สถาปัตย์สอนสั้นๆ ได้สามอย่างครับ
(ซึ่งคิดว่าจริงๆ แล้วมีเป็นร้อยๆ เลยทีเดียว)
หนึ่ง: สอนให้ฝัน
ผมยังจำข้อสอบข้อหนึ่งสมัยที่ผมสอบเข้าคณะสถาปัตย์ได้
เขาให้เนื้อเพลง 'เรือนแพ' มา แล้วให้นักเรียนอ่านเนื้อเพลงทั้งหมด
แล้ว 'วาดภาพ' ในเพลงที่เห็น เป็นการทดสอบจินตนาการ
หลังจากสอบเข้าไปได้เรียนในคณะนี้เราก็ยังต้องใช้จินตนาการอยู่ตลอดเวลา
ทุกครั้งเราต้องเริ่มต้นจากกระดาษเปล่า จากความไม่มีอะไรเสมอ
แล้วทุกคนก็ต้องสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ ขึ้นมาจากความว่างเปล่า
และสิ่งต่างๆ นั้นก็ต้องเป็น 'แบบ' ใหม่ที่ไม่ได้ลอกเลียนใครที่ไหนมา
ซึ่งแน่นอนว่าเราต้องจินตนาการถึงสิ่งนั้นก่อนที่จะลงมือเขียน (วาด) มันลงไป
ในความว่างเปล่า ทุกโครงการจึงเริ่มต้นด้วยความว่างเปล่า
และจบลงด้วยความฝันที่เป็นตัวเป็นตนบนหน้ากระดาษ
ความสำคัญของความฝันทั้งหลายก็คือ มันไม่มีคำตอบที่ถูกเตรียมไว้รอตรวจ
เราจึงฝันไปได้มากมาย และยังได้เห็นความฝันจากจินตนาการของเพื่อนของเราด้วย
โจทย์เดียวกันจึงมีผลลัพธ์ออกมาได้แตกต่างหลากหลายถึงสองร้อยแบบ
(เท่าจำนวนเพื่อนในชั้นปีเดียวกันสองร้อยคน) ไม่เพียงนักเรียนสถาปัตย์ที่สนุก
ผมว่าอาจารย์คณะนี้ก็น่าสนุกตอนตรวจแบบ เพราะคำตอบนั้นไม่เคยซ้ำกันเลย
'เรือนแพ' ที่ถูกฝันขึ้นจากเพลงเดียวกันจึงมี 'เรือนแพ' ในฝันนับพันๆ เรือน
สอง: สอนให้คิด
สถาปัตย์สอนให้ออกแบบ และหนึ่งมุมของการออกแบบคือการแก้ปัญหา
สถาปัตย์ไม่ได้สอนให้สื่ออารมณ์ข้างในของผู้ออกแบบออกมาเหมือนศิลปิน
ถ้ากำลังโกรธ เราคงไม่สามารถตวัดเส้นฉวัดเฉวียนรุนแรงให้เป็นรูปตึกได้
เพราะมันมีสิ่งที่ต้องคิดคำนึงถึงมากมายในการลากเส้นแต่ละเส้น
การออกแบบเป็นการคิดถึงผู้ใช้งานมากกว่าตัวเอง นักออกแบบที่ดีคือคนที่
สามารถผสมการใช้งานที่ดีเข้ากับสไตล์หรือลายเซ็นหรือความเป็นตัวเอง
หากทั้งสองสิ่งสมดุล ผลลัพธ์น่าจะเป็นอาคาร, ผลิตภัณฑ์ หรือผลงานที่ลงตัว
การสอนให้คิดนั้นเป็นการกระตุ้นให้คิดสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ เสมอ
เพราะทุกวันย่อมมีปัญหาใหม่ๆ เพิ่มขึ้นมาให้ออกแบบ
นักออกแบบที่ดีจึงเป็นนักสังเกตที่ดีด้วย ต้องสังเกตเพื่อที่จะมองหาข้อดีข้อเสีย
มาใช้ในการออกแบบของตัวเอง ซึ่งการสังเกตก็คือการมองผู้ใช้งาน
ลองดูว่าเขามีปัญหาอะไรไหม เขาสุขใจกับอะไรบ้าง
แถมการถูกบังคับให้คิดแทบทุกวันนั้นก็ยังทำให้นักเรียนสถาปัตย์
สนใจความคิดของคนอื่น ต้องไปตามหาความคิดคนอื่นมาอ่าน
เพื่อนำมาบันดาลใจตัวเองในการสร้างงานออกแบบ เพราะก่อนที่จะคิด
เราก็ต้องมี 'แนวความคิด' หรือ Concept ก่อน
ก่อนที่จะสร้างแนวความคิดของตัวเองได้ เราก็ต้องศึกษาแนวความคิดหลายๆ แบบ
ซึ่งจะว่าไปแล้ว แนวความคิดที่ใช้ในการออกแบบนั้นก็ไม่ต่างจากปรัชญา
หรือแนวความคิดต่างๆ ในสังคมซึ่งเกิดขึ้นในสภาพแวดล้อมและช่วงเวลานั้นๆ
ซึ่งความคิดคนเราก็เปลี่ยนไปตามยุคสมัย เมื่อได้รับแนวความคิดที่หลากหลาย
ก็ยิ่งทำให้คิดได้กว้างและสนุกขึ้น
สาม: สอนให้ทำ
สถาปัตย์บังคับให้ลงมือทำ เมื่อฝันเสร็จ เมื่อคิดแล้ว หากไม่ลงมือทำก็ไม่รู้ผลลัพธ์
ไม่มีอะไรจับต้องได้ นักเรียนสถาปัตย์จึงต้องลงมือเขียนแบบ ประกอบโมเดล
หรือสร้างตัวงานขึ้นในคอมพิวเตอร์เพื่อให้เห็นภาพว่าหน้าตาจริงๆ เมื่อใช้งานจริงๆ
จะเป็นอย่างไร มีปัญหาตรงส่วนไหนที่ต้องแก้ไขอีกหรือเปล่า ซึ่งขั้นตอนนี้นั้น
ไม่ใช่การลงมือทำเพียงครั้งเดียว การเขียนแบบต้องมีการแก้ไขแบบ ปรับปรุง พัฒนา
จนกว่าแบบจะมีช่วงโหว่น้อยที่สุด ขั้นตอนตรงนี้ยังฝึกให้เป็นคนรับฟังความคิดเห็น
ของคนอื่น เป็นคนรอบคอบ ละเอียดอ่อน และอาจจะคิดเยอะ คิดเล็กคิดน้อย (ฮ่าฮ่า)
แถมยังทำให้กลายร่างเป็นคนที่มีความอดทน สามารถแก้ไขแบบเดิมๆ ได้หลายเดือน
สุดท้าย ไม่ว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร ดีหรือไม่ก็ตาม แต่อย่างน้อยเรามั่นใจได้ว่า
สิ่งที่เราเคยฝันเอาไว้มันจะกลายเป็นความจริง และด้วยความที่ต้องตระหนักถึงข้อนี้
ทำให้ทุกขั้นตอนในการออกแบบ เราจะต้องตั้งใจให้ดีที่สุด เพราะเราไม่ได้กำลังฝัน
ไม่ได้กำลังสร้างสรรค์บางอย่างขึ้นในหัว ลอยๆ ล่องหนอยู่ในอากาศ แต่สุดท้ายแล้ว
ตึกหลังนี้จะมีคนเข้าไปใช้ บ้านหลังนี้จะมีคนเข้าไปอยู่ เก้าอี้ตัวนี้จะมีคนมานั่ง
โปสเตอร์แผ่นนี้จะถูกนำไปติดไว้ที่ข้างกำแพงในเมือง เราจึงต้องตั้งใจทำฝันให้สวย
เพื่อที่จะได้สร้างโลกแห่งความจริงที่สวยงามขึ้นมา
สถาปัตย์ไม่ได้สอนให้ออกแบบโลก แต่สอนให้ออกแบบสิ่งต่างๆ ที่ประกอบกันขึ้นมา
เป็นสังคม เป็นโลกที่เราอาศัยอยู่ ถ้าแต่ละหน่วยย่อยๆ ที่เราออกแบบสวยงาม
และใช้การได้ดี โลกใบนี้ก็น่าจะสวยงามและมีความสุขมากขึ้น
หากให้ตอบสั้นๆ แบบ Less is more. อาจจะพอตอบได้ว่า
"สถาปัตย์สอนให้ฝันถึงโลกใบนั้น แล้วลงมือสร้างมันให้เป็นจริงครับ"
ยิ้มกว้างๆ
วันอาทิตย์ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2554
วันศุกร์ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2554
เดอะมัสท์
| เดอะมัสท์ | for everyone |
| Category: | Music |
| Genre: | Other |
| Artist: | กฤชยศ เลิศประไพ |
กฤชยศ เลิศประไพ - เดอะมัสท์
ประมาณปลายปี 2533 มีผู้ชายคนหนึ่งนั่ง แทะเล็บรอผู้ชายอีกคนหนึ่งอยู่ในบ่ายวันเสาร์อันร้อนผ่าว ณ ซอย 39 ( สุขุมวิท)
"นั่นไง! มาแล้ว" ชายคนที่นั่งรอคิดในใจ ว่าแล้วก็พุ่งตัวเข้าไปกล่าวสวัสดีผู้ชายอีกคนที่เพิ่งก้าวเท้าเข้ามา สิ้นสุดเสียทีการรอคอย
"สวัสดีครับพี่ดี้ พี่ไม่รู้จักผมหรอก แต่ผมรู้จักพี่ เอาเป็นว่าเห็นมีคนบอกที่นี่มีการเปิดเวิร์คช็อปเขียนเพลง ผมขอถือโอกาสเรียนด้วยคนนะครับ"
เจอรถสิบล้อไม่ติดทะเบียนชนเข้าให้ชายผู้มาใหม่ถึงกับพยักหน้าหงึกหงัก
"อ๊ะ ถ้างั้นก็ตามมา" ว่าแล้วก็กดลิฟท์ขึ้นไปชั้น 4 อันเป็นที่หมายสำคัญ ในห้องนั้นมีคนนั่งอยู่เป็นจำนวนมากทีเดียว ซัก 30 คน หญิงชายเห็นจะได้ ผู้ชายอาวุโสหันมาถามผู้ชายที่อ่อนวัยกว่า
"เราชื่ออะไรล่ะ?" "มัชครับ..มัช" ว่าแล้วผู้ชายผู้รับคำตอบกลับไปก็หันไปบอกทุกคนในห้อง "เอ้า พวกเรานี่เพื่อนใหม่จะมาเรียนด้วยชื่อมัชนะ ไงก็ทำความรู้จักกันเอาเองนะ เราไปนั่งกับเพื่อนล่ะกัน ดูเค้าก่อนนะว่าที่นี่ทำอะไรกันบ้าง"
...นั่นไม่อาจเรียกว่าเป็นกุศโลบายใดๆทั้งสิ้น เป็นเพียงลูกซื่อที่ถือดีนับตัวเองตั้งแต่นั้นมาว่าเป็นลูกศิษย์นักแต่งเพลง ที่ชื่อ "นิติพงษ์ ห่อนาค"..โอ้พระเจ้าฝันไปหรือนี่!?!
ตัดภาพกลับมาเป็นภาพสี พอกันทีภาพขาว-ดำ ผมชื่อ กฤชยศ เลิศประไพ ผู้ชายไม่เอาถ่านคนหนึ่ง ณ วันนั้น (จนถึงวันนี้ ถ่าน ยังเป็นสิ่งของชนิดเดิมชนิดนึงที่ผม ไม่เอา)
...ผมถูกเจี๊ยบ วรรธนา ขอร้องแกมบังคับ (อย่างหลังดูจะมีน้ำหนักมากกว่า) ให้ช่วยเขียนเรื่องราวเกี่ยวกับ วิถีการเขียนเพลงของผม
"ใครจะไปอยากรู้ล่ะจ๊ะ?" ผมถามเธอตรงๆ ว่าแล้วเธอก็ชักแม่น้ำคงคา ยมุนา สินธุ ฮวงโห แยงซีเกียง อะเมซอน ไทกริส-ยูเฟติส ฯลฯ (อ้าว...เกิน 5 แล้วนี่หว่า) มาอ้าง.. ผมเริ่มใจอ่อน ด้วยความอ่อนใจต่อทิฐิมานะของเธอ ผมวางหูโทรศัพท์ไป นึกในใจ "เอ้ ..กูหลุดปากรับคำอะไรไปรึเปล่า? อืม ไม่น่า"
...ผมวางหูโทรศัพท์อีกครั้ง หลังจากวางหูโทรศัพท์ครั้งแรกไปได้ไม่ถึงอาทิตย์ "สงสัยต้องทำให้เค้าแล้วว่ะ"
หลังจากใส่บาตรตอนเช้า ผมเลยมานั่งจ่อมพิมพ์คอมฯง่วนอยู่นี่ไง "แล้วจะเริ่มตรงไหนล่ะเนี่ย? ..ซวยแล้น!!!"
ถ้าผมทำให้บางคน ที่อ่านข้อความมาถึงตรงนี้เริ่มไม่แน่ใจ "คุณเปลี่ยนใจยังทันครับ...เชื่อผม เพราะผมก็ไม่แน่ใจว่าจะมีอะ ไรมาสื่อสารให้คุณๆรับรู้อยู่เหมือนกัน" ส่วนคนที่ใจเร็วด่วนได้ เห็นผู้ชายของขึ้น ชอบเห็นของคนอื่นเป็นของเรา หรือเหมาว่าตัวเองเป็นประเภทคนดีผีคุ้ม คนถูกรุมก็ช่วยมุง (ฮุย! เล! ฮุย!) งั้นตามมาเราคอเดียวกัน ผมมีอะไรบางอย่างจะเล่าสู่กันฟังเล่นๆ
ผมเคยใช้ห้องน้ำสยามเซ็นเตอร์สมัยก่อนยังไม่ไฟไหม้ และปรับปรุงโฉมใหม่ซะเรี่ยมจนแทบจำไม่ได้เป็นที่เขียนเพลงๆนึง ผมมีเวลา 2 อาทิตย์ในการรับผิดชอบดูแลเพลงเพลงนั้นให้เสร็จเรียบร้อยแต่คนที่ทำทำนองใช้ เวลาประมาณหนึ่งอาทิตย์กับอีก 5 วันไปซะแล้ว เมโลดี้ก็แปร่งๆ หม่นๆ ถ้าจะใส่คำ ก็จะได้ก็ประมาณ "ควรมิควร จะดีมั๊ยหนอ? พอมั๊ยพอ? จะรอเค้ามั๊ย?" สุดท้ายท่ามกลางอวลกลิ่นไม้นานาพรรณผมก็ได้กองทิชชู่ 1 ขยุ่มมาเรียบเรียงใส่กระดาษส่งเป็นงาน ภายในเย็นวันนั้น "ผ่าน" วู่!....ผมเป่าปากอย่างโล่งใจ ผมได้เสาวลักษณ์ ลีละบุตรมาร้องเพลงนี้ให้ เพลงที่ว่าคือเพลงละครเรื่อง "ล่า"
วิยะดา โกมารกุล ณ นคร ผมชอบเสียงเธอจัง ฝันไว้เล่นๆว่า ถ้ามีโอกาสอยากเขียนเพลงให้เธอร้องซักเพลง แล้วโอกาสผมก็มาถึง "เติมฝัน" เพลงละครอีกเรื่องหนึ่งจากเรื่อง "เคหาสน์ดาว" ทำให้ฝันของผมเป็นจริง
"เพลงนี้ขึ้นเหมือนเพลงพี่ที่ร้องเมื่อวานเลย" ธงไชย แมคอินไตย กล่าวหลังจากที่ชะโงกหน้ามาดูกระดาษที่ผมเขียนและนั่งกินอาหารบนโต๊ะเดียว กับที่ผมกำลังง่วนเขียนท่อนพิเศษของเพลง "รักเธอคนเดียว"ของ แอน นันทนา บุญ-หลง อยู่ เพราะระหว่างนั้นชั้นบน พี่เต๋อ กับ ปอนด์ กำลังคุมแอนร้องเนื้อเพลงเท่าที่มีอยู่ ผมคงมีเวลาไม่มากนักที่เขีนท่อนที่เหลือให้เสร็จ เพื่อขึ้นไปส่งให้ทันเวลา ก่อนที่จะทำการร้องท่อนที่ว่า
ผมรู้ว่าพี่เบิร์ดคงหมายถึงเพลงเธอผู้ไม่แพ้ เพราะขึ้นด้วยคำว่า ..ในชีวิต..เหมือนกัน เหมือนฟ้าแกล้งพี่เบิร์ดชวนผมคุยกินข้าวตามอัธยาศัยที่ดีของแก แต่หารู้ไม่ ว่าตอนนั้นผมต้องการสมาธิแบบสุดชีวิตเพราะไฟกำลังลนก้นผมจนร้อนระอุเต็มที่ แล้ว ผมแทบจะกล่าวกับพี่เบิร์ดในตอนนั้นว่า "พี่ครับ พี่เดินไปเลยครับพี่ซอยสุทธิพรเนี่ย ทั้งซอยเค้าอยากรู้จัก อยากคุยกับพี่กันทุกคนเลยอ่ะ ..แต่ไม่ใช่ผมตอนนี้ครับ!!!" เวลาได้ทำหน้าที่ของมัน เพลงนั้นเสร็จทันการณ์ ผมนึกขำตัวเอง ระคนผิดในใจ "พี่เบิร์ดครับ ผมขอโทษที่คิดไม่ค่อยดีกับพี่ในตอนนั้น ฮ่า ฮ่า ฮ่า"
ถ้าโลกเบี้ยวมีเพลงแบบ "ให้เธอ" ของพี่โต๊ะจะเป็นยังไง? อืมม คิดไปคิดมาผมก็ลองจับกีต้าร์ขึ้นมา ฮึมๆ ฮัมๆ ทำนองเล่นๆ ด้วยคอร์ดง่ายๆไม่กี่คอร์ด มันเริ่มจากประโยค "ก็ยังรักคนๆหนึ่ง และก็ก็ยังซึ้งกับคนๆ นั้น.." ผมมักจะได้ยินอยู่เสมอๆ ว่าเพลงสมัยนี้ไม่ค่อยสัมผัสกันซักเท่าไหร่? ถ้าใครเคยอ่านเนื้อหรือฟังเพลงนี้ ก็เห็นจะจริง เพราะมีท่อนนึงที่ผมไม่สามารถหาสัมผัสได้ นั่นคือท่อน "ถึงไม่ได้เป็นคนแรกของเธอแค่ได้เป็นคนสุดท้ายก็เอา" แต่นอกนั้นถ้าว่ากันตามฉันทลักษณ์ ผมยืนยันว่า เพลงตลกๆ
เพลงนี้มีสัมผัสครบทุกวรรคทุกตอนครับ จริง แล้วเพลงนี้มันเกิดจาก ผมหมั่นไส้เพลงๆนึง อ้อ ความจริงหลายเพลงเชียวล่ะที่เขียนไว้ เล่นตามแค้มป์ไฟน่ารักๆเข้าว่า แต่หาสัมผัสไม่ได้เท่าไหร่ ก็เลยเขียนประชดมันซะอย่างงั้นเอง แล้วหาคำที่ไม่น่าจะลงไปได้ ในเพลงอย่างคำว่าโลกาภิวัตน์ ที่ชอบพูดกัน นักในช่วงนั้น แถ-ลงไปจนได้ จริงๆผมตั้งชื่อมันไว้ว่า "รักนี้ไม่มีสาขา" แต่ด้วยกระแส คำว่า โลกาภิวัตน์ มันแรง เค้าเลยไปเปลี่ยนชื่อเป็น "รักโลกภิวัตน์" แทน
"อยากจะมีเธอ" เป็นอีกเพลงทีผมอยากพูดถึง ผมชอบเพลงนี้นะ ผมว่าพี่ป้อม เกริกศักดิ์ แกร้องแล้วได้อารมณ์ดีจังชอบ ไม่มีอะไรพูดถึงมาก แต่แค่อยากพูดถึง
ผมชอบเพลง "เรานั้นยังรักกัน" ที่พี่ ปุ๊ อัญชล ีร้องไว้ ผมใช้เวลาในการฟังเมโลดี้ นานมาก คิดอยู่นานวาจะเขียนเรื่องอะไรดี แล้วก็มาคิดเรื่องที่ว่าพี่ปุ๊หายไปนานแล้วเค้ากลับมา เค้าอาจจะไม่แน่ใจว่าเค้าจะได้รับ การตอบรับจากคนฟังมากน้อยแค่ไหน แต่ผลตอบรับของ Cross road คือบทพิสูจน์ได้ดี ผมเลยเขียนเพลงนี้ให้คิดได้ 2 ชั้น เสมือนว่าพี่ปุ๊พูดกับแฟนเพลงที่หายไป กับอีกนัยหนึ่ง ก็เหมือนคนที่ไม่แน่ใจกับความรัก แล้วสุดท้ายก็รับรู้ว่าที่แท้ทุกอย่างที่ตัวเองคิด มันอาจจะผิดไปก็ได้เลยกลับมาขออภัยที่ไม่กล้ายอมรับความจริงในความรักของอีก คนที่มีให้
จริงๆแล้วให้ผมมานั่งนึกว่าตัวเองทำอะไรมาบ้างผมนึกไม่ออกหรอก มีเทคนิคพิเศษแนะนำ ผมก็ไม่มีหรอก ลำพังเอาตัวรอดไปวันๆมาได้นี่ก็บุญหัวแล้วล่ะ อิ อิ
แต่ที่ชอบเล่นเป็นประจำเวลานึกอะไรไม่ออกมักจะหาอะไรมาเป็นโจทย์ซักตัว อาทิเช่น
"ฝนตกหยิมๆยายฉิมเก็บเห็ด" ถ้ายายฉิมไม่เก็บเห็ดจะทำอะไรได้บ้าง? อาจจะเป็น
"ฝนตกหยิมๆยายฉิม เก็บศพ","ฝนตกหยิมๆยายฉิมปล่อยแก่","ฝนตกหยิมๆยายฉิมอวบอัด" ฯลฯ มันอาจดูไร้สาระ แต่มันจะได้ประโยชน์ตรงที่ว่า คำว่า เก็บเห็ด มันเป็นเสียงวรรณยุกต์เสียงเอก 2 ตัวติดกัน ถ้าเราหาคำที่มีความหมาย 2 พยางค์ มาแทนได้ ก็ถือว่า เป็นการซ้อมหาคำมาในการเขียนเพลงไปในตัวจะได้ไม่ตัน
ยกตัวอย่าง คำที่เปลี่ยนมาแล้วแต่น้ำหนักเสียงของคำยังเท่าเดิม อย่าง พลเอกการุณ เก่งระดมยิง อาจจะเป็น พลเอกการุณ เก่งประมาณนึง หรือ พลเอกเชรษฐา ฐานะจาโร ก็เป็น พลเอกเชรษฐา ฐานะปานกลาง,พลเอกเชรษฐา ฐานะโอเค เป็นต้น
คำที่หามาต้องได้ความหมายด้วยนะไม่งั้น ได้น้ำหนักคำ แต่ไม่รู้เรื่อง ก็ถือว่าไม่ผ่าน
ลองเอาไปเล่นดูก็แล้วกัน อีกอย่างผมชอบทำงานภายใต้ความกดดัน เพลงที่ผมเขียนผมต้องชอบก่อน ฮิตไม่ฮิตก็เรื่องของมัน แต่มันต้องมีคำแปลกๆ หรือไม่ก็พยายามสรรหาคำมาเขียนเป็นเรื่องให้ได้ ผมเป็นพวกสำบัดสำนวนไม่ค่อยเป็นพวกคอนเส็ปท์นัก
อีกอย่างเป็นพวกคิดช้า ทำช้า (นี่อุตส่าห์ยอมด่าตัวเองแล้วนะ จะได้ไม่มีใครมาแอบด่าในใจให้ได้ยิน พอดีเป็นคนขี้ระแวงน่ะ อิอิ)
ประมาณปลายปี 2533 มีผู้ชายคนหนึ่งนั่ง แทะเล็บรอผู้ชายอีกคนหนึ่งอยู่ในบ่ายวันเสาร์อันร้อนผ่าว ณ ซอย 39 ( สุขุมวิท)
"นั่นไง! มาแล้ว" ชายคนที่นั่งรอคิดในใจ ว่าแล้วก็พุ่งตัวเข้าไปกล่าวสวัสดีผู้ชายอีกคนที่เพิ่งก้าวเท้าเข้ามา สิ้นสุดเสียทีการรอคอย
"สวัสดีครับพี่ดี้ พี่ไม่รู้จักผมหรอก แต่ผมรู้จักพี่ เอาเป็นว่าเห็นมีคนบอกที่นี่มีการเปิดเวิร์คช็อปเขียนเพลง ผมขอถือโอกาสเรียนด้วยคนนะครับ"
เจอรถสิบล้อไม่ติดทะเบียนชนเข้าให้ชายผู้มาใหม่ถึงกับพยักหน้าหงึกหงัก
"อ๊ะ ถ้างั้นก็ตามมา" ว่าแล้วก็กดลิฟท์ขึ้นไปชั้น 4 อันเป็นที่หมายสำคัญ ในห้องนั้นมีคนนั่งอยู่เป็นจำนวนมากทีเดียว ซัก 30 คน หญิงชายเห็นจะได้ ผู้ชายอาวุโสหันมาถามผู้ชายที่อ่อนวัยกว่า
"เราชื่ออะไรล่ะ?" "มัชครับ..มัช" ว่าแล้วผู้ชายผู้รับคำตอบกลับไปก็หันไปบอกทุกคนในห้อง "เอ้า พวกเรานี่เพื่อนใหม่จะมาเรียนด้วยชื่อมัชนะ ไงก็ทำความรู้จักกันเอาเองนะ เราไปนั่งกับเพื่อนล่ะกัน ดูเค้าก่อนนะว่าที่นี่ทำอะไรกันบ้าง"
...นั่นไม่อาจเรียกว่าเป็นกุศโลบายใดๆทั้งสิ้น เป็นเพียงลูกซื่อที่ถือดีนับตัวเองตั้งแต่นั้นมาว่าเป็นลูกศิษย์นักแต่งเพลง ที่ชื่อ "นิติพงษ์ ห่อนาค"..โอ้พระเจ้าฝันไปหรือนี่!?!
ตัดภาพกลับมาเป็นภาพสี พอกันทีภาพขาว-ดำ ผมชื่อ กฤชยศ เลิศประไพ ผู้ชายไม่เอาถ่านคนหนึ่ง ณ วันนั้น (จนถึงวันนี้ ถ่าน ยังเป็นสิ่งของชนิดเดิมชนิดนึงที่ผม ไม่เอา)
...ผมถูกเจี๊ยบ วรรธนา ขอร้องแกมบังคับ (อย่างหลังดูจะมีน้ำหนักมากกว่า) ให้ช่วยเขียนเรื่องราวเกี่ยวกับ วิถีการเขียนเพลงของผม
"ใครจะไปอยากรู้ล่ะจ๊ะ?" ผมถามเธอตรงๆ ว่าแล้วเธอก็ชักแม่น้ำคงคา ยมุนา สินธุ ฮวงโห แยงซีเกียง อะเมซอน ไทกริส-ยูเฟติส ฯลฯ (อ้าว...เกิน 5 แล้วนี่หว่า) มาอ้าง.. ผมเริ่มใจอ่อน ด้วยความอ่อนใจต่อทิฐิมานะของเธอ ผมวางหูโทรศัพท์ไป นึกในใจ "เอ้ ..กูหลุดปากรับคำอะไรไปรึเปล่า? อืม ไม่น่า"
...ผมวางหูโทรศัพท์อีกครั้ง หลังจากวางหูโทรศัพท์ครั้งแรกไปได้ไม่ถึงอาทิตย์ "สงสัยต้องทำให้เค้าแล้วว่ะ"
หลังจากใส่บาตรตอนเช้า ผมเลยมานั่งจ่อมพิมพ์คอมฯง่วนอยู่นี่ไง "แล้วจะเริ่มตรงไหนล่ะเนี่ย? ..ซวยแล้น!!!"
ถ้าผมทำให้บางคน ที่อ่านข้อความมาถึงตรงนี้เริ่มไม่แน่ใจ "คุณเปลี่ยนใจยังทันครับ...เชื่อผม เพราะผมก็ไม่แน่ใจว่าจะมีอะ ไรมาสื่อสารให้คุณๆรับรู้อยู่เหมือนกัน" ส่วนคนที่ใจเร็วด่วนได้ เห็นผู้ชายของขึ้น ชอบเห็นของคนอื่นเป็นของเรา หรือเหมาว่าตัวเองเป็นประเภทคนดีผีคุ้ม คนถูกรุมก็ช่วยมุง (ฮุย! เล! ฮุย!) งั้นตามมาเราคอเดียวกัน ผมมีอะไรบางอย่างจะเล่าสู่กันฟังเล่นๆ
ผมเคยใช้ห้องน้ำสยามเซ็นเตอร์สมัยก่อนยังไม่ไฟไหม้ และปรับปรุงโฉมใหม่ซะเรี่ยมจนแทบจำไม่ได้เป็นที่เขียนเพลงๆนึง ผมมีเวลา 2 อาทิตย์ในการรับผิดชอบดูแลเพลงเพลงนั้นให้เสร็จเรียบร้อยแต่คนที่ทำทำนองใช้ เวลาประมาณหนึ่งอาทิตย์กับอีก 5 วันไปซะแล้ว เมโลดี้ก็แปร่งๆ หม่นๆ ถ้าจะใส่คำ ก็จะได้ก็ประมาณ "ควรมิควร จะดีมั๊ยหนอ? พอมั๊ยพอ? จะรอเค้ามั๊ย?" สุดท้ายท่ามกลางอวลกลิ่นไม้นานาพรรณผมก็ได้กองทิชชู่ 1 ขยุ่มมาเรียบเรียงใส่กระดาษส่งเป็นงาน ภายในเย็นวันนั้น "ผ่าน" วู่!....ผมเป่าปากอย่างโล่งใจ ผมได้เสาวลักษณ์ ลีละบุตรมาร้องเพลงนี้ให้ เพลงที่ว่าคือเพลงละครเรื่อง "ล่า"
วิยะดา โกมารกุล ณ นคร ผมชอบเสียงเธอจัง ฝันไว้เล่นๆว่า ถ้ามีโอกาสอยากเขียนเพลงให้เธอร้องซักเพลง แล้วโอกาสผมก็มาถึง "เติมฝัน" เพลงละครอีกเรื่องหนึ่งจากเรื่อง "เคหาสน์ดาว" ทำให้ฝันของผมเป็นจริง
"เพลงนี้ขึ้นเหมือนเพลงพี่ที่ร้องเมื่อวานเลย" ธงไชย แมคอินไตย กล่าวหลังจากที่ชะโงกหน้ามาดูกระดาษที่ผมเขียนและนั่งกินอาหารบนโต๊ะเดียว กับที่ผมกำลังง่วนเขียนท่อนพิเศษของเพลง "รักเธอคนเดียว"ของ แอน นันทนา บุญ-หลง อยู่ เพราะระหว่างนั้นชั้นบน พี่เต๋อ กับ ปอนด์ กำลังคุมแอนร้องเนื้อเพลงเท่าที่มีอยู่ ผมคงมีเวลาไม่มากนักที่เขีนท่อนที่เหลือให้เสร็จ เพื่อขึ้นไปส่งให้ทันเวลา ก่อนที่จะทำการร้องท่อนที่ว่า
ผมรู้ว่าพี่เบิร์ดคงหมายถึงเพลงเธอผู้ไม่แพ้ เพราะขึ้นด้วยคำว่า ..ในชีวิต..เหมือนกัน เหมือนฟ้าแกล้งพี่เบิร์ดชวนผมคุยกินข้าวตามอัธยาศัยที่ดีของแก แต่หารู้ไม่ ว่าตอนนั้นผมต้องการสมาธิแบบสุดชีวิตเพราะไฟกำลังลนก้นผมจนร้อนระอุเต็มที่ แล้ว ผมแทบจะกล่าวกับพี่เบิร์ดในตอนนั้นว่า "พี่ครับ พี่เดินไปเลยครับพี่ซอยสุทธิพรเนี่ย ทั้งซอยเค้าอยากรู้จัก อยากคุยกับพี่กันทุกคนเลยอ่ะ ..แต่ไม่ใช่ผมตอนนี้ครับ!!!" เวลาได้ทำหน้าที่ของมัน เพลงนั้นเสร็จทันการณ์ ผมนึกขำตัวเอง ระคนผิดในใจ "พี่เบิร์ดครับ ผมขอโทษที่คิดไม่ค่อยดีกับพี่ในตอนนั้น ฮ่า ฮ่า ฮ่า"
ถ้าโลกเบี้ยวมีเพลงแบบ "ให้เธอ" ของพี่โต๊ะจะเป็นยังไง? อืมม คิดไปคิดมาผมก็ลองจับกีต้าร์ขึ้นมา ฮึมๆ ฮัมๆ ทำนองเล่นๆ ด้วยคอร์ดง่ายๆไม่กี่คอร์ด มันเริ่มจากประโยค "ก็ยังรักคนๆหนึ่ง และก็ก็ยังซึ้งกับคนๆ นั้น.." ผมมักจะได้ยินอยู่เสมอๆ ว่าเพลงสมัยนี้ไม่ค่อยสัมผัสกันซักเท่าไหร่? ถ้าใครเคยอ่านเนื้อหรือฟังเพลงนี้ ก็เห็นจะจริง เพราะมีท่อนนึงที่ผมไม่สามารถหาสัมผัสได้ นั่นคือท่อน "ถึงไม่ได้เป็นคนแรกของเธอแค่ได้เป็นคนสุดท้ายก็เอา" แต่นอกนั้นถ้าว่ากันตามฉันทลักษณ์ ผมยืนยันว่า เพลงตลกๆ
เพลงนี้มีสัมผัสครบทุกวรรคทุกตอนครับ จริง แล้วเพลงนี้มันเกิดจาก ผมหมั่นไส้เพลงๆนึง อ้อ ความจริงหลายเพลงเชียวล่ะที่เขียนไว้ เล่นตามแค้มป์ไฟน่ารักๆเข้าว่า แต่หาสัมผัสไม่ได้เท่าไหร่ ก็เลยเขียนประชดมันซะอย่างงั้นเอง แล้วหาคำที่ไม่น่าจะลงไปได้ ในเพลงอย่างคำว่าโลกาภิวัตน์ ที่ชอบพูดกัน นักในช่วงนั้น แถ-ลงไปจนได้ จริงๆผมตั้งชื่อมันไว้ว่า "รักนี้ไม่มีสาขา" แต่ด้วยกระแส คำว่า โลกาภิวัตน์ มันแรง เค้าเลยไปเปลี่ยนชื่อเป็น "รักโลกภิวัตน์" แทน
"อยากจะมีเธอ" เป็นอีกเพลงทีผมอยากพูดถึง ผมชอบเพลงนี้นะ ผมว่าพี่ป้อม เกริกศักดิ์ แกร้องแล้วได้อารมณ์ดีจังชอบ ไม่มีอะไรพูดถึงมาก แต่แค่อยากพูดถึง
ผมชอบเพลง "เรานั้นยังรักกัน" ที่พี่ ปุ๊ อัญชล ีร้องไว้ ผมใช้เวลาในการฟังเมโลดี้ นานมาก คิดอยู่นานวาจะเขียนเรื่องอะไรดี แล้วก็มาคิดเรื่องที่ว่าพี่ปุ๊หายไปนานแล้วเค้ากลับมา เค้าอาจจะไม่แน่ใจว่าเค้าจะได้รับ การตอบรับจากคนฟังมากน้อยแค่ไหน แต่ผลตอบรับของ Cross road คือบทพิสูจน์ได้ดี ผมเลยเขียนเพลงนี้ให้คิดได้ 2 ชั้น เสมือนว่าพี่ปุ๊พูดกับแฟนเพลงที่หายไป กับอีกนัยหนึ่ง ก็เหมือนคนที่ไม่แน่ใจกับความรัก แล้วสุดท้ายก็รับรู้ว่าที่แท้ทุกอย่างที่ตัวเองคิด มันอาจจะผิดไปก็ได้เลยกลับมาขออภัยที่ไม่กล้ายอมรับความจริงในความรักของอีก คนที่มีให้
จริงๆแล้วให้ผมมานั่งนึกว่าตัวเองทำอะไรมาบ้างผมนึกไม่ออกหรอก มีเทคนิคพิเศษแนะนำ ผมก็ไม่มีหรอก ลำพังเอาตัวรอดไปวันๆมาได้นี่ก็บุญหัวแล้วล่ะ อิ อิ
แต่ที่ชอบเล่นเป็นประจำเวลานึกอะไรไม่ออกมักจะหาอะไรมาเป็นโจทย์ซักตัว อาทิเช่น
"ฝนตกหยิมๆยายฉิมเก็บเห็ด" ถ้ายายฉิมไม่เก็บเห็ดจะทำอะไรได้บ้าง? อาจจะเป็น
"ฝนตกหยิมๆยายฉิม เก็บศพ","ฝนตกหยิมๆยายฉิมปล่อยแก่","ฝนตกหยิมๆยายฉิมอวบอัด" ฯลฯ มันอาจดูไร้สาระ แต่มันจะได้ประโยชน์ตรงที่ว่า คำว่า เก็บเห็ด มันเป็นเสียงวรรณยุกต์เสียงเอก 2 ตัวติดกัน ถ้าเราหาคำที่มีความหมาย 2 พยางค์ มาแทนได้ ก็ถือว่า เป็นการซ้อมหาคำมาในการเขียนเพลงไปในตัวจะได้ไม่ตัน
ยกตัวอย่าง คำที่เปลี่ยนมาแล้วแต่น้ำหนักเสียงของคำยังเท่าเดิม อย่าง พลเอกการุณ เก่งระดมยิง อาจจะเป็น พลเอกการุณ เก่งประมาณนึง หรือ พลเอกเชรษฐา ฐานะจาโร ก็เป็น พลเอกเชรษฐา ฐานะปานกลาง,พลเอกเชรษฐา ฐานะโอเค เป็นต้น
คำที่หามาต้องได้ความหมายด้วยนะไม่งั้น ได้น้ำหนักคำ แต่ไม่รู้เรื่อง ก็ถือว่าไม่ผ่าน
ลองเอาไปเล่นดูก็แล้วกัน อีกอย่างผมชอบทำงานภายใต้ความกดดัน เพลงที่ผมเขียนผมต้องชอบก่อน ฮิตไม่ฮิตก็เรื่องของมัน แต่มันต้องมีคำแปลกๆ หรือไม่ก็พยายามสรรหาคำมาเขียนเป็นเรื่องให้ได้ ผมเป็นพวกสำบัดสำนวนไม่ค่อยเป็นพวกคอนเส็ปท์นัก
อีกอย่างเป็นพวกคิดช้า ทำช้า (นี่อุตส่าห์ยอมด่าตัวเองแล้วนะ จะได้ไม่มีใครมาแอบด่าในใจให้ได้ยิน พอดีเป็นคนขี้ระแวงน่ะ อิอิ)
Next: กสิ นิพัฒน์ศิริผล
sumokeng wrote on Oct 9, '05, edited on Oct 9, '05 กฤชยศ เลิศประไพ (เดอะ มัสท์) ชื่อจริง กฤชยศ เลิศประไพ (ชื่อเล่น "มัสท์") วันเกิด วันจันทร์ที่ 9 ธันวาคม 2511 ราศี พิจิก ครอบครัว เป็นชาวปากน้ำ สมุทรปราการ มีพี่น้อง 3 คน ตัวเขาเป็นคนกลาง การศึกษา คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพฯ เอกโฆษณา งานอดิเรก เล่นอินเตอร์เน็ต, ดูหนัง, อ่านหนังสือ เครื่องดนตรีที่ถนัด กีตาร์ แนวเพลงโปรด ร็อค ศิลปินที่ชื่นชอบ เต๋อ - เรวัต พุทธินันทน์, เฉลียง, ดิ อินโนเซนต์, Nirvana, The Bettles , Pink Floyd ประสบการณ์ ทาง ด้านดนตรี เริ่มต้นจากการเป็นนักแต่งเพลง และโคโปรดิวเซอร์กับแกรมมี่ อยู่ประมาณ 5 ปี ก่อนแหวกม่าน ก้าวเดินมาหน้าไมค์ ในฐานะศิลปินเดี่ยว รางวัล ที่เคยได้รับ ปี 2543 รางวัลสีสันอะวอร์ดส สาขาเพลงร็อคยอดเยี่ยม จากเพลง "ไม่ลองไม่รู้", รางวัล ส.ย.ช. เพลงเพื่อเยาวชน จากเพลง "ถนนดวงดาว" ศิลปิน "ศักดา พัทธสีมา" แนวเพลง อัลเทอร์เนทีฟ ร็อค สังกัด อาร์พีจี ด้วยความมุ่งมั่นแรงกล้า ว่าจะทำงานเพลง ทำให้เขาหันหลัง ให้กับงานโฆษณา หลังจากทำงานอยู่ที่วายุพักตร์ เอเจนซี่ เฮ้าส์ 2 ปี "มัส ท์" จับกีตาร์ตั้งแต่เรียนอยู่ประมาณ ม.3 - ม.4 หลังเรียนจบ และทำงาน เขาใช้เวลาว่างวันอาทิตย์ ไปเรียนกีตาร์คลาสสิก ที่ศศิลิยะ จากนั้นมีโอกาสได้เข้าเวิร์คช็อป เรียนเขียนเพลงกับ "ดี้-นิติพงษ์ ห่อนาค" ใช้เวลาพิสูจน์ตัวเอง 6 เดือน จึงได้เป็นหนึ่งใน ทีมเขียนเพลงของแกรมมี่ ก่อนจะก้าวมาเป็นโคโปรดิวเซอร์ ให้กับศิลปินมากหน้าหลายตา อย่างเช่น เพ็ญพักตร์ ศิริกุล, สวอน, อ่ำ-อัมรินทร์ (ชุดแรก) นอกจากนี้ ยังแต่งเพลงประกอบละครเรื่อง "ล่า" ให้กับค่ายเอ็กแซ็กท์ ทำงานกับแกรมมี่ได้ 5 ปี กฤชยศตัดสิน ใจลาออก เพื่อเดินตาม ความฝันของตัวเอง อัลบั้มชุดแรกของเขา "เดอะมัสท์" ออกมา ปลายปี 2538 ซึ่งแม้จะเป็นเทปใต้ดิน ไม่มีการโปรโมชั่น ไม่มีโปสเตอร์ หรือแม้กระทั่งพริ้นท์แอด แต่ก็ประสบความสำเร็จ เกินคาด ต้นปี 2540 เขามีผลงาน "อัศวินม้าไม้" สังกัดโอ้ มายด์ ก็อด มิวสิค ความฝันเขายังไม่จบสิ้น เป้าหมายของเขาอยากทำเพลงไทย ให้เป็นที่ยอมรับของสากล เหมือนวง X-Japan ที่สามารถนำ เพลงญี่ปุ่นเผยแพร่ไปทั่วโลก หลังจากนั้นเขากลับไปทำหน้าที่คนเขียน เพลงให้กับ อาร์พีจี อย่างเต็มตัว มีผลงานเด่นๆอย่างเช่นเพลง "เขาลืม" (ปาล์มมี่), "ธีรภัทร์" (ตุ้ย ธีรภัทร์), "สวรรค์ไม่มีคำตอบ" (มิสเตอร์ทีม), "ตัวเปล่า" (ปีเตอร์ คอร์ป) ฯลฯ มีนาคม 2545 มัสท์ออกอัลบั้มหมายเลข 3 ภายใต้สังกัด อาร์พีจี ใช้ชื่ออัลบั้ม MARATHON MAN ที่เจ้าตัวตั้งใจให้เป็น เหมือนการดูหนังหนึ่งเรื่อง เพลงแต่ละเพลงจะเหมือน สถานการณ์ต่างๆในหนัง แต่ละเพลงมีรายละเอียดดนตรี ที่ต่างกันออกไป งานในอัลบั้มนี้แสดงถึงบทบาทการเป็น คนเขียนเพลง จากสำนวนที่สื่อออกมา รวมถึงมุมมองที่ต่างออกไป เหมือนกับการเล่าเรื่องในแต่ละฉากให้คนฟังคล้อยตามไปด้วย |
sumokeng wrote on Oct 9, '05 กฎการเขียนเพลงของ เดอะมัส (กฤชยศ เลิศประไพ) จากค่าย RPG การเขียนเพลงมีกฎ 6 ข้อ 1. ศิลปินคือใคร? 2. ทำนองเพลง ฟังแล้วอารมณ์เป็นลบหรือบวก - อกหัก เหงา เศร้า ฟูมฟาย คิดถึง+ สมหวัง ให้กำลังใจ 3. โครงเรื่อง 4. การสื่อสาร ความน่าสนใจในการพูด ก. แบบสามเหลี่ยม(ปิรามิด) ปล่อยให้มือพาไป ไม่ได้คิดเอาไว้ก่อน เขียนไปเลย ไม่มีโครง เรื่อง ไม่มีทิศทาง เขียนไปเรื่อยๆ การเขียนแบบนี้จะคุมเรื่องไม่ได้ แต่จะได้ความสด ข. แบบนาฬิกาทราย จะเริ่มเขียนจากท่อน HOOK เป็นหลักแล้วไล่ขึ้นบน ลงล่าง เริ่มจาก แรงๆ แล้วส่วนอื่นๆ จะคลี่คลายไปเอง ค. แบบสามเหลี่ยม(กางเกงใน)เป็นการคิดจากท้ายประโยคขึ้นไปข้างบน ง. แบบว่าว คิดจากบนและล่าง แล้วค่อยไล่ไปตรงกลาง 5. ความประทับใจ จะต้องหาประโยคบางประโยคที่จะให้คนฟังประทับใจกับประโยคนั้น 6. ให้ได้ถ้าเราเขียนจนคล่องแล้ว ไม่จำเป็นต้องใช้หลักนี้อีกต่อไปก็ได้แต่ช่วงแรกๆ ก็ต้องยึดหลักเอาไว้ก่อนเหมือนพวกนางงามที่หัดเดินโดยวางหนังสือไว้บนหัว หรือว่าการเดิน ข้ามไม้ที่วางพาดไว้ตามท้องร่องเดินไปครั้งแรกๆ อาจจะพลาดตกลงไปได้แต่พอเดินบ่อยขึ้นๆ ก็เกิดความชำนาญตอนข้ามไปอาจจะไม่ได้คิดถึงไม้เสียด้วยซ้ำ |
วันจันทร์ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2554
คำที่ post ใน facebook ถึงวันที่ ๑๑ กันยายน ๒๕๕๔
อภัยบวกกับเรียนรู้กันเยอะๆ โลกจึงจะสงบสุข
เรียนรู้กันไป หนักนิดเบาหน่อยก็อย่าได้โกคนเราก็มีโกรธเป็นธรรมดา อยู่ที่จะรู้ทันไวแค่ไหน
เวลาโกรธขึ้นมา ด๊อกเตอร์กับ ป.๔ ก็โง่พอๆ กัน (หลวงพ่อชา สุภทฺโท)ตรวจตราตรึกตรองด้วยความสำนึก
ว่าลึกๆ นั้นเบียดเบียนผู้ใด
หาองศาที่เหมาะสมของใจกับความสุขอยู่ ใครหาเจอแ้ล้วบ้างแบ่งบันหน่อย
จินตนาการต่างกัน เพราะมีอดีตที่ต่างไป
มองฟ้าดูคู่ภมรกำแพงแสน อันเป็นแดนเขียวอุดมนนทรีสาร
ที่กว้างใหญ่ ไพศาล เหลือประมาณ
จะคาดการณ์เดินจนทั่วก็คงเย็น
มันคงเป็นความรัก ที่ทำให้คำว่าชีวิต ดูมีความหมาย
ขอให้คนโสดหายเหงา และคนเศร้าจงสดใส
คนที่ฟ้าส่งมาให้ฉันคนคนนั้นจะเป็นคนแบบไหน
คนน่ารัก คนที่อ่อนไหว คนที่คอยดึงหู ให้ง้อ ชอบงอนตุ๊บป่อง
จะเป็นเช่นไรหากคนคนนั้น นั้นมีจริง
คนน่ารัก คนที่อ่อนไหว คนที่คอยดึงหู ให้ง้อ ชอบงอนตุ๊บป่อง
จะเป็นเช่นไรหากคนคนนั้น นั้นมีจริง
มิใช่ความรักที่เราได้รับน้อยเกินหรอก
หากอาจเป็นความรักที่เรายื่นออกไปน้อยเกินไปต่างหาก
หากอาจเป็นความรักที่เรายื่นออก
คิดจะรัก...ก็รัก คิดจะฝัน...ก็ฝัน
เอาอะไรกันมาก ……. อีกไม่นานก็ตาย …… ตาย แค่ เรื่องนิดเดียว
ชอบคำนี้จัง "บริหารกาละเทศะ" by Prapas Cholsaranon(http://www.facebook.com/prapaschol )
ปล่อยมันไปเพราะถึงอย่างไรรักนั้นก็สวยงาม
มื่อมีสิ่งหนึ่ง สิ่งใด ย่อมมีสิ่งใดอีกหนึ่งนั้น เมื่อสิ้นสิ่งใดลงพลัน ไม่มีสิ่งนั้น หรือ สิ่งใด
ในห้วงมหรรณพนี้ หากจะมีก็เพียงแค่ ธรรมชาติ แม้ใครดับสิ้นอุปทาน หัวใจละวางหลุดพ้น
ที่ทำงานทุกวันนี้ เพื่อเิงินและความฝัน
หากเปรียบกับโลกที่ใหญ่เท่าฟ้า
ดวงดารานับพัน จักรวาลยิ่งใหญ่กว่านั้น
ฉันก็ตัวนิดเดียว
แม้ว่าเธอนั้นไม่รู้จักฉันสักหน่อย แต่ฉันก็แอบชอบเธอไม่ใช่น้อย
หัวใจฉันยังเฝ้ารอ และเฝ้าคอย เฝ้าคอยให้เธอหันมา
หัวใจฉันยังเฝ้ารอ และเฝ้าคอย เฝ้าคอยให้เธอหันมา
มีใครบางคนรอเราอยู่ไหม แต่เรารอใครสักคนอยู่ตรงนี้
ในห้วงมหรรณพ มิรู้จบภพยิ่งใหญ่ จวบจนผิวน้ำขึ้นไป จดนภาลัยฟากฟ้า
ฉันตัวนิดหนึ่ง ทราบซึ้งกับธรรมชาติในหล้า หมู่สัตว์ในพงพนา พักพิงพึ่งพาต่อกัน
คนเรามันก็ดีบ้างชั่วบ้าง มันไม่สำคัญนักหรอก
แล้วแต่มุมมอง ความฝัน ความเป็นจริง
ความรักจึงเป็นคำตอบ เพื่อให้ชีวิตเติมเต็ม ความรักจึงเป็นคำตอบเพื่อให้ชีวิตเดินทาง
ทุกอย่างมีค่า คู่ควรเสมอ
หนังสือในโลกนี้ ส่วนใหญ่ไม่มีตอนจบ เชื่อผมไหม
แก้ปัญหาไปทีละเปาะ บางปมยังแก้ไม่ได้ พรุ่งนี้เอาใหม่หละกัน
หากเธอมีฝัน ถึงวันที่สวยงาม
เก็บความฝันนั้นไว้ไม่เปลี่ยนแปลง
รวบรวมพลังภายในใจ และจงมั่นคง
สิ่งเหล่านั้นคงสักวันได้ครอบครอง
รวบรวมพลังภายในใจ และจงมั่นคง
สิ่งเหล่านั้นคงสักวันได้ครอบคร
เธอดึงดูดฉัน ฉันไม่เห็นจะดึงดูดเธอ
รู้จักยอมรับผิด และรับผิดชอบในสิ่งที่กระทำ
โดดเดี่ยวตอนกลางวัน เพื่อรอกลางคืน ฝันหาใครซักคน
ปัญญาประเสริฐที่สุด เป็นความจริงนิรันดร์
ในทุกๆ ปัญหา มันมีทางออกเสมอ อยู่ที่ว่าหาทางนั้นเจอรึยัง ถ้ายังไม่เจอพักสักนิด แล้วค่อยค้นหากันต่อไป
เราไม่ได้ทำสิ่งที่โลกชอบ…แต่เราควรทำในสิ่งที่เราต้องทำ
ไม่จำเป็นต้องเชื่อทุกเรื่อง แต่เรื่องไหนเป็นความจริงไม่เชื่อก็แล้วไป
ยังไม่เก่งไม่เป็นไร ขอให้เรียนรู้ที่จะเก่งให้ถูกที่ถูกทางถูกเวลา
เป็นคนไม่มีอะไร นอกจากใจดีๆ ในความหมายของตัวเอง
วันอังคารที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2554
อิทัปปัจยตา
ในห้วงมหรรณพ มิรู้จบภพยิ่งใหญ่ จวบจนผิวน้ำขึ้นไป จดนภาลัยฟากฟ้า
ฉันตัวนิดหนึ่ง ทราบซึ้งกับธรรมชาติในหล้า หมู่สัตว์ในพงพนา พักพิงพึ่งพาต่อกัน
* ธรรมชาติ พึ่งพากันต่อเนื่องกัน รวมทั้งเธอและฉันต้องเปลี่ยนแปรไป
ใครนะ ใครต่อใคร จะหาทางสู้ กฏแห่งอิทัปปัจยตา
เมื่อมีสิ่งหนึ่ง สิ่งใด ย่อมมีสิ่งใดอีกหนึ่งนั้น เมื่อสิ้นสิ่งใดลงพลัน ไม่มีสิ่งนั้น หรือ สิ่งใด
ในห้วงมหรรณพนี้ หากจะมีก็เพียงแค่ ธรรมชาติ แม้ใครดับสิ้นอุปทาน หัวใจละวางหลุดพ้น
http://rianchern.com/song.html
วันศุกร์ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2554
DEEP FREEZE
DEEP FREEZE เป็นโปรแกรมที่ฮิตมากตามโรงเรียน เพราะจะช่วยให้คุณครูหรือคนดูแล ไม่ต้องนั่งลงโปรแกรมใหม่ทุกครั้งหลังผ่านสมรภูมิการเรียน ของบรรดานักเรียนที่ช่วยกันลบ ช่วยกันแก้ไขจนโปรแกรมยุ่งเหยิง แต่ DEEP FREEZE จะช่วยทำทุกสิ่งทุกอย่างกลับคืนสภาพเหมือนเดิม ทุกครั้งที่มีการบูตเครื่องใหม่
ส่วนวิธีการลบโปรแกรม DEEP FREEZE ต้องใช้วิธีการที่ซับซ้อนกว่าโปรแกรมทั่วไป โดยให้กดปุ่ม Shift ค้างไว้ และดับเบิ้ลคลิกที่ไอคอนรูปหมีขาว ที่มุมล่างขวา กดปุ่ม Ctrl + Shift + Alt + F6 ก็ได้ คุณจะพบกับเมนู Logon ให้กรอก password แล้วคลิก OK ในส่วนของเมนูหลักของ DEEP FREEZE หากต้องการปิดการทำงานของโปรแกรม DEEP FREEZE ให้เลือก Boot Thawed แล้ว Restart เครื่องใหม่ แต่ถ้าต้องการลบโปรแกรม DEEP FREEZE ออกไปเลยให้เลือก Deep Freeze (Install/Uninstall) และเลือก Uninstall จากนั้น Restart เครื่องเป็นอันเรียบร้อย
เมื่อลงแล้วสามารถเรียกใช้โดยกด shit+double clickที่icon
ถ้าไม่ขึ้น icon สามารถเรียกโปรแกรมโดยกด ctrl+alt+shift+F6
ส่วนวิธีการลบโปรแกรม DEEP FREEZE ต้องใช้วิธีการที่ซับซ้อนกว่าโปรแกรมทั่วไป โดยให้กดปุ่ม Shift ค้างไว้ และดับเบิ้ลคลิกที่ไอคอนรูปหมีขาว ที่มุมล่างขวา กดปุ่ม Ctrl + Shift + Alt + F6 ก็ได้ คุณจะพบกับเมนู Logon ให้กรอก password แล้วคลิก OK ในส่วนของเมนูหลักของ DEEP FREEZE หากต้องการปิดการทำงานของโปรแกรม DEEP FREEZE ให้เลือก Boot Thawed แล้ว Restart เครื่องใหม่ แต่ถ้าต้องการลบโปรแกรม DEEP FREEZE ออกไปเลยให้เลือก Deep Freeze (Install/Uninstall) และเลือก Uninstall จากนั้น Restart เครื่องเป็นอันเรียบร้อย
เมื่อลงแล้วสามารถเรียกใช้โดยกด shit+double clickที่icon
ถ้าไม่ขึ้น icon สามารถเรียกโปรแกรมโดยกด ctrl+alt+shift+F6
วันเสาร์ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2554
คำที่ post ใน facebook ถึงวันที่ ๑๓ สิงหาคม ๒๕๕๔
อาจจะเหนื่อยบางครั้ง อาจจะเจ็บบางที
แต่ก็ยิ้มได้เรื่อยไป
อาจจะต้องผิดหวัง ก็ไม่เป็นไร
แม่เป็นคนเดียวในชีวิตที่ไม่เคยว่าให้เราโกรธ
การสอนที่ดีที่สุดคือ การแนะนำให้ทำและเชื่อด้วยตัวของผู้เรียนเอง
“ทัศนคติ” สิ่งเดียวเท่านั้นที่ทำให้มนุษย์ยิ่งใหญ่ได้ by Prapas Cholsaranon
ที่ทำตัว บ้าๆบอๆ จนใครๆ ก็บอก ไม่ค่อยเต็ม
ก็เพราะรอใครซักคนมา "เติมเต็ม" อยู่ไง
วันนี้ถ้ามันยังไม่มีอยู่แสดงว่ายังหาไม่เจอ ไม่ใช่มัีนไม่มีอยู่
ไม่มีปาฏิหาริย์อันใดจะอัศจรรย์เท่ากับการฝึกหัดอบรมพัฒนาตนเองจากความเป็นปุถุชนไปสู่ความอริยชน หลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ
ไม่ใช่กสิกร ไทย ... แต่ถ้า เรื่อง "หัวใจ" ฝากให้เรา ... ช่วยดูแล
โน้ส อุดม "โชว์เดี่ยว" . . . ใครๆ ดูก็ขำ
แต่เรา "โดดเดี่ยว" ประจำ . . . ขำไม่ค่อยจะออก -*-
iphone / ipod / ipad / imac ...ไม่ได้อยากได้ อยากได้ i อุ่น ♥ จากใครสักคนมากกว่า
"ผู้หญิง" ไม่ได้ต้องการ"ผู้ชายที่แสนดี "มาเป็นแฟน....
แต่อยากได้ "ผู้ชายที่ไม่มีแฟน" แล้วมาดูแลเธอดีๆ....
มีแฟน ถ้ามันไม่ดีให้หาใหม่ ถ้ามันไม่ใส่ใจให้หาเพิ่ม
"ปลั๊ก" คืออุปกรณ์ไฟฟ้า ส่วน "ราว" คืออุปกรณ์ตากผ้า มันไม่สำคัญว่าจะเป็น ราว หรือ ปลั๊ก แต่สำคัญตรงที่ "รัก หรือ ป่าว"
เสพโสดไปวันๆ
ถลอก กับ ถูกหลอก ออกเสียงคล้ายๆ กัน แต่ความเจ็บ ต่างกันเยอะ
คำว่า "หลอก" .. แค่อ่าน ออก ก็เจ็บ
ต้องเปิดไฟเหมือน taxi มั้ย ถึงจะรู้ว่า "ว่าง"
"แอบชอบคืองานหลัก"
'แอบรักคืองานรอง'.,
แอบมองคืองานอดิเรก.,
!!ถูกปฏิเสธคือ งานประจำ!!
ถ้าจะพิมพ์คำว่า "เรา" อย่าลืมเปลี่ยนภาษาที่คีย์บอร์ดนะ เพราะเดี๋ยวมันจะกลายเป็น "gik"
เชิญคนเหงา เข้ามากด Like
เชิญคนเดียวดาย เข้ามา Comment
เชิญคนโสด เข้ามา add friend
ขอเชิญ "คนเลือดเย็น" ออกไปไกลๆ...
เพื่อนคือคนในครอบครัวที่เลือกคบได้
ทุกข์มีไว้ให้รู้่ แล้วก็ละ
เมื่อรู้ทัน และละได้ก็โล่ง
แต่ตอนนี้ยังทำไม่ได้
อยู่คนเดียว มันเกิดเหงาใจ เหงาใจ
อยากหาใครมาคุมมากกว่า
ว่างเกินไปชักอยากมีภาระ
อยากขาดอิสระอีกสักที
เป็นฟรีแมนตลอดเวลา
อารมณ์เหงาๆ
ไม่เคยมีแฟนเลยไม่เคยสละโสด
ต่างก็เป็นตัวเลือกของกันและกันนะ เราเลือกเค้าแล้ว เค้าจะเลือกเรารึเปล่าก็ให้เป็นเรื่องของเค้า
ให้เค้าเลือกแต่แบบนั้นมันยากไป ขอแค่เค้าเป็นคนที่ดีที่สุดสำหรับเรา และขอให้เค้าเลือกคนอย่างเราก็พอ
เรียนรู้เพื่อใช้ชีวิต บอกไม่ได้หรอกว่าเรียนแล้วจะไม่ได้ใช้ ยังไงก็ควรพร้อม
ไม่เคยมีบางคนข้างกาย
เชื่อเถอะ
ฉันไม่เคยรักไม่เคยรู้ว่าชีวิตมันดีเช่นไร เมื่อได้มีบางคนข้างกาย
เมื่อไหร่จะมีคนที่จะอยู่ด้วยกันจากนี้ไปจนนิรันดร์นะ
รายละเอียดของคนเป็นแฟนกัน มันเยอะ เข้าใจยาก
ถึงเป็นคนสายตาสั้น แต่ขอมองอยู่ห่างๆ ดีกว่า
เมื่อฉันนั้นทุกข์แล้วใครจะทุกข์ด้วย
ถ้าฉันมอดม้วยแล้วใครจะเสียใจ
ถ้าฉันโชคร้ายผู้ใดจะเห็นใจ
ความรักความสนใจ มีบ้างไหมโปรดแบ่งปัน
ไม่เห็นต้องคิดเหมือนคนอื่น แค่คิดในสิ่งดีเป็นประโยชน์แก่ตัวเองและผู้อื่นก็พอแล้ว
ทำเพื่อคนอื่นมากกว่าทำให้ตัวเอง แล้วเราคอยดีใจในความสำเร็จของคนอื่นหรือมองความสุขของคนอื่น เราจะมีความสุขตลอดชีวิต
เพื่อนเยอะ พี่เยอะ น้องเยอะ แฟนไม่เยอะแฟนไม่มี
“ฉันต้องการความสุข”
เราอยากจะให้เหลือแต่คำว่า
“ความสุข” อย่างเดียว เราจะต้องทำอย่างไร
ง่ายนิดเดียว...เอา "ฉัน(ตัวกู)" กับ "(ความ)ต้องการ" ออกไป
เมื่อเธอไม่มีใครเธอจะมีฉัน แล้วถ้าฉันไม่มีใคร แล้วฉันจะเจอใคร
ไม่ฟังคนอื่น ไม่เรียนรู้คนรอบข้าง ไม่ชื่อว่าเก่งจริง
ที่เราเจอในชีวิตประจำวันประกอบไปด้วย ความจริง ความเชื่อ ความงมงาย
ฟ้าเปิดเมื่อไหร่ ดาวก็สวยเป็นธรรมดา
ยืนอยู่ อยู่ในมุมของความเงียบเหงา โลกว่างเปล่า ไม่เคยมาสนใจ
ได้เพียงแต่มองเมื่อพบกัน
เพ้อเจ้อไปวันๆ
คุยกับคนยึดติดแล้วอึดอัด
เป็นกำลังใจให้กัน สุขทุกข์ต่างกันไป ก็แล้วแต่
คิดไม่ค่อยเหมือนคนอื่น แต่ก็เคารพความเห็นของคนอื่น เพราะฉะนั้นฉันจึงทรนง
ใกล้หน้าหนาวแล้ว รับสมัครคนดูแลกันและกัน
แต่ก็ยิ้มได้เรื่อยไป
อาจจะต้องผิดหวัง ก็ไม่เป็นไร
แม่เป็นคนเดียวในชีวิตที่ไม่เคยว่าให้เราโกรธ
การสอนที่ดีที่สุดคือ การแนะนำให้ทำและเชื่อด้วยตัวของผู้เรียนเอง
“ทัศนคติ” สิ่งเดียวเท่านั้นที่ทำให้มนุษย์ยิ่งใหญ่ได้ by Prapas Cholsaranon
ที่ทำตัว บ้าๆบอๆ จนใครๆ ก็บอก ไม่ค่อยเต็ม
ก็เพราะรอใครซักคนมา "เติมเต็ม" อยู่ไง
วันนี้ถ้ามันยังไม่มีอยู่แสดงว่ายังหาไม่เจอ ไม่ใช่มัีนไม่มีอยู่
ไม่มีปาฏิหาริย์อันใดจะอัศจรรย์เท่ากับการฝึกหัดอบรมพัฒนาตนเองจากความเป็นปุถุชนไปสู่ความอริยชน หลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ
ไม่ใช่กสิกร ไทย ... แต่ถ้า เรื่อง "หัวใจ" ฝากให้เรา ... ช่วยดูแล
โน้ส อุดม "โชว์เดี่ยว" . . . ใครๆ ดูก็ขำ
แต่เรา "โดดเดี่ยว" ประจำ . . . ขำไม่ค่อยจะออก -*-
iphone / ipod / ipad / imac ...ไม่ได้อยากได้ อยากได้ i อุ่น ♥ จากใครสักคนมากกว่า
"ผู้หญิง" ไม่ได้ต้องการ"ผู้ชายที่แสนดี "มาเป็นแฟน....
แต่อยากได้ "ผู้ชายที่ไม่มีแฟน" แล้วมาดูแลเธอดีๆ....
มีแฟน ถ้ามันไม่ดีให้หาใหม่ ถ้ามันไม่ใส่ใจให้หาเพิ่ม
"ปลั๊ก" คืออุปกรณ์ไฟฟ้า ส่วน "ราว" คืออุปกรณ์ตากผ้า มันไม่สำคัญว่าจะเป็น ราว หรือ ปลั๊ก แต่สำคัญตรงที่ "รัก หรือ ป่าว"
เสพโสดไปวันๆ
ถลอก กับ ถูกหลอก ออกเสียงคล้ายๆ กัน แต่ความเจ็บ ต่างกันเยอะ
คำว่า "หลอก" .. แค่อ่าน ออก ก็เจ็บ
ต้องเปิดไฟเหมือน taxi มั้ย ถึงจะรู้ว่า "ว่าง"
"แอบชอบคืองานหลัก"
'แอบรักคืองานรอง'.,
แอบมองคืองานอดิเรก.,
!!ถูกปฏิเสธคือ งานประจำ!!
ถ้าจะพิมพ์คำว่า "เรา" อย่าลืมเปลี่ยนภาษาที่คีย์บอร์ดนะ เพราะเดี๋ยวมันจะกลายเป็น "gik"
เชิญคนเหงา เข้ามากด Like
เชิญคนเดียวดาย เข้ามา Comment
เชิญคนโสด เข้ามา add friend
ขอเชิญ "คนเลือดเย็น" ออกไปไกลๆ...
เพื่อนคือคนในครอบครัวที่เลือกคบได้
ทุกข์มีไว้ให้รู้่ แล้วก็ละ
เมื่อรู้ทัน และละได้ก็โล่ง
แต่ตอนนี้ยังทำไม่ได้
อยู่คนเดียว มันเกิดเหงาใจ เหงาใจ
อยากหาใครมาคุมมากกว่า
ว่างเกินไปชักอยากมีภาระ
อยากขาดอิสระอีกสักที
เป็นฟรีแมนตลอดเวลา
อารมณ์เหงาๆ
ไม่เคยมีแฟนเลยไม่เคยสละโสด
ต่างก็เป็นตัวเลือกของกันและกันนะ เราเลือกเค้าแล้ว เค้าจะเลือกเรารึเปล่าก็ให้เป็นเรื่องของเค้า
ให้เค้าเลือกแต่แบบนั้นมันยากไป ขอแค่เค้าเป็นคนที่ดีที่สุดสำหรับเรา และขอให้เค้าเลือกคนอย่างเราก็พอ
เรียนรู้เพื่อใช้ชีวิต บอกไม่ได้หรอกว่าเรียนแล้วจะไม่ได้ใช้ ยังไงก็ควรพร้อม
ไม่เคยมีบางคนข้างกาย
เชื่อเถอะ
ฉันไม่เคยรักไม่เคยรู้ว่าชีวิตมันดีเช่นไร เมื่อได้มีบางคนข้างกาย
เมื่อไหร่จะมีคนที่จะอยู่ด้วยกันจากนี้ไปจนนิรันดร์นะ
รายละเอียดของคนเป็นแฟนกัน มันเยอะ เข้าใจยาก
ถึงเป็นคนสายตาสั้น แต่ขอมองอยู่ห่างๆ ดีกว่า
เมื่อฉันนั้นทุกข์แล้วใครจะทุกข์ด้วย
ถ้าฉันมอดม้วยแล้วใครจะเสียใจ
ถ้าฉันโชคร้ายผู้ใดจะเห็นใจ
ความรักความสนใจ มีบ้างไหมโปรดแบ่งปัน
ไม่เห็นต้องคิดเหมือนคนอื่น แค่คิดในสิ่งดีเป็นประโยชน์แก่ตัวเองและผู้อื่นก็พอแล้ว
ทำเพื่อคนอื่นมากกว่าทำให้ตัวเอง แล้วเราคอยดีใจในความสำเร็จของคนอื่นหรือมองความสุขของคนอื่น เราจะมีความสุขตลอดชีวิต
เพื่อนเยอะ พี่เยอะ น้องเยอะ แฟนไม่เยอะแฟนไม่มี
“ฉันต้องการความสุข”
เราอยากจะให้เหลือแต่คำว่า
“ความสุข” อย่างเดียว เราจะต้องทำอย่างไร
ง่ายนิดเดียว...เอา "ฉัน(ตัวกู)" กับ "(ความ)ต้องการ" ออกไป
เมื่อเธอไม่มีใครเธอจะมีฉัน แล้วถ้าฉันไม่มีใคร แล้วฉันจะเจอใคร
ไม่ฟังคนอื่น ไม่เรียนรู้คนรอบข้าง ไม่ชื่อว่าเก่งจริง
ที่เราเจอในชีวิตประจำวันประกอบไปด้วย ความจริง ความเชื่อ ความงมงาย
ฟ้าเปิดเมื่อไหร่ ดาวก็สวยเป็นธรรมดา
ยืนอยู่ อยู่ในมุมของความเงียบเหงา โลกว่างเปล่า ไม่เคยมาสนใจ
ได้เพียงแต่มองเมื่อพบกัน
เพ้อเจ้อไปวันๆ
คุยกับคนยึดติดแล้วอึดอัด
เป็นกำลังใจให้กัน สุขทุกข์ต่างกันไป ก็แล้วแต่
คิดไม่ค่อยเหมือนคนอื่น แต่ก็เคารพความเห็นของคนอื่น เพราะฉะนั้นฉันจึงทรนง
ใกล้หน้าหนาวแล้ว รับสมัครคนดูแลกันและกัน
วันจันทร์ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2554
มาร์ชทวีธา
พวกเรา ชาวทวีธาภิเศก
นามโรงเรียนเราเป็นเอก ในเรื่องแห่งการศึกษา
สถาบันเราได้เรียนรู้ในวิชา
เพิ่มพูนสติปัญญาให้เราเลี้ยงชีพสืบไป
พวกเรา สามัคคี กลมเกลียว
รวมเป็นพลังยึดเหนี่ยว เราอยู่อย่างสดใส
สถาบันเราร่ำลือระบือไปไกล
ไม่เคยน้อยหน้าผู้ใดให้เรารักษาศักดิ์ศรี
อยู่กันดุจดังญาติมิตร มีความสนิท เหมือนน้องพี่
ผูกพัน สมานไมตรี จงอย่าได้มีวันแยกแตกสลาย
เราจากกันมิมีวันลืมเลือน ยังดำรงความเป็นเพื่อน
ชูเชิดเกียรติกำจาย
รวมทั้งครูบาอาจารย์ทั้งหญิงและชาย
ศิษย์อภิวันเทิดไว้ตราบจนชีวิตจะมลายยยยยย
นามโรงเรียนเราเป็นเอก ในเรื่องแห่งการศึกษา
สถาบันเราได้เรียนรู้ในวิชา
เพิ่มพูนสติปัญญาให้เราเลี้ยงชีพสืบไป
พวกเรา สามัคคี กลมเกลียว
รวมเป็นพลังยึดเหนี่ยว เราอยู่อย่างสดใส
สถาบันเราร่ำลือระบือไปไกล
ไม่เคยน้อยหน้าผู้ใดให้เรารักษาศักดิ์ศรี
อยู่กันดุจดังญาติมิตร มีความสนิท เหมือนน้องพี่
ผูกพัน สมานไมตรี จงอย่าได้มีวันแยกแตกสลาย
เราจากกันมิมีวันลืมเลือน ยังดำรงความเป็นเพื่อน
ชูเชิดเกียรติกำจาย
รวมทั้งครูบาอาจารย์ทั้งหญิงและชาย
ศิษย์อภิวันเทิดไว้ตราบจนชีวิตจะมลายยยยยย
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)