วันพฤหัสบดีที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2551

ผู้รักษาไม้บรรทัด

ผู้รักษาไม้บรรทัด คุยกับประภาส 17 มิ.ย.44
............................
คอลัมน์ คุยกับประภาส
โดย ประภาส ชลศรานนท์
............................

คุณประภาส

ผมได้มีโอกาสเข้าไปเดินซื้อสินค้าในซูเปอร์มาร์เก็ตแห่งหนึ่ง มีคนที่เข้ามาจับจ่ายซื้อสินค้าเป็นจำนวนมาก ตัวผมเดินไปเดินมาแล้วก็ซื้อได้ของมาอย่างหนึ่ง ก็กำลังเดินออกไปตรงช่องจ่ายเงิน สังเกตดูเห็นมีป้ายสีแดงเขียนไว้ว่า "ทางด่วนสำหรับสินค้าจำนวนไม่เกิน 8 ชิ้น" ซึ่งก็จะมีคนใช้บริการอยู่ไม่เท่าไหร่ ผมก็เลยตรงออกไปยังช่องนั้น ก่อนหน้าผมมีสุภาพสตรีอยู่ท่านหนึ่ง ดูท่าทางแล้วก็คงมีฐานะดีพอสมควร เธอวางสินค้าของเธอซึ่งมีอยู่น่าจะประมาณ 16 ชิ้นได้ แล้วเธอก็จ่ายเงิน ส่วนพนักงานขายก็ทำหน้าที่คือคิดเงินไป ดูเหมือนมันจะไม่มีอะไร ผมดูแล้วก็งงๆ อยู่พอสมควร เอ๊ะ..ช่องนี้ใช่ช่องทางด่วนสำหรับสินค้าจำนวนไม่เกิน 8 ชิ้นหรือเปล่า? ก่อนที่เธอจะจ่ายเงินเสร็จก็มีเพื่อนของเธอมาทัก เหมือนว่ามาซื้อของด้วยกัน คุณประภาสคิดว่ายังไงครับ คิดว่าผมคิดมากไปหรือเปล่าที่ไปหงุดหงิดกับเรื่องแบบนี้ ผมมาคิดๆ ดูก็คิดได้ใน 3 แนวทางดังต่อไปนี้ครับ

- พนักงานขายไม่รับผิดชอบ เนื่องจากกฎที่ทางห้างออกไว้เอง แต่ไม่นำมาปฏิบัติ

- สุภาพสตรีผู้นั้นไม่รับผิดชอบ เนื่องจากไม่สนใจที่จะปฏิบัติตามกฎอะไรทั้งนั้น ขอเร็วเข้าว่าจะรีบๆ จ่าย จะได้รีบๆ ไป

- ผมเองไม่รับผิดชอบ ในเมื่อผมเห็นว่าไม่ถูกต้องก็ต้องเรียกร้องสิทธิ

- ไม่มีใครต้องรับผิดชอบอะไรทั้งนั้น เนื่องจาก

1.กฎที่ทางห้างออก ไม่ได้เป็นกฎอะไรที่ออกเป็นทางการ จะยกเลิกซะเมื่อไหร่ก็ได้ โดยที่ไม่จำเป็นที่จะต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า และที่สำคัญกว่านั้นมีอีกกฎหนึ่งที่มาก่อน คือ ลูกค้าย่อมถูกต้องเสมอ ซึ่งถ้าสมมติฐานนี้ถูกต้อง จะออกกฎออกมาทำไม

2.สุภาพสตรีท่านนั้นอ่านภาษาไทยไม่ออก

3.เธอมากับเพื่อนเธอ รวมกันเป็นสองคน ก็น่าจะได้สินค้าจำนวน 16 ชิ้น แต่ถ้าคิดแบบนี้ช่องนี้จะไม่เป็นช่องทางด่วนนะครับ เช่น ถ้ามากันเป็นครอบครัวหลายๆ คนแล้วมาที่ช่องนี้กัน ช่องนี้ก็จะต้องมีสินค้าจำนวนมากมายชิ้นต่อการคิดเงินหนึ่งรายการ

จะรอฟังความคิดเห็นครับ..

ธีรชัย เดชานันทศิลป์

พี่ประภาสที่นับถือ

ทำไมถนนบ้านเรามันพังเร็วจังเลยครับ ผมสังเกตดูยิ่งถ้าเป็นสายที่วิ่งเข้ากรุงเทพฯยิ่งดูไม่ได้เลยครับ เป็นหลุมเป็นบ่อยิ่งกว่าดวงจันทร์ อยากรู้ว่าสร้างไม่ได้มาตรฐานหรือรถบรรทุกไม่สนใจคนสมบัติของชาติบรรทุก น้ำหนักเกินกันมาก มีคนอย่างนี้เยอะๆ แล้วสงสารเมืองไทยครับ

จอมชัย

พี่ประภาส

ไปอยู่อังกฤษมา 6 ปี อยู่กับพ่อเลี้ยงชาวอังกฤษครับ ได้อ่านพี่ตอบจดหมายตลอด เพิ่งกลับมาเมืองไทย ตอนอยู่ที่นั่นนานๆ คิดถึงเมืองไทยมาก อยากกลับบ้านมาก แต่พอกลับมาได้สองสามเดือนชักไม่อยากอยู่เสียแล้ว คนบ้านเราไม่ค่อยมีระเบียบเลยครับ เขาถึงว่าเมืองไทยนั้นอะไรก็ดีหมดยกเว้นคนไทย เรื่องแซงคิวนี่ทำไมเมืองไทยมีเยอะจริงๆ ทั้งรถทั้งคน นี่กำลังคิดจะเปิดผับกับเพื่อน ผมเจอรายจ่ายที่นึกไม่ถึงอีกแล้วว่าร้านเหล้านี่ต้องมีจ่ายใต้โต๊ะรายเดือน อีก ผมฟังแล้วเซ็งครับสงสัยจะคิดผิดที่กลับเมืองไทย พี่ช่วยเขียนบอกให้ผมอยู่ต่อหน่อยได้มั้ยครับ

โป้ง

เมื่อตอนที่มนุษย์ยังเป็นสัตว์อยู่นั้น ผู้ที่แข็งแรงที่สุดจะได้เป็นคนแรกของคิว

เคยเห็นหมาตามวัดที่อยู่เป็นฝูงๆ ไหมครับ เวลามีใครมาโยนของกินให้ ตัวที่แข็งแรงที่สุดก็จะพุ่งเข้ามาก่อน และถ้าหากมีตัวอื่นเข้ามาแย่งด้วย การขู่ด้วยเสียงก็จะเริ่มขึ้นเพื่อประกาศศักดาของผู้มีพละกำลังมากกว่า ตัวที่อ่อนแอที่สุดจะได้กินเป็นตัวสุดท้าย

ผมยังไม่เคยเห็นหมาหรือแมวที่ไหนเดินเข้าแถวมากินอาหารเลย

มนุษย์สมัยดึกดำบรรพ์ก็คงเป็นอย่างนั้น มีการแย่งอาหารกัน คนชนะก็จะได้ไปก่อน(เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับที่เราเห็นมดเดินเข้าแถวตามกลิ่น ที่ถูกตัวหน้าปล่อยทิ้งไว้ และไม่เกี่ยวกับการเข้าแถวของนกเพนกวินเพื่อกระโดดลงทะเล)

เมื่อมนุษย์พัฒนาขึ้น การรวมกันอยู่เป็นสังคมมีมากขึ้น คุณธรรมทำให้มนุษย์วางกฎใหม่ขึ้นมาว่า มนุษย์ทุกคนควรเท่าเทียมกัน การมีพละกำลังมากกว่าไม่ได้หมายความว่าคุณจะได้สิ่งที่คุณต้องการก่อนใคร

การเรียงลำดับจากการมาก่อนหลังจึงเป็นทางออกที่ดีที่สุด

วัฒนธรรมการเข้าแถวก็ถือเป็นไม้บรรทัดอย่างหนึ่ง จำเรื่องไม้บรรทัดที่ผมเขียนเมื่อปีสองปีก่อนได้นะครับ

ผมพูดไว้ว่าคนเราเมื่ออยู่รวมกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป เราจำเป็นต้องมีไม้บรรทัดที่มีมาตราเดียวกันมาเป็นเกณฑ์ในการตัดสินปัญหา

ไม้บรรทัดในสังคมมนุษย์นั้นมีมาตราและองศาอ่อนแก่ต่างกันไปตามสถานการณ์ ที่ไม่เข้มมากนักก็เป็นพวกเรื่องมารยาท ที่เข้มขึ้นมาหน่อยก็เป็นพวกกติกา เข้มขึ้นไปอีกก็เป็นพวกกฎบริษัท พวกระเบียบของโรงเรียน ที่เข้มกว่านั้นก็กฎหมาย, พ.ร.บ, กฎอัยการศึก และเข้มที่สุดที่รัฐธรรมนูญ

มีผู้คนเกี่ยวข้องกับไม้บรรทัดแต่ละอันอยู่สามคนครับ คนแรกคือคนออกแบบและสร้างไม้บรรทัดขึ้นมา 2.คนที่สองคือคนทั่วไปทุกๆ คนที่ต้องใช้ไม้บรรทัดอันนี้ อีกคนเป็นใครรู้ไหมครับ

ผู้รักษาไม้บรรทัดครับ

ผมนำจดหมายทั้งสามฉบับมาลงไว้พร้อมกัน เพราะเห็นว่าเป็นเรื่องเดียวกัน นั่นคือได้มีการทำให้ไม้บรรทัดที่เคยตรงเกิดไม่ตรงเสียแล้ว

เรื่องของคุณธีรชัยนั้น คุณธีรชัยวิเคราะห์ออกมาเป็นข้อๆ อย่างเห็นภาพ ถ้าให้ผมออกความเห็นบ้างผมคงจะสรุปได้ว่า

1.สุภาพสตรีท่านนั้นจะผิดหรือเปล่าไม่รู้ เพราะเราไม่อาจหยั่งรู้ได้ว่าเธออ่านข้อความนั้นทันหรือเปล่า หรือเธอได้ขออนุญาตเจ้าหน้าที่คิดเงินแล้วว่าขอจ่ายเงินช่องนี้ และเจ้าหน้าที่อาจอนุญาตไปแล้ว กรณีนี้ถือเสียว่ายกประโยชน์ให้จำเลย

2.เจ้าหน้าที่คนนั้นผิดแน่นอน เพราะนั่งทำงานอยู่ในช่องนั้นโดยเฉพาะ

และเจ้าหน้าที่คนนั้นก็คือผู้รักษาไม้บรรทัดที่ผมว่านั่นเองครับ

เคยใช้กันนะครับตอนเด็กๆ ไม้บรรทัดพลาสติกที่เต็มไปด้วยขอบอันขรุขระที่เกิดจากการที่เราเอามาฟันกันเล่นแทนดาบ

ถ้าคนรักษาไม้บรรทัดไม่รักษาเสียแล้ว ไม้บรรทัดผิวขรุขระอย่างนั้นจะไปขีดเส้นตรงได้อย่างไร

เมื่อเดือนก่อนได้ไปดูละคอนถาปัดที่รุ่นน้องคณะสถาปัตย์จัดแสดงที่หอ ประชุมจุฬาฯ ระหว่างแสดงมีการพักครึ่งให้คนดูออกมายืดเส้นยืดสายกินน้ำกินท่า พ่อเจ้าประคุณเอ๋ยร้านขายน้ำที่อยู่ข้างหอประชุมมีคนรุมแย่งซื้อรอบๆ ร้านจนแทบจะหาทางเข้าไปยืนดูป้ายว่าร้านขายอะไรบ้างยังแทบไม่ได้เลย มุงรุมซ้อนกันเป็นวงสองสามวงได้

ไม่น่าเชื่อนะครับว่าแม้แต่ในสถานที่อย่างนี้ยังไม่มีการเข้าคิวเลย

ต้องโทษคนขายครับ คนขายต้องรักษาไม้บรรทัดของการเข้าคิวสิครับ ให้เขาเข้าแถวตามลำดับใครมาก่อนหลัง คนที่เขาเข้ามาที่หลังเขาเห็นเส้นตรงที่ไม้บรรทัดขีดไว้เขาก็เดินตามเส้นเอง ใครที่ไม่สนใจแถวก็อย่าไปขายให้เขา ฝากไว้ด้วยครับกับกิจกรรมที่นักศึกษาทุกๆ แห่งจะจัดขึ้นปลูกฝังเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ไว้ให้เป็นนิสัยของคนไทย

พูดถึงการเข้าแถวทำให้ผมนึกถึงแถวของผู้คนที่รอเข้าห้องน้ำที่ญี่ปุ่น บ้านเรานั้นเวลารอห้องน้ำซึ่งถ้าเป็นห้องน้ำชาย คนที่รอมักเข้าไปยืนรอจ่อหลังคนที่กำลังยืนฉี่อยู่ตามช่องต่างๆ และถ้าเป็นห้องน้ำหญิงก็มักไปยืนรอหน้าห้องน้ำเลย แต่ที่ญี่ปุ่นเขาไม่เหมือนบ้านเราครับ

เขาเข้าแถวรอข้างนอกครับ ห้องไหนว่างหรือช่องไหนว่างคิวแรกก็จะเดินไปเข้าเอง เหมือนเวลาซื้อตั๋วดูหนังที่มีช่องขายหลายช่อง นึกออกไหมครับ

ผมว่าอันนี้น่าสนใจเอามาใช้ เพื่อนผมหลายคนก็เห็นด้วยและบอกว่าเวลามีใครมายืนรออยู่ข้างหลังนี่มันพาลจะ ฉี่ไม่ออกเอา ผมว่าวัฒนธรรมแบบนี้มันเหมือนการจองอย่างไรไม่รู้นะครับ

ทีนี้ก็มาถึงเรื่องไม้บรรทัดของคุณจอมชัยซึ่งต้องเรียกว่าเป็นเรื่องที่ใหญ่กว่าเรื่องการเข้าคิว มันเป็นไม้บรรทัดที่ชื่อว่ากฎหมาย

บ้านเรามีกฎหมายนะครับว่ารถที่วิ่งอยู่บนถนนต้องมีน้ำหนักไม่เกินเท่าไร แต่เราก็ยังคงเห็นเขาวิ่งเกินใช่ไหมครับ ถนนบ้านเราถึงอยู่ได้ไม่ถึงห้าปีก็พังเสียหมด ถามว่าแล้วทำไมเราถึงปล่อยให้รถหนักกว่าข้อกำหนดวิ่งบนถนนได้ ก็ต้องตอบตรงๆ ว่าผู้รักษาไม้บรรทัดของเรารับเงินเขามาแล้วก็ยอมให้เขาทำผิดกฎ

พุทโธ่..เหล็กที่ว่าแข็งแสนแข็งยังง้างด้วยเงินได้ นับประสาอะไรกับไม้บรรทัดพลาสติกอันเดียว

ต้องช่วยกันแก้ครับ แก้วันนี้ไม่ได้ก็อย่าเพิ่งสิ้นหวัง ใครมีหน้าที่แก้เรื่องปัจจุบันทันด่วนก็แก้ไป ใครปลูกฝังลูกหลานได้ก็ช่วยกันปลูกฝัง เอาตั้งแต่เรื่องง่ายๆ เช่นเวลาจะเข้าลิฟต์หรือขึ้นรถไฟ สอนลูกสอนหลานให้รอคนเขาออกจากประตูมาก่อน อย่าไปยืนออยืนจองกันอย่างนั้น ผมเห็นบ่อยเหลือเกินในบ้านเรา ยิ่งเวลาลูกหลานทำผิดๆ ก็อย่าไปเอ็นดูว่าเขายังเป็นเด็กอยู่

สอนเขาไปเลยครับตั้งแต่เรื่องไม้บรรทัดอันเล็กๆ ง่ายๆ วันหนึ่งข้างหน้าหากเขาได้เป็นผู้รักษาไม้บรรทัด ไม้บรรทัดมันจะได้ไม่ขรุขระบิดงอมากนัก

ส่วนจดหมายของคุณโป้งที่เหนื่อยหน่ายกับความไม่มีระเบียบในบ้านเรา แล้วขอให้ผมเขียนดึงคุณให้อยู่เมืองไทยต่อ หลังจากอ่านจดหมายจบผมก็นึกอยู่ตั้งนานว่าจะเขียนอะไรดี แต่พอกลับมาอ่านจดหมายของคุณอีกรอบผมก็พบว่าผมไม่จำเป็นต้องเขียนเลย คุณรู้ตัวไหมครับว่าอันที่จริงคุณยังรักเมืองไทยอยู่มาก ไม่อย่างนั้นคุณคงไม่บ่นมา

เมื่อคืนไปรื้อหนังสือเก่า เปิดไปเห็นสุภาษิตจีนบทหนึ่งถูกใจเหลือเกิน เป็นประโยคสั้นๆ เองครับ

"จุดตะเกียงดีกว่าสาปแช่งความมืด"

หนึ่งบวกหนึ่งไม่เท่ากับสอง

ห นึ่ ง บ ว ก ห นึ่ ง ไ ม่ เ ท่ า กั บ ส อ ง

ส วั ส ดี ค รั บ คุ ณ ป ร ะ ภ า ส
พอดีผมได้อ่านบทความของคุณในมติชนวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ที่มีตอนหนึ่งซึ่งบอกว่าอยากถามมนุษย์ต่างดาวว่า ๑+๑ ได้เท่าไหร่? ผมไม่เห็นด้วยที่จะสรุปว่า ๑+๑ แล้วไม่ได้เท่ากับ ๒ นั้น จะหมายความว่าตรรกะของมนุษย์ต่างดาวที่ตอบนั้นจะไม่เหมือนกับเราชาวโลก เพราะเมื่อพิจารณาดูให้เป็นจริงแล้วเราที่เป็นมนุษย์โลกด้วยกันเองก็ยังมี ความแตกต่างกันในเรื่องนี้เลยครับ ผมเองอยู่ในวงการแพทย์ ซึ่งก็ขอยกตัวอย่างการใช้ยาปฏิชีวนะ (antibiotics) ซึ่งการใช้ยาร่วมกัน ๒ ตัว (อีกนัยหนึ่งคือ ๑+๑) บางครั้งก็ได้ประสิทธิภาพที่ดีมาก (๑+๑ ได้มากกว่า ๒) บางครั้งกลับได้ประสิทธิภาพเท่าเดิม (๑+๑ เท่ากับสอง) แต่บางครั้งประสิทธิ ภาพของยาที่ให้กลับแย่ลง (๑+๑ ได้น้อยกว่าสอง) ความจริงอย่างหนึ่งที่เราควรระมัดระวังก็คือ การไม่รีบด่วนสรุปอะไรง่าย ๆ เพราะแทบจะพูดได้ว่าไม่มีอะไรเลยที่ ๑๐๐ เปอร์ เซ็นต์เต็ม คุณประภาสคิดอย่างไรบ้างครับ?
zx น พ พ ร

ตอนที่ผมแต่งเพลง "หนึ่งต่อหนึ่ง" โดยมี คุณเกียรติศักดิ์ เวทีวุฒาจารย์ กับ คุณฉัตรชัย ดุริยประณีต เป็นผู้ร้องและบรรเลงเผยแพร่ออกไปนั้น ผมเคยได้ยินว่ามีผู้วิจารณ์ถึงเนื้อเพลงในความหมายเช่นเดียวกับที่คุณนพพร กำลังพูดถึง
ผมขออนุญาตนำบางส่วนของเนื้อเพลง "หนึ่ง ต่อหนึ่ง" มาลงไว้หน่อย เผื่อว่าวงสนทนาของเราบางคนไม่เคยได้ยินเพลงนี้ "สร้างอะไรขึ้นมาชิ้นหนึ่ง ก็ถูกทำลายลงไปชิ้นหนึ่ง ทำโต๊ะประชุมตัวใหญ่ มีต้นไม้เพิ่มหนึ่งตอ รองเท้าหนังช้างหุ้มข้อ พ่อพลายหนึ่งตัวต้องตายหายไป ต้องการไฟฟ้ามาเปิดไฟ สร้างเขื่อนทันใดให้อันหนึ่ง แล้วเราก็เสียไปป่าหนึ่ง หนึ่งหนึ่งเท่ากันใช่ไหม" ผู้วิจารณ์กล่าวว่า การสร้างอะไรขึ้นมาหนึ่งอย่างนั้น มันไม่ได้ทำลายของอย่างอื่นไปเพียงหนึ่งอย่าง เท่านั้น บางครั้งทำลายมากกว่าหนึ่งอย่าง เอามา เทียบกันไม่ได้ ผมก็เลยบอกไปว่า ผมเข้าใจและยอมรับว่าเรื่องแบบนี้มันเทียบกันเป็นหนึ่งต่อหนึ่งไม่ได้ แต่ในทางกาพย์โคลงกลอนเราก็ต้องเล่นคำอย่างนั้น และผมก็อยากให้ชวนคิดต่อว่า เลขหนึ่งที่เราเห็นนั้น ตัวแรกกับตัวหลังอาจจะไม่เท่ากันในเชิงคุณค่า ผมอาจจะเขียนเพลงนี้ขึ้นใหม่โดยใช้คำว่า "หนึ่งต่อหนึ่ง" เหมือนเดิมว่า สร้างโรงแรมหนึ่งโรงแรมทำลายจังหวัดหนึ่งจังหวัด สร้างเขื่อนหนึ่งเขื่อนทำลายทวีปหนึ่งทวีป รู้สึกดีขึ้นไหมครับ จะเอาหนักกว่านี้ก็ได้ หนึ่งดอกไม้ถูกเด็ด หนึ่งดวงดาวเป็นจุณ หรือ "เด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาว"
ชื่อ อัลบั้มที่เพลง "หนึ่งต่อหนึ่ง" บรรจุอยู่นั่นเอง ผมได้บอกเป็นนัยไว้แล้วครับ ยังคงเป็น "หนึ่งต่อหนึ่ง" เลข ๑ ที่เท่ากันใน ตัวเลขแต่ต่างกันทาง "ค่า" เช่นเดียวกับ ๑+๑ = ๒ คุณนพพรอาจจะเคยพบว่า บางครั้ง ๑+๑ ไม่เท่ากับ ๒ อาจจะมากกว่า ๒ บ้าง น้อยกว่า ๒ บ้าง ความจริง คุณนพพรกับผมพูดเรื่องเดียวกัน เราคงยืนยันว่า ๑+๑ = ๒ เป็นตรรกะของโลกเราเมื่อเรามองในเชิงปริมาณ แต่เมื่อเรามองในเชิงคุณค่ายาปฏิชีวนะสองตัวใช้ร่วมกัน มันได้ประสิทธิภาพมากกว่าสองเท่า นั่นหมายความว่า เครื่องหมายบวกในนั้นมันไม่ได้เป็นเครื่องหมายบวกอีกต่อไปแล้ว มันได้กลายเป็นเครื่องหมายอื่นไป มันอาจจะเป็น "คูณ" ไปแล้วก็ได้
ในทางกลับกัน คุณนพพรเคยพบว่ายาปฏิชีวนะ สองตัวบางครั้งใช้ร่วมกัน ๑+๑ ผลที่ได้บางครั้งน้อยกว่า "สอง" เครื่องหมายตรงที่บอกว่าใช้ร่วมกันมันอาจจะเป็น "ลบ" ก็ได้ ผมชอบความคิดในการมองเชิงคุณค่าของคุณ นพพรมาก เคยได้ยินเขาโฆษณาบริษัทนำเที่ยวไหมครับ"เที่ยวยุโรป ๕ วัน ๗ ประเทศ" แค่ฟังก็ท้องป่วนแล้วปริมาณล้วนๆ ครับ ลองเอาความคิดนี้ไปใช้กับการจัดตั้งรัฐบาลผสมหลายๆ พรรคบางรัฐบาลที่ผ่านๆ มาสิครับเราอาจจะรวมจำนวน ส.ส. ไม่ครบเสียงรัฐบาล เสียอีก เพราะผลบวกมันจะเป็นอย่างนี้ ๖๘+๓๕+๒๓+๑๒+๔+๑ = ๐ !

ผู้หญิงเก่ง

ผู้หญิงเก่ง
"คุยกับประภาส" หนังสือพิมพ์มติชน หน้า๑๔ ฉบับวันอาทิตย์ที่ ๑๙ มีนาคม พ.ศ.๒๕๔๓

สวัสดีค่ะคุณประภาส
เมื่อวานมีคนบอกอีกแล้วว่าผู้ชายไม่ชอบผู้หญิงเก่ง อยากรู้ค่ะว่าพี่คิดยังไงเพราะก็มีเพื่อนที่เป็นหญิงเก่งนะคะ เคยคุยกันเหมือนกัน แล้วก็คิดตรงกันว่าให้เราแกล้งโง่เพื่อให้มีคนมาชอบก็คงไม่ไหว ไม่รู้ว่าเพื่ออะไร แต่เพื่อนหญิงที่เก่งๆเค้าบอกว่าไม่ค่อยชอบผู้ชายที่ไม่ฉลาดเท่าไหร่ เพราะตามเค้าไม่ค่อยทันอยู่ด้วยแล้วไม่สนุก แบบนี้หรือเปล่าคะถึงชอบพูดกันว่าผู้ชายกลัวผู้หญิงเก่งๆไม่อยากได้เป็นแฟน แล้วมันจริงเหรอคะ

Thapawee

ใครจะว่าอย่างไรไม่รู้ แต่ผมชอบผู้หญิงเก่งและชอบผู้หญิงฉลาด แล้วผมก็เชื่อว่าผู้ชายเกือบทุกคนในโลกน่าจะชอบผู้หญิงเก่งและผู้หญิงฉลาด กันเป็นส่วนใหญ่
ถ้าคุณ Thapawee หมายความเพียงแค่นั้นก็คงไม่ตรงกับของผมเสียทีเดียว อาจจะตรงอยู่บ้างบางส่วนแต่ไม่ทั้งหมด
"ผู้หญิงเก่งหรือผู้หญิงฉลาด" ของผมนั้นไม่จำเป็นต้องเรียนสูงอะไรหรอกครับ เพราะไม่ว่าจะมีปริญญาเป็นถึงศาสตราจารย์หรือมีแค่ประกาศนียบัตรประถมหก ผู้หญิงทุกคนก็เป็นผู้หญิงเก่งผู้หญิงฉลาดได้ทั้งนั้น และถึงไม่ได้ใส่สูทออกคำสั่งในสำนักงานก็ไม่ได้หมายความว่าคุณจะเป็นผู้หญิง ไม่เก่ง
ไม่ว่าจะยกมือในสภาหรือยกกระทะในครัว ทุกนางและนางสาวย่อมเป็นผู้หญิงเก่งผู้หญิงฉลาดได้เท่ากัน
"แม่" ผมคนหนึ่งล่ะที่ผมนับเป็นผู้หญิงเก่ง
ท่านไม่ได้เรียนหนังสือชั้นไหนเลย ทั้งชีวิตเขียนชื่อตัวเองว่า "พร" เป็นตัวเดียว แต่งงานกับพ่อของผมแล้วให้กำเนิดบุตรชายสิบคนรวดไม่มีผู้หญิงเลย เป็นผู้หญิงตัวคนเดียวในบ้านที่ต้องทำอาหารเลี้ยงผู้ชายที่มีจำนวนเท่ากับ นักฟุตบอลหนึ่งทีมทุกมื้อทุกวัน
ไม่ต้องพูดถึงความรักหรอกครับ ท่านมีให้กับลูกทุกคนอย่างเสมอหน้าเสมอตามาตลอด ความรักของท่านยิ่งใหญ่และอ่อนโยนอย่างมากในสายตาของผม แม้ว่าผมจะไม่เคยได้ยินคำว่าจ๋าจ๊ะจากปากท่านเลย
ถามว่าท่านเป็นผู้หญิงที่ฉลาดไหม ไม่รู้สิครับก็ไม่เคยเห็นสิบแปดมงกุฏที่ไหนมาหลอกลวงท่านสำเร็จเท่าที่จำ ความได้ และแม้ว่าท่านจะอ่านหนังสือไม่ออกเลยแต่ท่านก็ขอดเงินทุกเบี้ยทุกบาทที่มี อยู่ในไหในลิ้นชักส่งลูกทุกคนเรียนจนถึงที่สุด ผมว่านี่แหละครับความฉลาดของคนเป็นแม่
กลับมาที่จดหมายของคุณ Thapawee ที่ว่าผู้หญิงเก่งๆไม่ชอบผู้ชายที่ไม่ฉลาด
น่าจะเป็นความจริงนะครับ ที่ผู้หญิงฉลาดไม่ชอบผู้ชายโง่ และน่าจะเป็นธรรมชาติปกติของคนทั่วไป คนสองคนรักกันความรักมันอยู่บนเตียงอย่างเดียวเสียเมื่อไหร่ การพูดคุยการแลกเปลี่ยนความคิดหรือแม้กระทั่งการหยอกล้อมันก็ต้องมีเรื่อง สมองมาเกี่ยวข้องทั้งนั้นแหละครับ ผู้ชายผู้หญิงจึงมักจะหาคนที่เฉลียวคล้ายๆกันเป็นคู่ใจ แล้วอย่างไรถึงเรียกว่าฉลาดอย่างไรถึงเรียกไม่ฉลาด แต่ละคนแต่ละที่ย่อมบอกแตกต่างกันไป ผมลองสมมุติเล่นๆ สมมุตินะครับว่าคุณอภิสิทธิ์คนหนุ่มรูปหล่อเรียนจบนอกดูอย่างไรก็ดูออกว่า เป็นคนที่มีความคิด เป็นคนฉลาดว่าอย่างงั้นเถอะ แล้วก็ให้เผอิญต้องพลัดหลงไปเจอสาวเผ่าตองก้าในการท่องป่าเข้า สาวเจ้าจะคิดอย่างไรกับคุณอภิสิทธิ์
ก็คงจะคิดว่าหนุ่มคนนี้ทำไมบ้องตื้นอย่างนี้ ปีนต้นไม้ก็ปีนไม่เป็น จับหมูป่าก็จับไม่ได้ ความพึงใจในความฉลาดของเพศตรงข้ามจึงน่าจะเป็นเรื่องของความเชื่อในสังคม ด้วย
กลับมาที่ประโยคสุดท้ายอันเป็นสาระของจดหมายของคุณ Thapawee ก็คือ ผู้ชายส่วนใหญ่กลัวผู้หญิงเก่งๆไม่อยากได้เป็นแฟนหรือพูดให้สั้นว่า "ผู้ชายไม่ชอบผู้หญิงเก่ง"นั่นเอง
ประโยคนี้ผมไม่เห็นด้วยครับ
ผมจะขอลองเสนอประโยคใหม่เป็นว่า "ผู้ชายไม่ชอบผู้หญิงอวดเก่ง" เก่ง กับ อวดเก่ง ไม่เหมือนกันนะครับ
ผมว่ามนุษย์ทุกคนชอบคนเก่ง ชอบคนฉลาด เด็กน้อยที่ฉายแววฉลาดหรือเก่งเกินวัยจะดูน่ารักน่าชังในสายตาผู้ใหญ่ ความฉลาดเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของมนุษย์โดยเฉพาะผู้หญิง หลายครั้งผมมองผู้หญิงสวยขึ้นเพราะคำพูดฉลาดๆของเธอและแน่นอนมันไม่เกี่ยว กับการศึกษาของเธอเลย
แต่ขณะเดียวกันมนุษย์ทุกคนไม่ชอบคนอวดเก่ง ยิ่งในสังคมบ้านเราด้วยแล้วค่อนข้างเอียงไปทางเกลียดคนขี้อวดขี้โอ่ด้วยซ้ำ
ผมจึงว่าไม่ว่าผู้หญิงหรือผู้ชายน่าจะไม่ชอบคนอวดเก่งอวดฉลาด ด้วยกันทั้งนั้น
มีอีกประโยคหนึ่งในจดหมายของคุณ Thapawee คือคำว่า "แกล้งโง่" ฟังดูแล้วน่ากลัวพิลึกครับ
ผมว่า "ไม่อวดเก่ง" กับ "แกล้งโง่" น่าจะไม่เหมือนกัน เราคงไม่ต้องถึงกับทำเป็นแกล้งโง่เพื่อหาคู่หรอกครับมันดูไม่จริงใจอย่างไร ไม่รู้ ความฉลาดที่ดีที่สุดของคนเราอยู่ตรงไหน การที่รู้ว่าควรจะแสดงความฉลาดออกมาตอนไหนน่าจะคือความฉลาดที่ฉลาดที่สุด
อย่างนี้ไม่เรียกว่า "แกล้งโง่" นะครับ เราไม่จำเป็นต้องพูดทุกเรื่องที่เรารู้ หรือต้องแสดงออกทุกอย่างที่เรารู้สึกนี่ครับ
นักปราชญ์บางคนเรียกอาการตรงนี้ว่า ศิลปะของความเป็นผู้รู้
ความอ่อนโยนน่าจะเป็นคุณสมบัติข้อแรกของธาตุที่มีชื่อว่า
"ผู้หญิง" นะครับ และคำว่า "อ่อนโยน"นี่แหละครับใกล้เคียงกับคำว่า
"ไม่อวดเก่งไม่อวดฉลาด" มากที่สุดในความคิดของผม
เมื่อเราข้ามการมองที่ "รูปทรัพย์"ซึ่งผู้ชายแต่ละคนเห็นไม่เหมือนกันไปแล้ว "ความอ่อนโยนและความฉลาด" จะเป็นแท่งแม่เหล็กอันใหญ่ที่ทำให้เข็มทิศของผู้ชายหมุนชี้มาหา แล้วพวกผู้ชายจะไม่มีการหลงทางเลย

ตัวขี้เกียจ

พี่ประภาสที่นับถือ


พี่มีวิธีดีๆ ที่จะแนะนำให้คนที่ค่อนไปทางขี้เกียจอย่างผมขยันขึ้นบ้างไหมครับ ผมมีความฝันที่จะทำนู่นทำนี่หลายอย่างเลยครับ พวกงานขีด งานเขียนอะไรพวกนี้เนี้ยแหละครับ แต่ทำยังไงก็ไม่เคยสำเร็จเสียที บางทีทำไปหน่อยก็ขี้เกียจทำต่อแล้ว เพื่อนๆมันชอบล้อผมว่านักฝันรายวัน คือเอาแต่ฝันไม่ยอมลงมือทำซะที
หาวิธีแก้ให้หน่อยสิครับ เจ้าตัวขี้เกียจนี้

ชายกลาง

อัน ที่จริงแล้วผมก็ไม่ใช่คนที่มีนิสัยขยันขันแข็งอะไรเลยและถ้าจะบอกว่าผมเป็น สมาชิกคนหนึ่งของ "สมาคมผู้ผัดวันประกันพรุ่ง" เหมือนคุณก็ไม่ผิดนัก

" เจ้าตัวขี้เกียจ" ที่คุณว่า มันก็สนิทกับผมเสียเหลือเกิน บางทีมันก็กอดผมเสียแน่นจนแทบจะสลัดไม่หลุด บางทีก็กอดผมเสียแน่นจนแทบจะสบัดไม่หลุด บังเอิญผมพอจะมีวิธีพูดกับมันบ้าง มันถึงยอมให้ผมทำตัวขยันอยู่ได้บ้าง
มีคำอยู่คำหนึ่งผมใช้บอกกับเจ้าตัวขี้เกียจของผมเสมอ
คำว่า "รับผิดชอบ" ครับ
ผม มักจะบอกตัวผมเองเสมอว่า มนุษย์เราต้องมีความรับผิดชอบ นักเขียนต้องรับผิดชอบต่อคนอ่านที่รออ่านอยู่ นักแต่งเพลงต้องรับผิดชอบต่อคนฟัง คนจับกุ้งต้องรับผิดชอบต่อคนกินกุ้ง เรื่องค่าตอบแทนเป็นอีกเรื่องหนึ่ง
ที่สำคัญเราต้องรับผิดชอบต่อความฝันของตัวเอง
นอกจากเจรจากับเจ้าตัวขี้เกียจแล้ว ผมก็ยังใช้อุบายหลอกล่อมันด้วยเหมือนกัน
เช่น ผมมักจะใช้เวลา "เช้าตรู่" กับงานเขียน ไม่ว่าจะเป็นบทความ บทละคร หรือเพลง เพราะผมรู้ว่าตอนเช้าที่ผมตื่นขี้นมาอย่างสดชื่นนั้น เป็นเวลาที่เจ้าตัวขี้เกียจมันอ่อนแรงที่สุด
เรื่องอุบาย ต่อสู้กับเข้าตัวขี้เกียจนี้ มีผลงานวิจัยของศาสตราจารย์ทางจิตวิทยาชิ้นหนึ่งน่าสนใจดี ผมไปอ่านเจอเข้า ขออนุญาตนำมาเล่าให้ฟังกัน

ดร.โรเบิร์ต เอ็ปสไตน์ "เขียนวิธีเปลี่ยนนิสัยให้น่ารัก" ลงในนิตยสารไซโคโลจี้ทูเดย์ โดยสรุปย่อๆว่า คนเราอาจเปลี่ยนนิสัยที่ขี้เกียจหรือนิสัยตามใจตัวเองบางอย่างที่ไม่ดีให้หายไปได้โดยสร้างเงื่อนไขมากระตุ้นตัวเอง
คุณโรเบิร์ตแกแนะนำใช้สามวิธีใหญ่ๆครับ

วิธีแรก เปลี่ยนสภาพแวดล้อม อันนี้เห็นท่าจะจริง เพราะถ้าใครจะคิดเขียนหนังสือ แล้วดันไปนั่งอยู่ในดิสโก้เธคที่มีเสียงเพลงดังกระแทกจนหัวใจแทบเปลี่ยน จังหวะเต้น แล้วยังแสงสีที่วูบวาบขนาดนั้นอีก ใครเขียนหนังสือได้ก็ต้องรับเป็นยอดคน
คุณโรเบิร์ตแกบอกว่า จากการทดลองกับคนที่มีนิสัยชอบกัดเล็บตัวเอง โดนให้ซื้อตะไบเล็บมาสัก ๕๐ อัน แล้ววางให้ทั่วทุกแห่งไม่ว่าจะเป็นกระเป๋าเสื้อ กระเป๋ากางเกง โต๊ะ และเตียงนอน ที่สำคัญวางให้ใกล้มือตลอดเวลา ไม่นานนักนิสัยกัดเล็บก็จะหายไป เพราะเขาจะตะไบเล็บแทนตอนที่อยากจะกัดเล็บ
ฟัง เรื่องนี้แล้วทำให้นึกถึงรุ่นน้องของผมคนหนึ่งเอาลูกบาสวางไว้ข้างประตูบ้าน เขาบอกว่ามันทำให้เขาได้เล่นบาสทุกวันอย่างที่เขาต้องการ เพราะเขาเห็นมันทุกครั้งที่กลับบ้าน วิธีน่าจะใช้ได้ดีกับนิสัยผัดวันทุกประเภทว่าไหมครับ
จอดจักรยานไว้หน้าบ้าน ถ้าอยากขี่จักรยานทุกวัน
วางดินสอและสมุดไว้บนโต๊ะตลอดเวลา ถ้าอยากเขียน
พิงกีต้าร์ไว้ข้างๆเตียง ถ้าอยากฝึกทุกวัน ฯลฯ

คุณ โรเบิร์ตเล่าให้ฟังถึงหญิงสาวคนหนึ่งซึ่งไม่ค่อยมีสมาธิดูหนังสือ ในที่สุดเธอก็ประสบความสำเร็จอย่างน่าทึ่ง เมื่อเธอเปลี่ยนโคมไฟตั้งโต๊ะที่มีแสงสว่างมากขึ้น และที่สำคัญเธอเลื่อนโต๊ะให้ออกห่างจากเตียงนอนมากขี้น
อันนี้ ไม่เลวนะครับ ผมก็เป็นคนหนึ่งที่มักถูกแรงดึงดูดจากเตียง ดูดให้ให้ไปเอนหลังบ่อยๆเวลาเขียนหนังสือ ทั้งๆที่เตียงของผมก็ไม่ได้ทำจากแท่งแม่เหล็กอะไรเลย

วิธีที่สอง กำกับพฤติกรรมตัวเอง
เพื่อน ผู้หญิงของผมหลายคนใช้การชั่งน้ำหนักตัวเองเป็นประจำเพื่อควบคุมน้ำหนัก ผมก็ใช้วิธีคล้ายๆกันอย่างนี้ครับ ทุกครั้งที่ซื้อกางเกงตัวใหม่ ผมจะไม่ยอมเพิ่มขนาดเอว เมื่อไรที่รู้สึกว่ากางเกงคับ ผมก็จะระวังการกินอาหารมากขึ้น
ไม่ได้กลัวว่าจะมีหุ่นไม่ดีหรอกครับ ผมไม่ชอบอ้วนมากกว่า อ้วนทีไรเจ้าตัวขี้เกียจติดผมแจไม่ยอมห่างเลย
บท ความของ ดร.โรเบิร์ตยังบอกอีกว่า การกำกับพฤติกรรมตัวเองจะช่วยแก้นิสัยไม่ดีให้หายได้ อย่างเช่น ถ้าคุณเป็นคนชอบพูดคำว่า "แบบว่า" มากเกินไป ให้ใช้วิธีนับว่าวันหนึ่งๆคุณพูดคำนี้กี่ครั้ง หรือฉีกกระดาษใส่กระเป๋าทุกครั้งที่พูด หรือใช้เครื่องนับอย่างที่เขาใช้นับคนในรถก็ได้ เขาบอกว่าวิธีนี้ทำให้คุณหายจากลักษณะนิสัยที่คุณไม่ชอบได้โดยใช้เวลาไม่นาน ด้วย
ผมว่าไม่เลวเลยนะครับวิธีนี้ มันเป็นวิธีทางจิดวิทยาโดยแท้ ลองคิดดูสิครับ คนเรามัวแต่จะคอยนับว่าเราจะพูดคำว่า "แบบว่า" วันละกี่ครั้ง ผมว่าเราจะหยุดพูดไปเองโดยอัตโนมัติ
เรื่องการกำกับพฤติกรรมตัวเองนั้น ผมเคยเห็นบางคนเพิ่มการลงโทษและให้รางวัลตัวเองเข้าไปด้วย ผมเห็นว่ายิ่งได้ผลชะงัดขึ้นครับ
สมมติ ว่าคุณชอบกินไอศกรีม คุณอาจจะสัญญากับตัวเองว่า ถ้าอ่านหนังสือสอบเล่มนี้จบเมื่อไร คุณจะได้ให้รางวัลกับตัวเองด้วยไอศกรีมชามใหญ่ หรือสมมติว่าคุณชอบเล่นคอมพิวเตอร์ คุณอาจตกลงกับตัวเองว่า ถ้ารายงานส่งครูฉบับนี้ไม่เสร็จตามกำหนด คุณอาจจะลงโทษตัวเองด้วยการงดเล่นคอมพิวเตอร์ ๑ เดือน เป็นต้น

การให้รางวัลและการลงโทษตัวเองเป็นเทคนิคทางจิตวิทยาอย่างหนึ่ง ทางจิตวิทยาถือว่ามนุษย์เราถ้ามีแรงกดดันเล็กๆน่อยๆจะทำให้เรามีแรงขับที่จะ ทำในสิ่งนั้นๆได้เต็มศักยภาพมากขึ้น

วิธีที่สาม สร้างข้อผูกพัน
คน เรานี่ก็แปลก เวลาที่เรามีเงื่อนไขกับใคร เราจะรู้สึกเกรงใจในเงื่อนไขนั้นมากกว่าไม่มีเงื่อนไข อาจเป็นเพราะธรรมชาติของมนุษย์เป็นสัตว์สังคม จึงพยายามที่จะเรียนรู้การอยู่ร่วมกันกับคนอื่นให้ได้ดีที่สุด
การสร้างข้อผูกพันหรือเงื่อนไขกับคนอื่น จึงเป็นการบังคับให้เราทำตามวัตถุประสงค์ของตัวเองไปโดยปริยาย
ตัวอย่าง เช่น ถ้าเราอยากออกกำลังกายก็ให้ชวน ให้นัดเพื่อนไปด้วย ถ้าเราขี้เกียจแล้วจะไป ก็จะเกิดความกลัวว่าเพื่อนจะว่าหรือโกรธเอาได้ ทีนี้เราก็ได้ไปออกกำลังกายบ่อยๆ เพราะจะพยายามรักษาเงื่อนไขนั้นไว้
ดร. โรเบิร์ตยืนยันเลยนะครับว่า การวิจัยในช่วงหลายปีมานี้ วิธีนี้ค่อนข้างทำให้การบังคับตัวเองได้ผล นักวิจัยอื่นๆที่สถาบันโพลีเทคนิคในเวอร์จิเนียร์เพิ่มเติมให้อีกว่า คนไข้ที่ให้คำมั่นเป็นลายลักษณ์อักษรกับหมอ มักจะกินยาตามที่สั่งไว้ครบถ้วนกว่าคนไข้ที่ไม่ได้เขียนสัญญา
นี่คงเป็นเพราะ "เจ้าตัวรับผิดชอบ" ของมนุษย์ที่ผมพูดไว้ตอนต้นๆเป็นแน่ ที่ทำให้มนุษย์เราเกรงใจที่จะไม่กล้าผิดสัญญา
อ่าน งานวิจัยของคุณโรเบิร์ตชิ้นนี้แล้วได้ข้อสรุปว่า บางทีเราอาจทำสิ่งต่างๆให้ลุล่วงดังตั้งใจได้ด้วยการฝึกฝน หลายครั้งในหน้านี้ผมเคยเขียนถึง "แรงใจ" ในการที่จะมุมานะทำการสิ่งใดของมนุษย์เรา แต่วันนี้เรากำลังพูดถึง "แรงฝึก" เพียงคำเดียว
หาก "แรงใจ" เป็นเชื้อเพลิงอันพิสุทธิ์ "แรงฝึก" น่าจะเป็นออกซิเจนให้การสันดาปนี้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น

คัดลอกมาจาก "กบเหลาดินสอ"
ประภาส ชลศรานนท์

พฤติกรรมกำหนดชะตากรรม - วิลเลียม เจมส์

พฤติกรรมกำหนดชะตากรรม - วิลเลียม เจมส์
  1. กริยาควบคุมอารมณ์ - ให้ลองทำหน้าตาขึงขังใส่กระจกเงา ดูกล้ามเนื้อที่เกร็จบนใบหน้า ปากที่ เสยะออก ถ้าเราทำไปซักพัก มันจะทำให้เรารู้สึกโกรธขึ้นมาจริงๆได้ ไม่เชื่อลองดู ตอนที่เราโกรธใครบางคนแล้วดันทะลุกลางปล้องด่าออกมา คราวนี้ความโกรธจะยิ่งทวีคูณ เพราะไอ้กริยาความโกรธที่แสดงออกมาจะทำให้เรายิ่งรู้สึดโกรธมากขึ้นอีก อารมณ์เศร้าก้อเหมือนกัน ถ้ามานั่งเสียใจอยู่กับเรื่องเดิมๆความเศร้าก้อจะมากขึ้นเช่นกัน
  2. งานกระตุ้นพลัง - ทฤษฎีนี้คนที่เป็นพวกสุขนิยมหรืออกแนวขี้เกียจหน่อยคงไม่ชอบ เขาเชื่อกันว่าการทำงานหนักต่างหากที่ทำให้เรามีพลัง ไม่ใช่พักผ่อนถึงมีพลัง
  3. นิสัยบ่มได้ - ปัจจุบันมีการยอมรับแล้วว่า การมีปฏิสัมพันธ์กับภายนอกทางร่างกายนั้น มันจะถูกจารึกไว้ในเซลล์สมอง และเมื่อมีปฎิสัมพันธ์กันบ่อยๆรอยนั้นจะถูกจารึกให้แน่นขึ้น จากพฤติกรรมกลายเป็นนิสัย จากนิสัยกลายเป็นสันดาน
  4. กังวลนิดๆ มีชีวิตชีวา - ต้องนับว่ความคิดนี้แปลกทีเดียว การมีความเครียดน้อยๆเป็นการกระตุ้นสมองตลอดเวลา แต่ไม่ได้หมายความว่าเครียดประเภททำร้ายตัวเองนะ น่าจะเป็นเครียด กังวลแล้วหาวีธีแก้ปัญหานั้นมากกว่า อาจคิดได้เองหรือจากการถามผู้อื่นมาก้อได้ เมื่อเราสามารถผ่านปัญหานั้นไปได้แล้ว มันจะทำให้เรากลัวปัญหานั้นน้อยลงไปด้วย
  5. ด้านดีและด้านร้ายของแต่ละคน - ทุกคนนั้นมีสองด้านเสมอขึ้นอยู่กับว่าเราเลือกใช้ด้านไหนกับใครเท่านั้นเอง ที่สำคัญจงเชื่อมั่นในการทำความดี แล้วอยู่กับมัน มันจะสามารถสร้างสรรค์ความดีนั้นเองออกมาตลอด

ฝันร้าย

วันที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2547 ปีที่ 27 ฉบับที่ 9780

คอลัมน์ คุยกับประภาส โดย ประภาส ชลศรานนท์

ในฝันนั้น ผมนั่งอยู่เบาะหลังรถที่คล้ายๆ รถตะลุยป่า ข้างๆ ผมมีผู้ชายสองคนนั่งขนาบข้างอยู่ ส่วนด้านหน้าถ้ารวมคนขับก็ยังมีอีกสองคน

อันที่จริงจะเรียกว่ารถตะลุยป่าก็ไม่เชิงนัก เพราะด้านข้างของตัวรถทั้งซ้ายขวาติดตั้งอาวุธที่วงการทหารเขาเรียกว่าอาวุธ หนักเต็มอัตรา ส่วนด้านหลังเบาะของผมก็ยังเป็นที่ตั้งของปืนกลขนาดใหญ่อีกกระบอก ไกปืนของมันยังห้อยมาใกล้ๆ ศีรษะผมอยู่บ่อยๆเวลารถวิ่งตกหล่ม

สองคนที่นั่งข้างๆ ผมนั้น คนหนึ่งเขาบอกผมว่าเขาเป็นนักท่องเที่ยว ส่วนอีกคนหนึ่งเขาเป็นนักรบ คนหลังนี้เขาไม่ได้บอกอะไรแต่ผมดูจากการแต่งตัวที่ตามแขนเสื้อและขากางเกงมีมีดพกและปืนผาหน้าไม้เหน็บอยู่เต็มตัวไปหมด

คนขับรถนี่ก็แต่งตัวแล้วเห็นได้ชัดว่าเป็นนักสืบ เพราะเขาสวมโอเวอร์โค้ตทับอยู่ มือขวาแม้จะจับพวงมาลัยแต่ก็ยังใช้นิ้วคีบแว่นขยายไว้ ส่วนคนที่นั่งข้างๆ เขาที่นั่งเงียบมาตลอดทางติดป้ายเล็กๆ ที่อกเสื้ออ่านได้ว่าไกด์

รถกำลังวิ่งไปไหนสักแห่ง ผมรู้แค่นั้น ในฝันเรามักจะไม่ค่อยมีจุดหมาย

ทิวทัศน์ข้างๆ ถนนที่รถวิ่งผ่านไปก็ล้วนเป็นทิวทัศน์ที่ผมไม่คุ้นตาเลย มันเต็มไปด้วยโขดหิน ชะง่อนผา จะมีต้นไม้ก็เพียงแค่หญ้าสีเหลืองๆ ที่ขึ้นแซมตามไหล่เขา

แล้วรถก็วิ่งมาถึงสถานที่หนึ่งที่ดูคล้ายๆ ภูเขายอดตัด

"เราต้องไปที่ยอดนั่น" ไกด์พูดขึ้น

"เราจะไปทำไม" นักสืบสงสัยเป็นคนแรก

"ระหว่างทางศัตรูเยอะไหม" นักรบเสริม

นักท่องเที่ยวนั่งฟังอยู่ไม่พูดอะไร ว่าแล้วเขาก็ควักกล้องถ่ายรูปขึ้นมาถ่ายไปที่ภูเขา

"ไปกันเถอะ"นักสืบวางแว่นขยายลงข้างๆ ตัวแล้วก็เข้าเกียร์รถเดินหน้าต่อไป ผมว่าเห็นตัวอะไรอยู่ข้างหน้าตรงทางขึ้นเขานะ

"ข้างหน้ามีตัวอะไรอยู่น่ะ" ไกด์พูดขึ้น ดีแล้วที่ผมไม่ได้เห็นคนเดียว เพราะสิ่งที่ผมเห็นนั้นถ้าไปเล่าให้ใครฟังอาจจะบอกไม่ได้ว่ามันคือตัวอะไร

รถจอดลงที่ตีนเขาตรงทางจะที่จะขึ้นเขาพอดี ผมรีบมองไปยังสิ่งแปลกประหลาดที่ผมเห็นมาแต่ไกล

มันเป็นก้อนกลมๆ ขนาดเท่าถังแก๊สใบย่อมๆ ได้ แม้จะไม่ได้เอามือไปจับก็พอจะรู้ว่ามันคงมีผิวนิ่มๆ เพราะเวลาที่มันขยับเหมือนจะหายใจ ผิวของมันก็จะกระเพื่อมตามไปด้วย ขนเส้นเล็กสีน้ำตาลที่ขึ้นรอบๆ ตัวแม้จะไม่มากนักแต่ก็ทำให้มันดูคล้ายผลเงาะลูกใหญ่ๆ

"สัตว์ประหลาดนี่" นักรบลุกขึ้นยืนเป็นคนแรกทันทีที่รถจอด

พอนักรบเขาพูดว่าสัตว์ประหลาด ผมก็มองเห็นปากเล็กๆ ที่ซ่อนอยู่หลังขนที่ปกคลุมตัวอยู่ มันมีฟันซี่เล็กๆคล้ายซิปกางเกง

"ใครส่งมันมา" นักสืบทำหน้าที่ของตัวเอง

"เราอย่าไปสนใจเลย เราไปต่อเถอะ" ไกด์มองขึ้นไปบนยอดเขา อะไรบางอย่างบอกผมว่ายอดเขามันสูงขึ้นกว่าตอนที่ผมมองมาจากที่ไกลๆ

เสียงรองเท้ากระทบพื้นถนนเหมือนมีใครคนหนึ่งกระโดดลงไปจากรถ พอผมละสายตาจากยอดเขา ผมก็เห็นนักท่องเที่ยวกำลังเดินเข้าไปที่เจ้าตัวประหลาดที่ขวางทางรถอยู่ เขาเดินพลางหยิบกล้องออกมาเปิดฝาหน้ากล้อง

"กลับมา…อย่าเข้าไป อันตราย" นักรบใช้น้ำเสียงเหมือนออกคำสั่ง

"อาจมีใครส่งมันมาจัดการเราก็ได้" นักสืบหยิบแว่นขยายขึ้นมาส่องไปที่เจ้าสัตว์ประหลาด "มันเป็นตัวอะไรกันแน่"

"เราไปต่อเถอะ" ไกด์พูดประโยคเดิม "เดี๋ยวจะมืดเสียก่อน"

นักท่องเที่ยวยังคงเดินเข้าไปใกล้ๆ "ขอผมรูปเดียวชัดๆ จะเอาไปให้คนที่บ้านดู" เจ้าตัวประหลาดขยับตัวเล็กน้อยคล้ายตอบรับเสียงรบกวน ผมมองเห็นดวงตาเล็กๆ ที่ซ่อนอยู่หลังเส้นขนแล้ว

ไม่รู้คิดไปเองอีกแล้วหรือเปล่า ผมว่าตามันเศร้าๆ

"ถอยกลับมา เชื่อผม" นักรบกระโดดลงมาจากรถ มือซ้ายมือขวาของเขาตอนนี้จับอยู่ที่ปืนและมีดข้างตัว

นักท่องเที่ยวเอากล้องขึ้นแนบหน้า และทันทีที่แสงไฟแฟลชสว่างขึ้น เจ้าตัวประหลาดที่มีแต่ขนก็ส่งเสียงร้องขึ้น นักท่องเที่ยวถอยกรูดจนแทบจะล้มลง

นักรบไม่รอช้า เขาดึงมีดพกที่เหน็บอยู่ข้างกางเกงขว้างไปที่เจ้าตัวประหลาดทันที คราวนี้เสียงร้องมันดังขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า นักสืบหันมาคว้าปืนที่อยู่ข้างตัวอย่างไม่รอช้า ผมกับไกด์เห็นดังนั้นก็รีบทำตาม ผมนั้นคว้าได้ปืนยาวที่อยู่หลังรถ

หลังจากส่งเสียงร้อง เจ้าตัวประหลาดก็กลิ้งเข้ามาใกล้รถพวกเรา แล้วจู่ๆ มันก็ยืนขึ้น ไม่มีใครรู้เลยว่ามันมีขา

"พันธุ์อะไรนี่ มีเป็นสิบๆ ขา" นักสืบเอาแว่นส่อง ไม่รู้เป็นเพราะมันลุกขึ้นยืนหรือเปล่า แต่ผมรู้สึกว่ามันตัวโตขึ้น

ปังๆๆๆๆ เสียงปืนจากปากกระบอกของนักรบดังขึ้น "อย่าให้มันเข้ามาใกล้รถ"

"เราขับรถทับมันเลยดีไหม เดี๋ยวจะไปไม่ถึงยอดเขา" ไกด์ร้องขึ้นทันทีที่นักท่องเที่ยวกระโจนขึ้นมาบนรถ

"ทับมันไหวหรือ คุณดูข้างหน้าสิ" ผมเรียกให้เขาดู

สัตว์ประหลาดตัวเล็กๆ ตอนนี้มันใหญ่เกือบจะเท่ารถของเราแล้ว

นักรบกระโดดข้ามหัวผมขึ้นไปประจำที่ปืนกลหลังรถแล้วก็สาดกระสุนใส่เจ้าสัตว์ประหลาดอย่างไม่ยั้ง แล้วก็เป็นอย่างที่ผมคิด ยิ่งมันถูกทำร้ายร่างกายมันก็เริ่มใหญ่ขึ้น

ใหญ่ไม่ใหญ่เปล่า มันยังงอกงวงงอกงาโผล่เล็บแหลมๆ ขนาดดาบอรัญญิกออกมาจากขาเป็นสิบๆ ของมันอีก และพอมันอ้าปากให้เห็นฟันคล้ายๆ เลื่อยไฟฟ้าเป็นร้อยๆ ซี่พร้อมน้ำลายอันเหนียวหนืดของมัน นักสืบก็เข้าเกียร์ถอยหลังหลบออกมาทันที "มันตามเรามา" ผมเห็นดวงตาของมันแสดงอาการโกรธอย่างเห็นได้ชัด

"ชนมันเลย"นักรบออกคำสั่งหลังจากยิงปืนกลหมดชุด

นักสืบหันมองหน้านักรบแวบหนึ่ง แล้วก็ตัดสินใจหยุดรถที่กำลังถอยหลัง แล้วเข้าเกียร์พร้อมเหยียบครัชและเหยียบคันเร่งให้เครื่องยนต์ทำงานรอ

"รอให้มันวิ่งสวนเข้ามาก่อน" นักรบโบกมือเตรียมให้สัญญาณ

และทันทีที่เจ้าสัตว์ประหลาดวิ่งเข้ามาใกล้สุด นักสืบก็ปล่อยคลัตช์ส่งรถทั้งคันวิ่งเข้าชนเจ้าสัตว์ร้าย ผมรีบคว้าโครงเหล็กข้างๆ ตัวเพื่อยึดไว้กันตก

เสียงโครมลั่นไปทั้งบริเวณ รถเรากระเทือนเหมือนจะหลุดเป็นชิ้นๆ กล้องถ่ายรูปของนักท่องเที่ยวกระเด็นมาตกที่หน้าตักผม ผมหยิบส่งให้เขาแล้วก็รีบมองไปข้างหน้าเพื่อจะหาเจ้าตัวประหลาดนั่น

"มันหายไปไหนแล้ว"

"ไม่ได้หายหรอก มันยืนคร่อมรถเราอยู่" ผมมองตามนิ้วชี้ของนักรบที่ชี้ขึ้นไปบนฟ้าคุณพระช่วย ตอนนี้มันตัวใหญ่เกือบจะเท่าภูเขาอยู่แล้ว

เร็วเท่าความคิด นักสืบใช้โอกาสนั้นเหยียบคันเร่งส่งรถวิ่งมุดขามัน พุ่งตรงเข้าทางขึ้นภูเขาไปทันที ผมรีบหันหลังมองย้อนกลับไป

"มันตามมาหรือเปล่า" นักสืบร้องถาม

"เปล่า"ผมมองเห็นมันยืนนิ่งอยู่ไกลๆ

รถของเราวิ่งไปอีกสักพัก ก็เริ่มชะลอ ดูเหมือนเรายังไม่หายตื่นเต้นดีเลย แต่กำลังจะเจออะไรข้างหน้าอีกแล้ว

"เดี๋ยวจะไม่ทันถึงยอดเขานะ" ไกด์ยังเป็นห่วงจุดหมายปลายทาง

นักสืบเหยียบเบรกให้รถจอดสนิท แล้วก็บุ้ยหน้าให้ทุกคนมองไปที่ข้างหน้ารถ

มีสัตว์ประหลาดตัวเล็กๆ ตัวหนึ่งยืนขวางอยู่ พวกเราทั้งห้าคนหันมามองหน้ากันโดยมิได้นัดหมาย เจ้าสัตว์ตัวที่เห็นนี้มันมีลักษณะเหมือนเจ้าตัวที่เราเพิ่งหนีมาทุกอย่าง

"เรากลับมาที่เก่า…" ผมรู้เพราะผมจำดวงตาคู่นั้นของมันได้

นักรบยืนขึ้นอีกครั้ง แล้วก็หยิบปืนพกขึ้นมาเล็งไปที่สัตว์ประหลาด เสียงปังดังขึ้น พร้อมๆ กับขนาดของเจ้าสัตว์ร้ายที่ใหญ่ขึ้น

ผมตื่นแล้ว

น่าแปลกใจที่ผมจดจำความฝันเมื่อคืนได้เป็นอย่างดี ภาพมันติดตาเหมือนเปิดดูวิดีโอหนังเรื่องโปรดซ้ำๆ

ผมกำลังทบทวนตัวเอง ว่าวันสองวันมานี้ผมไปทะเลาะอะไรกับใครที่มันไร้สาระหรือเปล่า ผมถึงได้ฝันร้ายอย่างนี้

เพราะผมรู้ว่าไอ้เรื่องที่มันไม่มีประเด็นนี่ ยิ่งทะเลาะมันก็จะยิ่งตัวใหญ่ไปเรื่อยๆไม่แพ้สัตว์ประหลาดตัวนั้น

หน้า 17

พับนก

วันที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2547 ปีที่ 27 ฉบับที่ 9759

คอลัมน์ คุยกับประภาส

โดย ประภาส ชลศรานนท์

คุณประภาสขอรับ

ฟังครั้งเเรกๆ ผมก็ชอบอยู่หรอกขอรับ พับนกเพื่อสันติภาพเนี่ย เเต่มานั่งนึกดูดีๆ ผมว่ามันน่าจะมีข้อเสียมากกว่าข้อดี ที่เห็นชัดๆ เลยก็คือมันสิ้นเปลืองทรัพยากร ทั้งกระดาษเป็นล้านๆ แผ่น ค่าน้ำมันรถขนส่งไปภาคใต้ ค่าน้ำมันเครื่องบินที่ต้องขับขึ้นไปโปรย แรงงานคนอีกตั้งเท่าไหร่ รัฐบาลเองก็พูดปาวๆ ตลอดว่าให้ช่วยกันประหยัดแล้วมาทำเสียเองแบบนี้ นี่ยังไม่รวมค่าเก็บกวาดขยะอีกไม่รู้อีกเท่าไหร่อีกนะขอรับ เอาเงินไปส่งเสริมแผนรักษาความสงบไม่ดีกว่าฤๅ

ขุนเดช

สวัสดีพี่ประภาส

เพื่อนของผมบางคนบอกว่าการรณรงค์ให้คนพับนกไร้สาระ พับไปเท่าไรโจรภาคใต้ก็คงยังก่อการร้ายต่อไป ผมมองอีกมุมครับ ผมเห็นว่าการพับนกทำให้ได้อะไรหลายๆ อย่างแถมมาด้วย นอกจากการส่งกำลังใจไปภาคใต้ เช่น คนไทยจะรักชาติมากขึ้น โดยเฉพาะวัยรุ่นที่ชอบทำตามกระแส อีกอย่างหนึ่งการที่วัยรุ่นหันมาพับนกกันเยอะๆ จะทำให้พวกเขาสนใจข่าวสารมากขึ้น และมีความรู้ในเรื่องของสถานการณ์ในประเทศมากขึ้น

ที่สำคัญเรื่องการให้กำลังใจคนดีดีนั้น ผมว่าเราต้องทำ

รามอินทรา

เรียนคุณอาประภาส

ที่โรงเรียนผม ครูหลายคนคุยกันเรื่องพับนกว่าเป็นเรื่องเปลืองทรัพยากรแต่คุณครูท่านหนึ่ง พูดไว้ดีครับ ท่านบอกให้ลองคิดดูว่าเราเสียกระดาษคนละไม่กี่แผ่นแต่มันช่วยทำให้คนอื่นๆ ที่เค้ากำลังประสบความมทุกข์ได้มีกำลังใจ ผมเห็นด้วยกับคุณครูว่ามันคุ้มนะครับ ... เหมือนเราจะไปเยี่ยมคนป่วย เราต้องคิดเล็กคิดน้อยด้วยเหรอว่าซื้อดอกไม้ไปเยี่ยมมันสิ้นเปลืองมั้ย

ส่วนเรื่องการเก็บกวาดเนี่ย คุณครูบอกว่าสิ่งที่โปรยคือกระดาษบางๆ ไม่ใช่พลาสติกที่ต้องใช้เวลาถึงห้าหกร้อยปีถึงจะสลาย เราลอยกระทงกันทั่วประเทศเรายังเก็บกวาดกันไหว กะแค่นก 62 ล้านตัว ไม่น่าจะยากอะไร อยากฟังความคิดเห็นคุณอาประภาสดูบ้าง

เด็กหลังห้อง

สวัสดีค่ะคุณประภาส

ฟังวิทยุในรถวันก่อน โฆษกอ่านข่าวจากหนังสือพิมพ์ให้ฟังถึงแนวทางในการแก้ปัญหาภาคใต้ของรัฐบาล ด้วยการพับนกสันติภาพแล้วส่งเป็นกำลังใจ ฟังดูน่าสนใจและแอบดีใจที่รู้สึกว่าบรรยากาศน่ากลัวทั้งหลายน่าจะคลี่คลายไป ในทางที่ดีขึ้น แต่พอโฆษกบอกว่าหลังจากโปรยนก จะมีการจับรางวัลอีกด้วยใครเก็บนกได้ได้รางวัล สามีดิฉันที่กำลังขับรถอยู่ร้องลั่นรถเลยว่า นี่มันจะเอารางวัลมาล่อกันเลยหรือนี่ นกสันติภาพกลายเป็นกระดาษชิงโชคไปซะแล้ว

เหมียว

คุณประภาส

คุณประภาสพอจะรู้ไหมคะว่า ใครเป็นต้นความคิดเรื่องพับนกสันติภาพส่งไปภาคใต้ กลุ่มนักวิชาการที่เข้าไปพบนายกใช่หรือเปล่าคะ ดิฉันขอแสดงความชื่นชมคนต้นคิดค่ะ

บุหงา

นั่งคุยกับคนหลายคนเรื่องพับนก 62 ล้านตัว ส่งไปให้ภาคใต้แล้ว มากกว่าครึ่งเห็นด้วยกับกิจกรรมชักชวนให้ผู้คนในชาติมาสมัครสมานสามัคคีกัน อย่างนี้ และในครึ่งหนึ่งของคนที่เห็นด้วยมักจะแถมคำว่า แต่ ตามมาด้วย

แต่ ของทุกคนที่หมายเหตุไว้คือ มันมีอีกความรู้สึกหนึ่งที่ไม่เห็นด้วยเกี่ยวกับเรื่องที่จะส่งกระดาษจำนวน มากมายมหาศาลไปโปรยให้กลายเป็นขยะที่นั่น

วันนี้ผมเอาจดหมายหลายฉบับมาลงไว้เผื่อบางฉบับจะได้เป็นคำตอบของบางคำถามของท่านผู้อ่านได้ด้วย

ตอบคุณบุหงาเรื่องคนต้นคิดนะครับ เท่าที่ผมรู้มา ก่อนที่การรณรงค์เรื่องพับนกจะถูกทำโดยจริงจังโดยภาครัฐ มีหน่วยงานเอกชนหน่วยหนึ่งชื่อ กลุ่มดอกไม้และนกกระดาษเพื่อสันติภาพ ที่มีคุณสุมิธ แช่มประสิทธิ์ เป็นประธานกลุ่ม กำลังริเริ่มที่จะตระเวณรณรงค์เรื่องนกสันติภาพนี้ก่อน หลังจากนั้นคงจะมีนักวิชาการนำความคิดนี้ไปขยายวงกว้างระดับรัฐบาล

ส่วนที่มาจริงๆ ของเรื่องพับนกสันติภาพนี่ ต้นตอแรกสุดเลยมาจากญี่ปุ่นครับ น่าจะเคยได้อ่านกันมาบ้างแล้ว เรื่องซาดาโกะนกกระเรียนพันตัว ขออนุญาตเล่าให้ฟังตรงนี้เลย

หลังสงครามโลกครั้งที่สองผ่านไป 11 ปี เด็กหญิงซาดาโกะ ซาซากิ ซึ่งได้รับพิษจากกัมมันตรังสีของระเบิดปรมาณูที่มาถล่มเมืองฮิโรชิมา เริ่มแสดงอาการป่วยของโรคมะเร็งในเม็ดเลือดชัดเจนขึ้น

ความเจ็บปวดนั้นห่อหุ้มไปทั่วร่างกายของซาดาโกะ เธอร้องไห้แทบจะตลอดเวลาที่อยู่โรงพยาบาล และเมื่อชิซูโกะเพื่อนรักมาเยี่ยมพร้อมกับนำกระดาษที่พับเป็นรูปนกมาให้ พร้อมกับเล่าตำนาน ซูรุ-นกกระเรียนให้ซาดาโกะฟังเพื่อหวังให้เธอเกิดความสบายใจ เธอก็เริ่มมีความหวังขึ้น

ตามตำนาน ซูรุเป็นนกศักดิ์สิทธิ์และเป็นสัญลักษณ์ของความโชคดีมีสุข ว่ากันว่าคนเจ็บไข้ได้ป่วยหากสามารถพับนกกระเรียนได้ถึง 1,000 ตัว อาการเจ็บป่วยก็จะทุเลาขึ้น ซาดาโกะฟังตำนานจากชิซูโกะแล้ว จึงมีกำลังใจมากขึ้นเด็กหญิงตัวน้อยกัดฟันลุกขึ้นจากเตียงเพื่อเริ่มพับนก อาจจะเป็นความสะท้อนใจจากสงครามทำให้เธอเขียนคำว่า "สันติภาพ" ลงไปบนปีกของนกทุกตัวที่เธอพับด้วย ครอบครัวและเพื่อนๆ ของซาดาโกะเห็นเธอมีกำลังดีขึ้นจึงได้ช่วยกันพับนกกระเรียนจนครบ 500 ตัว

ไม่รู้จะด้วยปาฏิหาริย์ของนกกระเรียนหรือกำลังใจที่เข้มแข็งขึ้น อาการของซาดาโกะค่อยๆ ดีวันดีคืน จนหมอที่รักษาซาดาโกะยอมให้ครอบครัวของเธอพาซาดาโกะกลับไปรักษาตัวที่บ้านได้

แต่แล้วในที่สุด พิษร้ายของกัมมันภาพรังสีก็ยังคงแสดงอานุภาพไม่หยุดหย่อน อาการป่วยของเธอกลับมากำเริบอีกครั้ง แต่คราวนี้ซาดาโกะกลับมีกำลังใจมุ่งมั่นที่จะพับนกกระเรียนทุกวัน แม้จะต้องต่อสู้กับความเจ็บปวดเจียนตาย

ซาดาโกะกลับเข้าไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลอีกครั้ง และในวันที่เธอพับนกกระเรียนตัวที่ 664 เสร็จ วิญญาณของเธอก็ยอมแพ้ต่อโรคร้าย

ด้วยความเศร้าโศกเสียใจของการจากไปของซาดาโกะ เพื่อนๆ ของเธอจึงช่วยกันพับนกกระเรียนจนครบ 1,000 ตัว แล้วนำไปใส่ไว้ในโลงศพของเธอเพื่อเป็นการไว้อาลัย

จากเรื่องราวของซาดาโกะนกระเรียนพันตัวนี่แหละครับ การพับนกกระดาษจึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของการเรียกร้องสันติภาพของคนทั้งโลก

ถ้าถามผมว่าผมคิดอย่างไรกับเรื่องการพับนกในเมืองไทยครั้งนี้

ผมเห็นด้วยครับ มีร้อยคะแนนผมก็เห็นด้วยร้อยคะแนน

แต่ขอเสนอได้ไหมครับ

หลังจากอ่านจดหมายหลายสิบฉบับเกี่ยวกับเรื่องพับนกแล้ว ผมก็เลยลองเข้าไปค้นไปอินเตอร์เน็ตดูว่า มีการรณรงค์กันไปถึงไหนแล้ว แทบจะทุกหน่วยงานเลยครับ ไม่ว่าจะกองทัพบก กองทัพเรือ กระทรวง อบต. ผู้ว่าฯ บริษัทต่างๆ ไม่เว้นแม้แต่เว็บบอร์ดเล็กๆ ของโรงเรียนมัธยม

ถึงตอนนี้ผมว่าเราคงมีนกกระดาษรอที่จะส่งไปภาคใต้ไม่น้อยกว่า 62 ล้านตัว แล้ว

ไม่ต้องโปรยหมดทั้ง 62 ล้านตัว ได้ไหมครับ แบ่งมาโปรยสักแสนสองแสนก็พอแล้ว หรือถ้าอยากได้เยอะก็สักล้านตัวก็น่าจะเหลือเฟือ

หาที่เหมาะๆ สักแห่งสองแห่งในสามจังหวัดภาคใต้ แล้วถ่ายทอดโทรทัศน์การโปรยนกครั้งนี้ให้สวยงาม(สถานที่ๆ ว่านี้ก็น่าจะง่ายต่อการเก็บกวาดด้วย)

ส่วนเรื่องเก็บนกเพื่อชิงโชคนี่ เห็นด้วยกับคุณเหมียวครับว่าผิดกาละเทศะอย่างมาก

สำหรับนกที่เหลือ หรือนกที่ยังไม่ได้ส่งไปภาคใต้เรานำมาแขวนไว้หน้าบ้าน หน้าที่ทำงาน วางบนโต๊ะของใครของมัน หรือจะห้อยไว้หน้ารถ ตามสถานที่ต่างๆ จะแขวนเป็นโมบายด์สวยๆ ก็ไม่เลว เอาให้ทั่วประเทศเลยครับ ทุกบ้านทุกตำบล ทุกจังหวัด ทุกร้านค้า(ดูแลความสะอาดกันเอง ของใครของมัน ) สถานที่ตรงไหนคนผ่านมาเยอะหน่อยก็ทำนกตัวใหญ่หน่อย กินเนสส์บุ๊กฯจะมาบันทึกหรือเปล่าถือเป็นของแถม

แสดงสัญลักษณ์ให้คนทั้งโลกรู้ว่า หัวใจคนไทยจริงๆ แล้วไซร้นั้นรักสันติเพียงใด

หน้า 17