบางครั้ง ทำตัวน่ารักเสมอ ทั้งหมดนี่ จะช่วยบรรเทาอาการแพ้สาวๆสวยๆได้บ้าง

SAGITTARIUS ราศีธนู - ผู้หญิง (23 พ.ย. -21 ธ.ค.)
ผู้หญิงผอมบาง สง่างาม ผู้ที่เดินย่างก้าวแบบหยิ่งๆหน่อย เปรียบเหมือนกับว่า กำลังเดินประกวดนางงาม หากเผลอสะดุด หรือบังเอิญล้ม เธอจะลุกขึ้น แล้วกลบเกลื่อนความเปิ่นได้อย่างแนบเนียน และสามารถเดินต่อไป ด้วยท่าที่ ที่น่าทึ่งได้อีกครั้ง เธอรู้จักการใช้เครื่องสำอาง ที่ทำให้เธอดูดี เธอมองโลกในแง่ดี ดังนั้นสีหน้า จึงค่อนข้างมีความสุขเสมอๆ เธอไม่อารมณ์เสียง่ายๆ

สาวที่มีความเชื่อมั่นในตัวเอง ในมาดของเธอเอง เธอไม่ค่อยตามแฟชั่น แต่เธอจะอยู่ระหว่างความเรียบง่าย หรือ ล้ำหน้านำสมัยไปเลย เธอเป็นคนแบบเปิดใจ เปิดอก บางครั้งก็เรียกว่าห้วน เธอเป็นคนซื่อสัตย์ จริงใจ และจะไม่ทำให้ใครเดือนร้อน

เธอสามารถพูดในสิ่งที่คุณไม่อยากฟัง ไม่เข้าหู แต่ในขณะเดียวกัน ก็พูดในสิ่งที่ฟังรื่นหูได้ด้วย ยกตัวอย่างเช่น “ฉันหวังว่าคุณจะหาเงินได้ มากกว่านี้ จะได้ซื้อเสื้อผ้าดีๆได้ แต่ก็ว่าเถอะ ตอนนี้คุณก็ดีอยู่แล้ว ถ้าคุณหาเงินได้มากๆ ก็อยากหาได้มากขึ้น ยิ่งหามากขึ้น เดี๋ยวก็กลายเป็นคนงกเงินเกินไป” ที่เธอพูดมานี่คุณฟังแล้ว ไม่รู้ว่าจะโกรธดี หรือรักเธอให้มากขึ้น

เธอชอบอิสระ และไม่ชอบติดอยู่กับบ้าน เธอชอบคนปกป้องเธอ แต่เธอไม่ชอบคนสั่งเธอ เธอไม่นับถือผู้ชายที่อ่อนแอ หากเธอพยายามครอบงำคุณ คุณต้องทำให้เธอให้ใจเย็น และอยู่ในกรอบที่คุณเองก็ทำได้ด้วย ถ้าเธอนับถือคุณ เธอจะฟังคุณ เธอชอบเป็นตัวของตัวเอง และชอบผู้ชายที่เป็นตัวของตัวเอง

ผู้หญิงที่ไม่ไร้สาระ เธอจะไม่พูดประโยคประเภท “เดาสิ ฉันกำลังจะทำอะไร” หรือ “เดาสิ ฉันคิดอะไรอยู่” เพราะเธอจะพูดสิ่งที่เธอคิด ออกมาดังๆแบบผู้ชายเขาทำกัน ถ้าคุณไม่เข้าใจเธอตรงนี้ อาเป็นเหตุให้เลิกกันได้ง่ายๆ เธอเห็นปัญหาใน ชีวิตรัก เป็นเรื่องตลกอีกเรื่องหนึ่ง แบบว่าเล่าแล้วขำ ไม่ใช่เล่าแล้วเศร้า

สาวที่ค่อนข้างซุ่มซ่าม บางคนอาจเห็นว่าน่ารัก แต่สำหรับคุณชายเจ้าระเบียบ อาจเห็นเธอน่ารำคาญ เธอเป็นคนที่เป็นมิตร ผูกมิตรง่าย ดังนั้น หากเธอเปลี่ยนศัตรู มาเป็นเพื่อนได้ย่อมไม่แปลก เธอมีรสนิยมเรื่อง เสื้อผ้า อาหาร ของชั้นหนึ่ง บริการชึ้นหนึ่ง หากสาวในราศีนี้ไม่ค่อยรวย เธอก็จะดิ้นรน เพื่อหาเงินมาใช้จ่ายซื้อของดีๆ เธออาจใช้เงินก้อนใหญ่ แบบไม่เสียดาย อย่างกับว่า เธอ ไม่รู้ว่าเงินนั้นมันหายาก ถ้าคิดจะให้เธอยืมเงิน กลับไปคิดอีก 10 ตลบเสียก่อน

เธอเป็นพวกตื่นตูม ตกใจ วิตกจริตหน่อยๆ ฝรั่งเรียกว่าพวกพารานอย paranoid เธอคิดไปถึงการแต่งงาน แต่งแล้วหมดอิสระภาพ และอื่นๆไปโน่นแล้ว…. สาวอารมณ์ดีผู้รักกีฬา ผู้หญิงธรรมดา ที่อาจแต่งตัวเหมือนห้าวๆ แบบทอมบอย เธอจะมีเพื่อนผู้ชายมาก และบ่อยครั้งดูเหมือน หนุ่มน้อยหน้าทะเล้นในแก็งค์… เธอไม่สนใจคำนินทา ข่าวลือ ดังนั้นเธออาจกลับบ้านดึก และไม่สนคำนินทากาเลของข้างบ้านเลย เธอเชื่อว่า ดีหรือเลว เรารู้ตัวเองดีกว่าใคร เพราะงั้น ไม่ต้องสนคนนินทา เสียเวลาเปล่าๆ

ความเฉลียวฉลาด ไหวพริบของเธอ และหน้าตา เป็นเสน่ห์ของเธอ… เธอมักผิดหวังกับความรัก แต่ไม่เคยกลัวที่จะมีรักใหม่ เหมือนกับเพลงชื่อ “Do that to me one more time” หรือ ทำอย่างนั้นกับฉันอีกสักครั้ง เธอชอบเดินทางตรง และเป็นคนเถรตรง เธอจะไม่เดินอ้อมไปหาสิ่งที่เธอต้องการ หรือพูดอ้อมค้อมเสียเวลา หากคุณพบเธอ และบอกกับเธอแบบตรงๆเช่นกัน เธอจะชื่มชมในตัวคุณมาก

โหราศาสตร์ยูเรเนียน คำพยากรณ์ ปี 2552 ราศีธนู Sagittarius

sagittarius astrological sign

ราศีธนู Sagittarius ( 22 พย - 21 ธค )

ในปีนี้ ชาวราศีธนู ปีนี้เป็นปีแห่งการเกาะกลุ่ม ไปไหนมาไหนไปเป็นกลุ่ม หรือไม่ก็ไป กับครอบครัว แต่ที่มีปัญหา ขัดแย้ง คือ เรื่องของความรับผิดชอบ และถูกทิ้งให้ต้องทำงาน แต่เพียงลำพังเสมอ นั่นคือสิ่งที่เป็นทุกข์ แต่ด้วยจิตใต้สำนึก เป็นคนที่กล้าที่จะเผชิญกับทุกสิ่งได้ ทำให้ต้องเหนื่อยยาก ลำบากเพียงลำพัง แต่เมื่อมีโอกาส ก็จะติดกลุ่มเพื่อน ออกไปหาความสุข ความสบายใจ เพื่อปลดปล่อยพลังงาน บางส่วนไปเสียบ้าง ได้ความรักมาช่วยเติมเต็ม ทำให้มีพลังที่จะขับเคลื่อนไปได้อีกไกล

สุขภาพโดยรวม ถ้าคุณสูบบุหรี่ก็ควรเช็คปอดบ้าง มีสองอย่างที่ฝากให้ไปตรวจดูบ้าง เรื่องไตรกลีเซอร์ไรย์กับคลอเรสเตอรอล