วันพุธที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2569

What Do Women Want? Adventures in the Science of Female Desire ของ Daniel Bergner

 

ปกหนังสือ What Do Women Want

หนังสือ What Do Women Want? Adventures in the Science of Female Desire ของ Daniel Bergner ท้าทายความเชื่อเดิมๆ เกี่ยวกับเพศหญิง โดยอ้างอิงงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ เช่น การทดลองกับสัตว์และ plethysmograph ที่วัด arousal จริง.

ข้อสรุปหลักเป็นข้อๆ

  • Myth 1: ผู้หญิง monogamous โดยธรรมชาติ
    Bergner ยืนยันว่าผู้หญิงมีความต้องการทางเพศที่ wild และ non-monogamous เท่าหรือมากกว่าชาย จากการทดลอง speed-dating ที่ผู้หญิงเลือกคู่หลายคนเมื่อสลับบทบาท.textpublishing+1

  • Myth 2: ผู้หญิงต้องการ intimacy ก่อน sex
    ความใกล้ชิดทางอารมณ์ช่วยได้ แต่ไม่ใช่สิ่งจำเป็นหลัก; arousal มักเกิดจาก novelty, danger, และ submission fantasy เช่น ฝันอยากถูกครอบงำหรือ sex กับคนแปลกหน้า.[theconversation]

  • Mind-body disconnect
    ร่างกายผู้หญิงตอบสนอง arousal กับภาพโป๊ทุกประเภท (ชาย-หญิง) แต่จิตใจปฏิเสธ Bergner ชี้ว่านี่คือ social conditioning ที่กดขี่ female lust.shaunmiller+1

  • Female desire fluid กว่าชาย
    ผู้หญิงเปลี่ยน orientation ได้ง่าย (จาก straight เป็น bisexual) เพราะ desire ขับเคลื่อนด้วย emotion และ context มากกว่ากายภาพตายตัว.[shaunmiller]

  • Loss of libido ใน long-term relationship
    ไม่ใช่เพราะอายุหรือฮอร์โมน แต่ familiarity ฆ่า passion ผู้หญิงต้องการ pursuit, unpredictability และ "ถูกปรารถนา" (narcissism ใน sex) เพื่อจุดไฟ.[danielbergner]

  • Animal studies สนับสนุน
    ลิงตัวเมีย aggressive ทางเพศกว่าตัวผู้ สวนทาง evolutionary psychology ที่บอกผู้หญิง "เลือกสรร" ชาย "ไล่ล่า".[theconversation]

การนำไปใช้จริง

  • สำรวจ fantasy โดยไม่ตัดสิน เพื่อค้น arousal triggers จริง.

  • ในความสัมพันธ์ เพิ่ม novelty เช่น role-play หรือ场所ใหม่ แทน routine sex.

  • ชายควรเป็น "hunter" ด้วย confidence และ pursuit แทน emotional talk เท่านั้น เพื่อจุด female desire ที่ซ่อนอยู่.

Bergner สรุปว่า female sexuality anarchic และ powerful กว่าที่สังคมยอมรับ เหมาะกับการศึกษาจิตวิทยาความสัมพันธ์ของคุณ.textpublishing+1

"What Do Women Want? Adventures in the Science of Female Desire" โดย Daniel Bergner
เป็นหนังสือที่หักล้างความเชื่อเดิมๆ เกี่ยวกับความต้องการทางเพศของผู้หญิง โดยชี้ให้เห็นว่าความต้องการของผู้หญิงนั้นอาจมีความก้าวร้าว ซับซ้อน และไม่ผูกติดกับอารมณ์ความรู้สึกหรือคู่ครองคนเดียวเสมอไปมากกว่าที่สังคมเข้าใจ โดยอิงจากการสัมภาษณ์นักวิทยาศาสตร์ด้านพฤติกรรมและงานวิจัยที่ทันสมัย 
ประเด็นสำคัญของหนังสือ:
  • หักล้างความเชื่อแบบเดิม: ตั้งคำถามกับแนวคิดที่ว่าผู้หญิงต้องการเพียงความใกล้ชิดทางอารมณ์หรือคู่ครองเพียงคนเดียว
  • ความต้องการที่ซับซ้อน: สำรวจว่าผู้หญิงอาจมีความปรารถนาในประสบการณ์ที่หลากหลาย ไม่ต่างจากผู้ชาย
  • วิทยาศาสตร์เบื้องหลัง: นำเสนอการวิจัยทางจิตวิทยาและชีววิทยาที่เผยให้เห็นถึงลักษณะความต้องการที่แท้จริงของผู้หญิง
  • ความรุนแรงของความปรารถนา: ชี้ให้เห็นถึงความปรารถนาทางเพศที่อาจมีความรุนแรงและคาดเดาไม่ได้มากกว่าที่เคยคิด
  • อนาคตของความต้องการ: พูดถึงการวิจัยที่มุ่งพัฒนา "ไวอากร้าสำหรับผู้หญิง" 
หนังสือเล่มนี้ได้รับคำชมว่าเป็นหนังสือที่กล้าหาญและท้าทายกรอบความคิดเดิมๆ เกี่ยวกับเพศสภาพ

 


เมื่อพูดถึงเรื่องเพศสัมพันธ์ ความเชื่อทั่วไปคือผู้ชายมักเจ้าชู้ ในขณะที่ผู้หญิงปรารถนาความใกล้ชิดและความผูกพัน แต่ในหนังสือที่สร้างความฮือฮาและกระตุ้นความคิดเล่มนี้ แดเนียล เบิร์กเนอร์ได้พลิกโฉมทุกสิ่งที่เราเคยคิดว่าเรารู้เกี่ยวกับความเร้าอารมณ์และความปรารถนาของผู้หญิง โดยอ้างอิงจากการวิจัยอย่างกว้างขวางและการสัมภาษณ์นักวิทยาศาสตร์ด้านพฤติกรรม นักเพศวิทยา นักจิตวิทยา และผู้หญิงทั่วไปที่มีชื่อเสียง เขาบังคับให้เราต้องพิจารณาความคิดดั้งเดิมเกี่ยวกับเรื่องเพศของผู้หญิงใหม่อีกครั้ง

การเดินทางที่กล้าหาญและน่าหลงใหลสู่โลกแห่งความปรารถนาของผู้หญิงนี้ สำรวจหาคำตอบสำหรับคำถามที่ชวนคิด เช่น ผู้หญิงอาจเป็นเพศที่ไม่ยึดมั่นในความสัมพันธ์แบบผัวเดียวเมียเดียวหรือไม่? ความใกล้ชิดและความผูกพันทางอารมณ์มีผลต่อความใคร่มากน้อยเพียงใด? บทบาทของความหลงตัวเอง—ความปรารถนาที่จะเป็นที่ปรารถนา—ในเรื่องเพศของผู้หญิงคืออะไร? ความก้าวหน้าทางการเมืองสำหรับผู้หญิง ("ไม่ก็คือไม่") ส่งผลเสียต่อเรื่องบนเตียงหรือไม่? และการตามหา "ไวอากร้าสำหรับผู้หญิง" นั้นไม่ใช่การค้นหาวิธีแก้ปัญหาของความสัมพันธ์แบบผัวเดียวเมียเดียวใช่หรือไม่?

เบิร์กเนอร์พาเราไปดูเบื้องหลังการทดลองที่ล้ำสมัยที่สุดเกี่ยวกับเรื่องเพศในปัจจุบัน และเปิดเผยข้อค้นพบที่ขัดแย้งและบางครั้งก็ชวนให้รู้สึกไม่สบายใจ หนังสือเล่มนี้ร้อนแรง ลึกซึ้ง และให้ความกระจ่างอย่างชาญฉลาด  จะ  เปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับการพูดคุยเรื่องผู้หญิงและเรื่องเพศ และแน่นอนว่าจะจุดประกายการอภิปรายอย่างมีชีวิตชีวาไปอีกหลายปี 

หาได้ที่ไหน:

อเมซอน

ผู้หญิงย่อมมีศักยภาพที่จะมีความปรารถนาทางเพศ ความตื่นตัว และการตอบสนองที่ทรงพลังอย่างไม่ต้องสงสัย แต่หลายคนไม่สนุกกับการมีเพศสัมพันธ์นอกเหนือจากจินตนาการหรือความฝัน อาจเป็นเพราะว่า 100 ปีหลังจากที่ซิกมุนด์ ฟรอยด์ตั้งคำถามเป็นครั้งแรกว่า “ผู้หญิงต้องการอะไร?” คำถามนี้ก็ยังคงไม่มีคำตอบ

วันอาทิตย์ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2569

เดทกับตัวเอง (Solo Date)

 

 
มีใครเคยเป็นแบบฉันไหมไม่ค่อยมีดวงเรื่องความรักแม้จะตามหาเท่าไรไม่เจอเลยสักที
เทศกาลไหนก็ยังเหงาฤดูกาลไหนมีแค่เราจะร้อนจะหนาวก็ทนอยู่กี่ฝนก็ยังไม่เคยเดินคู่กับใครเลยสักครั้ง
สกิลการอยู่คนเดียวเหนือใครแต่เรื่องสกิลหัวใจไม่เคยได้มีอย่างใครเขาพยายามแล้วก็ยังเหม่อแต่ถ้ามันยังไม่เจอไม่เป็นไร
แค่อยู่เป็นโสด อยู่กับตัวเองก็ไม่แย่เท่าไรไม่มีคนคุย ไม่ต้องมีใครมาสนใจจะเป็นอะไรแบบนี้ก็ดีจะตายเพราะอยู่ในโหมดเดทกับตัวเอง ไม่ต้องนั่งรอใครตามใจตัวเอง ไม่ต้องมาคอยง้อใครไม่ต้องไปคาดหวังถ้าวันนี้ยังโสดงั้นอยู่ในโหมดรักตัวเองก็ได้
สกิลการอยู่คนเดียวเหนือใครแต่เรื่องสกิลหัวใจไม่เคยได้มีอย่างใครเขาพยายามแล้วก็ยังเหม่อแต่ถ้ามันยังไม่เจอไม่เป็นไร
แค่อยู่เป็นโสด อยู่กับตัวเองก็ไม่แย่เท่าไรไม่มีคนคุย ไม่ต้องมีใครมาสนใจจะเป็นอะไรแบบนี้ก็ดีจะตายเพราะอยู่ในโหมดเดทกับตัวเอง ไม่ต้องนั่งรอใครตามใจตัวเอง ไม่ต้องมาคอยง้อใครไม่ต้องไปคาดหวังถ้าวันนี้ยังโสดงั้นอยู่ในโหมดรักตัวเองก็ได้
โอ่โอโอ้โอ่โอโอ้ โอ่โอโอ้โอ่โอโอ้โอ่โอโอ้โอ่โอโอ้ โอ่โอโอ้โอ่โอโอ้
แค่อยู่เป็นโสดอยู่กับตัวเองก็ไม่แย่เท่าไรไม่มีคนคุย ไม่ต้องมีใครมาสนใจจะเป็นอะไรแบบนี้ก็ดีจะตายเพราะอยู่ในโหมดเดทกับตัวเอง ไม่ต้องนั่งรอใครตามใจตัวเอง ไม่ต้องมาคอยง้อใครไม่ต้องไปคาดหวังถ้าวันนี้ยังโสดงั้นอยู่ในโหมดรักตัวเองก็ได้
โอ่โอโอ้โอ่โอโอ้ โอ่โอโอ้โอ่โอโอ้ (โอ้โว้โอ่โอ น่าน่านาน้านา)โอ่โอโอ้โอ่โอโอ้ถ้าวันนี้ยังโสดก็อยู่ในโหมดรักตัวเองก็ได้

 

การเดทกับตัวเองคือการใช้เวลาคุณภาพเพื่อดูแลใจและร่างกาย สร้าง self-love และเพิ่มความเข้าใจตัวเอง เหมือนเป็น self-care แบบโรแมนติกที่ช่วยเสริมความมั่นใจก่อนเดทกับคนอื่นจริงๆ[innerspacecounseling]

ประโยชน์ทางจิตวิทยา

ช่วยเพิ่ม self-awareness โดยให้เวลาสำรวจความชอบ ความกลัว และสิ่งที่ทำให้มีความสุข ลด stress และเสริม self-esteem ทำให้รู้สึก "พอเพียง" โดยไม่ต้องพึ่งคนอื่นHistory+2
ในมุม CFT หรือ ACT ที่คุณสนใจ มันคือการฝึก compassionate self ผ่านกิจกรรมที่ทำให้ใจสงบและยอมรับตัวเองHistory+1
ยังช่วยลด anxiety ในการเดทจริง โดยเปลี่ยน mindset จาก "กลัวถูกปฏิเสธ" เป็น "ฉันดีพอแล้ว"[theelevatedesthetician]

ขั้นตอนเริ่มต้น

  • เตรียม mindset: ถามตัวเอง "วันนี้อยากทำอะไรให้ตัวเองรู้สึกพิเศษ?" จด 3 สิ่งที่ชอบ เช่น กินของอร่อย เดินเล่น หรือฟังเพลงreddit+1

  • แต่งตัวสวย: เลือกเสื้อผ้าที่มั่นใจ สร้าง mood เหมือนเดทจริง เพื่อ boost confidence[sistacafe]

  • วางแผนเดท: จองเวลา 1-2 ชม./สัปดาห์ ไม่เช็คมือถือ ฟังเพลงโปรดระหว่างทาง[calm]

  • สะท้อนหลังเดท: เขียน journal สั้นๆ ว่า "สนุกตรงไหน? ครั้งหน้าอยากลองอะไร?" เพื่อ self-discoveryHistory+1

ไอเดียกิจกรรมเดท

กิจกรรมวิธีทำประโยชน์
กินข้าวคนเดียวจุดเทียน เปิดเพลง ทำอาหารโปรดหรือออกนอกบ้าน [sistacafe]ฝึก independent ลดกลัวเหงา
เดินเล่น/บาร์นั่งชิลล์คนเดียว สังเกตสิ่งรอบตัว [sistacafe]เพิ่ม mindfulness ลด stress [calm]
เวิร์คช็อปศิลปะปั้นดินเผาหรือวาดรูป ระบายอารมณ์ [sistacafe]สร้าง joy จาก hobby เสริม self-expression [theelevatedesthetician]
Self-talkพูดคุยกับตัวเองในกระจก ชมเชย affirmations เช่น "ฉันเก่งพอแล้ว" reddit+1พัฒนา self-compassion แบบ CFT [perplexity]
Journalingเขียนสิ่งขอบคุณตัวเองหรือ pattern ในความสัมพันธ์ [perplexity]เสริม self-awareness จาก ACT [perplexity]

ลองเริ่มสัปดาห์ละครั้ง สอดกับ self-development ที่คุณชอบ เช่น รวมกับ Romanticism self-discovery เพื่อค้นหาตัวตนลึกๆ ถ้าอยากปรับให้เข้ากับปัญหาเฉพาะ เช่น shame resilience บอกเพิ่มได้

 

Start Your Journey To Self Acceptance: How To Fall In Love With Yourself

ความสัมพันธ์กับตัวเองเป็นรากฐานของความสัมพันธ์อื่นๆ ทั้งหมดในชีวิตของคุณ ดังนั้นจงเริ่มต้นก้าวแรกสู่การยอมรับตัวเองด้วยขั้นตอนเหล่านี้

เช่นเดียวกับความสัมพันธ์ใดๆ คุณจำเป็นต้องได้รับการดูแลเอาใจใส่อย่างสม่ำเสมอเพื่อให้แน่ใจว่าคุณได้รับทุกสิ่งที่จำเป็นต่อการรู้สึกมีความสุข และเพื่อให้ความเป็นอยู่ที่ดีของคุณสมบูรณ์ด้วยความรู้สึกขอบคุณ การรักตัวเองไม่ใช่สิ่งที่เราได้รับการสอนในโรงเรียน และด้วยอิทธิพลส่วนใหญ่จากสื่อและอุตสาหกรรมกระแสหลักที่หาเงินจากความขาดความรักและการยอมรับในตัวเองของคุณ จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องเริ่มดูแลตัวเอง เริ่มตั้งแต่วันนี้

การ 'รักตัวเอง' ไม่ได้ทำให้คุณหยิ่งหรือหลงตัวเอง แต่มันช่วยให้คุณก้าวข้ามการตัดสินตัวเองอย่างรุนแรงและเสียงวิจารณ์ภายในที่เราทุกคนมี ซึ่งทำให้คุณอยากเป็นคนอื่นหรือสิ่งอื่นที่ไม่ใช่ตัวเอง คุณเคยสังเกตตัวเองไหมว่า ฉันคงมีความสุขกว่านี้ถ้าฉันฉลาดกว่า สวยกว่า รวยกว่า เป็นที่นิยมมากกว่า หรือเก่งกีฬามากกว่านี้ นี่เป็นสัญญาณว่าถึงเวลาแล้วที่จะเลิกสงสัยในตัวเองและหันมารักตัวเอง

เริ่มสังเกตบทสนทนาภายในใจของคุณ สังเกตวิธีที่คุณพูดกับตัวเอง คุณจะพูดแบบนั้นกับเพื่อนของคุณหรือไม่? บ่อยแค่ไหนที่คุณมุ่งเน้นไปที่สิ่งที่คุณไม่ชอบเกี่ยวกับตัวเอง

The First Step to Self Acceptance: The Attitude of Gratitude

Look After Your Body - It Is Your Home!

Create Goals and Have Something to Work Towards.

 

The journey of self-love and acceptance is
a continuous, often challenging process of nurturing compassion, setting boundaries, and embracing personal imperfections rather than striving for perfection. It improves mental health, boosts confidence, and replaces self-criticism with kindness, ultimately fostering inner peace and reducing reliance on external validation. 
 
การเดินทางสู่การรักและยอมรับตนเองนั้น เป็นกระบวนการต่อเนื่องที่มักท้าทาย ในการบ่มเพาะความเห็นอกเห็นใจ การกำหนดขอบเขต และการยอมรับความไม่สมบูรณ์แบบของตนเอง แทนที่จะพยายามไปสู่ความสมบูรณ์แบบ มันช่วยปรับปรุงสุขภาพจิต เพิ่มความมั่นใจ และแทนที่การวิพากษ์วิจารณ์ตนเองด้วยความเมตตา ท้ายที่สุดแล้วจะส่งเสริมความสงบสุขภายในและลดการพึ่งพาการยอมรับจากภายนอก 
 
Key Pillars of the Journey เสาหลักสำคัญของการเดินทาง 
  • Self-Acceptance: Embracing all aspects of oneself, including flaws and weaknesses, as part of being human. การยอมรับตนเอง: การยอมรับทุกด้านของตนเอง รวมถึงข้อบกพร่องและจุดอ่อน ในฐานะส่วนหนึ่งของการเป็นมนุษย์
  • Self-Compassion: Treating yourself with kindness, especially during difficult times, and silencing the inner critic.ความเห็นอกเห็นใจตนเอง: การปฏิบัติต่อตนเองด้วยความเมตตา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่ยากลำบาก และการปิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ภายใน 
  • Setting Boundaries: Protecting personal energy by saying "no" to things that do not align with one's values.การกำหนดขอบเขต: การปกป้องพลังงานส่วนบุคคลโดยการปฏิเสธสิ่งที่ไม่สอดคล้องกับค่านิยมของตนเอง 
  • Self-Care: Prioritizing physical, mental, and emotional well-being.การดูแลตนเอง: การให้ความสำคัญกับสุขภาพกาย สุขภาพจิต และสุขภาพอารมณ์ 
  • Authenticity: Living in alignment with your true self rather than seeking validation from others. ความเป็นตัวตนที่แท้จริง: การใช้ชีวิตให้สอดคล้องกับตัวตนที่แท้จริงของคุณ แทนที่จะแสวงหาการยอมรับจากผู้อื่น
Actionable Steps to Cultivate Self-Love ขั้นตอนปฏิบัติเพื่อปลูกฝังความรักตนเอง 
  • Practice Mindfulness: Live in the present moment rather than dwelling on the past.ฝึกสติ: ใช้ชีวิตอยู่ในปัจจุบันขณะ แทนที่จะจมอยู่กับอดีต 
  • Positive Affirmations: Replace negative self-talk with constructive, encouraging thoughts.คำยืนยันเชิงบวก: เปลี่ยนความคิดเชิงลบเกี่ยวกับตนเองด้วยความคิดที่สร้างสรรค์และให้กำลังใจ
  • Forgiveness: Let go of past mistakes and regrets, both for yourself and others. การให้อภัย: ปล่อยวางความผิดพลาดและความเสียใจในอดีต ทั้งต่อตนเองและผู้อื่น
  • Celebrate Small Wins: Recognize personal growth and progress, no matter how small. เฉลิมฉลองความสำเร็จเล็กๆ น้อยๆ: รับรู้ถึงการเติบโตและความก้าวหน้าของตนเอง ไม่ว่าจะเล็กน้อยเพียงใดก็ตาม
  • Curate Your Environment: Surround yourself with positive influences and remove toxic relationships.  จัดสภาพแวดล้อมของคุณ: ล้อมรอบตัวเองด้วยอิทธิพลเชิงบวก และกำจัดความสัมพันธ์ที่เป็นพิษ
This journey is not about reaching a final destination but cultivating a sustainable, loving relationship with oneself.  การเดินทางนี้ไม่ใช่การไปถึงจุดหมายปลายทางสุดท้าย แต่เป็นการปลูกฝังความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนและเปี่ยมด้วยความรักกับตนเอง

 

วันพฤหัสบดีที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2569

How to Reinvent Yourself in 2026 | Being Well

 

In our New Year’s episode, ‪@RickHanson‬ and I make the case that most resolutions fail because they focus on the wrong things: outcomes and behaviors rather than key values. We explore how we can identify our important values, embrace caring about them, and start to let them change our behavior. I talk about how we can differentiate authentic values from “conditions of worth,” and Dr. Rick shares a number of ways to get more in touch with what matters to you. Topics include translating “shoulds” into values, experiencing more autonomy and agency, creating personal narratives, and finding your “stance toward the year.”

 ในตอนพิเศษต้อนรับปีใหม่นี้ Being Well Podcast และ @RickHanson‬  ได้พูดถึงประเด็นที่ว่า ปณิธานปีใหม่ส่วนใหญ่ล้มเหลวเพราะมุ่งเน้นไปที่สิ่งที่ไม่ถูกต้อง นั่นคือ ผลลัพธ์และพฤติกรรม มากกว่าค่านิยมหลัก เราจึงได้สำรวจวิธีการระบุค่านิยมที่สำคัญของเรา ยอมรับและใส่ใจในค่านิยมเหล่านั้น และเริ่มปล่อยให้ค่านิยมเหล่านั้นเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของเรา ผมจะพูดถึงวิธีการแยกแยะค่านิยมที่แท้จริงออกจาก “เงื่อนไขของความมีคุณค่า” และดร.ริคจะแบ่งปันวิธีการต่างๆ ที่จะช่วยให้เราเข้าถึงสิ่งที่สำคัญสำหรับเรามากขึ้น หัวข้อต่างๆ ได้แก่ การเปลี่ยน “สิ่งที่ควรทำ” ให้เป็นค่านิยม การมีอิสระและความสามารถในการตัดสินใจมากขึ้น การสร้างเรื่องราวส่วนตัว และการค้นหา “จุดยืน” ของเราต่อปี

การเปลี่ยนแปลงมุมมอง (Perspective) และคุณค่าภายใน (Internal Values) เป็นรากฐานสำคัญที่ช่วยให้เราใช้ชีวิตได้อย่างมีความหมายและยั่งยืน เพราะสิ่งเหล่านี้ทำหน้าที่เป็น "จุดกำเนิด" ของพฤติกรรมและการตัดสินใจทั้งหมดของเรา จากข้อมูลในแหล่งอ้างอิง การเปลี่ยนแปลงนี้ช่วยเราได้ในประเด็นสำคัญดังนี้ครับ:

1. การเปลี่ยนสมการชีวิตจาก "การมี" สู่ "การเป็น" (From 'Having' to 'Being') คนส่วนใหญ่มักตั้งเป้าหมายด้วยแนวคิดที่กลับด้าน คือเริ่มจากสิ่งที่อยาก "มี" (Have) เช่น เงินหรือการยอมรับ เพื่อที่จะได้ "ทำ" (Do) สิ่งต่างๆ และหวังว่าสุดท้ายจะรู้สึก "เป็น" (Be) สุขหรือมีความหมาย. แต่แนวทางที่ยั่งยืนกว่าคือการเริ่มจาก "สภาวะของการเป็น" (State of Being) หรือคุณค่าภายในที่เรายึดถือเสียก่อน. เมื่อเราเริ่มจากความรู้สึกภายในที่เป็นรางวัลในตัวเอง (Intrinsic Value) การกระทำต่างๆ จะหลั่งไหลออกมาตามธรรมชาติ และนำไปสู่ผลลัพธ์ที่เราต้องการในที่สุด. การมุ่งเน้นที่สภาวะของการเป็น (State of Being) นี้ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตมากกว่าการมุ่งเน้นเพียงผลลัพธ์ภายนอกอย่างเกรดเฉลี่ยหรือเรซูเม่.

2. การสร้าง "จุดยืน" (Stance) ที่กำหนดพฤติกรรมโดยอัตโนมัติ คุณค่าภายในประกอบกับโลกทัศน์ (Worldview) จะรวมกันเป็น "จุดยืนต่อชีวิต" (Stance toward life),.

  • พฤติกรรมไหลลื่นจากจุดยืน: หากเรามีจุดยืนหรือแนวคิดเกี่ยวกับตนเอง (Self-concept) ที่ชัดเจน พฤติกรรมของเราจะสอดคล้องกับสิ่งนั้นโดยไม่ต้องใช้ความพยายามฝืนใจมากนัก,. เช่น หากเรามองว่าตนเองเป็นคนมีความเมตตา เราก็จะแสดงออกอย่างอ่อนโยนโดยอัตโนมัติ.
  • การมองโลก: หากเราปรับมุมมองว่าโลกเป็นสถานที่ที่เกื้อกูลและเต็มไปด้วยโอกาส แทนที่จะมองว่าเป็นสถานที่อันตราย จุดยืนและการกระทำของเราก็จะเปลี่ยนจากความหวาดระแวงไปสู่การเปิดกว้างและสร้างสรรค์.

3. การแยกแยะ "เงื่อนไขแห่งคุณค่า" ออกจาก "คุณค่าที่แท้จริง" หลายครั้งที่เราไม่มีความสุขเพราะเราใช้ชีวิตตาม "เงื่อนไขแห่งคุณค่า" (Conditions of Worth) ซึ่งเป็นความเชื่อที่รับมาจากภายนอกว่าเราต้องทำบางอย่างเพื่อให้เป็นที่ยอมรับ. การเปลี่ยนแปลงภายในช่วยให้เราแยกแยะได้ว่าสิ่งไหนคือ "ทองคำของคนโง่" (Fool's gold values - ค่านิยมจอมปลอม เช่น การอวดสถานะ) และสิ่งไหนคือ "คุณค่าจากใจจริง" (Heart values),. การใช้ชีวิตตามคุณค่าที่แท้จริง (เช่น การค้นหาความจริง, การช่วยเหลือผู้อื่น, หรือความสุข) จะทำให้เรารู้สึกว่าได้ใช้ชีวิตอย่างคุ้มค่าและไม่รู้สึกเสียดายในภายหลัง,.

4. ความยั่งยืนของแรงจูงใจ (Sustainable Motivation)

  • ลดการลงโทษตัวเอง: การตั้งเป้าหมายแบบเดิมมักมาพร้อมกับคำว่า "ฉันควรจะ" (I should) ซึ่งแฝงด้วยการลงโทษตัวเองและทำให้หมดไฟได้ง่าย. แต่เมื่อเราเชื่อมโยงกับคุณค่าภายใน (เช่น เปลี่ยนจาก "ฉันต้องทำงานหนัก" เป็น "ฉันให้คุณค่ากับการเคารพตนเองและความเชี่ยวชาญ") มันจะกลายเป็นแรงผลักดันเชิงบวกที่ยั่งยืนกว่า,.
  • ถูกดึงดูดแทนที่จะผลักดัน: การใช้ชีวิตตามคุณค่าภายในจะให้ความรู้สึกเหมือนเราถูกดึงดูดด้วย "เชือกสีทองแห่งจุดมุ่งหมาย" (Invisible cord of golden light) ซึ่งต่างจากการต้องคอยผลักดันตัวเองให้ปีนขึ้นเขาอย่างยากลำบาก,.

5. การเผชิญหน้ากับความไม่แน่นอนได้ดีขึ้น ชีวิตเต็มไปด้วยสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ แต่ถ้าเรามี "เหตุผลในการมีชีวิตอยู่" (Why) ที่มีความหมาย เราจะสามารถอดทนต่อความยากลำบากได้. การมีจุดยืนที่ชัดเจนช่วยให้เราตัดสินใจได้ว่าในแต่ละสถานการณ์ (เช่น ท่ามกลางพายุ) เราควรให้ความสำคัญกับอะไรมากที่สุด เช่น การรักษาชีวิตเพื่อนร่วมทีม หรือการพิชิตยอดเขา.

โดยสรุป การเปลี่ยนแปลงมุมมองและคุณค่าภายในช่วยให้เราไม่ต้องไล่ตามความสำเร็จภายนอกเพื่อเติมเต็มความรู้สึก แต่ให้เราเริ่มต้นจากความรู้สึกเติมเต็มภายใน แล้วปล่อยให้การกระทำและความสำเร็จงอกงามออกมาจากจุดนั้น ซึ่งเป็นวิถีชีวิตที่ลื่นไหล จริงใจ และยั่งยืนกว่าครับ

 

เงื่อนไขแห่งคุณค่า (Conditions of Worth)
ตามแนวคิดของ Carl Rogers คือกฎเกณฑ์หรือความคาดหวังจากผู้อื่นที่บุคคลรับเข้ามาเป็นบรรทัดฐานในการดำเนินชีวิต เชื่อว่าตนเองจะมีคุณค่าหรือได้รับการยอมรับ (ความรัก ความเอาใจใส่) ก็ต่อเมื่อทำตามเงื่อนไขนั้นๆ ได้สำเร็จ ซึ่งมักนำไปสู่ความไม่สอดคล้องระหว่างตัวตนที่แท้จริง (Real Self) กับตัวตนที่อยากเป็น (Ideal Self) และสร้างความวิตกกังวล 
รายละเอียดเงื่อนไขแห่งคุณค่า (Conditions of Worth):
  • นิยาม: เป็นสิ่งที่บุคคลเรียนรู้ว่า "ฉันจะถูกรัก/ยอมรับ ก็ต่อเมื่อ..." (เช่น ฉันต้องเรียนเก่ง, ฉันต้องไม่ร้องไห้, ฉันต้องเชื่อฟัง)
  • ที่มา: เกิดจากการได้รับความรักแบบมีเงื่อนไข (Conditional Positive Regard) จากคนสำคัญในชีวิต เช่น พ่อแม่ ครู เพื่อน ซึ่งทำให้เด็กซึมซับค่านิยมเหล่านั้นมาเป็นมาตรฐานของตนเอง
  • ผลกระทบ:
    • ตัวตนไม่สอดคล้อง: เกิดช่องว่างระหว่างสิ่งที่รู้สึกจริงๆ (Real Self) กับสิ่งที่ต้องแสดงออกเพื่อเป็นที่ยอมรับ (Ideal Self)
    • การบิดเบือนประสบการณ์: บุคคลอาจบิดเบือนหรือปฏิเสธความรู้สึกที่แท้จริงของตนเอง หากความรู้สึกนั้นไม่ตรงกับเงื่อนไขแห่งคุณค่า
    • ความวิตกกังวล: เมื่อไม่สามารถทำตามเงื่อนไขได้ จะเกิดความไม่มั่นใจและเห็นคุณค่าในตนเองต่ำ
  • การแก้ไข (ทัศนคติเชิงบวกแบบไม่มีเงื่อนไข): Rogers เสนอให้ใช้การยอมรับอย่างไม่มีเงื่อนไข (Unconditional Positive Regard) คือการยอมรับในตัวตนของบุคคลนั้น โดยไม่นำพฤติกรรมหรือเงื่อนไขใดๆ มาเป็นตัวกำหนดค่า เพื่อให้บุคคลสามารถพัฒนาศักยภาพตนเองได้อย่างเต็มที่ 
เงื่อนไขเหล่านี้เป็นอุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนาตนเองและการเป็นบุคคลที่สมบูรณ์ (Fully Functioning Person) ตามแนวคิดจิตวิทยามานุษยนิยมของโรเจอร์ส 
 
Conditions of worth refer to the implicit and explicit expectations, rules, roles, and standards an individual must meet to gain acceptance, positive regard, respect, care, and love from significant others. They reflect our core beliefs about what makes us valuable and lovable.
 
เงื่อนไขแห่งคุณค่า หมายถึง ความคาดหวัง กฎเกณฑ์ บทบาท และมาตรฐานทั้งโดยนัยและโดยชัดแจ้ง ที่บุคคลต้องปฏิบัติตามเพื่อให้ได้รับการยอมรับ การยกย่อง การดูแล และความรักจากบุคคลสำคัญอื่นๆ สิ่งเหล่านี้สะท้อนถึงความเชื่อหลักของเราเกี่ยวกับสิ่งที่ทำให้เรามีคุณค่าและน่ารัก
 
 

ตามที่คาร์ล โรเจอร์ ส นักจิตวิทยาแนวมนุษยนิยม กล่าวไว้ สภาวะแห่งคุณค่าในตนเองพัฒนาขึ้นตั้งแต่ช่วงต้นของชีวิต โดยอาศัยการยอมรับและความเห็นชอบในเชิงบวกจากบุคคลสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพ่อแม่

เราเรียนรู้ว่าพฤติกรรม บุคลิกภาพ หรือความสำเร็จบางอย่างมักจะได้รับคำชม ความรัก และการยอมรับจากผู้อื่น ในขณะที่วิธีการอื่น ๆ มักจะได้รับคำวิจารณ์ การลงโทษ หรือการปฏิเสธ

สภาวะแห่งคุณค่าเกิดขึ้นเมื่อการยอมรับในเชิงบวกจากบุคคลสำคัญนั้นมีเงื่อนไข เมื่อบุคคลรู้สึกว่าในบางแง่มุมตนเองได้รับการยกย่องและในบางแง่มุมไม่ได้รับการยกย่อง ค่อยๆ ทัศนคตินี้จะถูกหลอมรวมเข้ากับความซับซ้อนของความเคารพตนเอง และเขาจะให้คุณค่ากับประสบการณ์ในเชิงบวกหรือลบก็ต่อเมื่อได้รับเงื่อนไขแห่งคุณค่าเหล่านี้มาจากผู้อื่นเท่านั้น ไม่ใช่เพราะประสบการณ์นั้นช่วยเสริมสร้างหรือบั่นทอนความเป็นอยู่ของเขา

(โรเจอร์ส, 1959, หน้า 209)

ในวัยเด็ก เราต้องการความรักและการยอมรับอย่างไม่มีเงื่อนไขจากผู้ดูแลเพื่อพัฒนาความรู้สึกภาคภูมิใจในตนเองอย่างมีสุขภาพดี อย่างไรก็ตาม พ่อแม่มักแสดงความชื่นชมเมื่อลูกประพฤติตัวในแบบที่ต้องการ และงดเว้นการแสดงความรักเมื่อลูกประพฤติตัวไม่ดี

เมื่อเวลาผ่านไป เด็กๆ จะซึมซับมาตรฐานของพ่อแม่เหล่านี้เป็นพื้นฐานของความภาคภูมิใจในตนเอง พวกเขาเรียนรู้ที่จะเห็นคุณค่าในตนเองก็ต่อเมื่อปฏิบัติตามความคาดหวังเฉพาะเจาะจงเกี่ยวกับพฤติกรรมเท่านั้น

การนำ มาตรฐานของผู้อื่นมาใช้กับตนเองนั้นเรียกว่า การรับเอาเงื่อนไขแห่งคุณค่ามาครอบงำ

 

วันเสาร์ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2569

สรุปหนังสือ YES! คนรู้จิตวิทยาไม่ต้องพูดเยอะ

 คนรู้จิตวิทยาไม่ต้องพูดเยอะ (YES!: 60 secrets from the science of  persuasion)

 สรุปหนังสือ YES! คนรู้จิตวิทยาไม่ต้องพูดเยอะ (Yes! 60 Secrets from the Science of Persuasion) เขียนโดย Robert B. Cialdini, Noah J. Goldstein, Steve J. Martin

หนังสือเล่มนี้สรุป “กฎลัด” ทางจิตวิทยาที่ทำให้คนตอบตกลงได้ง่ายขึ้น ผ่านตัวอย่างวิจัยสั้น ๆ 60 บท (ฉบับอังกฤษ 50 บท) ที่เอาไปใช้ได้ทั้งการขาย การบริหาร และการสื่อสารในชีวิตประจำวันโดยไม่ต้องพูดเยอะหรือใช้เล่ห์กลแรง ๆsimonandschuster+2

แนวคิดหลักของทั้งเล่ม

  • แกนกลางมาจากงานวิจัยด้านจิตวิทยาการโน้มน้าวกว่า 60 ปี ที่บอกว่า “การชักจูง” เป็นเรื่องของโครงสร้างสถานการณ์เล็ก ๆ มากกว่าคาแร็กเตอร์แบบเทพขายของleadershipnow+1

  • หนังสือไม่สอนให้หลอกหรือบังคับ แต่เน้นใช้หลักจิตวิทยาอย่างมีจริยธรรม ให้ข้อเสนอที่ดี “เดินทางเข้าไปถึงหัวสมองคนฟัง” ได้ง่ายขึ้นfacebook+1

หลักจิตวิทยาหลัก ๆ ที่ใช้

หนังสือแตกออกเป็นบทสั้น ๆ ที่ผูกกับหลัก persuasion คล้ายงานของ Cialdini เช่นinfluenceatwork+1

  • Social proof: การชี้ให้เห็นว่าคนส่วนใหญ่ หรือคนที่ “เหมือนเรา” ก็เลือกทางนี้แล้ว ทำให้โอกาสได้คำตอบ “ใช่” สูงขึ้นมาก เช่น การบอกว่าลูกค้ามากกว่า 80% เลือกแพ็กเกจนี้simonandschuster+1 การเห็นคนอื่นๆ ที่คล้ายกับตัวเองทำอะไรบ้างเช่นนั้นก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้พวกเขาทำตาม

  • Authority: การอ้างอิงผู้เชี่ยวชาญหรือแสดงความน่าเชื่อถือแบบพอดี ๆ ทำให้คนเชื่อและทำตามง่ายขึ้น เช่น รีวิวจากผู้เชี่ยวชาญ แพทย์ หรือองค์กรที่มีชื่อเสียงleadershipnow+1

  • Scarcity & Loss: ทำให้เห็น “สิ่งที่จะเสียไปถ้าไม่ตัดสินใจ” หรือเน้นความจำกัด เช่น จำนวนจำกัด เวลาใกล้หมด จะกระตุ้นการตัดสินใจได้มากกว่าการพูดถึงประโยชน์เฉย ๆgoodreads+1

  • Commitment & Consistency: ชวนให้อีกฝ่ายเริ่มจาก “ตกลงเล็ก ๆ” หรือให้เขาเขียน/พูดคำยืนยันของตัวเองก่อน แล้วคำขอที่ใหญ่ขึ้นภายหลังจะถูกตอบรับง่ายขึ้นayanetwork+1

  • Liking & Relationship: สร้างความสัมพันธ์ แสดงความคล้ายกัน สนใจเขาจริง ๆ และใช้การ “สะท้อน” ท่าทาง/ภาษาของอีกฝ่ายแบบบางเบา ช่วยให้เขาเปิดใจมากขึ้นgoodreads+1

เทคนิคภาษาพูดและการนำเสนอ

หลายบทโฟกัสที่ “รายละเอียดเล็ก ๆ ของการสื่อสาร” ที่เปลี่ยนผลลัพธ์ได้มาก เช่นinstagram+1

  • ใช้คำว่า “เพราะ…” เพิ่มพลังเหตุผล: แค่เติมคำอธิบายสั้น ๆ คนก็มีแนวโน้มตอบตกลงมากขึ้น แม้เหตุผลจะไม่ได้ซับซ้อนgoodreads

  • ใช้กรอบคำพูดแบบ “เสียโอกาส” แทน “ได้ประโยชน์” เช่น แทนที่จะพูดว่า “คุณจะประหยัดได้ 100 บาท” เปลี่ยนเป็น “ถ้าไม่ทำ คุณจะเสียเงินเพิ่ม 100 บาท” มักกระตุ้นให้ขยับตัวมากกว่าprofilebooks+1

  • ไม่ยกตัวอย่างพฤติกรรมแย่ซ้ำ ๆ: การบอกว่า “ทุกคนทิ้งขยะไม่เป็นที่” จะยิ่งทำให้คนทำตามพฤติกรรมแย่นั้น เพราะรู้สึกว่าเป็นเรื่องปกติgoodreads

  • เล่า “สั้นและชัด” ดีกว่าพูดยาว: ยิ่งอธิบายเยอะ สมองยิ่งตั้งการ์ด โดยเฉพาะเวลาคนรู้สึกว่ากำลังโดนขาย จึงควรใช้ข้อความสั้น ๆ ที่ตรงประเด็นมากกว่าfacebook

การออกแบบตัวเลือกและสถานการณ์

หนังสือชี้ว่าการจัดโครงสร้างทางเลือกมีผลต่อการตัดสินใจไม่แพ้ตัวเนื้อหา เช่นleadershipnow+1

  • ลดจำนวนตัวเลือก: ตัวเลือกเยอะเกินไปทำให้คน “ไม่เลือกอะไรเลย” การคัดเหลือแค่ไม่กี่ตัวเลือกที่ดีช่วยเพิ่มอัตราการตัดสินใจfs+1

  • เพิ่ม “ตัวเลือกเริ่มต้น/ไม่ต้องทำอะไร”: การมี default ที่ออกแบบดี ทำให้คนเลือกทางที่ต้องการโดยไม่รู้สึกถูกบังคับ เช่น การสมัครบริจาคแบบ opt‑outleadershipnow+1

  • จัดวางลำดับเสนอ: การเสนอแพ็กเกจแพงสุดก่อน แล้วค่อยลดลงมา ทำให้ตัวเลือกกลาง ๆ ดูคุ้มขึ้น (anchoring effect)fs+1

การประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง

หนังสือเน้นให้ผู้อ่านเอาไปใช้ได้ทันทีในงานและชีวิตประจำวัน เช่นtiktok+2

  • ในการขาย/นำเสนอ: ใช้รีวิวจากลูกค้าจริง เน้นความนิยมของสินค้า และจัดแพ็กเกจให้มี default ที่เหมาะสม แทนการพูดยืดยาวเพื่อปิดการขายsimonandschuster+1

  • ในการบริหารและการสอน: ใช้การชมเชยพฤติกรรมที่อยากเห็นมากขึ้น ชี้ให้เห็นว่าส่วนใหญ่ของทีมทำสิ่งที่ถูกต้อง และให้คนเขียนเป้าหมาย/commitment ของตนเองmaruey+1

  • ในชีวิตส่วนตัว: จากการขอความช่วยเหลือ ไปจนถึงการชวนคนเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ ใช้กรอบ “เสียอะไรถ้าไม่ทำ” + ความสัมพันธ์ที่จริงใจ จะช่วยให้โน้มน้าวได้โดยไม่รู้สึกว่ากำลังบังคับtiktok+1

ถ้าต้องการ ใช้ช่วยออกแบบสคริปต์พูด หรือข้อความโน้มน้าวในงานสอน/งานวิจัยของคุณให้สอดกับบริบทไทยและจริยธรรมได้ด้วย โดยเลือกหลักที่เหมาะกับ setting ทีละข้อแล้วลองแต่งตัวอย่างร่วมกันได้.

  1. https://www.simonandschuster.com/books/Yes!/Noah-J-Goldstein/9781416576143
  2. https://www.barnesandnoble.com/w/yes-60-secrets-from-the-science-of-persuasion-noah-j-goldstein/1142314308
  3. https://www.maruey.com/book/68ffa5218b1e0
  4. https://www.leadershipnow.com/leadershop/9781416570967.html
  5. https://www.facebook.com/panpaibookstore/posts/%E0%B8%84%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%88%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%9E%E0%B8%B9%E0%B8%94%E0%B9%80%E0%B8%A2%E0%B8%AD%E0%B8%B0-yes-60-secrets-from-the-science-of-persuasion%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B9%88%E0%B8%A1%E0%B8%99%E0%B8%B5%E0%B9%89/1185620967049628/
  6. https://www.influenceatwork.com/7-principles-of-persuasion/
  7. https://www.goodreads.com/book/show/34686090-yes
  8. https://profilebooks.com/work/yes/
  9. https://www.ayanetwork.com/aya/201011/Yes!,%2050%20Scientifically%20Proven%20Ways%20to%20Be%20Persuasive.pdf
  10. https://www.instagram.com/p/DSKLU89E_Zo/
  11. https://www.facebook.com/minibanteuk/posts/-%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B8%B8%E0%B8%9B-9-%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%84%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%B7%E0%B8%AD-%E0%B8%84%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%88%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%9E%E0%B8%B9%E0%B8%94%E0%B9%80%E0%B8%A2%E0%B8%AD%E0%B8%B0-%EF%B8%8F1-%E0%B8%84%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B9%84%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%94%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%99%E0%B8%AD-%E0%B9%81%E0%B8%95/862306869881125/
  12. https://fs.blog/yes-50-scientifically-proven-ways-to-be-persuasive/
  13. https://www.tiktok.com/@maruku.blog/video/7582903831046966546
  14. https://www.welearnbook.com/product/50419-47219/%E0%B8%84%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%88%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%9E%E0%B8%B9%E0%B8%94%E0%B9%80%E0%B8%A2%E0%B8%AD%E0%B8%B0-yes-60-secrets-from-the-science-of-persuasion
  15. https://www.goodreads.com/en/book/show/34686090-yes
  16. https://books.google.com/books/about/Yes.html?id=qu_UDAAAQBAJ
  17. https://books.google.com/books/about/Yes.html?id=r4JKstyFsPYC
  18. https://catalog.minlib.net/GroupedWork/be9485ee-6bae-b3b3-01fe-b2ecfeaa6dd4-eng/Home
  19. https://www.youtube.com/watch?v=9mFG37o82HU
  20. https://catalog.decaturtx.org/GroupedWork/be9485ee-6bae-b3b3-01fe-b2ecfeaa6dd4-eng/Home

หลัก “Science of persuasion” ของ Robert B. Cialdini เดิมมี 6 ข้อ และเวอร์ชันใหม่เพิ่มเป็น 7 ข้อ โดยทั้งหมดคือกลไกจิตวิทยาที่ทำให้คนตอบตกลงได้ง่ายขึ้น หากใช้แบบมีจริยธรรมจะช่วยออกแบบข้อความ/ประสบการณ์ที่คน “พร้อมจะบอกว่าใช่” มากกว่า “ถูกบังคับให้ใช่”influenceatwork+1

ภาพรวม 7 หลักของ Cialdini

หลักคลาสสิก 6 ข้อคือ: Reciprocity, Commitment & Consistency, Social Proof, Authority, Liking, Scarcity และหลักใหม่คือ Unitycxl+1

  • หลักเหล่านี้ทำงานผ่าน heuristics คือทางลัดการคิดที่สมองใช้ประหยัดพลังงาน เมื่อเจอสัญญาณบางแบบ สมองจะโน้มไปสู่การตอบตกลงโดยอัตโนมัติpeople-shift+1

  • Cialdini ย้ำให้ใช้เพื่อประโยชน์ร่วมกัน ไม่ใช่เพื่อหลอกลวง เพราะถ้าสัญญาไม่จริง หรือเกินจริง ความน่าเชื่อถือจะพังยาวreadingraphics+1

ด้านล่างจะอธิบายแต่ละหลัก พร้อมตัวอย่างวิธีใช้แบบย่อ

1. Reciprocity – หลักการตอบแทน

คนเรามีแนวโน้ม “อยากตอบแทนบุญคุณ/น้ำใจ” เมื่อได้รับบางสิ่งมาก่อนcognitigence+1

  • หลักการ: เมื่อให้คุณค่าอย่างจริงใจ (ข้อมูลฟรีที่มีประโยชน์, ความช่วยเหลือเล็ก ๆ, ของขวัญเล็กน้อย) อีกฝ่ายจะรู้สึกเป็นหนี้ทางสังคมและมีแนวโน้มตอบรับคำขอมากขึ้นduncanstevens+1

  • วิธีใช้:

    • ให้อะไร “ก่อน” ขอ เช่น คู่มือฟรี, feedback ที่มีประโยชน์, ช่วยคิด solution ก่อนจะเสนอ product.

    • การให้ต้องดูจริงใจและเหมาะสม ไม่ผูกกับเงื่อนไขตรง ๆ เช่น “ถ้ารับของชิ้นนี้คุณต้องซื้อ…” เพราะจะทำให้เกิดแรงต้านpeople-shift

2. Commitment & Consistency – ยึดมั่นในสิ่งที่เคยตกลง

คนมีแนวโน้มทำให้การกระทำสอดคล้องกับสิ่งที่เคยประกาศออกไปแล้ว โดยเฉพาะสิ่งที่ “พูดหรือเขียนด้วยตัวเอง”netreputation+1

  • หลักการ: เมื่อคนให้คำมั่นเล็ก ๆ แล้ว เขาจะโน้มให้ตัวเองทำสิ่งต่อ ๆ ไปให้สอดคล้องกับ commitment เดิม เพื่อรักษาภาพลักษณ์ของตัวเองreadingraphics+1

  • วิธีใช้:

    • เริ่มจากคำขอเล็ก ๆ ที่ง่าย เช่น ให้เขาเขียนเป้าหมาย/ตั้งใจเอง, ติ๊กว่า “เห็นด้วย” กับหลักการบางอย่าง ก่อนขอสิ่งที่ใหญ่ขึ้น (foot‑in‑the‑door)people-shift

    • ใช้แบบโปร่งใส เช่น ในการเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ ให้เขาเซ็นหรือโพสต์ “ฉันตั้งใจจะ…” แล้วออกแบบ step สนับสนุน ไม่ใช่ใช้ commitment ไปล็อกขายของcognitigence

3. Social Proof / Consensus – คนอื่นทำแล้วเราก็ทำ

เมื่อไม่แน่ใจ คนจะมองว่า “คนอื่นทำอะไร” แล้วทำตาม โดยเฉพาะคนที่ “เหมือนเรา”netreputation+1

  • หลักการ: พฤติกรรมของคนหมู่มาก หรือของคนในกลุ่มเดียวกัน เป็นสัญญาณว่า “นี่คือพฤติกรรมที่เหมาะสม/ปลอดภัย”ecampusontario.pressbooks+1

  • วิธีใช้:

    • แสดงหลักฐานว่าคนอื่นทำ เช่น รีวิวจริง, จำนวนผู้ใช้, กรณีศึกษา, หรือบอกว่าส่วนใหญ่ของเพื่อนร่วมงานเลือกทำแบบไหนnetreputation

    • ให้เน้น “คนที่คล้ายเป้าหมาย” เช่น ถ้าต้องการให้คนไข้สูงอายุออกกำลังกาย ให้ตัวอย่างจากผู้สูงอายุที่ทำได้ ไม่ใช่จากนักกีฬาอาชีพecampusontario.pressbooks

4. Authority – ความน่าเชื่อถือของผู้พูด

คนมักเชื่อและทำตามคนที่ดูมีความรู้ ความเชี่ยวชาญ หรือมีสถานะบางอย่างduncanstevens+1

  • หลักการ: ป้ายบอกความเชี่ยวชาญ (credibility cues) เช่น ตำแหน่ง, ประสบการณ์, การรับรองสถาบัน ช่วยลดความไม่แน่ใจ ทำให้คนยอมตามคำแนะนำง่ายขึ้นecampusontario.pressbooks+1

  • วิธีใช้:

    • แสดงความเชี่ยวชาญ “ก่อน” ขอ เช่น ระบุประสบการณ์, อ้างถึงองค์กร/งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง โดยไม่โอ้อวดduncanstevens

    • ผูก authority กับความซื่อสัตย์ เช่น ยอมรับข้อจำกัดของตัวเอง หรือกล่าวถึงข้อเสีย/ข้อควรระวังด้วย จะเพิ่มความน่าเชื่อถือมากกว่าพูดแต่ข้อดีcognitigence+1

5. Liking – ชอบแล้วค่อยเชื่อ

เรามักตอบตกลงกับคนที่เราชอบ รู้สึกใกล้ชิด หรือเห็นว่า “เป็นพวกเดียวกัน”ecampusontario.pressbooks+1

  • หลักการ: ความชอบเกิดจากความคล้ายกัน การให้คำชมที่จริงใจ และการมีปฏิสัมพันธ์เชิงบวกซ้ำ ๆecampusontario.pressbooks

  • วิธีใช้:

    • หาจุดเหมือน/ประสบการณ์ร่วมก่อนเข้าคำขอ เช่น พื้นเพ, ความสนใจ, เป้าหมายงานเดียวกันecampusontario.pressbooks

    • ให้ feedback และคำชมที่เฉพาะเจาะจงต่อพฤติกรรม ไม่ใช่ชมแบบกว้าง ๆ ที่ดูปลอม เพื่อสร้างความรู้สึกว่า “เขาเห็นคุณค่าฉันจริง ๆ”cognitigence+1

6. Scarcity – ของหายากย่อมมีค่า

สิ่งที่ “มีจำกัด” หรือ “กำลังจะหมดไป” มักถูกมองว่ามีคุณค่าและน่าตัดสินใจเร็วขึ้นreadingraphics+1

  • หลักการ: คนกลัวพลาด (loss aversion) มากกว่าดีใจที่จะได้เพิ่ม เมื่อรู้ว่ามีเวลา/จำนวนจำกัด แรงจูงใจจะสูงขึ้นreadingraphics

  • วิธีใช้:

    • ระบุความจำกัดที่ “จริง” เช่น จำนวนที่นั่ง, เดดไลน์สมัครทุน, สต็อกที่มีอยู่ โดยโปร่งใสpeople-shift

    • เน้น “สิ่งที่จะเสีย” ถ้าไม่ลงมือ เช่น “ถ้าไม่สมัครรอบนี้ จะต้องรออีก 1 ปี” มากกว่าพูดแต่ “ถ้าสมัครตอนนี้จะได้…”readingraphics

7. Unity – ความเป็น “เรา” ร่วมกัน

หลักใหม่ที่ Cialdini เพิ่ม คือ Unity หรือความรู้สึกว่า “เราเป็นพวกเดียวกัน” ในระดับตัวตนเชิงลึก ไม่ใช่แค่ชอบcxl+1

  • หลักการ: เมื่อคนรู้สึกว่าอีกฝ่ายเป็น “ของเรา” เช่น ครอบครัว กลุ่มอาชีพ ชุมชน หรือคนที่แบ่งปันอัตลักษณ์/คุณค่าเดียวกัน การป้องกันจะต่ำลง ความเชื่อใจและการร่วมมือจะเพิ่มขึ้นnews.wpcarey.asu+1

  • วิธีใช้:

    • สร้างอัตลักษณ์ร่วม เช่น “เราในฐานะครู/นักวิจัย/คนทำงานเพื่อเด็ก” แล้วผูกคำขอเข้ากับ identity นั้นleadingexpert+1

    • ใช้ภาษาที่สะท้อน “เรา” เช่น “ทีมเรา”, “ชุมชนเรา”, และทำกิจกรรมที่สร้างประสบการณ์ร่วม จะทำให้คำชวน/คำขอมีน้ำหนักมากขึ้นleadingexpert+1


ถ้าต้องการประยุกต์กับบริบทงานสอน/งานวิจัยของคุณ สามารถเลือก 1–2 หลัก (เช่น Social Proof + Commitment) แล้วช่วยกันออกแบบสคริปต์เชิญชวนผู้เรียน/ผู้เข้าร่วมทดลอง หรือข้อความเชิง intervention ให้สอดคล้องกับวัฒนธรรมไทยและจริยธรรมได้เป็นกรณี ๆ ไป.

  1. https://www.influenceatwork.com/7-principles-of-persuasion/
  2. https://www.cognitigence.com/blog/cialdini-7-principles-of-persuasion
  3. https://cxl.com/blog/cialdinis-principles-persuasion/
  4. https://people-shift.com/articles/cialdinis-6-principles-of-persuasion/
  5. https://readingraphics.com/book-summary-influence-psychology-of-persuasion/
  6. https://duncanstevens.com/cialdinis-6-principles-of-persuasion
  7. https://www.netreputation.com/cialdinis-6-principles-of-persuasion/
  8. https://ecampusontario.pressbooks.pub/persuasion/chapter/cialdini/
  9. https://news.wpcarey.asu.edu/20250422-gentle-science-persuasion-part-seven-unity
  10. https://leadingexpert.com/unity/
  11. https://fs.blog/influence-psychology-persuasion/
  12. https://www.oceg.org/projectriskleader/robert-cialdini-s-principles-of-persuasion/
  13. https://www.case.org/system/files/media/inline/Harnessing%20the%20science%20of%20persuasion_0.pdf
  14. https://www.youtube.com/watch?v=kNT_UFH4abU
  15. https://digitalwellbeing.org/speed-summary-the-science-of-persuasion/
  16. https://www.neurosciencemarketing.com/blog/articles/cialdini-7th-unity.htm
  17. https://www.youtube.com/watch?v=cFdCzN7RYbw
  18. https://blogs.acu.edu/lytlecenter/2022/08/09/the-science-of-persuasion/
  19. https://cxl.com/blog/cialdini-unity/
  20. https://conceptually.org/concepts/6-principles-of-influence

 Problem: การโน้มน้าวใจทางจริยธรรม

Solution:
การโน้มน้าวใจอย่างมีจริยธรรม (<keyword>Ethical Persuasion</keyword>) คือกระบวนการเปลี่ยนแปลงทัศนคติหรือพฤติกรรมของผู้อื่นโดยตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเคารพในเสรีภาพทางความคิดและความถูกต้องของข้อมูล โดยมีวิธีการและกรอบแนวคิดที่สำคัญดังนี้

**1. การประยุกต์ใช้กรอบแนวคิด TARES Test**

ในการสื่อสารเชิงโน้มน้าวใจที่เป็นระบบ นักวิชาการด้านจริยธรรมการสื่อสารมักใช้แบบทดสอบ <keyword>TARES Test</keyword> เพื่อตรวจสอบความโปร่งใส ซึ่งประกอบด้วย 5 องค์ประกอบหลัก:

- **Truthfulness (ความสัตย์จริง):** ข้อมูลที่นำเสนอต้องเป็นความจริง ไม่บิดเบือน หรือปิดบังข้อเท็จจริงที่สำคัญ
- **Authenticity (ความจริงใจ):** ผู้โน้มน้าวใจต้องมีความบริสุทธิ์ใจ ไม่แอบแฝงผลประโยชน์ที่ขัดต่อจริยธรรม
- **Respect (ความเคารพ):** การปฏิบัติต่อผู้ฟังในฐานะมนุษย์ที่มีวิจารณญาณ ไม่ใช่เครื่องมือเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์
- **Equity (ความเท่าเทียม):** ข้อมูลที่นำเสนอต้องมีความยุติธรรม ไม่ใช้ความเหนือกว่าทางข้อมูล (<keyword>Information Asymmetry</keyword>) มาเอาเปรียบผู้อื่น
- **Social Responsibility (ความรับผิดชอบต่อสังคม):** การโน้มน้าวใจนั้นต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อส่วนรวม

**2. การสร้างสมดุลผ่านสามเหลี่ยมวาทศิลป์ (Aristotle's Rhetorical Triangle)**

<keyword>Aristotle</keyword> ได้วางรากฐานการโน้มน้าวใจผ่านองค์ประกอบ 3 ประการ ซึ่งต้องทำงานร่วมกันอย่างมีจริยธรรม:

$$
\begin{aligned}
\text{Ethical Persuasion} &= \text{Ethos} + \text{Logos} + \text{Pathos}
\end{aligned}
$$

- **Ethos (ความน่าเชื่อถือ):** การสร้างความไว้วางใจผ่านคุณธรรมและความเชี่ยวชาญของผู้พูด
- **Logos (ตรรกะและเหตุผล):** การใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์และเหตุผลที่สมเหตุสมผลในการสนับสนุนข้อเสนอ
- **Pathos (อารมณ์ความรู้สึก):** การเชื่อมโยงทางอารมณ์อย่างเหมาะสม โดยไม่ใช้การข่มขู่หรือการกระตุ้นความกลัวที่เกินจริง (<keyword>Fear Appeal</keyword>)

<d3-visual data-visual-id="vis_1767516910338_t5lf20bm" data-visual-order="1" data-visual-status="completed" data-api-url="https://api-prod.gpai.app/api/visual/vis_1767516910338_t5lf20bm"></d3-visual>

**3. การเคารพในอิสระแห่งการตัดสินใจ (Autonomy and Informed Consent)**

วิธีการโน้มน้าวใจที่มีจริยธรรมต้องเปิดโอกาสให้ผู้ถูกโน้มน้าวมีทางเลือกเสมอ:

- **การให้ข้อมูลที่ครบถ้วน:** การเปิดเผยทั้งข้อดีและข้อเสียของข้อเสนอ เพื่อให้ผู้ฟังสามารถตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อมูลที่ครบถ้วน (<keyword>Informed Consent</keyword>)
- **การหลีกเลี่ยงการบีบบังคับ (Non-Coercion):** ไม่ใช้ความกดดันทางสังคมหรืออำนาจในการบังคับให้ผู้อื่นยอมรับ
- **การยอมรับการปฏิเสธ:** ผู้โน้มน้าวใจต้องยอมรับหากเป้าหมายไม่เห็นด้วย โดยไม่ทำลายความสัมพันธ์หรือใช้มาตรการตอบโต้

**4. การใช้หลักจิตวิทยาเชิงบวก**

แทนที่จะใช้การล้างสมองหรือการหลอกล่อ (<keyword>Manipulation</keyword>) การโน้มน้าวใจอย่างมีจริยธรรมจะใช้:

- **Reciprocity (การเกื้อกูล):** การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีก่อนการร้องขอ
- **Consistency (ความสอดคล้อง):** การช่วยให้ผู้ฟังเห็นว่าข้อเสนอนั้นสอดคล้องกับคุณค่าหรือความเชื่อเดิมของพวกเขาเอง
- **Social Proof (หลักฐานทางสังคม):** การแสดงให้เห็นว่าผู้อื่นที่มีบริบทคล้ายคลึงกันได้รับประโยชน์อย่างไร โดยไม่บิดเบือนสถิติ

**สรุปหลักการสำคัญ**

การโน้มน้าวใจอย่างมีจริยธรรมสามารถสรุปเป็นสมการเชิงคุณภาพได้ดังนี้:

$$
\boxed{\text{Influence} + \text{Responsibility} = \text{Sustainable Leadership}}
$$

---
การโน้มน้าวใจที่มีประสิทธิภาพที่สุดในระยะยาวคือการสร้างความเชื่อมั่นผ่านความซื่อสัตย์ ซึ่งจะนำไปสู่ความร่วมมือที่ยั่งยืนมากกว่าการใช้อุบายเพียงชั่วคราว

Generated by GPAI - 4/1/2569