วันพุธที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2551

๑๒ เชื่อ “อย่างประภาส” … Prapas-like !

๑๒ เชื่อ “อย่างประภาส” … Prapas-like !

ผมไม่ได้เป็นสมาชิก a day (และ ไม่ได้เป็นสมาชิก oom) ทั้งๆ ที่ “รัก” ทั้งคู่
เพราะไม่ชอบการรอไปรษณีย์ อยู่ที่บ้าน
ผมชอบเลียบๆ เคียงๆ … แอบลุ้น ตามแผงหนังสือ มากกว่า

a day เดือนนี้ ไม่ได้ลุ้น และ ถือเป็นเรื่องบังเอิญ … [คุยกับประภาส]

+ + + + +

นอกจาก ป้าวาส(นา วีระชาติพลี) และ The Beatles แล้ว
ก็มี พี่ประภาส นี่แหละ … ที่ผมสมัครเป็นสาวก โดยไม่สนใจขออนุญาต
แต่ก็อีกนั่นแหละ (หมายถึง นั่นแหละอีกครั้ง)

… ผมคงไม่ใช่แฟนประเภท “แฟนพันธุ์แท้”
ที่จะรู้อะไรเกี่ยวกับพวกเขาทั้งสาม จนได้รางวัลจากรายการฯ

ถ้าถามถึงระยะเผาขนที่สุด ที่เคย “ใกล้” กับ พี่ประภาส
ก็น่าจะเป็นครั้งที่ยื่นหนังสือให้พี่เขาเซ็นต์ใน book fair
แต่ถ้าเป็นครั้งที่มีโอกาสใกล้ชิดยิ่งกว่านั้น

… ก็ครั้งที่ น้องสาว (น้องปู – นวลผ่อง ณ ถลาง)
นำพา “พี่ตู้” เข้ามาในชีวิต และ ผมมีโอกาสได้นั่งดูบอลโลก กับ ‘ถาปัด กลุ่มนี้
พี่ตู้ พี่ตั้ว พี่เอ๋ พี่โค้ก พี่ …

นับเป็นการดูบอลโลกครั้งเดียวในชีวิต ที่เต็มไปด้วยน้ำตา
… แม่งขำชิบหาย !

“เลี้ยงลูก(บอล)หยั่งงี้ … เลี้ยงกลับสเปนไปเลยปะ”
“เฮ้ย ล้ำหน้าอะไรวะ ช่วยเตะอ้อมหลัง goal เข้ากบาล line man ให้หน่อยดิ”
“เสื้อสีส้มซะขนาดนั้น ยังมองไม่เห็นอีก ใส่หมวกอินเดียนแดง ซะเลยดีมะ”
ฯลฯ

สำหรับ ผม … พี่ประภาส ไม่ใช่ ฮีโร่ … เฮโรอีน ใกล้เคียงกว่า
การตะแคงมองโลกของพี่เขา
ทำให้ผมหลุดออกจาก “ห้องแคบๆ” ที่ใครหลายคนเรียกว่า “โลก”
โดยเฉพาะ “โลก” ที่มีกระแสตะวันตกครองอยู่

… การกิน การบริโภค การศึกษา การอ่าน การดู ฯลฯ

ใครๆ ก็อยากเป็น “อย่างประภาส” (Prapas-like) - ชื่อเสียง และ เงินทอง
หลังอ่าน check list เหล่านี้ … บางที คุณอาจเป็น “อย่างประภาส” อยู่แล้ว

… ลองดูสิ

๑. ไม่พูดถึงเรื่องการเมือง ในที่สาธารณะ หรือ ในบทสัมภาษณ์ใดๆ
๒. “ถ้าคัน ต้องทำให้หายคัน” แม้ว่า ต้องตัดป้ายยี่ห้อแพงที่คอเสื้อออก
๓. “ไท(ย)นิยม” = ปรับโลกเข้าหา “ไทย”
๔. มีดนตรีในหัวใจ (อย่างน้อย ควร “เคาะโต๊ะ” เป็น)
๕. มีศรัทธา (ต่อสิ่งดีงาม)
๖. มีทัศนคติดี โดยเฉพาะ การชื่นชมคนอื่น
๗. สนใจในสิ่งที่(จะ)ทำ มากกว่า สิ่งที่(จะ)ได้
๘. ตอบปัญหา โดยการตั้งคำถาม
๙. อย่าหยุดคิด แต่ต้องสร้าง “ผลงาน” ด้วย
๑๐. “ความรู้” กับ “ความฝัน – จินตนาการ” ควรสมดุลกัน
๑๑. เชื่อเรื่อง “ตายแล้วเกิดใหม่” เกิดมาเพื่อมีจิตสูงขึ้น จนหลุดพ้นการเกิดแก่เจ็บตาย
๑๒. เชื่อว่า “อย่างประภาส” นั้น ไม่มี (จบ)


เธอเคยถามกับฉัน
ที่ฉันรักเธอว่าอยากจะรู้รักเพราะอะไร
กลับไปคิดไปค้น ใคร่ครวญมากมายไม่เจอ...คำตอบ
ที่ผ่านมานั้นไม่คิดอยากรู้ที่มาและไม่เคยหาเหตุผลใด ๆ
แค่ตัวฉันเพียงรู้ว่าเป็นสุขใจเมื่ออยู่เคียงกัน
อาจจะฟังแล้วไร้เหตุผลว่าสิ่งที่ทำให้คนรักกัน
หรือเป็นเพียงรอยยิ้มรอยนั้นเมื่อวันแรกเจอ
หากจะหาเหตุผลสักคำว่าสิ่งที่ทำให้ฉันรักเธอ
นั่นเป็นเพราะตัวฉันมาเจอเจอสิ่งดีงาม

อาจจะฟังแล้วไร้เหตุผลว่าสิ่งที่ทำให้คนรักกัน
หรือเป็นเพียงรอยยิ้มรอยนั้นเมื่อวันแรกเจอ
หากจะหาเหตุผลสักคำว่าสิ่งที่ทำให้ฉันรักเธอ
นั่นเป็นเพราะตัวฉันมาเจอเจอสิ่งดีงาม

ตั้งแต่วันฉันพบเธอ
ก็เจอแต่สิ่งดีงามตั้งแต่วันฉันพบเธอ
ได้เจอแต่สิ่งดีงาม

ความเป็นมาของเพลงเพราะอะไรช่างน่ารักนัก (ว่าจริงๆ แล้วมีแรงบันดาลใจมาจากลูกชาย)
เมื่อวันหนึ่ง "พี่จิก"ประภาส ถามลูกชายว่า
"รักพ่อไหม"
"รัก"
"แล้วรักเพราะอะไรหรือ"
"ไม่รู้"
ลองคิดตามแล้วได้อารมณ์จากเพลงเลยครับ

"เพลงนี้ พี่จิกแต่งให้ผม"
พี่จุ้ย ศุ บุญเลี้ยง มักจะบอกก่อนที่จะร้องเพลง "เพราะอะไร" (อ้างอิง http://www.prapas.com/song_detail.php?id=91) ทุกครั้งในคอนเสิร์ต
พี่จิกแต่งเพลงนี้ให้พี่จุ้ยร้องจริงๆ วันนั้นพี่จิกกับพี่จุ้ยคุยกันเรื่องอื่น แล้วพี่จุ้ยใส่เนื้อเพลงไว้ในหนังสือเล่มหนึ่ง แล้วลืมหนังสือไว้ รู้สึกว่าจะอยู่ในหนังสือ "เหมือนไขมัน" น่ะค่ะ.. แต่แกดันไปลืมไว้ที่ช่อง 7 ดีที่แม่บ้านเก็บได้แล้วเอามาคืนพี่จิก เพราะกระดาษแผ่นนั้นมีชื่อพี่จิก ไม่ได้มีชื่อพี่จุ้ย

ครั้งหนึ่งพี่ป้าง นครินทร์เจอพี่จิกที่จุฬาฯ พี่ป้างบอก"พี่ครับ ขอเพลงพี่ให้ผมร้องซักเพลง" พี่จิกกลับมาคิดอยู่หลายวัน สุดท้ายเอาเพลง "เพราะอะไร" เพลงนี้ให้พี่ป้าง ไปร้องในคอนเสิร์ตดังอ้างอิงข้างต้น พี่ป้างร้องได้เพราะมาก จนบ้างครั้ง ผมแอบคิด ถ้าเพลงนี้พี่จุ้ยไม่ลืมไว้ที่ช่องเจ็ด และพี่จุ้ยเอาไปร้อง เพลงนี้อาจจะไม่ดังอย่างเดี๋ยวนี้ก็ได้ (ฮา)

พี่จุ้ย: ป้างเอ๊ย ทำไมเอ็งร้องได้กระเส่าขนาดนั้นว๊า
พี่ป้าง: หึๆ ขอโทษครับพี่ ถ้าร้องแบบพี่ก็ไม่ดังสิครับ 555 (จากคอนคอนเสิร์ตเพลงแบบประภาส)

เธอทั้งนั้น

เธอทั้งนั้น Groove Riders กรูฟไรเดอร์ อัลบั้ม The Lift เดอะลิฟท์

รู้มั๊ยว่ามันดียังไง และรู้มั๊ยว่าสุขใจเพียงใด
รู้มั๊ยว่าชีวิตเก่าๆ ของฉันนั้นเปลี่ยนไปเท่าไร
รู้มั๊ยว่าก่อนจะเจอเธอ รู้มั๊ยฉันเคยเป็นยังไง
รู้มั๊ยการที่ได้เจอเธอ นั้นช่างยิ่งใหญ่ซักเท่าไร

เธอ เธอทั้งนั้น ที่ทำ
ให้ช่วงชีวิตของฉันน่าจดจำ
ตั้งแต่ได้เจอเธอ

โอ้ว
โลกที่เคยมองดูซึมเซา โลกที่มีแต่ความว่างเปล่า
ฟ้าทึมๆและวันเศร้าๆ ไม่คิดว่าจะมีวันนี้ได้

เธอ เธอทั้งนั้น ที่ทำ
ให้ช่วงชีวิตของฉันน่าจดจำ
ตั้งแต่ได้เจอเธอ

โอ้ว
ขอบคุณสรวงสวรรค์ ให้เราได้เจอกัน
ขอบคุณคนคนนั้นที่ทำให้ฉันได้พบเธอ
ขอบคุณทุกเรื่องราว ต้นเหตุที่ในวันนี้ฉันนั้นได้เจอ

เธอสุดที่รัก

วันเสาร์ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2551

อยากเลือกบ้างจัง

บางครั้งคนที่มีให้เลือก กับคนที่อยู่ในใจมันคนละคนกัน
เพราะคนที่มีให้เลือกกลับยังไม่ใช่คนที่คิดว่าใช่
คนที่คิดว่าใช่ กลับโดนคนอื่นเลือกไปแล้ว
หรือก็ไม่รู้ว่าเค้าจะคิดกับเรายังไง
เป็นเรื่องตลก ที่บางที ขำไม่ออก

ก็อย่างนี้แหละ เลือกที่จะไปหลงรักเค้า หรือทำตัวให้ใครก็รักนี่มันยากจัก
"ความรักเป็นเรื่องของคนสองคน แต่งานแต่งงานเป็นเรื่องของคนหลายคน" พี่จิกเคยเขียนไว้
นอกจากความรักจะเป็นเรื่องของคนสองคนแล้ว
ความรักยังต้องการ 'การเปิดใจ' อีกด้วย
เพราะถึงแม้การที่เราเจอใครสักคนที่คิดว่า 'ใช่'
จะเป็นวินาทีแรกที่เราเปิดใจตัวเอง
แต่ก็ใช่ว่า ใครคนนั้นจะเปิดใจดูว่า
เรา 'ใช่' สำหรับเขาหรือเปล่าซะเมื่อไหร่
มีคนบอกว่า ดวงตาเป็นหน้าต่างของหัวใจ
แล้วประตูใจมันอยู่ตรงไหนล่ะ?
เพราะถ้าหาเจอ
การที่เราจะเข้าไปเปิดหรือปิดมันก็ไม่น่าจะเป็นเรื่องยาก...ใช่ไหม?

วันพุธที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2551

เหตุจูงใจหลายอย่างที่ทำให้เราได้มาคุยกันตรงนี้

เหตุจูงใจหลายอย่างที่ทำให้เราได้มาคุยกันตรงนี้

เบื้องต้นเกิดจากความคิดถึงของผมเอง ที่เรียกว่าคิดถึงก็คือคิดถึงคนอ่าน ที่ผมรู้สึกไปแล้วว่าเป็นพวกเดียวกัน เป็นญาติโกโหติกากัน

ต้องเรียกได้ว่าผมห่างเหินกับหนังสือไปยาลใหญ่ไปเสียนาน ด้วยภาระรับผิดชอบที่รับมาจากที่อื่น และอะไรต่อมิอะไร นี่เพิ่งได้มานั่งเล่นเย็นใจ ที่สำนักศิษย์สะดือก็เมื่อฉบับที่แล้วนี่เอง แต่กระนั้นผมก็ต้องอ่านไปยาลใหญ่อยู่เสมอ แล้วในการที่เราได้อ่าน ก็ยิ่งก่อให้เกิดความคิดถึง ซึ่งตกตะกอนรวมมากขึ้นเรื่อยไป ยิ่งกับจดหมายที่เขียนมาคุยในกองบก. ร้อยแก้วร้อยกรอง ในหน้าของคุณหมีควาย หรือคำตอบของโจทย์บ้าๆ ของคุณสารภี แต่ตัวผมเอง กลับไม่ได้เขียนอะไรมาให้ได้อ่านกัน ใครลองเป็นผมอยู่ตรงนี้ ก็คงต้องคิดถึงอย่างรุนแรงไม่แพ้ผม

ก็ให้พอดีกับคุณวิวัฒน์ หัวหน้ากองบรรณาธิการ ได้เสนอแกมบังคับ ยกหน้ากระดาษสองสามหน้าในไปยาลใหญ่ ให้ผมไปต้มยำทำแกงอะไรก็ได้ ผมก็เห็นสมประสงค์ที่จะเอามาแก้คิดถึงได้

เหตุจูงใจต่อมา คอลัมน์เขียนเล่นเอาจริงที่หายไปนั้น เป็นบทความที่ผมเขียนเองโดยใช้นามปากกาว่า 'เจดย์' เหตุที่ยกเลิกไป มาจากความน้อยใจของผม ที่ทางหนังสือแพรวสุดสัปดาห์ เอานามปากกาไปเปิดเผยโดยผมยังไม่อนุญาต ซึ่งถือเป็นการผิดมารยาท ของการเขียนหนังสือ เขาไม่ทำกัน... แต่เมื่อทางหนังสือแพรวมีความจริงใจ จดหมายมาขอโทษขอโพย ผมก็รู้สึกยินดี และความน้อยใจก็พลอยหมดไป คนเรานี้ก็แปลก... เคยเคืองไว้แต่ใด ถ้าอีกฝ่ายยอมรับผิดจริงๆ คำขอโทษเพียงคำเดียว เคืองที่เคยมีก็หายเป็นปลิดทิ้ง เรื่องนี้เป็นอุทาหรณ์ที่ดี

จึงคิดว่าผมควรจะเขียนบทความอย่างเขียนเล่นเอาจริงอีก โดยรวมเสียในหน้านี้เลย ไม่ต้องไปเขียนอีกหน้าโดยใช้ชื่อเจดย์ให้เสียเวลา ใครที่ไม่รู้ว่าเจดย์คือผม ก็รู้เสียตรงนี้

จะสรุปว่า 'เขียนเล่นเอาจริง' ที่หลายคนไม่อยากให้หายไป ก็ไม่ได้หายไป คงพอใช้ได้...

เหตุจูงใจสำคัญต่อมาก็คือ ถึงผมจะไม่เปลี่ยนชื่อให้ละม้ายกับชื่อนักร้องขวัญใจวัยรุ่น เป็น สมจิก เจตนาฯ ผมก็มีจดหมายที่เขียนมาถึงอยู่บ้าง และให้บังเอิญเป็นจดหมายที่ไม่เคยถามผมว่า ชอบสีอะไร กินข้าวกับอะไร ส่วนใหญ่ของจดหมาย เป็นเรื่องที่น่าสนใจ ถามคำถามที่เขาคิดว่า ผมจะช่วยเขาได้ หลายฉบับน่าสนใจจนน่าจะนำมาคุยกันให้เป็นสาธารณะ

ออกตัวไว้ก่อนเลยว่า ผมคงไม่มาเป็นการตอบปัญหาสารพันที่นี่ เพราะผมไม่ใช่ผู้รอบรู้ แต่ก็จะช่วยหาแหล่งความรู้ให้ ถ้าอยากให้ช่วย

ผมเห็นว่าการคุยกันนั้น ถ้าเกิดข้อสงสัยแล้วจะออกรส และรสนี้เป็นรสของการประเทือง ไม่ว่าจะประเทืองปัญญา หรือประเทืองอารมณ์ ข้อสงสัยนั้นทำให้ต้องครุ่นคิด มึนหัว ซึ่งเป็นอาการของรสที่ว่านี้ด้วย และคอลัมน์นี้ก็คงเป็นคอลัมน์ของรสนี้

มีบทละคร บทเพลง บทกลอนส่งมาถึงมือผมอยู่บ่อยๆ บางคนเพียงอยากให้วิจารณ์ บางคนอยากให้ผ่านมือผม ไปสู่โอกาสที่เขาจะได้เผยแพร่ ซึ่งผมก็ยินดี และก็ให้พอดีกับได้หน้านี้เป็นที่รองรับความยินดีของผม

เหตุจูงใจสุดท้ายก็คือ หลายครั้งที่ผมเคยไปคุยกับใครแล้วรู้สึกบ่อยๆ ว่าเรื่องที่คุย น่าจะเป็นประโยชน์กับผู้อ่าน จะทำอย่างไรที่จะให้ได้ยินกันทั่วๆ ก็เป็นอันว่าต่อไปนี้ ผมอาจจะชวนใครบางคนมาคุยในหน้านี้ก็ได้

เรียกว่าเป็นคอลัมน์จับฉ่ายก็ดูจะสมตัวที่สุด

ผมเริ่มคุยแล้วนะครับ ใครอยากคุยด้วยก็ตามอัธยาศัยครับ



ปัตตานี
พี่ประภาสที่รัก

ผมกำลังจะออกเดินทางจากปัตตานี ฤดูร้อนสอนให้ผมเป็นนักเดินทาง เป็นคนขี้ร้อนและหงุดหงิดง่ายกับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เป็นต้นว่า เพื่อนที่นัดกันว่าจะมาคอยรับที่สถานีรถไฟ แต่กลับปล่อยให้นั่งคอยมันอยู่ตั้งสองชั่วโมง กับรถติดไฟเขียว รูปถ่ายพลเอกเปรมในหน้าหนังสือพิมพ์ ฯลฯ

และถ้าไม่สับสนกับเส้นทางในกรุงเทพฯ ผมคงได้พบกับพี่อย่างแน่นอน

มายาวี โก๊ด

ผมชอบจดหมายฉบับนี้ อ่านแล้วต้องอ่านอีกรอบ คุณมายาวี โก๊ดเป็นใคร ผมไม่รู้จัก แต่ดูเธอมีแววว่าจะเขียนหนังสือได้แปลก ได้ดีต่อไป

เริ่มเดาไปเล่นๆ ว่าเธอเป็นใคร จะมาหาผมทำไม หรือว่า... มือปืนปัตตานี



คุณประภาส

อ่านเรื่องที่ลงชานชาลาอยู่ เพื่อจะรอว่าเมื่อไหร่จะตลก ก็พบว่ามันฝืดเสียเหลือเกิน เรื่องที่จะลงชานชาลาได้ต้องตลกฝืดๆ อย่างนี้ใช่หรือไม่ จะได้เขียนส่งมาบ้าง

๑๔๒๘

จดหมายของคุณทำให้ผมโมโหเกิด และคงต้องตอบคำแรกว่า 'ไม่' 'ไม่' นี้ต้องแยกเป็น 2 ไม่

ไม่ แรกคือ ไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องตลกเท่านั้นที่จะได้ลงในชานชาลา กองบก. พิจารณาเรื่องนี้ส่งมา 3 อย่างคือ ได้ความคิด, ได้สำนวน, ได้อารมณ์ บางเรื่องเด่นทุกอย่าง บางเรื่องเด่นบางอย่าง ตลก, เครียด, เศร้า ก็เป็นเรื่องแค่ได้อารมณ์

ไม่ ที่สองคือ ผมว่าเรื่องที่ลงชานชาลา 'ไม่ฝืด' คุณ ๑๔๒๘ จงใจจับผิดกับความตลกเกินไปหรือเปล่า จะไปนึกว่าเรื่องตลกเป็นหัวไชเท้า มาบีบมาเค้นเอาน้ำไปมันไม่ได้

คุณเป็ด เชิญยิ้ม นักแสดงตลก เคยเล่าให้ผมฟังว่า มีจิ๊กโก๋เรียกให้เขาหยุดแล้วข่มขู่ให้เขาแสดงตลกให้ดู คุณเป็ดก็ไม่รู้จะแสดงอะไรออกไป ก็เลยตะบันหน้าจิ๊กโก๋ไปหนึ่งที นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า เรื่องตลกไม่ใช่หัวไชเท้า, ยิ่งเป็นตัวตลกแล้ว ยิ่งไม่ใช่ใหญ่

ผมชักอยากอ่านเรื่องตลกฝืดๆ ที่คุณอยากลองเขียนเต็มทีแล้ว บางทีโลกอาจจะดูดีขึ้น ถ้าคุณได้ลองลงมือเขียนจริงๆ



พี่ประภาส

พี่ประภาสช่วยติชมกลอนบทนี้หน่อยค่ะ (ความจริงเขียนมายาวกว่านี้)

ใครคนหนึ่ง...
ที่เคยผูกพัน
วันนี้...
ยังหวนหา

น้ำแข็งสีชมพู

ติชมไม่ได้ครับ เพราะมันไม่ใช่กลอน

ผู้หญิงที่อยากกอดตลอดชีวิต

ผู้หญิงที่อยากกอดตลอดชีวิต

August11

ผู้หญิงที่อยากกอดตลอดชีวิต

ขับร้อง : ศุ บุญเลี้ยง
แต่ง : ประภาศ ชลศรานนท์

ตื่นมาวันวัน ไม่เห็นแม่ทำอะไร
คอยยุ่งแต่ฟืนแต่ไฟ หุงข้าวหาปลา
เก็บทั้งหมอนทั้งมุ้ง ไล่ยุงและป้อนยา
เห็นแต่เล็กแล้วหนา ว่าทำไรในวันวัน
ขัดตะกรงตะแกรง ถูขี้คลงขี้ไคล
ก.ไก่ถึงบ.ใบไม้ แม่ให้ท่องพัลวัน
ลูกป่วยจนนอนซม แม่ก็ตรมไม่ต่างกัน
เห็นแต่ครั้งกระนั้น ว่าวันวันแม่ทำอะไร
*อยากกอดแม่ไว้ ให้นานเท่านาน
ชั่วกาลปาวสาน กอดไว้กลางดวงใจ
หากใครจะถาม ว่าแม่ทำอะไร
ยิ่งใหญ่เพียงไหน แม่สร้างลูกสร้างคน
กล่อมอยู่บนเปล แล้วสอนให้เดินเป็น
นอนตื่นยังเคี่ยวยังเข็น ไม่เห็นแม่ทำอะไร
จะสอบกี่ครั้งกี่หน แม่ก็ค้นตำรามาให้
รู้กันแล้วใช่ไหม ว่าทำไรในวันวัน
(ซ้ำ *)

วันอังคารที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2551

หลอดยาสีฟันที่ไม่ธรรมดา


http://www.prapas.com/
ผมมี ภาพๆ หนึ่งเอามาให้ดูกัน เป็นภาพหลอดยาสีฟันที่ถูกใช้แล้วครับ เห็นทีแรกไกลๆ ก็ไม่รู้สึกอะไรมากหรอกครับ เป็นภาพที่ติดอยู่บนบอร์ดที่โรงเรียนของลูก ระหว่างที่ยืนรอลูกๆ ลงมาจากห้องเรียนจึงได้อ่านข้อความที่ประกอบภาพนี้อย่างละเอียด

ภาพหลอดยาสีฟันที่เห็นนี้ต้องเรียกว่าเป็นหลอดยาสีพระทนต์ประวัติศาสตร์ เพราะนี่คือหลอดยาสีพระทนต์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เห็นแล้วรู้สึกเหมือนผมไหมครับความฉ่ำเย็นจากที่ไหนก็ไม่รู้อาบลง มากลางกระหม่อมเลย ภาพนี้ถูกตีพิมพ์เป็นโปสเตอร์โดยคณะแพทยศาสตร์จุฬาลงกรณ์ ครูที่โรงเรียนของลูกผมไปพบเข้าเลยนำมาถ่ายสำเนาติดบอร์ดให้เด็กนักเรียนได้ เรียนรู้และเข้าใจคำว่า "ประหยัด"
ศาสตราจารย์ พิเศษทันตแพทย์หญิง ท่านผู้หญิงเพ็ชรา เตชะกัมพุช ทันตแพทย์ประจำพระองค์อดีตคณบดีคณะทันตแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เขียนเล่าให้ฟังว่า

" ครั้งหนึ่งทันตแพทย์ประจำพระองค์กราบถวายบังคมทูลเรื่องศิษย์ทันตแพทย์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยบางคนมีค่านิยมในการใช้ของต่างประเทศและมีราคาแพง รายที่ไม่มีทรัพย์พอซื้อหาก็ยังขวนขวายเช่ามาใช้เป็นการชั่วครั้งชั่วคราว ซึ่งเท่าที่ทราบมามีความแตกต่างจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ที่ทรงนิยมใช้กระเป๋าที่ผลิตภายในประเทศเช่นสามัญชนทั่วไป ทรงใช้ดินสอสั้นจนต้องต่อด้าม แม้จนยาสีพระทนต์ของพระองค์ท่านก็ทรงใช้ด้ามแปรงพระทนต์รีดหลอดยาจนแบน จนแน่ใจว่าไม่มียาสีพระทนต์หลงเหลืออยู่ในหลอดจริงๆ

เมื่อ กราบบังคมทูลเสร็จ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงรับสั่งว่า ของพระองค์ท่านก็เหมือนกัน และยังทรงรับสั่งต่อไปด้วยอีกว่า เมื่อไม่นานมานี้เองมหาดเล็กห้องสรงเห็นว่ายาสีพระทนต์ของพระองค์คงใช้หมด แล้ว จึงได้นำหลอดใหม่มาเปลี่ยนให้แทน เมื่อพระองค์ได้ทรงทราบก็ได้ขอให้เขานำยาสีพระทนต์หลอดเก่ามาคืน และพระองค์ท่านยังทรงสามารถใช้ต่อไปได้อีกถึง 5 วัน จะเห็นได้ว่าในส่วนของพระองค์ท่านเองนั้นทรงประหยัดอย่างยิ่ง ซึ่งตรงกันข้ามกับพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ที่ทรงพระราชทานเพื่อราษฎรผู้ยาก ไร้อยู่เป็นนิจ พระจริยาวัตรของพระองค์ได้แสดงให้เห็นอย่างแจ่มชัดถึง พระวิริยะ อุตสาหะ ตลอดจนความประหยัดในการใช้ของอย่างคุ้มค่า หลังจากนั้น ทันตแพทย์ประจำพระองค์ได้กราบพระบาททูลขอพระราชทาน หลอดยาสีพระทนต์หลอดนั้นเพื่อนำไปให้ศิษย์ได้เห็นและรับใส่เกล้าเป็น ตัวอย่าง เพื่อประพฤติปฏิบัติในโอกาสต่อๆ ไป ประมาณหนึ่งสัปดาห์หลังจากนั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระราชทาน ส่งหลอดยาสีพระทนต์เปล่าหลอดนั้นมาให้ถึงบ้านทันตแพทย์ประจำพระองค์รู้สึก ซาบซึ้ง ในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นเกล้ายิ่งเมื่อได้พิจารณาถึงลักษณะของหลอดยาสีพระ ทนต์เปล่าหลอดนั้นแล้ว
ทำ ให้เกิดความสงสัยว่า เหตุใดหลอดยาสีพระทนต์หลอดนี้จึงแบนราบเรียบโดยตลอด คล้ายแผ่นกระดาษโดยเฉพาะบริเวณคอหลอดยังปรากฏรอยบุ๋มลึกลงไปเกือบถึงเกลียว คอหลอด เมื่อได้มีโอกาสเข้าเฝ้าอีกครั้งในเวลาต่อมาจึงได้รับคำอธิบายจากพระองค์ว่า หลอดยาสีพระทนต์ที่เห็นแบนเรียบนั้นเป็นผลจากการใช้ด้ามแปรงสีพระทนต์ช่วย รีดและกด จนเป็นรอยบุ๋มที่เห็นนั่นเองและเพื่อที่จะขอนำไปแสดงให้ศิษย์ทันตแพทย์ได้ เห็น เป็นอุทาหรณ์จึงได้ขอพระราชาอนุญาตซึ่งพระองค์ท่านก็ได้ทรงพระเมตตาด้วยความ เต็มพระทัย"

ผม มีโอกาสได้ยืนมองดูรูปหลอดยาสีพระทนต์หลอดนี้อยู่เนืองๆ เวลาไปรอรับลูกที่โรงเรียนและเมื่อยิ่งดูก็ยิ่งได้รับรู้ถึงปรัชญาที่ พระองค์ พระราชทานผ่านมาทางหลอดยาฯนี้แล้วผมก็พบว่าแก่นแท้ของการประหยัดมันอยู่ตรง นี้นี่เอง ไม่ใช่ไม่ยอมใช้เลย แต่ต้องรู้จักใช้ และต้องรู้จักใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ไม่ใช้แบบเหลือทิ้งเหลือขว้าง
และ ทำให้ผมคิดไปถึงการใช้ทรัพยากรธรรมชาติบนโลกใบนี้ หลอดยาสีพระทนต์ของในหลวงหลอดนี้สอนผมให้เข้าใจว่า ในความเป็นจริงแล้วมนุษย์เรายังคงต้องใช้ทรัพยากรธรรมชาติต่อไป ไม่ใช่ไม่ใช้เลย แต่จะใช้อย่างไรมากกว่า ตัวอย่างง่ายๆ เรื่องการใช้น้ำ เราไม่ควรประหยัดน้ำจนต้นไม่ที่ปลูกอยู่ตายเพราะขาดน้ำ แต่เราควรระวังการเปิดน้ำทิ้งไว้ เราควรระวังท่อน้ำรั่วหยดซึม เราควรระวังเรื่องสิ้นเปลืองเหล่นี้ต่างหาก แล้วผมก็เลยคิดไปถึงเรื่องอื่นๆ อีกหลายเรื่อง รวมทั้งเรื่องเขื่อนว่าทำไมบางครั้งโลกเราถึงต้องยอมเสียพื้นทีป่าบาง พื้นที่เพื่อสร้างเขื่อนบ้าง

หมูยอของคำใส

วันที่ 05 ธันวาคม พ.ศ. 2547 ปีที่ 27 ฉบับที่ 9766

หมูยอของคำใส

คอลัมน์ คุยกับประภาส

โดย ประภาส ชลศรานนท์

แม่เภามีคำถามอยู่คำถามหนึ่งที่อยากจะถามคำใส เพื่อนร่วมหอ มาตลอด

มันเป็นคำถามเกี่ยวกับหมูยอของคำใสนี่แหละ แต่ไม่รู้จะด้วยความเกรงใจหรืออะไรสักอย่าง ทำให้ยังไม่สบช่องสักที ถึงวันนี้แล้วแม่เภาคิดว่าคงต้องหาโอกาสถามให้ได้

พูดถึงหมูยอนี่ ไม่ว่าใครในหอนี้ก็ต้องรู้ว่าหมูยอของคำใสนั้นอร่อยขนาดไหน

และเป็นที่รู้กันอีกว่า ถ้าวันไหนเป็นวันที่คำใสกลับจากต่างจังหวัด สาวๆ ชาวหอจะต้องมารวมตัวกันที่ร้านเจ๊เกียว ใต้ถุนหอ เพื่อรออาหารสุดอร่อยโดยมิต้องนัดหมาย เพราะทุกครั้งที่คำใสกลับบ้าน เธอจะต้องหอบเอาหมูยอสูตรของครอบครัวมาฝากเพื่อนๆ ชาวหอให้ได้อร่อยกันถ้วนทั่ว

รถบัสกำลังวิ่งอยู่

เสียงเพลงท้ายรถก็ดังระงมด้วยความสนุกสนาน

บ้างก็อ้างว่าเป็นเพราะความอยากไปเที่ยวอีสาน บ้างก็พูดตรงๆ ว่า เพราะความอยากกินหมูยอสูตรเด็ดมากกว่า แต่ไม่ว่าจะเหตุผลใดก็ตาม วันนี้ซึ่งเป็นวันแรกของการปิดเทอม รถบัสคันย่อมๆ คันนี้กำลังพานักศึกษาสาวๆ จากกรุงเทพฯ มุ่งสู้หนองคายบ้านเกิดของคำใส

"ฉันคิดถึงเธอ หมูยอ ยอดยาหยี อย่าหนีพี่ไปไหนเลย" เสียงเพลงแต่งขึ้นเองสดๆ ดังขึ้นมาจากท้ายรถบัส ต้นเสียงนั้นใครๆ ก็จำได้ว่าคือแม่แต้วตัวแสบประจำหอ

ตามด้วยเสียงหัวเราะและเสียงร้องตามเป็นจังหวะแทบทั้งคันรถ

"เห็นแก่กินจังนะยายแต้ว" แม่เภาร้องแหย่แต้วต้นเสียงร้องเพลงจากท้ายรถ

"ใครไม่กินอย่าบอกแฟน ฉันจะกินแทนให้เอง ลาลาล้า...ลาลาล้า..." แต้วร้องตอบขึ้นเป็นเพลงทำนองคุ้นๆ หูต่อทันที

"หมูยอยักษ์...หมูยอยักษ์...ลาลาลา" เพลงแต่งสดของแต้วยังคงบรรเลงต่อ

แม่เภาแทบจะระเบิดเสียงหัวเราะตามจินตนาการของตัวเองที่นึกถึงขนาดของหมูยอบ้านคำใส

แต่หมูยอบ้านคำใสมีขนาดใหญ่จริงๆ ไม่ว่าใครก็ต้องตาโตเมื่อเห็นครั้งแรก

"หรือเป็นเพราะว่ามันใหญ่มันหนามากหรือเปล่า มันถึงได้นุ่มฟันนุ่มลิ้นอย่างนั้น" แม่เภาเคยถามเจ๊เกียวด้วยเห็นว่าเป็นแม่ครัว "ไม่น่าจะเกี่ยวกับหนานะ" เจ๊เกียวตอบ "เจ๊เคยกินแบบหนาๆ อย่างนี้ก็หลายเจ้าแล้ว หาอร่อยมาก จะว่าไปของต้มของทอดนี่ยิ่งหนายิ่งทำยาก"

"หมูยอบ้าอะไรยังกับต้นกล้วย" แม่ตุ้มรูมเมตของแม่เภาเปรียบเทียบได้ถูกใจที่สุด คำใสเองยังหัวเราะขันกับคำเปรียบเปรยของเพื่อนๆ ถึงหมูยอจากบ้านเกิดของเธอ

"มันใหญ่มานานแค่ไหนแล้วคำใส รุ่นเธอหรือรุ่นแม่เธอ" แม่เภาซะโงกหน้าไปถามคำใสที่นั่งห่างออกไปอีกแถวหนึ่ง

"เฮ้ย...เภาต้องถามใหม่ ถามอย่างนั้นได้อย่างไร มันต้องถามว่ามันอร่อยมานานแค่ไหนแล้วต่างหาก" แต้วพูดแซงขึ้นมาจากด้านหลังรถ

"ไม่รู้สิ" คำใสหันมาตอบ "ฉันเกิดมาฉันก็เห็นแม่ฉันทำขนาดเท่านี้แล้ว น้าฉัน พี่สาวฉันก็ทำขนาดนี้ไม่ผิดกัน"

แม่เภาอ้าปากจะถามคำถามที่อยู่ในใจ เสียงแต้วก็ดังขึ้นมาแซวจากท้ายรถอีก

"ใส่กัญชาหรือเปล่าแม่คำใส คนกินถึงได้ติดใจกันไปขนาดนี้"

เสียงหัวเราะดังขึ้นมารับคำพูดของแต้ว

"ไม่มี รับรอง แม่ฉันทำให้กินตั้งแต่เด็กแล้ว" คำใสรีบโบกมือปฏิเสธ

"นั่นสิ แม่ที่ไหนจะให้ลูกกินกัญชา" แม่เภาหันไปค้อนแต้ว

รถวิ่งไปอีกสักครู่ใหญ่ แม่เภาจึงตัดสินใจลุกจากที่นั่งตัวเองไปนั่งข้างๆ คำใส คำใสเห็นแม่เภาย้ายที่นั่งมา ก็ใจดีเขยิบก้นให้

"ถามอะไรหน่อยสิ อยากรู้มานานแล้ว เคยถามเจ๊เกียวแล้วเจ๊เกียวแกก็ตอบไม่ค่อยได้" แม่เภาเอ่ยปาก

"เอาสิเภา เรื่องอะไรหรือ" คำใสยิ้ม

"เรื่องหมูยอของคำใสนั่นแหละ" แม่เภาทำหน้าเกรงใจ

"มีอะไรหรือ" คำใสถาม

แม่เภาแหงนหน้านึก แล้วก็ตัดสินใจพูด "คืออย่างนี้ ฉันเคยสังเกตมานานแล้วว่า ทุกครั้งที่คำใสเอาหมูยอมาจากบ้านมาฝากให้พวกเรากินที่หอ ตอนที่จะเอาหมูยอลงต้มอีกครั้ง ทำไมคำใสต้องหั่นหัวหั่นท้ายออกข้างละเกือบครึ่งนิ้วทุกทีเลย" แม่เภาลดเสียงลง "มันมีความหมายอะไรหรือเปล่า"

"อืมม์..." คำใสมองหน้าเภา "เภา ใครๆ เขาก็ว่าเธอเป็นคนช่างสังเกต ฉันไม่นึกว่าเธอจะช่างสังเกตขนาดนี้ แต่บอกตรงๆ นะ ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม"

"อ้าว" แม่เภาทำหน้าผิดหวัง

"เห็นแม่ทำ ฉันก็ทำตาม" คำใสตอบง่ายๆ แต่พอเห็นแม่เภาทำหน้าคล้ายไม่เชื่อ คำใสจึงยืนยันอีกที "จริงๆ"

"ฉันเคยตั้งข้อสันนิษฐานว่า หรือการทำอย่างนั้นมันทำให้อร่อยขึ้น" แม่เภาอธิบายความคิดตัวเอง

"หรือกันไม่ให้น้ำซึมเข้าเนื้อมากเกินไป" เสียงพี่สมรที่นั่งอยู่อีกข้างคำใสด้านที่ติดหน้าต่างโผล่หน้าออกมาเสริมความเห็น

"แต่มันก็ซึมเข้าด้านข้างได้อยู่ดี" เภาแย้ง

"หรือมันเป็นส่วนที่แข็ง ต้องหั่นทิ้งเพราะไม่อร่อย" น้องแดงที่นั่งถัดไปข้างหลังคงได้ยินบทสนทนาจึงเอี้ยวตัวออกความเห็น

"ตรงที่หั่นทิ้งไปมันก็ไม่แข็งนะ" คำใสติง

"เกี่ยวอะไรกับความเชื่อหรือเปล่า แม่ของคำใสมีเชื้อลาวพวนไม่ใช่หรือ" แม่เภาพูดคำถามที่อยากถามมากที่สุดออกมาจนได้ "คำใสอย่าโกรธนะ ที่เรียกลาวพวน"

"ไม่โกรธหรอก ก็ฉันเป็นลาวจริงๆ นี่" คำใสยิ้มเปิดเผย "เอ..แต่เรื่องหั่นหัวหั่นท้ายทิ้งนี่ ฉันก็ไม่เคยถามแม่สักที เราไปเจอแม่คราวนี้ เภาลองถามดูเลยก็ได้ แม่ใจดีออก"

................................................................

ที่บ้านคำใส หนองคาย

แคร่ไม้ที่หน้าบ้านถูกสาวๆ จากกรุงเทพฯ จับจองนั่งล้อมวงกินอาหารอีสานอย่างสนุกสนาน และที่กลางวงของจานอาหารหลายสิบจาน จานหมูยอจากฝีมือแม่ของคำใสลอยเด่นเป็นพระเอกของมื้อ

"ยัยแต้วนี่เธอกะจะไม่กินอย่างอื่นบ้างเลยหรือไง" พี่สมรร้องลั่นขึ้นเมื่อหมูยอที่อยู่กลางวงหมดไวจนหั่นไม่ทัน

"หมูยอชิ้นใหญ่ๆ หนาๆ อย่างนี้ จะไปกินอย่างอื่นทำไมพี่สมร ส้มตำลาบก้อยนี่กรุงเทพฯก็มีกิน" แต้วร้องตอบ "เออแล้วนี่ยัยเภาหายไปไหน เดี๋ยวฉันจะกินหมูยอคำเดียวทั้งชิ้นโดยไม่ต้องกัดให้ดู อยู่บนรถท้าตีนัก"

เพื่อนๆ เหลียวหาเภา คำใสได้ยินเพื่อนๆ เรียกเภาก็นึกขึ้นมาได้

"เมื่อกี้เห็นเดินเข้าไปในครัว" คำใสพูดขึ้น "สงสัยจะไปถามแม่เรื่องหั่นหมูยอหัวท้ายก่อนทอด"

"เภานี่ ขี้สงสัยสมกับเรียนหนังสือพิมพ์จริงๆ" คำใสเดินตามเข้าไปในครัว

ไม่ทันจะเข้าไปในครัว เภาก็เดินสวนออกมาพอดี

"เป็นอย่างไรเล่าเภา ได้คำตอบหรือยัง"

เภาสั่นหน้า "แม่เธอบอกว่าไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมต้องหั่น แม่ก็หั่วหัวหั่นท้ายทิ้งอย่างนี้มาตั้งแต่เริ่มทำหมูยอเป็น เห็นยายของเธอทำ แม่ก็ทำตามมาอีกที"

"จริงสิ มานึกๆ ดู พวกน้าๆ เขาก็หั่นหัวท้ายทิ้งกันทุกคนเหมือนกัน" คำใสให้ข้อมูลเพิ่ม "แล้วนี่เธอจะไปไหน เภา"

"ไปท้ายวัด แม่เธอบอกทางแล้ว" เภาตอบ

"เดี๋ยว...เดี๋ยว...อย่าบอกว่านะเธอกำลังจะไปหายายฉัน" คำใสยิ้มเอ็นดูเพื่อน "เธอนี่มันแม่นักข่าวตัวจริงเลย"

"ไม่รู้สิ อะไรมันค้างในใจแล้วอีดอัด" เภาตอบ "ฉันอยากรู้จริงๆ ว่ามันเกี่ยวกับความเชื่อของลาวพวนอะไรหรือเปล่า แม่เธอบอกว่า ยายเธอเป็นแม่ชีอยู่ท้ายวัด ฉันจะลองเดินไปถามยายดู ฉันอยากรู้จริงๆ"

"ไป ฉันจะพาเธอไปเอง เธอนี่น่านับถือจริงๆ" คำใสจูงมือเพื่อนเดินนำไป

"แต่ฉันไม่รับประกันนะว่าเธอจะได้คำตอบที่เธอต้องการหรือเปล่า ยายฉันเป็นคนไม่ช่างพูดเสียด้วย"

(อ่านต่อฉบับวันอาทิตย์หน้า)

หน้า 17
--------------------------------------------------------------------------------

วันที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2547 ปีที่ 27 ฉบับที่ 9723

หมูยอของคำใส(จบ)
===========
คอลัมน์ คุยกับประภาส

โดย ประภาส ชลศรานนท์

เสียงพระสวดมนต์แว่วมาจากโบสถ์ แม้จะฟังไกลๆ จากตรงนี้เภาก็รู้สึกได้ถึงความสงบ เภานั่งพิงเสาไม้หลับตานึกไปถึงตอนเด็กๆ

อาจจะเป็นเพราะความทรงจำหรือความเคยชินดีๆ กับเสียงสวดมนต์ของหลวงน้า ที่เภาได้ยินเวลาไปนั่งอ่านหนังสืออยู่ใต้ถุนกุฏิเมื่อครั้งยังเรียน โรงเรียนวัดก็ได้ ทำให้เภารู้สึกดีทุกครั้งที่ได้ยินเสียงสวดมนต์

คำใสพาเภามาถึงเรือนของยายตั้งนานแล้ว เผอิญมาปะเข้ากับเวลาทำวัตรเย็นของพระวัดนี้พอดี คำใสเลยต้องจูงเภามานั่งรอยายที่นอกระเบียง

"ยายแกเคร่ง"คำใสกระซิบ "ถึงแกเป็นชีแต่แกสวดมนต์พร้อมพระ"

เภายิ้มแทนคำตอบ เสียงสวดมนต์ของยายคงเบามากจนเภารู้สึกว่าได้ยินเสียงของพระที่มาจากโบสถ์มากกว่า

"ที่นี่สวดยืดกว่าแถวบ้านฉันนะคำใส" เภาชวนคุย "แถวลำปาง เชียงรายนี่ว่าสวดยืดแล้วนะ"

"เธอฟังออกหรือ"

"ฉันชอบฟังนะ โทนเสียงของพระเวลาสวดมนต์ทำให้ใจนิ่งดีนะ"

"แล้วเภาฟังรู้เรื่องไหม"

เภาส่ายหน้า "เคยอยากเรียนบาลีให้รู้แล้วรู้รอดไปเลยเหมือนกันนะคำใส"

"เธอพูดยังกะว่าหาที่เรียนได้ง่ายๆ อย่างนั้น" คำใสช่วยต่อประโยคที่อยู่ในใจแม่เภา

"เอ แล้วพระสงฆ์ส่วนใหญ่ที่สวดกันอยู่นี่ ท่านรู้ความหมายไหม"

"ไม่รู้สิ ก็คงจะมีทั้งรู้และก็ไม่รู้นะ"

แล้วทั้งสองก็เงียบไปอีกพักใหญ่ เหมือนจะพยายามเงี่ยหูฟังว่ายายของคำใสสวดมนต์จบหรือยัง เสียงจากบนเรือนแม่ชีไม่พอบอกอะไรได้มากนัก ทั้งสองเลยต้องคอยเงี่ยหูฟังเสียงจากโบสถ์ซึ่งยังคงแว่วอยู่

"บางทีนะ ฉันก็เคยคิดว่าเราฟังพระสวดมนต์นี่เราเหมือนจะเอาเพียงแค่เป็นสิริมลคลแก่ตัวแค่นั้นหรือเปล่า ไม่ได้อยากรู้ความหมายในประโยคจริงๆ" เภาเอ่ยขึ้นอีก

"ถ้าเรารู้แล้ว อาจจะทำให้ความขลังหายไปก็ได้นะ" เภาไม่เคยรู้เลยว่าคำใสมีความคิดแปลกๆ แบบนี้

"ไม่จริงหรอกคำใส" เภาท้วง "ฉันเคยทำรายงานเรื่องบทสวดมนต์ เคยต้องหาทางแปล"

"แม้แต่บทสวดมนต์ที่เราเคยสวดสมัยเรียนประถมก็มีความหมายที่ดีมาก"

คำใสหรี่ตาคิดตาม

"เธอกำลังจะบอกว่า พวกเราน่าจะรู้ความหมายของบทสวดมนต์พระท่านสวดให้เราฟัง"

"ที่จริงมันไม่น่ายากเลย แต่ก็นั่นแหละ เพราะแม้แต่ฉันที่ต้องเรียกว่าตัวสอดรู้สอดเห็นเลยนะ ฉันก็ยังขวนขวายไม่พอ" เภาหัวเราะขันอะไรสักอย่าง

เสียงสวดมนต์จากโบสถ์เงียบไปแล้ว เสียงก่อกๆแก่กๆบนเรือนแม่ชีดังขึ้น

"ขึ้นไปหายายกันเถอะ" คำใสชวน

สองสาวเดินไปที่บันไดทางขึ้นเรือนแม่ชี ขณะที่กำลังถอดรองเท้า เภาก็หันไปเห็นแม่ชีร่างเล็กๆ คนหนึ่งกำลังค่อยๆ เกาะราวบันได้เดินสวนลงมา

"คำใส" เภาเรียกเบาๆพลางชี้ให้ดูแม่ชีเฒ่า

"อ้าว ยาย" คำใสพนมมือไหว้ เภาเห็นจึงไหว้ตาม

"ยายจะไปไหน"

"คำใสหรือ" ยายร้องทัก

ดูจากผิวพรรณที่เหี่ยวย่นแล้ว แม่เภานึกเล่นๆ ว่าอายุของแม่ชีชราผู้นี้คงไม่น่าจะน้อยกว่าเจ็ดสิบแปดสิบ แต่ดูอีกทียายก็ดูแข็งแรงเดินเหินขึ้นบันไดคนเดียวโดยไม่ต้องมีใครช่วย

"ยายจะไปไหน" คำใสถามอีก

"กลับมาตั้งแต่เมื่อไร" ยายถามกลับ แล้วก็เหมือนไม่ต้องการคำตอบ เพราะหลังจากถามเสร็จแกก็สวมรองเท้าแตะเดินมุ่งหน้าไปที่โบสถ์

คำใสมองหน้าเพื่อนแล้วยิ้ม "แกเป็นอย่างนี้แหละ"

"ยายจะไปไหนนี่"

เพิ่งจะคราวนี้เองที่ยายหันกลับมา "จะไปที่โบสถ์หน่อย จะเอาหนังสือไปคืนหลวงพ่อ" ว่าแล้วแกก็ออกเดินต่อ

"เดี๋ยวก่อนยาย" เภาไม่อยากรอ "หนูจะถามอะไรยายหน่อยหนึ่งก่อน ยายอย่าเพิ่งไป"

ยายหันมาตามเสียง แล้วก็ไม่เห็นแกจะสนใจหรือสงสัยเลยว่าเภาเป็นใคร "ถามอะไรอีหนู" พูดเสร็จแกก็เดินต่อ สองสาวเห็นดังนั้นก็รีบสวมรองเท้าเดินตามมา

"ยาย ถามเรื่องหมูยอที่ยายสอนแม่ทำหน่อยจ้ะ" คำใสช่วยเพื่อน

ยายไม่พูดอะไร ยังคงเดินไปเรื่อยๆ

"หนูอยากรู้ว่าทำไมเราต้องตัดหัวตัดท้ายก่อนจะเอามาต้มทุกครั้งทำไม ถามแม่ แม่ก็บอกไม่รู้ เห็นยายทำก็ทำตาม"

ประโยคนี้ทำให้ยายหยุดเดินหันมาถามคำใส "อะไรนะ"

คำใสจึงทวนประโยคให้อีกครั้ง แกฟังจบแกก็ยิ้มออกมา

"รุ่นแกก็ยังตัดหัวตัดท้ายทิ้งอยู่หรือ"

คำใสพยักหน้า

"ยายเป็นลาวพวน ย้ายมาจากขอนแก่น" นั่นไงสิ่งที่แม่เภาตั้งสมมติฐานไว้ว่าน่าจะเกี่ยวกับความเชื่อของบรรพบุรุษก็เริ่มเผยออกมา "ปู่แกก็ลาวพวน"

"แล้วลาวพวนมีความเชื่อว่าอะไรหรือยาย" แม่เภาใจร้อน

"เชื่ออะไรอีหนู" ยายออกเดินต่อ "พวกเราย้ายที่อยู่ก็หลายที แล้วพวกเรามีเงินกันเสียที่ไหน หม้อไหก็มีอยู่แค่สองสามใบ" พอยายเริ่มพูดประโยคต่อมา แม่เภาก็ชักเอะใจเสียแล้ว

"หม้อแต่ละใบก็เล็กๆทั้งนั้น ยายมีอยู่ใบหนึ่งแค่นี้เอง" ยายทำมือ

"แล้วหมูยอที่หลายๆ บ้านมาช่วยกันทำน่ะ เราก็ปั้นกันเสียทั้งใหญ่ ทั้งยาว ทำเสร็จแบ่งกันมาตามบ้าน" ยายหยุดไปนิดหนึ่งเพื่อเช็ดน้ำหมาก

เภาเริ่มเดาเรื่องออกแล้ว

"ถ้ายายไม่ตัดหัวท้ายทิ้ง ยายจะไปใส่หม้อต้มได้อย่างไร ก็หม้อมันเล็กกว่าตั้งเยอะ" แกพูดจบแกก็บ้วนน้ำหมากลงพื้น แล้วเดินลิ่วๆ ไปทิ้งให้สองสาวยืนอมยิ้มมองหน้ากันเองสองคน ประตูความลับแห่งหมูยอถูกเปิดแล้ว

"เพื่อนๆ มากันหลายคนหรือคำใส เย็นๆ ยายจะแวะไปหานะ อยากลองหมูยอฝีมือยายบ้างไหมละ" ยายพูดลอยๆ ขึ้นมา เหมือนไม่ต้องการคำตอบอย่างเคยๆ

………

เย็นวันนั้นที่บ้านคำใส เพื่อนยังคงล้อมวงอยู่ที่แคร่หน้าบ้านสองสามวง

วงหนึ่งยังคงเล่นกีต้าร์ร้องเพลงมาตั้งแต่บ่าย และทำตัวเหมือนว่าเพลงในโลกนี้จะต้องถูกร้องให้หมดภายในวันนี้ ส่วนอีกสองวงนั้นนั่งคุยกันส่งเสียงโขมงโฉงเฉง แต่สิ่งที่เหมือนกันในทุกวงก็คือ กลางวงต้องมีจานหมูยอรสเลิศพร้อมถ้วยแจ่ววางไว้อยู่กลางวง

เภาเดินเข้ามาช่วยคำใสอยู่ในครัว ยายของคำใสไม่ได้แวะมาอย่างที่บอก คำใสยังคงใช้ประโยคเก่า เมื่อเภาถามถึงยาย "แกเป็นอย่างนี้แหละ"

"คำใสขออีกจาน" เสียงแต้วดังขึ้นพร้อมกับโผล่หน้าเข้ามาในครัว มือนั้นถือจานเปล่ามาด้วย

เภายืนอยู่ใกล้ประตูจึงรับจานมา "พรุ่งนี้หน้าเธอก็คงจะเป็นหมูยอแล้ว ไม่กินอย่างอื่นเลยนี่ยัยแต้ว"

"อิอิ …หั่นหนาๆ นะเภา" พูดจบเพื่อนผู้พิศวาสหมูยอเป็นชีวิตจิตใจก็แล่นกลับไปที่วงกีต้าร์หน้าบ้านต่อทันที

"เภาส่งหมูยอก้อนนั้นมาให้ที" คำใสชี้มือไปที่ถาดที่วางอยู่หลังตู้

เภาทำตามที่เพื่อนบอก "สงสัยต้องต้มอีกรอบ" คำใสเอามือบีบ "ก้อนนี้ทำไว้ตั้งแต่เมื่อวาน" พูดจบคำใสก็หยิบหม้อใส่น้ำขึ้นตั้งเตา แล้วก็ถือหมูยอก้อนนั้นนิ่งอยู่เหมือนคิดอะไร สักพักคำใสก็ตัดสินใจวางก้อนหมูยอบนเขียง พลางหยิบมีดขึ้นมา

อะไรก็ไม่รู้บอกให้คำใสรู้ว่ามีสายตาคู่หนึ่งจ้องมาตลอด

เภานั่นเอง

"ยิ้มอะไร เภา" คำใสเขิน

เภายิ้มให้เพื่อนอย่างกว้างขวางที่สุด "หั่นหัวหั่นท้ายทิ้งเถอะ เธอจะได้มั่นใจว่ามันอร่อย"

หน้า 17