วันพุธที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2551

เหตุจูงใจหลายอย่างที่ทำให้เราได้มาคุยกันตรงนี้

เหตุจูงใจหลายอย่างที่ทำให้เราได้มาคุยกันตรงนี้

เบื้องต้นเกิดจากความคิดถึงของผมเอง ที่เรียกว่าคิดถึงก็คือคิดถึงคนอ่าน ที่ผมรู้สึกไปแล้วว่าเป็นพวกเดียวกัน เป็นญาติโกโหติกากัน

ต้องเรียกได้ว่าผมห่างเหินกับหนังสือไปยาลใหญ่ไปเสียนาน ด้วยภาระรับผิดชอบที่รับมาจากที่อื่น และอะไรต่อมิอะไร นี่เพิ่งได้มานั่งเล่นเย็นใจ ที่สำนักศิษย์สะดือก็เมื่อฉบับที่แล้วนี่เอง แต่กระนั้นผมก็ต้องอ่านไปยาลใหญ่อยู่เสมอ แล้วในการที่เราได้อ่าน ก็ยิ่งก่อให้เกิดความคิดถึง ซึ่งตกตะกอนรวมมากขึ้นเรื่อยไป ยิ่งกับจดหมายที่เขียนมาคุยในกองบก. ร้อยแก้วร้อยกรอง ในหน้าของคุณหมีควาย หรือคำตอบของโจทย์บ้าๆ ของคุณสารภี แต่ตัวผมเอง กลับไม่ได้เขียนอะไรมาให้ได้อ่านกัน ใครลองเป็นผมอยู่ตรงนี้ ก็คงต้องคิดถึงอย่างรุนแรงไม่แพ้ผม

ก็ให้พอดีกับคุณวิวัฒน์ หัวหน้ากองบรรณาธิการ ได้เสนอแกมบังคับ ยกหน้ากระดาษสองสามหน้าในไปยาลใหญ่ ให้ผมไปต้มยำทำแกงอะไรก็ได้ ผมก็เห็นสมประสงค์ที่จะเอามาแก้คิดถึงได้

เหตุจูงใจต่อมา คอลัมน์เขียนเล่นเอาจริงที่หายไปนั้น เป็นบทความที่ผมเขียนเองโดยใช้นามปากกาว่า 'เจดย์' เหตุที่ยกเลิกไป มาจากความน้อยใจของผม ที่ทางหนังสือแพรวสุดสัปดาห์ เอานามปากกาไปเปิดเผยโดยผมยังไม่อนุญาต ซึ่งถือเป็นการผิดมารยาท ของการเขียนหนังสือ เขาไม่ทำกัน... แต่เมื่อทางหนังสือแพรวมีความจริงใจ จดหมายมาขอโทษขอโพย ผมก็รู้สึกยินดี และความน้อยใจก็พลอยหมดไป คนเรานี้ก็แปลก... เคยเคืองไว้แต่ใด ถ้าอีกฝ่ายยอมรับผิดจริงๆ คำขอโทษเพียงคำเดียว เคืองที่เคยมีก็หายเป็นปลิดทิ้ง เรื่องนี้เป็นอุทาหรณ์ที่ดี

จึงคิดว่าผมควรจะเขียนบทความอย่างเขียนเล่นเอาจริงอีก โดยรวมเสียในหน้านี้เลย ไม่ต้องไปเขียนอีกหน้าโดยใช้ชื่อเจดย์ให้เสียเวลา ใครที่ไม่รู้ว่าเจดย์คือผม ก็รู้เสียตรงนี้

จะสรุปว่า 'เขียนเล่นเอาจริง' ที่หลายคนไม่อยากให้หายไป ก็ไม่ได้หายไป คงพอใช้ได้...

เหตุจูงใจสำคัญต่อมาก็คือ ถึงผมจะไม่เปลี่ยนชื่อให้ละม้ายกับชื่อนักร้องขวัญใจวัยรุ่น เป็น สมจิก เจตนาฯ ผมก็มีจดหมายที่เขียนมาถึงอยู่บ้าง และให้บังเอิญเป็นจดหมายที่ไม่เคยถามผมว่า ชอบสีอะไร กินข้าวกับอะไร ส่วนใหญ่ของจดหมาย เป็นเรื่องที่น่าสนใจ ถามคำถามที่เขาคิดว่า ผมจะช่วยเขาได้ หลายฉบับน่าสนใจจนน่าจะนำมาคุยกันให้เป็นสาธารณะ

ออกตัวไว้ก่อนเลยว่า ผมคงไม่มาเป็นการตอบปัญหาสารพันที่นี่ เพราะผมไม่ใช่ผู้รอบรู้ แต่ก็จะช่วยหาแหล่งความรู้ให้ ถ้าอยากให้ช่วย

ผมเห็นว่าการคุยกันนั้น ถ้าเกิดข้อสงสัยแล้วจะออกรส และรสนี้เป็นรสของการประเทือง ไม่ว่าจะประเทืองปัญญา หรือประเทืองอารมณ์ ข้อสงสัยนั้นทำให้ต้องครุ่นคิด มึนหัว ซึ่งเป็นอาการของรสที่ว่านี้ด้วย และคอลัมน์นี้ก็คงเป็นคอลัมน์ของรสนี้

มีบทละคร บทเพลง บทกลอนส่งมาถึงมือผมอยู่บ่อยๆ บางคนเพียงอยากให้วิจารณ์ บางคนอยากให้ผ่านมือผม ไปสู่โอกาสที่เขาจะได้เผยแพร่ ซึ่งผมก็ยินดี และก็ให้พอดีกับได้หน้านี้เป็นที่รองรับความยินดีของผม

เหตุจูงใจสุดท้ายก็คือ หลายครั้งที่ผมเคยไปคุยกับใครแล้วรู้สึกบ่อยๆ ว่าเรื่องที่คุย น่าจะเป็นประโยชน์กับผู้อ่าน จะทำอย่างไรที่จะให้ได้ยินกันทั่วๆ ก็เป็นอันว่าต่อไปนี้ ผมอาจจะชวนใครบางคนมาคุยในหน้านี้ก็ได้

เรียกว่าเป็นคอลัมน์จับฉ่ายก็ดูจะสมตัวที่สุด

ผมเริ่มคุยแล้วนะครับ ใครอยากคุยด้วยก็ตามอัธยาศัยครับ



ปัตตานี
พี่ประภาสที่รัก

ผมกำลังจะออกเดินทางจากปัตตานี ฤดูร้อนสอนให้ผมเป็นนักเดินทาง เป็นคนขี้ร้อนและหงุดหงิดง่ายกับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เป็นต้นว่า เพื่อนที่นัดกันว่าจะมาคอยรับที่สถานีรถไฟ แต่กลับปล่อยให้นั่งคอยมันอยู่ตั้งสองชั่วโมง กับรถติดไฟเขียว รูปถ่ายพลเอกเปรมในหน้าหนังสือพิมพ์ ฯลฯ

และถ้าไม่สับสนกับเส้นทางในกรุงเทพฯ ผมคงได้พบกับพี่อย่างแน่นอน

มายาวี โก๊ด

ผมชอบจดหมายฉบับนี้ อ่านแล้วต้องอ่านอีกรอบ คุณมายาวี โก๊ดเป็นใคร ผมไม่รู้จัก แต่ดูเธอมีแววว่าจะเขียนหนังสือได้แปลก ได้ดีต่อไป

เริ่มเดาไปเล่นๆ ว่าเธอเป็นใคร จะมาหาผมทำไม หรือว่า... มือปืนปัตตานี



คุณประภาส

อ่านเรื่องที่ลงชานชาลาอยู่ เพื่อจะรอว่าเมื่อไหร่จะตลก ก็พบว่ามันฝืดเสียเหลือเกิน เรื่องที่จะลงชานชาลาได้ต้องตลกฝืดๆ อย่างนี้ใช่หรือไม่ จะได้เขียนส่งมาบ้าง

๑๔๒๘

จดหมายของคุณทำให้ผมโมโหเกิด และคงต้องตอบคำแรกว่า 'ไม่' 'ไม่' นี้ต้องแยกเป็น 2 ไม่

ไม่ แรกคือ ไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องตลกเท่านั้นที่จะได้ลงในชานชาลา กองบก. พิจารณาเรื่องนี้ส่งมา 3 อย่างคือ ได้ความคิด, ได้สำนวน, ได้อารมณ์ บางเรื่องเด่นทุกอย่าง บางเรื่องเด่นบางอย่าง ตลก, เครียด, เศร้า ก็เป็นเรื่องแค่ได้อารมณ์

ไม่ ที่สองคือ ผมว่าเรื่องที่ลงชานชาลา 'ไม่ฝืด' คุณ ๑๔๒๘ จงใจจับผิดกับความตลกเกินไปหรือเปล่า จะไปนึกว่าเรื่องตลกเป็นหัวไชเท้า มาบีบมาเค้นเอาน้ำไปมันไม่ได้

คุณเป็ด เชิญยิ้ม นักแสดงตลก เคยเล่าให้ผมฟังว่า มีจิ๊กโก๋เรียกให้เขาหยุดแล้วข่มขู่ให้เขาแสดงตลกให้ดู คุณเป็ดก็ไม่รู้จะแสดงอะไรออกไป ก็เลยตะบันหน้าจิ๊กโก๋ไปหนึ่งที นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า เรื่องตลกไม่ใช่หัวไชเท้า, ยิ่งเป็นตัวตลกแล้ว ยิ่งไม่ใช่ใหญ่

ผมชักอยากอ่านเรื่องตลกฝืดๆ ที่คุณอยากลองเขียนเต็มทีแล้ว บางทีโลกอาจจะดูดีขึ้น ถ้าคุณได้ลองลงมือเขียนจริงๆ



พี่ประภาส

พี่ประภาสช่วยติชมกลอนบทนี้หน่อยค่ะ (ความจริงเขียนมายาวกว่านี้)

ใครคนหนึ่ง...
ที่เคยผูกพัน
วันนี้...
ยังหวนหา

น้ำแข็งสีชมพู

ติชมไม่ได้ครับ เพราะมันไม่ใช่กลอน

ผู้หญิงที่อยากกอดตลอดชีวิต

ผู้หญิงที่อยากกอดตลอดชีวิต

August11

ผู้หญิงที่อยากกอดตลอดชีวิต

ขับร้อง : ศุ บุญเลี้ยง
แต่ง : ประภาศ ชลศรานนท์

ตื่นมาวันวัน ไม่เห็นแม่ทำอะไร
คอยยุ่งแต่ฟืนแต่ไฟ หุงข้าวหาปลา
เก็บทั้งหมอนทั้งมุ้ง ไล่ยุงและป้อนยา
เห็นแต่เล็กแล้วหนา ว่าทำไรในวันวัน
ขัดตะกรงตะแกรง ถูขี้คลงขี้ไคล
ก.ไก่ถึงบ.ใบไม้ แม่ให้ท่องพัลวัน
ลูกป่วยจนนอนซม แม่ก็ตรมไม่ต่างกัน
เห็นแต่ครั้งกระนั้น ว่าวันวันแม่ทำอะไร
*อยากกอดแม่ไว้ ให้นานเท่านาน
ชั่วกาลปาวสาน กอดไว้กลางดวงใจ
หากใครจะถาม ว่าแม่ทำอะไร
ยิ่งใหญ่เพียงไหน แม่สร้างลูกสร้างคน
กล่อมอยู่บนเปล แล้วสอนให้เดินเป็น
นอนตื่นยังเคี่ยวยังเข็น ไม่เห็นแม่ทำอะไร
จะสอบกี่ครั้งกี่หน แม่ก็ค้นตำรามาให้
รู้กันแล้วใช่ไหม ว่าทำไรในวันวัน
(ซ้ำ *)

วันอังคารที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2551

หลอดยาสีฟันที่ไม่ธรรมดา


http://www.prapas.com/
ผมมี ภาพๆ หนึ่งเอามาให้ดูกัน เป็นภาพหลอดยาสีฟันที่ถูกใช้แล้วครับ เห็นทีแรกไกลๆ ก็ไม่รู้สึกอะไรมากหรอกครับ เป็นภาพที่ติดอยู่บนบอร์ดที่โรงเรียนของลูก ระหว่างที่ยืนรอลูกๆ ลงมาจากห้องเรียนจึงได้อ่านข้อความที่ประกอบภาพนี้อย่างละเอียด

ภาพหลอดยาสีฟันที่เห็นนี้ต้องเรียกว่าเป็นหลอดยาสีพระทนต์ประวัติศาสตร์ เพราะนี่คือหลอดยาสีพระทนต์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เห็นแล้วรู้สึกเหมือนผมไหมครับความฉ่ำเย็นจากที่ไหนก็ไม่รู้อาบลง มากลางกระหม่อมเลย ภาพนี้ถูกตีพิมพ์เป็นโปสเตอร์โดยคณะแพทยศาสตร์จุฬาลงกรณ์ ครูที่โรงเรียนของลูกผมไปพบเข้าเลยนำมาถ่ายสำเนาติดบอร์ดให้เด็กนักเรียนได้ เรียนรู้และเข้าใจคำว่า "ประหยัด"
ศาสตราจารย์ พิเศษทันตแพทย์หญิง ท่านผู้หญิงเพ็ชรา เตชะกัมพุช ทันตแพทย์ประจำพระองค์อดีตคณบดีคณะทันตแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เขียนเล่าให้ฟังว่า

" ครั้งหนึ่งทันตแพทย์ประจำพระองค์กราบถวายบังคมทูลเรื่องศิษย์ทันตแพทย์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยบางคนมีค่านิยมในการใช้ของต่างประเทศและมีราคาแพง รายที่ไม่มีทรัพย์พอซื้อหาก็ยังขวนขวายเช่ามาใช้เป็นการชั่วครั้งชั่วคราว ซึ่งเท่าที่ทราบมามีความแตกต่างจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ที่ทรงนิยมใช้กระเป๋าที่ผลิตภายในประเทศเช่นสามัญชนทั่วไป ทรงใช้ดินสอสั้นจนต้องต่อด้าม แม้จนยาสีพระทนต์ของพระองค์ท่านก็ทรงใช้ด้ามแปรงพระทนต์รีดหลอดยาจนแบน จนแน่ใจว่าไม่มียาสีพระทนต์หลงเหลืออยู่ในหลอดจริงๆ

เมื่อ กราบบังคมทูลเสร็จ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงรับสั่งว่า ของพระองค์ท่านก็เหมือนกัน และยังทรงรับสั่งต่อไปด้วยอีกว่า เมื่อไม่นานมานี้เองมหาดเล็กห้องสรงเห็นว่ายาสีพระทนต์ของพระองค์คงใช้หมด แล้ว จึงได้นำหลอดใหม่มาเปลี่ยนให้แทน เมื่อพระองค์ได้ทรงทราบก็ได้ขอให้เขานำยาสีพระทนต์หลอดเก่ามาคืน และพระองค์ท่านยังทรงสามารถใช้ต่อไปได้อีกถึง 5 วัน จะเห็นได้ว่าในส่วนของพระองค์ท่านเองนั้นทรงประหยัดอย่างยิ่ง ซึ่งตรงกันข้ามกับพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ที่ทรงพระราชทานเพื่อราษฎรผู้ยาก ไร้อยู่เป็นนิจ พระจริยาวัตรของพระองค์ได้แสดงให้เห็นอย่างแจ่มชัดถึง พระวิริยะ อุตสาหะ ตลอดจนความประหยัดในการใช้ของอย่างคุ้มค่า หลังจากนั้น ทันตแพทย์ประจำพระองค์ได้กราบพระบาททูลขอพระราชทาน หลอดยาสีพระทนต์หลอดนั้นเพื่อนำไปให้ศิษย์ได้เห็นและรับใส่เกล้าเป็น ตัวอย่าง เพื่อประพฤติปฏิบัติในโอกาสต่อๆ ไป ประมาณหนึ่งสัปดาห์หลังจากนั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระราชทาน ส่งหลอดยาสีพระทนต์เปล่าหลอดนั้นมาให้ถึงบ้านทันตแพทย์ประจำพระองค์รู้สึก ซาบซึ้ง ในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นเกล้ายิ่งเมื่อได้พิจารณาถึงลักษณะของหลอดยาสีพระ ทนต์เปล่าหลอดนั้นแล้ว
ทำ ให้เกิดความสงสัยว่า เหตุใดหลอดยาสีพระทนต์หลอดนี้จึงแบนราบเรียบโดยตลอด คล้ายแผ่นกระดาษโดยเฉพาะบริเวณคอหลอดยังปรากฏรอยบุ๋มลึกลงไปเกือบถึงเกลียว คอหลอด เมื่อได้มีโอกาสเข้าเฝ้าอีกครั้งในเวลาต่อมาจึงได้รับคำอธิบายจากพระองค์ว่า หลอดยาสีพระทนต์ที่เห็นแบนเรียบนั้นเป็นผลจากการใช้ด้ามแปรงสีพระทนต์ช่วย รีดและกด จนเป็นรอยบุ๋มที่เห็นนั่นเองและเพื่อที่จะขอนำไปแสดงให้ศิษย์ทันตแพทย์ได้ เห็น เป็นอุทาหรณ์จึงได้ขอพระราชาอนุญาตซึ่งพระองค์ท่านก็ได้ทรงพระเมตตาด้วยความ เต็มพระทัย"

ผม มีโอกาสได้ยืนมองดูรูปหลอดยาสีพระทนต์หลอดนี้อยู่เนืองๆ เวลาไปรอรับลูกที่โรงเรียนและเมื่อยิ่งดูก็ยิ่งได้รับรู้ถึงปรัชญาที่ พระองค์ พระราชทานผ่านมาทางหลอดยาฯนี้แล้วผมก็พบว่าแก่นแท้ของการประหยัดมันอยู่ตรง นี้นี่เอง ไม่ใช่ไม่ยอมใช้เลย แต่ต้องรู้จักใช้ และต้องรู้จักใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ไม่ใช้แบบเหลือทิ้งเหลือขว้าง
และ ทำให้ผมคิดไปถึงการใช้ทรัพยากรธรรมชาติบนโลกใบนี้ หลอดยาสีพระทนต์ของในหลวงหลอดนี้สอนผมให้เข้าใจว่า ในความเป็นจริงแล้วมนุษย์เรายังคงต้องใช้ทรัพยากรธรรมชาติต่อไป ไม่ใช่ไม่ใช้เลย แต่จะใช้อย่างไรมากกว่า ตัวอย่างง่ายๆ เรื่องการใช้น้ำ เราไม่ควรประหยัดน้ำจนต้นไม่ที่ปลูกอยู่ตายเพราะขาดน้ำ แต่เราควรระวังการเปิดน้ำทิ้งไว้ เราควรระวังท่อน้ำรั่วหยดซึม เราควรระวังเรื่องสิ้นเปลืองเหล่นี้ต่างหาก แล้วผมก็เลยคิดไปถึงเรื่องอื่นๆ อีกหลายเรื่อง รวมทั้งเรื่องเขื่อนว่าทำไมบางครั้งโลกเราถึงต้องยอมเสียพื้นทีป่าบาง พื้นที่เพื่อสร้างเขื่อนบ้าง

หมูยอของคำใส

วันที่ 05 ธันวาคม พ.ศ. 2547 ปีที่ 27 ฉบับที่ 9766

หมูยอของคำใส

คอลัมน์ คุยกับประภาส

โดย ประภาส ชลศรานนท์

แม่เภามีคำถามอยู่คำถามหนึ่งที่อยากจะถามคำใส เพื่อนร่วมหอ มาตลอด

มันเป็นคำถามเกี่ยวกับหมูยอของคำใสนี่แหละ แต่ไม่รู้จะด้วยความเกรงใจหรืออะไรสักอย่าง ทำให้ยังไม่สบช่องสักที ถึงวันนี้แล้วแม่เภาคิดว่าคงต้องหาโอกาสถามให้ได้

พูดถึงหมูยอนี่ ไม่ว่าใครในหอนี้ก็ต้องรู้ว่าหมูยอของคำใสนั้นอร่อยขนาดไหน

และเป็นที่รู้กันอีกว่า ถ้าวันไหนเป็นวันที่คำใสกลับจากต่างจังหวัด สาวๆ ชาวหอจะต้องมารวมตัวกันที่ร้านเจ๊เกียว ใต้ถุนหอ เพื่อรออาหารสุดอร่อยโดยมิต้องนัดหมาย เพราะทุกครั้งที่คำใสกลับบ้าน เธอจะต้องหอบเอาหมูยอสูตรของครอบครัวมาฝากเพื่อนๆ ชาวหอให้ได้อร่อยกันถ้วนทั่ว

รถบัสกำลังวิ่งอยู่

เสียงเพลงท้ายรถก็ดังระงมด้วยความสนุกสนาน

บ้างก็อ้างว่าเป็นเพราะความอยากไปเที่ยวอีสาน บ้างก็พูดตรงๆ ว่า เพราะความอยากกินหมูยอสูตรเด็ดมากกว่า แต่ไม่ว่าจะเหตุผลใดก็ตาม วันนี้ซึ่งเป็นวันแรกของการปิดเทอม รถบัสคันย่อมๆ คันนี้กำลังพานักศึกษาสาวๆ จากกรุงเทพฯ มุ่งสู้หนองคายบ้านเกิดของคำใส

"ฉันคิดถึงเธอ หมูยอ ยอดยาหยี อย่าหนีพี่ไปไหนเลย" เสียงเพลงแต่งขึ้นเองสดๆ ดังขึ้นมาจากท้ายรถบัส ต้นเสียงนั้นใครๆ ก็จำได้ว่าคือแม่แต้วตัวแสบประจำหอ

ตามด้วยเสียงหัวเราะและเสียงร้องตามเป็นจังหวะแทบทั้งคันรถ

"เห็นแก่กินจังนะยายแต้ว" แม่เภาร้องแหย่แต้วต้นเสียงร้องเพลงจากท้ายรถ

"ใครไม่กินอย่าบอกแฟน ฉันจะกินแทนให้เอง ลาลาล้า...ลาลาล้า..." แต้วร้องตอบขึ้นเป็นเพลงทำนองคุ้นๆ หูต่อทันที

"หมูยอยักษ์...หมูยอยักษ์...ลาลาลา" เพลงแต่งสดของแต้วยังคงบรรเลงต่อ

แม่เภาแทบจะระเบิดเสียงหัวเราะตามจินตนาการของตัวเองที่นึกถึงขนาดของหมูยอบ้านคำใส

แต่หมูยอบ้านคำใสมีขนาดใหญ่จริงๆ ไม่ว่าใครก็ต้องตาโตเมื่อเห็นครั้งแรก

"หรือเป็นเพราะว่ามันใหญ่มันหนามากหรือเปล่า มันถึงได้นุ่มฟันนุ่มลิ้นอย่างนั้น" แม่เภาเคยถามเจ๊เกียวด้วยเห็นว่าเป็นแม่ครัว "ไม่น่าจะเกี่ยวกับหนานะ" เจ๊เกียวตอบ "เจ๊เคยกินแบบหนาๆ อย่างนี้ก็หลายเจ้าแล้ว หาอร่อยมาก จะว่าไปของต้มของทอดนี่ยิ่งหนายิ่งทำยาก"

"หมูยอบ้าอะไรยังกับต้นกล้วย" แม่ตุ้มรูมเมตของแม่เภาเปรียบเทียบได้ถูกใจที่สุด คำใสเองยังหัวเราะขันกับคำเปรียบเปรยของเพื่อนๆ ถึงหมูยอจากบ้านเกิดของเธอ

"มันใหญ่มานานแค่ไหนแล้วคำใส รุ่นเธอหรือรุ่นแม่เธอ" แม่เภาซะโงกหน้าไปถามคำใสที่นั่งห่างออกไปอีกแถวหนึ่ง

"เฮ้ย...เภาต้องถามใหม่ ถามอย่างนั้นได้อย่างไร มันต้องถามว่ามันอร่อยมานานแค่ไหนแล้วต่างหาก" แต้วพูดแซงขึ้นมาจากด้านหลังรถ

"ไม่รู้สิ" คำใสหันมาตอบ "ฉันเกิดมาฉันก็เห็นแม่ฉันทำขนาดเท่านี้แล้ว น้าฉัน พี่สาวฉันก็ทำขนาดนี้ไม่ผิดกัน"

แม่เภาอ้าปากจะถามคำถามที่อยู่ในใจ เสียงแต้วก็ดังขึ้นมาแซวจากท้ายรถอีก

"ใส่กัญชาหรือเปล่าแม่คำใส คนกินถึงได้ติดใจกันไปขนาดนี้"

เสียงหัวเราะดังขึ้นมารับคำพูดของแต้ว

"ไม่มี รับรอง แม่ฉันทำให้กินตั้งแต่เด็กแล้ว" คำใสรีบโบกมือปฏิเสธ

"นั่นสิ แม่ที่ไหนจะให้ลูกกินกัญชา" แม่เภาหันไปค้อนแต้ว

รถวิ่งไปอีกสักครู่ใหญ่ แม่เภาจึงตัดสินใจลุกจากที่นั่งตัวเองไปนั่งข้างๆ คำใส คำใสเห็นแม่เภาย้ายที่นั่งมา ก็ใจดีเขยิบก้นให้

"ถามอะไรหน่อยสิ อยากรู้มานานแล้ว เคยถามเจ๊เกียวแล้วเจ๊เกียวแกก็ตอบไม่ค่อยได้" แม่เภาเอ่ยปาก

"เอาสิเภา เรื่องอะไรหรือ" คำใสยิ้ม

"เรื่องหมูยอของคำใสนั่นแหละ" แม่เภาทำหน้าเกรงใจ

"มีอะไรหรือ" คำใสถาม

แม่เภาแหงนหน้านึก แล้วก็ตัดสินใจพูด "คืออย่างนี้ ฉันเคยสังเกตมานานแล้วว่า ทุกครั้งที่คำใสเอาหมูยอมาจากบ้านมาฝากให้พวกเรากินที่หอ ตอนที่จะเอาหมูยอลงต้มอีกครั้ง ทำไมคำใสต้องหั่นหัวหั่นท้ายออกข้างละเกือบครึ่งนิ้วทุกทีเลย" แม่เภาลดเสียงลง "มันมีความหมายอะไรหรือเปล่า"

"อืมม์..." คำใสมองหน้าเภา "เภา ใครๆ เขาก็ว่าเธอเป็นคนช่างสังเกต ฉันไม่นึกว่าเธอจะช่างสังเกตขนาดนี้ แต่บอกตรงๆ นะ ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม"

"อ้าว" แม่เภาทำหน้าผิดหวัง

"เห็นแม่ทำ ฉันก็ทำตาม" คำใสตอบง่ายๆ แต่พอเห็นแม่เภาทำหน้าคล้ายไม่เชื่อ คำใสจึงยืนยันอีกที "จริงๆ"

"ฉันเคยตั้งข้อสันนิษฐานว่า หรือการทำอย่างนั้นมันทำให้อร่อยขึ้น" แม่เภาอธิบายความคิดตัวเอง

"หรือกันไม่ให้น้ำซึมเข้าเนื้อมากเกินไป" เสียงพี่สมรที่นั่งอยู่อีกข้างคำใสด้านที่ติดหน้าต่างโผล่หน้าออกมาเสริมความเห็น

"แต่มันก็ซึมเข้าด้านข้างได้อยู่ดี" เภาแย้ง

"หรือมันเป็นส่วนที่แข็ง ต้องหั่นทิ้งเพราะไม่อร่อย" น้องแดงที่นั่งถัดไปข้างหลังคงได้ยินบทสนทนาจึงเอี้ยวตัวออกความเห็น

"ตรงที่หั่นทิ้งไปมันก็ไม่แข็งนะ" คำใสติง

"เกี่ยวอะไรกับความเชื่อหรือเปล่า แม่ของคำใสมีเชื้อลาวพวนไม่ใช่หรือ" แม่เภาพูดคำถามที่อยากถามมากที่สุดออกมาจนได้ "คำใสอย่าโกรธนะ ที่เรียกลาวพวน"

"ไม่โกรธหรอก ก็ฉันเป็นลาวจริงๆ นี่" คำใสยิ้มเปิดเผย "เอ..แต่เรื่องหั่นหัวหั่นท้ายทิ้งนี่ ฉันก็ไม่เคยถามแม่สักที เราไปเจอแม่คราวนี้ เภาลองถามดูเลยก็ได้ แม่ใจดีออก"

................................................................

ที่บ้านคำใส หนองคาย

แคร่ไม้ที่หน้าบ้านถูกสาวๆ จากกรุงเทพฯ จับจองนั่งล้อมวงกินอาหารอีสานอย่างสนุกสนาน และที่กลางวงของจานอาหารหลายสิบจาน จานหมูยอจากฝีมือแม่ของคำใสลอยเด่นเป็นพระเอกของมื้อ

"ยัยแต้วนี่เธอกะจะไม่กินอย่างอื่นบ้างเลยหรือไง" พี่สมรร้องลั่นขึ้นเมื่อหมูยอที่อยู่กลางวงหมดไวจนหั่นไม่ทัน

"หมูยอชิ้นใหญ่ๆ หนาๆ อย่างนี้ จะไปกินอย่างอื่นทำไมพี่สมร ส้มตำลาบก้อยนี่กรุงเทพฯก็มีกิน" แต้วร้องตอบ "เออแล้วนี่ยัยเภาหายไปไหน เดี๋ยวฉันจะกินหมูยอคำเดียวทั้งชิ้นโดยไม่ต้องกัดให้ดู อยู่บนรถท้าตีนัก"

เพื่อนๆ เหลียวหาเภา คำใสได้ยินเพื่อนๆ เรียกเภาก็นึกขึ้นมาได้

"เมื่อกี้เห็นเดินเข้าไปในครัว" คำใสพูดขึ้น "สงสัยจะไปถามแม่เรื่องหั่นหมูยอหัวท้ายก่อนทอด"

"เภานี่ ขี้สงสัยสมกับเรียนหนังสือพิมพ์จริงๆ" คำใสเดินตามเข้าไปในครัว

ไม่ทันจะเข้าไปในครัว เภาก็เดินสวนออกมาพอดี

"เป็นอย่างไรเล่าเภา ได้คำตอบหรือยัง"

เภาสั่นหน้า "แม่เธอบอกว่าไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมต้องหั่น แม่ก็หั่วหัวหั่นท้ายทิ้งอย่างนี้มาตั้งแต่เริ่มทำหมูยอเป็น เห็นยายของเธอทำ แม่ก็ทำตามมาอีกที"

"จริงสิ มานึกๆ ดู พวกน้าๆ เขาก็หั่นหัวท้ายทิ้งกันทุกคนเหมือนกัน" คำใสให้ข้อมูลเพิ่ม "แล้วนี่เธอจะไปไหน เภา"

"ไปท้ายวัด แม่เธอบอกทางแล้ว" เภาตอบ

"เดี๋ยว...เดี๋ยว...อย่าบอกว่านะเธอกำลังจะไปหายายฉัน" คำใสยิ้มเอ็นดูเพื่อน "เธอนี่มันแม่นักข่าวตัวจริงเลย"

"ไม่รู้สิ อะไรมันค้างในใจแล้วอีดอัด" เภาตอบ "ฉันอยากรู้จริงๆ ว่ามันเกี่ยวกับความเชื่อของลาวพวนอะไรหรือเปล่า แม่เธอบอกว่า ยายเธอเป็นแม่ชีอยู่ท้ายวัด ฉันจะลองเดินไปถามยายดู ฉันอยากรู้จริงๆ"

"ไป ฉันจะพาเธอไปเอง เธอนี่น่านับถือจริงๆ" คำใสจูงมือเพื่อนเดินนำไป

"แต่ฉันไม่รับประกันนะว่าเธอจะได้คำตอบที่เธอต้องการหรือเปล่า ยายฉันเป็นคนไม่ช่างพูดเสียด้วย"

(อ่านต่อฉบับวันอาทิตย์หน้า)

หน้า 17
--------------------------------------------------------------------------------

วันที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2547 ปีที่ 27 ฉบับที่ 9723

หมูยอของคำใส(จบ)
===========
คอลัมน์ คุยกับประภาส

โดย ประภาส ชลศรานนท์

เสียงพระสวดมนต์แว่วมาจากโบสถ์ แม้จะฟังไกลๆ จากตรงนี้เภาก็รู้สึกได้ถึงความสงบ เภานั่งพิงเสาไม้หลับตานึกไปถึงตอนเด็กๆ

อาจจะเป็นเพราะความทรงจำหรือความเคยชินดีๆ กับเสียงสวดมนต์ของหลวงน้า ที่เภาได้ยินเวลาไปนั่งอ่านหนังสืออยู่ใต้ถุนกุฏิเมื่อครั้งยังเรียน โรงเรียนวัดก็ได้ ทำให้เภารู้สึกดีทุกครั้งที่ได้ยินเสียงสวดมนต์

คำใสพาเภามาถึงเรือนของยายตั้งนานแล้ว เผอิญมาปะเข้ากับเวลาทำวัตรเย็นของพระวัดนี้พอดี คำใสเลยต้องจูงเภามานั่งรอยายที่นอกระเบียง

"ยายแกเคร่ง"คำใสกระซิบ "ถึงแกเป็นชีแต่แกสวดมนต์พร้อมพระ"

เภายิ้มแทนคำตอบ เสียงสวดมนต์ของยายคงเบามากจนเภารู้สึกว่าได้ยินเสียงของพระที่มาจากโบสถ์มากกว่า

"ที่นี่สวดยืดกว่าแถวบ้านฉันนะคำใส" เภาชวนคุย "แถวลำปาง เชียงรายนี่ว่าสวดยืดแล้วนะ"

"เธอฟังออกหรือ"

"ฉันชอบฟังนะ โทนเสียงของพระเวลาสวดมนต์ทำให้ใจนิ่งดีนะ"

"แล้วเภาฟังรู้เรื่องไหม"

เภาส่ายหน้า "เคยอยากเรียนบาลีให้รู้แล้วรู้รอดไปเลยเหมือนกันนะคำใส"

"เธอพูดยังกะว่าหาที่เรียนได้ง่ายๆ อย่างนั้น" คำใสช่วยต่อประโยคที่อยู่ในใจแม่เภา

"เอ แล้วพระสงฆ์ส่วนใหญ่ที่สวดกันอยู่นี่ ท่านรู้ความหมายไหม"

"ไม่รู้สิ ก็คงจะมีทั้งรู้และก็ไม่รู้นะ"

แล้วทั้งสองก็เงียบไปอีกพักใหญ่ เหมือนจะพยายามเงี่ยหูฟังว่ายายของคำใสสวดมนต์จบหรือยัง เสียงจากบนเรือนแม่ชีไม่พอบอกอะไรได้มากนัก ทั้งสองเลยต้องคอยเงี่ยหูฟังเสียงจากโบสถ์ซึ่งยังคงแว่วอยู่

"บางทีนะ ฉันก็เคยคิดว่าเราฟังพระสวดมนต์นี่เราเหมือนจะเอาเพียงแค่เป็นสิริมลคลแก่ตัวแค่นั้นหรือเปล่า ไม่ได้อยากรู้ความหมายในประโยคจริงๆ" เภาเอ่ยขึ้นอีก

"ถ้าเรารู้แล้ว อาจจะทำให้ความขลังหายไปก็ได้นะ" เภาไม่เคยรู้เลยว่าคำใสมีความคิดแปลกๆ แบบนี้

"ไม่จริงหรอกคำใส" เภาท้วง "ฉันเคยทำรายงานเรื่องบทสวดมนต์ เคยต้องหาทางแปล"

"แม้แต่บทสวดมนต์ที่เราเคยสวดสมัยเรียนประถมก็มีความหมายที่ดีมาก"

คำใสหรี่ตาคิดตาม

"เธอกำลังจะบอกว่า พวกเราน่าจะรู้ความหมายของบทสวดมนต์พระท่านสวดให้เราฟัง"

"ที่จริงมันไม่น่ายากเลย แต่ก็นั่นแหละ เพราะแม้แต่ฉันที่ต้องเรียกว่าตัวสอดรู้สอดเห็นเลยนะ ฉันก็ยังขวนขวายไม่พอ" เภาหัวเราะขันอะไรสักอย่าง

เสียงสวดมนต์จากโบสถ์เงียบไปแล้ว เสียงก่อกๆแก่กๆบนเรือนแม่ชีดังขึ้น

"ขึ้นไปหายายกันเถอะ" คำใสชวน

สองสาวเดินไปที่บันไดทางขึ้นเรือนแม่ชี ขณะที่กำลังถอดรองเท้า เภาก็หันไปเห็นแม่ชีร่างเล็กๆ คนหนึ่งกำลังค่อยๆ เกาะราวบันได้เดินสวนลงมา

"คำใส" เภาเรียกเบาๆพลางชี้ให้ดูแม่ชีเฒ่า

"อ้าว ยาย" คำใสพนมมือไหว้ เภาเห็นจึงไหว้ตาม

"ยายจะไปไหน"

"คำใสหรือ" ยายร้องทัก

ดูจากผิวพรรณที่เหี่ยวย่นแล้ว แม่เภานึกเล่นๆ ว่าอายุของแม่ชีชราผู้นี้คงไม่น่าจะน้อยกว่าเจ็ดสิบแปดสิบ แต่ดูอีกทียายก็ดูแข็งแรงเดินเหินขึ้นบันไดคนเดียวโดยไม่ต้องมีใครช่วย

"ยายจะไปไหน" คำใสถามอีก

"กลับมาตั้งแต่เมื่อไร" ยายถามกลับ แล้วก็เหมือนไม่ต้องการคำตอบ เพราะหลังจากถามเสร็จแกก็สวมรองเท้าแตะเดินมุ่งหน้าไปที่โบสถ์

คำใสมองหน้าเพื่อนแล้วยิ้ม "แกเป็นอย่างนี้แหละ"

"ยายจะไปไหนนี่"

เพิ่งจะคราวนี้เองที่ยายหันกลับมา "จะไปที่โบสถ์หน่อย จะเอาหนังสือไปคืนหลวงพ่อ" ว่าแล้วแกก็ออกเดินต่อ

"เดี๋ยวก่อนยาย" เภาไม่อยากรอ "หนูจะถามอะไรยายหน่อยหนึ่งก่อน ยายอย่าเพิ่งไป"

ยายหันมาตามเสียง แล้วก็ไม่เห็นแกจะสนใจหรือสงสัยเลยว่าเภาเป็นใคร "ถามอะไรอีหนู" พูดเสร็จแกก็เดินต่อ สองสาวเห็นดังนั้นก็รีบสวมรองเท้าเดินตามมา

"ยาย ถามเรื่องหมูยอที่ยายสอนแม่ทำหน่อยจ้ะ" คำใสช่วยเพื่อน

ยายไม่พูดอะไร ยังคงเดินไปเรื่อยๆ

"หนูอยากรู้ว่าทำไมเราต้องตัดหัวตัดท้ายก่อนจะเอามาต้มทุกครั้งทำไม ถามแม่ แม่ก็บอกไม่รู้ เห็นยายทำก็ทำตาม"

ประโยคนี้ทำให้ยายหยุดเดินหันมาถามคำใส "อะไรนะ"

คำใสจึงทวนประโยคให้อีกครั้ง แกฟังจบแกก็ยิ้มออกมา

"รุ่นแกก็ยังตัดหัวตัดท้ายทิ้งอยู่หรือ"

คำใสพยักหน้า

"ยายเป็นลาวพวน ย้ายมาจากขอนแก่น" นั่นไงสิ่งที่แม่เภาตั้งสมมติฐานไว้ว่าน่าจะเกี่ยวกับความเชื่อของบรรพบุรุษก็เริ่มเผยออกมา "ปู่แกก็ลาวพวน"

"แล้วลาวพวนมีความเชื่อว่าอะไรหรือยาย" แม่เภาใจร้อน

"เชื่ออะไรอีหนู" ยายออกเดินต่อ "พวกเราย้ายที่อยู่ก็หลายที แล้วพวกเรามีเงินกันเสียที่ไหน หม้อไหก็มีอยู่แค่สองสามใบ" พอยายเริ่มพูดประโยคต่อมา แม่เภาก็ชักเอะใจเสียแล้ว

"หม้อแต่ละใบก็เล็กๆทั้งนั้น ยายมีอยู่ใบหนึ่งแค่นี้เอง" ยายทำมือ

"แล้วหมูยอที่หลายๆ บ้านมาช่วยกันทำน่ะ เราก็ปั้นกันเสียทั้งใหญ่ ทั้งยาว ทำเสร็จแบ่งกันมาตามบ้าน" ยายหยุดไปนิดหนึ่งเพื่อเช็ดน้ำหมาก

เภาเริ่มเดาเรื่องออกแล้ว

"ถ้ายายไม่ตัดหัวท้ายทิ้ง ยายจะไปใส่หม้อต้มได้อย่างไร ก็หม้อมันเล็กกว่าตั้งเยอะ" แกพูดจบแกก็บ้วนน้ำหมากลงพื้น แล้วเดินลิ่วๆ ไปทิ้งให้สองสาวยืนอมยิ้มมองหน้ากันเองสองคน ประตูความลับแห่งหมูยอถูกเปิดแล้ว

"เพื่อนๆ มากันหลายคนหรือคำใส เย็นๆ ยายจะแวะไปหานะ อยากลองหมูยอฝีมือยายบ้างไหมละ" ยายพูดลอยๆ ขึ้นมา เหมือนไม่ต้องการคำตอบอย่างเคยๆ

………

เย็นวันนั้นที่บ้านคำใส เพื่อนยังคงล้อมวงอยู่ที่แคร่หน้าบ้านสองสามวง

วงหนึ่งยังคงเล่นกีต้าร์ร้องเพลงมาตั้งแต่บ่าย และทำตัวเหมือนว่าเพลงในโลกนี้จะต้องถูกร้องให้หมดภายในวันนี้ ส่วนอีกสองวงนั้นนั่งคุยกันส่งเสียงโขมงโฉงเฉง แต่สิ่งที่เหมือนกันในทุกวงก็คือ กลางวงต้องมีจานหมูยอรสเลิศพร้อมถ้วยแจ่ววางไว้อยู่กลางวง

เภาเดินเข้ามาช่วยคำใสอยู่ในครัว ยายของคำใสไม่ได้แวะมาอย่างที่บอก คำใสยังคงใช้ประโยคเก่า เมื่อเภาถามถึงยาย "แกเป็นอย่างนี้แหละ"

"คำใสขออีกจาน" เสียงแต้วดังขึ้นพร้อมกับโผล่หน้าเข้ามาในครัว มือนั้นถือจานเปล่ามาด้วย

เภายืนอยู่ใกล้ประตูจึงรับจานมา "พรุ่งนี้หน้าเธอก็คงจะเป็นหมูยอแล้ว ไม่กินอย่างอื่นเลยนี่ยัยแต้ว"

"อิอิ …หั่นหนาๆ นะเภา" พูดจบเพื่อนผู้พิศวาสหมูยอเป็นชีวิตจิตใจก็แล่นกลับไปที่วงกีต้าร์หน้าบ้านต่อทันที

"เภาส่งหมูยอก้อนนั้นมาให้ที" คำใสชี้มือไปที่ถาดที่วางอยู่หลังตู้

เภาทำตามที่เพื่อนบอก "สงสัยต้องต้มอีกรอบ" คำใสเอามือบีบ "ก้อนนี้ทำไว้ตั้งแต่เมื่อวาน" พูดจบคำใสก็หยิบหม้อใส่น้ำขึ้นตั้งเตา แล้วก็ถือหมูยอก้อนนั้นนิ่งอยู่เหมือนคิดอะไร สักพักคำใสก็ตัดสินใจวางก้อนหมูยอบนเขียง พลางหยิบมีดขึ้นมา

อะไรก็ไม่รู้บอกให้คำใสรู้ว่ามีสายตาคู่หนึ่งจ้องมาตลอด

เภานั่นเอง

"ยิ้มอะไร เภา" คำใสเขิน

เภายิ้มให้เพื่อนอย่างกว้างขวางที่สุด "หั่นหัวหั่นท้ายทิ้งเถอะ เธอจะได้มั่นใจว่ามันอร่อย"

หน้า 17

มุมมองของชีวิต

มุมมองของชีวิต

ถึงพี่ประภาส

พี่ประภาสคงเคยได้ยินเพลงของพี่บอย โกสิยพงษ์ ที่ร้องว่า อยู่ที่เรียนรู้ อยู่ที่ยอมรับมัน ตามความคิดสติเราให้ทัน อยู่กับสิ่งที่มี ไม่ใช่สิ่งที่ฝัน และทำสิ่งนั้นให้ดีที่สุด แบบนี้ก็แสดงว่าให้เรายอมแพ้และยอมรับความพ่ายแพ้นั้นซะ อย่าไปต่อสู้เพื่อฝัน ใช่มั้ยครับ ตกลงเราควรจะฝันให้ไกลไปให้ถึง หรือ เรียนรู้และยอมรับมัน กันแน่

ตุลย์

ปัญหาเป็นของคู่กับ ชีวิต

เหมือนกับว่ามันได้ถูกผูกติดมาด้วยกันตั้งแต่แรกเกิด

เมื่อมองปัญหาชีวิต ผมมองแยกออกเป็นสองประเภท นั่นคือประเภทที่อยู่ในมือเราและประเภทที่อยู่ในมือคนอื่น

ประเภทแรกก่อนนะครับ

อะไรก็ตามที่อยู่ในมือเรา ก็ย่อมหมายความว่าเราสามารถควบคุมมันได้

ทีนี้มันก็ขึ้นอยู่กับว่าเราจะควบคุมมันไหม หรือควบคุมมันไหวไหม ผมยกตัวอย่างง่ายๆเช่น ความเกียจคร้านซึ่งผมถือว่าเป็นตัวการใหญที่ทำให้ชีวิตเกิดปัญหาอยู่ตลอด เวลา ถ้าเรามองว่าความเกียจคร้านเป็นปัญหา ทางแก้นั้นก็คงตอบง่ายๆว่าก็แก้ด้วยความเพียร ความเพียรนั้นเป็นของที่อยู่ในมือเรา เป็นอาวุธประจำตัวมนุษย์เลยทีเดียวครับ บทความหลายๆตอนที่ผมเขียนถึงความเพียรของโทมัส เอดิสันหรือบรรณาธิการที่เป็นอัมพาตทั้งตัวเขียนหนังสือจบเล่มด้วยการกระ พริบเปลือกตาข้างเดียว ก็เพื่อจะสื่อให้รู้ว่าความเพียรของมนุษย์นั้นแทบจะไม่มีขีดจำกัดเลยด้วยซ้ำ

ส่วนปัญหาอีกประเภทหนึ่งที่ผมบอกว่าอยู่ในมือคนอื่นนั้นผมให้ความหมายกว้างไกลนับตั้งแต่มือของคนอื่นทั่วๆไปจนถึงมือของพระเจ้า

นายสมชายอยากได้มอเตอร์ไซด์มาขี่สักคัน

ลองมองปัญหานี้กันดูครับ ผมให้ข้อมูลเพิ่มเติมอีกว่านายสมชายเป็นคนมีเงินมีทองคนหนึ่ง ปัญหานี้แก้ง่ายมาก เมื่ออยากได้ก็ไปซื้อมาขี่แล้ว ถ้าผมเปลี่ยนข้อมูลใหม่เป็นนายสมชายไม่มีสตางค์ละ นายสมชายจะแก้ปัญหานี้ต่อไปอย่างไร เงื่อนไขเพิ่มขึ้นแต่ก็ยังถือว่าควบคุมได้ โดยการพยายามขยันทำมาหากินให้ได้เงินทองมา หรือแม้แต่การไปหยิบยืมคนอื่นมา แล้วค่อยหาใช้คืน

ยังถือว่าเป็นการไขปัญหาที่อยู่ในมือของตัวเองอยู่นะครับ ลองดูตัวอย่างที่สอง

พ่อนายสมชายเสียชีวิต นายสมชายจึงขาดความอบอุ่น ขาดที่พึ่งทั้งทางกายและทางใจ

การ เสียชีวิตของพ่อ เป็นสิ่งที่นายสมชายไม่อาจควบคุมได้ ชีวิตมนุษย์ย่อมต้องตายทุกคน ไม่มีใครหลีกเลี่ยงไปได้ ถึงจะต่อสู้หรือเพียรพยายามเท่าใด ชีวิตของพ่อก็ไม่มีวันหวนคืนกลับมา ปัญหาแบบนี้ละครับที่มันไม่ได้อยู่ในมือเรา คนบนโน้นจะเมตตาเราหรือส่งบทเรียนมาให้เรา ก็แล้วแต่มือของท่าน

ตัวอย่างที่สามครับ

นายสมชายหลงรักนางสาวสมศรี และอยากได้นางสาวสมศรีมาเป็นคู่ครอง

ปัญหา ซับซ้อนแบบนี้แหละที่ผู้คนในสังคมประสบพบเจออยู่ตลอดเวลา มันเป็นปัญหาที่จัดอยู่ในประเภทลูกครึ่ง นั่นคือบางส่วนควบคุมได้และบางส่วนควบคุมไม่ได้ ลองแยกดูสิครับ

นาย สมชายสามารถทำตัวดีๆให้นางสาวสมศรีสนใจรักใคร่ได้ นายสมชายสามารถเอาอกเอาใจนางสาวสมศรีให้เธอรู้สึกพึงใจได้ วิธีการเหล่านี้ล้วนอยู่ในมือของนายสมชาย นายสมชายควบคุมได้ ส่วนจิตใจของนางสาวสมศรีจะรู้สึกปฎิพัทธิ์นายสมชายหรือไม่เป็นเรื่องของนาง สาวสมศรี นายสมชายไม่สามารถควบคุมได้

ผมชอบการแยกประเด็นแบบนี้ แล้วผมก็ใช้มันบ่อยๆเวลามีความวิตก ใครที่กำลังทุกข์ใจกับการเตรียมตัวสอบที่จะเรียนต่อที่โรงเรียนหรือเข้าทำงาน ที่ตัวเองอยากเข้า ลองเอาเรื่องของนายสมชายนี้ไปซ้อนทับเพื่อเทียบดู

ความเพียรของตัวเองที่จะเตรียมตัวสอบนั้นเราควบคุมมันได้ แต่ความเพียรของคู่แข่งนี่ ต้องยอมรับว่าเราควบคุมไม่ได้ นึกออกไหมครับ เราไม่มีทางรู้ว่าจะมีใครคนไหนขยันอ่านหนังสือมากกว่าเราหรือไม่ รวมไปถึงการตัดสินว่าจะรับใครเข้าหรือไม่เข้า

ผมกำลังจะบอกว่าเราจึงไม่ควรไปทุกข์กับปัญหาที่เราควบคุมอะไรไม่ได้

ทุกข์ของคนจะสอบเข้าถ้าจะมีก็ควรเหลือเพียงว่า เราจะทำข้อสอบได้ไหม ไม่ใช่มัวแต่ทุกข์ว่า จะเข้าได้ไหม

เพลงของคุณบอยเพลงนี้ ผมก็เชื่อว่าคุณบอยแต่งขึ้นมาเพื่อให้ผู้คนเอาไว้ต่างน้ำเย็นประโลมใจยามที่เจอปัญหาประเภทที่ไม่อยู่ในมือเรา

แฟนทิ้ง

พ่อแม่เลิกกัน

เศรษฐกิจของชาติวิกฤต

พลัดพรากจากคนที่รักตลอดกาล

เป็นโรคที่รักษาไม่ได้

ฯลฯ

กับสิ่งที่เราควบคุมมันไม่ได้ เมื่อมันเกิดขึ้นมาแล้ว เราต้องยอมรับมัน และก็ต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับมันอย่างที่เพลงบอกไว้

ร้องมันทั้งสองเพลงก็ได้ครับ อะไรในฝันที่เราพอจะสั่งมันด้วยมือของเราได้ เราก็ร้อง ฝันให้ไกลไปให้ถึงอย่าได้หยุด ส่วนปัญหาใดที่อยู่ในมือของพระเจ้า เราก็ยืนหยัดเงยหน้ายอมรับและก็ร้อง live and learn อย่างรู้เท่าทัน

พี่ประภาส

ได้แนะนำเพื่อนคนหนึ่งซึ่งเป็นคอหนังฝรั่งให้ดูหนังเรื่องโหมโรง โดยตัดคอลัมน์ที่พี่ประภาสเขียนถึงหนังเรื่องนี้ในมติชนให้เขาอ่านด้วย เขาจึงซื้อวีซีดีมาดูแล้วก็บอกว่า ไม่สนุก ทั้งเรื่องมีแต่เล่นดนตรีไทย ฟังแล้วใจเสียค่ะ แบบนี้หนังไทยจะไปรอดหรือคะ คนไทยเองยังไม่ดูเลย

เด็กพายัพ


คนส่วนใหญ่คาดหวังที่จะเห็นอะไรในกล่องของขวัญก่อนที่เขาจะเปิดเห็นมันจริงๆเสมอ

เราอาจจะเห็นบางคนทำหน้าผิดหวัง และอีกหลายคนก็ทำตาโตตื่นใจกับของที่อยู่ในกล่องอย่างที่เขาไม่คาดคิด มันก็ขึ้นอยู่กับว่าใจของเขาเปิดหรือปิดอยู่

ผมไม่รู้ว่าเพื่อนของคุณเด็กพายัพอยากดูอะไรในหนังเรื่องนี้ เขาคงคาดหวังที่จะได้ดูอะไรที่มันโลดโผนเหมือนที่เขาเห็นในหนังฝรั่ง แล้วในหนังเรื่องโหมโรงมันไม่มี ทั้งๆที่หนังมันก็มีชื่อว่าโหมโรง ซึ่งชื่อมันก็บอกอยู่แล้วว่าต้องเป็นหนังเกี่ยวกับดนตรี และก็คงเป็นดนตรีไทยด้วย ฟังแล้วคิดถึงเรื่องนี้ครับ

หกเจ็ดปีก่อนระหว่างที่นั่งเล่นอยู่ชายป่าบนเขาใหญ่ ผมเห็นหนุ่มสาวคู่หนึ่งจอดรถจักรยานยนต์แล้วเดินลงมาชาย หนุ่มนั้นขะมักเขม้นปูเสื่อแล้วก็ยกตะกร้าของกินลงมาวาง ผมไม่เห็นหญิงสาวแฟนของเขาช่วยเหลืออะไร ผู้หญิงคนนั้นเดินไปเดินมาอยู่สักพัก ผมก็หูบอนไปได้ยินเธอพูดขึ้นมาว่า ไม่เห็นมีอะไรเลย มีแต่ต้นไม้

หัวเราะหรือร้องไห้ดีครับเรื่องนี้

ผจญภัยในความรัก

ผจญภัยในความรัก

คอลัมน์ คุยกับประภาส

โดย ประภาส ชลศรานนท์

สวัสดีค่ะคุณประภาส

ไม่ ทราบว่าคุณประภาสจะเป็นเหมือนแม่ของดิฉันหรือไม่ คือไม่ว่าดิฉันจะเป็นเด็กดี ตั้งใจเรียน ไม่เที่ยวกลางคืน ไม่กลับบ้านดึก ไม่เคยทำให้แม่ต้องกังวลใจเกี่ยวกับความประพฤติ แม่บอกว่าไม่ให้มีแฟน ดิฉันก็ไม่มี (จนตอนนี้อายุก็ 20 กว่าแล้ว) คือดิฉันทำตามใจท่านทุกอย่าง แต่แม่ไม่เคยกล่าวชมดิฉันเลย เวลาผลสอบออกมาดีกว่าเทอมก่อนๆ ก็ไม่เคยชม แต่พอได้น้อยขึ้นมาก็บ่นอยู่หลายวันทีเดียว

ดิฉันจึงอยากเรียนถามคุณ ประภาสในฐานะที่คุณประภาสเองก็มีลูกเหมือนกัน คุณประภาสเคยชมลูกบ้างไหม หลายครั้งที่ดิฉันนึกน้อยใจว่าทำไมหนอทำไม เราทำดีมาขนาดนี้แล้ว แม่ไม่เห็นแสดงอาการภูมิใจในตัวเราสักครั้งหนึ่งเลยค่ะ

อั้ม

ผมสนใจคำขึ้นต้นจดหมายของคุณอั้มครับ

คุณ อั้มขึ้นต้นด้วยคำถามว่าผมเป็นอย่างที่คุณแม่คุณอั้มเป็นหรือเปล่า นั่นคือถามผมว่าผมเคยทำตัวเย็นชาไม่ออกปากชมลูกชมเต้าอย่างที่คุณเขียนมาใน จดหมายหรือเปล่า ผมอ่านจดหมายของคุณอั้มด้วยความเห็นใจครับ เพราะเห็นได้ชัดเลยว่าความน้อยเนื้อต่ำใจที่คุณได้รับจากสิ่งที่คุณแม่ทำ นั้น มันพาลให้คิดเหมาไปหมดว่าคนเป็นพ่อเป็นแม่นี่คงเป็นอย่างนี้กันหมด

ความน้อยใจแบบนี้ถ้าเป็นหนักๆ เข้าอาจถึงขั้นไปรู้สึกอิจฉาคนอื่นที่มีแม่ที่ออกปากชมลูกได้

ผม เชื่อว่าความทุกข์ใจที่คุณอั้มประสบอยู่นั้น คุณอั้มก็คงเคยนำไปปรึกษาหรือเล่าสู่กันฟังกับคนที่ไว้เนื้อเชื่อใจมาบ้าง แล้ว และผมก็เชื่อว่าคำตอบที่คุณอั้มได้รับก็คงจะเป็นประโยคทำนองที่ว่า "ทุกอย่างที่แม่ทำไปก็ด้วยความรักเท่านั้น"

ฟังดูเหมือนในละครตอนหัว ค่ำนะครับ คำพูดที่ฟังแล้วน่าเบื่อซ้ำๆ ซากๆ อ้างแต่ความรัก แม่บ่นก็เพราะรัก แม่เคี่ยวเข็ญก็เพราะรัก แม่ตีก็เพราะรัก ฯลฯ

ส่วนท่านผู้อ่านที่กำลังเดาอยู่ว่าแล้วผมจะตอบอย่างไรให้แตกต่างจากคำพูดน่าเบื่อที่ว่านั้น

อาจจะผิดหวังหน่อยนะครับ เพราะผมก็คงตอบเหมือนกันว่า "ความรักตัวเดียวเท่านั้นเอง" ที่ทำให้แม่ของทุกคนเป็นอย่างที่แม่เป็นอยู่

เคยเห็นฉากนี้ในชีวิตจริงไหมครับ

เด็ก ตัวเล็กๆ คนหนึ่งวิ่งข้ามถนนไปด้วยความซุกซนประสาเด็ก รถคันหนึ่งวิ่งผ่านมาด้วยความเร็วสูง แล้วเสียงเบรกจากรถก็ดังลั่นจนเรียกให้ผู้เป็นแม่ที่อยู่แถวๆ นั้นหันมามอง รถจอดห่างจากเด็กน้อยที่ยืนตกตะลึงอยู่ไม่ถึงสองเมตรดี จากนั้นเราก็จะเห็นผู้เป็นแม่พุ่งเข้าไปหาลูกแล้วก็จับข้อมือลากออกมาให้พ้น รัศมีรถ

ภาพต่อมาเราก็จะเห็นผู้เป็นแม่เริ่มลงมือตีลูก และแน่นอนการตีนี้ย่อมเป็นการตีไปบ่นไป หรือถ้าตัวแม่อาศัยอยู่ในตลาดที่ผู้คนมักใช้ภาษาเดิมๆ ของบรรพบุรุษโบราณ เราก็อาจจะได้เห็นการตีไปผรุสวาทไปอย่างเผ็ดร้อนด้วย

ทำไมฉากชีวิตฉากนี้ไม่จบลงด้วยการที่แม่พุ่งเข้าไปหาลูกแล้วก็จูงมือออกมากอดเรียกขวัญ

ทั้งๆ ที่การจบทั้งสองแบบของฉากนี้ก็ล้วนทำไปด้วยความรักเช่นกัน

ผมพูดคำว่าความรักออกมาอีกแล้ว เพราะผมหมายความอย่างนั้นจริงๆ

เป็น ที่รู้กันอยู่ว่าคนตะวันออกไม่ถนัดที่จะแสดงความรักต่อกัน เรื่องบอกรักบอกความในใจนั้น คนไทยคนลาวคนจีนนี่ทำไม่เป็นเลย ยิ่งเป็นพ่อเป็นแม่กับลูกที่โตๆ แล้วนี่ยิ่งเก้งก้างใหญ่

ให้ผมเดาเล่นๆ ผมก็ว่าคุณอั้มเองก็คงไม่เคยเข้าไปกอดหอมแม่แล้วก็บอกรักท่าน

แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าเราไม่ได้รักท่านนี่ จริงไหมครับ

สำหรับ คนที่เป็นลูก...แค่แม่อุ้มท้องแล้วคลอดเราออกมา บุญคุณก็ทดแทนกันไม่หมดแล้วชาตินี้ เรื่องความกตัญญูกตเวทีผมก็เชื่อว่าคุณอั้มมีอยู่เต็มเปี่ยม ไม่อย่างนั้นคุณอั้มจะอยู่ในโอวาทเชื่อฟังท่านทุกเรื่องอย่างที่เล่ามาหรือ ครับ

ถึงตรงนี้ผมคงต้องหมายเหตุไว้สักหน่อยหนึ่งว่า เรื่องการเชื่อฟังกับเรื่องกตัญญูก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ไม่เกี่ยวกันนัก แม้จะใกล้กันมาก

มาดูฉากชีวิตอีกฉากหนึ่งกัน ฉากนี้ผมว่าคุณอั้มก็คงเคยเห็น

ลูกสาวคนโตกลับมาจากที่ทำงาน พอเข้าบ้านก็เห็นแม่นั่งกินไอศครีมสบายใจอยู่บนโต๊ะ เห็นดังนั้นเข้าตัวลูกสาวก็ส่งเสียงดังขึ้นทันที

" แม่กินไอศครีมทำไม แม่ก็รู้อยู่ว่ากินไม่ได้ เดี๋ยวน้ำตาลในเลือดก็สูงหรอก หนูอุตส่าห์ซ่อนในตู้เย็นลึกๆ แล้ว แม่ยังไปค้นมาอีก แม่ไม่เข็ดหรือไง คราวที่แล้วที่น้ำตาลสูงน่ะ หมอก็ห้ามให้ระวัง แม่ก็ดื้อเหลือเกิน อยากนอนโรงพยาบาลอีกหรือไง"

พูดไม่พูดเปล่าลูกสาวยังเอามือยกถ้วยไอศครีมที่กินไม่หมดออกจากโต๊ะด้วย ตัวแม่เห็นลูกทำดังนั้นก็ได้แต่ทำตาปริบๆ ไม่พูดอะไร

"แม่...หนูเหนื่อยนะ ทำงานหาเงินก็เหนื่อยสายตัวแทบขาดแล้ว กลับมาบ้านยังมาเจอแม่พูดไม่รู้เรื่องอีก"

เหตุการณ์หลังจากนั้นเกิดอะไรขึ้นต่อคุณอั้มก็คงจะเดาได้

ตัวแม่แอบไปนั่งเช็ดน้ำตาอยู่คนเดียว แล้วก็อาจเข้าใจผิดไปได้ว่า ลูกนั้นหวงแม้กระทั่งไอศครีมจนต้องแอบเอาไปซ่อนไม่ให้แม่เห็น

คุณ อั้มมองอยู่วงนอกก็มองออกใช่ไหมครับว่า คำพูดของลูกสาวนั้นแม้จะไม่น่าฟังเลย แต่ก็ล้วนพูดมาจากความรักแทบทั้งสิ้น คนนอกฟังอย่างไรก็ฟังออกว่าตัวลูกสาวกลัวอาการเบาหวานของแม่จะกำเริบหนัก เลยรู้สึกโกรธที่เห็นแม่กินของหวานเข้าไปมาก ส่วนตัวคนในเหตุการณ์นั้นฟังไม่ออกหรอกครับว่าเป็นความหวังดี ถึงจะฟังออกบ้าง แต่ไอ้ความน้อยใจนี่สิมันแรงกว่าเยอะ หลายรายแล้วครับที่แรงน้อยใจมันแรงจนบดบังความหวังดีของอีกฝ่ายหนึ่งได้

คุย กันมาถึงตรงนี้ บางคนอาจคิดเล่นๆ ว่าเป็นมนุษย์นี่มันยากดีแท้ กะอีแค่มีความรักนี่ยังไม่พออีกหรือ ต้องมีการแสดงออกของความรักที่สมควรด้วยหรือ

ปัญหามันอยู่ตรงนี้จริงๆ

ปัญหามันอยู่ที่เราไม่แสดงออกกัน หรือไม่ก็ชอบแสดงออกแบบตรงข้าม

มนุษย์ เราทุกคนเกิดมาพร้อมกับความรู้สึกอย่างหนึ่ง นั่นคือความรัก ความรักเป็นความรู้สึกพิเศษที่อธิบายได้ยาก กวีและปราชญ์ตลอดประวัติศาสตร์ต่างก็อธิบายออกมาได้ไม่จบสิ้น

ความหมายของมันว่าอธิบายยากแล้ว การแสดงออกยิ่งยากกว่า

เราจึงเข้าใจผิดกัน หรือไม่เข้าใจกัน และเมื่อขาดความเข้าใจในรักแล้ว ความทุกข์จากความไม่สมหวังในรักก็บังเกิดขึ้น

อย่าง เช่นกรณีของคุณอั้มก็ถือเป็นการไม่สมหวังในรักนะครับ คุณอั้มรู้สึกตลอดเวลาว่าตัวคุณอั้มรักคุณแม่ แต่ก็ยังสงสัยอยู่ว่าหรือคุณแม่นั้นไม่รักเรา

ขออนุญาตแนะนำคุณอั้มง่ายๆ สองข้อ

ก่อน จะแนะนำก็ขอฝากท่านผู้อ่านที่เป็นพ่อคนแม่คนลองทบทวนการแสดงออกของความรัก ของตัวเองดู ตัวผมเองผู้เขียนก็ยอมรับครับว่าบางทีผมก็เผลอแสดงออกผิดๆ ไปกับลูก

กลับมาที่คุณอั้มครับ ลองทำดูนะครับแม้จะรู้สึกเขินๆ ตอนแรกๆ

ข้อ แรก แนะนำให้เข้าไปกอดท่าน บอกรักท่าน ออดอ้อนท่านเหมือนครั้งยังเด็กก็ได้ ไม่น่าเกลียดหรอกครับ เราเป็นลูกนี่ คนรักกันนั้นลองฝ่ายหนึ่งพูดความในใจอยู่ตลอดเวลาแล้วอีกฝ่ายจะไม่พูดบ้าง เชียวหรือ

บางทีไอ้ที่ท่านเคยแสดงออกทางความรักด้วยการบ่นหรือหวงแหนจนเกินเหตุ ก็อาจจะเปลี่ยนไปได้ ถ้าคุณอั้มเริ่มก่อน และทำอยู่เป็นนิจ

กล้าหาญในความรักนี่น่ายกย่องออก ลองดูสิครับ

ข้อที่สอง จะขอแนะนำให้ลองเปลี่ยนความคิดดูใหม่

ให้ รักท่านอย่างที่ท่านเป็น อย่าไปรักท่านอย่างที่เราอยากให้ท่านเป็น แม่บอกรักเราด้วยการบ่น ก็จงเข้าใจท่านและรู้จักตัวท่านว่าท่านเป็นอย่างนี้ ยามใดที่ท่านบ่นก็ให้คิดเสียว่าท่านกำลังบอกรักเรา เพราะถ้าคุณอยากรักท่านอย่างที่อยากให้ท่านเป็น แสดงว่าคุณอยากให้ท่านชมเราก่อน เราถึงจะรัก ผมว่าอย่างนี้มันตื้นๆ อย่างไรไม่รู้

ผจญภัยในความรักให้สนุกนะครับ ขอเป็นกำลังใจให้

ที่มา มติชน วันอาทิตย์ที่ 26 มิถุนายน หน้า 17

คุยกับประภาส(เมื่อวานนี้เอง)

คุยกับประภาส(เมื่อวานนี้เอง)
เมื่อวานนี้เอง

คอลัมน์ คุยกับประภาส

โดย ประภาส ชลศรานนท์

พอใกล้ปีใหม่ทีไร ได้เห็น ส.ค.ส.ของใครต่อใครที่ส่งพรมาอวยให้กัน ได้เริ่มเห็นปฏิทินที่ไม่คุ้นตามาวางอยู่บนโต๊ะ ผมก็มักจะอุทานในใจเสมอว่านี่มันหมดปีไปอีกปีหนึ่งแล้วหรือ

เวลานี่มันวิ่งเร็วดีจริง ผมว่าผมเพิ่งหันรีหันขวางไปสองสามทีเท่านั้นตั้งแต่ที่โลกเราเพิ่งฉลองปีที่ สองพันของคริสต์ศักราชเมื่อวานนี้เอง

ผมว่ามันเพิ่งเมื่อวานนี้เองจริงๆ

วันนี้ขออนุญาตนำบันทึกในสมุดไดอารี่ของตัวเองมาให้ดูกัน ยังอุ่นๆ อยู่เลยครับ เป็นบันทึกของเมื่อวานนี้ ไม่น่าเชื่อว่าเวลาเพียงแค่วันเดียวเท่านั้น แต่เรื่องที่เกิดขึ้นกับตัวผม กลับมีมากมายให้บันทึกจนเมื่อยมือ

10.00 น. ตื่นสายอีกแล้ววันนี้ เมื่อคืนนอนเกือบตีสี่ นั่งคุยกับดี้เพลินไปหน่อย แปลกใจอยู่เหมือนกันที่เมื่อคืนมันกินเบียร์ไปขวดเดียว ปกติมันเป็นคอเบียร์ตัวยง วัชระกลับไปก่อนไม่ถึงสิบนาที เราก็เรียกให้เขามาคิดเงิน

"วันนี้เบียร์ไม่อร่อย" รู้สึกว่าดี้มันพูดอยู่เบาๆ

ถ้าเจี๊ยบไม่รีบกลับเอากีตาร์ไปคืนเจ้าของ ดี้คงไม่นั่งหน้าหน่ายอยู่อย่างนี้ สองคนนี่เขาคู่ขากัน

หรือบางทีอาจจะไม่เกี่ยวก็ได้ ดี้คงรำคาญใจอะไรสักอย่าง

เมื่อวานน่าจะถามมันตรงๆ

สองวันมาแล้วที่ต้องมานั่งอัดเสียงกันใหม่ เครื่องเล่นเทปคาสเซ็ตที่เจี๊ยบหาได้ดีสุดในกลุ่มเพื่อน อัดออกมาแล้วพี่เต๋อยังบอกว่าฟังไม่รู้เรื่องเลย หรือว่าดี้มันรำคาญใจเรื่องนี้

11.00 น. ออกไปหาโจ๊กกินแถวสะพานควาย แล้วจะได้โทรศัพท์ไปหาพี่เก้าขอยืมบ้านนอนอีกสักคืนสองคืนอัดเสียงใหม่เสียเลย

เพิ่งรู้ตัวสายขนาดนี้จะไปหาโจ๊กที่ไหนได้

โชคดีเหลือเกิน เจอร้านกระเพาะปลารถเข็นผ่านมา ไม่เคยเห็นเลยเจ้านี้ หน้าตาน่ากินมาก นั่งยองๆ กินไปชามหนึ่ง เป็นกระเพาะปลาแบบโบราณเสียด้วย ใส่หน่อไม้สดหั่นเป็นเส้นเล็กๆ แบบที่ชอบ กินเสร็จซื้อกลับมากินที่บ้านอีกถุงหนึ่ง กระเพาะปลานี่มันต้องกินกับข้าวเปล่าถึงจะอร่อย

โชคดีเรื่องของกินไปแล้ว แต่เรื่องโทรศัพท์แย่หน่อย คิวยาวเกือบสิบคน

หนำซ้ำพอเข้าไป โทร.ก็โดนกินเหรียญอีก วิ่งไปแลกเหรียญกลับมาอีกที คิวก็ยาวอีกทีเหมือนเดิม

คราวนี้ โทร.ติด แต่พี่เก้าไม่อยู่บ้าน

12.00 น. เอากระเพาะปลาใส่ตู้เย็นแล้วก็เดินข้ามถนนแวะไปหาพี่ต๊อกที่ซอยอินทามระ 6 ได้ยินมาว่าตึกแถวที่พี่ต้นพี่หน่อยซื้อไว้เพิ่งทาสีเสร็จ

เจอพี่ต้นด้วย แกยังถามอีกว่าไม่สนใจมาทำงานด้วยกันหรือ

พี่ต๊อกกำลังยืนเล็งชื่อป้ายบริษัทที่ทำด้วยไม้ แซวแกไปว่าตัวเจมันเอียงกว่าตัวเอสกับตัวแอลไปหน่อย ชื่อบริษัทแค่สามตัวต้องเท่ากันสิ

"ชั่วคราวโว้ย... ของจริงเป็นทองเหลือง สวยกว่านี้อีก" พี่ต๊อกแกเถียง

พี่ต้นพาขึ้นไปเที่ยวบนบริษัท แม้จะเป็นตึกแถวคูหาเดียวแต่ก็นับว่าสะอาดน่าอยู่ พี่ต้นบอกว่ากำลังจะได้รายการมาทำเพิ่มอีกเป็นสองรายการแล้ว เรียนจบเมื่อไหร่มาช่วยกันทำนะ

สงสัยว่าแกลืมไปว่าเราเรียนออกแบบบ้านอยู่

14.00 น. นัด ดี้, เจี๊ยบ, พี่โย ที่เอ็มเค นั่งรถไปลงที่โรงหนังสยาม เดินดูใบปิดหนังเล่น ใบปิดหนังเรื่องวัยอลวนที่กลับมาฉายอีกครั้งสวยจนอยากได้ รูปวาดไพโรจน์ สังวริบุตร เท่มาก ไม่รู้ว่าเป็นฝีมือของเปี๊ยก โปสเตอร์ ผู้กำกับฯในดวงใจหรือเปล่า แต่คิดว่าไม่น่าจะใช่ จำฝีแปรงแกได้

มาถึงเอ็มเค ร้านสองคูหาเล็กๆ วันนี้เขาเปิดแค่ชั้นล่างกับชั้นลอย แอร์ชั้นสองมันเสียไปเครื่องหนึ่ง คนเลยค่อนข้างแน่นแต่วัน เจอพี่แจ๊วยืนอยู่หน้าร้าน

เจ้าของบ้าอะไรไม่รู้อยู่ร้านได้ทุกวัน ขยันอะไรกันนักกันหนา และก็สนิทกับลูกค้าประจำแทบทุกคน ไม่น่าแปลกใจว่าใครๆ ก็ชมว่าแกน่ารัก

"เชิญค่า............." เสียงเรียกของพนักงานในร้านร้องต่อกันเป็นทอดๆ

เป็นเอกลักษณ์ของร้านจริงๆ

พี่แจ๊วแกอบรมลูกน้องแกดี มากินที่นี่เหมือนมากินข้าวบ้าน มีแต่คนรู้จัก แล้วบริกรก็เหมือนน้องนุ่ง ไม่รู้จะไปไหนก็มานั่งเอ็มเคกินน้ำเปล่ารอเพื่อนฟรีๆ ได้

"พี่โยมาแล้ว อยู่ชั้นลอย" พี่แจ๊วบอกตอนพาไปที่โต๊ะ แกรู้จักทุกคนจริงๆ

"คนชักเยอะแล้วพี่ ขยายร้านเถอะ" ล้อแกไปเล่นๆ

"แค่นี้ก็ทำไม่ไหวแล้ว"

"ขยายให้ทั่วประเทศเลยพี่ แล้วก็ทำให้เป็นมหาชนไปเลย" ได้ทีแล้วนี่ ต้องแซวแกให้เกินจริงหน่อย อยากบริการลูกค้าดีนัก

พี่โยนั่งรออยู่กับเจี๊ยบ ดี้ยังไม่มา

พี่โยบอกว่าฟังเพลงม้วนที่อยู่ที่เจี๊ยบแล้วขอวิจารณ์ว่าเสียงอู้อี้ดี จริงๆ และเมื่อกี้แกก็ โทร.คุยกับพี่เก้าให้แล้ว คืนนี้พี่เก้าอยู่บ้านแน่นอน จะไปสุมหัวกันก็ยินดี

เจี๊ยบบอกว่าเทปคาสเซ็ตยังฝากไว้ที่บ้านพี่เก้า

ลองเอาชื่อวงดนตรีที่ตั้งไว้มาให้เจี๊ยบดู เจี๊ยบชอบชื่อ "มุยและพี่สะใภ้" ที่สุด สงสัยคงต้องเอาชื่อนี้แน่ๆ เสียแล้ว ถามใครๆ ก็ชอบทั้งนั้น

พี่โยเอาเทปปกสีน้ำตาลมาให้ดูกล่องหนึ่ง "น่าสนใจ"

"ใครน่ะ" ถามทันทีที่เห็น

บนปกเขียนไว้ว่า โฟล์คซองคำเมือง

"ม้วนนี้มาแรง" พี่โยว่า

14.50 น. ดูหนังที่โรงหนังลิโด้เรื่องสตาร์วอร์ด้วยความตะลึงพรึงเพริศ เดินออกจากโรงมา ยังครางกันอยู่เลยว่าคุณลูกัสแกทำเสียดีขนาดนี้แล้ว จะมีใครทำหนังด้วยเทคนิคตระการตาอย่างได้นี้อีก ไม่มีทางอีกแล้ว

17.00 น. ไปเล่นรักบี้ที่คณะสถาปัตย์ ได้ยินพี่ยอดบอกว่าตึกแถวตรงสี่แยกปทุมวันจะถูกรื้อหมดแล้ว เขาจะสร้างศูนย์การค้าชื่อมาบุญครอง

ได้ยินชื่อปุ๊บก็หัวเราะกันทั้งกลุ่มที่นั่งอยู่หน้าบันได ชื่อห้างอะไรเชยยังกับชื่อข้าวสาร อำแน่นอนพี่ยอดเรา

"ขืนสร้างมีหวังเดินกันโหรงเหรง" รุ่นพี่อีกคนเสริม "แค่สยามเซ็นเตอร์ก็เดินกันหลวมแล้ว"

19.00 น. ไปกินข้าวที่ตลาดสามย่าน ไอ้โค้กไปด้วย ตอนเดินผ่านรถเก๋งคันหนึ่ง มันชะโงกเข้าไปดูในรถเขา

"โทรศัพท์ติดรถโว้ย"

เทคโนโลยีสมัยนี้นี่มันทันสมัยจริงๆ โทรศัพท์ติดรถยนต์ก็ได้ แล้วเครื่องก็เล็กนิดเดียว สูงแค่กระติกน้ำแข็งใบย่อมๆ เท่านั้น หนักไม่น่าจะถึงสิบกิโลฯ คิดว่ามีแต่ในหนังเจมส์บอนด์เสียอีก

เห็นโทรศัพท์แล้วสงสัยต้องลองไปติดต่อองค์การโทรศัพท์ฯอีกที ที่บ้านยังไม่มีโทรศัพท์เลย แถวสะพานควายซื้อเบอร์กันตั้งเจ็ดแปดหมื่น แพงจริงๆ

21.00 น. ไปหาพี่เต๋อที่มณเทียรตามนัด แกกำลังร้องเพลงอยู่บนเวที ขอเพลงร็อดสจวร์ตไปสองสามเพลง แกก็ร้องดีเหลือเกิน เจี๊ยบชี้ให้ดูคนเล่นกีตาร์ที่ยืนอยู่ข้างๆ พี่เต๋อ

"จำได้ไหม ใคร"

"ใครวะ"

"วงอีสซึ่นไง"

เอ้อ..ใช่จริงๆ ด้วย" แฟนอีสซึ่นเหมือนกันนี่เรา

"เล่นวงโอเร็นเตลฟังก์ด้วย ?"

"ไม่รู้... เล่นประจำหรือแวะมาแจมก็ไม่รู้ .. คนนี้ชื่ออะไรวะ

"อัสนี จำได้เขาไว้ผมทรงนี้ตลอด วสันต์น่ะเขาใส่แว่น"

"น่าจะออกเทปอีกนะอีสซึ่นน่ะ"

ใครก็ไม่รู้บอกว่าคงไม่ออกแล้วมั้ง อายุสามสิบกว่าแล้วนี่

ตอนพักเล่น พี่เต๋อแวะเข้ามาคุยด้วย พอได้โอกาสก็รีบเอาเทปที่พี่เต๋อขอให้ไปมาอัดใหม่ ส่งให้แกไป

"ขอฟังอีกทีนะจิก เราไม่เคยทำเพลงไทย แต่น่าลอง"

"ยังขาดอีกสองเพลง เดี๋ยวคืนนี้จะไปอัดอีกพี่"

"เออ..อย่าเล่นกีตาร์ดังนักนะ ฟังเสียงร้องไม่รู้เรื่องเลย"

24.00 น. ถึงบ้านพี่เก้า ไอ้อั๋นกับไอ้ตั้วมาถึงก่อนแล้ว กำลังช่วยพี่โยตัดโมเดลอยู่ พี่โยต้องส่งทีสิสศุกร์นี้

เจี๊ยบร้อง "เธอกับฉันกับคนอื่นๆ" แบบแก้เนื้อใหม่ ไอ้อั๋นบ่นว่าเพลงพวกมึ งนี่เนื้อหาไม่ก้าวหน้าเลย

คืนนี้เป็นคืนที่ดี้เพิ่งเจอพี่เต๋อครั้งแรก มันบอกมันถูกชะตาผู้ชายคนนี้มาก

นั่งคุยกันต่อว่า... พี่เต๋อจะยอมตกปากรับทำดนตรีเพลงชุดนี้ให้เราไหม

ตอนดึกๆ หน่อย ฟังเขาวิเคราะห์ข่าวเที่ยงคืนทางวิทยุ เห็นคนวิเคราะห์ข่าวพูดว่า บางทีปีสองปีนี้ นายกเปรมฯอาจจะล้างมืองานทางการเมือง

มันจะเป็นไปได้อย่างไร พลเอกเปรมฯไม่เป็นนายกฯ แล้วเมืองไทยใครจะเป็นนายกฯได้ คุณชวนหรือ? คุณชาติชายหรือ?

หรือจะเป็นคุณบรรหาร

บ้าน่า...

มันเมื่อวานนี้เองจริงๆ

ไม่รู้สิครับ ผมตื่นมาวันนี้ ผมเจออะไรตั้งหลายอย่างที่มันเปลี่ยนแปลงไปจนแทบไม่น่าเชื่อ อะไรที่คิดว่าเป็นไปไม่ได้ในวันนั้นมันก็ได้เป็นไปแล้วในวันนี้ ถึงวันพรุ่งนี้ผมก็คงได้เขียนบันทึกอีกว่า สิ่งที่เป็นไปไม่ได้ในวันนี้ มันได้เป็นไปแล้วเช่นกัน

ผมไปเปิดตู้เย็นดูมาแล้วครับ กระเพาะปลาถุงที่ผมซื้อมาเมื่อวานยังอยู่ดีอยู่เลย อีกสักประเดี๋ยวผมจะเอามาอุ่นกินกับข้าวเปล่าให้สมอยาก

แค่คิดก็อร่อยไปถึงไหนๆ แล้ว