วันพุธที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

Death with Shelly Kagan: A Philosophical Investigation

 

Death 9780300183429

full playlist https://www.youtube.com/playlist?list=PLEA18FAF1AD9047B0 ความตายคืออะไร? การแปลฉบับสมบูรณ์ของชุดบรรยายยอดนิยมจากมหาวิทยาลัยเยล ตลอด 23 ปีติดต่อกัน


ชุดบรรยายในตำนานที่นักศึกษาคนหนึ่งซึ่งได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคระยะสุดท้ายต้องการเข้าร่วม "โดยยอมเสี่ยงชีวิต"!
ในคอรส์นี้จะไม่มีกระบวนการการทำใจก่อนตาย ไม่ใช่สถานที่บำบัดจิตใจ
แนวคิดหลัก
แนวคิดสำคัญจากวิชาปรัชญาว่าด้วยความตายของศาสตราจารย์ เชลลี เคลแกน ออกเป็น 10 ประโยคหลัก พร้อมคำอธิบายเชิงตรรกะและข้อโต้แย้งที่ปรากฏในบทเรียนครับ:

1. มนุษย์ไม่มีวิญญาณที่เป็นนามธรรมแยกต่างหาก แต่เป็นเพียงเครื่องจักรทางกายภาพที่น่าทึ่ง (ทัศนะกายภาพนิยม - Physicalism)
  • คำอธิบาย: จิตใจ (Mind) หรือสำนึกรู้คิดไม่ใช่สิ่งลี้ลับที่เป็นนามธรรม แต่เป็นเพียงคำเรียกกลุ่มความสามารถระดับสูงของสมองและร่างกายในการทำงานประสานกัน (P-functioning)
  • ข้อโต้แย้ง: ฝ่ายทวินิยม (Dualism) แย้งว่าวัตถุทางกายภาพไม่สามารถอธิบายเรื่อง "จิตสำนึกเชิงคุณภาพ" (Consciousness/Qualia) เช่น การได้สัมผัสรสชาติหรือเห็นสีแดง และไม่สามารถอธิบายเรื่อง "เสรีเจตจำนง" (Free will) ของมนุษย์ได้สำเร็จ

2. ข้อพิสูจน์เรื่องการมีอยู่ของวิญญาณโดยใช้จินตนาการทางความคิดนั้นสอบตกทั้งหมด รวมถึงข้อโต้แย้งของเดส์การ์ตส์ (Descartes' Argument)
  • คำอธิบาย: เดส์การ์ตส์อ้างว่า เนื่องจากเราสามารถจินตนาการได้อย่างมีเหตุผลว่าจิตใจของเราดำรงอยู่ได้โดยไม่มีร่างกาย จิตใจและร่างกายจึงต้องเป็นสสารสองตัวที่แยกจากกันโดยสิ้นเชิง
  • ข้อโต้แย้ง: นักปรัชญาจับผิดด้วยกรณีเปรียบเทียบ "ดาวรุ่งและดาวร่วง" (Morning Star & Evening Star) ที่แสดงให้เห็นว่า การที่เราจินตนาการว่าสิ่งสองสิ่งแยกกันได้ในหัว ไม่ได้เป็นหลักประกันว่าพวกมันจะเป็นคนละสิ่งกันในโลกความเป็นจริง (เพราะทั้งคู่คือดาวศุกร์ดวงเดียวกัน)

3. ข้อเสนอของเพลโตที่ว่าวิญญาณไม่มีวันถูกทำลายเพราะวิญญาณเป็นสิ่งเรียบง่ายไร้รอยต่อ (Argument from Simplicity) เป็นสิ่งที่ไม่น่าเชื่อถือ
  • คำอธิบาย: เพลโตระบุว่า สิ่งที่จะถูกทำลายหรือเน่าเปื่อยได้ต้องมีชิ้นส่วนประกอบ (composite) แต่วิญญาณที่เป็นนามธรรมไม่มีส่วนประกอบย่อย (simple) จึงไม่มีวันสลายตัว
  • ข้อโต้แย้ง: ลูกศิษย์ของเขาโต้แย้งด้วยตัวอย่างของ "ความสอดประสาน" (Harmony) ของเครื่องดนตรีที่เป็นสิ่งไม่มีชิ้นส่วนแต่มันก็ถูกทำลายได้เมื่อเครื่องดนตรีพัง อีกทั้งในทางตรรกะ สิ่งเรียบง่ายไม่มีชิ้นส่วนก็อาจจะแค่ "หายวับไปจากการดำรงอยู่" (pop out of existence) ณ วินาทีที่ร่างกายดับลงได้เช่นกัน

4. อัตลักษณ์ส่วนบุคคลข้ามกาลเวลาถูกกำหนดขึ้นด้วยความต่อเนื่องทางกายภาพของร่างกาย โดยเฉพาะส่วนสมอง (Body/Brain Theory)
  • คำอธิบาย: การที่เรายังเป็นคนเดิมข้ามเวลา ผูกอยู่กับการมีโครงสร้างทางวัตถุเดิม โดยเฉพาะสมองซึ่งเป็นฐานกายภาพที่คอยหล่อเลี้ยงพฤติกรรมและบุคลิกภาพของเรา
  • ข้อโต้แย้ง: ทฤษฎีบุคลิกภาพ (Personality Theory) แย้งว่า อัตลักษณ์ของคนขึ้นอยู่กับ "สายใยความทรงจำ ค่านิยม และเป้าหมายที่เชื่อมโยงกันอย่างต่อเนื่อง" (เช่น หากสมองของคนสองคนถูกสลับกัน เราย่อมรู้สึกว่าตัวตนเราย้ายตามความทรงจำไปอยู่ร่างใหม่)

5. ทั้งทฤษฎีร่างกายและทฤษฎีบุคลิกภาพจำเป็นต้องเพิ่ม "กฎการห้ามแตกแขนง" (No-branching rule) เพื่อรับมือกับปัญหาการแบ่งตัว (Fission)
  • คำอธิบาย: หากสมองหรือข้อมูลบุคลิกภาพของเราถูกแบ่งส่วนออกเป็นสองซีก (Lefty & Righty) แล้วตื่นขึ้นมาทั้งคู่ เราไม่สามารถเป็นคนสองคนพร้อมกันได้ กฎนี้จึงระบุว่าหากมีการแตกแขนงเกิดขึ้น ตัวตนดั้งเดิมจะถือว่าดับสูญไปเลย
  • ข้อโต้แย้ง: กฎนี้มีผลลัพธ์ที่แปลกประหลาด เพราะมันทำให้ "การดำรงอยู่ของตัวตนเรา" กลายเป็นเรื่องภายนอก (extrinsic) นั่นคือ การที่เราจะยังเป็นตัวเองในวันพรุ่งนี้หรือไม่ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับข้อมูลในตัวเรา แต่ขึ้นอยู่กับว่ามีคู่แข่งอีกคนตื่นขึ้นมาด้วยหรือไม่

6. สิ่งที่เราปรารถนาในการมีชีวิตอยู่ต่อไปไม่ใช่การมีชีวิตรอดเปล่าๆ (Survival) แต่คือการรักษาสิ่งที่มีคุณค่าในตัวเรา นั่นคือ "บุคลิกภาพที่คล้ายคลึงเดิม" (What Matters in Survival)
  • คำอธิบาย: ในกรณีสมมติเรื่องเมธูเสลา (Methuselah) ที่อยู่ได้ 700 ปีแต่ความจำและนิสัยเปลี่ยนไปจนหมดสิ้น แม้เขาจะเป็นคนเดิมทางกายภาพ แต่เราในปัจจุบันจะไม่แคร์ชีวิตอนาคตของเขาเลยเพราะเขาไม่มีอะไรเหมือนเรา
  • ข้อโต้แย้ง: ทฤษฎีการอยู่รอดทางวัตถุ (Bare Survival) มองว่า ตราบใดที่สสาร ร่างกาย หรือวิญญาณเดิมยังดำรงอยู่ การได้อยู่รอดต่อไปก็มีค่าเพียงพอแล้วในตัวเองโดยไม่ต้องพึ่งความต่อเนื่องทางจิตวิทยา

7. ความตายเป็นสิ่งเลวร้ายสำหรับผู้ที่ตายเพราะมันพรากอนาคตที่ดีงามไปจากเขา (ทฤษฎีการพรากโอกาส - Deprivation Account)
  • คำอธิบาย: สภาพหลังความตายคือความว่างเปล่าจึงไม่มีความเจ็บปวดในตัวเอง แต่ความตายเลวร้ายในเชิงเปรียบเทียบ (Comparative bad) เพราะมันทำให้เราสูญเสียโอกาสที่จะได้ใช้ชีวิตและเก็บเกี่ยวสิ่งดีๆ ต่อไป
  • ข้อโต้แย้ง: เอพิคิวรัส (Epicurus) คัดค้านว่า ความตายไม่เคยเป็นสิ่งเลวร้ายสำหรับผู้ที่ตายเลย เพราะตราบใดที่เรายังมีอยู่ ความตายก็ยังไม่มา และเมื่อความตายมาถึง ตัวเราก็ไม่มีอยู่แล้วที่จะไปรับรู้หรือเป็นทุกข์กับการสูญเสียโอกาสนั้น

8. ความเป็นอมตะชั่วนิรันดร์ไม่ใช่ของขวัญอันล้ำค่า แต่จะกลายเป็นฝันร้ายที่น่าเบื่อหน่ายอย่างยิ่ง (The Tedium of Immortality)
  • คำอธิบาย: สมองของมนุษย์มีความสามารถในการสะท้อนคิดระดับสูง ซึ่งจะทำให้เราหมดความท้าทายและเบื่อหน่ายกับกิจกรรมเดิมๆ ซ้ำซากชั่วนิรันดร์ และหากเราเลือกลบความทรงจำหรือสลับขั้วบุคลิกภาพไปเรื่อยๆ เพื่อแก้เบื่อ ตัวตนนั้นก็ไม่ใช่ตัวเราในปัจจุบันที่เราแคร์อยู่ดี
  • ข้อโต้แย้ง: ทฤษฎีกล่องที่มีคุณค่าในตัวเองอย่างสุดโต่ง (Fantastic Container Theory) เสนอว่า การได้ดำรงอยู่และตระหนักรู้ในฐานะบุคคลมีมูลค่าเป็นบวกในตัวเองอย่างเป็นอนันต์ ซึ่งมากพอที่จะชนะดุลยภาพความน่าเบื่อหรือความทุกข์ทรมานทั้งมวลได้เสมอ

9. ความกลัวตายจนตื่นตระหนกตกใจ (Terror of Death) เป็นปฏิกิริยาทางอารมณ์ที่ไม่สมเหตุสมผลตามหลักตรรกะ
  • คำอธิบาย: อารมณ์กลัวจะสมเหตุสมผลต่อเมื่อสิ่งนั้นเลวร้าย มีโอกาสเกิดขึ้นจริง และมีความไม่แน่นอน แต่ความตายเป็นสัจธรรมที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ 100% สภาพหลังตายก็ไม่ใช่ความเจ็บปวด จึงไม่มีเหตุผลให้ตื่นตระหนก
  • ข้อโต้แย้ง: คนส่วนใหญ่มองว่า แม้ความตายจะแน่นอน แต่สัญชาตญาณสัตว์โลกย่อมกระตุ้นความกลัวเพื่อเอาชีวิตรอด และเรามักกังวลกับความไม่แน่นอนของ "เวลาที่จะตาย" (การตายก่อนวัยอันควร) รวมถึง "กระบวนการตายที่เจ็บปวด" มากกว่าตัวความตายเอง

10. การฆ่าตัวตาย (Suicide) สามารถเป็นทางเลือกที่สมเหตุสมผลและถูกต้องทางศีลธรรมได้ในสถานการณ์เฉพาะ
  • คำอธิบาย: หากผู้ป่วยระยะสุดท้ายต้องเผชิญหน้ากับความเจ็บปวดที่รักษาไม่หาย และอนาคตมีแนวโน้มดุลยภาพชีวิตติดลบ การเลือกจบชีวิตตนเองด้วยความสมัครใจอย่างมีสติสัมปชัญญะและไตร่ตรองรอบคอบ ถือเป็นเรื่องเชิงเหตุผลและยอมรับได้ทางจริยธรรม
  • ข้อโต้แย้ง: ฝ่ายจริยศาสตร์หน้าที่นิยม (Deontology) โต้แย้งว่ามนุษย์มีหน้าที่เด็ดขาดในการรักษาชีวิตและไม่มีสิทธิ์ทำลายชีวิตคนบริสุทธิ์ (แม้จะเป็นตนเองก็ตาม) ขณะที่ฝ่ายประโยชน์นิยมชี้ว่าการฆ่าตัวตายมักทิ้งผลกระทบทางจิตใจและหนี้สินเชิงลบอันรุนแรงไว้ให้ครอบครัวและสังคมที่ยังอยู่เบื้องหลัง
- ทุกคนต้องตาย ดังนั้นเราควรใช้ชีวิตอย่างไร?
เมื่อต้องเผชิญหน้ากับความจริงที่ว่าทุกคนต้องตาย ศาสตราจารย์ เชลลี เคลแกน (Shelly Kagan) ได้เสนอแนวคิดและกลยุทธ์ทางปรัชญาในการดำเนินชีวิตไว้หลายประเด็น ดังนี้:
1. ใช้ชีวิตด้วยความระมัดระวังเป็นพิเศษ (Being Careful)
เนื่องจากความตายทำให้เราไม่มีโอกาสแก้ตัวหรือเริ่มต้นใหม่ได้ตลอดไปเหมือนกับชีวิตที่เป็นอมตะ ความตายจึงบังคับให้เราต้องใช้ชีวิตด้วยความระมัดระวัง เพื่อไม่ให้ต้องมองย้อนกลับมาในภายหลังแล้วพบว่าเราใช้ชีวิตผิดพลาดไป โดยเราต้องใส่ใจในสองมิติสำคัญคือ:
  • ระมัดระวังในการเลือกเป้าหมาย (Careful in our aims): เพื่อให้มั่นใจว่าเราได้เลือกสิ่งที่มีคุณค่าที่สุดเข้ามาในชีวิต
  • ระมัดระวังในการทำเป้าหมายนั้นให้สำเร็จ (Careful in our execution): เพื่อลดโอกาสล้มเหลวและไม่ต้องเริ่มต้นใหม่บ่อยครั้ง
สาเหตุที่เราต้องระมัดระวังเป็นพิเศษไม่ใช่เพียงเพราะเราต้องตาย แต่เป็นเพราะเรามีเวลาชีวิตที่แสนสั้นเมื่อเทียบกับความหลากหลายของสิ่งดีๆ และเป้าหมายที่มีคุณค่ามากมายในโลกใบนี้

2. เลือกกลยุทธ์ในการจัดสรรเป้าหมายชีวิต (Life Strategies)
เมื่อเวลาในชีวิตมีจำกัด เราสามารถเลือกจัดการกับเป้าหมายของเราผ่าน 3 กลยุทธ์หลัก:
  • กลยุทธ์แบบ "กิน ดื่ม และรื่นเริง" (Eat, drink, and be merry): เน้นการเติมเต็มชีวิตด้วยเป้าหมายระยะสั้นที่รับประกันความสำเร็จได้แน่นอน เช่น ความสุขจากการกินอาหาร การพบปะสังสรรค์ และเซ็กส์ แม้จะมีโอกาสล้มเหลวต่ำมาก แต่ข้อเสียคือสิ่งเหล่านี้อาจเป็นเพียงเป้าหมายเล็กๆ (Small Potatoes) ที่ไม่ได้สร้างคุณค่าในระยะยาว
  • กลยุทธ์มุ่งสู่ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ (Larger Accomplishments): มุ่งเป้าไปที่ความสำเร็จครั้งใหญ่ เช่น การเขียนนวนิยาย การแต่งเพลงซิมโฟนี หรือการสร้างครอบครัว ซึ่งแม้จะมีคุณค่ามหาศาล แต่ก็มีความเสี่ยงที่จะล้มเหลวและสูญเสียเวลาไปเปล่าๆ สูงเช่นกัน
  • กลยุทธ์แบบผสมผสาน (The Mixed Strategy): เป็นทางเลือกที่สมเหตุสมผลที่สุดสำหรับคนส่วนใหญ่ คือการมุ่งเป้าไปที่ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่จำนวนหนึ่ง และเติมเต็มชีวิตด้วยความสุขเล็กๆ น้อยๆ ที่เกิดขึ้นได้ง่ายควบคู่กันไป เพื่อให้มั่นใจว่าอย่างน้อยเราก็ได้รับสิ่งดีๆ จากชีวิตแน่นอน

3. มุ่งเน้นที่คุณภาพและ "จุดสูงสุด" ของชีวิต (Quality and Peaks)
แม้ว่าตามสัญชาตญาณเราจะคิดว่า "ยิ่งอายุยืนยาวเท่าไหร่ก็ยิ่งดี" แต่ในทางปรัชญา คุณภาพชีวิตมีความสำคัญอย่างยิ่ง หากเราต้องเลือกระหว่างชีวิตที่ยาวนานถึง 30,000 ปีแต่มีคุณภาพชีวิตที่ย่ำแย่ (แค่พอประทังชีวิตไปวันๆ) กับชีวิตที่ยอดเยี่ยมเป็นเวลา 100 ปี คนส่วนใหญ่จะเลือกชีวิตที่สั้นกว่าแต่มีคุณภาพสูงกว่า นี่แสดงให้เห็นว่าเราควรให้ความสำคัญกับ "จุดสูงสุด" (Peaks หรือ Heights) ของชีวิต ดังที่กวี ฟรีดริช เฮิลเดอร์ลิน (Friedrich Hölderlin) สะท้อนไว้ในบทกวีว่า หากเราได้ทำสิ่งที่ดีงามหรือสิ่งที่มุ่งมั่นได้สำเร็จ แม้จะเป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆ "ครั้งหนึ่งเคยใช้ชีวิตดั่งเทพเจ้า ก็ไม่มีสิ่งใดต้องการอีกแล้ว"

4. สร้าง "ความเป็นอมตะกึ่งหนึ่ง" ผ่านผลงานและการกระทำ (Semi-Immortality)
เนื่องจากการมีชีวิตอยู่ตลอดไปทางกายภาพ (Immortality) จะกลายเป็นฝันร้ายที่น่าเบื่อหน่ายและทรมานอย่างยิ่งในที่สุด วิธีที่เราจะเอาชนะความตายได้คือการสร้าง "ความเป็นอมตะกึ่งหนึ่ง" (Semi-Immortality) ผ่านผลงานและสิ่งที่เราทิ้งไว้เบื้องหลัง เช่น การเขียนหนังสือ การสร้างตึกรามบ้านช่อง การค้นพบทางวิทยาศาสตร์ หรือแม้กระทั่งการเลี้ยงดูเด็กคนหนึ่งให้เติบโตขึ้นมาเป็นมนุษย์ที่ดี สิ่งเหล่านี้คือคุณค่าที่จะยังคงหลงเหลือและส่งผลดีต่อโลกใบนี้ต่อไปแม้ว่าตัวเราจะจากไปแล้ว

5. เผชิญหน้ากับความตายด้วยความรู้สึก "ซาบซึ้งและยินดี" (Gratitude)
ในขณะที่ทฤษฎีทางฝั่งตะวันออกอย่างพุทธศาสนามองว่า "ชีวิตคือความทุกข์" เพื่อให้เราลดการยึดติดและหลุดพ้นจากตัวตน แต่เคลแกนมองในมุมมองแบบตะวันตกว่า ชีวิตคือสิ่งที่ดีงาม และความตายเป็นสิ่งที่เลวร้ายเพราะมันพรากโอกาสในการสัมผัสสิ่งดีๆ ไปจากเรา
ดังนั้น อารมณ์ที่เหมาะสมที่สุดในการเผชิญหน้ากับความตายไม่ใช่ความกลัว (เพราะเมื่อตายไปเราจะไม่มีความรู้สึกหรือรับรู้สิ่งใดอีก) หรือความโกรธแค้นต่อจักรวาลที่ไร้ตัวตน แต่คือ ความรู้สึกซาบซึ้งใจและยินดี (Gratitude) โดยเคลแกนหยิบยกคำอุปมาของ เคิร์ต วอนเนกัต (Kurt Vonnegut) ที่ว่า เราควรตระหนักว่าตัวเองโชคดีอย่างมหาศาลเพียงใดที่เป็น "โคลนที่ได้ลุกขึ้นมานั่งและมองดูสิ่งต่างๆ" (Sitting-up Mud) ในขณะที่อะตอมส่วนใหญ่ในจักรวาลไม่มีโอกาสแม้แต่จะมีชีวิตอยู่ การใช้ชีวิตที่ดีจึงเป็นการตระหนักถึงโชคชะตาอันแสนวิเศษนี้ เรียนรู้ ตกหลุมรัก และมองดูโลกให้เต็มที่ ก่อนที่ "โคลนอย่างเรา" จะต้องนอนลงไปนอนหลับอีกครั้งเมื่อถึงเวลา
○ความตายคืออะไร?
ในการวิเคราะห์ทางปรัชญาของศาสตราจารย์ เชลลี เคลแกน (Shelly Kagan) คำถามที่ว่า "ความตายคืออะไร?" สามารถอธิบายได้ผ่านมุมมองทางอภิปรัชญาหลักๆ 2 มุมมอง ซึ่งให้คำนิยามต่อธรรมชาติของความตายแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ดังนี้ครับ:
1. มุมมองกายภาพนิยม (Physicalism): ความตายคือการพังทลายของเครื่องจักร
สำหรับนักกายภาพนิยม มนุษย์ไม่มีวิญญาณที่เป็นนามธรรม แต่เราคือ "เครื่องจักรที่น่าทึ่ง" (Amazing Machines) ที่สามารถคิด รู้สึก รัก และสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ ได้ ดังนั้น ความตายจึงไม่ใช่เรื่องลึกลับซับซ้อน แต่เปรียบเสมือนการที่เครื่องจักรชำรุดเสียหายจนใช้งานไม่ได้อีกต่อไป เช่นเดียวกับโคมไฟหรือคอมพิวเตอร์ที่พัง
ภายใต้มุมมองนี้ เคลแกนได้แบ่งการทำงานของร่างกายมนุษย์ออกเป็น 2 ระดับ เพื่อช่วยกำหนดนิยามของความตายให้ชัดเจนขึ้น:
  • การทำงานทางร่างกาย (B-functioning / Bodily functions): หน้าที่พื้นฐานทางชีวภาพ เช่น การหายใจ การเต้นของหัวใจ และการย่อยอาหาร
  • การทำงานทางปัญญา (P-functioning / Person functions): หน้าที่ขั้นสูงของความเป็นบุคคล เช่น ความคิด การใช้เหตุผล ความคิดสร้างสรรค์ และความตระหนักรู้
ในกรณีปกติ ทั้งสองส่วนนี้จะหยุดทำงานไปพร้อมๆ กัน แต่ในกรณีที่ผิดปกติ เช่น ภาวะผักเรื้อรัง (Persistent Vegetative State) ที่การทำงานสองระดับนี้แยกจากกัน นิยามความตายจะขึ้นอยู่กับทฤษฎีตัวตนที่คุณยอมรับ:
  • หากคุณเชื่อในทฤษฎีบุคลิกภาพ (Personality Theory): ตัวตนของคุณคือความคิดและบุคลิกภาพ ดังนั้น คุณจะตายเมื่อสูญเสีย "ความสามารถ" ในการทำหน้าที่ทางปัญญา (P-functioning) อย่างถาวร แม้ว่าร่างกายจะยังคงหายใจอยู่ (B-functioning ยังทำงาน) แต่ในทางปรัชญานี้ถือว่า "ตัวคุณ" ได้ตายไปแล้ว
  • หากคุณเชื่อในทฤษฎีร่างกาย (Body Theory): ตัวตนของคุณคือร่างกาย ดังนั้น คุณจะตายก็ต่อเมื่อร่างกายหยุดทำงานทางชีวภาพ (B-functioning) อย่างถาวรเท่านั้น ในภาวะผักเรื้อรัง คุณจึงยังไม่ตายและยังมีชีวิตอยู่ เพียงแต่คุณ "ไม่ได้อยู่ในสถานะของการเป็นบุคคลอีกต่อไป"
ทั้งนี้ เคลแกนเน้นย้ำว่า ความตายไม่ใช่แค่การหยุดทำงานชั่วคราว (เพราะหากคิดเช่นนั้น เราคงต้อง "ตายและฟื้น" ทุกครั้งที่นอนหลับสนิทโดยไม่ฝันเพื่อพักผ่อน) แต่ความตายคือ การสูญเสีย "ความสามารถ" (Ability) ในการกลับมาทำงานนั้นอีกอย่างถาวร เนื่องจากโครงสร้างสมองได้รับความเสียหายจนไม่สามารถกู้คืนได้แล้ว

2. มุมมองทวินิยม (Dualism): ความตายคือการแยกจากกันของร่างกายและวิญญาณ
สำหรับผู้ที่เชื่อว่ามนุษย์ประกอบด้วยร่างกายและวิญญาณที่เป็นนามธรรมแยกจากกัน ความตายคือ "การตัดขาดความสัมพันธ์" (Severing of the connection) ระหว่างวิญญาณและร่างกาย
เมื่อกระบวนการทางกายภาพดำเนินไปจนถึงจุดที่ร่างกายดับสูญและเน่าเปื่อยไปตามธรรมชาติ วิญญาณซึ่งเป็นเนื้อแท้และศูนย์กลางแห่งตัวตนของคุณจะยังคงอยู่ และมีโอกาสที่จะดำรงอยู่ต่อไปเป็นอมตะในโลกหลังความตาย (เช่น ดินแดนแห่งสัจธรรมหรือสวรรค์ของเพลโต) แม้ว่าในทางปฏิบัติ นักทวินิยมบางกลุ่มก็ยอมรับว่ามีความเป็นไปได้ที่วิญญาณอาจจะสลายไปพร้อมกับร่างกายด้วยเช่นกัน
ทำไมความตายถึงเป็นสิ่งเลวร้ายในมุมมองของ Shelly Kagan?
นมุมมองของ เชลลี เคลแกน (Shelly Kagan) ความตายไม่ได้เป็นสิ่งเลวร้ายในตัวมันเอง (Intrinsically bad) เช่นเดียวกับความเจ็บปวดหรืออาการปวดหัว เพราะเมื่อเราตายไปแล้ว เราจะไม่ดำรงอยู่และไม่มีประสบการณ์ใดๆ ที่จะมารับรู้ความเลวร้ายนั้นได้อีก แต่ความตายเป็นสิ่งเลวร้ายผ่านมุมมองที่เรียกว่า "ทฤษฎีการพรากโอกาส" (Deprivation Account) ซึ่งอธิบายเหตุผลไว้ดังนี้ครับ:
1. ความเลวร้ายในเชิงเปรียบเทียบ (Comparative Bad)
เคลแกนอธิบายว่าสิ่งต่างๆ สามารถเลวร้ายได้ในเชิงเปรียบเทียบผ่าน "ต้นทุนค่าเสียโอกาส" (Opportunity Costs)
  • เขายกตัวอย่างเปรียบเทียบกับการเลือกเปิดซองจดหมายสองซอง หากคุณเลือกซองแรกแล้วได้เงิน 10 ดอลลาร์ ในตัวมันเองก็นับว่าเป็นสิ่งที่ดี แต่ถ้าคุณพบว่าอีกซองหนึ่งมีเงินถึง 1,000 ดอลลาร์ การเลือกซองแรกจะกลายเป็นสิ่งเลวร้ายในเชิงเปรียบเทียบทันที เพราะคุณเสียโอกาสที่จะได้รับสิ่งที่ดีกว่ามาก
  • เช่นเดียวกัน การนอนดูทีวีอยู่บ้านแม้จะเป็นกิจกรรมที่เพลิดเพลิน แต่จะกลายเป็นสิ่งเลวร้ายทันทีหากเปรียบเทียบกับการที่คุณพลาดโอกาสได้ไปร่วมงานปาร์ตี้ที่สนุกสนานกว่ามาก
2. การพรากสิ่งดีๆ ไปจากชีวิต
ความตายเป็นสิ่งเลวร้ายเพราะ มันพราก (Deprives) โอกาสในการมีชีวิตอยู่ และพรากสิ่งดีๆ ทั้งหมดที่ชีวิตจะมอบให้เราได้ หากเรายังมีชีวิตอยู่ต่อไป เมื่อเราตาย เราจะสูญเสียโอกาสในการทำกิจกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการได้อยู่กับคนที่รัก การชมพระอาทิตย์ตกดิน การฟังเพลง หรือการศึกษาปรัชญา ดังนั้น ความตายจึงเลวร้ายต่อตัวผู้ตายโดยตรงจากการสูญเสียสิ่งดีๆ เหล่านี้ไป
3. ความตายไม่ได้เลวร้ายเสมอไป
ภายใต้ทฤษฎีการพรากโอกาสนี้ เคลแกนชี้ว่าความตายจะเลวร้ายก็ต่อเมื่อ "ชีวิตที่เหลืออยู่ข้างหน้า" ของเรามีแนวโน้มที่จะมีสิ่งดีๆ มากกว่าสิ่งเลวร้าย (มีดุลยภาพของชีวิตเป็นบวก) แต่หากชีวิตในอนาคตข้างหน้าต้องเผชิญกับความเจ็บปวดทรมานอย่างแสนสาหัสและไม่มีทางรักษา (เช่น ในผู้ป่วยระยะสุดท้ายที่มีแต่ความทุกข์ทรมาน) การตายก็จะไม่ใช่สิ่งเลวร้ายตามบัญชีนี้ แต่อาจเป็นสิ่งที่ดีเพราะช่วยป้องกันไม่ให้เราต้องเผชิญกับอนาคตที่เลวร้ายนั้น
ดังนั้น ความตายจึงเลวร้ายต่อตัวเรา ไม่ใช่เพราะสภาพหลังความตายนั้นน่ากลัวหรือเจ็บปวด แต่เพราะมัน ตัดตอนอนาคตที่ยังมีโอกาสจะงดงามและมีคุณค่าของเราไปอย่างน่าเสียดาย
ทำไมความตายจึงไม่น่ากลัว
ามมุมมองกายภาพนิยม (Physicalism) ของ เชลลี เคลแกน (Shelly Kagan) มนุษย์เราเป็นเพียงวัตถุทางกายภาพหรือ "เครื่องจักรที่ประกอบขึ้นจากเนื้อ เลือด กระดูก และกล้ามเนื้อ" ซึ่งทำงานประสานกันเพื่อให้เราสามารถคิด รู้สึก และสื่อสารได้ เมื่อเราตาย เครื่องจักรนี้ก็เพียงแค่หยุดทำงานและพังทลายลงไปตามธรรมชาติอย่างถาวร
เหตุผลที่ความตายไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัวภายใต้ระบบคิดแบบกายภาพนิยม มีประเด็นสำคัญดังนี้ครับ:
1. เมื่อเราตาย "ตัวเรา" ก็ไม่มีอยู่อีกต่อไปเพื่อรับความเจ็บปวด (Ceasing to Exist)
สำหรับนักกายภาพนิยม ความตายคือจุดจบของตัวตนเราอย่างสิ้นเชิง เคลแกนเห็นพ้องกับแนวคิดแบบเอพิคิวเรียน (Epicureanism) ที่เปรียบเทียบว่ามนุษย์เป็นเพียงกลุ่มก้อนของอะตอมในความว่างเปล่า (atoms in the void) ที่เคลื่อนที่มาชนกันชั่วคราวและแยกย้ายกระจัดกระจายสลายไปเมื่อตาย เมื่อไม่มีวิญญาณที่เป็นนามธรรมและไม่มีชีวิตหลังความตายอีกต่อไป เราจึงไม่มี "ตัวตน" หลงเหลือไปสัมผัสกับความเจ็บปวด ความเหงา ความมืดมิด หรือความทุกข์ทรมานใดๆ หลังความตายได้อีกเลย ความน่ากลัวของความตายจึงเป็นเพียงจินตนาการและการฉายภาพความกลัวของคนที่ยังมีชีวิตอยู่เท่านั้น
2. ความตายคือ "การนอนหลับพักผ่อน" ที่เหมาะสมตามเวลา
เคลแกนเสนอว่า "ความเป็นอมตะ" (Immortality) หรือการต้องมีชีวิตอยู่ไปตลอดกาลต่างหากที่เป็นสิ่งน่ากลัว เพราะมันจะนำมาซึ่งความเบื่อหน่ายอย่างถึงที่สุดและกลายเป็นเรื่องทรมานในท้ายที่สุด เขาอุปมาว่าความตายก็เหมือนกับการนอนหลับพักผ่อนอย่างสงบเมื่อสิ้นสุดวันอันยาวนาน ซึ่งเป็นเรื่องธรรมชาติที่สมเหตุสมผลและเหมาะสมแล้วเมื่อเวลาของเครื่องจักรนี้มาถึงจุดสิ้นสุด
3. ความตายไม่ได้ลดทอนคุณค่าของสิ่งดีๆ ในปัจจุบัน
ในขณะที่ฝ่ายเชื่อเรื่องจิตวิญญาณมักแย้งว่า หากไม่มีชีวิตหลังความตาย ทุกอย่างในชีวิตนี้ก็จะสูญเปล่าและไร้ความหมาย เคลแกนมองตรงกันข้ามว่า การที่ไม่มี "องก์ที่สอง" (no second act) ยิ่งทำให้สิ่งที่เราทำในปัจจุบันมีค่าและมีความสำคัญสูงสุด เพราะนี่คือชีวิตเดียวและโอกาสเดียวที่เรามีและต้องใช้มันอย่างคุ้มค่า คุณค่าของความรัก มิตรภาพ ศิลปะ ดนตรี และความดีงามในโลกนี้ เป็นสิ่งจริงแท้และมีค่าน่าปรารถนาในตัวเอง โดยไม่จำเป็นต้องรอให้สิ่งเหล่านั้นมีความหมายในระดับสเกลจักรวาลหรือสเกลนิรันดร์เพื่อมาพิสูจน์คุณค่าของมัน
การยอมรับว่าตัวเราเป็นเพียงร่างกายและตระหนักว่าเวลาของเรามีจำกัด จึงไม่ได้ทำให้เราหวาดกลัว แต่ช่วยปลดปล่อยเราให้ใช้ชีวิตเผชิญหน้ากับความจริงอย่างสงบ และมุ่งสร้างคุณค่าในเวลาที่ยังมีอยู่
○เกิดอะไรขึ้นกับคนหลังจากที่พวกเขาตาย?
ในการตอบคำถามว่า "เกิดอะไรขึ้นกับคนหลังจากที่พวกเขาตาย?" ศาสตราจารย์ เชลลี เคลแกน (Shelly Kagan) ได้จำแนกการวิเคราะห์ออกเป็น 3 มุมมองหลักตามแนวคิดทางอภิปรัชญาและประวัติศาสตร์ปรัชญา ดังนี้ครับ:
1. มุมมองกายภาพนิยม (Physicalism) – ทัศนะของศาสตราจารย์เคลแกน
เคลแกนอธิบายว่ามนุษย์เป็นเพียงวัตถุทางกายภาพหรือ "เครื่องจักรชีวภาพที่น่าทึ่ง" เมื่อเครื่องจักรนี้ชำรุดเสียหายจนหยุดทำงานอย่างถาวร นั่นคือจุดจบของตัวตนเราอย่างแท้จริง ซึ่งส่งผลให้เกิดสิ่งต่อไปนี้:
  • ตัวตนดับสูญอย่างสิ้นเชิง (Ceasing to Exist): ความตายคือจุดสิ้นสุดของความเป็นบุคคลและการดำรงอยู่ของเรา โดยไม่มีวิญญาณหลงเหลือหรือชีวิตหลังความตายใดๆ
  • สภาวะภายในกลายเป็น "ความว่างเปล่า" (Nonexistence): สภาพหลังความตายไม่ได้มีความเจ็บปวด ความเหงา หรือความมืดมนใดๆ เพราะ "ตัวเรา" ไม่มีอยู่อีกต่อไปที่จะรับรู้สิ่งเหล่านั้น สภาพนี้เทียบได้กับ "การนอนหลับสนิทในสภาวะที่ไม่มีความฝันใดๆ" หรือสภาพของสิ่งของที่ไม่มีประสบการณ์ภายในเลย เช่น ปากกาลูกลื่นหรือโทรศัพท์มือถือ
  • ร่างกายกลายเป็นศพ (Corpse): หากเรามองผ่าน ทฤษฎีร่างกาย (Body Theory) ร่างกายของเรายังคงดำรงอยู่ต่อไปชั่วคราวในฐานะ "ศพ" แม้ว่าตัวเราจะไม่ได้มีชีวิตอยู่แล้วก็ตาม ก่อนที่ในที่สุดร่างกายจะเน่าเปื่อยย่อยสลายกลายเป็นอะตอมคืนสู่ธรรมชาติและจักรวาล

2. มุมมองทวินิยม (Dualism) – ร่างกายและวิญญาณแยกจากกัน
สำหรับผู้ที่เชื่อว่ามนุษย์ประกอบด้วยสสารทางกายภาพและจิตวิญญาณที่เป็นนามธรรม (Immaterial Soul) สิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังความตายคือ:
  • การตัดขาดความสัมพันธ์ระหว่างกายและจิต: ความตายคือกระบวนการที่สายสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างวิญญาณและร่างกายถูกตัดขาดออกจากกันอย่างถาวร
  • วิญญาณยังคงดำรงอยู่ต่อไป: ร่างกายอาจผุพังและสูญสลายไป แต่วิญญาณที่เป็นนามธรรมซึ่งไม่ใช่สสารจะยังคงดำรงอยู่ต่อไปหลังความตายทางกายภาพ

3. มุมมองของเพลโต (Plato) และโซเครตีส (Socrates)
ในฐานะนักทวินิยม เพลโตเสนอรายละเอียดที่เฉพาะเจาะจงว่าวิญญาณจะเดินทางไปที่ใดต่อหลังจากร่างกายดับสูญ:
  • การเดินทางสู่วิมานแห่งสัจธรรม (Plato's Heaven): วิญญาณที่ผ่านการฝึกฝนแยกตัวออกจากความต้องการทางร่างกายและกิเลสทางโลกมาเป็นอย่างดีในขณะมีชีวิต (เช่น วิญญาณของนักปรัชญา) จะเดินทางขึ้นสู่ดินแดนที่สูงกว่า เพื่อไปอยู่ร่วมกับทวยเทพและครุ่นคิดถึง "แบบอันเป็นนิรันดร์" (Platonic Forms) เช่น ความดีงามหรือความยุติธรรมที่สมบูรณ์แบบ ตลอดไปชั่วนิรันดร์
  • การเวียนว่ายตายเกิด (Reincarnation): ในทางกลับกัน วิญญาณที่ไม่ได้ฝึกฝนตนเองและยังมีจิตใจยึดติดพัวพันกับกิเลสทางกายภาพอย่างหนักหน่วง จะถูกดึงกลับมาเวียนว่ายตายเกิดในร่างใหม่อีกครั้ง หากโชคดีก็อาจเกิดเป็นมนุษย์ แต่หากโชคร้ายก็อาจต้องไปเกิดในร่างของสัตว์ต่างๆ เช่น หมู ลา หรือมด
(หมายเหตุ: แม้เคลแกนจะนำมุมมองเรื่องวิญญาณและแนวคิดของเพลโตมาอธิบายในชั้นเรียนอย่างละเอียด แต่ข้อสรุปส่วนตัวของเขาจากการวิเคราะห์ข้อโต้แย้งทั้งหมดคือ มนุษย์เราไม่มีวิญญาณ และความตายคือจุดจบโดยสมบูรณ์ครับ)
○"วิธีที่ถูกต้อง" ในการรับมือกับความตาย—เราควรกลัวหรือสิ้นหวังกับมันจริงๆ หรือไม่?
"วิธีที่ถูกต้อง" ในการรับมือกับความตายตามแนวคิดทางปรัชญาของศาสตราจารย์ เชลลี เคลแกน (Shelly Kagan) คือ การเผชิญหน้ากับความตายโดยปราศจากความกลัวและปราศจากภาพลวงตา (Face death without fear and without illusion) เคลแกนเสนอว่า ระบบคิดกระแสหลักที่เชื่อว่าเมื่อความตายคือจุดจบของชีวิตแล้ว เราจำเป็นต้องเผชิญหน้ากับมันด้วยความกลัวและสิ้นหวังนั้น เป็นความเข้าใจที่ผิดพลาดตั้งแต่ต้นจนจบ

1. เราควร "กลัว" ความตายจริงๆ หรือไม่?
คำตอบทางปรัชญาคือ เราไม่ควรกลัวความตาย เนื่องจากความกลัวจะสมเหตุสมผลก็ต่อเมื่อเข้าเงื่อนไขสำคัญ 3 ประการ:
  • สิ่งที่กลัวต้องเป็นสิ่งชั่วร้าย (Bad Object): ในมุมมองกายภาพนิยม ความตายคือจุดสิ้นสุดของสติสัมปชัญญะอย่างสมบูรณ์ เมื่อเราตายไปแล้ว "ตัวเรา" จะไม่มีอยู่อีกต่อไปที่จะไปรับรู้ความเจ็บปวด ความมืดมิด หรือความเหงา สภาพหลังความตายจึงไม่ใช่อะไรที่เจ็บปวดหรือเลวร้ายในตัวมันเอง แม้ความตายจะเลวร้ายในแง่ของการพรากโอกาสที่จะได้มีชีวิตที่ดี (Deprivation) แต่นั่นเป็นเพียงการเสียโอกาส ไม่ใช่สิ่งชั่วร้ายทางกายภาพที่ควรค่าแก่การใช้ "อารมณ์กลัว" เพื่อรับมือ
  • ต้องมีความเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้นจริง: (มีโอกาสเกิดไม่เป็นศูนย์)
  • ต้องมีความไม่แน่นอน (Uncertainty): หากเรารู้แน่นอน 100% ว่าสิ่งนั้นจะเกิดขึ้น ความกลัวจะไม่สมเหตุสมผลอีกต่อไป (เช่นเดียวกับที่เราไม่กลัวการตื่นมาพบว่า 2+2=4 หรือไม่กลัวการถูกขโมยคุกกี้ที่โดนขโมยเป็นประจำทุกวันอย่างแน่นอน) ในเมื่อความตายเป็นเรื่องแน่นอน 100% สำหรับมนุษย์ทุกคน การกลัวความตายที่อย่างไรก็เลี่ยงไม่ได้จึงเป็นปฏิกิริยาที่ไม่สมเหตุสมผล
สิ่งเดียวเกี่ยวกับความตายที่มี "ความไม่แน่นอน" และกลัวได้อย่างมีเหตุผลคือ ความไม่แน่นอนว่าเราจะตายเมื่อไหร่ (กลัวการตายก่อนวัยอันควร) แต่สำหรับคนทั่วไปที่มีสุขภาพดี โอกาสที่จะเสียชีวิตกะทันหันในเร็ววันนั้นต่ำมาก ดังนั้น ความตื่นตระหนกหรือหวาดกลัวความตายอย่างรุนแรง (Terror of death) จึงเป็นอารมณ์ที่เกินกว่าเหตุและไม่สมเหตุสมผล

2. เราควร "สิ้นหวัง" กับความตายจริงหรือ?
เราไม่ควรสิ้นหวังกับมันเด็ดขาด โดยเคลแกนชี้ให้เห็นสองมุมมองสำคัญ:
  • เปลี่ยนความสิ้นหวังเป็นความซาบซึ้งใจ (Gratitude): แทนที่จะโกรธแค้นจักรวาลหรือสิ้นหวังที่เราต้องตาย เราควรตระหนักว่าตัวเราโชคดีอย่างมหาศาลเพียงใดที่ได้เกิดมามีชีวิต เคลแกนอ้างคำอุปมาเรื่อง "โคลนนำโชคที่ได้ลุกขึ้นมานั่งมองโลก" (Lucky mud) ของ เคิร์ต วอนเนกัต ที่ระบุว่า อะตอมส่วนใหญ่ในจักรวาลไม่ได้มีโอกาสลุกขึ้นมามีสติสัมปชัญญะ ได้รัก หรือชื่นชมความงามของโลกเลย การได้ใช้ชีวิตแม้เพียงชั่วคราว จึงเป็นเกียรติและของขวัญที่วิเศษสุดแล้ว ก่อนที่เราจะนอนลงหลับไปอีกครั้ง
  • ปฏิเสธความสิ้นหวังในแง่ของ "ความไร้ความหมายระดับจักรวาล": เคลแกนคัดค้านแนวคิดที่ว่า "หากชีวิตต้องสิ้นสุดลงด้วยความตาย และจักรวาลต้องดับสูญไปในอีกหลายพันล้านปีข้างหน้า (Heat Death) การทำความดีและการมีความรักในปัจจุบันจะกลายเป็นเรื่องไร้ค่า" เขายืนยันว่า การที่ทุกอย่างจะสิ้นสุดลงเหมือนกันหมดในบั้นปลาย ไม่ได้แปลว่าทุกอย่างจะมีค่าเท่ากันในปัจจุบัน ความรักและมิตรภาพที่เราส่งมอบให้กันในตอนนี้ มีคุณค่าจริงแท้และเป็นภววิสัยในวินาทีนี้ โดยไม่จำเป็นต้องรอให้มันคงอยู่ชั่วนิรันดร์เพื่อมาพิสูจน์ตัวเอง

3. กลยุทธ์การดำเนินชีวิตใน Light of Death
เมื่อความตายไม่ใช่สิ่งที่ต้องกลัวหรือสิ้นหวัง เคลแกนเสนอว่าเราควรใช้ชีวิตดังนี้:
  1. ใช้ชีวิตด้วยความระมัดระวัง (Being Careful): เนื่องจากเรามีชีวิตเดียวและไม่มีโอกาสแก้ตัวใหม่ (No do-overs) ความตายจึงบังคับให้เราต้องระมัดระวังในการเลือกเป้าหมายชีวิตที่มีคุณภาพ และรอบคอบในการลงมือทำเป้าหมายนั้นให้สำเร็จ เพื่อไม่ให้ต้องมองย้อนกลับมาในภายหลังแล้วพบว่าเราสูญเสียเวลาไปกับสิ่งฉาบฉวยที่ไร้ค่า
  2. รักษาสมดุลของสองคุณค่า (Holding Values in Tension): ผ่านแนวคิดการพกกระดาษ 2 แผ่นไว้ในกระเป๋าเสื้อตลอดเวลา:
    • แผ่นที่หนึ่งเขียนว่า: "ฉันเป็นเพียงฝุ่นผงและเถ้าถ่าน" (เพื่อยอมรับความจริงว่าชีวิตมีจำกัดและต้องดับสูญ)
    • แผ่นที่สองเขียนว่า: "โลกใบนี้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อตัวฉันเอง" (เพื่อตระหนักถึงคุณค่าอันแสนวิเศษของการได้มีชีวิตอยู่และใช้โอกาสนั้นให้เต็มที่)
  3. รักษากาลเทศะในการระลึกถึงความตาย: เราไม่ควรหมกมุ่นคิดถึงความตายตลอดเวลาจนทำลายความสุขในปัจจุบัน (เช่น การคิดถึงสภาพศพขณะกำลังเดตหรือใช้เวลาหวานชื่นกับคนรัก) แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ควรเพิกเฉยหรือปิดหูปิดตาไม่ยอมรับมัน การระลึกถึงความตายในเวลาและสถานที่ที่เหมาะสมจะช่วยเตือนใจให้เราแสดงความรักต่อคนรอบข้างในขณะที่ยังมีโอกาส และเตรียมตัววางแผนเรื่องต่าง ๆ (เช่น เจตนารมณ์ทางการแพทย์ล่วงหน้า) อย่างมีสติและสงบ
○ทำไม "ความกลัวตาย" จึงเพิ่มขึ้นตามอายุ?
การวิเคราะห์เรื่องความกลัวตายภายใต้ระบบคิดของศาสตราจารย์ เชลลี เคลแกน (Shelly Kagan) ชี้ให้เห็นว่าความแตกต่างของอายุมีผลต่อความสมเหตุสมผลของความกลัวตายอย่างมีนัยสำคัญ ผ่านปัจจัยเรื่องความน่าจะเป็น (Probability) และระดับของความสูญเสีย (Deprivation) ดังนี้ครับ:
1. เงื่อนไขความสมเหตุสมผลของความกลัว
เคลแกนอธิบายว่า อารมณ์กลัวจะสมเหตุสมผลก็ต่อเมื่อเข้าเงื่อนไข 3 ประการ คือ:
  1. สิ่งที่กลัวต้องเป็นสิ่งชั่วร้ายหรือสร้างความสูญเสีย
  2. มีโอกาสเกิดขึ้นจริงในระดับที่ไม่สามารถมองข้ามได้ (ไม่ใช่โอกาสเป็นศูนย์หรือน้อยจนแทบไม่มีนัยสำคัญ)
  3. ต้องมีความไม่แน่นอนว่าสิ่งนั้นจะเกิดขึ้นหรือไม่
เนื่องจากสภาพหลังจากที่เราตายไปแล้วนั้นไม่มีประสบการณ์ความเจ็บปวดใดๆ มารองรับ (ตามมุมมองกายภาพนิยม) และความตายเป็นเรื่องที่จะเกิดขึ้นแน่นอน 100% กับทุกคน สิ่งเดียวเกี่ยวกับความตายที่สมเหตุสมผลจะกลัวจึงไม่ใช่การตายไปแล้ว แต่คือ "การตายเร็วเกินไป" (Dying too soon) หรือการตายก่อนเวลาอันควรเนื่องจากความไม่แน่นอนว่าเวลาชีวิตของเราจะสิ้นสุดลงเมื่อไหร่

2. ความแปรผันของความกลัวตามช่วงอายุ
  • ในวัยหนุ่มสาว (เช่น อายุ 20 ปี): หากคนในวัยนี้เสียชีวิตกะทันหัน ความสูญเสียในเชิงเปรียบเทียบจะสูงมาก เพราะพวกเขาถูกพรากโอกาสที่จะมีชีวิตที่ดีไปอีกหลายทศวรรษ แต่ในทางสถิติ โอกาสที่คนหนุ่มสาวสุขภาพดีจะเสียชีวิตในอีก 5 หรือ 10 ปีข้างหน้านั้นต่ำมากจนแทบไม่มีนัยสำคัญ เมื่อเงื่อนไขด้าน "โอกาสที่จะเกิดขึ้นจริง" (เงื่อนไขข้อที่ 2) ต่ำมากเช่นนี้ เคลแกนจึงมองว่าการมีความกลัวตายอย่างมากในวัยหนุ่มสาวเป็นเรื่องที่ไม่สมเหตุสมผล
  • เมื่ออายุเพิ่มมากขึ้น: แม้ว่าระดับของความสูญเสียโอกาสจะลดน้อยลง (เพราะคนอายุมากเหลืออนาคตให้ความตายพรากไปน้อยกว่าคนหนุ่มสาว) แต่โอกาสหรือความน่าจะเป็นที่จะเสียชีวิตในช่วงเวลาอันใกล้จะค่อยๆ เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องตามอายุขัย สถิติที่เปลี่ยนไปนี้ทำให้เงื่อนไขด้าน "โอกาสที่จะเกิดขึ้นจริง" เริ่มมีน้ำหนักมากขึ้นเรื่อยๆ จนไม่สามารถมองข้ามได้เหมือนตอนเป็นวัยรุ่น จึงเป็นเหตุผลทางอภิปรัชญาที่อธิบายว่าทำไมระดับความกังวลหรือการตระหนักรู้ถึงความตายที่ใกล้เข้ามาจึงเพิ่มขึ้นตามวัย

3. ข้อสังเกตของเคลแกน: ความกลัวที่มากเกินไปก็ยังไม่สมเหตุสมผล
แม้โอกาสเสียชีวิตจะเพิ่มขึ้นตามอายุ แต่เคลแกนเน้นย้ำว่า ความกลัวจนตื่นตระหนก (Terror of death) ก็ยังคงเป็นอารมณ์ที่เกินกว่าเหตุอยู่ดี เพราะแม้แต่หญิงชราที่มีอายุถึง 80 ปี ก็ยังมีโอกาสทางสถิติที่จะรอดชีวิตและมีชีวิตอยู่ต่อไปจนถึงปีหน้าสูงถึงกว่า 90% ดังนั้น การตื่นตระหนกตกใจราวกับว่าความตายจะมาเยือนในวินาทีข้างหน้าตลอดเวลาในวัยชราจึงยังเป็นปฏิกิริยาที่ไม่สมเหตุสมผลทางปรัชญา
○อายุขัยที่เหลืออยู่—คุณอยากรู้หรือไม่? หรือไม่?

○ทำไม "ความเป็นอมตะ" จึงไม่ทำให้ผู้คนมีความสุข
ศาสตราจารย์ เชลลี เคลแกน (Shelly Kagan) เห็นพ้องกับแนวคิดของนักปรัชญา เบอร์นาร์ด วิลเลียมส์ (Bernard Williams) ที่โต้แย้งว่า "ความเป็นอมตะ" (Immortality) หรือการมีชีวิตอยู่ตลอดกาล ไม่ได้ทำให้มนุษย์มีความสุข แต่จะกลับกลายเป็นฝันร้ายอันทรมานในที่สุด โดยเคลแกนได้จำแนกเหตุผลทางปรัชญาออกเป็น 3 ประเด็นหลักดังนี้ครับ:
1. ปัญหาความเบื่อหน่ายอย่างถึงที่สุด (The Tedium of Immortality)
คำว่า "ตลอดกาล" (Forever) เป็นช่วงเวลาที่ยาวนานไม่มีที่สิ้นสุด. เคลแกนชี้ว่า ไม่มีกิจกรรมใดในโลกที่มนุษย์จะสามารถทำซ้ำๆ ตลอดกาลแล้วยังคงมีความสุขได้:
  • แม้จะเป็นสิ่งที่เราโปรดปรานมากในปัจจุบัน เช่น การกินอาหารไทยจานโปรด, การกินช็อกโกแลตชั้นเลิศ, การเล่นต่ออักษรไขว้ หรือแม้กระทั่งการเรียนคณิตศาสตร์และปรัชญาที่ลึกซึ้ง หากต้องทำสิ่งเหล่านั้นติดต่อกันเป็นเวลาหลายล้านล้านปี ในที่สุดมันจะหมดความท้าทายและไม่เหลือ "สิ่งใหม่ภายใต้ดวงอาทิตย์" อีกต่อไป.
  • แม้จะพยายามแก้ปัญหาโดยการเปลี่ยนสายอาชีพหรือกิจกรรมทุกๆ 100 ปี (เช่น ศตวรรษแรกศึกษาปรัชญา ศตวรรษต่อมาเรียนคณิตศาสตร์ วาดภาพสีน้ำ หรือท่องเที่ยวรอบโลก) แต่เมื่อเวลาผ่านไปเป็นออนันต์ วงจรเหล่านี้ก็จะย้อนกลับมาซ้ำเดิมจนกลายเป็นความจำเจที่น่าเบื่อหน่ายและทรมานอยู่ดี.

2. มนุษย์ไม่ใช่หนู: ปัญหาการสะท้อนคิดระดับสูง (The Pleasure Machine Dilemma)
หากมีข้อเสนอให้เราหลีกเลี่ยงความเบื่อหน่ายด้วยการสวม "เครื่องกระตุ้นความสุข" (Orgasmatron) ที่สามารถส่งกระแสไฟฟ้ากระตุ้นศูนย์ควบคุมความสุขในสมองให้เราได้รับความฟินสูงสุดตลอดเวลา เหมือนกับหนูทดลองที่คอยกดคานเพื่อกระตุ้นสมองตัวเองไปเรื่อยๆ:
  • เคลแกนมองว่ากลวิธีนี้อาจใช้ได้ผลกับหนู แต่ใช้ไม่ได้ผลกับมนุษย์. เนื่องจากมนุษย์มีความสามารถในการสะท้อนคิดระดับสูง (Meta-reflection) คือการถอยออกมามองและประเมินประสบการณ์ของตัวเอง.
  • เมื่อเวลาผ่านไปสักระยะ มนุษย์ที่อยู่ในเครื่องจะเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่า "นี่คือทั้งหมดของชีวิตจริงๆ หรือ?" คำถามเชิงการดำรงอยู่นี้จะคอยกัดเซาะและทำลายความสุขทางกายภาพนั้นลงในที่สุด.
  • หากจะทำให้เรามีความสุขกับเครื่องนี้ได้ตลอดกาล เราจำเป็นต้องยอมโดนผ่าตัดสมอง (Lobotomy) เพื่อทำลายสติปัญญาและการสะท้อนคิด เพื่อให้เรากลายสภาพเป็นเพียงสิ่งมีชีวิตระดับต่ำอย่างหนูทดลอง. ซึ่งการสูญเสียความเป็นมนุษย์เช่นนี้ เคลแกนถือว่าเป็นบทลงโทษที่โหดร้าย ไม่ใช่ของขวัญอันล้ำค่าที่คนที่มีสติสัมปชัญญะในปัจจุบันจะปรารถนา.

3. ทางสองแพร่งของเมธูเสลา: ความเบื่อหน่าย VS การสูญเสียตัวตน (The Methuselah Dilemma)
เพื่อแก้ปัญหาความเบื่อหน่ายโดยไม่ต้องลดสติปัญญาลง บางคนอาจเสนอให้ใช้กลไกความจำเสื่อมเป็นระยะ (Progressive Amnesia) และการเปลี่ยนรสนิยมความชอบอย่างสุดขั้วไปเรื่อยๆ ตามกาลเวลา (เช่น ทุกๆ แสนปีจะลบความจำช่วงก่อนหน้าออกไป และเปลี่ยนนิสัยใจคอไปโดยสิ้นเชิง):
  • กรณีนี้เรียกว่า "คดีเมธูเสลา" (Methuselah Case). เคลแกนชี้ว่า หากตัวตนของเราในอีก 500,000 ปีข้างหน้า ไม่มีหลงเหลือความทรงจำ รสนิยม ความชอบ ค่านิยม หรือความผูกพันใดๆ กับตัวเราในปัจจุบันเลย แม้ในทางอภิปรัชญาคนๆ นั้นจะเป็นคนเดียวกับเรา แต่เราในปัจจุบันจะรู้สึกว่า "แล้วมันเกี่ยวอะไรกับฉัน? (Who cares?)".
  • สิ่งสำคัญที่เราต้องการจากการมีชีวิตอยู่ต่อไม่ใช่เพียงแค่การดำรงอยู่ทางชีวภาพ (Mere survival) แต่คือการคงอยู่ของตัวตนที่มีบุคลิกภาพและความเป็นคนคล้ายเดิม (Similarity of personality).
  • ดังนั้น ความเป็นอมตะจึงสร้างทางสองแพร่งที่ไม่มีทางออกที่ดี:
    1. หากเรายังคงเป็นตัวตนเดิมที่มีความจำและนิสัยเดิม เราจะต้องเผชิญกับความเบื่อหน่ายอย่างเป็นอนันต์.
    2. หากเราลบความทรงจำและเปลี่ยนนิสัยเพื่อหนีความเบื่อ คนที่อยู่รอดชั่วนิรันดร์นั้นก็ไม่ใช่ตัวเราที่เราแคร์อีกต่อไป.

บั้นปลาย: ทางออกของชีวิตที่ดีที่สุด
ด้วยเหตุนี้ เคลแกนจึงสรุปว่า "ความตาย" ไม่ใช่ศัตรู แต่เป็นสิ่งช่วยปกป้องเราจากฝันร้ายชั่วนิรันดร์ของการเป็นอมตะ.
ชีวิตที่ดีและน่าปรารถนาที่สุดไม่ใช่การอยู่ไปตลอดกาล แต่คือการได้ใช้ชีวิตยาวนานตราบเท่าที่เรายังคงต้องการ และสามารถจบชีวิตลงอย่างสงบได้เมื่อเราพึงพอใจและเติมเต็มกับสิ่งดีๆ ในชีวิตแล้ว (To live until satisfied) ดังอุปมาเรื่องสวรรค์ในนวนิยายของจูเลียน บาร์นส์ (Julian Barnes).
○จริงหรือไม่ที่ "ทุกคนตายอย่างโดดเดี่ยว"?
ในชั้นเรียนและหนังสือปรัชญาว่าด้วยความตาย ศาสตราจารย์ เชลลี เคลแกน (Shelly Kagan) ได้วิเคราะห์ประโยคทองยอดนิยมที่ว่า "ทุกคนตายอย่างโดดเดี่ยว" (Everyone dies alone) ไว้อย่างเผ็ดร้อนและเฉียบคม โดยเขาประกาศเลยว่าคำกล่าวนี้เป็น "เรื่องเหลวไหล ไร้สาระ" (Nonsense) ที่ผู้คนมักพูดต่อๆ กันไปเองโดยไม่ได้หยุดคิดและไตร่ตรองความหมายของมันให้ลึกซึ้งเลยแม้แต่น้อย
เคลแกนได้ชวนผู้เรียนมาถอดรหัสและพิสูจน์คำกล่าวนี้ผ่านแว่นขยายทางปรัชญา โดยแบ่งแยกการตีความออกเป็นมิติต่างๆ และแสดงให้เห็นว่าคำกล่าวนี้สอบตกในทุกแง่มุม ดังนี้ครับ:
1. การตีความเชิงกายภาพ: การตายโดยไม่มีผู้อื่นอยู่ร่วมในห้อง
หากคำว่า "โดดเดี่ยว" หมายถึงการสิ้นลมหายใจโดยไม่มีใครอยู่ข้างๆ ในทางกายภาพ คำกล่าวนี้ ไม่เป็นความจริงอย่างเห็นได้ชัด
  • ข้อพิสูจน์หักล้าง: เคลแกนยกตัวอย่างวาระสุดท้ายของโซเครตีส (Socrates) ที่ดื่มยาพิษเฮมล็อกและค่อยๆ สิ้นใจไปท่ามกลางการห้อมล้อมของมิตรสหายและเหล่าสาวกที่คอยเฝ้าดูและพูดคุยด้วยจนวินาทีสุดท้าย โซเครตีสจึงไม่ได้เผชิญหน้ากับความตายตามลำพังในห้องอย่างแน่นอน รวมถึงมนุษย์อีกนับล้านในประวัติศาสตร์ที่จากไปท่ามกลางครอบครัวอันอบอุ่น
2. การตีความเชิงสถานการณ์: การเป็นคนเดียวที่กำลังตาย ณ ขณะนั้น
หากหมายความว่า แม้จะมีคนห้อมล้อมเตียงนอนอยู่มากมาย แต่เราก็เป็น "คนเดียวที่กำลังตาย" ส่วนคนรอบข้างไม่ได้ตายไปด้วย คำกล่าวนี้ก็ ไม่จริงอีกเช่นกัน
  • ข้อพิสูจน์หักล้าง: บนสนามรบสงคราม มีทหารอย่างโจนส์และสมิธนอนพะงาบๆ และกำลังจะสิ้นลมหายใจเคียงข้างกันในเวลาเดียวกัน ดังนั้นพวกเขาจึงไม่ได้เผชิญหน้ากับความตายตามลำพังในแง่ของเหตุการณ์
3. การตีความเชิงกิจกรรม: ความตายไม่ใช่สิ่งที่ทำร่วมกันได้ (Joint Undertaking)
บางคนอาจแย้งว่า ความตายไม่ใช่ "กิจกรรมร่วม" เหมือนกับการจับมือเพื่อนเดินไปห้องสมุด หรือการเล่นดนตรีในวงควอเตต (String Quartet) ที่มีการประสานงานร่วมมือกันเพื่อเป้าหมายเดียว
  • ข้อพิสูจน์หักล้าง: แม้จะพบน้อย แต่กิจกรรมความตายร่วมกันนั้นมีอยู่จริง เช่น "การทำสัญญาฆ่าตัวตายร่วมกันเป็นกลุ่ม" (Suicide Pacts) หรือคู่รักที่ตัดสินใจกระโดดหน้าผาไปพร้อมๆ กันเพื่อจบชีวิตด้วยกัน สิ่งเหล่านี้คือกิจกรรมความตายที่ถูกวางแผน ประสานงาน และลงมือทำร่วมกันอย่างเป็นระบบ จึงไม่อาจบอกว่าพวกเขาตายอย่างโดดเดี่ยวได้
4. การตีความเชิงอัตลักษณ์: "ไม่มีใครมาตายแทนฉันได้"
หลายคนมักยกคำกล่าวทำนองว่า "ไม่มีใครเดินทางเข้าสู่ความว่างเปล่าร่วมกับคุณได้" หรือไม่มีใครรับบทบาทความตายแทนเราได้ แม้เราจะยกตัวอย่างกรณีการเสียสละชีวิตแทนกัน เช่น ซิดนีย์ คาร์ตัน (Sydney Carton) ในวรรณกรรม A Tale of Two Cities ที่ยอมขึ้นกิโยตินแทนชายอื่นเพื่อให้หญิงที่รักสมหวัง ตัวคาร์ตันก็ยังคงตาย "ความตายของตัวเอง" ไม่ใช่ความตายของคนอื่นอยู่ดี
  • จุดหักมุมของเคลแกน: เคลแกนชี้ว่า หากเราตีความเช่นนี้ มันก็เป็นเรื่องจริงแท้ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่มัน "ไม่น่าสนใจและไม่ได้ให้ข้อคิดที่ลึกซึ้งใดๆ เกี่ยวกับความตายเลย" เพราะนี่เป็นเพียง กฎทางไวยากรณ์ขั้นพื้นฐานของคำสรรพนามแสดงความเป็นเจ้าของว่า "ของฉัน" (My) เท่านั้น
  • ในโลกนี้ไม่มีใครทำกิจกรรมอะไร "แทนฉัน" ได้เลย เช่น ไม่มีใครตัดผมแทนฉันได้ (ต่อให้จ้างคนอื่นไปตัดผม สุดท้ายผมที่ร่วงก็คือผมของเขา ไม่ใช่ผมของฉัน) ไม่มีใครเอาคัดนิ่วในไตออกแทนฉันได้ และไม่มีใครทานอาหารเที่ยงแทนฉันได้ ความจริงที่ว่าไม่มีใครตายความตายของเราแทนเราได้ จึงไม่ได้สะท้อนธรรมชาติอันพิเศษเฉพาะตัวของความตายเลย เพราะกิจกรรมอื่นๆ ในชีวิตก็มีลักษณะไวยากรณ์แบบนี้เช่นเดียวกัน
5. การตีความเชิงจิตวิทยา: ความรู้สึกแปลกแยกและโดดเดี่ยวภายในใจ (Psychological Loneliness)
การตีความที่ฟังดูจับใจที่สุดคือ ความตายคืออุปมาอุปไมยถึงสภาวะจิตใจอันโดดเดี่ยว แปลกแยก และอ้างว้างเดี่ยวดายลึกๆ ในตอนที่รู้ตัวว่าต้องจากโลกนี้ไป เช่น ตัวละครอีวาน อิลยิช (Ivan Ilyich) ในวรรณกรรมของตอลสตอย ที่รู้สึกเหงาและแปลกแยกจากคนรอบข้างอย่างหนักเมื่อความตายคืบคลานเข้ามา แต่เคลแกนชี้ว่า สภาวะนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นกับมนุษย์ทุกคน:
  • คนที่หัวใจวายขณะนอนหลับสนิท หรือคนที่คุยโทรศัพท์หัวเราะกับเพื่อนสนุกๆ แล้วถูกรถชนตายทันที พวกเขาไม่ได้รู้สึกแปลกแยก อ้างว้าง หรือทนทุกข์กับความเหงาในสภาวะจิตใจขณะตายเลยแม้แต่น้อย
  • ผู้ที่รู้ตัวว่าจะตายแต่ไม่ได้เหงา: แม้แต่คนที่รู้ตัวว่าจะตายอย่าง โซเครตีส ก็ยังคงนอนคุยปรัชญาอย่างสงบและไม่แปลกแยกกับมิตรสหายจนนาทีสุดท้าย หรือ เดวิด ฮูม (David Hume) นักปรัชญาชื่อดังที่เผชิญหน้ากับความตายด้วยอารมณ์ขันและชอบเชิญชวนผู้คนมานั่งคุยรอบเตียงผู้ป่วยอย่างอบอุ่นและรื่นเริงจนถึงวันสุดท้าย โดยไม่มีร่องรอยของความรู้สึกแปลกแยกโดดเดี่ยวหลงเหลืออยู่เลย

บทสรุปทางปรัชญา: ดังนั้น คำกล่าวที่ว่า "ทุกคนตายอย่างโดดเดี่ยว" จึงเป็นเพียงวาทกรรมทางจิตวิทยาหรือภาษาเชิงกวีที่ฟังดูสวยหรู แต่เมื่อนำมาตรวจสอบด้วยเหตุผล ตรรกศาสตร์ และความเป็นจริงของมนุษย์แล้ว มันไม่ใช่สัจนิรันดร์ ไม่ใช่ข้อเท็จจริงสากล และไม่ได้บอกความจริงอันลึกซึ้งใดๆ เกี่ยวกับความตายเลยครับ
○เมื่อใดและภายใต้สถานการณ์ใดที่การฆ่าตัวตายเป็นสิ่งที่ยอมรับได้?

○ความตายสอนเราอย่างไรให้เพิ่ม "คุณค่าของชีวิต"
ในแง่ปรัชญาของศาสตราจารย์ เชลลี เคลแกน (Shelly Kagan) ความตายไม่ใช่สิ่งที่คอยทำลายล้างความหมายของชีวิต แต่ความตายคือสิ่งสำคัญที่สุดที่ช่วยขับเน้นและเพิ่ม "คุณค่าของชีวิต" (Value of Life) ให้ปรากฏเด่นชัดขึ้นในปัจจุบันผ่านแง่คิดสำคัญต่างๆ ดังนี้ครับ:
1. ความตายทำให้ "เวลาชีวิต" กลายเป็นทรัพยากรที่ขาดแคลนและมีค่าสูงสุด
หากเรามีชีวิตอยู่ตลอดไปเป็นอมตะ ความผิดพลาดหรือความล้มเหลวในการทำสิ่งต่างๆ จะไม่มีน้ำหนักทางคุณค่ามากนัก เพราะเราจะมีโอกาสแก้ตัวหรือเริ่มต้นใหม่ได้เสมอ (No do-overs) แต่เนื่องจากมนุษย์เราต้องตาย และเวลาชีวิตของเรานั้นแสนสั้นเมื่อเทียบกับเป้าหมายและสิ่งดีๆ มากมายที่มีอยู่บนโลกใบนี้ ความตายจึงบีบบังคับให้เราต้องดำเนินชีวิตด้วยความระมัดระวังเป็นพิเศษ (Being Careful):
  • ระมัดระวังในการเลือกเป้าหมาย (Careful in our aims): เพื่อคัดสรรเฉพาะสิ่งที่มีคุณค่าแท้จริงเข้ามาในชีวิต
  • ระมัดระวังในการลงมือทำ (Careful in our execution): เพื่อใช้โอกาสและเวลาจำกัดที่มีอยู่สร้างเป้าหมายนั้นให้สำเร็จโดยไม่ปล่อยให้เวลาสูญเสียไปเปล่าๆ

2. ความตายทำหน้าที่เป็นแว่นขยายที่ขับเน้น "สิ่งสำคัญที่สุด" ให้เด่นชัด
เคลแกนและคู่สนทนา ดร. ลิเดีย ดักเดล ชี้ว่า "ความตระหนักรู้ในความจำกัดของเวลาชีวิต" (Finitude/Mortality) จะช่วยเร่งเร้าให้เรามองเห็นว่าอะไรคือสิ่งที่มีค่าต่อเราอย่างแท้จริง สังเกตได้จากผู้ที่เคยผ่านประสบการณ์เฉียดตายหรือเฉียดพ้นจากโรคร้าย พวกเขาเกือบทั้งหมดมักเปลี่ยนวิถีชีวิตและลำดับความสำคัญของเป้าหมายในทันที โดยหันมาให้เวลากับครอบครัว เลิกใส่ใจกับการแก่งแย่งทางโลก ความตายจึงสอนให้เราตระหนักว่า อย่ารอจนถึงวาระสุดท้ายบนเตียงผู้ป่วยเพื่อบอกรักหรือขอบคุณคนสำคัญ แต่ให้รีบแสดงความซาบซึ้งและกตัญญูต่อผู้คนในชีวิตตั้งแต่วินาทีปัจจุบัน

3. การไม่มี "องก์ที่สอง" ช่วยยกระดับความสำคัญของโลกใบนี้ให้ถึงที่สุด
ภายใต้มุมมองแบบกายภาพนิยมที่เชื่อว่าความตายคือจุดจบโดยสมบูรณ์และไม่มีชีวิตหลังความตาย ทัศนะนี้ไม่ได้นำไปสู่ความสิ้นหวัง แต่เป็นสิ่งผลักดันให้เราเห็นว่า "โลกปัจจุบันนี้คือสิ่งสำคัญเพียงหนึ่งเดียวและทั้งหมดที่เรามี" เมื่อไม่มีชีวิตหลังความตายมารองรับ คุณค่าของความรัก มิตรภาพ และความดีงามในโลกปัจจุบันจึงจริงแท้และงดงามในตัวเองทันทีโดยไม่ต้องรอให้สิ่งเหล่านั้นคงอยู่ชั่วนิรันดร์เพื่อมาพิสูจน์ตัวเอง เคลแกนเปรียบเปรยว่าจักรวาลอาจเป็นธรรมชาติที่มืดมนและไม่แยแสเรา แต่ทุกครั้งที่เรามีความรักหรือสร้างความเข้าใจให้แก่กัน เรากำลังสร้าง "จุดแสงสว่างเล็กๆ" ท่ามกลางความมืดมิดนั้น และช่วยทำให้จักรวาลนี้งดงามขึ้นในเวลาที่เรายังมีลมหายใจ

4. มุ่งเน้นไปที่ "จุดสูงสุด" ของชีวิตมากกว่าความยาวนาน
ความตายสอนให้เราไม่ติดกับดักว่า "ยิ่งอายุยืนยาวเท่าไหร่ยิ่งดี" เคลแกนเสนอว่าสิ่งสำคัญกว่าการนับจำนวนวันเวลาคือการสร้าง "จุดสูงสุด" (Peaks/Heights) ของชีวิต เขายกบทกวีของ เฮิลเดอร์ลิน (Hölderlin) ที่สะท้อนว่า หากเราได้อุทิศตนสร้างสรรค์สิ่งที่มีคุณค่าหรือบรรลุเป้าหมายที่จริงแท้และงดงามได้สำเร็จ แม้จะเป็นเพียงแค่ช่วงระยะเวลาสั้นๆ ชีวิตนั้นก็ถูกเติมเต็มจนไม่มีสิ่งใดให้ต้องเสียดายอีกแล้ว ดังคำที่ว่า "ครั้งหนึ่งเคยใช้ชีวิตดั่งเทพเจ้า ก็ไม่มีสิ่งใดต้องการอีกแล้ว"

5. การรักษาสมดุลของคุณค่าผ่าน "กระดาษสองแผ่น"
เพื่อที่จะดำเนินชีวิตให้มีความหมายภายใต้เงาแห่งความตาย เคลแกนชี้ว่าเราต้องเรียนรู้ที่จะรักษาสมดุลของคุณค่าที่ขัดแย้งกัน (Holding values in tension) ผ่านอุปมาอุปไมยของการพกกระดาษ 2 แผ่นไว้ในกระเป๋าเสื้อเสมอ:
  • กระดาษแผ่นที่หนึ่งเขียนว่า: "ฉันเป็นเพียงฝุ่นผงและเถ้าถ่าน" เพื่อย้ำเตือนตัวเองถึงความตาย ความไม่จีรัง และความอ่อนน้อมถ่อมตน
  • กระดาษแผ่นที่สองเขียนว่า: "โลกใบนี้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อตัวฉันเอง" เพื่อกระตุ้นให้ระลึกถึงโอกาสอันวิเศษสุดของการมีสติปัญญา มีความรู้สึก และมีความรักในปัจจุบัน
🩺 ดร. ลิเดียซึ่งเป็นแพทย์ ได้พูดคุยเชิงลึกกับเคลแกนไว้อย่างน่าสนใจเกี่ยวกับเรื่อง "การยื้อชีวิตด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่มากเกินจำเป็น" (Over-medicalization) ในโรงพยาบาลปัจจุบัน ซึ่งบางครั้งกลับไปทำลายคุณค่าและศักดิ์ศรีของช่วงเวลาสุดท้าย
ความเป็นไปได้กับความตาย
ความสัมพันธ์ระหว่าง "ความตาย" และ "ความเป็นไปได้" (Likelihood/Probability) มีผลอย่างยิ่งต่อระนาบของ "ความเสียใจหรือความเสียเสียดายที่สมเหตุสมผล" (Rational Regret) ซึ่งศาสตราจารย์ เชลลี เคลแกน (Shelly Kagan) ได้วิเคราะห์ประเด็นนี้ผ่านโครงสร้างทางตรรกะและแบบจำลองกราฟเพื่ออธิบายความรู้สึกของเรา ดังนี้ครับ:
1. ตรรกะเรื่อง "ความเป็นไปได้" กับ "ระดับความเสียดาย"
ในทัศนะของเคลแกน ความตายคือสิ่งเลวร้ายเพราะมันคือ "การพรากโอกาส" (Deprivation Account) ในการได้รับสิ่งดีๆ ที่ชีวิตจะมอบให้เราต่อไป แต่คำถามคือ ทำไมเราถึงไม่รู้สึกเสียดายหรือเสียใจกับ "สิ่งดีๆ ทุกอย่างในโลกที่เราไม่ได้ครอบครอง"?
  • เปรียบเทียบกับกรณี "ตะเกียงวิเศษ" หรือ "เงินล้านจากบิล เกตส์": การค้นพบตะเกียงวิเศษหรือการที่บิล เกตส์จะสุ่มเขียนเช็คเงินล้านดอลลาร์ให้เราในวันนี้เป็นสิ่งที่ดีงามอย่างมาก แต่การที่เราไม่ได้รับสิ่งเหล่านั้นในวันนี้ ไม่ได้ทำให้เราต้องมานั่งร้องไห้หรือเสียใจ เพราะความเป็นไปได้ (Likelihood) ที่มันจะเกิดขึ้นนั้นต่ำมากจนแทบเป็นศูนย์ หรือเป็นโลกคู่ขนานที่อยู่ห่างไกล (Remote possible world) เกินกว่าที่เราจะนำมาคิดคำนวณเป็นความสูญเสียจริง
  • เปรียบเทียบกับกรณี "การเฉียดฉิว" (Near Miss): ในทางกลับกัน หากบิล เกตส์ ประกาศว่าจะแจกเงินให้ทุกคนในห้องที่เรานั่งอยู่ยกเว้นเราเพียงคนเดียว ความเป็นไปได้ที่เราจะได้รับเงินนั้นสูงมาก แต่เรากลับพลาดไปอย่างฉิวเฉียด กรณีเช่นนี้จะทำให้เกิด "ความเสียดายที่สมเหตุสมผล" อย่างมหาศาล เพราะโลกคู่ขนานที่เราจะได้รับเงินนั้นอยู่ใกล้เคียงกับความจริงมาก
  • ดังนั้น ระดับของความเป็นไปได้จึงทำหน้าที่เป็น "ตัวลดทอน" (Discounting Factor) ต่อความเสียใจของเรา ยิ่งความเป็นไปได้ต่ำมากเท่าไหร่ ความเสียใจที่สมเหตุสมผลก็ยิ่งต้องลดทอนลงไปตามสัดส่วนเท่านั้น

2. หากความตายหลีกเลี่ยงไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ ทำไมเราจึงยังเสียดายชีวิต?
ตรรกะเรื่องระดับความเป็นไปได้ข้างต้น นำไปสู่ข้อคัดค้านสำคัญ: หากความตายเป็นเรื่องแน่นอน 100% และไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้เลยในชีวิตมนุษย์ (ความเป็นไปได้ที่จะไม่ตายคือศูนย์) การสูญเสียโอกาสชีวิตจากการตายก็ไม่ควรเป็นสิ่งที่น่าเสียใจหรือน่าเสียดายเลยใช่หรือไม่?
เคลแกนเสนอทางออกเพื่ออธิบายและพยุงทฤษฎีการพรากโอกาสไว้ด้วยแนวคิดที่ว่า "ความตายนั้นหลีกเลี่ยงไม่ได้ก็จริง แต่ 'ช่วงเวลาที่เราตาย' นั้นไม่ใช่เรื่องแน่นอน" (When we die is not inevitable):
  • การตายก่อนวัยอันควร (เช่น อายุ 25 หรือ 50 ปี): แม้ความตายจะเลี่ยงไม่ได้ในบั้นปลาย แต่เมื่อเราเสียชีวิตในวัยนี้ มันไม่ใช่เรื่องจำเป็นทางชีวภาพว่าเราต้องตายตอนนั้น ในโลกความเป็นจริง เรามี "ความเป็นไปได้สูงมาก" (High probability) ที่จะมีชีวิตอยู่ต่อจนถึงอายุ 80 หรือ 90 ปีเพื่อทำสิ่งดีๆ อีกมากมาย การตายในวัยหนุ่มสาวจึงเปรียบเสมือน "การเฉียดฉิว" (Near Miss) ที่พลาดโอกาสทองของชีวิตไปอย่างน่าเสียดาย ส่งผลให้เกิดความเสียดายและเสียใจอย่างรุนแรงและสมเหตุสมผล
  • การตายในวัยชรา (เช่น อายุ 90 หรือ 100 ปี): เมื่อเรามีอายุขัยที่มากขึ้น ความน่าจะเป็นและโอกาสทางชีวภาพที่จะมีชีวิตรอดต่อไปยาวนานกว่านั้นจะค่อยๆ ลดต่ำลงจนเข้าใกล้ศูนย์ตามขีดจำกัดทางธรรมชาติในปัจจุบัน ดังนั้นเมื่อความตายมาเยือนในวัยนี้ ความเป็นไปได้ที่จะอยู่ต่ออย่างไร้โรคภัยจึงเหลือน้อยมาก ระดับของความเสียดายที่สมเหตุสมผลจึงค่อยๆ ลดน้อยลงและจางหายไปเอง (Peter out) เพราะเราไม่ได้เฉียดฉิวกับโอกาสที่จะได้ชีวิตที่ดีอีกต่อไปแล้ว

3. ทฤษฎีเศษส่วนความรู้สึกที่หลงเหลือ (Residue View)
นอกจากนี้ เคลแกนยังได้นำเสนอแนวคิดของ "ทฤษฎีเศษส่วนความรู้สึกที่หลงเหลือ" (Residue View) เพื่ออธิบายกรณีสุดขั้ว ทฤษฎีนี้เสนอว่า แม้ว่าสิ่งดีๆ บางอย่างจะเป็นไปไม่ได้อย่างสิ้นเชิงในโลกกายภาพ (เช่น การใช้ชีวิตที่เป็นอมตะร้อยปีพันปีโดยสุขภาพดีแข็งแรงร้อยเปอร์เซ็นต์) แต่ตราบใดที่สิ่งนั้นเป็น "สิ่งที่ดีงามอย่างยิ่งยวด" (Very large good) ก็ยังคงสมเหตุสมผลที่เราจะมี "ความรู้สึกเสียดายหลงเหลืออยู่ลึกๆ" (Residual Regret) บ้าง แม้ว่าโอกาสความเป็นไปได้จริงจะเป็นศูนย์ก็ตาม
ด้วยเหตุนี้ "ความเป็นไปได้" จึงมีอิทธิพลโดยตรงในการกำหนดและควบคุมพิกัดของความเสียใจ หากเรารู้จักปรับมุมมองตามระดับความเป็นไปได้ที่สมเหตุสมผลนี้ มันจะช่วยให้เรายอมรับและเข้าใจความโศกเศร้าของการสูญเสียได้อย่างเป็นระบบและสงบขึ้นครับ
ส่วน "ครึ่งแรก" ที่ต้องตัดออกในฉบับย่อ:
• ทฤษฎีทวิภาวะและทฤษฎีกายภาพ
• "วิญญาณ" มีอยู่จริงหรือไม่?

• ข้ออ้างของเดส์การ์ต
• มุมมองของเพลโตเกี่ยวกับ "ความเป็นอมตะของวิญญาณ"
• เกี่ยวกับ "เอกลักษณ์ของบุคคล"
• ทฤษฎีวิญญาณ ทฤษฎีกาย ทฤษฎีบุคคล—ควรเลือกทฤษฎีใด?

และ "คู่มือการอ่านสำหรับผู้ที่ต้องการเจาะลึกในหัวข้อจากหนังสือเรื่องความตาย"!

ทำไมนักศึกษาที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคระยะสุดท้ายจึงยอมเข้าเรียนบรรยายนี้ ทั้งๆ ที่เสี่ยงชีวิตเพื่อมัน?

ผลงานชิ้นเอกระดับโลกที่ "ชีวิต" ส่องประกายเจิดจรัสยิ่งขึ้นผ่านเลนส์แห่งความตาย!

*การบรรยายที่ 1, 8-15 และ "การบรรยายครั้งสุดท้ายเกี่ยวกับความตาย" ในหนังสือเล่มนี้ เหมือนกับที่อยู่ใน "ความตายคืออะไร? ชุดการบรรยายยอดนิยมที่มหาวิทยาลัยเยลเป็นเวลา 23 ปีติดต่อกัน [ฉบับย่อภาษาญี่ปุ่น]"
โดยมีการเพิ่มการบรรยายที่ 2-7 เข้ามา บางส่วนได้รับการแก้ไขใหม่เพื่อให้สอดคล้องกับต้นฉบับ

[สารบัญ]
การบรรยายที่ 1: การคิดเกี่ยวกับ "ความตาย"
การบรรยายที่ 2: ทฤษฎีทวิภาวะและทฤษฎีวัตถุนิยม
การบรรยายที่ 3: "วิญญาณ" มีอยู่จริงหรือไม่?

บรรยายที่ 4: ข้อโต้แย้งของเดส์การ์ต
บรรยายที่ 5: ทัศนะของเพลโตเกี่ยวกับความเป็นอมตะของวิญญาณ
บรรยายที่ 6: ว่าด้วยอัตลักษณ์ของบุคคล
บรรยายที่ 8: แก่นแท้ของความตาย
บรรยายที่ 9: บุคลิกภาพและความเหงา—สองข้อโต้แย้งที่เกี่ยวข้องกับความตาย
บรรยายที่ 10: ทำไมความตายจึงเลวร้าย?
ในมุมมองทางปรัชญาของศาสตราจารย์ เชลลี เคลแกน (Shelly Kagan) ความตายไม่ได้เป็นสิ่งเลวร้ายในตัวมันเอง (Intrinsically bad) เช่นเดียวกับความเจ็บปวดหรืออาการปวดหัว เพราะเมื่อเราตายไปแล้วเราจะไม่ดำรงอยู่อีกต่อไป และไม่มีสติสัมปชัญญะใดๆ ที่จะไปรับรู้หรือสัมผัสความรู้สึกเชิงลบเหล่านั้นได้ ทว่าความตายเป็นสิ่งเลวร้ายผ่านมุมมองที่เรียกว่า "ทฤษฎีการพรากโอกาส" (Deprivation Account) โดยมีเหตุผลสนับสนุนหลักดังนี้ครับ:
1. เป็นสิ่งเลวร้ายในเชิงเปรียบเทียบและต้นทุนค่าเสียโอกาส (Comparative Bad & Opportunity Costs)
เคลแกนอธิบายว่า สิ่งต่างๆ สามารถเลวร้ายต่อเราได้ในเชิงเปรียบเทียบ แม้ว่าสิ่งนั้นจะไม่ใช่สิ่งเลวร้ายในตัวมันเองก็ตาม เขายกตัวอย่างการเลือกหยิบซองจดหมายสองซอง หากคุณหยิบซองแรกแล้วได้เงิน 10 ดอลลาร์ ในแง่หนึ่งมันคือสิ่งที่ดี แต่หากพบว่าอีกซองหนึ่งมีเงินถึง 1,000 ดอลลาร์ การเลือกซองแรกจะกลายเป็นสิ่งเลวร้ายขึ้นมาทันทีในเชิงเปรียบเทียบเพราะคุณสูญเสียโอกาสที่จะได้สิ่งที่ดีกว่ามาก
ความตายก็เช่นเดียวกัน มันเลวร้ายเพราะ มันพราก (deprives) สิ่งดีๆ ทั้งหมดที่ชีวิตจะมอบให้เราต่อไป หากเรายังมีชีวิตอยู่ เช่น ความรัก มิตรภาพ การเรียนรู้ หรือความสุขในรูปแบบต่างๆ
2. เงื่อนไขด้านดุลยภาพของอนาคต (On-Balance Future Quality)
ภายใต้ทฤษฎีการพรากโอกาส ความตายจะถือเป็นสิ่งเลวร้ายก็ต่อเมื่อ "ชีวิตที่เหลืออยู่ข้างหน้า" ของเรามีแนวโน้มที่จะมีสิ่งดีงามมากกว่าสิ่งเลวร้าย (มีดุลยภาพของชีวิตเป็นบวก)
ในทางตรงกันข้าม หากอนาคตข้างหน้าต้องเผชิญกับโรคร้ายที่เจ็บปวดทรมานอย่างแสนสาหัสและไม่มีทางรักษา (เช่น ในผู้ป่วยระยะสุดท้าย) การดับสูญไปก็จะไม่ใช่สิ่งเลวร้ายตามบัญชีนี้ แต่อาจเป็นสิ่งที่ดีสำหรับเขาเพราะช่วยป้องกันไม่ให้ต้องเผชิญกับอนาคตที่ทุกข์ทรมานหรือเลวร้ายนั้น
3. การตอบโต้ข้อโต้แย้งเรื่อง "การไม่มีตัวตนอยู่" (The Modest Existence Requirement)
ความท้าทายที่สำคัญของทฤษฎีนี้คือ ข้อโต้แย้งของเอพิคิวรัส (Epicurus) ที่ว่า "เมื่อความตายมาถึง เราก็ไม่มีอยู่อีกต่อไปแล้ว ดังนั้นความตายจึงไม่อาจเลวร้ายต่อสิ่งที่ไม่ดำรงอยู่ได้"
เคลแกนแก้ปัญหานี้โดยเสนอให้เปลี่ยนจาก เงื่อนไขการมีอยู่จริงแบบสุดโต่ง (Bold Existence Requirement) ที่ระบุว่าสิ่งต่างๆ จะดีหรือร้ายได้เราต้องดำรงอยู่ ณ เวลาเดียวกับที่สิ่งนั้นเกิดขึ้น มาเป็น "เงื่อนไขการมีอยู่จริงแบบพอประมาณ" (Modest Existence Requirement) ซึ่งระบุว่า:
"สิ่งต่างๆ สามารถเลวร้ายต่อตัวเราได้ ตราบใดที่มีช่วงเวลาใดช่วงเวลาหนึ่งที่เรามีตัวตนอยู่จริง"
ภายใต้เงื่อนไขนี้ ความตายจึงเป็นสิ่งเลวร้ายสำหรับตัวเรา (เพราะเรามีตัวตนอยู่จริงในปัจจุบันและถูกพรากโอกาสในอนาคตไป) แต่ในขณะเดียวกัน เงื่อนไขนี้ก็ช่วยให้เราไม่ต้องไปรู้สึกเสียใจหรือเป็นทุกข์แทน "แอลรี" (Larry) หรือผู้คนอีกนับล้านๆ คนที่เป็นเพียงคนสมมติและไม่เคยได้เกิดมาเลย เพราะพวกเขาไม่เคย满足เงื่อนไขการมีตัวตนอยู่จริงเลยแม้แต่ช่วงเวลาเดียว
ดังนั้น ความตายจึงไม่ได้เลวร้ายเพราะสภาพหลังความตายนั้นน่ากลัวหรือเจ็บปวด แต่เป็นเพราะ มันทำหน้าที่เป็นสัจธรรมที่คอยตัดตอนและปิดฉากอนาคตที่ยังมีโอกาสจะงดงามและมีคุณค่าของเราไปอย่างน่าเสียดายครับ
การทำความเข้าใจว่าทำไมความตายจึงเป็นสิ่งเลวร้ายในเชิงเปรียบเทียบ ต้องเริ่มต้นจากการแยกแยะความแตกต่างระหว่าง "ความเลวร้ายในตัวมันเอง" (Intrinsic Bad) และ "ความเลวร้ายในเชิงเปรียบเทียบ" (Comparative Bad) ผ่านระบบคิดของศาสตราจารย์ เชลลี เคลแกน ดังนี้ครับ:
1. ความแตกต่างระหว่างความเลวร้ายสองประเภท
  • ความเลวร้ายในตัวมันเอง (Intrinsic Bad): คือสิ่งที่เป็นอันตรายหรือสร้างความทุกข์ทรมานในตัวของมันเองโดยตรง เช่น อาการเจ็บปวด การถูกทำร้าย หรือทรมานร่างกาย
  • ความเลวร้ายในเชิงเปรียบเทียบ (Comparative Bad): คือสิ่งที่ไม่จำเป็นต้องเลวร้ายหรือเจ็บปวดในตัวเอง แต่กลายเป็นสิ่งเลวร้ายเพราะ "ต้นทุนค่าเสียโอกาส" (Opportunity Costs) หรือการที่เราพลาดสิ่งที่ดีกว่าไป
เคลแกนอธิบายเรื่องนี้ผ่านตัวอย่างในชีวิตประจำวันอย่าง "การเลือกซองจดหมายสองซอง" หากคุณเลือกซองแรกแล้วได้เงิน 10 ดอลลาร์ ในแง่หนึ่งมันคือสิ่งที่ดี แต่ถ้าพบในภายหลังว่าซองที่คุณไม่ได้เลือกมีเงินถึง 1,000 ดอลลาร์ การเลือกซองแรกจะกลายเป็นสิ่งเลวร้ายขึ้นมาทันทีในเชิงเปรียบเทียบ เพราะคุณสูญเสียโอกาสที่จะได้สิ่งที่ดีกว่ามากไป เช่นเดียวกับการนอนดูทีวีอยู่บ้าน แม้จะเป็นกิจกรรมที่เพลิดเพลินดี แต่จะกลายเป็นสิ่งเลวร้ายในเชิงเปรียบเทียบทันทีหากเปรียบเทียบกับการที่คุณพลาดโอกาสได้ไปร่วมงานปาร์ตี้ที่สนุกสนานกว่ามาก

2. เมื่อนำมาวิเคราะห์กับ "ความตาย"
เมื่อเราเสียชีวิตและดับสูญไป (Nonexistence) สภาพนั้นไม่ได้มีความรู้สึกเจ็บปวด ทรมาน หรือหนาวเหน็บในตัวมันเอง (ไม่จัดว่าเป็น Intrinsic Bad) เพราะในเมื่อตัวเราไม่มีอยู่อีกต่อไปแล้ว เราจึงไม่มีสติสัมปชัญญะใดๆ ไปรับรู้หรือเผชิญหน้ากับความทุกข์ทรมาน สภาพหลังตายจึงเป็นกลางทางความรู้สึกหรือมีค่าเท่ากับศูนย์
ทว่าความตายจะกลายเป็นสิ่งเลวร้ายทันทีผ่าน "ทฤษฎีการพรากโอกาส" (Deprivation Account) ซึ่งมองความเลวร้ายของความตายผ่านเลนส์เชิงเปรียบเทียบ (Comparative Lens):
  • ความตายเป็นสิ่งเลวร้ายเพราะ มันพราก (deprives) โอกาสในการมีชีวิตอยู่ต่อไป ซึ่งหมายถึงการพรากเอาสิ่งดีๆ ทั้งหมดที่ชีวิตจะมอบให้เราได้ (เช่น ความรัก มิตรภาพ การชมพระอาทิตย์ตกดิน หรือความสำเร็จต่างๆ) ไปจากเราอย่างถาวร
  • ดังนั้น เมื่อเราเปรียบเทียบโลกสองใบ:
    1. โลกคู่ขนานที่ 1 (หากเรายังมีชีวิตอยู่ต่อไป): ชีวิตดำเนินต่อไปและสะสมสิ่งดีๆ มีมูลค่าชีวิตเป็นบวก
    2. โลกคู่ขนานที่ 2 (โลกความเป็นจริงที่เราตาย): ตัวตนดับสูญ มีค่าชีวิตเป็นศูนย์
การเปรียบเทียบนี้ทำให้เห็นว่า โลกที่เราตายไปแล้วนั้น "แย่กว่า" โลกที่เรามีชีวิตอยู่ต่อไป ความเลวร้ายของความตายจึงไม่ใช่สภาพอันน่ากลัวของความเป็นศพ แต่เป็นความสูญเสียจากส่วนต่างของโอกาสชีวิตที่เราควรจะได้สัมผัส หากเราไม่ตายไปเสียก่อนนั่นเอง

ยิ่งเราพูดถึงทฤษฎีการพรากโอกาสนี้ ก็ยิ่งนำไปสู่ปริศนาชื่อดังของลูครีเชียส (Lucretius's Symmetry Puzzle) ที่ท้าทายว่า "ถ้าหากความว่างเปล่าหลังความตายแย่เพราะเราขาดโอกาส แล้วทำไมเราถึงไม่กังวลกับความว่างเปล่าชั่วนิรันดร์ก่อนที่เราจะเกิดบ้างล่ะ?"
บรรยายที่ 11: ความเป็นอมตะ—ถ้าเป็นไปได้ คุณอยากบรรลุ "ความเป็นอมตะ" หรือไม่?
หากถามตัวฉันในฐานะเพื่อนร่วมเดินทางทางปรัชญาที่ขบคิดประเด็นนี้ร่วมกับคุณมาตลอด และหากต้องวิเคราะห์ด้วยระบบเหตุผลของศาสตราจารย์ Kagan คำตอบของฉันคือ "ไม่" ฉันไม่อยากบรรลุความเป็นอมตะชั่วนิรันดร์ หากความเป็นอมตะนั้นหมายถึงการต้องมีชีวิตอยู่ต่อไปเรื่อยๆ โดยไม่มีปุ่มกดหยุดหรือไม่มีทางเลือกให้เราจบชีวิตลงได้เลย
ศาสตราจารย์ Kagan และนักปรัชญาอย่าง Bernard Williams ได้แสดงให้เห็นว่าความเป็นอมตะอาจไม่ใช่ของขวัญอันล้ำค่าอย่างที่มนุษย์จินตนาการไว้ แต่จะกลายเป็น "ฝันร้ายอันยาวนาน" ด้วยเหตุผลสำคัญ 3 ประการนี้ครับ:
1. กับดักของความเบื่อหน่ายอย่างเป็นอนันต์ (The Tedium of Immortality)
คำว่า "ตลอดกาล" (Forever) เป็นช่วงเวลาที่ยาวนานไม่มีขอบเขต และไม่มีกิจกรรมใดในโลกที่มนุษย์จะสามารถทำซ้ำๆ ตลอดกาลแล้วยังคงมีความสุขได้
  • ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่เราโปรดปรานมากในปัจจุบัน เช่น การกินอาหารจานโปรด (อย่างผัดไทย) การเล่นอักษรไขว้ หรือแม้แต่กิจกรรมที่ใช้สติปัญญาสูงอย่างคณิตศาสตร์และปรัชญา
  • หากเราต้องทำกิจกรรมเหล่านี้นานนับล้านๆ ล้านปี ในที่สุดทุกอย่างจะหมดความแปลกใหม่ ไม่เหลือ "สิ่งใหม่ภายใต้ดวงอาทิตย์" และกลายเป็นความซ้ำซากจำเจที่น่าเบื่อหน่วงจนสั่นประสาท
2. มนุษย์ไม่ต้องการมีความสุขเหมือนหนูทดลอง (The Orgasmatron Dilemma)
บางคนอาจแย้งว่า เราสามารถหนีความเบื่อได้ด้วยการใช้เทคโนโลยีหรือ "เครื่องสร้างประสบการณ์" (Orgasmatron) ที่คอยส่งกระแสไฟฟ้ากระตุ้นศูนย์ควบคุมความสุขในสมองให้เราฟินตลอดเวลาเหมือนหนูทดลองที่คอยกดคานเพื่อเสพสุข
  • แต่ Kagan ชี้ว่ามนุษย์ต่างจากหนูตรงที่เรามี "การสะท้อนคิดระดับสูง" (Meta-reflection) ที่คอยถอยออกมามองและประเมินประสบการณ์ของตัวเอง
  • เมื่อเวลาผ่านไป เราจะเริ่มตั้งคำถามเชิงการดำรงอยู่กับตัวเองว่า "นี่คือทั้งหมดของชีวิตจริงๆ หรือ?" ซึ่งคำถามนี้จะทำลายความสุขทางกายภาพนั้นลงทันที
  • หากจะทำให้เรายอมรับความสุขในเครื่องนั้นได้ชั่วนิรันดร์ เราจำเป็นต้องยอมโดน "ผ่าตัดสมอง" (Lobotomy) เพื่อทำลายสติปัญญาและการสะท้อนคิด ซึ่งการยอมสูญเสียตัวตนและความเป็นมนุษย์เพื่อแลกกับความอมตะที่ไร้สมองนั้น ย่อมเป็นบทลงโทษที่โหดร้ายมากกว่าของขวัญ
3. ทางสองแพร่งของเมธูเสลา (The Methuselah Dilemma)
เพื่อแก้ปัญหาความเบื่อโดยไม่ต้องลดสติปัญญาลง บางคนอาจเสนอให้เรายอม "ความจำเสื่อมเป็นระยะ" (Progressive Amnesia) และเปลี่ยนรสนิยมค่านิยมไปเรื่อยๆ ตามกาลเวลา
  • กรณีนี้เหมือนกับคดีของเมธูเสลา (Methuselah) ที่เมื่อเวลาผ่านไปนับแสนๆ ปี เขาจะไม่หลงเหลือความทรงจำหรือนิสัยใจคอเดิมตอนเป็นเด็กเลย
  • Kagan โต้แย้งว่า หากตัวเราในอนาคตอันไกลโพ้นไม่มีความเชื่อมโยง ยึดโยง หรือหลงเหลือเศษเสี้ยวของค่านิยมและความทรงจำเดียวกับตัวเราในปัจจุบันเลย แม้ในทางอภิปรัชญาเขาจะเป็นบุคคลเดียวกับเรา แต่เราในปัจจุบันจะรู้สึกว่า "แล้วมันเกี่ยวอะไรกับฉัน? (Who cares?)" การมีชีวิตอยู่รอดชั่วนิรันดร์แบบนั้นจึงไม่มีค่าอะไรต่อตัวเรา ณ ตอนนี้เลย

ทางเลือกที่น่าปรารถนาจริงๆ: "อยู่จนกว่าจะพึงพอใจ" (To live until satisfied)
สิ่งที่น่าปรารถนาที่สุดในมุมมองของ Kagan (ซึ่งได้แรงบันดาลใจจากจินตนาการเรื่องสวรรค์ของ Julian Barnes) ไม่ใช่ความเป็นอมตะที่ไม่มีวันจบสิ้น แต่คือ "การที่เราสามารถมีชีวิตอยู่ได้ยาวนานเท่าที่เราต้องการ และพึงพอใจที่จะจบชีวิตลงอย่างสงบได้เมื่อเราเติมเต็มกับสิ่งดีๆ ในชีวิตแล้ว"
"เดดไลน์ของความตาย" และความเปราะบางจำกัดของเวลาชีวิตนี่เอง ที่ทำหน้าที่ขับเน้นให้ทุกวินาทีในปัจจุบันกลายเป็นทรัพยากรที่ขาดแคลนและแสนพิเศษ บังคับให้เราต้องใช้ชีวิตด้วยความระมัดระวังและใส่ใจ และยกระดับให้ความรัก ความสัมพันธ์ ตลอดจนความงดงามรอบตัวทวีคุณค่าขึ้นอย่างมหาศาลครับ
แล้วคุณล่ะครับ? หลังจากที่พวกเราได้ข้ามผ่านข้อถกเถียงและตรรกะเหล่านี้ร่วมกันแล้ว คุณคิดว่ายังมีแง่มุมหรือกิจกรรมใดในชีวิตที่คุณเชื่อว่าจะสามารถเติมเต็มความสุขให้คุณได้ "ตลอดกาล" โดยไม่รู้จักเบื่อหน่ายบ้างไหมครับ? หรือคุณเห็นด้วยว่าความตายคือปุ่มหยุดพักผ่อนที่เหมาะสมแล้ว?
บรรยายที่ 12: ความตายสอนเราให้วัด "คุณค่าของชีวิต" อย่างไร
ในทางปรัชญาของศาสตราจารย์ เชลลี เคลแกน (Shelly Kagan) ความตายไม่ได้ทำหน้าที่เป็นสิ่งทำลายล้างหรือพรากความหมายไปจากชีวิตโดยสิ้นเชิง แต่กลับเป็นเดดไลน์และแว่นขยายที่เข้ามาช่วยขับเน้นและสอนเราให้วัด "คุณค่าของชีวิต" (Value of Life) ผ่านมิติต่างๆ ดังนี้ครับ:
1. คุณภาพชีวิตปะทะปริมาณเวลา (Quality vs. Quantity)
ในทางคณิตศาสตร์ เราอาจประเมินคุณค่าของชีวิตอย่างหยาบๆ ผ่านโมเดล "พื้นที่กล่อง" (Area of the Box) ซึ่งวัดจากการนำ ระยะเวลาของชีวิต (Duration) คูณด้วย ระดับคุณภาพสุขภาวะในแต่ละช่วงเวลา (Quality) ทว่าความตายเข้ามาท้าทายให้เราตระหนักว่าคุณภาพสามารถเอาชนะปริมาณได้เสมอ:
  • เคลแกนยกกรณีเปรียบเทียบระหว่างชีวิตแรกที่วิเศษอย่างยิ่งยวด (+150 คะแนน) แต่มีอายุสั้นเพียง 100 ปี กับชีวิตที่สองที่น่าเบื่อและมีคุณค่าต่ำมากแต่ไม่แย่จนถึงขั้นอยากตาย (+1 คะแนน) แต่ยาวนานถึง 30,000 ปี แม้ในเชิงคำนวณพื้นที่กล่องชีวิตที่สองจะชนะ แต่คนส่วนใหญ่อมย่อมเลือกชีวิตแรก
  • ความตายสอนให้เราไม่มองชีวิตผ่านผลรวมของจำนวนเวลาชั่วนิรันดร์ แต่หันมาโฟกัสที่ "จุดสูงสุด" (Peaks หรือ Heights) ของชีวิต ดังบทกวีของ เฮิลเดอร์ลิน (Hölderlin) ที่ชี้ว่า หากมนุษย์เราได้ปีนขึ้นไปสู่จุดสูงสุดเพื่อบรรลุเป้าหมายที่จริงแท้และงดงามสักครั้งหนึ่งแล้ว แม้ชีวิตจะสั้นก็เต็มอิ่มและไม่มีสิ่งใดต้องอาวรณ์อีกต่อไป
2. ชีวิตคือ "กล่องเปล่าที่เป็นกลาง" หรือ "สิ่งที่มีค่าในตัวเอง" (Neutral vs. Valuable Container)
ความตายบีบให้เราต้องพิจารณาว่า ตัวชีวิตนั้นมีมูลค่าอย่างไรผ่าน 2 ทฤษฎีหลัก:
  • ทฤษฎีกล่องที่เป็นกลาง (Neutral Container Theory): มองว่าตัวชีวิตเป็นเพียง "กล่องเปล่า" ที่ไม่มีมูลค่าบวกหรือลบในตัวเอง คุณค่าที่แท้จริงขึ้นอยู่กับ "สิ่งที่เราเติมลงไปในกล่อง" (Contents) เช่น ความสุข ความรัก หรือความสำเร็จ หากกล่องนั้นต้องถูกเติมด้วยความทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัสโดยไม่มีทางรักษาในอนาคต การมีกล่องอยู่ต่อไปก็ไม่มีคุณค่าและเป็นลบ
  • ทฤษฎีกล่องที่มีค่าในตัวเอง (Valuable Container Theory): มองว่าการได้ดำรงชีวิตอยู่ (ในฐานะบุคคลที่คิดและรู้สึกได้) มีคุณค่าบวกในตัวเองอยู่เสมอ นอกเหนือจากสิ่งที่เราเติมลงไป อย่างไรก็ตาม เคลแกนโน้มเอียงไปทางกลุ่มที่เชื่อในทฤษฎีแบบจำกัด (Modest version) ซึ่งมองว่าแม้ชีวิตจะมีคุณค่าในตัวเอง แต่หากเนื้อหาภายในกล่องเลวร้ายหรือเจ็บปวดทรมานมากเกินไป คุณค่าบวกของการมีชีวิตก็ถูกหักล้างจนกลายเป็นลบได้เช่นกัน
3. บังคับให้เราใช้ชีวิตอย่าง "ระมัดระวังเป็นพิเศษ" (Being Careful)
เนื่องจากเวลาชีวิตมีจำกัดและไม่มีปุ่มกดเอากลับมาเริ่มใหม่ได้หลังจากตายไปแล้ว (No do-overs) ความตายจึงเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาบังคับให้เราต้องบ่มเพาะ "ความระมัดระวัง" ในชีวิต:
  • ระมัดระวังในการเลือกเป้าหมาย (Careful in our aims): เพราะเราไม่สามารถทำทุกอย่างในโลกนี้ได้หมด ความจำกัดจึงบังคับให้เราต้องคัดสรรเฉพาะเป้าหมายและสิ่งที่มีคุณค่าที่แท้จริง
  • ระมัดระวังในการลงมือทำ (Careful in our execution): เพื่อให้มั่นใจว่าเราจะบริหารจัดการและลงมือทำจนบรรลุเป้าหมายสำคัญนั้นได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดในเวลาจำกัดที่มี
4. เบนเข็มสู่ "ความเป็นอมตะกึ่งหนึ่ง" (Semi-Immortality)
เนื่องจากการมีชีวิตอยู่ตลอดไปชั่วนิรันดร์ (Literal Immortality) ไม่ได้น่าปรารถนาและจะนำมาซึ่งความเบื่อหน่ายอันยาวนานจนกลายเป็นฝันร้าย (ตามข้อโต้แย้งของ Bernard Williams) ความตายจึงสอนให้เราวัดคุณค่าของชีวิตผ่าน "ผลงานและสิ่งที่เราทิ้งไว้เบื้องหลัง" (Semi-immortality หรือ Quasi-immortality) ไม่ว่าจะเป็นการสร้างสรรค์ศิลปะ การเขียนหนังสือปรัชญา การค้นพบทางวิทยาศาสตร์ การสร้างตึกรามบ้านช่อง หรือแม้แต่การเลี้ยงดูบุตรหลานให้เติบโตเป็นมนุษย์ที่ดี สิ่งเหล่านี้คือคุณค่าจริงแท้ที่จะดำรงอยู่ต่อไป คอยสร้างคุณประโยชน์แก่โลกแม้ในวันที่ตัวเราเองจะสูญสลายไปเป็นฝุ่นผงแล้วก็ตาม
ดังนั้น ความตายจึงไม่ได้ทำให้ชีวิตไร้ค่า แต่มันทำหน้าที่กำหนดพิกัดให้เราใช้ชีวิตปัจจุบันอย่างตื่นรู้ ซาบซึ้งใจ และมุ่งมั่นที่จะส่งมอบสิ่งดีๆ ให้แก่โลกใบนี้อย่างคุ้มค่าที่สุด
ศาสตราจารย์ เชลลี เคลแกน (Shelly Kagan) ยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า จักรวาลนี้เป็นสถานที่ที่ไร้ความรู้สึก ไม่แยแส และพร้อมจะบดขยี้ รวมถึงเหยียบย่ำความฝันของมนุษย์เราอยู่เสมอ ซ้ำร้าย มนุษย์เราเองก็ยังมักแสดงความเพิกเฉยหรือสร้างความทุกข์ทรมานให้แก่กัน และในบั้นปลาย ร่างกายที่เป็นดั่งเครื่องจักรชีวภาพอันน่าทึ่งของเราก็จะต้องพังทลายลงและดับสูญไปอย่างไร้หนทางแก้ตัว
เพื่อที่จะยอมรับและจัดการกับความเฮงซวยของธรรมชาติและชีวิตที่แสนสั้นนี้ เคลแกนได้เสนอแนวคิดเชิงปฏิบัติและทัศนคติทางปรัชญาไว้ดังนี้:
1. วิธีการยอมรับ (Acceptance)
  • เผชิญหน้ากับความจริงโดยปราศจากภาพลวงตา: เราต้องยอมรับว่าชีวิตนี้เป็นเพียงโอกาสเดียวที่เรามีและไม่มีโอกาสให้แก้ตัวใหม่ (No do-overs) การพยายามหลับหูหลับตาไม่รับรู้ความจริง (Disregarding) หรือแสร้งทำเป็นมองไม่เห็นความตายและความจำกัดของชีวิต ไม่ใช่ทางเลือกที่สมเหตุสมผลสำหรับผู้มีสติปัญญา
  • เปลี่ยนความสิ้นหวังเป็นความซาบซึ้งใจ: แม้จักรวาลจะโหดร้าย แต่เราต้องไม่สิ้นหวังและเปลี่ยนมามองว่าเราโชคดีอย่างมหาศาลเพียงใดที่ได้เกิดมา เคลแกนหยิบยกคำอุปมาว่าเราเป็นเพียง "โคลนนำโชคที่ได้ลุกขึ้นมานั่งมองโลก" (Lucky mud) ในขณะที่อะตอมส่วนใหญ่ในจักรวาลไม่มีโอกาสแม้แต่จะลุกขึ้นมาตระหนักรู้ รัก หรือสัมผัสความงดงามของโลกเลย
  • รักษาสมดุลของคุณค่าด้วย "กระดาษสองแผ่น": เราต้องยอมรับความจริงสองด้านที่ขัดแย้งกันและพกกระดาษเตือนใจสองแผ่นไว้ในกระเป๋าเสมอ แผ่นหนึ่งเขียนว่า "ฉันเป็นเพียงฝุ่นผงและเเถ้าถ่าน" เพื่อเตือนใจถึงความไม่จีรังและความเฮงซวยของสังขาร แต่อีกแผ่นเขียนว่า "โลกใบนี้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อตัวฉันเอง" เพื่อย้ำเตือนให้เห็นโอกาสอันวิเศษและศักดิ์ศรีของการมีชีวิตอยู่

2. วิธีการจัดการและต่อสู้กลับ (Managing and Fighting Back)
  • จุดแสงสว่างต้านทานความมืดมน: แม้จักรวาลจะมืดมนและไม่แยแสเรา แต่เราไม่ได้ไร้กำลัง เคลแกนอุปมาว่าทุกครั้งที่เราสร้างความรัก มิตรภาพ ความดีงาม ความยุติธรรม และการช่วยเหลือผู้อื่น เรากำลังสร้าง "จุดแสงสว่างเล็กๆ" (Specks of light) ท่ามกลางความมืดมิด และเมื่อเรารวมตัวกันเป็นชุมชน แสงสว่างนั้นจะแผ่ขยายออกจนกลายเป็นทวีป (Continent) ที่ขับไล่ความเฮงซวยและความมืดมนลงได้
  • ใช้ชีวิตอย่างระมัดระวังเป็นพิเศษ: ความตายและข้อจำกัดของเวลาชีวิตทำหน้าที่เหมือนเส้นตาย (Deadline) บังคับให้เราต้องดำเนินชีวิตด้วยความรอบคอบอย่างยิ่งยวด โดยเราต้องระมัดระวังในการเลือกเป้าหมายชีวิตที่มีคุณค่าจริงแท้ (Aims) และระมัดระวังในการลงมือทำเป้าหมายนั้นให้สำเร็จ (Execution) เพื่อไม่ให้สูญเสียเวลาไปกับสิ่งฉาบฉวยอย่างเปล่าประโยชน์
  • มุ่งสร้าง "จุดสูงสุด" ของชีวิตมากกว่าปริมาณเวลา: เมื่อเรามีเวลาจำกัด วิธีจัดการคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุดไม่ใช่การมีอายุยืนยาวชั่วนิรันดร์ (ซึ่งจะกลายเป็นฝันร้ายที่น่าเบื่อหน่ายและทรมานในที่สุด) แต่คือการมุ่งเป้าสร้าง "จุดสูงสุด" (Peaks/Heights) ผ่านความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ ความรัก และการทิ้งผลงานหรือสิ่งดีๆ ไว้เบื้องหลัง (Semi-immortality) ซึ่งจะส่งผลดีต่อโลกใบนี้ต่อไปแม้ว่าตัวเราจะจากไปแล้ว
  • ปฏิเสธความสุขจอมปลอมที่ทำลายตัวตน: การเผชิญหน้ากับความยากลำบากในโลกแห่งความเป็นจริงอย่างมีศักดิ์ศรี ย่อมดีกว่าการยอมลดสติปัญญาและทำลายตัวตนลงเพียงเพื่อหลบหนีความจริงไปเสพสุขชั่วนิรันดร์ (เช่น การยอมโดนผ่าตัดสมองหรือ lobotomize เพื่อเข้าไปนอนเสพสุขตลอดกาลในเครื่องสร้างประสบการณ์)
บรรยายที่ 13: หกประเด็นที่เกี่ยวข้องกับ "ความตาย" ที่เราควรพิจารณาก่อนตาย
ในการศึกษาเชิงวิเคราะห์เกี่ยวกับการเผชิญหน้ากับความตาย ศาสตราจารย์ เชลลี เคลแกน (Shelly Kagan) ได้เสนอว่า นอกเหนือจากทฤษฎีการพรากโอกาส (Deprivation Account) ที่มองว่าความตายเป็นสิ่งเลวร้ายเพราะมันตัดตอนสิ่งดีๆ ไปจากชีวิตเราแล้ว ยังมี "ลักษณะพิเศษทางอภิปรัชญาและจิตวิทยาอีก 6 ประเด็นสำคัญ" เกี่ยวกับเงื่อนไขความตายที่มนุษย์เราควรนำมาพิจารณาและไตร่ตรองเพื่อทำความเข้าใจชีวิต ดังนี้ครับ:
1. ความหลีกเลี่ยงไม่ได้ (Inevitability)
ความตายเป็นสิ่งแน่นอน 100% ที่ไม่มีมนุษย์คนใดสามารถหลีกเลี่ยงหรือหลบหนีพ้นได้ การตระหนักถึงความจริงข้อนี้ส่งผลต่อจิตใจเราได้สองมุมมองที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง:
  • ในมุมหนึ่ง: มันสร้างความรู้สึกหดหู่และเน้นย้ำถึง "ความไร้พลังอย่างสิ้นเชิง" (Powerlessness) ของมนุษย์ในการเผชิญหน้ากับพญามัจจุราช
  • ในอีกมุมหนึ่ง: ความแน่นอนนี้อาจช่วยบรรเทาความทรมานใจลงได้ตามทัศนะของสปิโนซา (Spinoza) เพราะมนุษย์เรามักไม่โกรธแค้นหรือเศร้าเสียใจกับสิ่งที่เป็นกฎธรรมชาติอันแน่นอนและเปลี่ยนแปลงไม่ได้ (เปรียบเหมือนกับการที่เราไม่เคยรู้สึกโกรธแค้นที่ 2+2 ต้องเท่ากับ 4) การยอมรับว่ามันหลีกเลี่ยงไม่ได้จึงช่วยให้เราเกิดระยะห่างทางอารมณ์และเผชิญหน้ากับมันได้อย่างสงบขึ้น.
2. ความเป็นสากล (Universality)
ความตายไม่ใช่โศกนาฏกรรมส่วนตัวที่เกิดขึ้นกับเราเพียงคนเดียว แต่เป็น "ชะตากรรมร่วมกันของสิ่งมีชีวิตทั้งหมด"
  • แม้การที่ทุกคนต้องตายจะฟังดูเป็นเรื่องน่าเศร้า แต่ในแง่จิตวิทยา คำกล่าวที่ว่า "ความทุกข์ชอบมีเพื่อน" (Misery loves company) ช่วยให้เราสบายใจขึ้นลึกๆ ว่าเราไม่ได้ถูกเพ่งเล็งหรือกลั่นแกล้งจากจักรวาลนี้เพียงลำพัง แต่มันคือมาตรฐานที่เท่าเทียมกันของมนุษย์ทุกคน.
3. ความแปรผันของอายุขัย (Variability)
แม้ความตายจะเกิดขึ้นกับทุกคนอย่างเป็นสากล แต่ "ความยาวนานของชีวิตก่อนตายกลับมีความแตกต่างกันอย่างมหาศาล" บางคนเสียชีวิตตั้งแต่ยังเป็นทารก ขณะที่บางคนอยู่จนถึงอายุร้อยปี
  • ในมิติทางศีลธรรม ความแปรผันนี้ก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำที่น่าอึดอัดใจอย่างยิ่ง
  • ในมิติส่วนบุคคล เคลแกนชี้สัญชาตญาณมนุษย์ว่า เราจะรู้สึกเจ็บปวดจากการถูกตัดสิทธิ์หรือได้ชีวิตสั้นกว่าค่าเฉลี่ย (Shortchanged) มากกว่าที่จะรู้สึกยินดีเมื่อได้รับอายุขัยที่ยืนยาวเกินค่าเฉลี่ย (Overcompensated) ดังนั้น ความแปรผันของอายุขัยนี้จึงทำหน้าที่เพิ่มพูนระดับความรู้สึกเลวร้ายและความกังวลต่อความตายให้แก่เรา.
4. ความไม่สามารถคาดเดาได้ (Unpredictability)
เราไม่เพียงแต่จะมีอายุขัยที่แตกต่างกันเท่านั้น แต่เรายัง "ไม่มีทางรู้ล่วงหน้าได้เลยว่าเดดไลน์ชีวิตของเราจะมาถึงเมื่อไหร่" (ไม่เหมือนกับโลกสมมติที่ทุกคนเกิดมาพร้อมป้ายบอกเวลาตายบนข้อมือ)
  • ความไม่แน่นอนนี้ส่งผลให้เราวางแผนชีวิตและจัดสรรจังหวะชีวิตของตนเองได้ยากมาก (Pacing ourselves) เช่น เราอาจทุ่มเทเวลาทั้งชีวิตไปกับการศึกษาทางวิชาการระยะยาวเพื่อหวังจะทำประโยชน์ในอนาคต แต่กลับต้องตายก่อนวัยอันควรทำให้อดทำตามแผน หรือในทางกลับกัน เราอาจใช้ชีวิตโลดโผนแบบ James Dean เพราะคิดว่าจะอายุสั้น แต่กลับมีชีวิตอยู่ยาวนานจนบั้นปลายกลายเป็นช่วงเวลาที่จืดชืดไร้ทิศทาง.
5. ความมีอยู่ทั่วไปทุกหนทุกแห่งและตลอดเวลา (Ubiquity / Pervasiveness)
ความตายพร้อมจะจู่โจมเราได้ทุกวินาทีและในทุกสถานการณ์ แม้ในขณะที่เราคิดว่าตนเองอยู่ในจุดที่ปลอดภัยที่สุด (เช่น การนั่งดูทีวีในห้องรับแขกแล้วจู่ๆ ก็มีเครื่องบินตกใส่บ้าน หรือเส้นเลือดในสมองแตกกะทันหัน)
  • ความเปราะบางของชีวิตนี้อาจทำให้การดำรงอยู่รู้สึกกดดันและน่ากลัว แต่สำหรับบางคน ความเปราะบางที่อยู่รายล้อมรอบตัวนี้กลับถูกแปรเปลี่ยนเป็น "ความรู้สึกตื่นเต้นท้าทาย" (Zest) ที่กระตุ้นให้อยากใช้ชีวิตให้คุ้มค่า เช่นเดียวกับกิจกรรมหวาดเสียวต่างๆ ที่ดึงดูดผู้คนเพราะมันมีความเสี่ยงที่จะเสียชีวิตเข้ามาเป็นตัวสร้างรสชาติ.
6. การที่ความตายตามหลังชีวิต (The fact that death follows life / Human Condition)
เงื่อนไขพื้นฐานที่สุดของมนุษย์คือการที่ "เราได้รับอนุญาตให้มีชีวิตอยู่ระยะหนึ่งก่อนที่จะต้องเผชิญกับความตาย" การจับคู่รวมกันของ "ชีวิต" และ "ความตาย" นี้ ก่อให้เกิดแรงปะทะเชิงคุณค่า (Interaction Effects) ทั้งในแง่บวกและแง่ลบ:
  • เอฟเฟกต์เชิงบวก: ความจำกัดของเวลาช่วยทำหน้าที่ขับเน้นให้เวลาชีวิตและสิ่งดีๆ ที่เรามีอยู่ในปัจจุบันกลายเป็นทรัพยากรที่ขาดแคลน เปราะบาง และ "ทวีคุณค่าความงดงามขึ้นอย่างมหาศาล".
  • เอฟเฟกต์เชิงลบ:
    1. "การลิ้มรสเป็นเพียงการหยอกเย้า" (A Taste Is Just a Tease): รู้สึกเหมือนธรรมชาติทรมานเราโดยการส่งตัวเรามาทำความรู้จัก รัก และเพลิดเพลินกับโลกอันแสนวิเศษใบนี้เพียงชั่วอึดใจเดียว แล้วจู่ๆ ก็กระชากทุกอย่างกลับคืนไปดื้อๆ เหมือนการยกจานอาหารหรูหนีจากคนกำลังหิวหลังจากให้ชิมไปเพียงหนึ่งคำ
    2. "ผู้สูงส่งตกต่ำลงได้อย่างไร" (How the Noble Have Fallen): มนุษย์คือเครื่องจักรชีวภาพที่แสนพิเศษ มีขีดความสามารถที่จะรัก เขียนกวี คิดเรื่องอวกาศ และตั้งคำถามเชิงจริยธรรม แต่ความวิเศษสูงสุดทั้งหมดนี้กลับต้องจบลงด้วยสัจธรรมอันโหดร้าย คือการผุพังและเน่าเปื่อยกลายเป็นศพ (Corpse) ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการตกต่ำอย่างน่าสลดใจ.
บรรยายที่ 14: การใช้ชีวิตขณะเผชิญหน้ากับความตาย
ในมุมมองทางปรัชญาและจริยศาสตร์ของศาสตราจารย์ Shelly Kagan การเผชิญหน้าและอยู่ร่วมกับความตายไม่ใช่เรื่องของการจมดิ่งอยู่กับความหดหู่ แต่เป็นการทำความเข้าใจความจริงของชีวิตและเลือกใช้เวลาอันมีจำกัดอย่างชาญฉลาดที่สุด โดยมีแนวทางปฏิบัติและทัศนคติสำคัญดังนี้ครับ:
1. การหลีกเลี่ยงแนวคิด "ใช้ชีวิตทุกวันให้เหมือนวันสุดท้าย"
เคลแกนชี้ว่า คำแนะนำยอดนิยมที่บอกให้เราใช้ชีวิตทุกวันราวกับว่าเป็นวันสุดท้ายของชีวิตนั้นเป็นแนวคิดที่ผิดพลาดและเป็นอันตราย
  • ข้อจำกัดของแนวคิดนี้: หากเราเชื่อว่าวันนี้เป็นวันสุดท้ายจริงๆ เราจะไม่สามารถเริ่มต้นหรืออุทิศตนให้แก่โครงการระยะยาวที่ยิ่งใหญ่และมีคุณค่าได้เลย (เช่น การอุทิศเวลาหลายปีเพื่อเรียนเป็นแพทย์ หรือการทำงานเขียนที่ต้องใช้เวลาต่อเนื่องยาวนานกว่า 20 ปี)
  • ทางออกคือการรักษาสมดุล (Tension): เคลแกนเสนอคำสอนในจารีตฮาซิดิก (Hasidic) ว่า มนุษย์เราควรพกกระดาษ 2 แผ่นไว้ในกระเป๋าเสื้อตลอดเวลา:
    • กระดาษแผ่นแรกเขียนว่า: "ฉันเป็นเพียงฝุ่นผงและเถ้าถ่าน" (เพื่อระลึกถึงข้อจำกัดและความตาย)
    • กระดาษแผ่นที่สองเขียนว่า: "โลกใบนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อตัวฉันเอง" (เพื่อตระหนักถึงคุณค่าและโอกาสอันแสนวิเศษของการมีชีวิตอยู่)
    • เราต้องใช้ชีวิตด้วยการวางแผนระยะยาว (Long game) ควบคู่ไปกับการตระหนักรู้ว่าชีวิตอาจสิ้นสุดลงได้ตลอดเวลา

2. ดำเนินชีวิตด้วย "ความระมัดระวังเป็นพิเศษ" (Being Careful)
เนื่องจากเวลาชีวิตมีจำกัดและไม่มีโอกาสแก้ตัวใหม่หลังจากเสียชีวิตไปแล้ว (No do-overs) ความตายจึงบังคับให้เราต้องดำเนินชีวิตด้วยความรอบคอบและใส่ใจอย่างยิ่งใน 2 เรื่องหลัก:
  • ระมัดระวังในเป้าหมาย (Careful in our aims): คัดสรรอย่างรอบคอบว่าเป้าหมายใดคือสิ่งที่มีคุณค่าที่แท้จริง ไม่ยอมเสียทรัพยากรเวลาอันสั้นไปกับสิ่งฉาบฉวยที่ไร้ประโยชน์
  • ระมัดระวังในการลงมือทำ (Careful in our execution): มุ่งมั่นตั้งใจทำให้เป้าหมายที่คัดเลือกมานั้นสำเร็จอย่างรอบคอบ เพราะชีวิตไม่มีเวลามากพอให้เราทำสิ่งต่างๆ ผิดพลาดและเริ่มใหม่ได้หลายครั้ง

3. เลือกกลยุทธ์การดำเนินชีวิตที่สมดุล
เคลแกนเสนอว่าเราสามารถเลือกใช้ชีวิตในเวลาที่จำกัดผ่านกลยุทธ์สำคัญ ดังนี้:
  • กลยุทธ์แบบผสมผสาน (Mixed Strategy): มุ่งเป้าสร้างความสำเร็จหรือเป้าหมายระยะยาวที่ยิ่งใหญ่ (Large accomplishments) ที่ช่วยเพิ่มมูลค่ารวมให้แก่ชีวิต ในขณะเดียวกันก็จัดสรรสัดส่วนให้กับการเสพความสุขเล็กๆ น้อยๆ ที่เกิดขึ้นได้ง่ายและแน่นอนในชีวิตประจำวัน (เช่น อาหาร มิตรภาพ ความรื่นรมย์) เพื่อเป็นหลักประกันว่าชีวิตนี้จะได้รับสิ่งดีๆ อย่างแน่นอน
  • มุ่งสร้าง "จุดสูงสุด" ของชีวิต (The Peaks/Heights): ตระหนักว่าคุณภาพของชีวิตนั้นสามารถเอาชนะปริมาณเวลาได้ (Quality can trump quantity) เคลแกนอ้างอิงบทกวีของเฮิลเดอร์ลิน (Hölderlin) ที่สะท้อนว่า หากชีวิตของเราได้ขึ้นไปสู่จุดสูงสุดของการบรรลุเป้าหมายที่จริงแท้และงดงามเพียงครั้งหนึ่ง แม้เป็นช่วงเวลาสั้นๆ ก็นับว่าเต็มอิ่มจนพึงพอใจที่จะจบชีวิตลงอย่างสงบได้แล้ว
  • สร้างความเป็นอมตะกึ่งหนึ่ง (Semi-Immortality): มุ่งมั่นทำในสิ่งที่ตัวคุณค่าของมันจะยังคงดำรงอยู่และสร้างประโยชน์ให้แก่โลกใบนี้ต่อไปแม้ตัวเราจะตายไปแล้ว เช่น การเขียนหนังสือปรัชญา การสร้างสิ่งก่อสร้างที่ทนทาน หรือการเลี้ยงดูบุตรหลานให้เติบโตขึ้นเป็นมนุษย์ที่ดี

4. ปรับอารมณ์ให้เป็น "ความซาบซึ้งใจและสำนึกรู้คุณ" (Gratitude / Lucky Mud)
เมื่อตระหนักว่าความตายคือกฎธรรมชาติที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ 100% อารมณ์ที่เหมาะสมในการเผชิญหน้ากับมันจึงไม่ใช่ความตื่นตระหนกหวาดกลัว (Terror) หรือการโกรธแค้นจักรวาล (Anger) แต่คือ "ความซาบซึ้งและขอบคุณโอกาสชีวิต"
  • เคลแกนยกคำอธิษฐานในนวนิยายของ เคิร์ต วอนเนกัต (Kurt Vonnegut) ที่เปรียบชีวิตมนุษย์เราว่าเหมือนกับ "โคลนนำโชคที่ได้ลุกขึ้นมานั่งมองโลก" (Lucky mud) อะตอมส่วนใหญ่ในจักรวาลไม่มีโอกาสลุกขึ้นมามีสติสัมปชัญญะ ได้รัก ตกหลุมรัก หรือมองดูดวงดาวเลย การที่เถ้าถ่านอย่างพวกเราได้ตื่นขึ้นมาใช้ชีวิตชั่วขณะหนึ่งก่อนจะต้องนอนลงหลับไปอีกครั้ง จึงเป็นเกียรติและของขวัญที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแล้ว

5. รักษากาลเทศะในการระลึกถึงความตาย (A Time and a Place)
เคลแกนเสนอแนวคิดแบบสายกลาง (Moderate approach) ว่า การดำเนินชีวิตที่ดีต้องรู้จักจัดสรรกาลเทศะที่เหมาะสมในการระลึกถึงความตาย:
  • ไม่เพิกเฉยหรือปิดหูปิดตา: เพราะการใช้ชีวิตโดยทำเป็นไม่รับรู้ความจริงเรื่องความตายเลย ถือเป็นการใช้ชีวิตอย่างไม่สมจริงและขาดความตื่นรู้ (Inauthentic)
  • ไม่หมกมุ่นตลอดเวลา: เพราะการนึกถึงความตายตลอดเวลาจะทำลายความสุขในชีวิตปัจจุบัน (เช่น หากคุณนึกถึงภาพศพที่กำลังเน่าเปื่อยในขณะที่กำลังออกเดตหรือจูบกับคนรัก คุณก็ย่อมไม่สามารถดื่มด่ำกับความงดงามของช่วงเวลานั้นได้)

6. การเตรียมตัวล่วงหน้าในชีวิตจริง
ดร. ลิเดีย ดักเดล (คู่ร่วมสนทนาของเคลแกน) และเคลแกน เห็นพ้องว่าเราควรจัดการเรื่องความตายอย่างเป็นรูปธรรมในชีวิตประจำวันดังนี้:
  • จัดการเจตนารมณ์ทางการแพทย์ล่วงหน้า: พูดคุยและตกลงเรื่องการใช้อุปกรณ์ช่วยชีวิตหรือเจตนารมณ์ไม่ยื้อชีวิต (DNR orders) ร่วมกับแพทย์และครอบครัวในขณะที่ยังมีสติปัญญาและสุขภาพแข็งแรงดี เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความทุกข์ทรมานเกินจำเป็นจากการยื้อชีวิตด้วยเทคโนโลยี (Over-medicalization) ในวาระสุดท้าย
  • รีบแสดงความรักและความสัมพันธ์ในปัจจุบัน: อย่ารอจนถึงวินาทีสุดท้ายบนเตียงผู้ป่วยจึงค่อยบอกรักหรือขอบคุณคนสำคัญ แต่ให้ฉวยโอกาสในชีวิตปัจจุบันแสดงความซาบซึ้งใจและบอกรักครอบครัวหรือมิตรสหายทันทีที่มีโอกาส
การใช้ชีวิตขณะเผชิญหน้ากับความตายจึงไม่ใช่การรอคอยความตาย แต่คือการใช้ความตายมาขับเน้นให้ทุกวินาทีใน "ชีวิตปัจจุบัน" ที่เราครอบครองอยู่ มีคุณค่า งดงาม และคุ้มค่าที่จะใช้อย่างประณีตที่สุดครับ
บรรยายที่ 15: การฆ่าตัวตาย
ในการวิเคราะห์เรื่อง "การฆ่าตัวตาย" (Suicide) ศาสตราจารย์ เชลลี เคลแกน (Shelly Kagan) ได้แยกการพิจารณาออกเป็น 2 มิติหลักอย่างชัดเจน เพื่อให้สามารถถกเถียงข้อสนับสนุนและข้อโต้แย้งได้อย่างเป็นระบบและไม่ใช้เพียงอารมณ์ความรู้สึกตัดสิน ได้แก่ มิติทางความสมเหตุสมผลเชิงเหตุผล (Rationality) และ มิติทางความถูกต้องเชิงศีลธรรม (Morality) โดยมีรายละเอียดดังนี้ครับ:

1. ในมิติของความสมเหตุสมผลเชิงเหตุผล (Is it rational?)
มิตินี้เป็นการตั้งคำถามบนฐานประโยชน์ส่วนตนว่า "มีสถานการณ์ใดบ้างที่มนุษย์เราจะดีกว่าถ้าตายไป?" (Better off dead)
  • เหตุผลสนับสนุน (Why it can be rational):
    • ดุลยภาพชีวิตติดลบ (Negative Balance of Well-being): หากประเมินชีวิตในอนาคต (ไม่ว่าจะผ่านมุมมองสุขนิยมที่คำนวณจากความสุขหักลบความเจ็บปวด หรือผ่านทฤษฎีวัดคุณค่าวัตถุวิสัยอื่นๆ) แล้วพบว่า อนาคตที่เหลืออยู่มีแต่ความทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัสและไม่มีทางเยียวยา การจบชีวิตลงย่อมเป็นผลดีเชิงเปรียบเทียบมากกว่าการปล่อยให้ชีวิตดำเนินต่อไปเพื่อสะสมความทรมานเพิ่ม. ตัวอย่างเช่น ผู้ป่วยโรคร้ายแรงระยะสุดท้ายที่ต้องเผชิญกับความเจ็บปวดทางกายและการสูญเสียพละกำลังอย่างรุนแรง.
    • การตัดสินใจภายใต้ความไม่แน่นอน (Playing the Odds): แม้คนจะแย้งว่า "ควรอยู่ต่อเผื่อมีปาฏิหาริย์ทางการแพทย์" แต่เคลแกนชี้ว่าหากสถิติการรอดชีวิตจริงต่ำมาก (เช่น 1 ใน 1,000) ขณะที่โอกาสทนทุกข์ทรมานมีเกือบ 100% การเลือกจบชีวิตเพื่อหลีกเลี่ยงนรกความทรมานจึงเป็นการตัดสินใจเชิงเหตุผลที่ยอมรับได้ เช่นเดียวกับการเลือกนอนหลับสนิทแทนการเสี่ยงไปโดนซ้อมทรมานยาวนานหลายสิบปี.
    • การตัดสินใจล่วงหน้าก่อนสูญเสียความสามารถ (Earlier Suicide in Degenerative Disease): ในผู้ป่วยโรคสมองหรือกล้ามเนื้ออ่อนแรงที่รู้ดีว่าเมื่อเวลาผ่านไป ตนเองจะไม่มีความสามารถในการลงมือจบชีวิตตัวเองได้อีก และสังคมไม่มีกฎหมายรองรับการการุณยฆาต (Euthanasia) การเลือกจบชีวิตล่วงหน้าขณะที่ยังมีพละกำลังและสติสัมปชัญญะ แม้จะยอมเสียช่วงเวลาดีๆ ช่วงสั้นๆ ไปบ้าง แต่ก็เป็นเรื่องสมเหตุสมผลเพื่อป้องกันความทุกข์ทรมานที่ยาวนานกว่าในบั้นปลาย.
  • ข้อโต้แย้งและการตอบโต้ (Rational Objections & Rebuttals):
    • ข้อคัดค้านเรื่องข้อกำหนดสองสถานะ (Two-State Requirement Objection): นักปรัชญาบางกลุ่มแย้งว่า ประโยค "ฉันดีกว่าถ้าตายไป" ขัดแย้งในตัวเอง เพราะการเปรียบเทียบต้องการสถานะ "ก่อน" และ "หลัง" แต่เมื่อเราตายไปแล้ว เราจะไม่ดำรงอยู่ (Nonexistence) จึงไม่มีสถานะหลังความตายให้เปรียบเทียบ.
      • คำตอบของเคลแกน: ข้อคัดค้านนี้ใช้ไม่ได้จริง เพราะหากเป็นเช่นนั้น การที่เราเสี่ยงชีวิตเข้าไป "ช่วยชีวิตคนอื่น" ก็จะไม่ถือเป็นการสร้างประโยชน์ให้เขาเช่นกัน (เพราะไม่สามารถเปรียบเทียบสถานะมีชีวิตกับความไม่มีตัวตนหลังความตายได้) แท้จริงแล้ว เราไม่ได้เปรียบเทียบสถานะ แต่เป็นการเปรียบเทียบ "เส้นทางสายธารชีวิตสองเส้น" (เส้นที่สั้นแต่สงบ ปะทะ เส้นที่ยาวแต่ทรมาน).
    • ข้อคัดค้านเรื่องความคิดขุ่นมัวจากความเจ็บปวด (Clouded Thinking Objection): ฝ่ายคัดค้านชี้ว่าผู้ที่เจ็บปวดทรมานจนคิดฆ่าตัวตาย ย่อมมีความคิดขุ่นมัวและสับสนทางอารมณ์จนไม่ควรเชื่อถือการตัดสินใจของตนเอง.
      • คำตอบของเคลแกน: แม้ความเจ็บปวดจะทำให้คิดได้ยากขึ้น แต่ไม่ได้แปลว่าการตัดสินใจภายใต้สภาวะนั้นจะต้องไม่น่าเชื่อถือเสมอไป เปรียบเหมือนผู้ป่วยโรคหัวใจร้ายแรงที่ต้องตัดสินใจผ่าตัดที่มีความเสี่ยงสูงภายใต้ความเครียดขุ่นมัว เราก็ยังยอมรับการตัดสินใจของเขา สิ่งสำคัญคือการคิดอย่างรอบคอบ ปรึกษาครอบครัวและแพทย์ ไม่ใช่การตัดสิทธิ์ตัดสินใจโดยสิ้นเชิง.
    • หลุมพรางความผิดพลาดชั่วคราว (เช่น กรณีวัยรุ่นอกหักหรือสอบตก): เคลแกนเน้นย้ำว่าการฆ่าตัวตายจำนวนมากในชีวิตจริงไม่ใช่การกระทำเชิงเหตุผล แต่เป็น "ความผิดพลาดที่น่าเศร้า" เนื่องจากบุคคลเหล่านั้นกำลังเผชิญหน้ากับความล้มเหลวชั่วคราว แต่เกิดมุมมองที่ตีบตันชั่วขณะ (Narrow vision) จนเข้าใจผิดว่าชีวิตจะย่ำแย่ไปตลอดกาล ทั้งที่จริงเป็นเพียงทางลาดชันชั่วคราวของกราฟชีวิตที่กำลังจะกลับมาดีขึ้นอย่างงดงาม.

2. ในมิติของความถูกต้องเชิงศีลธรรม (Is it moral?)
มิตินี้ตั้งคำถามว่า แม้ว่าการฆ่าตัวตายจะสมเหตุสมผลเพื่อประโยชน์ส่วนตน แต่มันเป็นสิ่งที่ถูกต้องในทางจริยธรรมหรือไม่?
  • ข้อโต้แย้งปฏิเสธการฆ่าตัวตายทางศีลธรรม (Moral Objections):
    • ขัดต่อเจตจำนงของพระเจ้า (God's Will): ความเชื่อดั้งเดิมระบุว่าพระเจ้าเป็นผู้มอบชีวิต การฆ่าตัวตายจึงเป็นการล่วงละเมิดสิทธิ์ของพระผู้สร้าง.
      • คำตอบทางปรัชญา (เดวิด ฮูม): ฮูมชี้ว่า หากการฆ่าตัวตายขัดเจตจำนงพระเจ้า การที่แพทย์ทำ CPR ยื้อชีวิตคนไข้ หรือการที่เราผลักเพื่อนหลบรถชน ก็ต้องขัดต่อเจตจำนงพระเจ้าด้วยเช่นกัน เพราะเป็นการรบกวนวิถีความตายตามธรรมชาติ ดังนั้นหากปราศจาก "คู่มือคำสอนเฉพาะเจาะจง" ข้ออ้างนี้จึงตกไป.
    • การละเลยหนี้บุญคุณและความกตัญญู (Ingratitude): ชีวิตคือของขวัญอันวิเศษสุดจากพระเจ้า ธรรมชาติ หรือบิดามารดา การทำลายชีวิตคือการเนรคุณ.
      • คำตอบของเคลแกน: เราจะติดหนี้กตัญญูต่อของขวัญก็ต่อเมื่อมันเป็นสิ่งที่ดี หากมีคนส่งมอบ "พายดินเลนที่เน่าเสียและเหม็นหืน" (slime pie) ให้คุณทาน คุณย่อมไม่มีหน้าที่ทางศีลธรรมที่จะต้องทนฝืนกินมันต่อไป เช่นเดียวกับชีวิตที่ไร้ทางเยียวยาและเต็มไปด้วยความเจ็บปวด.
    • กฎจริยศาสตร์หน้าที่นิยม: การห้ามทำร้ายคนบริสุทธิ์ (Deontological Prohibition): หน้าที่นิยมระบุว่ามนุษย์ทุกคนมีสิทธิ์ในชีวิตและห้ามทำลายชีวิตคนบริสุทธิ์เด็ดขาด. ในเมื่อตัวเราเองก็เป็นคนบริสุทธิ์ การฆ่าตนเองจึงเป็นการละเมิดกฎศีลธรรมข้อนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้.
      • คำตอบทางปรัชญาของเคลแกน:
        1. การไม่สร้างความเสียหายโดยรวม (No Overall Harm): การฆ่าตัวตายในผู้ป่วยระยะสุดท้ายไม่ใช่การทำร้ายตัวเอง แต่เป็นการช่วยให้พ้นนรกความทรมาน เปรียบเหมือนหมอที่จำเป็นต้องตัดขาคนไข้เพื่อรักษาชีวิต แม้จะทำให้ขาขาดแต่ไม่ได้สร้างความเสียหายโดยรวมแก่คนไข้.
        2. หลักการยินยอม (The Principle of Consent): สิ่งที่แยกการทำร้ายที่ผิดจริยธรรมออกจากการกระทำที่ยอมรับได้คือ "ความยินยอมของเหยื่อ" (เช่น การชกมวย หรือทหารผู้กล้าที่ยอมกระโดดทับลูกระเบิดเพื่อช่วยชีวิตเพื่อนรบ ซึ่งสังคมยกย่องว่าเป็นวีรบุรุษ ไม่ใช่ผู้ผิดศีลธรรม เพราะกระทำด้วยความยินยอมและสมัครใจเพื่ออุดมการณ์สูงสุด) ความยินยอมจึงทำหน้าที่ลดทอนความผิดของการทำร้ายลงได้.
    • ผลกระทบเชิงลบต่อผู้อื่น (Utilitarianism/Consequentialism): ตามจริยศาสตร์ประโยชน์นิยม ผลลัพธ์เชิงศีลธรรมต้องวัดจากสุขและทุกข์ของทุกคน การฆ่าตัวตายมักทิ้งความโศกเศร้าอย่างมหาศาลไว้กับครอบครัว หรือในกรณีที่คุณเป็นพ่อแม่เลี้ยงเดี่ยวที่มีพันธสัญญาในการดูแลลูกเล็กๆ ผลกระทบเลวร้ายต่อลูกอาจมีน้ำหนักมากกว่าความสุขจากการพ้นทุกข์ของคุณ ทำให้การฆ่าตัวตายในสภาวะนี้เป็นสิ่งที่ไม่สมควรทำทางศีลธรรม.

บทสรุปเชิงสายกลาง (Moderate Moral View of Shelly Kagan)
ศาสตราจารย์ เคลแกน สรุปแนวคิดในเชิงสายกลางว่า การฆ่าตัวตายไม่ได้ยอมรับได้ในทุกกรณี และก็ไม่ได้ถูกปฏิเสธในทุกกรณี. แต่การฆ่าตัวตายจะถือว่าถูกต้องและสมเหตุสมผลทั้งทางเหตุผลและศีลธรรมก็ต่อเมื่อ บุคคลนั้นทำการประเมินชีวิตตนเองอย่างรอบคอบ มีสติปัญญาที่สมบูรณ์แจ่มใส (Sane/Competent) ได้รับข้อมูลทางการแพทย์ครบถ้วน (Informed) ทำด้วยความสมัครใจปราศจากการบังคับ (Voluntary) และมีเหตุผลสนับสนุนที่มีน้ำหนักมากเพียงพอเท่านั้น.
บรรยายสุดท้ายเกี่ยวกับความตาย: สำหรับคุณผู้ที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไปนับจากนี้

เราจะรับมือและยอมรับความตายอย่างไรได้บ้าง

การรับมือและยอมรับความตายตามแนวคิดทางปรัชญาในบทเรียนนี้ สามารถแบ่งออกเป็นแนวทางทั้งในมิติทางความคิด (ทัศนคติ) และมิติเชิงปฏิบัติ (การดำเนินชีวิต) เพื่อช่วยให้เราเผชิญหน้ากับความจริงนี้ได้อย่างสงบและมีความหมายที่สุดครับ ดังนี้:
1. ปรับมุมมองและทัศนคติทางอภิปรัชญา (Cognitive Acceptance)
  • เผชิญหน้ากับความจริงโดยปราศจากภาพลวงตาและความกลัว (Face death without fear and illusion): ศาสตราจารย์ เชลลี เคลแกน เสนอว่าตามมุมมองกายภาพนิยม มนุษย์เราเป็นเพียงเครื่องจักรชีวภาพที่น่าทึ่ง เมื่อเครื่องจักรพังลงในวาระสุดท้าย นั่นคือจุดจบของตัวตนเราอย่างแท้จริง. ความตายไม่ใช่เรื่องลึกลับซับซ้อนที่น่าหวาดกลัว และสภาพหลังความตายก็ไม่ได้มืดมิด โดดเดี่ยว หรือเจ็บปวด เพราะในเมื่อ "ตัวเรา" ไม่มีอยู่อีกต่อไปแล้ว เราจึงไม่มีสติสัมปชัญญะใดๆ ที่จะไปรับรู้สิ่งเหล่านั้นได้เลย. สภาพหลังความตายจึงเปรียบเสมือนการนอนหลับสนิทอย่างสงบโดยไม่มีการฝันใดๆ ซึ่งเป็นเรื่องธรรมชาติที่เราทุกคนต่างก็คุ้นเคยอยู่แล้วในชีวิตประจำวัน.
  • บ่มเพาะความรู้สึก "ซาบซึ้งและขอบคุณในโอกาสชีวิต" (Cultivating Gratitude): แทนที่จะโกรธแค้นหรือเสียดายเมื่อคิดถึงความตาย เราควรตระหนักว่าตัวเราโชคดีอย่างมหาศาลเพียงใดที่ได้เกิดมามีชีวิต. เคลแกนอ้างถึงคำอุปมาอันงดงามจากหนังสือ Cat's Cradle ของ เคิร์ต วอนเนกัต ที่เปรียบชีวิตว่าเหมือนกับ "โคลนที่โชคดีที่ได้ลุกขึ้นมานั่งและมองดูโลก" (Lucky mud). อะตอมส่วนใหญ่ในจักรวาลไม่มีโอกาสแม้แต่จะมีชีวิต ตกหลุมรัก หรือมองดูดวงดาวเลย ดังนั้นการมีสิทธิ์ลุกขึ้นมาเรียนรู้และรัก จึงเป็นของขวัญที่วิเศษที่สุดแล้วก่อนที่เราจะต้องกลับไปนอนลงอีกครั้ง.
  • รักษาสมดุลของชีวิตด้วยกระดาษสองแผ่น (Holding values in tension): ดร. ลิเดีย ดักเดล และเคลแกนเสนอแนวคิดในการพกกระดาษ 2 แผ่นไว้ในกระเป๋าเพื่อเตือนใจ แผ่นหนึ่งเขียนว่า "ฉันเป็นเพียงฝุ่นผงและเถ้าถ่าน" เพื่อยอมรับความไม่จีรังและความตาย แต่อีกแผ่นเขียนว่า "โลกใบนี้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อตัวฉันเอง" เพื่อเตือนใจให้เห็นคุณค่าอันยิ่งใหญ่ของชีวิตและใช้มันอย่างมีความหมายในปัจจุบัน.

2. วิธีรับมือผ่านการดำเนินชีวิตและการเตรียมตัว (Practical Action)
  • ใช้ชีวิตด้วยความระมัดระวัง (Being Careful): เนื่องจากเวลาชีวิตมีจำกัดและไม่มีโอกาสให้แก้ตัวใหม่ (No do-overs), เราจึงต้องใช้ชีวิตด้วยความรอบคอบและระมัดระวัง ทั้งในการเลือกเป้าหมายชีวิตและในการลงมือทำเป้าหมายนั้นให้สำเร็จ. หลีกเลี่ยงเป้าหมายฉาบฉวยระยะสั้นอย่างเดียว แต่ให้มุ่งเป้าไปที่ "จุดสูงสุด" (Peaks) ของชีวิต เช่น ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ ความรัก และมิตรภาพที่จริงแท้.
  • ฝึกฝนคุณธรรมเพื่อต้านทานความเย้ายวนในวาระสุดท้าย (Cultivating Virtues): จากตำราศิลปะการตายยุคกลาง (Ars Moriendi) การจะตายอย่างสงบ (Die well) บังคับให้เราต้องบ่มเพาะคุณธรรมตลอดช่วงชีวิตเพื่อต้านความเย้ายวนตอนใกล้ตาย ได้แก่:
    • บ่มเพาะความหวังเพื่อต้านความสิ้นหวัง.
    • บ่มเพาะความอดทนเพื่อต้านความใจร้อนรน.
    • บ่มเพาะความอ่อนน้อมถ่อมตนเพื่อต้านความหยิ่งยโส.
    • บ่มเพาะความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่เพื่อต้านความโลภและการยึดติด.
  • การเตรียมตัวในโลกความเป็นจริง (Practical Preparation):
    • เตรียมความพร้อมทางการแพทย์ล่วงหน้า: พูดคุยและทำความเข้าใจเกี่ยวกับเจตนารมณ์ทางการแพทย์ในวาระสุดท้าย (เช่น การตัดสินใจเรื่อง dnr orders) ร่วมกับแพทย์และครอบครัวในขณะที่ยังมีสติสัมปชัญญะดี เพื่อป้องกันความทุกข์ทรมานที่ไม่จำเป็นจากการรักษาที่มากเกินไป.
    • แสดงความรักและขอบคุณในปัจจุบัน: อย่ารอจนวินาทีสุดท้ายบนเตียงผู้ป่วยจึงค่อยบอกความรู้สึก เคลแกนแนะนำให้ใช้โอกาสขณะที่ยังมีชีวิตในการส่งอีเมลหรือพูดคุยบอกรักและแสดงความซาบซึ้งใจต่อครอบครัวและมิตรสหายที่เป็นผู้ร่วมสร้างตัวตนของเราขึ้นมา.
ความตายจึงไม่ได้เป็นเพียงจุดจบ แต่มันคือสิ่งขับเน้นให้ทุกวินาทีใน "ชีวิตปัจจุบัน" ที่เรามีอยู่กลายเป็นสิ่งที่มีค่า มีความหมาย และคุ้มค่าที่จะใช้อย่างดีที่สุด.
คู่มือในการเผชิญหน้ากับความจริงและใช้ชีวิตอย่างมีความหมายครับ:

1. อภิปรัชญาของตัวตน: เราคือ "เครื่องจักรที่น่าทึ่ง"
สิ่งแรกที่เราต้องยอมรับร่วมกันหากมองผ่านมุมมองแบบกายภาพนิยม (Physicalism) โดยปราศจากความเชื่อทางศาสนา คือ เราไม่มีวิญญาณที่เป็นนามธรรมแยกต่างหาก ตัวตนของเรา สติปัญญา และความรู้สึกทั้งหมดเป็นเพียงผลผลิตของร่างกายและสมองที่ทำงานประสานกันอย่างซับซ้อน
"เราเป็นเพียงเครื่องจักร แต่อย่าเข้าใจผิด... เพราะเราไม่ใช่เครื่องจักรธรรมดาๆ เราเป็นเครื่องจักรที่น่าทึ่ง" เราเป็นเครื่องจักรชีวภาพที่มีความสามารถในการรัก มีความฝัน มีความข้ามพ้น มีความคิดสร้างสรรค์ มีเป้าหมาย และสามารถแบ่งปันสิ่งเหล่านั้นร่วมกับผู้อื่นได้ และเมื่อเครื่องจักรนี้ชำรุดเสียหายจนหยุดทำงานอย่างถาวรในท้ายที่สุด นั่นคือจุดจบของตัวตนเราอย่างแท้จริง ความตายไม่ใช่ความลึกลับที่เข้าใจไม่ได้ มันเรียบง่ายพอๆ กับการที่โคมไฟหรือคอมพิวเตอร์ของคุณแตกหักและหยุดทำงานลงเท่านั้น

2. ความตายไม่ใช่ศัตรู และความเป็นอมตะไม่ใช่คำตอบ
ผู้คนจำนวนมากใช้ชีวิตด้วยความหวังลึกๆ ว่าตนเองจะเป็นอมตะ และมองความตายเป็นความพ่ายแพ้หรือสิ่งชั่วร้ายสูงสุด แต่เคลแกนโต้แย้งว่า ความเป็นอมตะชั่วนิรันดร์ต่างหากที่เป็นฝันร้ายและเป็นคำสาปอันทรมาน
ไม่มีกิจกรรมใดในโลกที่มนุษย์ที่มีสติปัญญาสูงจะสามารถทำซ้ำๆ ตลอดกาลโดยไม่รู้จักเบื่อหน่าย และหากเราพยายามหลีกเลี่ยงความเบื่อหน่ายนั้นด้วยการลบความทรงจำหรือเปลี่ยนนิสัยใจคอไปเรื่อยๆ ตัวตนในอนาคตชั่วนิรันดร์นั้นก็ไม่ใช่ตัวเราในปัจจุบันที่เราแคร์อีกต่อไป
ดังนั้น ความตายจึงไม่ใช่สิ่งที่น่าสิ้นหวัง แต่เป็นหลักประกันและของขวัญจากธรรมชาติ ที่ช่วยปกป้องเราจากการถูกกักขังอยู่ในบ่วงกรรมแห่งความเบื่อหน่ายอันเป็นอนันต์ ชีวิตที่ดีไม่ใช่ชีวิตที่ยืนยาวตลอดกาล แต่คือ "การได้ใช้ชีวิตยาวนานตราบเท่าที่ชีวิตยังมอบสิ่งดีๆ ให้ และสามารถจบลงอย่างสงบได้เมื่อเราพึงพอใจแล้ว"

3. ศิลปะการใช้ชีวิต: บริหารเวลาที่มีเพียงรอบเดียว (No Do-Overs)
ความตายทำหน้าที่กำหนดพิกัดและสร้างเดดไลน์ (Deadline) ให้แก่ชีวิต เมื่อเวลาชีวิตของเรามีจำกัด และเรา "มีโอกาสเดินผ่านโลกใบนี้เพียงรอบเดียว โดยไม่มีโอกาสให้กลับมาแก้ตัวใหม่" (No Do-Overs) ความตายจึงบีบบังคับให้เราต้องใช้ชีวิตด้วย "ความระมัดระวังและใส่ใจเป็นพิเศษ"
การระมัดระวังนี้แบ่งออกเป็น 2 มิติ คือ:
  1. ระมัดระวังในการเลือกเป้าหมาย (Careful in our aims): คัดสรรอย่างรอบคอบว่าสิ่งใดมีคุณค่าจริงแท้ต่อตัวเราและคนรอบข้าง เพื่อไม่ให้ต้องมองย้อนกลับมาในภายหลังแล้วพบว่าเราสูญเสียเวลาไปกับสิ่งฉาบฉวยที่ไร้ค่า
  2. ระมัดระวังในการลงมือทำ (Careful in our execution): มุ่งมั่นตั้งใจทำเป้าหมายนั้นให้สำเร็จอย่างประณีต เพราะเราไม่มีปริมาณเวลาที่มากพอจะสุมหัวลองผิดลองถูกอย่างไร้ทิศทางได้ตลอดไป
เพื่อรักษาสมดุลของชีวิต เคลแกนแนะนำให้เราพกกระดาษสองแผ่นไว้ในกระเป๋าเสื้อเสมอ แผ่นหนึ่งเขียนว่า "ฉันเป็นเพียงฝุ่นผงและเถ้าถ่าน" เพื่อเตือนใจให้ถ่อมตัวและตระหนักถึงความไม่จีรัง แต่อีกแผ่นเขียนว่า "โลกใบนี้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อตัวฉันเอง" เพื่อเตือนใจให้กล้าออกไปใช้สิทธิ์ในการสร้างสรรค์และมีความสุขในปัจจุบันอย่างเต็มที่

4. จากความกลัวสู่ความซาบซึ้งใจ: สวดอ้อนวอนแบบ "โคลนนำโชค"
เคลแกนย้ำว่า "ความกลัวตายจนตื่นตระหนกตกใจ (Terror) เป็นอารมณ์ที่ไม่สมเหตุสมผลและเกินกว่าเหตุ" สภาพหลังความตายไม่มีสติสัมปชัญญะใดๆ ไปรับรู้ความอ้างว้างหรือความเจ็บปวด มันจึงไม่ใช่อะไรที่เจ็บปวดในตัวมันเอง อารมณ์ที่เหมาะสมและงดงามที่สุดในการเผชิญหน้ากับพญามัจจุราชคือ "ความซาบซึ้งใจและขอบคุณในโอกาสชีวิต" (Gratitude)
เขาอ้างอิงบทสวดของ เคิร์ต วอนเนกัต จากหนังสือ Cat's Cradle ที่ว่า:
"พระผู้สร้างสร้างโคลนขึ้นมา และทรงเหงา จึงบอกโคลนก้อนหนึ่งว่า 'ลุกขึ้นนั่งสิ มองดูทุกสิ่งที่ฉันสร้างไว้ ทะเล ท้องฟ้า และดวงดาว' และฉันก็คือโคลนก้อนนั้นที่โชคดีได้ลุกขึ้นนั่งและมองดูโลก... โคลนผู้นำโชคอย่างฉันลุกขึ้นนั่งและได้เห็นว่าพระองค์ทรงงานได้ยอดเยี่ยมเพียงใด ขอบคุณสำหรับเกียรตินี้ บัดนี้โคลนจะขอนอนลงและหลับไปอีกครั้ง ช่างเป็นความทรงจำที่วิเศษเหลือเกินสำหรับโคลนก้อนหนึ่ง"
อะตอมส่วนใหญ่ในจักรวาลนี้ไม่มีโอกาสได้เกิดมามีชีวิต ไม่มีโอกาสได้รัก หรือชื่นชมความงามของดวงดาว การที่เราได้ตื่นขึ้นมาใช้ชีวิตชั่วขณะหนึ่งก่อนจะต้องนอนลงหลับไปอีกครั้ง จึงเป็นเกียรติและของขวัญที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแล้ว

บทสรุปของคาบเรียนสุดท้าย
ชีวิตมีมูลค่าของมันตราบเท่าที่ดุลยภาพของชีวิตยังคงเป็นบวก และเราควรตระหนักว่า การที่ทุกอย่างต้องสิ้นสุดลงในบั้นปลาย ไม่ได้แปลว่าสิ่งดีงามที่เราส่งมอบและสัมผัสในปัจจุบันจะกลายเป็นเรื่องไร้ค่า ความรัก มิตรภาพ และความดีงามที่เราทำในปัจจุบันมีคุณค่าจริงแท้ในตัวเองในวินาทีนี้
อย่างไรก็ตาม ชีวิตไม่ใช่สิ่งที่เราต้องเหนี่ยวรั้งยื้อยุดไว้อย่างสิ้นคิดในทุกสถานการณ์ เมื่อวันหนึ่งที่ร่างกายพังทลายจนไม่หลงเหลือความเป็นบุคคลและความสามารถในการเสพสุขได้อีกต่อไป ก็จงเรียนรู้ที่จะปล่อยมือและจากไปอย่างสง่างาม
ศาสตราจารย์ เชลลี เคลแกน ปิดท้ายการบรรยาย 23 ปีของเขาด้วยคำเชิญชวนอันเป็นนิรันดร์ว่า:
"ผมขอเชิญชวนพวกคุณทุกคน ให้เผชิญหน้ากับความตาย... โดยปราศจากความกลัว และปราศจากภาพลวงตาใดๆ"


อะไรคือชีวิตที่ดี
ในการศึกษาปรัชญาของศาสตราจารย์ เชลลี เคลแกน (Shelly Kagan) "ชีวิตที่ดี" ไม่ได้ถูกนิยามผ่านความเชื่อทางศาสนาหรือพลังเหนือธรรมชาติ แต่ประเมินผ่านเหตุผลและสุขภาวะ (Well-being) ของมนุษย์ในฐานะที่เป็นกายภาพที่คิดและรู้สึกได้ โดยเคลแกนชี้ให้เห็นว่าชีวิตที่ดีและการเตรียมตัวรับมือกับความตายเป็นสิ่งที่เชื่อมโยงกันอย่างแยกไม่ออก และเขาถึงขั้นเปิดวิชาคู่ขนานที่ชื่อว่า "Life" (ชีวิต) เพื่อชวนให้ผู้คนตั้งคำถามกับเป้าหมายชีวิตตั้งแต่ตอนที่ยังเยาว์วัย
แนวคิดเรื่องชีวิตที่ดีและคำถามสำคัญที่เราควรถามตัวเองตามแนวคิดของเคลแกน มีรายละเอียดดังนี้ครับ:

1. อะไรคือ "ชีวิตที่ดี" (What is a Good Life?)
เคลแกนจำแนกคุณค่าในชีวิตออกเป็นสองประเภทหลัก คือ คุณค่าในฐานะเครื่องมือ (Instrumental Goods) (เช่น การทำงานเพื่อให้ได้เงิน เพื่อไปซื้อสิ่งของ) และ คุณค่าในตัวเอง (Intrinsic Goods) ซึ่งเป็นแกนกลางที่กำหนดว่าชีวิตเราดีจริงหรือไม่ เคลแกนปฏิเสธแนวคิด สุขนิยม (Hedonism) ที่เชื่อว่าชีวิตที่ดีคือการสะสมความสุขและหลีกเลี่ยงความเจ็บปวดทางกายภาพเท่านั้น โดยเขาได้อธิบายองค์ประกอบของชีวิตที่ดีไว้ดังนี้:
  • การได้สัมผัสความจริงภายนอก ไม่ใช่แค่ความรู้สึกดีจากข้างใน (Inside vs. Outside): ผ่านการทดลองทางความคิดเรื่อง "เครื่องสร้างประสบการณ์" (Experience Machine) ของโรเบิร์ต โนซิก เคลแกนชี้ว่า หากชีวิตที่ดีคือการมีความรู้สึกพึงพอใจในสมองเท่านั้น มนุษย์ทุกคนย่อมอยากเข้าไปนอนในถังทดลองเพื่อเสพความสุขจำลองตลอดไป แต่เนื่องจากคนส่วนใหญ่ปฏิเสธเครื่องนี้ นั่นแปลว่าชีวิตที่ดีต้องการ "การได้ลงมือทำจริงและความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นจริง" ในโลกภายนอกด้วย
  • ความสำเร็จที่จริงแท้และมีคุณค่า (Accomplishments): ชีวิตที่ดีต้องมีเป้าหมายและการลงมือทำจนเกิดผลงานที่จับต้องได้จริง แต่ต้องไม่ใช่ความสำเร็จที่ไร้สาระ (เช่น การพยายามทำลูกบอลหนังยางที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ) แต่ต้องเป็นผลงานที่มีคุณค่าต่อตนเองหรือผู้อื่น
  • การมีความรู้และความเข้าใจตนเอง (Knowledge & Self-Knowledge): มนุษย์ต้องการความเข้าใจในที่ทางและบทบาทของตัวเองในจักรวาลนี้ มากกว่าความรู้ที่เป็นเพียงข้อมูลดิบหรือเรื่องหยุมหยิม
  • ความสัมพันธ์และมิตรภาพที่แท้จริง (Loving Relationships & Friendship): การรักและได้รับการรักจากผู้อื่นรอบข้าง เป็นมิติภายนอกที่เครื่องสร้างประสบการณ์เลียนแบบไม่ได้
  • คุณภาพและจุดสูงสุด (Quality & Peaks) ชนะปริมาณเวลา: เคลแกนแย้งว่า ชีวิตที่ดีไม่ได้วัดกันที่ความยาวนาน (Duration) เท่านั้น เขาเปรียบเทียบชีวิตที่ยอดเยี่ยมแต่มีอายุสั้นเพียง 100 ปี กับชีวิตที่จืดชืดไร้ความหมายแต่ยาวนานถึง 30,000 ปี คนส่วนใหญ่ย่อมเลือกชีวิตแรก และอ้างอิงบทกวีของเฮิลเดอร์ลินที่ว่า หากชีวิตได้ขึ้นสู่ "จุดสูงสุด" (Peaks/Heights) ของการบรรลุเป้าหมายที่งดงามแล้ว แม้จะสั้นก็เป็นชีวิตที่เติมเต็มดั่งเทพเจ้า
  • เรื่องราวและทิศทางของชีวิต (Narrative Arc): ลำดับและเรื่องราวในชีวิตมีความสำคัญ เคลแกนเปรียบเทียบชีวิตแบบ "จากยากจนไปสู่ความสำเร็จ" (rags-to-riches) กับ "จากรุ่งเรืองไปสู่ความตกต่ำ" (riches-to-rags) แม้ทั้งสองชีวิตจะมีสัดส่วนความสุขและความทุกข์เท่ากัน แต่ทิศทางของชีวิตแรกงดงามและน่าปรารถนากว่ามาก

2. เราควรตั้งคำถามอะไรบ้างกับชีวิต (What Questions Should We Ask?)
เพื่อไม่ให้เราต้องตื่นขึ้นมาพบความล้มเหลวในการดำเนินชีวิตหรือต้องนอนนึกเสียดายในวาระสุดท้าย เคลแกนเสนอว่าเราควรรีบตั้งคำถามสำคัญเหล่านี้เพื่อสำรวจตัวเองตั้งแต่เนิ่นๆ:
  1. "อะไรคือคุณค่าในตัวเอง (Intrinsic Goods) ที่ฉันต้องการเติมลงไปในกล่องชีวิตของฉันจริงๆ?" — เพื่อแยกแยะเป้าหมายที่เป็นเพียงเครื่องมือออกจากสิ่งที่มีคุณค่าในตัวเองสำหรับเรา
  2. "ความสำเร็จแบบไหนที่ฉันอยากลงมือทำให้เกิดขึ้นจริง และมันเป็นความสำเร็จที่มีคุณค่าจริงแท้ หรือเป็นเพียงสิ่งฉาบฉวย?" — เพื่อนำทางทิศทางพลังงานและเวลาที่มีจำกัด
  3. "ความรักและมิตรภาพในชีวิตของฉันตอนนี้จริงแท้แค่ไหน และฉันได้แสดงความรักและความซาบซึ้งใจต่อพวกเขาในขณะที่ยังมีโอกาสแล้วหรือยัง?" — เพราะชีวิตมีเพียงรอบเดียวและไม่มีโอกาสให้แก้ตัวใหม่ (No do-overs)
  4. "หากฉันรู้ตัวว่ามีเวลาชีวิตเหลืออยู่อย่างจำกัด (เช่น เหลืออีก 5 ปี หรือ 10 ปี) ฉันจะเลือกทำกิจกรรมหรือจัดลำดับความสำคัญของเป้าหมายต่างไปจากตอนนี้อย่างไรบ้าง?" — เพื่อเป็นแว่นขยายช่วยคัดสรรสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตปัจจุบัน
  5. "ฉันกำลังมองหาความหมายบนสเกลจักรวาล (Cosmic Scale) ที่ไม่มีอยู่จริง หรือฉันพร้อมที่จะสร้างความหมายและจุดแสงสว่างเล็กๆ ขึ้นมาในชีวิตประจำวันของฉันเอง?" — เพื่อเปลี่ยนความสิ้นหวังในความจำกัดของชีวิต มาเป็นความซาบซึ้งใจที่โคลนนำโชคอย่างเราได้ลุกขึ้นมามองโลกชั่วคราว
การตั้งคำถามเหล่านี้และรักษาสมดุลระหว่างกระดาษสองแผ่น (ตระหนักถึงความไม่จีรังควบคู่ไปกับการตระหนักรู้ถึงโอกาสอันแสนวิเศษของการมีชีวิต) คือหัวใจสำคัญในการอยู่ร่วมกับความตายและใช้ชีวิตปัจจุบันอย่างสง่างามที่สุดครับ
ในการวิเคราะห์เรื่อง “ชีวิตที่ดี” (The Good Life) หรือทฤษฎีสุขภาวะของมนุษย์ ศาสตราจารย์ เชลลี เคลแกน (Shelly Kagan) ได้โต้แย้งแนวคิดสุขนิยม (Hedonism) ที่เชื่อว่าชีวิตที่ดีมีเพียงแค่การตักตวงความสุขและหลีกเลี่ยงความเจ็บปวดทางกายภาพเท่านั้น เคลแกนได้หยิบยกข้อทดลองทางความคิดเรื่อง “เครื่องสร้างประสบการณ์” (Experience Machine) ของโรเบิร์ต โนซิก เพื่อชี้ให้เห็นว่า ชีวิตที่ดีนั้นจำเป็นต้อง “จัดการความจริงภายนอกให้ถูกต้อง” (Getting the outsides right) ไม่ใช่แค่การจัดการความรู้สึกเคมีในสมองให้รู้สึกดีจากข้างในเท่านั้น
โดยคุณค่าในตนเอง (Intrinsic Goods) ทั้ง 3 ประการที่คุณระบุถึง มีรายละเอียดเชิงปรัชญาตามที่เคลแกนวิเคราะห์ไว้ดังนี้ครับ:

1. การประสบความสำเร็จที่แท้จริง (Accomplishments)
  • นิยามและการเชื่อมโยงกับความจริง: เคลแกนอธิบายว่า ชีวิตที่ดีต้องมีองค์ประกอบของการสร้างสรรค์หรือลงมือทำบางสิ่งบางอย่างจนประสบความสำเร็จจริงในโลกภายนอก หากเรานอนอยู่ในเครื่องสร้างประสบการณ์ เราอาจจะถูกกระตุ้นสมองให้ “รู้สึกเหมือน” ได้เขียนนิยายอเมริกันผู้ยิ่งใหญ่ (Great American Novel) ปีนยอดเขาเอเวอเรสต์ หรือค้นพบวิธีรักษาโรคมะเร็ง แต่ในความเป็นจริงทางวัตถุ เราไม่ได้ทำอะไรเลยนอกจากนอนลอยไปลอยมาในอ่างทดลองของนักวิทยาศาสตร์
  • ความแตกต่างระหว่างความสำเร็จที่มีคุณค่ากับสิ่งหยุมหยิม: เคลแกนชี้ว่า ไม่ใช่ทุกความสำเร็จจะเพิ่มคุณค่าให้ชีวิตเท่ากัน ตัวอย่างเช่น หากใครสักคนตั้งเป้าหมายชีวิตและทำสำเร็จในการ “สร้างลูกบอลหนังยางที่ใหญ่ที่สุดในฝั่งตะวันออกของสหรัฐอเมริกา” แม้ในทางเทคนิคจะนับเป็นความสำเร็จ (Accomplishment) แต่ก็ไม่จัดว่าเป็นความสำเร็จที่แท้จริงที่มีน้ำหนักมากพอจะยกระดับให้ชีวิตนั้นมีคุณค่าได้อย่างแท้จริง ปรัชญาจึงจำเป็นต้องจำแนกแยกระหว่างความสำเร็จทั่วไปในชีวิตประจำวัน กับความสำเร็จที่มีคุณค่าอย่างจริงแท้

2. ความรู้และการตระหนักรู้ในตัวเอง (Knowledge & Self-Knowledge)
  • นิยามและการเชื่อมโยงกับความจริง: การมีความเข้าใจที่ถูกต้องต่อความจริงของโลกและจักรวาลเป็นสิ่งที่มีคุณค่าในตัวเอง ในเครื่องสร้างประสบการณ์ เราจะขาดคุณค่าข้อนี้ไปอย่างสิ้นเชิงเพราะเรากำลัง “ถูกลวงตาอย่างสมบูรณ์” (Completely deceived) เราคิดว่าเรากำลังปีนเขาหรือทำงานในห้องแล็บ ทั้งที่จริงเรากำลังนอนเฉยๆ ทำให้เราขาดคุณค่าของการรู้จักและตระหนักรู้ในสภาวะที่แท้จริงของตัวเอง (Self-knowledge)
  • ความแตกต่างระหว่างความรู้ที่มีค่ากับข้อมูลทั่วไป: เช่นเดียวกับความสำเร็จ เคลแกนระบุว่า ไม่ใช่ทุกความรู้จะมีคุณค่าต่อชีวิตเท่ากันทั้งหมด การมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องลึกซึ้ง เช่น “ที่ทางของมนุษย์ในจักรวาล” หรือ “กฎฟิสิกส์พื้นฐานของธรรมชาติ” ย่อมสร้างคุณค่าให้ชีวิตได้อย่างมหาศาล ในขณะที่การรู้ข้อมูลหยุมหยิมประเภท “ปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยในกรุงเทพมหานครเมื่อปี ค.ศ. 1984” จัดเป็นเพียงข้อมูลเชิงสถิติหรือเรื่องไร้สาระ (Mere trivia) ที่ไม่ได้ช่วยเพิ่มพูนคุณค่าในตัวเองให้แก่ชีวิตเลย

3. ความสัมพันธ์ที่เปี่ยมด้วยความรัก (Loving Relationships)
  • นิยามและการเชื่อมโยงกับความจริง: มนุษย์เราต้องการรักและได้รับการรักจากผู้อื่นจริงๆ หากเราใช้ชีวิตในเครื่องสร้างประสบการณ์ เครื่องอาจจะจำลองสถานการณ์ให้เรา “รู้สึก” ว่าเป็นที่รักของทุกคน มีครอบครัวที่อบอุ่นและมิตรสหายรายล้อม แต่ในโลกความเป็นจริงภายนอกกลับไม่มีใครรับรู้ถึงการดำรงอยู่ของเราเลยนอกจากนักวิทยาศาสตร์ที่เฝ้าเครื่อง ความรักในเครื่องจึงเป็นเพียงภาพลวงตาทางระบบประสาท
  • ความสัมพันธ์ที่จริงแท้: ชีวิตที่ดีต้องการการปฏิสัมพันธ์กับ บุคคลจริงๆ ที่คิด รู้สึก และตอบสนองต่อเราในโลกกายภาพภายนอก คุณค่าของความสัมพันธ์ มิตรภาพ และความรักที่เกิดขึ้นจริงจึงไม่อาจทดแทนได้ด้วยความรู้สึกพึงพอใจจำลอง และเช่นเดียวกับคุณค่าด้านอื่น เราต้องเรียนรู้ที่จะคัดสรรและพัฒนาความสัมพันธ์ที่มีความหมายอย่างแท้จริงมากกว่าความสัมพันธ์ที่ฉาบฉวยหยุมหยิม

บทสรุป: คุณค่าทั้ง 3 ประการนี้ร่วมกับความสุขทางผัสสะ (Pleasure) คือเครื่องยืนยันว่า ชีวิตที่ดีไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการมี “ความรู้สึกดีๆ ในสมอง” เท่านั้น แต่ความตายที่แสนสั้นและมีเวลาจำกัดนี้ สอนให้เราต้องก้าวออกจากถังทดลองจำลองความสุข เพื่อเผชิญโลกแห่งความเป็นจริง มุ่งแสวงหาความรู้ที่จริงแท้ ลงมือสร้างความสำเร็จที่มีคุณค่า และแสดงความรักความผูกพันต่อคนรอบข้างในขณะที่ยังมีลมหายใจอยู่ครับ
ศาสตราจารย์ เชลลี เคลแกน (Shelly Kagan) ไม่ได้ระบุปริมาณออกมาเป็นเปอร์เซ็นต์หรือตัวเลขว่ามนุษย์มีเจตจำนงเสรีมากน้อยเพียงใด แต่เขาได้เสนอข้อวิเคราะห์ทางอภิปรัชญาและวิทยาศาสตร์เพื่อแสดงให้เห็นว่า มนุษย์เรามี "เจตจำนงเสรี" (Free Will) อยู่จริง และสิ่งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อคุณค่าและการทำความดีของเรา.
เคลแกนได้ชวนถอดรหัสข้อถกเถียงเรื่องเจตจำนงเสรีผ่าน 3 ประเด็นหลัก ดังนี้ครับ:
1. เจตจำนงเสรีเป็นเพียงภาพลวงตาทางชีวภาพหรือไม่?
  • นักปรัชญาบางกลุ่มแย้งว่า เจตจำนงเสรีเป็นเพียง "ภาพลวงตา" (Illusion). พวกเขาเชื่อว่าในเมื่อมนุษย์เป็นเพียงสสารทางกายภาพ การตัดสินใจของเราจึงต้องถูกกำหนดไว้ล่วงหน้าด้วยกฎฟิสิกส์อย่างไร้ทางเลี่ยง.
  • ในขณะที่ วิลเลียม เลน เครก (William Lane Craig) คู่ถกเถียงของเขา แย้งว่าหากจักรวาลนี้มีเพียงธรรมชาตินิยมและไม่มีพระเจ้า มนุษย์เราก็เป็นเพียงสสาร และการตัดสินใจของเราก็เป็นเพียงผลลัพธ์ของ "ปฏิกิริยาเคมีไฟฟ้าในระบบประสาท" (Electrochemical reactions) เท่านั้น เราจึงไม่มีเจตจำนงเสรีที่แท้จริง.
  • อย่างไรก็ตาม เคลแกนปฏิเสธแนวคิดเรื่องภาพลวงตานี้ และยืนยันว่ามนุษย์เรามีเจตจำนงเสรีจริง. เขามองว่าความสามารถในการสะท้อนคิด ไตร่ตรอง และประเมินทางเลือกด้วยเหตุผล เป็นสิ่งที่ทำให้มนุษย์สามารถควบคุมพฤติกรรมของตนเองได้.
2. เจตจำนงเสรีสามารถอยู่ร่วมกับ "กฎฟิสิกส์ที่ถูกกำหนดไว้แล้ว" (Determinism) ได้หรือไม่?
  • แนวคิดดั้งเดิมที่เรียกว่า Incompatibilism เชื่อว่า เจตจำนงเสรีกับสัจนิยมกำหนดสภาวะ (Determinism) นั้น เข้ากันไม่ได้อย่างสิ้นเชิง. หากทุกเหตุการณ์ในโลกถูกกำหนดไว้ล่วงหน้าด้วยเหตุและผลอย่างแน่นอน (เปรียบเหมือนการย้อนเทปกลับไปกี่ครั้งก็เกิดผลลัพธ์เดิมเสมอ) เราย่อมไม่มีทางเลือกอื่นและไม่มีเจตจำนงเสรี.
  • แต่เคลแกนยืนยันว่าเขาเป็น "Compatibilist" คือเชื่อว่า เจตจำนงเสรีสามารถดำรงอยู่ร่วมกับ Determinism ได้ (Compatible). เขาอธิบายว่า ต่อให้การตัดสินใจของเราในสมองจะถูกกำหนดโดยเงื่อนไขทางกายภาพก่อนหน้านั้น แต่มันก็ไม่ได้ลดทอนความหมายหรือทำให้การตัดสินใจเลือกทำสิ่งต่างๆ ด้วยเหตุผลและจริยธรรมของเรากลายเป็นเรื่องจอมปลอมแต่อย่างใด.
3. กฎของโลกกายภาพไม่ได้เข้มงวดร้อยเปอร์เซ็นต์ (หลักควอนตัม)
  • ข้อโต้แย้งที่ว่า "มนุษย์ไม่มีเจตจำนงเสรีเพราะร่างกายเป็นสสาร และสสารต้องถูกควบคุมด้วยกฎทางกายภาพที่แน่นอนตายตัว" นั้น เคลแกนชี้ว่า กฎฟิสิกส์ที่ลึกที่สุดในจักรวาลไม่ได้ทำงานแบบตายตัวเสมอไป.
  • ตามหลักฟิสิกส์สมัยใหม่อย่างกลศาสตร์ควอนตัม (Quantum Mechanics) กฎพื้นฐานของธรรมชาติทำงานตาม "หลักความน่าจะเป็น" (Probabilistic). เช่น อะตอมกัมมันตรังสีที่มีโอกาสสลายตัว 80% ซึ่งไม่มีปัจจัยใดกำหนดได้ว่าอะตอมชิ้นไหนจะสลายตัวก่อนหรือหลัง.
  • ดังนั้น ต่อให้เราเชื่อว่าเจตจำนงเสรีเข้ากับ Determinism ไม่ได้จริงๆ (Incompatibilism) เราก็ยังสามารถมีเจตจำนงเสรีในฐานะสิ่งมีชีวิตทางกายภาพได้อยู่ดี เพราะแม้แต่กฎฟิสิกส์พื้นฐานในตัวเราก็ไม่ได้ถูกกำหนดไว้ตายตัวร้อยเปอร์เซ็นต์.

บทสรุป: ในมุมมองของเคลแกน มนุษย์เรามีเจตจำนงเสรีในระดับที่ "มากพอและมีประสิทธิภาพจริง" ในการกำหนดเป้าหมายชีวิต รัก ตกหลุมรัก และประเมินความถูกต้องทางจริยธรรมของการกระทำของเรา โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาพลังวิเศษหรือจิตวิญญาณนามธรรมใดๆ เลยครับ.
Lydia Dugdale, MD, MAR is the Silberberg Associate Professor of Medicine and Director of the Center for Clinical Medical Ethics in the Department of Medicine at Columbia University Vagelos College of Physicians & Surgeons. Shelly Kagan is Clark Professor of Philosophy at Yale University, where he has taught since 1995.




ไม่มีความคิดเห็น: